The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน วิชา การพยาบาลสุขภาพชุมชน2 คณะพยาบาลศาสตร์ ม.ขอนแก่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หน่วยที่ 3 วัฒนธรรมกับพฤติกรรมสุขภาพ

เอกสารประกอบการสอน วิชา การพยาบาลสุขภาพชุมชน2 คณะพยาบาลศาสตร์ ม.ขอนแก่น

Keywords: culture

หน่วยท(ี * วัฒนธรรมและพฤตกิ รรมสุขภาพ

วัตถุประสงค์ : เพ&ือให้นกั ศกึ ษาสามารถ
1. อธิบายเก&ียวกับความหมายและลักษณะของวัฒนธรรม
พฤติกรรมสุขภาพ ตลอดจนแนวคิด ทฤษฎีที&เก&ียวข้ องกับ
วฒั นธรรมและพฤตกิ รรมสขุ ภาพได้
2. อธิบายเก&ียวกับปัจจัยด้านวัฒนธรรมที&มีผลต่อภาวะสุขภาพ
และพฤติกรรมสขุ ภาพ วฒั นธรรมของชมุ ชนที&เกี&ยวข้องกบั การ
ดแู ลสขุ ภาพ และพฤตกิ รรมสขุ ภาพกบั การเจ็บป่วย
3. อธิบายบทบาทของพยาบาลชุมชนในการทําความเข้ าใจ
วฒั นธรรม พฤติกรรมสขุ ภาพ การออกแบบการดแู ลเพ&ือจดั การ
แก้ไขปัญหาและความต้องการของกล่มุ ประชากรเป้าหมายใน
ชมุ ชนที&สอดคล้องกบั บริบทสงั คม วฒั นธรรม

ขอบเขตของเนือ) หา:

1. ความหมายของวฒั นธรรมและลกั ษณะของวฒั นธรรม
2. ความหมายของพฤติกรรมสุขภาพและลกั ษณะของพฤติกรรม

สขุ ภาพ
3. แนวคดิ ทฤษฎีท&ีเก&ียวข้องกบั วฒั นธรรมและพฤตกิ รรมสขุ ภาพ
4. ปัจจัยเชิงวัฒนธรรมท&ีมีผลต่อภาวะสุขภาพและพฤติกรรม

สขุ ภาพ
5. วัฒนธรรมของชุมชนท&ีเกี&ยวข้ องกับการดูแลสุขภาพและ

พฤตกิ รรมสขุ ภาพกบั การเจ็บป่วย
6. บทบาทของพยาบาลชมุ ชน

81

วัฒนธรรมและพฤตกิ รรมสุขภาพ

อรุณณี ใจเทCยี ง1
วลิ าวัณย์ ชมนิรัตน์2

1. แนวคดิ หลักการ

วฒั นธรรมเป็นวิถีของชีวิต (Way of life) ครอบคลมุ มากกวา่ วตั ถุ สิ&งท&ีแสดงออกให้เห็นได้ แตห่ มาย
รวมไปถึงความเช&ือ ความคิด ค่านิยม ส&ิงที&สืบทอดต่อกนั มาจากรุ่นส่รู ุ่น วฒั นธรรมมีผลต่อพฤติกรรมการ
แสดงออกของผ้คู นในสงั คมและประชาชนในชมุ ชน ตลอดจนพฤติกรรมสขุ ภาพ โดยในยคุ ศตวรรษที& 21 นี g
ซงึ& เป็นยคุ ของเทคโนโลยีสารสนเทศท&ีเจริญก้าวหน้าไปอยา่ งรวดเร็วจนเป็นโลกของการส&ือสารท&ีไร้พรมแดน
นนัg ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อพฤติกรรมสขุ ภาพของประชาชน เช่น การเข้าถึงส&ือออนไลน์ โฆษณาชวน
เช&ือถึงผลิตภณั ฑ์ท&ีอาจสง่ ผลเสียต่อสขุ ภาพ การเข้าถึงอาหารท&ีไม่ปลอดภยั การลอกเลียนแบบพฤติกรรม
การบริโภคอาหารตามชาติตะวนั ตก การปรับเปลี&ยนวิถีการดําเนินชีวิตเพื&อให้ก้าวทนั โลกท&ีเปลี&ยนแปลง
เป็นต้น เม&ือประชาชนในชมุ ชนเกิดการเจ็บป่ วยได้แสวงหาการรักษา การดแู ลตนเองและคนในครอบครัวท&ี
หลากหลาย ทงัg การดแู ลตนเองก่อนในเบือg งต้นตามประสบการณ์เดิม การเข้ารับการรักษาในสถานบริการ
สขุ ภาพระดบั ต่างๆ เช่น ปฐมภมู ิ ทตุ ิยภมู ิ ตติยภมู ิ เป็นต้น นอกจากนีปg ระชาชนยงั แสวงหาทางเลือกการ
ดแู ลสขุ ภาพพืนg บ้านท&ีมีอิทธิพลต่อความคิดความเช&ือ ได้แก่ การใช้สมนุ ไพร การเป่ านําg มนต์ การทานลกู
การทําพิธีสะเดาะเคราะห์ การบายศรีสขู่ วญั การไหว้ผีป่ ยู ่า การบอกกลา่ วเสือg บ้าน เป็นต้น โดยประชาชน
ในชมุ ชนเช&ือว่าไม่เพียงแต่เยียวยาด้านร่างกายแต่หากเป็นการเยียวยาด้านจิตใจและจิตวิญญาณของผ้ทู ี&
เจ็บป่วยและญาตผิ ้ดู แู ลด้วย

พยาบาลชมุ ชนจงึ ต้องพฒั นาสมรรถนะให้เป็นผ้มู ีความไวเชิงวฒั นธรรม ทําความเข้าใจวฒั นธรรม
ที&ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสขุ ภาพ เพื&อหาแนวทางการดแู ล สร้างเสริมสขุ ภาพตงัg แต่ระยะก่อนเจ็บป่ วย
ระยะเจ็บป่ วย บําบดั รักษา และฟื นg ฟู เพ&ือช่วยให้ประชาชนมีคณุ ภาพชีวิตที&ดีตงัg แต่เกิดจนระยะท้ายของ
ชีวิต และเป็นการดแู ลที&สอดรับกบั ปัญหาและความต้องการ รวมถงึ บริบทสงั คมวฒั นธรรมของพืนg ท&ี

1 อาจารย์ สาขาวิชาการพยาบาลครอบครัวและชมุ ชน ปร.ด. (การพยาบาล) พย.บ. (เกียรตนิ ิยมอนั ดบั 1 และเหรียญทอง)
2 ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ สาขาวิชาการพยาบาลครอบครัวและชมุ ชน ปร.ด. (การพยาบาล) พย.ม. (การพยาบาลชมุ ชน) พย.บ.

82

2. องค์ประกอบของเนือ) หาวัฒนธรรมและพฤตกิ รรมสุขภาพ

1. ความหมายของ “ วฒั นธรรม” (Culture) และลักษณะของวฒั นธรรม

2. ความหมายของ “พฤติกรรมสุขภาพ” และลักษณะของพฤติกรรมสขุ ภาพ

วัฒนธรรม 3. แนวคดิ ทฤษฎที เี่ กย่ี วข้องกบั วัฒนธรรม แนวคิดการสรา้ งเสริมสุขภาพตามกฎบัตรออตตาวา
กบั และพฤติกรรมสขุ ภาพ แบบแผนความเช่ือดา้ นสขุ ภาพ (The Health belief moldel; HBM)
พฤติกรรม 4. ปัจจัยเชงิ วฒั นธรรมทมี่ ผี ลตอ่ ภาวะ แบบจําลองระบบบรกิ ารสขุ ภาพแบบพหุลักษณ์
สขุ ภาพ สขุ ภาพและพฤตกิ รรมสุขภาพ แนวคิดการพัฒนาสมรรถนะทางวฒั นธรรมในการให้บริการสุขภาพของ
แคมพินฮา – บาคอท (Compinha –Bacote)
ทฤษฎกี ารดูแลต่างวฒั นธรรม (Cultural care) ของไลนน์ งิ เจอร์
(Leininger’s Sunrise Model)
ปัจจัยสว่ นบคุ คลเกีย่ วกบั ความเชอื่ และการรบั ร้ขู องบคุ คล
การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมสุขภาพ
ปัจจยั ระบบการรักษาที่มอี ย่ใู นสงั คม
วฒั นธรรมของชุมชนท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การดแู ลสขุ ภาพ

5. พฤติกรรมสุขภาพกับการเจบ็ ปว่ ย การแสวงหาการรักษา
6. บทบาทของพยาบาลชมุ ชน พฤตกิ รรมการรกั ษาของคน
การแสดงบทบาททางสงั คมของผปู้ ่วยอสี าน
ความเช่อื เร่ืองการเจ็บปว่ ยและสาเหตกุ ารเจ็บป่วย

แผนภาพท6ี 3.1 องค์ประกอบของเนือg หาวฒั นธรรมและพฤตกิ รรมสขุ ภาพ

83

3. ความหมายของ “ วัฒนธรรม” (Culture) และลักษณะของวัฒนธรรม

3.1 ความหมายของวัฒนธรรม
วฒั นธรรมมาจากรากศพั ท์ภาษาละติน คําว่า “cultura” ซ&ึงมีความหมายเก&ียวข้องกับการบ่ม

เพาะ หรือการเพาะปลกู ทางการเกษตร หลายปีตอ่ มาวฒั นธรรมได้เก&ียวข้องกบั ความเป็นมนษุ ย์ สงั คม
นักมานุษยวิทยาได้กล่าวถึงแนวคิดและความหมายของ วัฒนธรรม ไว้หลายท่าน ท&ีเป็น

แพร่หลายกนั คือความหมายตามไทเลอร์ (Tylor, 1871 อ้างถงึ ใน Helman, 1990) กลา่ วคือ วฒั นธรรมเป็น
ผลรวมของความซับซ้อน ประกอบด้วย องค์ความรู้ ความเชื&อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมาย ธรรมเนียม
ประเพณี เครื&องแต่งกายและ อ&ืนๆ เป็นความสามารถและลกั ษณะนิสยั ที&มนษุ ย์ได้รับมา ซงึ& เป็นผลมาจาก
การเป็นสมาชิกของสงั คม

ไลน์ นิงเจอร์ Leininger (1991,2002,2006 cited in McFarland & Wehbe-Alamah, 2015)
กล่าวว่า วฒั นธรรมคือ การเรียนรู้ การแลกเปลี&ยน การถ่ายทอดค่านิยม ความคิด ความเชื&อ บรรทดั ฐาน
และวิถีของชีวิต ในแง่ท&ีมีผลต่อความคิด การตดั สินใจ และการปฏิบตั ิของคน วฒั นธรรมเป็นเสมือนพิมพ์
เขียว (Blueprint) ของมนษุ ย์ ในการชีนg ําความคิด การตดั สนิ ใจ การแสดงออกซง&ึ พฤติกรรม และวฒั นธรรม
ครอบคลมุ ทงัg ที&เป็นวตั ถุ (material) และไมใ่ ชว่ ตั ถุ (nonmaterial)

นอกจากนีกg ระแสของความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
คอมพิวเตอร์ สง่ ผลให้เกิดวฒั นธรรมในยคุ ของเทคโนโลยี เช่น วฒั นธรรมโลกออนไลน์ วฒั นธรรมพืนg ท&ีวา่ ง
(the my space culture) วัฒนธรรมปลายนิวg (tumb culture) ที&ผู้คนสื&อสารกันด้วยโทรและส่งข้อความ
เป็นต้น (Patt & Platt, 2007, Glotz & Bertsch, 2005 cited in Ray, 2010)

สรุปได้ว่า วฒั นธรรม เป็นสิ&งชีนg ําทางความคิด ความเช&ือ การแสดงออกซงึ& พฤติกรรมของมนษุ ย์
วฒั นธรรมสามารถเรียนรู้ แลกเปลี&ยน ถ่ายทอดจากรุ่นสรู่ ุ่นได้ มีความเป็นพลวตั รและสามารถเปลี&ยนแปลง
ได้

3.2 ลักษณะของวัฒนธรรม ลกั ษณะพืนg ฐานที&สําคญั ของวฒั นธรรมตามที&นักมานุษยวิทยาได้
สรุปไว้ 6 ประการ ดงั นี g(ยศ สนั ตสมบตั ิ, 2559)

1) วัฒนธรรมคือความคิดร่วม และค่านิยมทางสงั คม สมาชิกของสงั คมท&ีมีวัฒนธรรมจะ
สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของผ้อู ื&นในสถานการณ์ท&ีแตกต่างกนั ได้ ทําให้พฤติกรรมของสมาชิกมีความ
สอดคล้องกนั

2) วฒั นธรรมเป็นส&ิงท&ีมนุษย์ต้องเรียนรู้ มีการถ่ายทอดจากรุ่นส่รู ุ่นผ่านกระบวนการเรียนรู้
ทางวฒั นธรรม (enculturation) รวมถึงการบม่ เพาะจากสถาบนั ครอบครัว การศกึ ษา รวมถึงประสบการณ์
ที&มนษุ ย์ได้รับมาจากการเป็นสมาชิกของสงั คม

2) วฒั นธรรมมีพืนg ฐานมาจากการใช้สญั ลกั ษณ์ร่วมกนั ซงึ& สญั ลกั ษณ์ของมนษุ ย์ท&ีสําคญั คือ
ภาษา สําหรับใช้ในการติดตอ่ สื&อสารกนั นอกจากนียg งั มีสญั ลกั ษณ์ที&เกี&ยวข้องกบั การดําเนินชีวิตของมนษุ ย์

84

เช่น สญั ลกั ษณ์ทางศาสนา พระพทุ ธรูป สญั ลกั ษณ์ของความเช&ือเก&ียวกบั สิ&งศกั ดิ•สิทธิ•ท&ีคอยรักษาค้มุ ครอง
หมบู่ ้าน เชน่ เสาหลกั บ้าน เป็นต้น

3) วฒั นธรรมเป็นองค์รวมของความรู้ และภมู ิปัญญา การสง&ั สมและถ่ายทอดวิธีการดําเนิน
ชีวิตเพื&อความอย่รู อด และความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบนั ก็ต้องอาศยั องค์ความรู้เดิมเป็น
รากฐาน

4) วฒั นธรรมเป็นกระบวนการท&ีมนษุ ย์กําหนดนิยามความหมายให้กบั ชีวิตและสิ&งต่างๆ ซงึ&
กระบวนการของการกําหนดความหมายนนัg นํามาซึ&งการสร้าง “แนวความคิด” เป็นพืนg ฐานของการเมือง
การเมืองการปกครอง

5) เป็นสิ&งท&ีไม่หยุดนิ&ง มีความเป็นพลวัตร เปล&ียนแปลงเสมอ ซ&ึงการเปล&ียนแปลงทาง
วฒั นธรรมมีสาเหตหุ ลายประการ เช่น วฒั นธรรมอื&นมีอิทธิพลเกิดการแพร่กระจายมา (diffusion) และทํา
ให้เกิดการเปลยี& นแปลงและยอมรับในวฒั นธรรมของเรา เป็นต้น

4. ความหมายของ “พฤตกิ รรมสุขภาพ” และลักษณะของพฤตกิ รรมสุขภาพ

4.1 ความหมายของพฤตกิ รรมสุขภาพ
แนวคิดที&เก&ียวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพนันg มีความเก&ียวข้องและสมั พันธ์กันระหว่างคําว่า

