อารยธรรมอินเดีย
ลุ่มเเม่นาํ สินธุ
Indus Civilization
จดั ทําโดย
นางสาว เมธาพร ตันพชิ ยั
ม.6/1 เลขที21
คํานํา
หนงั สอื อารยธรรมอินเดยี ล่มุ เเมน่ าํ สนิ ธุ จดั ทําขนึ เพอื ประกอบการ
เรยี น วชิ าอารยธรรมโลก(ส33101) ระดบั ชนั มธั ยมศึกษาปที6 โดยภายใน
หนงั สอื จะประกอบไปดว้ ยขอ้ มูลทัวไปเกียวกับอารยธรรมอินเดยี ยุคสมยั
ต่างๆ วฒั นธรรม การปกครอง เทพเจา้ ศิลปกรรม ประติมากกรรมต่างๆ
ของอินเดยี
ผจู้ ดั ทําหวงั วา่ หนงั สอื เล่มนจี ะเปนประโยชนอ์ ยา่ งมากกับผทู้ ีกําลัง
ศึกษาเเละสนใจเรอื ง อารยธรรมอินเดยี ล่มุ เเมน่ าํ สนิ ธุ หากมขี อ้ ผดิ พลาด
ประการใด ผจู้ ดั ทําขอนอ้ มรบั เเละขออภัยมา ณ ทีนี
เมธาพร ตันพชิ ยั
(ผจู้ ดั ทํา)
สารบัญ หนา้
เรอื ง 1
2
1.ปจจยั ทางภมู ศิ าสตรแ์ ละการตังถินฐาน 2
2.ยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตรข์ องอินเดยี 3
4
-สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ 4
-สมยั ประวตั ิศาสตร์ 5
3.ยุคสมยั ของอินเดยี 7
-สมยั มหากาพย์ 11
-สมยั จกั รวรรดิ 11
-สมยั มุสลิม 12
-สมยั อาณานคิ ม 13
-อินเดยี ในปจจุบนั 13
4.วฒั นธรรมอินเดยี 14
5.ปรชั ญาและลัทธศิ าสนา 16
6.เทพเจา้ ของอินเดยี
7.ศิลปกรรมเเละประติมากรรมทีสาํ คัญ
8.การปกครองของอินเดยี
อินเดยี เปนต้นสายธารทางวฒั นธรรมของชาติตะวนั ออก ( ชนชาติในทวปี เอเชยี
) หลายชาติ เปนแหล่งอารยธรรมทีเก่าแก่แหง่ หนงึ ของโลก บางครงั เรยี กวา่ “แหล่ง
อารยธรรมล่มุ แมน่ าํ สนิ ธุ” ( Indus Civilization )
ปจจยั ทางภมู ศิ าสตรแ์ ละการตังถินฐาน
• แมน่ าํ สนิ ธุ : มาจากเทือกเขาทิเบต เปนแหล่งกําเนดิ อารยธรรมอินเดยี โบราณ
• ทรพั ยากรธรรมชาติ เชน่ แร่ โลหะ ทองคํา สาํ รดิ
• ตอนเหนอื ของอินเดยี : เทือกเขาหมิ าลัย
1
ยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตรข์ องอินเดีย
เเบง่ ไดเ้ ปน 2 สมยั คือ สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ เเละ สมยั ประวตั ิศาสตร์
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์
ยุคโลหะของอินเดยี เรมิ เมอื ผคู้ นรจู้ กั ใชท้ องแดงและสาํ รดิ เมอื ประมาณ 2,500 ป
ก่อนครสิ ต์ศักราช และรจู้ กั ใชเ้ หล็กในเวลาต่อมา
• พบรปู ปนมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ีทําดว้ ยดนิ เผา
• พบเครอื งมอื เครอื งใชท้ ําจากเขาสตั ว์ หนิ สาํ รดิ
• มกี ารพบซากเมอื งโบราณ2เเหง่ บรเิ วณทีราบล่มุ
เเมน่ าํ สนิ ธุ อายุ 1500-2500 ก่อน ค.ศ. คือ
เมอื งโมเฮนโจ ดาโร ( Mohenjo Daro )
