เกบ็ ประเดน็
จากหนงั สอื “หากไมทราบวิธีนำทมี คณุ จะเปนเพยี งคนเดยี วทเ่ี หน่อื ย”
เกริ่นนำ
หนังสือเลมนี้ พูดถึงหลักกลยุทธเชิงจิตวิทยาตางๆ ในการเปนหัวหนาทีมที่ดี หากคุณเปน
หัวหนา คุณจะตองทำอยางไร ถึงจะนำทีมของคุณใหทำงานไปไดอยางราบรื่นและมั่นคง สื่อสารกับลูกนอง
อยางไรใหมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนคนธรรมดาใหกลายเปนคนมีความสามารถ จะทำอยางไรใหลูกทีมแสดง
ความสามารถเชี่ยวชาญออกมาเพิ่มประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารของหัวหนาทีม และการทำงานของลูกนอง จะ
เลือกเปนผูนำที่ฉลาดหลักแหลม มีความสามารถ แตเหนื่อยอยูคนเดียว หรือจะใชวิธีบริหารผูคนอยางชาญ
ฉลาด แมจ ะไมไดเกง มาก ในแตละประเด็นสรปุ สาระสำคัญดังนี้
บทนำ
เปนผูน ำอยา งสรางลูกนองใหเปน “เครอ่ื งจกั รผลติ มนษุ ยรอคำสั่ง”
อยาคิดและทำงานดว ยตวั เองคนเดียวทกุ อยาง เพราะคิดวาลกู นอ งคิดทำไดเกงไมเทา ตน
ใหลกู นองรูจักคดิ ทำ วิเคราะห ดวยตนเอง อยา ปลอยใหล ูกนองรอรบั แตคำสั่ง
สรา งขวัญกำลังใจใหคนทำงานแนวหลงั ท่ีรับผิดชอบงานที่ไมค อ ยมใี ครเห็นคา
มองเหน็ คณุ คา ของคนที่ทำหนาทีส่ นบั สนุนงานเบ้ืองหลงั
ไมประเมนิ คนจากผลงานท่โี ดดเดน เพียงอยา งเดียว
การทำตัวเยย่ี งอยา งเปน สิง่ จำเปน แตถา มากเกินไปลกู นองอาจไมกลา แสดงความสามารถออกมาอยาง
เตม็ ที่
หัวหนาไมจำเปน ตองเกงทุกอยาง แคสามารถดงึ ศักยภาพของลูกนองแตล ะคนออกมาทำงานอยา ง
เตม็ ที่
หวั หนาตองสราง “บรรยากาศ” ทเ่ี ออ้ื ใหล ูกนองพัฒนาตนเองได
หัวหนา ตอ งยอมรับ ยินดี เวลาลกู นองพัฒนาตวั เองไดด ีขนึ้
หวั หนาไมจ ำเปน ตองเกง กวาลกู นอ งเสมอ เพราะลกู นองยอมมบี างเรอ่ื งเกง กวา หัวหนา
“หากไมทำใหดู ไมพดู ใหฟง ไมใ หล องทำ หรอื ไมกลา วชม มนุษยจ ะไมท ำอะไรท้ังสนิ้ ”
“หากไมค ยุ กัน ไมร บั ฟง ไมย อมรบั หรือไมม อบความรับผดิ ชอบใหม นุษยยอมไมเติบโต”
ยามาโมโตะ อโิ ซโรกุ ไดกลาวไว
บทที่ 1 “วิธฝี กใหลูกนอง คิดเองทำเอง” มที ี่มาอยา งไร
- บอกลูกนองวา ตวั เองกำลังคิดอะไรอยูทุกครั้งทมี่ โี อกาส
- เปดโอกาสใหลูกนองกลาพูดในสิ่งท่ีคิด รับฟงความคดิ เห็นของลกู นอง
- ฝก ใหลูกนอ งคดิ เองทำเอง จนพัฒนากลายเปนคนท่คี ิด และลงมือทำโดยไมตอ งบอกทุกเรื่อง
- แมลกู นอ งจะทำพลาด คลาดเคลือ่ นไปจากที่ตองการ ใหคดิ เสยี วาเปนเรอ่ื งที่ “ชวยไมไ ด”
อธิบายส่ิงที่คดิ ตองการใหฟ งเพือ่ ลูกนองทำใหถกู ตองคราวหนา