“พฤตกิ รรม” และ “สขุ ภาพ” สรุปได้ดงั นี g
“พฤติกรรม” (Behavior) เป็นการเรียนรู้โดนการสงั เกต การเลียนแบบ การเสริมแรงทางบวก

(Bandura, 1989 cited in Raingruber, 2017) ซงึ& พฤตกิ รรมเป็นกิจกรรม การแสดงออก หรือวิถีการดําเนิน
ชีวิตของบคุ คล ซงึ& พฤตกิ รรมมีทงัg พฤตกิ รรมภายนอกและภายใน ประกอบด้วย 1) การแสดงออกในลกั ษณะ
ท&ีสงั เกตได้ (explicit movement) เช่น การรับประทานอาหาร การพกั ผ่อนนอนหลบั และ 2) พฤติกรรมท&ีมี
การเคล&ือนไหวภายใน (implicit movement) เช่น ความรู้สึกนึกคิด ความเช&ือ ทศั นคติ แรงจูงใจ รวมทงัg
คา่ นิยมของบคุ คล

“สขุ ภาพ” (Health) องค์การอนามัยโลก (World Health Organization [WHO], 1948) ได้
นิยามความหมายของ สขุ ภาพ คือ ภาวะอนั สมบรู ณ์ทางด้านร่างกาย จิตใจ ความผาสกุ สงั คม ไมเ่ พียงการ
ไมม่ ีหรือปราศจากโรคและการเจ็บป่วย

สขุ ภาพมีการตีความท&ีเปลี&ยนแปลงจากในอดีตโดยอดีตเชื&อว่าการเจ็บป่ วย ความไม่สบายมี
สาเหตมุ ากจากอํานาจเหนือธรรมชาติ เช่น ความเชื&อเร&ืองวิญญาณ ผี เป็นต้น ตอ่ มาเมื&อเกิดการค้นพบเชือg
โรคในศตวรรษท&ี –— จึงนําไปส่กู ารอธิบายการเกิดโรคด้วยทฤษฎีเชือg โรค (germ theory) มองสขุ ภาพตาม
กระบวนทศั น์ชีววิทยาทางการแพทย์ คือ การปราศจากโรค หรือตรงข้ามกบั การเจ็บป่ วย เน&ืองจากเกิดองค์
ความรู้จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี ท&ีสามารถอธิบายถึงกระบวนการเกิดโรคอย่าง
ชดั เจน

85

ในมุมมองของมานุษยวิทยาการแพทย์ได้เน้นว่าสุขภาพเป็นสิ&งท&ีสังคมสร้ างขึนg สามารถ
อธิบายแนวคิดผ่านคําสําคญั ˜ คํา ดงั นี g –) ความเจ็บป่ วย (illness) เป็นประสบการณ์ของตวั ผู้ป่ วยเอง
เกี&ยวกบั ความไม่สบาย ความผิดปกติของสขุ ภาพตนเอง ซงึ& การรับรู้เก&ียวกบั ความเจ็บป่ วยนีเgป็นผลมาจาก
โรคหรือความเชื&อทางวฒั นธรรม เช่น การรู้สกึ ว่าตนเองอ้วน หรือการเจ็บป่ วยมาจากภตู ผี เป็นต้น ™) โรค
(Disease) คือการนิยามความเจ็บป่ วยจากมุมมองโดยบุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้รักษา เป็นความ
ผิดปกติของการทํางานของร่างกาย โครงสร้างหน้าท&ี ˜) การป่ วยไข้ (Sickness) หมายถึง ความเข้าใจถึง
ความเจ็บป่ วย ในความหมายทว&ั ไปที&สงั คมมีร่วมกัน เน้นมมุ มองในแง่ของผลลพั ธ์ที&สงั คมตอบสนองต่อ
บคุ คล (Winkelman, 2009)

จากการประกาศกฎบัตรออตตาวา เม&ือปี 1986 ที&นิยามการสร้ างเสริมสุขภาพเป็นเพ&ิม
สมรรถนะ การตีความสขุ ภาพจึงหมายถึง ศกั ยภาพ หรือความสามารถของคน เป็นทงัg กระบวนการและ
ผลลพั ธ์ ความเข้มแข็งท&ีคนมีพลงั อํานาจจดั การตนเอง สขุ ภาพเป็นผลมาจากหลายปัจจยั ทงัg ด้าน สงั คม
วฒั นธรรม สง&ิ แวดล้อม การเมือง และได้มีการเสนอให้อธิบายสขุ ภาพโดยใช้กระบวนทศั น์ทางสงั คมนิเวศน์
(Noack, 1987 อ้างถงึ ใน นิตย์ ทศั นิยม และ สมพนธ์ ทศั นิยม, 2555) เสนอให้มองสขุ ภาพแบบไมแ่ ยกสว่ น
จากการเจ็บป่ วย แต่เป็นการมองแบบค่ขู นานกบั การเจ็บป่ วย นนั& หมายถึงว่าคนที&เป็นโรคคงมีส่วนที&เป็น
สขุ ภาพซงึ& สามารถพฒั นาหรือสง่ เสริมได้

มุมมองคําว่าสุขภาพนันg ได้มีผู้ให้ความหมายไว้อย่างหลากหลาย ประเด็นสําคัญสําหรับ
พยาบาลคือการเข้าไปทําความเข้าใจเพ&ือสร้างความเข้าใจร่วมกนั เกี&ยวกบั ความคิดของประชาชน องค์กร
หนว่ ยงาน ถงึ การมองสขุ ภาพและวิธีการที&จะทําให้สขุ ภาพดีขนึ g (ขนิษฐา นนั ทบตุ ร, 2550)

กล่าวได้ว่าแนวคิดของสขุ ภาพมีมมุ มองท&ีหลากหลาย ซึ&งมีการปรับเปล&ียนการอธิบายจาก
กระบวนทัศน์ชีววิทยาทางการแพทย์ เป็นการอธิบายโดยใช้กระบวนทัศน์ทางสงั คมนิเวศน์ สู่การมอง
สุขภาพเป็ นองค์รวมของสุขภาวะทังg ทางด้ านกาย จิต จิตวิญญาณ สังคม ปัญญา สุขภาพนันg มี
ความสมั พนั ธ์กับเร&ืองอ&ืนๆ ได้แก่ สงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกิจ และสิ&งแวดล้อม เป็นเร&ืองที&ทุกคนต้องทํา
ความเข้าใจร่วมกนั ถึงมมุ มองสขุ ภาพท&ีแตกต่างทงัg ในแง่มมุ ของประชาชน ผ้ใู ห้บริการ หน่วยงานองค์กรท&ี
เก&ียวข้อง เพ&ือนําสกู่ ารออกแบบการดแู ลสขุ ภาพ

จากความหมายและแนวคิดที&เก&ียวข้องกบั คําว่า พฤติกรรม และ สขุ ภาพ สามารถสรุปได้ว่า
“พฤติกรรมสขุ ภาพ” หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลในการดแู ลสขุ ภาพของตนเอง โดยพฤติกรรมรวมไป
ถึงพฤติกรรมภายนอกที&สามารถสงั เกตเห็นได้ เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกําลงั กาย
การจัดการความเครียด การติดตามการรักษา เป็นต้น และพฤติกรรมภายใน เช่น ความคิด ความเช&ือ
คา่ นิยม การรับรู้ ความคาดหวงั เป็นต้น

86

4.2 ลักษณะของพฤตกิ รรมสุขภาพ
ลกั ษณะพฤติกรรมสขุ ภาพมีแนวคิดหลายแนวคิดในการจดั กลมุ่ ได้แก่ โอเร็ม (Orem, 1995;

พกั ตร์วิไล ศรีแสง, 2557) จดั กล่มุ พฤติกรรมการดแู ลตนเองออกเป็น ˜ กล่มุ คือ การดแู ลตนเองโดยทว&ั ไป
(universal self-care) การดแู ลตนเองตามระยะพฒั นา (development self-care) และการดแู ลตนเองใน
ภาวะที&มีการเบ&ียงเบนทางสขุ ภาพ (health deviation self-care) สว่ นโคล (Kolbe, –— ) ได้แยกพฤตกิ รรม
ของบุคคลออกเป็น ¡ กลุ่ม คือ พฤติกรรมเมื&อมีสุขภาพดี (wellness behavior) พฤติกรรมป้องกันโรค
(preventive health behavior) พฤติกรรมเสี&ยง (at-risk behavior) พฤติกรรมเมื&อเจ็บป่ วย (illness
behavior) พฤติกรรมการดูแลตนเอง (self-care behavior) และพฤติกรรมผู้ป่ วย (sick-role behavior)
และยังได้แบ่งพฤติกรรมสุขภาพที&มีผู้เก&ียวข้องหลายคน ได้แก่ พฤติกรรมทางเพศ (sexual behavior)
พฤติกรรมการเจริญพันธ์ (reproductive behavior) พฤติกรรมการเลียg งดูบุตร (parenting health
behavior) และพฤตกิ รรมสขุ ภาพสงั คม (health-related social action) เป็นต้น

สรุปลกั ษณะของพฤติกรรมสขุ ภาพ ได้อย่างน้อย 2 ลกั ษณะ ดงั นี g1) พฤติกรรมสขุ ภาพเม&ือมี
สขุ ภาพดี (wellness behavior) 2) พฤตกิ รรมการสร้างเสริมสขุ ภาพ (health promotion)

4.2.1 พฤติกรรมสุขภาพเม6ือมีสุขภาพดี (wellness behavior) เป็นความสามารถของ
บคุ คลที&จะทําหน้าที&ตา่ งๆ อยา่ งเตม็ ความสามารถ ดํารงรักษาความสมดลุ ระหวา่ งความต้องการของตนกบั
ความต้องการทางสงั คม ปลอดภยั จากความไม่พึงพอใจ ไม่สบายใจ โรคภยั ไข้เจ็บหรือความพิการ และมี
พฤตกิ รรมในแบบที&สง่ เสริมให้ตนอยรู่ อดปลอดภยั มีความสขุ และมีความพงึ พอใจในการดํารงชีวิต

พฤติกรรมเมื&อมีสุขภาพดีจะเกี&ยวข้ องกับพฤติกรรมการสร้ างเสริมสุขภาพ (health
promotion) ตามกฎบตั รออตตาวาท&ีได้นิยามการสร้างเสริมสขุ ภาพว่าสามารถกระทําได้ตงัg แต่มีสขุ ภาพดี
จนกระทง&ั เจ็บป่ วยแล้ว เพื&อยกระดบั ความเป็นอย่ทู &ีดีโดยสว่ นรวม หรือม่งุ ให้บคุ คล ครอบครัว และชมุ ชนมี
สขุ ภาพดี และพฤติกรรมการป้องกนั โรคหรือปัญหาสขุ ภาพ (health protection behavior) เป็นกิจกรรมท&ี
บุคคลกระทําเพ&ือป้องกันความเจ็บป่ วย เป็นการปฏิบตั ิพฤติกรรมที&ม่งุ ระวงั ไม่ให้โรคใดๆ หรือปัญหาใด
ปัญหาหนงึ& รวมถงึ การปกปอ้ ง สง่ เสริมสขุ ภาพของตนเอง (Harris & Guten, 1979 cited in Pender, 1987
) ทงัg นีพg ฤติกรรมการปอ้ งกนั โรคและพฤติกรรมการสร้างเสริมสขุ ภาพนนัg มีผ้ใู ห้ความหมายที&แตกตา่ งกนั ทงัg
ที&ให้ความหมายวา่ คล้ายกนั และที&แตกตา่ งกนั อยา่ งไรก็ตามหากพิจารณาตามกฎบตั ออตาวาแล้วจะพบวา่
พฤตกิ รรมการปอ้ งกนั โรค พฤตกิ รรมการสร้างเสริมสขุ ภาพคือเร&ืองเดียวกนั เป็นกระบวนการท&ีเสริมกนั และ
เป็นจุดเน้นที&สําคญั ของพยาบาลชุมชนที&จะม่งุ สร้ างเสริมสขุ ภาพเพื&อให้เกิดสขุ ภาวะ ตลอดจนยกระดบั
คณุ ภาพชีวติ ให้กบั ทกุ กลมุ่ ประชากรเปา้ หมายในชมุ ชน

4.2.2 พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (health promotion) เป็นกิจกรรมที&บุคคลกระทําจน
เป็นกิจวตั ร หรืออาจเรียกวา่ เป็นแบบแผนการดําเนินชีวิตของบคุ คลก็ได้ ซงึ& ปัจจยั ท&ีจะสง่ เสริมหรือสง่ ผลให้

87

บคุ คลลงมือกระทําพฤติกรรมเพื&อให้มีสขุ ภาพดี มีสขุ ภาพที&สมบรู ณ์ในระดบั บคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน และ
สงั คม (Pender, 1987; วจิ ิตร ศรีสพุ รรณ, วลิ าวณั ย์ เสนารัตน์, และขนิษฐา นนั ทบตุ ร, 2558) คือ

1) ความสาํ คญั ของสขุ ภาพ (importance of Health) การที&บคุ คลให้คณุ คา่ ของสขุ ภาพ
ของตนมากเท่าไร ก็จะย&ิงมีพฤติกรรมท&ีจะส่งเสริมให้มีสขุ ภาพดี เช่น การแสวงหาข้อมลู เกี&ยวกบั สขุ ภาพ
มากเทา่ นนัg

2) การรับรู้ความสามารถในตน (perceived self-efficacy) หมายถึง การที&บุคคลมี
ความเชื&อมนั& ว่าตนเองจะประสบความสําเร็จหรือผลลพั ธ์ หรือผลกรรมที&พงึ ปรารถนาจะเกิดขึนg เมื&อตนเอง
ได้ลงมือกระทําพฤติกรรมนนัg ๆ บุคคลในทกุ กล่มุ อายยุ ่อมมีความรับผิดชอบต่อภาวะสขุ ภาพของตนและ
ต้องการควบคุมปัจจัยส่วนตน และส&ิงแวดล้อมที&มีผลต่อสุขภาพ ดังนันg เม&ือบุคคลเหล่านีรg ับรู้ว่าตนมี
ความสามารถ และเช&ือมนั& ว่าถ้าตนทํากิจกรรมการส่งเสริมสขุ ภาพแล้ว ภาวะสขุ ภาพจะดีขึนg บุคคลนนัg ก็
ยอ่ มกระทํากิจกรรมสง่ เสริมสขุ ภาพมากขนึ g

3) การรับรู้ภาวะสขุ ภาพ (perceived health status) เป็นองค์ประกอบที&สําคญั อย่าง
หนงึ& ท&ีเกี&ยวข้องกบั ความถี&และความจริงจงั ของการกระทําพฤติกรรมสง่ เสริมสขุ ภาพ บคุ คลท&ีรับรู้วา่ ตนเอง
สขุ ภาพดีมกั จะมีความโน้มเอียงที&จะกระทํากิจกรรมเกี&ยวกบั การส่งเสริมสขุ ภาพบ่อยกว่าและจริงจงั กว่า
บคุ คลท&ีรับรู้วา่ ตนเองสขุ ภาพไมด่ ี

4) การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (perceived benefits of health
promoting behavior) การท&ีบุคคลรับรู้ว่าพฤติกรรมท&ีตนกระทํามีประโยชน์ต่อภาวะสขุ ภาพ ของตนเอง
ส่งผลต่อระดับของการทําพฤติกรรมนันg ๆ ทังg มีแนวโน้มว่าจะส่งเสริมให้มีการกระทํากิจกรรมส่งเสริม
สขุ ภาพอยา่ งตอ่ เน&ืองอีกด้วย