เปนหนึงในเมอื งทีใหญท่ ีสดุ ในอารยธรรมล่มุ แมน่ าํ
สนิ ธุ ตังอยูฝ่ งตะวนั ตกของแมน่ าํ สนิ ธุ ประเทศ
ปากีสถาน ซงึ อยูต่ รงกลางระหวา่ งแมน่ ําสนิ ธุกับ
แมน่ าํ ฆกั การ-์ ฮักรา บรเิ วณสนั เขาเคยเปนทีโดด
เดน่ เพราะสามารถปองกันเมอื งจากนาํ ท่วม แต่
หลังจากท่วมหลายครงั ทําใหส้ นั เขาสว่ นใหญจ่ มลง
ไปในชนั ตะกอน
เมอื งฮารบั ปา ( Harappa )
ในแควน้ ปนจาป ประเทศปากีสถานในปจจุบนั
ตัวเมอื งทีมกี ารวางผงั เมอื งอยา่ งเปนระเบยี บ
แยกพนื ทีใชก้ ันงานออกจากกันอยา่ งชดั เจน
มกี ารตัดถนนเปนมุมฉากและแบง่ เมอื งออก
เปนตาราง แสดงความรูด้ า้ นเรขาคณติ ขนั สงู
สงิ ทีโดดเดน่ กวา่ อารยธรรมอืนๆ
2
สมยั ประวตั ิศาสตร์
อินเดยี เขา้ สู่ “สมยั ประวตั ิศาสตร”์ เมอื มกี ารประดษิ ฐต์ ัวอักษรขนึ ใช้
ประมาณ 700ป ก่อนครสิ ต์ศักราช โดยชนเผา่ อินโด – อารยนั ( Indo –
Aryan)ทีเดนิ ทางมาจากทะเลสาปเเคสเปยน ซงึ ตังถินฐานในบรเิ วณล่มุ แมน่ าํ
คงคา
สมยั ประวตั ิศาสตรข์ องอินเดยี แบง่ เปน 3 ยุคดงั นี
ประวตั ิศาสตรส์ มยั โบราณ
เรมิ ตังแต่การถือกําเนดิ ตัวอักษรอินเดยี
โบราณ ทีเรยี กวา่ “บรามิ ลิป” ( Brahmi lipi )
เมอื ประมาณ 700 ปก่อนครสิ ต์ศักราช และสนิ
สดุ ในราวครสิ ต์ศตวรรษที 6 ซงึ ตรงกับสมยั
ราชวงศ์คปุ ตะ ( Gupta ) เปนยุคสมยั ทีศาสนา
พราหมณ์ ฮินดู และพระพุทธศาสนาไดถ้ ือ
กําเนดิ ขนึ แล้ว
ประวตั ิศาสตรส์ มยั กลาง
เรมิ ตังแต่เมอื ราชวงศ์คปุ ะสนิ สดุ ลง ประมาณครสิ ต์ศตวรรษที 6 จนถึงต้น
ครสิ ต์ศตวรรษที 16 เมอื กษัตรยิ ม์ ุสลิมสถาปนาราชวงศ์โมกลุ ( Mughul )
และเขา้ ปกครองอินเดยี
ประวตั ิศาสตรส์ มยั ใหม่
เรมิ ตังแต่ต้นราชวงศ์โมกลุ ในราวครสิ ต์ศตวรรษที 16 จนถึงการไดร้ บั เอกราช
จากอังกฤษในป ค.ศ. 1947
3
ยุคสมยั ของอินเดีย
อารยธรรมอินเดยี มคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งและมอี ายุเก่าแก่ไมแ่ พอ้ ารยธรรมแหล่งอืน
สมยั มหากาพย์
เปนสมยั ทีมกี ารใชต้ ัวหนังสอื บนั ทึกเรอื งราว การปกครองเรมิ แรกปกครองแบบชน
เผา่ อารยนั มรี าชาเปนผปู้ กครองอํานาจสงู สดุ เดด็ ขาด มคี วามเชอื เรอื งการบูชายนั
ภตู ผปี ศาจ ต่อมาไดม้ กี ารบูชารูปปนของเทวะและเทวี ซงึ กลายมาเปนต้นแบบของ
ศาสนาฮินดู
ปลายสมยั ชนเผา่ อารยนั ขยายตัวออกไป มกี ารดาํ เนินการปกครองแบบราชาธปิ
ไตยจากราชาเปลียนเปนกษัตรยิ เ์ เละเปลียนเปนสมมติเทพ
ในสมยั นีมมี หากาพยด์ งั 2 เรอื ง ทีสะท้อนเกียวกับการปกครองสงั คม เศรษฐกิจ ของ
ชาวอารยนั สมยั นัน ไดเ้ เก่
มหาภารตะ
ผแู้ ต่งคือ ฤๅษีกฤษณไทวปายน หรอื ฤๅษีวยาส