- การคน พบคำตอบดว ยตวั เองไมม ีใครสอน จะทำใหเ รื่องนั้นตดิ แนนในความทรงจำแบบไมรูลมื
- เลกิ สนใจวาตัวเองอธบิ ายไดดหี รอื ไมไดเลย การใหลูกนองเขาใจ เรียนรู ลงมือทำไดถอื เปนสิ่งสำคญั
ทีส่ ุด
บทท่ี 2 หลัก 6 ขอ ของหวั หนาทีไ่ มธ รรมดา
1. หามคดิ วาพอมลี ูกนองแลวจะสบาย
2. หัวหนาไมจำเปน ตองเกง กวาลกู นอง
- ไมจำเปนตองแสดงความเกงใหลกู นอ งเหน็
- งานของหวั หนา คอื การดึงความสามารถท่ีซอ นอยูใ นตัวลูกนอ งมาใชใ นการทำงานใหมาก
ที่สดุ
- หวั หนาตองกระตุน ใหลกู นองอยากทำงาน
3. ไมใ ชอ ำนาจก็ไมเปน ไร
- การใชอำนาจควบคุมคนดวยความกลัวและใชก ารตำหนเิ พ่ือใหคนทำงานนนั้ เปน วธิ ที ท่ี ำให
เกิด “มนุษยรอคำสัง่ ” ลูกนอ งจะไมสามารถคิดเองทำเองเปน
4. หา มบอกคำตอบ
- ไมค วรสอนงานอยางละเอียดถถ่ี วนมากไป การสอนมากเกินไปจะทำใหคนถูกสอนไม
กระตอื รือรน
- เรื่องที่ควรคิดไมใ ชจ ะสอนเร่ืองอะไร แตเปน “จะไมส อนเรื่องอะไรบาง”
- คนเราหากตกอยูใ นสถานการณท ่ีไมร ูจ ะทำอยางไรดี ถาคนพบวิธีแกปญ หาดวยตวั เอง ทำให
รูส ึกภมู ิใจ ส่งิ นีเ้ รยี กวา การรับรคู วามสามารถตวั เอง (Self – efficacy)
- การชี้แนะลวงหนาอยางละเอียดวา “ถา ทำแบบนจ้ี ะลม เหลว ทำแบบนี้ดีกวา ” เปน เรอ่ื งนา
ขอบคุณกจ็ ริง แตเ ปน “การใหคนอืน่ คดิ แทน” ไมไดพัฒนาจากการเรียนรดู วยตนเอง
- หากคนเราเปล่ยี นส่งิ ที่ “ทำไมไ ด” ใหเ ปน “ทำได” จะทำใหส ัมผสั กับความรูสกึ ประสบ
ความสำเร็จ
- ควรเพิ่ม “ความรูส ึกยินดีเมื่อทำได” ดวยตัวเองกับลกู นองแทน “การบอกคำตอบ”
5. อยา พยายามเพม่ิ แรงจงู ใจในการทำงาน
- ยงิ่ หวั หนาพยายามเพ่ิมแรงจงู ใจในการทำงานของลูกนองมากเทา ไร ลกู นองกลบั จะยง่ิ มี
แรงจูงใจลดตำ่ ลง
- การชแี้ นะมากเกนิ ไป ลกู นองจะเกดิ อาการเบื่อหนาย เพราะรสู ึกเหมือนถูกแยง พ้นื ที่ในการ
แสดงความคดิ สรางสรรคส งผลใหล กู นอ งรูสึกวางานทีท่ ำไมใชง านของตวั เอง และเกิด
ความรูสึกเหมอื น “ถูกบังคับ”
- การเพ่มิ แรงจูงใจท่ดี ี ควรจะลดการทำเรื่องทไ่ี มจ ำเปน ไมใชเ พิ่มเร่ืองจำเปน เขาไปอกี
- แทนท่จี ะกระตุนแรงจูงใจของลูกนองโดยตรง ควรพยายามกำจดั ปจจยั ที่ทำใหแ รงจงู ใจของ
ลกู นอ งลดลงมากกวา
6. ใหล กู นองทำงานโดยไมออกคำสั่ง
- หากหวั หนาออกคำสงั่ ละเอียดลวงหนาเพือ่ ไมใ หเกิดขอผิดพลาดขนึ้ ลูกนองกจ็ ะยง่ิ รสู ึกวา
“ถูกบงั คับ” และเกดิ “ความรสู ึกเชงิ รับ” มากขึน้ คนเราเมื่อมีความรูส กึ เชงิ รบั มากๆ เขาจะ