5) การรับรู้อปุ สรรคของพฤติกรรมการสง่ เสริมสขุ ภาพ (perceived barriers of health
promoting behavior) การรับรู้อปุ สรรคเป็นส&ิงที&เกิดขึนg อย่กู บั การรับรู้ประโยชน์ อปุ สรรคดงั กลา่ วอาจเป็น
ความจริงหรือไม่เป็นความจริง เป็นเพียงสิ&งที&บุคคลรับรู้เท่านันg การรับรู้อุปสรรค รวมถึงความไม่
สะดวกสบาย ความยากลําบาก และการไม่มีโอกาสกระทําพฤติกรรม ส่งผลทางลบต่อการกระทํา
พฤตกิ รรมสง่ เสริมสขุ ภาพ

5. แนวคดิ ทฤษฎีทCเี กCียวข้องกับวัฒนธรรมและพฤตกิ รรมสุขภาพ

5.1 แนวคดิ การสร้างเสริมสุขภาพตามกฎบตั รออตตาวา
การนําใช้ฐานคิดยทุ ธศาสตร์ของการสาธารณสขุ มลู ฐาน ณ อะมาอะตา (Alma-Ata) นําสจู่ ดุ

เปลี&ยนท&ีสําคัญของแนวคิดการสร้ างเสริมสุขภาพ ซ&ึงเป็นผลจากการประชุมการสร้ างเสริมสุขภาพ
นานาชาติ ครังg ที& 1 เมื&อ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) ที&มีการประกาศกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter)
กลา่ ววา่ การสร้างเสริมสขุ ภาพเป็นกระบวนในการเพ&ิมความสามารถของผ้คู น ในการควบคมุ ปรับ สขุ ภาพ
ของตนเอง เพื&อให้มีสขุ ภาพดี ประกอบด้วย ยทุ ธศาสตร์ 5 ยทุ ธศาสตร์ ดงั นี gการสร้างนโยบายสาธารณะ

88

เพื&อสขุ ภาพ (Healthy public policy) การสร้างสงิ& แวดล้อมที&เอือg ตอ่ การมีสขุ ภาพดี (Healthy environment)
การเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง (Community strengthening) การพฒั นาทกั ษะส่วนบุคคล (Personal skill
development) และการปรับระบบบริการสุขภาพ (Reoriented health services) (WHO-Euro, 1986;
วิจิตร ศรีสพุ รรณ, วลิ าวณั ย์ เสนารัตน์, และขนิษฐา นนั ทบตุ ร, 2560) สรุปดงั นี g

1) การสร้างนโยบายสาธารณะเพื&อสขุ ภาพ (Healthy public policy) เป็นการนําสขุ ภาพเข้าสู่
การกําหนดนโยบาย โดยผู้กําหนดนโยบาย (Policy maker) ในทุกภาคส่วนและในทุกระดบั การกําหนด
เป็นนโยบายสาธารณะเพ&ือสขุ ภาพนนัg ครอบคลมุ ไปถงึ นโยบายระดบั หนว่ ยงานองค์กรไมเ่ ฉพาะองค์กรด้าน
สขุ ภาพ

2) การสร้ างสิ&งแวดล้อมท&ีเอือg ต่อการมีสุขภาพดี (Healthy environment) การเช&ือมโยงคน
และสง&ิ แวดล้อม การร่วมกนั ปลกู จิตสาธารณะในการรักษาชมุ ชน ฟื นg ฟแู ละอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การ
จัดการสภาพแวดล้อมในหน่วยงานองค์กร และในชุมชนเพ&ือเอือg ต่อการมีสุขภาพดี ตลอดจนความ
ปลอดภยั ในชีวิต การเปลี&ยนแปลงรูปแบบในการเนินชีวิต การทํางาน และการมีกิจกรรมสนั ทนาการ และ
การประเมินผลกระทบและคํานึงถึงผลกระทบที&เกิดจากการเปลี&ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อม
ตอ่ สขุ ภาพ

3) การเสริมสร้างชมุ ชนเข้มแข็ง (Community strengthening) การสร้างรูปธรรมการทํางานท&ี
มีประสิทธิภาพของชุมชน หัวใจหลักของกระบวนการคือ การเสริ มพลังอํานาจให้ กับชุมชน
(Empowerment) การควบคมุ และกําหนดจดุ ม่งุ หมาย การสร้างความรู้สกึ เป็นเจ้าของ โดยให้ชมุ ชนเป็นผู้
ริเริ&มเห็นความสําคญั การตดั สินใจ การวางแผน และการปฏิบตั ิการเพ&ือม่งุ สสู่ ขุ ภาพที&ดีกว่า ซงึ& การพฒั นา
ชมุ ชนนนัg เป็นการนําทนุ มนษุ ย์และทรัพยากรที&มีอยมู่ าชว่ ยพฒั นาตนเองและการสนบั สนนุ จากสงั คม

4) การพฒั นาทกั ษะสว่ นบคุ คล (Personal skill development) เป็นการพฒั นาคนและสงั คม
โดยใช้วิธีการที&หลากหลาย ได้แก่ การเสริมสร้ างให้ประชาชนเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยการศึกษา การเสนอ
ทางเลือกเพ&ือให้ประชาชนออกกําลังกาย การจัดการกับความเจ็บป่ วยและภาวะสุขภาพ ทังg ในบ้าน
โรงเรียน สถานที&ทํางาน และในชมุ ชน ตลอดจนเพิ&มการเข้าถงึ ข้อมลู ขา่ วสาร เป็นต้น

5) การปรับระบบบริการสุขภาพ (Reoriented health services) โดยการจัดบริการสขุ ภาพ
ร่วมกนั เพื&อการมีสขุ ภาพที&ดีขึนg ของประชาชน ทงัg หน่วยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ ทตุ ิยภมู ิและตติยภมู ิ
ตลอดจนระดบั บุคคล กลุ่มองค์กรชุมชน บุคลากรสาธารณสุข ซึ&งต้องคํานึงถึงความบริทบททางสงั คม
วฒั นธรรม ความไวทางวฒั นธรรม และสอดคล้องกบั ความต้องการของประชาชนและชมุ ชน

89

5.2 แบบแผนความเช6ือด้านสุขภาพ (The Health belief moldel; HBM)
แบบแผนความเชื&อด้านสุขภาพพัฒนาโดย Irwin Rosenstock เม&ือ ค.ศ. 1966 (Sulat ,

Prabandari, Sanusi, Hapsari, &Santoso, 2018; Raingruber, 2017; Rosenstock, –—§¨) ประกอบด้วย
4 องค์ประกอบหลกั ดงั นี g

1) การรับรู้โอกาสเส&ียง (perceived susceptability) เป็นการรับรู้โอกาสในการเกิดโรค
ของบคุ คล บคุ คลสามารถคาดการณ์ถึงความเสี&ยงในการเกิดโรค หากคาดวา่ มีความเสี&ยงสงู จะสง่ ผลให้มี
แนวโน้มในการแสดงพฤตกิ รรมการปอ้ งกนั สขุ ภาพมากขนึ g

2) การรับรู้ความรุนแรง (perceived seriousness/ perceived severity) เป็นการท&ีบคุ คล
คิด รับรู้ เกี&ยวกับโรค ความรุนแรงของความเจ็บป่ วยที&จะส่งผลกระทบต่อชีวิต ครอบครัว สงั คม ความ
ยากลําบากที&จะต้องเผชิญของบุคคล หากบคุ คลมีการรับรู้ความรุนแรงของเกี&ยวกบั โรคและการเจ็บป่ วย
ภาวะแทรกซ้อน ความพิการ และการเสียชีวิตที&เกิดจากโรคและการเจ็บป่ วยนนัg จะทําให้บคุ คลแสดงออก
พฤตกิ รรมการปอ้ งกนั สขุ ภาพมากขนึ g

การรับรู้การคกุ คาม (perceived threat) เป็นการรับรู้ถึงโอกาสเส&ียงกบั การรับรู้ความรุนแรง
ของโรครวมกนั แล้วจะเป็นตวั กําหนดการรับรู้ การคกุ คามของโรค ซงึ& สง่ ผลโดยตรงต่อการแสดงพฤติกรรม
การปอ้ งกนั ซง&ึ การรับรู้การคกุ คามนีเgป็นแรงกระต้นุ ให้เกิดพฤตกิ รรมการหลกี เลย&ี ง

3) การรับรู้ประโยชน์ (perceived benefits) เป็นความเช&ือที&ว่าการกระทําตามท&ีได้รับ
คําแนะนําจะเป็นประโยชน์ เกิดผลกระทบเชิงบวกตอ่ สขุ ภาพ ลดความเสยี& ง ลดความรุนแรงได้

4) การรับรู้อุปสรรค (perceived barriers) เป็นความเชื&อท&ีว่าการกระทํานันg ๆ เป็นสิ&งท&ี
ยงุ่ ยาก ทําได้ยาก หรือมีอปุ สรรคที&ไมส่ ามารถกระทําได้

นอกจากนีมg ีส&ิงชกั นําสกู่ ารปฏิบตั ิ (Cues to Action) เป็นส&ิงท&ีกระต้นุ ให้บคุ คลพร้อมท&ีจะลง
มือกระทํา โดยเป็นเหตกุ ารณ์ทงัg ภายในและภายนอก เช่น การรณรรงค์ การให้ข้อมลู ข่าวสารทงัg จากเครือ
ญาติ และบคุ ลากรด้านสขุ ภาพ (สปุ รียา ตนั สกลุ , 2550)

5.3 แบบจาํ ลองระบบบริการสุขภาพแบบพหลุ ักษณ์
ไคล์แมน (Kleinman) มองระบบการรักษาเป็นระบบการแพทย์แบบพหุลกั ษณ์ ประกอบไป

ด้วย 3 ส่วนย่อยท&ีเช&ือมโยงเก&ียวพนั กันอยู่ คือ ส่วนของสามญั ชน (popular/lay sector) ส่วนของวิชาชีพ
(professional sector) และสว่ นโบราณ/พืนg บ้าน (folk) ดงั แผนภาพท&ี 3.2 ในสว่ นของสามญั ชนนนัg ถือเป็น
ส่วนท&ีการเจ็บป่ วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาหรือจดั การ ตลอดจนการตดั สินใจทงัg หมด ส่วนวิชาชีพมกั จะ
หมายถึงระบบการรักษาท&ีเป็นท&ียอมรับอย่างเป็นทางการในสงั คมใดสงั คมหนึ&ง เช่น ระบบการแพทย์แผน
ปัจจุบนั (western medicine) ที&ได้รับการยอมรับเป็นสากล และระบบที&ได้รับการยอมรับในภูมิภาค เช่น
Chinese medicine Ayurvedic และ Unani เป็ นต้ น (Kleinman,1980; Winkelman, 2009, สมจิต
แดนสีแก้ว, วิลาวณั ย์ ชมนิรัตน์, วนั เพญ็ ปัณราช, และพนิษฐา พานิชาชีวะกลุ , 2560)

90

แบบจําลองระบบบรกิ ารสุขภาพแบบพหุลกั ษณ์
(Medical pluralism) Kleiman (1980)

ระบบการแพทยข์ องสามญั ชน

(Popular Sector or lay sector)
•ผปู้ ว่ ย

•ครอบครัว
•เครือขา่ ยสงั คม

•ชมุ ชน

ระบบการแพทยแ์ ผนปัจจุบัน ระบบการแพทย์แผน
(Professional sector) โบราณ/พDืนบา้ น
(Folk sector)

แผนภาพท6ี k.2 แบบจําลองระบบบริการสุขภาพแบบพหุลักษณ์ (Medical pluralism) ของ Kleiman
(1980)
ท6มี า: สมจิต แดนสแี ก้ว, วิลาวณั ย์ ชมนิรัตน์, วนั เพญ็ ปัณราช, และพนิษฐา พานิชาชีวะกลุ (2560)

91

5.3.1 ระบบการแพทย์ของสามัญชน (popular or lay sector)
ระบบการแพทย์ของสามญั ชน เป็นระบบใหญ่ท&ีสุดหรือจะเป็นระบบการรักษาหรือการ

ดแู ลตนเองระบบแรก เมื&อบุคคลประสบกบั ภาวการณ์เจ็บป่ วย ซ&ึงวิธีการปฏิบตั ิตนในการดแู ลและรักษา
ตนเองของผ้ปู ่วยท&ีพบเห็นโดยทวั& ไป เพื&อตวั เองหายจากการเจ็บป่วย เชน่ การพกั ผอ่ น การเลือกรับประทาน
อาหาร การออกกําลงั กาย และการซือg ยากินเอง เป็นต้น ผ้ทู &ีมีสว่ นเกี&ยวข้องภายใต้ระบบการแพทย์สามญั
ชน ประกอบด้วย ผ้ปู ่วย ครอบครัว ญาติ เครือขา่ ยทางสงั คม และกลมุ่ องค์กรในชมุ ชน

5.3.2 ระบบการแพทย์แผนปัจจุบนั (professional sector)
ระบบการแพทย์ แผนปั จจุบันเป็ นระบบหลักที&เชื&อว่ามีความเป็ นวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ

(biomedicine) ทุกประเทศทั&วโลกถือระบบนีเg ป็ นระบบหลัก เป็ นระบบที&เป็ นที&ยอมรับโดยสากล
เช่นเดียวกบั ประเทศไทยซงึ& มีสถานบริการสขุ ภาพหลายระดบั เช่น โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตําบล (รพ.
สต.) ศนู ย์สขุ ภาพชมุ ชน โรงพยาบาลระดบั ทตุ ิยภมู ิ โรงพยาบาลระดบั ตติยภมู ิ เป็นต้น วิธีการรักษามีหลาย
วิธีซง&ึ ผ่านการพิสจู น์โดยมีหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ท&ีเชื&อถือได้ เช่น การรักษาโดยการใช้ยา การรักษาโดยการ
ผา่ ตดั การรักษาโดยการใช้ไฟฟา้ กระต้นุ เป็นต้น ผ้ใู ห้บริการภายใต้ระบบนีทg ี&พบเห็นโดยทว&ั ไป ได้แก่ แพทย์
พยาบาล และบคุ ลากรด้านสขุ ภาพที&ปฏิบตั งิ านในสถานพยาบาล

5.3.2 ระบบการแพทย์แผนโบราณ/พนืs บ้าน (folk sector)
ระบบการแพทย์แผนโบราณหรือพืนg บ้าน ในบางประเทศบางสงั คมถือว่าเป็นทางเลือก

ให้แก่คนในชมุ ชน โดยประชาชนผ้ใู ช้บริการเป็นผ้ตู ดั สินใจเลือกวิธีการรักษาเองจากความเช&ือ ความเข้าใจ
ของตนในการรักษาสภาพความเจ็บป่ วยที&ปรากฏ ระบบการแพทย์แผนโบราณมีแนวคิดหลกั การความเป็น
เหตเุ ป็นผลในการกําหนดการรักษาเช่นเดียวกบั การแพทย์แผนปัจจบุ นั แตก่ ารอธิบายมกั ใช้แนวคิดเฉพาะ
ตามสาเหตุการเจ็บป่ วยและการแก้ ไขที&สาเหตุ เช่น Chinese medicine ในประเทศจีน Ayurvedic
medicine ประเทศอินเดีย Thai traditional medicine ในประเทศไทย เป็นต้น ในประเทศไทยได้มีการ
พฒั นาการแพทย์แผนไทย โดยอาศยั หลกั ของความสมดลุ ของธาตใุ นกายทงัg หมด ความเจ็บป่ วยเกิดจาก
ความแปรปรวนของธาตทุ งัg หมดท&ีอาจมีสาเหตทุ งัg จากภายนอกและภายใน การแก้ไขจึงต้องพยายามคืน
ความสมดลุ ดงั กล่าว วิธีการรักษาภายใต้ระบบการแพทย์แผนโบราณท&ีพบเห็นโดยทว&ั ไป ได้แก่ การนวด
การใช้สมนุ ไพร การประคบร้อน การอาบหรือทา การอบ การสดู ดม เป็นต้น