แต่งไวร้ าว 800-900 ปก่อนครสิ ต์ศักราช เปน
มหากาพยท์ ียาวทีสดุ ในโลก มี 1.8 ล้านคํา
ประพนั ธเ์ ปนโศลกภาษาสนั สกฤต นบั เปนสว่ น
หนงึ ของคัมภีร์ "อิติหาส" และเปนสว่ นหนงึ ทึ
สาํ คัญยงิ ของ เทพปกรณมั ในศาสนาฮินดู
รามายณะ
เปนนทิ านทีเล่าสบื ต่อกันมายาวนานในหลาก
หลายพนื ทีของ ชมพูทวปี แต่ผไู้ ดร้ วบรวมแต่ง
ใหเ้ ปนระเบยี บครงั แรกคือ ฤๅษีวาลมกี ิ เมอื กวา่
2,400 ปมาแล้ว โดยประพนั ธไ์ วเ้ ปน โศลก
จาํ นวน 24,000 โศลกดว้ ยกัน โดยแบง่ เปน 7
ภาค (กาณฑ์ หรอื กัณฑ์)
4
สมยั จกั รวรรดิ เเบง่ เปน 5สมยั คือ
จกั รวรรดิมคธ
• ตังอยูบ่ รเิ วณภาคตะวนั ออกของล่มุ แมน่ ําคงคา เปนศูนยก์ ลางพระพุทธศาสนา
• เปนแควน้ ทีมอี นภุ าพมากทีสดุ ในศตวรรษที6 ก่อนครสิ ต์ศักราช
• ระบอบการปกครองกษัตรยิ ม์ อี ํานาจสงู สดุ มขี ุนนาง 3 ฝาย คือ ฝายบรหิ าร ฝาย
ตลุ าการ และฝายการทหาร รวมเรยี กวา่ “มหามาตระ”
• กษัตรยิ ท์ ีมชี อื เสยี งสองพระองค์คือ พระเจา้ พมิ พสิ าร และพระเจา้ อชาตศัตรู
พระเจา้ อชาตศัตรู
พระเจา้ พมิ พสิ าร
จกั รวรรดิเมารยิ ะ
• ปจจุบนั คือพนื ทีทางภาคเหนอื ของอินเดยี
• ปกครองโดยการรวมอํานาจไวท้ ีพระมหากษัตรยิ ์
และเมอื งหลวง
• กษัตรยิ ท์ ีมชี อื เสยี งคือ พระเจา้ อโศกมหาราช
ทรงนําหลักพระพุทธศาสนามาใชใ้ นการปกครอง
และทํานบุ าํ รงุ พุทธศาสนาอยา่ งจรงิ จงั เเละให้
อิสรภาพในการเลือกนบั ถือศาสนา ยกเลิกการแบง่
ชนั วรรณะของศาสนาพราหมณ์
5
สมยั แบง่ แยกและการรุกรานจากภายนอก
• อาณาจกั รใหญน่ ้อยแบง่ แยก ออกเปนอิสระ
• เกิดการรกุ รานจาก กรกี อิหรา่ น เปอรเ์ ชยี ศกะ กษุ าณะ เมอื มาตังถินฐานก็ยอ่ ม
รบั วฒั นธรรมอินเดยี ไวด้ ว้ ย และกรกี เปอรเ์ ชยี ก็ไดถ้ ่ายทอดวฒั นธรรมของตนเอง
สถาปตยกรรม-ประติมากรรมใหแ้ ก่อินเดียเชน่ กัน
จกั รวรรดิคปุ ตะ
• ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน “ยุคทองของอินเดยี ”
• มมี หาวทิ ยาลัยต่างๆเกิดขนึ มากมาย เชน่ มหาวทิ ยาลัยนาลันทา มหาวทิ ยาลัยพา
ราณสี มเี มอื งหลายเมอื งกลายเปนศูนยก์ ลางการศึกษา เชน่ เมอื งสาญจี
• การแพทยใ์ นสมยั นมี วี ธิ กี ารผา่ ตัด และเรยี นรกู้ ารทําสบูแ่ ละปูนซเี มนต์
• ทรงใหก้ ารอุปถัมภ์พุทธศาสนาเปนอยา่ งดถี ึงแมพ้ ระองค์จะนบั ถือพราหมณ์ ทรง
อนญุ าติใหช้ าวลังกามาสรา้ งวดั พุทธศาสนาฝายเถรวาทขนึ
มหาวทิ ยาลัยนาลันทา
(มหาวทิ ยาลัยของสงฆ)์
หลังสมยั จกั รวรรดิคปุ ตะ
• ราชวงศ์คปุ ตะเรมิ เสอื มอํานาจลงชนต่างชาติไดร้ กุ รานอินเดยี ภาคเหนอื แบง่ แยก