เฉือ่ ยชาลง
- ถามคี นบอกคำตอบใหงายๆ จะสง ผลใหจ ำอะไรไมไ ด
- พยายามไมออกคำส่งั เทาทท่ี ำได และหนั มาใชวิธีตัง้ คำถามกระตนุ ใหคดิ
- ขอดขี องการตัง้ คำถามกระตุน คอื สามารถบอกเหตผุ ล เนือ่ งจากคิดหาคำตอบ สามารถดึง
เอา “ความรูส กึ เชิงรุก” ออกมาจากลูกนองได ทำใหจ ดจำไดอ ยางแมนยำเพราะคดิ ดวย
ตวั เอง
บทที่ 3 อะไรคือ “กลยทุ ธ” ของหวั หนา
หัวหนา เปรยี บเหมอื นกับเกษตรกรทตี่ องใสใจเตรยี มเงอ่ื นไขดานสภาพแวดลอ ม ใสป ยุ รดนำ้
จากนั้นกป็ ลอยใหต นกลา เติบโต
การสอนงานทกั ษะพนื้ ฐานแบบ “โซ ชู โซกุ ยู”
“โซ ชู โซกุ ยู” คืออะไร
โซ (จดจำ) ขั้นแรกของการเรียนรู ใชเวลาจดจำอยางเต็มที่
ชู (ฝก ฝน) ลงมือทำซ้ำๆเพื่อใหเ ชยี่ วชาญ
โซกุ (หายใจ) ฝก ฝนจนชำนาญ ระดบั ท่ที ำไดง ายดาย ไมต างกบั หายใจ
ยู (เลน) สามารถนำความเช่ียวชาญไปใชทาทายสง่ิ ใหมๆ ไดอยา งสนุกสนาน
การสอนลกู นอ งใหจำการทำงานแบบเรียบงายแตแ มนยำ
- อยาสอนเยอะเกินไปในคราวเดียว
- อยาลงมอื ทำเองใหดมู ากเกิน และใหเ ขาลองลงมือทำเอง
- อยา สอนนอยเกินไป
งานของหัวหนาคอื “การแบงงาน”
- หวั หนา ตองมองภาพรวมทง้ั หมดของงาน แลว จงึ แบง งานออกเปนสว นๆ กำหนดวันสงงาน
แตล ะสวน แลว แบงใหลูกนอ งทำงานสำเร็จไปทีละข้ัน
- ใหลูกนอง คิดเอง ขัดเกลางานดวยตวั เองจนเสรจ็ เปน การสง่ั สมความมนั่ ใจ แลวหัวหนา จงึ
คอยขดั เกลาตรวจงานใหเสร็จสมบูรณ
- เมอ่ื งานสำเรจ็ ลุลว ง ตอ งไมลมื ขอบคุณตอความเหน่ือยยากของลกู นอง
หามบอกเคลด็ ลบั การทำงานกบั ลูกนอ ง
- ไมค วรคดิ วา ตัวเองสามารถถายทอดสิ่งทเ่ี ชยี่ วชาญใหก บั คนอน่ื ไดทกุ เรื่อง เพราะทุกคนมี
ประสบการณชีวติ มุมมองแตกตา งกัน
- การบอก “เคล็ดลับ”โดยท่ีลกู นอ งยังไมไดร ับมือกบั มัน จะทำใหล ูกนอ งไมเห็นคุณคา และ
ลืมไดโดยงาย
- ควรใหลกู นองลองมีประสบการณในการทำงานน้นั ดูกอน ไดมโี อกาสเผชญิ หนากบั อุปสรรค
และรูจ ักหาวธิ พี ลกิ แพลง แกไ ขใหส ำเรจ็ จะทำใหต ระหนักถงึ คุณคาของ “เคลด็ ลบั ” น้ัน
อยา งโดยไมมวี ันลมื
เลกิ นิสัยท่ีคิดวา “ทำเองเร็วกวา ”
สิงโตไมจ ำเปน ตอ ง “ผลักลูกของตัวเองลงเหว”
- การมอบหมายงานตองไตรตรองอยา งรอบคอบ วาเหมาะสมหรอื ยากเกนิ หรอื ไม เพราะมัน
อาจจะกลายเปนการทำรายลูกนอง มากกวาชวยใหเ ติบโต
- ไมค วร “เรง การเตบิ โต” ควรพฒั นาทกั ษะลูกนองไปตามลำดบั อยา งเด็กท่ีคอยๆ เตบิ โต
เพราะปลูกพชื แลว เรงการเตบิ โต ยอมสงผลเสีย