ระบบการแพทย์พืนg บ้าน เกิดจากความพยายามของคนในการค้นหาวิธีที&จะรักษาความไม่
สขุ สบายหรือความเจ็บป่ วยของตนให้ได้ บางครังg เป็นการผสมผสานแนวคิดต่างๆ ทงัg จากการแพทย์แผน
ปัจจบุ นั และจากการแพทย์แผนโบราณเข้าด้วยกนั วิธีการรักษาในระบบนีหg ลากหลายมาก ตวั อย่างท&ีพบ
บอ่ ยในสงั คมไทย ได้แก่ การรักษาด้วยพิธีกรรม ทงัg ทางศาสนาและทางไสยศาสตร์ วิธีการรักษาจะแตกตา่ ง
กันออกไปตามแนวคิดของผู้รักษา ทงัg ในเรื&องของสาเหตุการเจ็บป่ วย และลกั ษณะของการเจ็บป่ วย ดงั
ตารางที& 3.1

92

ตารางท6ี 3.1ชนิดของผ้รู ักษาที&พบในสงั คมไทย วิธีการรักษาตามสาเหตแุ ละลกั ษณะของความเจ็บป่วย

ชนิดของผู้รักษา วธิ ีการรักษา สาเหตุและลักษณะของความ
หรือหมอ เจบ็ ป่ วย

1. หมอลาํ ผีฟา้ • พิธีลํารักษา • สาเหตจุ ากการกระทําของผี ซงึ& สว่ น
ใ ห ญ่ เ ป็ น ผี ดี แ ต่ผู้ป่ ว ย ก ร ะ ทํ า ผิ ด
2.หมอธรรม หรือ
หมอมนต์ ประเพณีทําให้ผีดีไม่พอใจ เช่น ผีป่ ยู ่า ผี
นา ผีป่ า ผีป่ ตู า หรือผีบ้าน การเจ็บป่ วย
3. หมอกระดกู
มกั รุนแรง

• เวทย์มนต์ (magical power) หรือ • ส่วนใหญ่เป็นการปัดเป่ าอาการไม่
อาจใช้ส&ิงของท&ีเป็นสัญลักษณ์ร่วม สุขสบายจากการกระทําของผี เป็ น
ด้ วย เช่น ของรักษา นําg มนต์ การ อาการที&ไม่รุนแรงมาก เช่น เด็กเล็ก

รักษาโดยใช้ไข่ หรือด้ายสายสิน เป็น ร้องไห้ งอแงจากการรบกวนของผีแมเ่ ก่า
ต้น หรือเป็นการปกป้องคุ้มครองจากการ

• พิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีแต่งแก้ พิธี รบกวนของผี โดยการรับเวทย์มนต์และ
เสยี เคราะห์ ของรักษา

• การรักษาโดยพิธีกรรมมกั ทําสําหรับ
การจดั การกบั ผีไมด่ ี เชน่ ผีปอบ

• การเข้าเฝือกและการใช้นําg มนั เป่ า • สําหรับการเจ็บป่ วยจากกระดูกหกั
พร้อมสมนุ ไพรพอก หรือประคบ เดาะ หรือเก&ียวกบั เส้นตา่ งๆ

4. หมอยา • ใช้ยาสมนุ ไพรโดยการฝน การต้ม • เป็ นอาการท&ีเกิดจากสาเหตุทาง
5. หมอสอ่ ง การประคบ การอาบหรือการแช่ การ ธรรมชาติ เช่น เป็นผ&ืน เป็นตุ่มคัน ไข้
ยา่ งไฟ ปวดท้อง ซีด หรือยาต้มสําหรับผู้ป่ วย

บางประเภท เช่น เบาหวาน นิ&ว การย่าง
ไฟเป็ นการรักษาท&ีพบมากในรายที&
ประสบอบุ ตั เิ หตุ มีฟกชําg ถลอก หรือเป็น
แผล

• วิเคราะห์สาเหตุการเจ็บป่ วยและ • เป็ นขันg ตอนแรกเพ&ือแนะนําการ
แนะนําวิธีการรักษา โดยอาศัยเวทย์ รักษาแบบพืนg บ้านอื&นๆ หรือแม้กระท&ัง
มนต์ แผนปัจจุบนั ตามผลการวิเคราะห์ที&ได้

มักกระทําร่วมกับการรวบรวมประวัติ
การเจ็บป่ วยและความเป็นอย่ขู องผ้ปู ่ วย
และครอบครัว

93

ชนิดของผู้รักษา วธิ ีการรักษา สาเหตุและลักษณะของความ
หรือหมอ เจบ็ ป่ วย

6. หมอพระ • อาจใช้ หลายวิธี ทังg ทางศาสนา • สําหรับการเจ็บป่ วยด้วยอาการท&ี

และไสยศาสตร์ พิธีกรรมต่างๆ เช่น หลากหลาย ทงัg จากสาเหตทุ างธรรมชาติ
พิธีต่ออายุ พิธีเสียเคราะห์ พิธีปัดรัง และนอกเหนือธรรมชาติ

ควาน หรือแม้แต่การรักษาด้วยยา
สมนุ ไพรควบคกู่ บั พิธีกรรมตา่ งๆ

7. หมอเอน็ หมอจบั • ใช้การนวดจับเส้น ซึ&งอาจมีการ • สําหรับอาการปวดตามร่างกาย
เส้น หรือหมอ ประคบสมนุ ไพรด้วย เม&ือย เคลด็ ตา่ งๆ เชน่ ปวดไหล่ ปวดหลงั

นวด ปวดเอว ตึงบริเวณต้นคอ และอาการ
แนน่ อืดท้อง

8. หมอฉีดยา • วิธีการรักษาโดยหลกั ๆ คือ การใช้ • เป็นการรักษาสําหรับอาการหลาย
ยาฉีดหรือการให้สารละลายทางเส้น อย่างท&ีมีความเช&ือว่ายาฉีดหรือนําg เกลือ

โลหิต เช่น ให้นําg เกลือ หมอฉีดยาเป็น สามารถช่วยให้ ดีขึนg ได้ เช่น อาการ
คนทวั& ไปท&ีอาจมีความสามารถในการ เหนื&อย อาการวิงเวียน เพลียที&เชื&อว่ามี

ฉีดยา โดยไม่ได้ มีความรู้ในแนว สาเหตมุ าจากการมีเลือดน้อย หรือเลือด
การแพทย์แผนปัจจบุ นั แตอ่ ยา่ งใด ถือ จาง เป็ นต้ น หรือแม้ แต่ยาฉีดเพ&ือให้

เป็ นผู้ให้ การรั กษาท&ี ผสมผสาน ร่างกายสมบรู ณ์แขง็ แรงมากขนึ g
แ น ว คิ ด ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ปั จ จุบัน กับ

แนวคิดแพทย์แผนโบราณเข้าด้วยกนั
อาศัยลักษณะเด่นของทังg สองระบบ
ร่วมกนั ให้สอดคล้องกบั ความต้องการ

ของผ้ใู ช้บริการ

ท6มี า: Nuntaboot (1994)

5.4 แนวคดิ การพฒั นาสมรรถนะทางวัฒนธรรมในการให้บริการสุขภาพของแคมพนิ ฮา –
บาคอท (Compinha –Bacote)

แคมพินฮา – บาคอท (Compinha –Bacote) ได้เร&ิมพฒั นาแนวคิดการพฒั นาสมรรถนะทาง
วฒั นธรรมในการให้บริการสขุ ภาพ และสรุปองค์ประกอบเป็น 5 ส่วน ท&ีมีความสมั พนั ธ์กนั (Campinha –
Bacote, 2011) ดงั นี g

1) การตระหนักรู้เก&ียวกับวฒั นธรรม (cultural awareness) เป็นกระบวนการรู้ การคิดของ
บคุ คลากรทางสขุ ภาพที&เห็นความสําคญั ของ ความเชื&อ ความคิดเห็น วิถีชีวิต พฤติกรรมของประชาชนตา่ ง
วฒั นธรรม

94

2) การมีองค์ความรู้เกี&ยวกับวัฒนธรรม (cultural knowledge) เป็นการทําความเข้าใจ
แสวงหาความรู้ของบุคลากรทางด้านสุขภาพเกี&ยวกับความคิด ความเช&ือของประชาชนในชุมชนตาม
มมุ มองของคนในหรือประชาชนเอง (emic view)

3) การมีทกั ษะการประเมินทางวฒั นธรรม (cultural skill) เป็นทกั ษะในการเก็บรวบรวมข้อมลู
ท&ีเก&ียวข้องกับวัฒนธรรม เช่น ความเชื&อเกี&ยวกับการเจ็บป่ วยและวัฒนธรรมการแสวงหาการรักษา
วฒั นธรรมของชมุ ชนท&ีเกี&ยวข้องกบั สขุ ภาพและการเจ็บป่วย เป็นต้น

4) การเผชิญความต่างทางวฒั นธรรม (cultural encounter) เป็นการมีปฏิสมั พันธ์ระหว่าง
บคุ ลากรด้านสขุ ภาพกบั ประชาชนท&ีมีความแตกตา่ งทางวฒั นธรรม เปา้ หมายของการมีปฏิสมั พนั ธ์คือการ
สอื& สารถงึ วิธีการตอบสนองทงัg วจั นะภาษาและอวจั นะภาษาที&หลากหลายอยา่ งถกู ต้องเหมาะสม

5) การมีความปรารถนาที&จะพัฒนาสมรรถนะทางวัฒนธรรม (cultural desire) เป็นความ
ปรารถนาของบุคลากรด้านสขุ ภาพที&ต้องการพฒั นาสมรรถนะทางวฒั นธรรม ซ&ึงแสดงออกให้เห็นในการ
ให้บริการ เชน่ การสร้างสมั พนั ธภาพ การให้คําแนะนําเก&ียวกบั การดแู ลสขุ ภาพ เป็นต้น

5.5 ทฤษฎีการดูแลต่างวัฒนธรรม (Cultural care) ของไลน์นิงเจอร์ (Leininger’s Sunrise
Model)

ทฤษฎีของมาเดลีนไลน์นิงเจอร์อยบู่ นพืนg ฐานของแนวคดิ การดแู ลทางวฒั นธรรม โดยมาเดลีน
ไลน์นิงเจอร์ได้นําเสนอแบบจําลองของทฤษฎี เรียกว่า The Sunrise Model ช่วงปี 1950 ซงึ& แนวคิดนีเg น้น
การดแู ลผ้ปู ่ วยอยา่ งเป็นองค์รวมที&สอดคล้องตามความต้องการและความเชื&อทางวฒั นธรรม โดยพยาบาล
ทําความเข้าใจและวิเคราะห์ปัจจยั ที&เกี&ยวข้องกบั สขุ ภาพและการเจ็บป่ วยภายใต้บริบทสงั คมวฒั นธรรม
เหมือนโมเดลการขนึ g ของดวงอาทิตย์ ซงึ& แบง่ เป็น 2 สว่ นหลกั ๆ คือ 1) โลกทศั น์ของบคุ คลและโครงสร้างทาง
สงั คมวฒั นธรรม เช่น ค่านิยม ความเชื&อ ปัจจยั ทางด้านสงั คมเครือญาติ ปัจจยั ด้านศาสนาและปรัชญา
ปัจจยั ทางด้านเทคโนโลยี ปัจจยั ทางด้านการเมืองการปกครอง ปัจจยั ทางด้านการศึกษา ปัจจยั ทางด้าน
เศรษฐกิจ เป็นต้น ซง&ึ เป็นปัจจยั ท&ีมีอิทธิพลตอ่ รูปแบบความต้องการการดแู ลและการปฏิบตั ิทงัg ระดบั บคุ คล
ครอบครัว กล่มุ ทางสงั คม ชุมชน 2) ระบบการดแู ลรักษา ซึ&งประกอบด้วย 3 ส่วนหลกั เช่น การดแู ลแบบ
ทวั& ไปและแบบพืนg บ้าน (generic and folk care) ซ&ึงเป็นระบบท&ีประชาชนในชุมชนเรียนรู้ด้วยตนเองเพ&ือ
ปฏิบตั ิดแู ลตนเองหรือผ้อู ื&น การปฏิบตั ิการพยาบาล (nursing care practices) และการดแู ลแบบวิชาชีพ
(professional care) โดยจะช่วยในการตดั สินใจและการปฏิบตั ิการดแู ลใน 3 ลกั ษณะ เข่น การดแู ลโดย
คํานึงถึงและเคารพซง&ึ วฒั นธรรม ความเชื&อของผ้ปู ่ วย (Cultural care preservation) การท&ีพยาบาลมีสว่ น
ช่วยให้ผ้ปู ่ วยได้เรียนรู้ที&จะปรับตวั สามารถตอ่ รองกบั บคุ ลากรทีมสขุ ภาพในเรื&องของการรักษาพยาบาลได้
(cultural care accommodation) และการท&ีพยาบาลชว่ ยให้ผ้ปู ่วยมีการเปลยี& นแปลง ปรับวิถีการดํารงชีวติ
ของตน แนวปฏิบตั ใิ ห้เข้ากบั สภาพแวดล้อมและรูปแบบของการดแู ลสขุ ภาพจากทีมสขุ ภาพ (cultural care

95

Re-patterning) (Andrews & Boyle, 1997; Leininger, 1995, 1999; Leininger & McFarland, 2002,
2006 cited in Andrews & Boyle, 2012)

6. ปัจจยั เชงิ วัฒนธรรมทCมี ีผลต่อภาวะสุขภาพและพฤตกิ รรมสุขภาพ

ปัจจยั เชิงวฒั นธรรมท&ีผลตอ่ ภาวะสขุ ภาพและพฤติกรรมสขุ ภาพ มีอย่หู ลายปัจจยั ได้แก่ ปัจจยั สว่ น
บคุ คลเก&ียวกบั ความเชื&อและการรับรู้ของบคุ คล ปัจจยั ระบบการรักษาที&มีอยใู่ นสงั คม วฒั นธรรมของชมุ ชน
ท&ีเกี&ยวข้องกบั การดแู ลสขุ ภาพ ดงั นี g

6.1 ปัจจัยส่วนบุคคลเก6ียวกับความเช6ือและการรับรู้ของบุคคล เป็นความคิด ความเชื&อและ
การรับรู้ของบคุ คล โดยการรับรู้ของบคุ คลจะสง่ ผลโดยตรงตอ่ พฤติกรรมการปอ้ งกนั โรคหรือปัญหาสขุ ภาพ
(health protection) ตามแบบแผนความเช&ือด้านสขุ ภาพ (The Health belief model; HBM) ดงั นี g1) การ
รับรู้โอกาสเสยี& ง (perceived susceptability) เป็นการรับรู้โอกาสในการเกิดโรคของบคุ คล 2) การรับรู้ความ
รุนแรง (perceived seriousness) เป็นการที&บุคคลคิด รับรู้ เก&ียวกับโรค ความรุนแรงของความเจ็บป่ วย
การรับรู้การคกุ คาม (perceived threat) ซ&ึงส่งผลโดยตรงต่อการแสดงพฤติกรรมการป้องกนั 3) การรับรู้
ประโยชน์ และ 4) การรับรู้อุปสรรค นอกจากนียg ังมีปัจจัยอ&ืนท&ีเก&ียวข้อง ประกอบด้วย ปัจจัยทางด้าน
ประชากร เช่น เพศ อายุ เชือg ชาติ เป็นต้น ปัจจยั ทางด้านจิตสงั คม เช่น ลกั ษณะสว่ นบคุ คล กลมุ่ เพ&ือน เป็น
ต้น ปัจจัยเชิงโครงสร้ าง เช่น ความรู้เกี&ยวกับโรค การเคยเจ็บป่ วย หรือสัมผัสกับโรคมาก่อน เป็นต้น
(McEwen & Wills, 2011)