เปนแควน้ เล็กๆ มรี าชวงศ์ต่างๆเขา้ มายดึ ครอง
• หลังการสนิ สดุ จกั รวรรดคิ ปุ ตะ ชนชาติทีมากรกุ รานนบั ถือพราหมณ์ จงึ ได้
กวาดล้างชาวพุทธใหส้ นิ ซาก และวดั แต่พระพุทธศาสนาในอินเดยี ยงั คงรงุ่ เรอื งอยู่
6
สมยั มุสลิม
โดยเขา้ ปกครองอินเดยี ภาคตะวนั ตกและ ภาคเหนอื เปนยุคทีพวกมุสลิมเขา้ มา
มาปกครองอินเดยี มสี ลตุ ่านเปนผปู้ กครองโดยมศี ูนยก์ลางการปกครองอยูท่ ี
เมอื งเดลฮี(Delhi) เเบง่ ออกเปน 2 สมยั คือ
สมยั สลุ ต่านแห่งเดลฮีหรอื อาณาจกั รเดลฮี (ค.ศ.1206-1526)
• มุสลิมทีเขา้ รกุ รานอินเดยี คือมุสลิมเชอื สายเติรก์ จากเอเชยี กลาง เขา้ ปกครอง
อินเดยี ภาคเหนอื ตังเมอื งเดลีเปนเมอื งหลวง
• บงั คับใหช้ าวอินเดยี มานบั ถือศาสนาอิสลาม ราษฎรทีไมน่ บั ถือศาสนาอิสลามจะถกู
เก็บภาษี “จซิ ยา” ในอัตราสงู
•การกระทําของเติรก์ สง่ ผลใหส้ งั คมอินเดียเกิดความแตกแยกระหวา่ งพวกฮินดแู ละ
มุสลิมจนถึงปจจุบนั
สมยั จกั รวรรดิโมกลุ
• ประมาณ ค.ศ. 1526 – 1858 พระเจา้ บาบูร์ ผกู้ ่อตังราชวงศ์โมกลุ ไดร้ วบรวม
อินเดยี ใหเ้ ปนปกแผน่ อีกครงั หนงึ เเละเปนเปนราชวงศ์สดุ ท้ายของอินเดยี
• กษัตรยิ ร์ าชวงศ์โมกลุ ทียงิ ใหญ่ คือ พระเจา้ อักบารม์ หาราช ทรงทะนบุ าํ รุงอินเดีย
ใหม้ คี วามเจรญิ รุง่ เรอื งในทกุ ๆ ดา้ นเเละใหอ้ ิสระในการนับถือศาสนา
• ในสมยั ของชาห์ เจฮัน ทรงสรา้ ง “ทัชมาฮัล” เเละเปนมุสลิมเครง่ ครดั จงึ ยกเลิก
การใหเ้ สรใี นการนบั ถือศาสนา และ “พระเจา้ ออรงั เซบ” ยงั คงดาํ เนนิ นโยบายต่อ
• สมยั โมกลุ สนิ สดุ ลงเมอื อังกฤษเขา้ ยดั อินเดีย ค.ศ. 1858
พระเจา้ อักบารม์ หาราช ชาห์ เจฮัน พระเจา้ ออรงั เซบ
7
การรุกรานของชาติตะวนั ตก
“ อังกฤษใชเ้ วลา100ปยดึ ครองอินเดยี สาํ เรจ็ เพราะการทรยศของคนในรฐั
”
England & France
ราชวงศ์โมกลุ หลังพระเจา้ ออรงั เซบเสอื มอํานาจลงอยา่ งรวดเรว็
ประเทศราชและเขตปกครองต่างๆ ของโมกลุ ทยอยแยกตัวเปนอิสระจนเมอื
ถึงกลางศตวรรษที 18เขตปกครองของกษัตรยิ โ์ มกลุ หดเหลือเพยี งพนื ทีรอ
บนครเดลีเท่านนั ชาวตะวนั ตกโดยเฉพาะอังกฤษกับฝรงั เศสจงึ ฉวยโอกาสนี
เรง่ ขยายอํานาจและยดึ ครองพนื ทีในอินเดีย
อังกฤษไดต้ ังบรษิ ัทอินเดยี ตะวนั ออก เพอื ทําการค้ากับดนิ แดน
ต่างๆ ในทวปี เอเชยี ตังแต่ป ค.ศ.1600 อังกฤษไดก้ ่อตังสถานกี ารค้าที
อินเดยี ครงั แรกเมอื ป 1611 ต่อมาได้ตังทีมนั 3 แหง่ ขนึ ตามชายฝงของ
อินเดยี คือ มดั ราส (ค.ศ.1639) บอมเบย์ (ค.ศ. 1668) และกัลกัตตา
(ค.ศ.1698) แล้วใชท้ ีมนั ทังสามแหง่ นขี ยายการค้าและอิทธพิ ลทางการเมอื ง
ในอินเดยี