- สงิ โตมกั จะฝกพละกำลงั ลูกใหมากพอทจ่ี ะปน ขน้ึ จากเหวใหไ ดเสียกอน
บทท่ี 4 วธิ สี อนลูกนอ งตัง้ แตวันแรกที่เขา ทำงาน จนถึงปที่ 3
ในชว ง 1 เดอื นแรกใหล ูกนอง “ทำความคนุ เคย” ไมใ ช “จำ”
หัวหนาไมจ ำเปน ตองพดู เกง แตต อ งรูจัก “จิตใจสื่อถึงกัน” หรอื “เขาอกเขาใจกัน”
วธิ สี รางความสมั พันธท ่ดี กี ับลูกนองส่งิ สำคญั ไมใ ช “การพดู ” ใหล กู นอ งฟง แตเปน
“การรับฟง”
ควร “รับฟง ” ลูกนอง ไมใช “ฟง ” การรับฟง หมายถึง การฟงเร่ืองราวพรอมกับตั้งคำถามไป
ดว ย
ลกู นอ งไมไ ดม ไี วเ พือ่ ทำงานแทนหวั หนา
ไมดวู า “อยูท่ที ำงานก่ชี ่วั โมง” แตดวู า “ทำงานอะไรในท่ีทำงานบาง”
ถงึ คุณจะเปนหวั หนา บา งาน แตค ุณไมส ามารถผลักงานใหลูกนอ งทำในปรมิ าณเดียวกบั คุณได
หัวหนา ควรวางแผนการทำงานใหด ี เพอ่ื หลีกเลยี่ งการมอบงานลวงเวลากบั ลูกนอง
หากตองใหลูกนองทำงานลวงเวลาอยางเลีย่ งไมได ควรพูดใหกำลังใจ และไมควรพดู ให
ลกู นอ งรสู กึ หมดกำลงั ใจ หรือรูสึกเหมอื นถูกโยนงาน
หากรูสึกงานมากเกินไปทำคนเดยี วไมไหว ควรพดู ขอรอง เพ่อื ใหล ูกนองรสู ึก “มีประโยชน”
ไมใชออกคำสง่ั ใหลูกนองรูส ึก “ถูกบงั คบั ”
สาเหตทุ ี่ลูกนองทำงานไมดี เปนเพราะเขาสูญเสีย ความรสู กึ อยากทำงาน ถาทำใหล ูกนอง
อยากทำงานได จะรสู กึ สนุกกับงานและยอมรบั วาเปน กิจธรุ ะของตวั เอง
ไมจำเปน ตองไปกังวลวาลกู นองคิดอะไรอยู สิง่ ที่หวั หนาควรใหลกู นอ งทำคือ “การทำงานให
เสร็จเรยี บรอยในเวลางาน”
หวั หนาไมจำเปนตองเอาใจใสลกู นอ งมากเกินไป เวน แตล ูกนอ งมีปญ หา ตองการความ
ชวยเหลือ
กลาวชมเชยเรอื่ งท่เี ขากลา ทำในสิ่งทที่ าทายและสอนใหเรียนรูจากความผิดพลาด
หากคาดการณวาลูกนองนา จะผิดพลาดขน้ั รายแรง ใหล องถามลูกนอง “ถาทำแบบน้ีจะได
ผลลพั ธยังไง” เพื่อใหล ูกนองคิดทบทวน และตระหนักถึงส่ิงท่อี าจจะผิดพลาดได
ไมควรตดั สินลูกนองตามใจชอบ วา เปนแบบไหน หากลกู นองทำงานไมไ ดต ามคาดหวงั
ลูกนอ งมักจะสวมบทบาทการทำงานของตัวเอง จากการตดั สนิ ตามใจชอบของหัวหนา
ใหลกู นองทำงานโดยไมตัง้ เปา ในการทำงาน แตตองใหลกู นองทำงานดวยความกระตือรือรน
และเตม็ ใจ
“การชม”ลูกนอง จะตอ งชมใหถ ูกจุด หัวหนาไมจำเปน ตองชม “เรื่องภายนอก” อยางเชน
ผลลัพธและความสำเรจ็ มากเกินไป แตควรชม “เรื่องภายใน” เชน การปรบั เปลยี่ น ความ
พยายาม ความเหนอ่ื ยยาก แลว ลกู นองจะพฒั นาขนึ้
หวั หนาควร “ละท้ิง”ความรสู กึ ทีอ่ ยากใหลูกนองสรางผลงานของตวั เองไดเ รว็ ๆ