6.2 การปรับเปล6ียนพฤติกรรมสุขภาพ (health behavior change) เพ&ือให้บุคคลมีสขุ ภาวะ
ดงั นนัg การปรับเปล&ียนพฤติกรรมสขุ ภาพเพื&อนําส่พู ฤติกรรมท&ีเหมาะสมจะช่วยป้องกนั การเกิดโรคและการ
เจ็บป่ วย ตลอดจนการปรับเปล&ียนพฤติกรรมสขุ ภาพเมื&อมีภาวการณ์เจ็บป่ วยแล้วจะช่วยป้องกนั การเกิด
ภาวะแทรกซ้อนและทําให้มีคุณภาพชีวิตท&ีดี โดยเน้นให้บุคคลหรือผู้รับบริการเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจ และให้อํานาจในการต่อรอง ร่วมมือกันทํางานเป้าหมายเพื&อพัฒนาศักยภาพให้บุคคลได้คิด
วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ด้วยตวั เอง (นิตย์ ทศั นิยม และสมพนธ์ ทศั นิยม, ™®®®) ซง&ึ การแก้ไขปัญหาหรือ
ปรับเปล&ียนพฤติกรรมสขุ ภาพ สามารถดําเนินการได้หลายวิธีและอาจใช้หลายวิธีร่วมกนั ในการปรับเปล&ียน
พฤตกิ รรม ดงั นี g

1) การให้ ข้ อมูลข่าวสาร การศึกษาและส&ือสารข้ อมูลทางสุขภาพท&ีถูกต้ อง เพื&อการ
เปลยี& นแปลงด้านความรู้ ทศั นคตแิ ละการเปลยี& นแปลงพฤตกิ รรมของบคุ คล

2) การปรับเปลี&ยนคา่ นิยม ความเช&ือ และบรรทดั ฐานทางสงั คม เชน่ คา่ นิยมการดื&มเหล้า สบู
บหุ ร&ีในผ้ชู ายวา่ เป็นเรื&องปกตทิ &ีสามารถทําได้หรือเป็นการแสดงออกของการเป็นลกู ผ้ชู าย เป็นต้น

3) การให้รางวลั หรือการลงโทษ การให้รางวลั หรือการให้คําชมหรือการประกาศยกย่องเม&ือ
บคุ คลปรับเปล&ียนพฤติกรรมสขุ ภาพได้ เช่น การสร้างบคุ คลต้นแบบ ครัวเรือนต้นแบบ เป็นต้น จะเป็นแรง
เสริมทางบวกหรือเป็นแรงจงู ใจที&จะทําให้บคุ คลกระทําพฤติกรรมสขุ ภาพที&ดีนีตg ่อไป ในขณะเดียวกนั เม&ือ

96

บุคคลกระทําพฤติกรรมใดแล้วถกู ไม่ได้รับการยอมรับจากบุคคลอ&ืนก็มีแนวโน้มท&ีจะทําให้บุคคลนนัg หยดุ
การกระทํานนั g

4) การใช้กฎหมายบังคับเพื&อให้บุคคลมีการปรับเปล&ียนพฤติกรรมถือเป็นวิธีการหรือ
มาตรการสดุ ท้ายที&จะทําให้บคุ คลปรับเปล&ียนพฤติกรรมสขุ ภาพคือการออกกฎหมายบงั คบั เช่น การห้าม
สบู บหุ ร&ีในสถานที&ราชการ สถานบริการสขุ ภาพ เป็นต้น ซงึ& ถ้าบคุ คลฝ่าฝืนจะถกู ลงโทษหรือมีความผิดต้อง
รับโทษตามท&ีกฎหมายบญั ญัติไว้ ทงัg นีนg อกจากกฎหมายจากรัฐแล้วการสร้างนโยบายสาธารณะที&เอือg ต่อ
สุขภาพ หรือการกําหนดกติกาข้อตกลงระดับชุมชนเพ&ือส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้ปรับเปลี&ยน
พฤติกรรมสขุ ภาพ เช่น การกําหนดให้หม่บู ้านเป็นหม่บู ้านงานบญุ งานศพปลอดเหล้า การจดั ทําธรรมนญู
สขุ ภาพระดบั ตําบล เป็นต้น

เปา้ หมายที&มงุ่ ให้ประชาชนมีการปรับเปลี&ยนพฤติกรรมสขุ ภาพเพ&ือให้มีพฤติกรรมสขุ ภาพที&ดีและ
สามารถพฒั นาไปส่คู รอบครัวและสงั คมสขุ ภาพ ทงัg นีภg าครัฐ (เจ้าหน้าท&ีผ้ใู ห้บริการ) และประชาชนต้องมี
การปรับเปล&ียนวิธีคิด โดยต้องเช&ือมนั& ว่าประชาชนสามารถคิดเป็น ทําเป็น พึ&งพาตนเองด้านสขุ ภาพได้
พร้อมทงัg ยงั สามารถเข้ามามีสว่ นร่วมในการพฒั นาสขุ ภาพของครอบครัวและชมุ ชน อนั จะช่วยลดภาระใน
การดแู ลสขุ ภาพและลดคา่ ใช้จา่ ยด้านสขุ ภาพทงัg ของประชาชนและประเทศชาตลิ งได้อยา่ งยง&ั ยืน

6.3 ปัจจยั ระบบการรักษาท6มี ีอยู่ในสังคม
ระบบการรักษาที&มีอย่ใู นสงั คม ประกอบไปด้วย 3 สว่ นย่อยท&ีมีความสมั พนั ธ์กนั (Kleinman,

1980) ได้แก่ 1) ส่วนของสามญั ชน (popular) เป็นระบบการดแู ลตนเองของผ้ทู ี&เจ็บป่ วย ซงึ& ครอบครัวและ
ญาติพี&น้องเป็นผู้มีส่วนสําคญั ต่อการหาวิธีการรักษา 2) ส่วนของวิชาชีพ (professional) อนั ได้แก่สถาน
บริการสขุ ภาพตงัg แต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิ และ 3) ส่วนโบราณหรือพืนg บ้าน (folk) ซ&ึงเป็นส่วนที&
สาํ คญั และเก&ียวข้องกบั วิถีวฒั นธรรมของประชาชนในชมุ ชน

นอกจากนีแg ล้วมิติของสังคมวัฒนธรรมที&เก&ียวข้องต่อความเส&ียงทางด้านสุขภาพของ
ประชาชน ประกอบด้วย “วฒั นธรรมของชาวบ้าน” (Lay culture) ท&ีมีอิทธิพลตอ่ ทศั นคติ การรับรู้ ตลอดจน
“วฒั นธรรมองค์กร” (Organizational culture) และ“วฒั นธรรมของผ้เู ชี&ยวชาญ”Professional culture) ที&มี
อิทธิพลตอ่ แบบแผนความคิด วิธีการปฏิบตั ิในชมุ ชนวิชาการของผ้เู ชี&ยวชาญ กระบวนการสร้างองค์ความรู้
การออกแบบแผนงานโครงการท&ีเกี&ยวข้องกับสขุ ภาพ ซ&ึงปัจจุบนั ได้ให้ความสําคญั ในการศึกษาระบาด
วิทยาวัฒนธรรม (Cultural epidemiology) ศึกษาเกี&ยวกับแบบแผนทางวัฒนธรรมท&ีมีผลต่อพฤติกรรม
เสี&ยงทางด้านสุขภาพของคนและชุมชน ทังg เวลา บุคคล สถานที& ท&ีมีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ การ
กระจายตวั แบบแผนของความเจ็บป่ วย และสมั พนั ธ์เกี&ยวข้องกบั อิทธิพลทางสงั คม เข่น ความไมเ่ ทา่ เทียม
ในสงั คม ความสมั พนั ธ์เชิงอํานาจ อิทธิพลจากกระแสโลกาภิวฒั น์ เป็นต้น (สํานกั วิจยั สงั คมและสขุ ภาพ
และแผนงานวฒั นธรรมกบั ความเสยี& งสขุ ภาพ, 2559)

97

6.4 วัฒนธรรมของชุมชนท6เี ก6ียวข้องกับการดแู ลสุขภาพ
ชมุ ชนแต่ละชมุ ชนนนัg มีวฒั นธรรมที&แตกต่างกนั ขึนg กบั ความคิดความเชื&อท&ีได้รับสืบทอดกนั

มาสามารถแสดงให้เห็นทงัg ในรูปแบบของความคิด ความเชื&อและการกระทํา ซ&ึงวฒั นธรรมของชุมชนนนัg
เป็นส่วนสําคญั ต่อการดแู ลสขุ ภาพของชมุ ชน การทําความเข้าใจวฒั นธรรมการดแู ลของชมุ ชนจะช่วยให้
พยาบาลชุมชนนําใช้วฒั นธรรมเพื&อการออกแบบการดแู ลที&มีความไวเชิงวฒั นธรรม และช่วยให้เช&ือมต่อ
การดแู ลสกู่ ารออกแบบบริการสขุ ภาพได้อย่างสอดคล้องกบั บริบทสงั คมวฒั นธรรม ตวั อย่างจากการศกึ ษา
ระบบการดแู ลของชุมชนเพ&ือครอบครัวเด็ก 0-5 ปี โดยใช้การวิจยั เชิงคณุ ภาพแบบชาติพนั ธ์ุวรรณนาเชิง
วิพากษ์ (Critical ethnography) สามารถสรุปกลมุ่ ก้อนของวฒั นธรรมการดแู ลของชมุ ชนเพื&อครอบครัวเดก็
¯-® ปี ได้ ˜ กล่มุ ก้อนท&ีล้วนมีความเก&ียวข้องกนั คือ –) การสืบสานภมู ิปัญญาและวฒั นธรรมเดิม ™) การ
ดแู ลท&ีตอบสนองต่อภารกิจของหน่วยงาน และ˜) การเสริมศกั ยภาพขององค์กรชุมชน ในการผสานและ
เชื&อมตอ่ การดแู ลครอบครัวเดก็ ¯-® ปี (อรุณณี ใจเท&ียง, 2561) ดงั นี g

1) การสบื สานภมู ิปัญญาและวฒั นธรรม ดงั นี g
1.1) การดแู ลเม&ือเจ็บป่ วยตามวิถีเดิม ตามความเชื&อของคนในพืนg ที& การเจ็บป่ วยหรือ

อาการผิดปกติบางอยา่ งไมส่ ามารถท&ีจะอธิบายหรือหาสาเหตไุ ด้ จงึ แสวงหาการดแู ลรักษาเพ&ือช่วยบรรเทา
อาการหรือการเยียวยา เช่น ทานเป็นลกู ตุ๊เจ้า (พระสงฆ์) พิธีส่งหาบส่งหาม ตามความเช&ือท&ีว่าเป็นการ
แสดงความเคารพให้แก่พ่อเกิดแม่เกิดของเด็ก ความเชื&อเร&ืองผีย่าหม้อนึ&งอญั เชิญวิญญาณเพื&อสอบถาม
สาเหตแุ ละวิธีแก้ไข การใช้สมนุ ไพรในการดแู ลสขุ ภาพโดยปราชญ์ผ้เู ช&ียวชาญด้านสมนุ ไพร อาสาสมคั ร
เช&ียวชาญสาขาสมนุ ไพรร่วมกบั หนว่ ยบริการสขุ ภาพ เป็นต้น

1.2) วฒั นธรรมการอยรู่ ่วมกนั ตามความเป็นอย่ดู งัg เดิม การพง&ึ พาอาศยั กนั อย่แู บบพี&
น้อง เช่น วฒั นธรรมการสร้างการมีส่วนร่วม เป็นการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแสดง
ความคิดเห็น ร่วมลงมือทํา ร่วมรับผลประโยชน์ ใน“ข่วงกํากึ±ด” (ลานความคิด) วฒั นธรรมการช่วยเหลือ
เกือg กลู โดยการสร้างและพฒั นาอาสาสมคั รมืออาชีพ จดั ให้มีการระดมเงินเพื&อจดั สวสั ดิการเยี&ยมไข้ยาม
เจ็บป่วย เป็นต้น

1.3) งานบุญ ประเพณี ศิลปะล้านนา ประกอบด้วย การจัดงานบุญประเพณีตาม
จนั ทรคติปฏิทินโบราณ เช่น ประเพณีป²ีใหม่เมืองหรือวนั สงกรานต์ งานลอยกระทงหรือย&ีเปง โสนกรรมหรือ
การล้างป่ าช้าและทําบุญอทุ ิศให้แก่ผู้ท&ีล่วงลบั ไปแล้ว เป็นต้น พิธีเลียg งเสือg บ้าน (ผีบรรพบุรุษของชุมชน)
อนรุ ักษ์ผญ๋าล้านนาหรือภมู ิปัญญาพืนg บ้านท&ี ดนตรีพืนg เมืองกลองหลวง ซะล้อ ซอ ซงึ

2) การดแู ลที&ตอบสนองตอ่ ภารกิจของหน่วยงาน องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ&น การพฒั นางาน
และกิจกรรมบูรณาการนําสู่งานประจํา ปฏิบัติ สืบต่อกันมาจนเป็น “วิถี” หรือเป็น “วัฒนธรรมของ
หน่วยงาน องค์กร” มุ่งแก้ไขปัญหาและความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน ประกอบด้วย (1) การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนทกุ เพศทกุ วยั เข้าถึงการศึกษา สร้างให้ชมุ ชนเป็น

98

สงั คมแห่งการเรียนรู้ (2) การดแู ลสขุ ภาพเม&ือจําเป็นโดยจดั บริการสขุ ภาพเพื&อดแู ลประชาชนทงัg ในกรณี
ปกติ และเจ็บป่ วยฉกุ เฉิน (3) การสร้างอาสาสมคั รและพฒั นาขีดความสามารถของอาสาสมคั รในชมุ ชนทงัg
อาสาสมัครเดิมและอาสาสมัครใหม่ (4) การจัดการสิ&งแวดล้อมในชุมชนเพื&อเอือg ต่อสุขภาพและความ
เป็นอย่ทู ี&ดีของเด็ก 0-5 ปี ครอบครัว (5) การส่งเสริมวิถีความเป็นอยู่ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โดยการลดรายจ่าย ปลกู พืชผกั ทําป๋ ยุ หมกั เป็นต้น เพ&ิมการออม สง่ เสริมอาชีพ และการอยรู่ ่วมอยา่ งสนั ติ
และพง&ึ พากนั

3) การเสริมศกั ยภาพขององค์กรชมุ ชน ในการผสานและเช&ือมต่อการดแู ลครอบครัวเด็ก 0-5
ปี เป็นกระบวนการนําใช้ทนุ ทางสงั คมและศกั ยภาพชมุ ชน ซงึ& องค์กรชมุ ชนได้รับการหนนุ เสริมจนเกิดความ
เข้มแข็งและเป็นกลไกหลกั ที&สําคญั ในการดแู ลครอบครัวเด็ก 0-5 ปี เช่น ทกั ษะแกนนํา ผ้นู ําชมุ ชน ปราชญ์
ชาวบ้าน การสานความร่วมมือกล่มุ องค์กร ภาคประชาชน การสานความร่วมมือของกล่มุ องค์กรภาค
ประชาชน และการสนบั สนนุ จากหน่วยงานองค์กรที&เก&ียวข้องทงัg ภาครัฐและเอกชนในพืนg ท&ีและนอกพืนg ที&
สนบั สนนุ ด้านคน งาน งบประมาณ ข้อมลู (อรุณณี ใจเที&ยง, 2561) ซงึ& สรุปได้ดงั แผนภาพท&ี 3.3