บอมเบย์ กัลกัตตา
8
ฝรงั เศสไดต้ ังบรษิ ัทอินเดยี ตะวนั ออกเมอื ป 1664 และตังสถานกี าร
ค้าทีอินเดยี ครงั แรกในป 1668 ต่อมาก็ไดส้ รา้ งพอนดเิ ชอรร์ ี ขนึ เปน
ศูนยก์ ลางการค้าการปกครองของตนในอินเดียเมอื ป 1674
แมฝ้ รงั เศสจะเขา้ มาอินเดยี หลังชาติยุโรปอืนๆ แต่กลับกลายเปนประเทศ
ตะวนั ตกทีทรงอิทธพิ ลทีสดุ ในอินเดยี ในชว่ งกลางของครสิ ต์ศตวรรษที 18
จนเปนทีรษิ ยาแก่ชาติยุโรปอืนโดยเฉพาะอังกฤษ
พอนดิเชอรร์ ี
อังกฤษกับฝรงั เศสเปนค่ปู รบั ทีแขง่ ขนั กันล่าอาณานิคมในศตวรรษที
18 อินเดยี เปนสมรภมู แิ ขง่ ขนั ทีสาํ คัญแหง่ หนึงของสองประเทศนี ฝรงั เศส
เรมิ รบั สมคั รชาวอินเดยี จดั ตังเปนกองทหารรบั จา้ ง แล้วใชก้ องทหารนี
แทรกแซงกิจการภายในของรฐั ต่างๆ ในภาคใต้อินเดียตังแต่ป ค.ศ.1742
อังกฤษไดจ้ ดั ตังกองทหารรบั จา้ งตามอยา่ งฝรงั เศสและเขา้ ขดั ขวางการ
ขยายอํานาจของฝรงั เศส ความขดั แยง้ ระหวา่ งสองประเทศนีได้นําไปสสู่ ง
ครามคารเ์ นติกสามครงั ในป1746-1748, 1749-1754 และ 1756-1763
ผลของสงครามปรากฏวา่ ฝรงั เศสเปนฝายพา่ ยแพ้ ฝรงั เศสจงึ ยอมยุติ
บทบาทของตน ปล่อยใหอ้ ังกฤษเปนฝายขยายอํานาจแต่เพยี งผเู้ ดยี วใน
อินเดยี
9
การทีอังกฤษสามารถเอาชนะอินเดยี ทีมพี นื ทีกวา้ งใหญไ่ พศาลและมี
ประชากรมากกวา่ ตนถึงสบิ เท่าไดน้ ัน เปนเพราะอินเดียขณะนันแตกเปนรฐั
เล็กรฐั นอ้ ย รฐั ต่างๆ ยงั มเี รอื งขดั แยง้ กัน และเกิดสงครามติดพนั กันตลอด
เวลา อังกฤษจงึ สามารถเลือกเปาโจมตีได้ตามใจชอบ บางครงั ยงั ดงึ รฐั อืน
เปนพนั ธมติ รมาโจมตีอีกรฐั หนงึ อังกฤษยงั นยิ มใชว้ ธิ ซี อื บุคคลสาํ คัญของ
รฐั ทีตนโจมตีเปนไสศ้ ึก รฐั จาํ นวนมากประสบความพา่ ยแพต้ ่ออังกฤษเพราะ
การทรยศของคนในรฐั นนั เอง
ดังนนั จงึ เท่ากับอังกฤษใชค้ นของอินเดียและเงินของอินเดียมายดึ
ครองอินเดีย โดยใชก้ ําลังคนจากอังกฤษนอ้ ยมากและแทบไมต่ ้องใช้
เงินงบประมาณโดยตรงจากอังกฤษ…
10
สมยั อาณานคิ ม
• อังกฤษเขา้ ยดึ ครองอินเดยี โดยใชห้ ลักการ “แบง่ แยกแล้วปกครอง”
• เกิดการเรยี กรอ้ งเอกราช นาํ โดย “มหาตมะ คานธ”ี ใชห้ ลัก
“สตั ยาเคราะห์ และอวหิ งิ สา” จนอังกฤษใจอ่อน สญั ญาวา่ จะมอบเอกราชให้
แต่ต้องชว่ ยรบสงครามโลกก่อน
• อินเดยี ไดร้ บั เอกราชอยา่ งเปนทางการในป ค.ศ. 1947 นายกคนแรกของ
อินเดยี คือ “ยาวะหะราล เนหร์ ”ู
มหาตมะ คานธี ยาวะหะราล เนหร์ ู
อินเดียในปจจุบนั
• มปี ระชากรมากเปนอันดบั 2 ของโลก โดยมปี ระชากรมากกวา่ หนงึ พนั ล้าน
คน
• เปนประเทศประชาธปิ ไตยใหญท่ ีสดุ ในโลก