หัวหนา ไมควร “คาดหวัง”ลูกนองมากเกินไป เพราะการคาดหวังมนั แฝง “ความกดดนั ”ไว
คนเรามกั อยากตอบแทนความ “เชอื่ ม่นั ”ที่คนอื่นมอบให หัวหนาจึงควรมอบความ
“เช่อื ม่ัน”ในตวั ลูกนอ ง แมวางานจะออกมาเปน แบบไหน
หวั หนาควรพยายามใหลูกนองทำงานโดยตั้งเปา หมายทจ่ี ะพฒั นาตวั เองขึ้นในแตละป
ในขณะเดียวกนั ใหเ ขานึกภาพตัวเองท่ีพฒั นาขนึ้ เมือ่ เวลาผา นไป 1 ปดว ย
หวั หนา ไมค วรพยายามสรางกำลังใจใหลกู นองดว ยการเปรียบเทยี บกับลูกนองคนอื่นๆ
บทท่ี 5 9 วธิ ีรบั มอื เมอ่ื เกิดปญ หา
ถาอยากใหล กู นองตงั้ ใจมากขึ้น ใหบอกวา “อยา พยายามมากเกินไปนะ” เพราะความหมาย
มนั แฝงวา “เขาใจดีวา พยายามอยู”
หากพดู กับลูกนองวา “พยายามใหมากกวา น้หี นอย” จะสื่อใหลูกนองรูวา “ยงั พยายามไม
พอ”ลูกนอ งจะเกดิ ความรสู ึกตอ ตา น เอือมระอา หรือถูกตำหนิ ทั้งๆที่กำลงั พยายามอยู
หัวหนา ตอ งหมนั่ สังเกตทาทีของลกู นอง และเขา ไปพดู คุยเม่ือลกู นอ งรสู กึ กดดันจนตกอยูใน
ภาวะเลิกคิดดว ยตวั เอง
แมล กู นอ งจะมีความอยากทำงาน แตก็อยาคาดหวงั ใหเขาทำงานโดยใชพ ลังเตม็ เปยม
ตลอดเวลา
วธิ ีพื้นฐานในการตกั เตือนลูกนอ ง
- การตักเตอื นหรือตำหนิจำเปน ตองกระทำอยางรอบคอบโดยพจิ ารณาจากนิสยั
ของลูกนอ ง เพราะคนสวนใหญไ มไ ด “คุนชนิ กับการถูกตำหนิ” และบางคน
เกลยี ดการถกู ตกั เตือนและตำหนิอยางมาก
จำแนกนสิ ยั ปญหาหลกั ของลูกนองได 2 ประเภท
- ประเภทเกลียดความผดิ พลาด หากถูกตดั เตอื น ตำหนิ อยางรุนแรงจะไมชอบอยา ง
มาก หัวหนา ควรใหเจา ตวั ตระหนกั ดว ยตัวเอง โดยชแ้ี นะเพียงเล็กนอ ย แตตรงประเดน็ แทน
การตักเตือน ตำหนิอยา งรนุ แรง
- ประเภทรสู ึกหอเห่ยี วใจ ทอแท หวาดกลวั สูญเสียความมัน่ ใจ เม่ือถูกหัวหนา
ตกั เตอื นหรือตำหนิ ในกรณีน้ี หัวหนาตองใชวธิ ตี ักเตอื นอยา งระมดั ระวัง อยาใหเ ขารสู ึกวา ถูก
ตำหนิ
- ใหลกู นอ งรตู ัวดว ยการตงั้ คำถาม ไมใ ชการตำหนิ หากลูกนองทำผิดพลาดแต
สามารถแกไขได แค “ตกั เตอื น” ก็พอ อยา ใชวิธีการพูดในเชงิ ดูถกู
- หากลูกนอ งเกิดทำขอผิดพลาดรายแรง ควรตัง้ คำถามเพื่อใหลูกนองตระหนักถงึ
ขอผดิ พลาดดว ยตัวเอง แทนการตักเตอื น ตำหนิ จะทำใหลกู นองยอมรบั ความผิดและแกไข
- อยา พดู คุยตักเตือนขอผิดพลาดของลูกนอง ตอ หนา คนอืน่ ๆ
- การบอกวา “นาเสียดาย” “นาเสยี ใจ” เปนวิธีการพดู ท่ีสำคัญอยางย่ิง เพราะมัน
เปนการสอื่ สารวา ลกู นองมีคุณคา อยางมาก จึงรูสึก “เสยี ใจ”กบั ผลลพั ธท ี่ไมเหมาะสมกับ