99

แผนภาพท6ี 3.3 ตวั อยา่ งวฒั นธรรมการดแู ลของชมุ ชนเพื&อครอบครัวเดก็ 0-5 ปี
ท6มี า: อรุณณี ใจเท&ียง (2561)

100

7. พฤตกิ รรมสุขภาพกับการเจบ็ ป่ วย

7.1 การแสวงหาการรักษา
ขันg ตอนการแสวงหาการรักษา (stage in health seeking) ตามแนวคิดของ ไอกุน (Igun,

–—§— อ้างใน วรัญญา เพ็ชรคง, ™®®¯) ได้กล่าวถึงขันg ตอนของการแสวงหาแหล่งบริการสุขภาพ เช่น
ความหมายของการเจ็บป่ วย ซงึ& เป็นการตีความตามกรอบวฒั นธรรมของผ้ปู ่ วยเอง ชีใg ห้เห็นว่าอิทธิพลของ
กลมุ่ เครือญาติและครอบครัวมีความสําคญั ในการกําหนดความหมายของอาการเจ็บป่ วยและวิธีการรักษา
โดยมี –¯ ขนัg ตอนของการแสวงหาแหลง่ บริการสขุ ภาพ ดงั นี g

1) ขนัg ตอนการประสบกบั อาการเจ็บป่ วย (symptom-experience) เป็นขนัg ตอนที&บคุ คลรู้หรือ
เห็นได้ด้วยตนเอง วา่ อาการเจ็บป่วยเป็นภาวะความผิดปกติ ซงึ& บคุ คลจะใช้ประสบการณ์เป็นสง&ิ บอกให้รู้วา่
อาการเจ็บป่ วยเป็นอย่างไร รุนแรงหรือไม่รุนแรง จะมีผลกระทบอย่างไร และจะนําไปส่ขู นัg ตอนการรักษา
หรือสนทนาแลกเปลยี& นความรู้ความเข้าใจในเรื&องเจ็บป่วยกบั ญาตทิ &ีสาํ คญั

™) ขนัg ตอนการรักษาตนเอง (self medication of self treatment) เม&ือบคุ คลเข้าใจอาการ
เจ็บป่ วยท&ีประสบอยู่ ก็จะทําให้การรักษาด้วยตนเองเม&ือรู้ว่าอาการเจ็บป่ วยไม่รุนแรงมากนกั แต่ถ้าอาการ
เจ็บป่ วยมีผลกระทบรุนแรง บคุ คลก็จะเปล&ียนความรู้ความเข้าใจโดยการสนทนากบั ญาติที&มีความสําคญั
กบั เขา

˜) ขันg ตอนการสนทนาแลกเปล&ียนความรู้ความเข้ าใจกับญาติที&มีความสําคัญ
(communication with significant others) ขนัg ตอนนีอg าจทําได้ ™ ทาง คือ บุคคลใช้ประสบการณ์ในการ
ประเมินอาการเจ็บป่ วยท&ีประสบอยู่ และนํารายละเอียดของการเจ็บป่ วยไปสนทนาและแลกเปลี&ยนความ
คดิ เหน็ กบั ญาติ หรือญาตเิ ป็นฝ่ายให้ความคดิ เหน็ เองเมื&อได้สงั เกตอาการของผ้ปู ่วย

¨) ขนัg ตอนการประเมินอาการเจ็บป่ วย (assessment of symptom) เมื&อผ้ปู ่ วยได้สนทนา
และแลกเปล&ียนความคิดเห็นกบั ญาติแล้ว และเห็นวา่ อาการเจ็บป่ วยมีผลตอ่ ผ้ปู ่ วย เช่น ในเรื&องการทํางาน
ก็จะให้ผ้ปู ่วยหยดุ พกั จากงานปกตทิ &ีทําอยู่

®) ขนัg ตอนการแสดงบทบาทผู้ป่ วย (assessment of sick role) เป็นขนัg ตอนที&ผู้ป่ วยและ
ญาติเห็นพ้องต้องกนั วา่ บคุ คลนนัg มีอาการเจ็บป่ วยจริง เขาจะถกู ยอมรับวา่ ไมจ่ ําเป็นต้องแสดงบทบาททาง
สงั คมตามปกติได้ และจะได้รับการยกเว้นการปฏิบตั ิหน้าท&ีตามปกติ บคุ คลจงึ เข้าสบู่ ทบาทของผ้ปู ่ วยอยา่ ง
เต็มตวั ญาติและครอบครัวจะต้องรับผิดชอบดแู ลผ้ปู ่ วยและเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า ผ้ปู ่ วยเองก็ต้อง
เช&ือฟังและให้ความร่วมมือกบั ญาตผิ ้ดู แู ล

¡) ขันg ตอนแสดงความห่วงใย (expression of concerns by kin and closed friends)
เป็นขนัg ตอนท&ีเกิดหลงั จากการยอมรับว่าผ้ปู ่ วยมีอาการเจ็บป่ วยและผ้ปู ่ วยยอมรับบทบาทของผ้ปู ่ วย ญาติ
จึงมาแสดงความห่วงใยต่อผู้ป่ วย เช่น การเย&ียมเยียน การดูแล รวมทงัg การให้คําแนะนําเกี&ยวกับวิธีการ
รักษาและให้ความรู้ตอ่ อาการเจ็บป่วย

101

§) ขันg ตอนการประเมินวิธีการและผลการรักษา (assessment of probable efficacy or
Appropriateness of sources of treatment) เป็ นการประเมินที&อาศัยความรู้ท้ องถิ&นหรือภูมิปัญญา
ท้องถิ&น หรือสงั คมที&ผ้ปู ่ วยสงั กดั เช่น ถ้าประเมินว่าความเจ็บป่ วยเกิดจากผีทํา ก็จะต้องรักษาด้วยวิธีการ
ทางไสยศาสตร์ เป็นต้น

) ขันg ตอนการเลือกวิธีและแหล่งรักษา (selection of treatment plan) เป็นขันg ตอนท&ี
บคุ คลเลอื กวิธีและแหลง่ รักษาเป็นการชง&ั นําg หนกั หรือผลดีผลเสยี ในเร&ืองคา่ ใช้จา่ ยและผลของการรักษา ซงึ&
จะนําไปสกู่ ารเลือกแหลง่ รักษาและการเข้าหาผ้ทู ําการรักษา รวมถงึ การใช้ยาหรือการซือg ยามารักษาด้วย

—) ขันg ตอนการรักษา (treatment) เป็นการเข้าหาหรือพบผู้ทําการรักษา จะเป็นไปใน
ลกั ษณะการสนทนาปรึกษาหารือ การขอยา หรือการรักษาด้วยวิธีการตา่ งๆ สว่ นการใช้ยาและวิธีการรักษา
ด้วยตนเอง เชน่ การใช้ยาที&มีอยู่ หรือยาท&ีซือg มา รวมทงัg การใช้วิธีการอ&ืน

–¯) ขนัg ตอนการประเมินผลการรักษา (evaluation of effect or the process of treatment)
ระหว่างกระบวนการรักษา ผู้ป่ วยและญาติจะทําการประเมินวิธีการรักษาและผู้ให้การรักษา ถ้าอาการ
เจ็บป่ วยยงั ไม่หาย จะมีการประเมินอีกครังg เพื&อเลือกวิธีการรักษาและแหล่งรักษาใหม่ หรืออาจจะนําไปสู่
การเปลี&ยนหมด เปล&ียนวิธีการรักษา เช่น อาจจะเปล&ียนจากการรักษากับหมอพืนg บ้านไปรักษากับหมอ
สมยั ใหม่ หรือจะเปลยี& นสถานท&ีรักษากลบั ไปกลบั มาได้

11) ระยะหายหรือฟื นg ฟูสขุ ภาพ (recovery and rehabilitation) เป็นขนัg ตอนท&ีผู้ป่ วยจะ
ฟื นg ฟสู ภาพตนเองเพ&ือให้กลบั มามีสขุ ภาพแขง็ แรงดงั เดมิ

พฤติกรรมความเจ็บป่ วยของผ้ปู ่ วยหนึ&งคน จะพบว่าไม่ได้เกิดขึนg อย่างเดี&ยวๆ โดยท&ีไม่มี
ความสมั พนั ธ์กบั สิ&งอ&ืนใด ผ้ปู ่ วยคนนนัg จะแสดงอาการเจ็บป่ วยออกมาอย่างไร ก็ขึนg อย่กู บั ปัจจยั แวดล้อม
ตา่ งๆ มากมาย ก่อนท&ีคนๆ หนงึ& จะตดั สนิ ใจอยา่ งไร ปรึกษาใคร หรือไปหาแหลง่ ท&ีพงึ& ทางด้านสขุ ภาพท&ีไหน
รูปแบบของการแสวงหาก็ล้วนสมั พนั ธ์อยกู่ บั บคุ ลิกภาพสว่ นบคุ คล พฤติกรรม และความสมั พนั ธ์ทางสงั คม
ของเขาเอง นอกจากนีพg ฤติกรรมความเจ็บป่ วยยงั ขึนg อยู่กับการให้ความหมายของความเจ็บป่ วย แต่ละ
ความเช&ือเกี&ยวกบั สาเหตกุ ารเจ็บป่วยนนัg ด้วย

การศกึ ษาพฤติกรรมการเจ็บป่ วยและการรักษาจะเป็นพฤติกรรมเป็นขนัg เป็นตอน (stages
of illness) การเคล&ือนจากขนัg ตอนหนง&ึ ไปสอู่ ีกขนัg ตอนหนง&ึ เป็นผลจากกระบวนการตดั สนใจในการประเมิน
อาการ หาสาเหตขุ องโรค เลือกแหลง่ การรักษาที&เหมาะสม ประเมินผลของการรักษา (ถ้าไมห่ าย) และเลือก
แหล่งการรักษาใหม่จนกระท&ังหายจากโรค ในกระบวนการตัดสินใจนี g สังคมโดยเฉพาะผู้ใกล้ชิด คือ
ครอบครัว ญาติพี&น้อง และเพ&ือนฝูง มีบทบาทในการตัดสินใจอย่างมาก บุคคลเหล่านีนg ักสังคมวิทยา
เรียกว่า “Lay referral system” (ทวีทอง หงษ์วิวฒั น์, 2535) ขนัg ตอนในการแสวงหาการรักษา (stages in
health seeking) ไมจ่ ําเป็นต้องผา่ นทกุ ขนัg ตอนเสมอไป ดงั นนัg ในทางปฏิบตั ิการประยกุ ต์เอาแนวคดิ ขนัg ตอน
ความเจ็บป่ วย ซง&ึ เน้นกระบวนการตดั สินใจมาใช้ในการอธิบายพฤติกรรมการแสวงหาการรักษาพยาบาล

102

ในสงั คม จึงมีความหลากหลายและมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป ซ&ึงพบข้อสรุปท&ีสําคญั 5 ประการ
ดงั นี g(ทวีทอง หงษ์วิวฒั น์, 2535)

1) ครอบครัว ญาติพ&ีน้องและผู้ใกล้ชิดที&มีความสําคัญของผู้ป่ วย (significant others) มี
บทบาทอย่างมากในการประเมินอาการ สาเหตุความเจ็บป่ วย ตลอดจนแนะนําแหล่งบริการรักษาที&
เหมาะสม

2) การวินิจฉยั สาเหตคุ วามเจ็บป่วย ซงึ& สะท้อนความเช&ือ หรือทฤษฎีสาเหตคุ วามเจ็บป่วยของ
ชาวบ้าน เป็นตวั กําหนดท&ีสําคญั ของการเลือกแหล่งรักษาพยาบาล เช่น อาการเด็กทารกท&ีร้ องไม่หยุด
(เพราะปวดท้อง หรือแน่นท้อง) ชาวอีสานบางแห่งเรียกอาการนีวg ่า โรคกําเริด ซงึ& พ่อแม่นิยมพาไปให้หมอ
มนต์เป่ ากําจัดโรคนี g แทนที&จะพาไปหาเจ้าหน้าที&สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาล เป็นต้น (Nuntaboot,
1994)

3) ชาวบ้านมกั เลือกแหล่งบริการท&ีตนเองมีความค้นุ เคย แพทย์หรือผ้ใู ห้บริการให้ความเป็น
กันเอง สนใจถามสารทุกข์สุกดิบของคนไข้และครอบครัว กล่าวอีกนัยหน&ึงคือ มีเนือg หาทางสังคมและ
วฒั นธรรมในกระบวนการรักษาและไมม่ ีความหา่ งทางสงั คมระหวา่ งผ้ใู ห้และผ้รู ับบริการ มกั มีการกลา่ ววา่
ท&ีชาวบ้านยังนิยมไปรักษากับหมอแผนโบราณ หมอผี หรือการรักษาทางไสยศาสตร์อื&นๆ ก็เพราะว่า
กระบวนการรักษามีเนือg หาทางสงั คมและวฒั นธรรมซ&ึงช่วยเสริมกําลงั ใจให้แก่คนไข้ ส่วนแพทย์หรือผ้ใู ห้
การรักษาแผนใหม่มกั รักษาแต่โรค ไม่สนใจคนไข้ ให้เวลารักษาน้อย ใช้เวลาตรวจคนไข้เพียง 2-3 นาที
เทา่ นนัg และน&ีคือสาเหตทุ &ีคนไข้ไมย่ อมไปหาแหลง่ บริการสมยั ใหม่ นอกจากจําเป็นจริงๆ

4) เหตุผลด้านความห่างทางสังคม สําหรับการเลือกใช้บริการ สิ&งที&ผู้ป่ วยและครอบครัว
แสวงหาก็คือ การรักษาอาการไม่สบายของเขาให้หายขาด นี&เป็นเหตผุ ลที&สําคญั ท&ีสดุ ในการตดั สินใจใช้
บริการ การท&ีชาวบ้านไม่นิยมไปใช้บริการท&ีรพ. หรือท&ีเรียกติดปากว่าสถานีอนามยั มิใช่เพราะเจ้าหน้าที&มี
ความห่างทางสังคมกับชาวบ้ าน แต่เป็ นเพราะว่าชาวบ้ านรับรู้โดยประสบการณ์ว่ารพ.สต. ไม่มี
ประสิทธิภาพในการรักษาความเจ็บป่ วยของเขา แหล่งบริการบางแห่งแม้จะอยู่ไกล แต่ถ้ารักษาความ
เจ็บป่วยของชาวบ้านได้และชาวบ้านศรัทธาในความสามารถนี gเขาก็จะดนัg ด้นไปหา