• มคี วามก้าวหนา้ ทางเศรษฐกิจและวทิ ยาศาสตรม์ ากขนึ
• ยงั มปี ญหาความจน
• ดา้ นเศรษฐกิจ อินเดยี มอี ํานาจการซอื มากเปนอันดบั 4 ของโลก
• พนื ที 3,287,590 ตารางกิโลเมตร เปนประเทศทีใหญท่ ีสดุ อันดบั 7 ของโลก
11
วฒั นธรรมอินเดีย
อินเดยี เปนสงั คมทีมคี วามหลากหลายดา้ นเชอื ชาติ ภาษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม โดยมศี าสนา วรรณะ และภาษาเปนปจจยั หลักกําหนดรปู แบบ
สงั คมและการเมอื ง อินเดยี มภี าษาราชการกวา่ 22 ภาษา ซงึ ฮินดเี ปนภาษา
ประจาํ ชาติทีใชก้ ันมากทีสดุ และใชภ้ าษาอังกฤษในวงราชการและธุรกิจ แมว้ า่
ประชากรกวา่ รอ้ ยละ 82นบั ถือศาสนาฮินดู แต่มปี ระชากรทีนบั ถือศาสนา
มุสลิม (13.4%) ทีมขี นาดใหญเ่ ปนอันดบั 3 ของ โลก รองจากอินโดนเี ซยี
และปากีสถาน อีกทังยงั มผี นู้ บั ถือศาสนาอืน เชน่ ครสิ เตียน ซกิ ข์ พุทธ และ
เชน การจดั ลําดบั ชนั ทางสงั คมและอาชพี ในอินเดยี เปนการสะท้อนอิทธพิ ล
ของระบบวรรณะ
ระบบวรรณะ
ระบบวรรณะ มี 4 วรรณะ คือ
1) วรรณะพราหมณ์
ไดแ้ ก่ นกั บวช อาจตีความไปถึงนกั วชิ าการ นกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละนกั การเมอื ง
2) วรรณะกษัตรยิ ์
ไดแ้ ก่ นกั รบ ผนู้ าํ นกั ปกครอง
3) วรรณะแพศย์
ไดแ้ ก่ พอ่ ค้า นกั ธุรกิจ เกษตกร เศรษฐี
4) วรรณะ ศูทร
ไดแ้ ก่ ชาวนา กรรมกร ลกู จา้ ง และคนยากจน
12
ปรชั ญาและลัทธศิ าสนา
คําวา่ “ปรชั ญาอินเดยี ” หมายถึงปรชั ญาทกุ สาํ นกั หรอื ทกุ ระบบทีเกิดขนึ ใน
อินเดยี หรอื ทีคิดสรา้ งสรรค์ขนึ ไวโ้ ดยศาสดาและนกั คิดทีเคยมชี วี ติ อยูห่ รอื
กําลังมชี วี ติ อยูใ่ นอินเดยี เพราะฉะนนั ปรชั ญาอินเดยี จงึ ไมไ่ ดห้ มายถึงเฉพาะแต่
ปรชั ญาฮินดู แต่หมายรวมถึงปรชั ญาอืนทีไมใ่ ชป่ รชั ญาฮินดดู ว้ ย เชน่ พุทธ
ปรชั ญา ปรชั ญาเชน เปนต้น
เทพเจา้ ของอินเดีย
มกี ารนบั ถือเทพเจา้ และมคี ัมภีรพ์ ระเวทเกิดขนึ พวกอรยิ กะ หรอื อารยนั นนั
แต่เดมิ ก็นบั ถือธรรมชาติ เชน่ ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ ท้องฟา ลม และไฟ ต่อ
มาแผน่ จารกึ โบกาซ คยุ หรอื จารกึ เทเรยี ซงึ ขุดพบทีตําบลดงั กล่าว ของดนิ
แดนแคปปาโดเซยี ในตรุ กี จารกึ นี ไดอ้ อกนามเทพเจา้ เปนพยานถึง 4 องค์ นนั
ก็คือ พระอินทร์ (lndra) เทพเจา้ แหง่ พลัง มทิ ระ(Mitra) พระวรณุ
(Varuna)และ นาสตั ย์ (Nasatya) คือ พระนาสตั ยอ์ ัศวนิ (Asvins) นบั เปนชอื
เทพเจา้ ทีเก่าทีสดุ ทีถกู เอ่ยนาม
13
ศิลปกรรม & ประติมากรรมทีสาํ คัญ
ศิลปะคันธาระ
พระพุทธรปู รนุ่ แรก คือ แบบคันธาระ ซงึ ได้