คณุ คาน้นั
- การติดตามผลหลงั ลกู นองถูกตำหนิเปน สงิ่ สำคญั หากลกู นอ งไดแกไขขอผดิ พลาด
นนั้ แลว ควรเอยชมส่งิ นน้ั
- หวั หนา จะสามารถตำหนลิ กู นองแรงๆได ในกรณที ่ลี ูกนอ งเกิดความรสู กึ โทษตวั เอง
อยา งรุนแรง ชว ยบรรเทาความรสู กึ ผิด ปอ งกันไมใหล กู นองทำเรอ่ื งไมคาดคิด
- หัวหนาสามารถเลอื กใชก ารตำหนแิ รงๆไดก็ตอเม่ือเช่ยี วชาญ และดูออกวา
สถานการณไหนควรทำ ถาไมเชยี่ วชาญควรเลย่ี งวธิ ีการนี้
- หากเกิดเหตุการณต องตำหนลิ กู นอ ง ควรคำนึงหาทางปองกันความผดิ พลาดของ
ลูกนอง เอาไวลว งหนา
การพูดวา “พยายามเขาส”ิ ไมไดทำใหร สู ึกดเี สมอไป ควรพูดวา “พยายามไดดีนะ”
กรณีคาดเดาไดวา ลูกนอ งกลุม ใจเร่ืองอะไรอยู ใหล องเลา ประสบการณของตัวเอง
หากไมส ามารถคาดเดาไดว า ลูกนองกลุม ใจเร่ืองอะไร ใหพูดวา “ฉันไมรูวา ตอนนคี้ ุณเจอ
ปญ หาอะไร แตฉนั เคยมีชวงเวลาคลายๆกนั นี้” แลวลองเลาความลำบากตวั เองใหเ ขาฟง
ส่ิงทคี่ วรระมัดระวังในการเลาประสบการณของตวั เอง คอื ไมควรเลาแบบ “โออวด”
การทีห่ วั หนาแสดงความรูสึกอารมณรว ม จะทำใหล ูกนอ งรูสกึ ดี มีกำลังใจขนึ้
หากเกิดกรณี “ความสัมพนั ธยำ่ แย” ตางฝายตางไมถกู ชะตากนั หวั หนาจะตอ ง
ประคับประคองความสัมพันธไมใ หแยล ง อยางนอยก็ควรมี “ความสัมพันธใ นเชิงธรุ กิจ”
การพดู คำวา “ไมมีพรสวรรค” หรอื “ไมเ หมาะสม”กับใคร เปน สงิ่ ไมค วรทำ
คณุ จำเปน ตองใชป ระโยชนจากจุดแข็งและความเหมาะสมของตวั เอง
ผูทมี่ ีความชำนาญ ควรใชป ระประโยชนจากความชำนาญ แตถาไมม คี วามชำนาญ ควรหา
วิธกี ารชว ยใหส ามารถทำไดแมไ มช ำนาญ
คนทกุ คนลว นมสี ิ่งท่เี หมาะสมกบั ตัวเอง การชว ยใหล กู นองคนหาความเหมาะสมของตวั เอง
นั้นถือเปน งานอยางหน่ึงของหัวหนา
การปรบั เปลยี่ นใหคนธรรมดา มีความคดิ สรางสรรคได คือตองใช “การคดิ เชิงสมมุติฐาน”
คนท่ีไมม คี วามคิดสรา งสรรค คือคนทไ่ี มร วู า ในโลกน้มี ี “คำตอบท่ีถูกตอง”
“การคดิ เชงิ สมมตุ ิฐาน” ก็คอื การรบั “รู” ในส่ิงท่ี “ไมรู” แมจะตองใชเ วลา
พอสมควรก็ตาม
การตง้ั สมมุตฐิ านในเรอ่ื งตางๆ ชวยฝก ทกั ษะการสงั เกต คิดวิเคราะหข องคุณได
หากคุณลองต้ังใจคิดเชงิ สมมุติฐานมากขน้ึ จะทำใหคุณเรียนรู และสามารถจัดการเร่ืองทีไ่ มรู
ไดเปน อยางดี
เมอ่ื ทุกอยางดำเนนิ ไปอยางที่คิด ไมใชสญั ญาณวา ทุกอยา งกำลังแยล ง แตเปนสัญญาณบอก
วา คณุ ควรเปล่ียนแปลงวิธีทีใ่ ชอยไู ดแ ลว