5) การเลือกแหล่งสถานบริการมีลกั ษณะเป็นขนัg ตอนตามการคล&ีคลายของอาการ กล่าวคือ
การประเมินเลือกแหลง่ บริการที&เหมาะสม ขนึ g กบั อาการและความจําเป็นเฉพาะหน้าอ&ืนๆ อาการป่ วยระยะ
เร&ิมต้นอาจไม่รุนแรงนกั ชาวบ้านก็จะเลือกบริการท&ีสะดวก เหมาะสมกบั เง&ือนไขเฉพาะหน้าของครอบครัว
เม&ือไม่หาย อาการรุนแรงขึนg จึงมีการประเมินอาการและเลือกแหล่งบริการใหม่ท&ีชาวบ้านเชื&อว่าจะทําให้
อาการป่ วยหาย กล่าวโดยสรุป ในเหตุการณ์ความเจ็บป่ วยหน&ึงๆ มกั มีการใช้บริการรักษามากกว่าหนึ&ง
แหลง่ แบบแผนการใช้แหลง่ บริการเหลา่ นี gโดยทวั& ไปมกั ใช้ทีละแหลง่ เป็นลําดบั ๆ แหลง่ แรกไมห่ ายจงึ หนั ไป
ใช้แหล่งท&ีสอง การใช้แหล่งรักษาตงัg แต่ 2 แห่งขึนg ไปพร้ อมๆ กันมีอยู่ แต่ไม่มากนัก (สมจิต แดนสีแก้ว,
วิลาวณั ย์ ชมนิรัตน์, วนั เพญ็ ปัณราช, และพนิษฐา พานิชาชีวะกลุ , 2560)

103

7.2 พฤติกรรมการรักษาของคนอีสานกับประเด็นในการพัฒนาภาวะสุขภาพท6ีพยาบาล
หรือบุคคลทางด้านสาธารณสุขต้องคาํ นึงถงึ ดงั นี g

1) ลักษณะของวัฒนธรรมการรักษาของคนอีสานแบบพหุลักษณ์ให้ คุณค่าแก่
ประสบการณ์การรักษาทงัg ทางตรงและทางอ้อม โดยผ่านคําบอกเลา่ ในการกําหนดทางเลือกในการรักษาท&ี
มีอย่อู ย่างหลากหลาย ชีใg ห้เห็นว่าคนอีสานเปิดตนเองให้พร้อมท&ีจะรับแนวคิด หรือความรู้ใหม่ และปรับ
ความรู้เดิมเพ&ือเป็นแนวทางในการกําหนดพฤติกรรมการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาล แพทย์ และ
เจ้าหน้าที&สาธารณสขุ หรือแม้แต่ผ้รู ักษาพืนg บ้าน ควรตระหนกั ในการคงอย่ขู องแนวคิดตามวฒั นธรรมการ
รักษาของคนอีสานนี gการวางแผนการพฒั นาภาวะสขุ ภาพควรต้องมีการวิเคราะห์แนวคิดการรักษาของคน
ในแต่ละท้องถ&ินอย่างจริงจงั การกําหนดกิจกรรมการพฒั นาภาวะสขุ ภาพใดๆ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบ
ตอ่ การสง&ั สมความรู้และการผสมผสานแนวคดิ การรักษาของคนในชมุ ชนด้วย

2) เมื&อคนอีสานอธิบายการเจ็บป่ วย และพฤติกรรมการรักษาในขอบเขตท&ีกว้างและ
หลากหลายเชน่ นี gพยาบาล แพทย์ และเจ้าหน้าที&สาธารณสขุ ต้องตระหนกั วา่ แนวคดิ ทางวิทยาศาสตร์เป็น
เพียงแนวทางหน&ึงเท่านนัg การเปิดโอกาสให้ตนเองได้ศึกษาแนวทางอื&นๆ ที&ผ้ปู ่ วยและกล่มุ ของผ้ปู ่ วยและ
ญาติได้ใช้ เป็นสิ&งท&ีควรทําเพ&ือให้สามารถวิเคราะห์ร่วมกบั ผ้ปู ่ วยและกล่มุ ของผ้ปู ่ วยและญาติในการวาง
แผนการรักษาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม โดยเลือกวิธีการ หรือพฤติกรรมที&ดีที&สุดในการกําจัดการ
เจ็บป่วยแตล่ ะครังg ประเดน็ นีเgป็นการสง่ เสริมให้เจ้าหน้าที&มีบทบาทที&สอดคล้องกบั ความคาดหวงั ตามความ
เช&ือของผ้ปู ่วยและญาติ คือการเป็นทงัg ผ้รู ักษาและผ้รู ่วมทีมในการจดั การกบั การเจ็บป่วย

3) วัฒนธรรมการรักษาของคนอีสาน ชีใg ห้เห็นความสําคัญและการมีส่วนร่วมของ
เครือขา่ ยทางสงั คมตอ่ กระบวนการการรักษา เมื&อกลมุ่ ของญาติ เพื&อนบ้าน และผ้ปู ่ วย คือกลมุ่ คนท&ีผ้รู ักษา
ต้องเก&ียวข้องด้วยเมื&อให้การรักษาแก่ผู้ป่ วย การสื&อสารแลกเปล&ียนความรู้เกี&ยวกับการรักษาระหว่าง
ผ้รู ักษาและคนกล่มุ นี gต้องมีความชดั เจนจึงจะเอือg ให้เกิดการตดั สินใจเลือกกําหนดพฤติกรรมการรักษาที&
เหมาะสม เป็นที&ยอมรับของทกุ ฝ่าย และสง่ ผลต่อช&ือเสียงของผ้รู ักษาและวิธีรักษา เนื&องจากประสิทธิภาพ
ของทงัg ผ้รู ักษาและวิธีรักษาขนึ g อยกู่ บั คําบอกเลา่ ตอ่ ๆ กนั ของคนกลมุ่ นีดg ้วย การสอ&ื สารอาจต้องอาศยั วิธีการ
แบบพืนg บ้านเชน่ กนั

4) การใช้ “ยา” มีความสําคัญมาก การให้ความรู้เกี&ยวกับการใช้ยาตามหลักการทาง
วิทยาศาสตร์ ต้องตอ่ เน&ืองและให้สอดคล้องกบั วิถีชีวิต และแนวคดิ การรักษาของคนอีสานด้วย

5) แนวคดิ ในการปอ้ งกนั การเจ็บป่วยของวฒั นธรรมการรักษาของคนอีสาน เป็นประเดน็ ที&
เอือg ให้การนํากลวิธีต่างๆ ในการป้องกันโรคตามแนวการแพทย์แผนปัจจุบนั มาใช้ โดยอาศยั ฐานความรู้
ตามประสบการณ์ท&ีพบในคนท้องถิ&นนนัg ๆ มาร่วมอธิบาย

ประเด็นท&ีสําคญั ท&ีสดุ คือ แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที&สาธารณสขุ ของระบบการแพทย์
แผนปัจจบุ นั ควรวิเคราะห์พฤติกรรมการรักษาของคนอีสานจากมมุ มองของคนอิสาน ร่วมกบั แนวคิดของ

104

การแพทย์เชิงวิทยาศาสตร์ เพ&ือให้การดําเนินการพฒั นาภาวะสขุ ภาพของคนในชมุ ชนเป็นไปอย่างได้ผลดี
เป็นที&ยอมรับของทกุ ฝ่าย

7.3 การแสดงบทบาททางสังคมของผู้ป่ วยตามแนวคิดโครงสร้ างหน้าท6ีนิยมของ
พาร์ สัน การแสดงบทบาททางสงั คมของผู้ป่ วยตามแนวคิดโครงสร้ างหน้าท&ีนิยมของพาร์สนั (Parson,
1978 อ้างถึงใน สมจิต แดนสีแก้ว, วิลาวณั ย์ ชมนิรัตน์, วนั เพ็ญ ปัณราช, และพนิษฐา พานิชาชีวะกลุ ,
2560) ได้เสนอสาระสําคญั 4 ประการ ท&ีผ้ปู ่วยต้องกระทําหน้าท&ีทางสงั คมและได้รับความคาดหวงั ให้แสดง
บทบาทนนัg ได้แก่

1) ผ้ปู ่ วยได้รับการละเว้นจากภาระความรับผิดชอบทางสงั คมตามปกติที&เป็นอยู่ ระยะเวลาท&ี
บคุ คลจะได้รับการละเว้นจากภาระความรับผิดชอบทางสงั คมจะสมั พนั ธ์กบั รูปแบบและความรุนแรงของ
ความเจ็บป่ วยแต่ละบคุ คล ยิ&งเจ็บป่ วยรุนแรงมากก็จะได้รับสิทธ•ิเพ&ิมขึนg เช่น ผ้ปู ่ วยมะเร็งได้รับการละเว้น
ไม่ต้องปฏิบัติหน้าท&ีทางสังคมเป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน นอกจากนันg การท&ีบุคคลใดจะเข้าสู่
สถานภาพและบทบาทของผ้ปู ่ วยได้นนัg ทงัg ผ้ปู ่ วยและผ้เู ก&ียวข้องหลายฝ่ายจะต้องตระหนกั และยอมรับต่อ
ความเจ็บป่ วยนนัg ด้วย ผ้ปู ่ วยจึงจะสามารถละเว้นจากการปฏิบตั ิหน้าที&ทางสงั คมตามปกติได้ แต่ภายใต้
สภาพแวดล้อมเจ็บป่ วยอย่างเดียวกนั ความสามารถท&ีจะยอมรับต่อบทบาทความเจ็บป่ วยของแต่ละคน
ย่อมไม่เท่ากัน คนยากจนจะยอมรับบทบาทได้อย่างลําบาก เพราะตนเองจําเป็นต้องทํางานหาเลียg งชีพ
ในขณะที&คนรวยมีแนวโน้มจะยอมรับบทบาทผ้ปู ่วยได้งา่ ย เพราะวา่ มีอํานาจซือg บริการสขุ ภาพได้สะดวก

ในการกําหนดบทบาทผู้ป่ วย แพทย์จะเป็นผู้ทําหน้าท&ีทางสงั คมและสร้ างความชอบธรรม
ให้แก่ผ้ปู ่ วย แพทย์จึงมีอํานาจทงัg ท&ีเป็นทางการและอํานาจทางวิชาชีพต่อการกําหนดว่าผ้ปู ่ วยแต่ละราย
ควรได้รับการละเว้นจากการทําหน้าที&ตามปกติของตนมากน้อยเพียงใดโดยการออกใบรับรองแพทย์ เป็น
ต้น

2) ผ้ปู ่ วยต้องได้รับความช่วยเหลือจากผ้อู ื&น บคุ คลท&ีเกิดความเจ็บป่ วยอาจทําให้ไม่สามารถ
ช่วยเหลือตนเองได้ หรือช่วยเหลือตนเองได้ไม่เต็มท&ีเหมือนท&ียงั ปกติ การเจ็บป่ วยที&เกิดขึนg จะถกู พิจารณา
ว่าเป็นสิ&งท&ีอยู่นอกเหนืออํานาจควบคุมของผู้ป่ วย ไม่มีความจําเป็นที&ผู้ป่ วยจะรู้สึกผิดเพราะช่วยเหลือ
ตวั เองไมไ่ ด้ ผ้ปู ่วยจงึ จําเป็นต้องได้รับการดแู ลรักษาจากผ้อู ื&นเพ&ือให้หายจากความเจ็บป่วยนนัg

3) ผู้ป่ วยต้องพยายามทําให้ตนเองหายเป็นปกติ เนื&องจากความเจ็บป่ วยเป็นสภาพความ
ผิดปกตทิ &ีทําให้บคุ คลไมส่ ามารถทําหน้าท&ีได้ตามปกติ จงึ เป็นสภาพที&ทงัg ผ้ปู ่วยและผ้อู ื&นไมอ่ ยากให้เป็น การ
ละเว้นจากหน้าท&ีความรับผิดชอบทางสงั คมของบคุ คลขณะเจ็บป่ วยจงึ เป็นเร&ืองชวั& คราวและเป็นเงื&อนไขบีบ
บงั คบั ให้พยายามกลบั คืนสสู่ ภาวะปกตโิ ดยเร็วท&ีสดุ

4) ความจําเป็นท&ีผู้ป่ วยจะได้รับการดูแลรักษาและให้ความร่วมมือในการรักษากับแพทย์
ผ้ปู ่ วยจําเป็นต้องแสวงหาการรักษาจากแพทย์รวมทงัg ผ้ใู ห้การรักษาอ&ืนๆ เพ&ือให้กลบั ส่สู ภาพปกติโดยเร็ว
ท&ีสดุ แตเ่ ป็นผ้ปู ่ วยบางรายอาจจะชะลอความเจ็บป่ วยของตนเองให้เนิ&นนานออกไปมากท&ีสดุ เพื&อจะให้ตน

105

ได้สทิ ธิ•หรือรับผลประโยชน์บางอยา่ ง เชน่ การได้รับการปรนนิบตั ิจากญาติพี&น้อง ไมต่ ้องเคร่งเครียดกบั งาน
ดงั นนัg แพทย์จงึ เป็นกลไกสําคญั ท&ีจะควบคมุ ความเจ็บป่ วย ด้วยการทําให้ผ้ปู ่ วยกลบั คืนสสู่ ภาวะปกติเทา่ ท&ี
จะเป็นไปได้โดยเร็วท&ีสุด แพทย์หรือผู้ให้การรักษาอ&ืนๆ จึงมีบทบาททังg เป็นผู้รักษาความเจ็บป่ วยและ
ตรวจสอบ เพื&อยืนยนั ว่าบุคคลใดเจ็บป่ วยและสมควรได้รับการละเว้นจากการทําหน้าที&เพื&อแสดงความ
รับผิดชอบทางสงั คมตามท&ีเคยทําอยู่ และพิจารณาว่าบคุ คลใดที&หายป่ วยและสามารถกลบั คืนส่สู งั คมได้
ตามปกติ

ในขณะที&บุคคลอยู่ในบทบาทของผู้ป่ วย จะมีความพยายามหาทางกลบั คืนส่สู ภาวะปกติของ
สขุ ภาพ และยงั ถกู คาดหวงั ให้แสวงหาแหลง่ บริการสขุ ภาพเพื&อเยียวยาความเจ็บป่ วยของตน ซง&ึ การเลือก
วิธีการรักษาของบคุ คลเม&ือเจ็บป่ วยว่าจะเลือกวิธีการรักษาโดยวิธีใด ปัจจยั สําคญั ประการหน&ึงท&ีมีผลต่อ
พฤตกิ รรมการรักษาคือ ความเช&ือเกี&ยวกบั สาเหตกุ ารเจ็บป่วยของตน

7.4 ความเช6ือเร6ืองการเจบ็ ป่ วยและสาเหตุการเจบ็ ป่ วย
ความเช&ือเก&ียวกับสาเหตุของการเจ็บป่ วยนีเg ป็นประเด็นที&สําคญั ยิ&งในการกําหนดแนวการ