รบั อิทธพิ ลมาจากกรกี ชา่ งกรกี ชา่ งโรมนั
สรา้ งพระพุทธรปู เปนรปู มนษุ ยข์ นึ หลังจาก
พระพุทธเจา้ ปรนิ พิ นานไปประมาณ 600 ป
สถปู สาญจี
เปนศาสนาสถานทีสาํ คัญทีสดุ ในกล่มุ
พุทธสถานแหง่ สาญจี ซงึ UNESCO
ไดข้ นึ ทะเบยี นเปนมรดกโลก เมอื ป
พ.ศ. 2532
จติ รกรรมฝาผนงั ถําอชนั ตา
ถําอชนั ตาไดช้ อื วา่ เปน วดั ถําในพุทธ
ศาสนาทีงดงามและเก่าแก่ทีสดุ ในโลก
สรา้ งเมอื พ.ศ.๓๕๐ สรา้ งขนึ เพอื เปนทีอยู่
อาศัยของพระสงฆ์ เปนวดั เปนวหิ าร โดย
ใชว้ ธิ เี จาะภเู ขาทังลกู เขา้ ไป
14
อคนวาสุ มรรณกั แ์ หง่
ทัชมาฮาล (Taj Mahal)
เปน1 ใน 7 สงิ มหศั จรรยข์ องโลก เกิดจากความรกั ทีไมล่ ืมหลู ืมตาและความเศรา้
ทีสดุ แสนจะคณานาของจกั รพรรดชิ าห์ จาฮาน กษัตรยิ อ์ งค์ที 4 แหง่ ราชวงศ์โมกลุ
โดยหลังจาก "มุมตัช มาฮาล" ภรรยาสดุ ทีรกั ของชาห์ ใหก้ ําเนดิ ทายาทองค์ที14 ก็
สนิ พระชนมล์ งเนืองจากตกเลือดมาก ดว้ ยความเศรา้ อยา่ งหาทีสดุ ไมไ่ ดช้ าห์ จงึ
ทรงสรา้ งอนสุ รณแ์ หง่ ความรกั ของพระองค์กับพระมเหสี โดยเลือกทําเลทีดที ีสดุ
บรเิ วณรมิ โค้งแมน่ ํายมุนา เมอื งอักรา และวางแผนเขยี นแปลนก่อสรา้ งดว้ ย
พระองค์เอง และจา้ งสถาปนิกและชา่ งชาวอาหรบั ทีมฝี มอื เพอื ระดมสติปญญาและ
กําลังในการก่อสรา้ ง โดยใชห้ นิ อ่อนสขี าวอันหมายถึงความรกั อันบรสิ ทุ ธิ และศิลา
แลง บง่ บอกถึงความรกั มนั คงของพระองค์ ประดับลวดลายดว้ ยพลอยหนิ และ
โมรา ซงึ เปนงานสถาปตยกรรมทีผสมผสานศิลปะอินเดยี และเปอรเ์ ซยี ทีมคี วาม
งดงามยงิ การสรา้ งครงั นีใชแ้ รงงานผคู้ นมากกวา่ 20,000 คน นานถึง 22 ป
มุมตัช มาฮาล (Mumtaz Mahal)
เปนชอื ทีสมเดจ็ พระจกั รพรรดชิ าห์ จาฮาน
ทรงตังให้ เเปลวา่ “ผซู้ งึ ถกู เลือกแหง่
ราชวงั ” เดมิ ชอื “อรชุมนั ท์ พานุ เพคมุ ”
เปนบุตรสาวของรฐั มนตรี ไดพ้ บกับ
สมเดจ็ พระจกั รพรรดชิ าหจ์ าฮานเปนครงั
แรก เมอื อายุ 14 ป เเละ อภิเษกสมรสกัน
ในป พ.ศ.2155
15
การปกครองของอินเดีย
26 มกราคม ค.ศ. 1950 อินเดยี ไดป้ ระกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ฉบบั แรก และ
เปนฉบบั เดยี วทีใชม้ าจนถึงปจจุบนั ภายหลังจากทีไดร้ บั อิสรภาพจากอังกฤษ
รฐั ธรรมนญู ของอินเดยี ไดป้ ระกาศใหป้ ระเทศอินเดยี เปนสาธารณรฐั
สงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย(Socialist Secular Democratic Republic) มี
การปกครองระบบรฐั สภา แยกอํานาจอธปิ ไตยเปน 3 ฝายคือ ฝาย
นติ ิบญั ญตั ิ ฝายตลุ าการ เเละฝายบรหิ าร
ฝายนติ ิบญั ญัติ
อํานาจอยทู่ รี ัฐสภา
