ก
ชื่อผลงานวิจัย : การปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการเรยี นให้มวี นิ ัยและความรบั ผิดชอบ
ของนกั ศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ชื่อผวู้ จิ ัย
ตาแหน่ง : นางสาวอัศมาภรณ์ เจริญนาน
วฒุ ิการศึกษา : ครู กศน.ตาบล
สถานศกึ ษาทีต่ ิดต่อ : บรหิ ารการศกึ ษาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยบรู พา
ปีท่ีทาวิจัยเสรจ็ : สานักงาน กศน.อาเภอแหลมงอบ
ประเภทงานวิจัย : ปีการศกึ ษา 2563
: การเรียนการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………..
บทคัดย่อ
งานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มี
วินัย และความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีข้ึนของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การสัมภาษณ์ ขอ้ มูลดา้ นการเรียนของ
แต่ละวิชาและการตอบแบบสอบถามจากนักศึกษา การใช้แรงจูงใจเสริมแรงโดยให้คาชมเชยแก่นักศึกษา
รวมท้ังดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ สนใจเรียนในแต่ละวิชา ซึ่งทาให้นัก ศึกษามีความ
กระตือรือร้นต่อการมาเรียนมากข้ึน มีความเอาใจใส่ต่อการเรียน รับผิดชอบและสนใจในการเรียนมากขึ้น
ทาให้บรรยากาศการเรยี นภายในห้องเรียนท่ี เอื้อต่อการเรยี นรมู้ ีความต้ังใจเรียนมากขึ้น มีความรับผิดชอบ
ต่อหน้าท่ีการขาดเรียนหรือมาสายลดน้อยลง ทางานท่ีได้รับมอบหมายและส่งงานตรงกาหนดเวลา รู้จัก
ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกนั ด้วยความเตม็ ใจ
คานา
ผู้วิจยั ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ืองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้มีวินัยและความรับผิดชอบ
ของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงนาผลงานวิจัยนี้มา ปรับเปล่ียน
พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยจึงได้ศึกษาต่อและปรับปรุงพัฒนาเคร่ืองมือ วิจัยให้
ครอบคลุมมากย่ิงข้ึน โดยได้ทาการศึกษากับนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย
นางสาวอศั มาภรณ์ เจรญิ นาน
ครู กศน.ตาบล
สารบัญ
บทคัดย่อ 1
คานา 1
สารบัญ 2
สารบัญ (ต่อ) 2
บทที่ 1 บทนา 2
2
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา ……………………………………………………….
ความสาคัญของการศึกษา .................................................................................... 3
วตั ถปุ ระสงค์ ……………………………………………………………………………………………..
สมมตุ ฐิ านการวิจยั ………………………………………………………………………………….... 13
ขอบเขตของการศกึ ษาค้นควา้ ……………………………………………………………..…….. 13
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ……………………………………………………………………………………… 14
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง 14
เอกสารทีเ่ กีย่ วข้อง ................................................................................................ 14
บทท่ี 3 วิธีการดาเนินการวจิ ัย
แบบแผนการวิจัย .................................................................................................. 15
ประชากร/กลุม่ ตวั อยา่ ง ........................................................................................ 16
เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย .......................................................................................
การดาเนนิ การวจิ ยั /การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ........................................................... 18
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล .............................................................................
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย 18
การวิเคราะห์ขอ้ มูล .....................................................................................................................
ตารางแสดงความมวี ินัย ความรับผดิ ชอบและความสนใจการเรียนของ 18
นกั ศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ครั้งที่ 1) .
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ความมีวินยั ความรับผดิ ชอบและความสนใจการเรียน
ของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(คร้งั ท่ี 1) ..............................................................................................................
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ความมวี นิ ัย ความรบั ผดิ ชอบและความสนใจการเรียน
ของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ครั้งที่ 2) ..............................................................................................................
ตารางแสดงความมวี นิ ัย ความรบั ผดิ ชอบและความสนใจการเรียนของ
นักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ครัง้ ท่ี 2) .
สารบัญ (ต่อ)
บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 20
ความมงุ่ หมาย ....................................................................................................... 20
ประชากร/กลุม่ ตัวอย่าง ........................................................................................ 20
เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการศึกษาคน้ คว้า ......................................................................... 20
วิธกี ารดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูล ..................................................................... 20
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ............................................................................................... 20
สรปุ ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล .................................................................................... 22
ขอ้ เสนอแนะ ............................................................................................................ 23
24
บรรณานกุ รม ................................................................................................................................
คณะผู้จดั ทา ................................................................................................................................