รักษาที&เหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ เนื&องจากการแก้ไขที&สาเหตนุ า่ จะเป็นสงิ& ท&ีต้องการมากที&สดุ การไปรับ
การตรวจวินิจฉยั โรคที&ประชาชนต้องการคือ การไปวิเคราะห์หาสาเหตุ หรือที&มาของอาการของโรค เชื&อว่า
หากวิเคราะห์ได้ การรักษาหรื อการแก้ ไขย่อมดําเนินไปอย่างมีเป้าหมายท&ีการหายไปของอาการหรื อโรค
ตามลกั ษณะของการเจ็บป่ วยแตล่ ะแบบ แนวคิดเกี&ยวกบั สาเหตขุ องการเจ็บป่ วย ขนึ g อย่กู บั ความเช&ือในแต่
ละระบบการแพทย์ หรือการรักษา การพดู ถึงสาเหตขุ องการเจ็บป่ วยในหม่ปู ระชาชนทวั& ไป มกั จะมีความ
แตกต่างกนั กบั กล่มุ ผ้ใู ห้การรักษาหรือแพทย์ ผ้รู ักษามกั จะพดู ถึงความเช&ือในแนวคิดของตนเอง เชื&อมโยง
กบั วิธีการรักษาของตน สว่ นประชาชนผ้ใู ช้บริการมกั มีความเช&ือที&หลากหลายผสมผสานกนั ไม่เลือกตาม
แนวทางของการแพทย์แผนใดแผนหนง&ึ เป็นการเลอื กคําอธิบายตามลกั ษณะการเจ็บป่วยและประสทิ ธิภาพ
การรักษาที&ได้ผลดีจากประสบการณ์ที&ผ่านมา โดยสรุปแล้วสาเหตุการเจ็บป่ วยมกั ถูกจัดให้เป็น 2 กล่มุ
ใหญ่ๆ คือ สาเหตุทางธรรมชาติ และสาเหตุนอกเหนือธรรมชาติ การแบ่งกลุ่มนีไg ม่ใช่การแบ่งกลุ่มโดย
เด็ดขาด ในบางสงั คมวฒั นธรรม อาการเดียวกันอาจมีสาเหตุต่างกลุ่มกันได้ ขึนg อยู่กับการตีความและ
วิเคราะห์หาสาเหตขุ องแต่ละสงั คม ซงึ& ชีใg ห้เห็นว่าความเจ็บป่ วยหรือการตีความการเจ็บป่ วยเป็นเร&ืองท&ีถกู
กําหนดโดยวฒั นธรรมอยา่ งแท้จริง

ตวั อย่างความเช&ือเกี&ยวกบั สาเหตกุ ารเจ็บป่ วยของคนอีสานจากการศกึ ษาของ Nuntaboot ในปี
1994 ดงั นี gการเจ็บป่ วยเกิดได้จากหลายสาเหตุ (multiplicity in illness causation) คนท้องถิ&นอีสานรับรู้
ความเจ็บป่ วยในทิศทางและขอบเขตที&กว้างกว่าแนวคิดทางการแพทย์แผนปัจจุบนั โดยอาจตีความการ
เจ็บป่ วยตามความรุนแรงของอาการท&ีปรากฏจากผลกระทบตอ่ ความสามารถในการดําเนินชีวิตประจําวนั
ของผ้ปู ่ วยแต่ละคน ผลกระทบต่อคนในครอบครัวและเพื&อนบ้านและวิธีการรักษา แนวคิดทางการแพทย์
แผนปัจจุบนั เป็นแนวคิดหนึ&งที&ใช้ตีความ หรืออธิบายการเจ็บป่ วยบางอย่าง ซึ&งมีโรคเป็นสาเหตทุ ี&สําคญั

106

และรักษาได้ด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนปัจจบุ นั สว่ นการเจ็บป่ วยอื&นๆ ก็สามารถอธิบายได้เช่นกนั จาก
แนวคดิ อ&ืน คนอีสานยอมรับทกุ วิธีการรักษาวา่ ดีและมีประสทิ ธิภาพเมื&อใช้รักษาถกู กบั โรค หรือการเจ็บป่วย
ที&เป็น (Nuntaboot, 1994)

สําหรับการรับรู้ของคนอีสาน สาเหตขุ องการเจ็บป่ วยไม่ได้มีเพียงสาเหตเุ ดียว แต่มาจากหลายๆ
สาเหตุ สาเหตกุ ารเจ็บป่ วยท&ีพบในสงั คมไทยอีสาน อธิบายได้ตามแนวคิดของสาเหตนุ อกเหนือธรรมชาติ
และสาเหตตุ ามธรรมชาติ กลา่ วคือ สาเหตนุ อกเหนือธรรมชาติ ได้แก่ การกระทําของผี วิญญาณ เวทมนต์
คณุ ไสย การหมดอายุ ผลกรรม เป็นต้น สาเหตตุ ามธรรมชาติ ได้แก่ การเจ็บป่ วยที&เกิดจากเชือg โรคหรือจาก
โรค การเปลี&ยนแปลงของอากาศ การกินผิด การคิดมาก การทํางานท&ีใช้แรงงานมากเกินไป เลือดไม่ดี
นําg เหลืองไม่ดี การเปล&ียนแปลงของร่างกายตามอายุขยั เหล่านีเg ป็นต้น สาเหตขุ องการเจ็บป่ วยเดียวกนั
อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่ วยอื&นๆได้หลายการเจ็บป่ วย เช่นผีอาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่ วยต่างๆ ได้
(ขนิษฐา นนั ทบตุ ร วนั เพญ็ ปัณราช และ สขุ มุ าล ธนาเศรษฐองั กลู , 2550) ดงั แผนภาพที& 3.4

1. ผี วิญญาณ 1) ผบี รรพบรุ ษุ
2) ผีเจ้าท่ี ผีบ้านผนี า
2. หมดอายุ 3) ผฟี ้า
4) ผปี อบ
การเจบ็ ป่วย 3. การกระทาํ ที่ผิด
•บ่มีแฮง 4. ไมท่ ราบสาเหตุ 1) ผ่าตดั ผดิ
•ปว่ ย 2) คดิ มาก
•ปว่ ยหลาย 3) กนิ ผิด

5. กรรมเวร 1) เช้ือโรค
6.โรค 2) เลอื ดไมด่ ี
3) ทําผิด กนิ ผิด ทํางานหนกั เกนิ ไป
4) เปน็ ไปตามความรว่ งโรยของสังขาร
5) การเปล่ยี นแปลงของอากาศ
6) ไมท่ ราบสาเหตุ

แผนภาพท6ี k.4 สาเหตขุ องการเจ็บป่วยตามการรับรู้ของคนอีสาน
ท&ีมา: Nuntaboot (1994)

107

สาเหตุการเจ็บป่ วยมีนําg หนักความสําคญั และความรุนแรงต่อการเจ็บป่ วยต่างกัน เช่น ผู้ป่ วยมี
โรคเบาหวาน แต่ป่ วยหนกั จากการกระทําของผีนา ในกรณีนีผg ีนาเป็นสาเหตขุ องการเจ็บป่ วยท&ีมีนําg หนกั
ความสําคญั มากกว่าเบาหวาน หรือการที&ผ้ปู ่ วยเด็กที&เป็นโรคเลือดมีอาการรุนแรงขนึ g จากการกระทําของผี
เชือg ผีเชือg จึงเป็นสาเหตุท&ีสําคญั ท&ีเป็นเป้าหมายหลกั ของการรักษา ซ&ึงการรักษาต้องกําจดั ท&ีสาเหตุหาก
สาเหตไุ มป่ รากฏชดั การรักษายอ่ มไมไ่ ด้ผล

8. บทบาทของพยาบาลชุมชน

8.1 การพฒั นาสมรรถนะความไวเชงิ วัฒนธรรม (cultural sensitivity) โดยการทําความเข้าใจ
วฒั นธรรม ความคิด ความเชื&อของประชาชนในชมุ ชน ไม่ดว่ นตดั สินพฤติกรรมท&ีประชาชนแสดงออกวา่ ผิด
หรือถูก โดยการพัฒนาสมรรถนะทางด้านวัฒนธรรมสามารถใช้แนวคิดของแคมพินฮา – บาคอท
(Compinha –Bacote) ประกอบด้วย การตระหนกั รู้เกี&ยวกบั วฒั นธรรม การมีองค์ความรู้เกี&ยวกบั วฒั นธรรม
การมีทกั ษะการประเมินทางวฒั นธรรม และการเผชิญความตา่ งทางวฒั นธรรม

8.2 การประเมินทางวัฒนธรรม (Cultural assessment) ในกลุ่มประชากรเป้าหมายและ
วัฒนธรรมของชุมชน การประเมินทางวฒั นธรรมเป็นกระบวนการท&ีเป็นระบบ ในการรวบรวมข้อมลู ของ
บุคคล ครอบครัว กล่มุ ชุมชน เกี&ยวกับวฒั นธรรมความเชื&อด้านสขุ ภาพ ความคิด ท&ีส่งผลต่อพฤติกรรม
สุขภาพ เพื&อนําข้อมูลที&ได้เข้าสู่การวางแผน ออกแบบบริการสุขภาพท&ีสอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรม
(Andrew & Boyle, 2012) เปา้ หมายของการประเมินทางวฒั นธรรมคือ การได้ข้อมลู ที&มีความถกู ต้องจาก
กล่มุ ประชากรเป้าหมายที&ให้การดูแลและชุมชน ความหมายของพฤติกรรมด้านสขุ ภาพ พยาบาลได้ทํา
ความเข้าใจวฒั นธรรมท&ีมีผลตอ่ พฤติกรรมการแสดงออก ซง&ึ จะนําสกู่ ารสร้างการยอมรับและการออกแบบ
การให้การดแู ลท&ีเหมาะสม

108

เอกสารอ้างองิ

ขนิษฐา นันทบุตร. (™®®¯). ระบบการดูแลสุขภาพชุมชน: แนวคิด เคร6ืองมือ การออกแบบ.
ขอนแก่น: อษุ า การพิมพ์.

ขนิษฐา นนั ทบตุ ร, วนั เพ็ญ ปัณราช, และสขุ มุ าล ธนาเศรษฐองั กลู . (™®®¯). พฤติกรรมสขุ ภาพ. ใน เปรื&อง
จิตร รัศมี, วนั เพ็ญ ปัณราช, และลฆั วี ปิยะบณั ฑิตกลุ (ผ้รู วบรวม). เอกสารประกอบการสอน
วิชา …†‡ kˆ‰ การพยาบาลสุขภาพชุมชน ‰.ขอนแก่น: สาขาวิชาการพยาบาลชุมชน คณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.

ทวีทอง หงษ์วิวฒั น์. (2535). แนวคิดพืนg ฐานทางสงั คมวิทยาการแพทย์. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
สังคมวทิ ยาการแพทย์ หน่วยท6ี 1-8. กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน.

นิตย์ ทัศนิยม ,และ สมพนธ์ ทัศนิยม. (™®®®). การสร้ างเสริมสุขภาพ : การสร้ างพลังอํานาจ.
ขอนแก่น : คลงั นานาวิทยา.

พักตร์ วิไล ศรี แสง. (2557). ท ฤ ษ ฎี แ ล ะ แ น ว คิ ด ท า ง ก า ร พ ย า บ า ล . ขอนแก่น: โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.

ย ศ สัน ต ส ม บัติ . (2559). ม นุ ษ ย์ กั บ วั ฒ น ธ ร ร ม . พิ ม พ์ ค รัgง ที& 4. ก รุ ง เ ท พ ฯ : สํ า นัก พิ ม พ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์

วรัญญา เพ็ชรคง. (™®®¯). การแสวงหาบริการสขุ ภาพและการเยียวยาความเจ็บป่ วย, ใน โกมาตร จึง
เสถียรทรัพย์, ชาติชาย มกุ สง, ประชาธิป กระทา, วรัญญา เพ็ชรคง (บรรณาธิการ). วัฒนธรรม
สุขภาพกับการเยียวยา: แนวคดิ ทางสังคมและมานุษยวทิ ยาการแพทย์. กรุงเทพฯ: สามลดา.

วิจิตร ศรีสพุ รรณ, วิลาวณั ย์ เสนารัตน์ และขนิษฐา นนั ทบุตร. (บรรณาธิการ). (2560). การพัฒนาศูนย์
เรียนรู้และนวัตกรรมทางการพยาบาลเพ6อื การสร้างเสริมสุขภาพ. นนทบรุ ี: มาตาการพิมพ์.

วิจิตร ศรีสพุ รรณ, วิลาวณั ย์ เสนารัตน์ และขนิษฐา นนั ทบตุ ร. (บรรณาธิการ). (2558). 7 ชุดการเรียนรู้
การพยาบาลเพ6ือการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการขับเคล6ือนวิชาชีพการพยาบาลเพ6ือการ
สร้างเสริมสุขภาพ. นนทบรุ ี: มาตาการพิมพ์.

สมจิต แดนสีแก้ว, วิลาวัณย์ ชมนิรัตน์, วันเพ็ญ ปัณราช, และพนิษฐา พานิชาชีวะกุล, (2560) .
วัฒนธรรมและพฤติกรรมสุขภาพ. ใน เกศินี สราญฤทธิชัย, และสมจิต แดนสีแก้ว. เอกสาร
ประกอบการสอนวิชาการพยาบาลสุขภาพชุมชน 2. ขอนแก่น: คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. เอกสารอดั สาํ เนา.

สปุ รียา ตนั สกลุ . (2550). ทฤษฎีทางพฤตกิ รรมศาสตร์: แนวทางการดําเนินงานในงานสขุ ศกึ ษาและสง่ เสริม
สขุ ภาพ. Journal of Health Education, 30(105). 1-15p.

สํานกั วิจยั สงั คมและสขุ ภาพ และแผนงานวฒั นธรรมกบั ความเส&ียงสขุ ภาพ. (2559). วัฒนธรรมกับความ
เส6ียงสุขภาพ. นนทบรุ ี: สํานกั วิจยั สงั คมและสขุ ภาพ

109

อรุณณี ใจเท&ียง. (2561). ระบบการดแู ลของชุมชนเพ6อื ครอบครัวเดก็ 0-5 ปี . วิทยานิพนธ์ปริญญา
ปรัชญาดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวชิ าการพยาบาล บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.

Andrews, M. M., & Boyle, J. S. (2012). Transcultural concepts in nursing care. 6th ed. Philadelphia
: Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins.

Campinha-Bacote, J. (2011). Delivering Patient-Centered Care in the Midst of a Cultural Conflict
: The Role of Cultural Competence. The Online Journal of Issues in Nursing,16(2).

Helman, C. G. (1990). Culture, Health, and Illness. 2nd eds. London: Wright.
Kolbe, L. (1988). The Application of Health Behavior Research Education and Health Promotion.

In Health behavior emerging research perspective. New York: Plenum Press.
McFarland, M. R. & Wehbe-Alamah, H. B. ( 2015). Culture care diversity and universality: a

worldwide nursing theory. 3rd eds. Massachusetts: Jones & Bartlett Learning.
McEwen, M, & Wills, E. M. (2011). Theoretical basis for nursing. 3rd ed. Philadelphia : Wolters

Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins.
Nuntaboot, K. (1994). Cultural perception of illness in rural Northeastern, Ph.D. Thesis. Massey

university, Palmerston north, New Zealand.
Orem, D. (1995). Nursing concepts of practice. St. Louis: Mosby.
Pender, N. (1987). Health promotion in nursing practice. Norwalk: Appleton & Lange.
Raingruber, B. ( 2017) . Contemporary Health Promotion in nursing practice. 2nd ed.

Massachusetts: Jones & Bartlett Learning.
Ray, M. A. (2010). Transcultural Caring Dynamics in Nursing and Health Care. Philadelphia:

Davis Company.
Rosenstock, I. (1974). The health belief model and preventive Behavior. Health Education

Monographs, 2(4); 354-385.
Sulat, J. S., Prabandari, Y. S., Sanusi, R., Hapsari, E. D. &Santoso, B. (2018). The validity of health

belief model variables in predicting behavioral change. Health Education, 118(6), 499-
512p.
Winkelman, M. (2009). Culture and Health: Applying medical anthropology. San Francisco:
Jossey-Bass.
World Health Organization [WHO]. (1948). WHO definition of Health. Retrieve 10th January, 2018,
from http://www.who.int/about/definition/en/print.html

110

World Health Organization Europe [WHO-Euro]. (1986). Ottawa Charter for Health Promotion.
Retrieve 10th January, 2018, from http://www.euro.who.int/_data/assets/
pdf_file/0004/129532/Ottawa_Charter.pdf


Click to View FlipBook Version