1. โลกสภา คือ สภาผแู้ ทนราษฎร ซงึ เปนตัวแทนทีไดร้ บั เลือกตังมา
จากประชาชนทัวประเทศอัตราสว่ น 1.5 ล้านคนต่อผแู้ ทน 1 คน
2. ราชสภา คือ วุฒสิ ภาหรอื สภาสงู ประกอบดว้ ยสมาชกิ ทีมาจาก
ตัวแทนรฐั และดนิ แดนสหภาพต่าง ๆ 250 คน และตัวแทนอาชพี
อิสระพเิ ศษอีก 12 คน ซงึ แต่งตังโดยประธานาธบิ ดี 1 ใน 3 ของ
สมาชกิ ราชสภา จะครบวาระลงในทกุ ๆ 2 ป
นอกจากรฐั สภาทีเปนผใู้ ชอ้ ํานาจฝายนติ ิบญั ญตั ิแทนประชาชนอินเดยี แล้ว ยงั มสี ภา
นิติบญั ญตั ิแหง่ รฐั ในรฐั ต่าง ๆ ซงึ มอี ํานาจฝายนิติบญั ญตั ิแทนประชาชนในรฐั นัน
ฝายตลุ าการ
มปี ระธานศาลฎีกาเปนผรู้ บั ผดิ ชอบสงู สดุ อํานาจฝายตลุ าการเปนอํานาจ
รวม ไมแ่ ยกเปนสว่ นกลางและสว่ นรฐั แต่ถกู กระจายออกไปเปนศาลชนั ต้น
ศาลอุธรณ์ และศาลสงู
16
ฝายบรหิ าร
อํานาจในการบรหิ ารอยูใ่ นมอื ของรฐั บาล ซงึ อํานาจในฝายบรหิ ารถกู
แบง่ ออกเปน 2 สว่ น คือ สว่ นกลาง ไดแ้ ก่ กิจการดา้ นกลาโหม ต่าง
ประเทศ การคลัง คมนาคม และสว่ นรฐั ไดแ้ ก่ กิจการดา้ นการเกษตร
การศึกษา การสาธารณสขุ เปนต้น รฐั บาลกลางมนี ายกรฐั มนตรเี ปน
หวั หนา้ เปนผใู้ ชอ้ ํานาจในการบรหิ ารกิจการสว่ นกลาง
ประธานาธบิ ดี
คือ บุคคลทีมสี ถานภาพเปนประมุขของชาติ เปนผใู้ ชอ้ ํานาจทัง 3
ฝาย คือ • ฝายบรหิ าร ใชอ้ ํานาจผา่ นรฐั บาลกลางและรฐั บาลแหง่ รฐั
• ฝายนติ ิบญั ญตั ิ ใชอ้ ํานาจผา่ นรฐั สภาและสภาแหง่ รฐั
• ฝายตลุ าการ ใชอ้ ํานาจผา่ นศาลสถิตยุติธรรม
โดยโครงสรา้ งอํานาจเชน่ นี ประธานาธบิ ดจี งึ มอี ํานาจเหนอื ผนู้ าํ ทัง 3
ฝาย และมอี ํานาจปลดผนู้ าํ ทัง 3 ฝายได้ โดยการประกาศยุบโลกสภา
และสภาแหง่ รฐั และปลดประธานศาลฎีกาก่อนครบวาระได้
ราม นาถ โกวนิ ท์
ประธานาธบิ ดคี นปจจุบนั ของอินเดยี
17
นายกรฐั มนตรี
ตามรฐั ธรรมนญู อินเดยี นายกรฐั มนตรี คือ หวั หนา้ รฐั บาล ประธานที
ปรกึ ษาของประธานาธบิ ดอี ินเดยี ประธานคณะรฐั มนตรี และผนู้ าํ
พรรคการเมอื งเสยี งขา้ งมากในรฐั สภา นายกรฐั มนตรจี งึ เปนผมู้ ี
อํานาจบรหิ ารรฐั บาลอินเดยี
นายกรฐั มนตรอี ินเดยี เปนสมาชกิ ระดบั อาวุโสของคณะรฐั มนตรี มี
อํานาจบรหิ ารรฐั บาลตามระบบรฐั สภา นายกรฐั มนตรมี อี ํานาจแต่งตัง
หรอื ถอนถอนรฐั มนตรี จดั สรรตําแหนง่ ต่าง ๆ แก่ฝายรฐั บาล เปน
สมาชกิ และประธานของคณะรฐั มนตรี และรบั ผดิ ชอบการเสนอรา่ ง
กฎหมายต่าง ๆ เมอื นายกรฐั มนตรพี น้ จากตําแหนง่ ไมว่ า่ ดว้ ยการ
ถึงแก่อสญั กรรมหรอื การลาออกจากตําแหนง่ คณะรฐั มนตรที ังคณะ
ถือเปนอันสนิ สดุ ลง
นเรนทรา โมดี
นายกรฐั มนตรคี นปจจุบนั ของอินเดยี
18