บทที่ 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
ปัจจุบนั สงั คมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ท้ังในดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมอื ง การปกครอง
จึงจาเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ มาเกื้อหนุนกันซึ่งต้องมีการพัฒนาโดยต้องคานึงถึงทรัพยากรท่ีมี
คุณภาพและสิ่งที่สาคัญท่ีสุดคือทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ โดยจะต้องมีคุณสมบัติด้านสมรรถภาพทาง
ร่างกายและจติ ใจที่ดี มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถ มีความอดทน ขยนั ขนั แข็ง ไม่ยอ่ ทอ้ ต่อความยาก
ลาบาก กลา้ เผชิญปัญหาและอปุ สรรคด้วยความมุ่งมั่น ถา้ มนุษย์ทกุ คนมคี ุณสมบัติดังกล่าวกจ็ ะเป็นผู้มีวินัย
ในตนเอง ซึ่งจะเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนในสังคมต้องปฏิบัติ เพราะจะทาให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
วินัยจึงเป็นคุณธรรมที่ควรสร้างและปลูกฝังให้ทุกคนใช้เป็นแนวทางสาหรับบังคับพฤติกรรมของตนเอง ทา
ให้บรรลุตามจุดหมายของชีวิตและประสบความสาเร็จในชีวิตเพราะฉะน้ันครูควรสร้างสรรค์วินัยให้เกิดแก่
ผู้เรียน เมื่อผู้เรียนมีวินัย มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนจะทาให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนให้
เป็นไปในทางทด่ี งี าม จงึ ควรมีการปลกู ฝังใหย้ ึดถือและปฏิบตั อิ ยา่ งเคร่งครดั ถา้ หากในสังคมไม่มกี ารปลูกฝัง
และพัฒนาเด็กให้มวี ินัยและมีคณุ ภาพแล้ว การพฒั นาสังคมและประเทศก็จะเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธภิ าพ
จึงควรต้องปลูกฝังวินัยในตนเองให้เป็นพ้ืนฐาน ในที่สุดก็จะสามารถพัฒนาประเทศชาติให้มีความก้าวหน้า
มากยิ่งข้ึน ดังน้ัน การศึกษาจึงเป็นส่ิงที่สาคัญและมีความจาเป็นอย่างมากในการที่จะพัฒนาให้มนุษย์มี
ประสิทธภิ าพและศักยภาพสงู สุด
จากการเป็นคุณครูประจากลุม่ กศน.ตาบลแหลมงอบ ซึ่งมีหน้าท่ีดูแลนักศึกษาด้านพฤติกรรมและ
การเรยี นของนักศึกษา ท้งั ภายในและภายนอกห้องเรยี น พบวา่ พฤติกรรมการเรียนของนกั ศกึ ษาบางคนใน
ห้องเรียนไม่สนใจเรียน ขาดความรับผิดชอบและระเบียบวินัยจึงทาให้บรรยากาศการเรียนรู้ไม่เอ้ือต่อการ
เรียนการสอนและมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จึงทาให้เกิดปัญหาในการเรียนรู้จะส่งผลต่อนักศึกษาบางคน
ท่ีมีผลการเรียนค่อนข้างต่า จึงต้องใช้กระบวนการวิจัยมาแก้ปัญหา โดยการนาทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎี
แรงจูงใจ และทฤษฎีการวางเงื่อนไข มาใช้กับนักศึกษาเพื่อเป็นการพัฒนาและปรับเปล่ียนพฤติกรรมการ
เรียนและส่งเสรมิ ศกั ยภาพของนักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพและความสามารถของตนเอง ซึง่ จะ
ส่งผลให้นักเรียนมีวินัย ความรับผิดชอบในหน้าท่ีของตนเอง มีบรรยากาศการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม เป็นการ
ปลูกฝังระเบียบวินัย การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ทาให้สามารถพัฒนานักศึกษาให้เกิดการเรียนรู้
อยา่ งมีประสิทธิภาพและมผี ลการเรยี นดีขนึ้
ความสาคัญของการศึกษา
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ทาให้ทราบถึงด้านพฤติกรรมการเรียน เมื่อนักศึกษามีการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมให้เป็นผู้ท่ีมีวินัยในตนเองและความรับผิดชอบ จะทาให้นักศึกษาสนใจเรียนและมีความขยัน
อดทน มีแรงจูงใจ ทาให้มีผลการเรียนดีข้ึน ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน ท่ีจะนามาเสริมสร้างพัฒนา
นกั ศกึ ษาให้มีคณุ คา่ มีคุณประโยชน์ตอ่ ครอบครัว โรงเรยี น สังคมและประเทศชาติต่อไป
๒
วัตถุประสงค์
เพ่ือเป็นการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าท่ีและการ
เรยี นดีข้ึนของนักศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
สมมตุ ฐิ านการวจิ ยั
การปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการเรยี นให้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหนา้ ทข่ี องนกั ศึกษา ทาให้
สามารถพัฒนาศกั ยภาพดา้ นพฤติกรรมและการเรยี นให้ดีขึ้น
ขอบเขตของการศกึ ษาคน้ ควา้
1. ประชากร ในการศึกษาคน้ ควา้ เปน็ นกั ศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับช้ันมัธยมศกึ ษา
ตอนปลาย จานวน 7 คน
2. ตัวแปรทศี่ ึกษา
2.1 ตัวแปรอิสระ คือ พฤตกิ รรมด้านวินยั และความรับผิดชอบตอ่ ตนเอง ได้แก่
วินัยในตนเอง
ความรับผิดชอบ
แรงจูงใจในการเรยี น
2.2 ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมด้านความมวี นิ ยั ในตนเอง
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
ความมีวนิ ยั ในตนเอง หมายถึง การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บและไม่ทาผิดต่อกฎระเบียบใน
การเป็นนกั เรยี น
ความรบั ผิดชอบ หมายถึง ความม่งุ ม่ันของนักเรียนทจ่ี ะงานท่ไี ด้รับมอบหมายใหส้ าเรจ็ ลลุ ่วงดว้ ยดี
และตั้งใจเรียนอยา่ งเตม็ ความสามารถ
แรงจูงใจในการเรียน หมายถึง การแสดงพฤติกรรมเมื่อถูกกระตุ้นจากส่ิงเร้า เช่น คาชมเชย การ
ใหร้ างวัล ฯลฯ แลว้ สามารถประพฤตติ นได้บรรลเุ ปา้ หมายโดยการเรยี นรู้ของแตล่ ะคน
๓
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง
การศกึ ษาเอกสาร และงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้องกบั การวิจยั ครั้งนี้ ผวู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษารายละเอยี ดตา่ งๆ ดังน้ี
เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ งมีดังน้ี
จิตวทิ ยาการศึกษา
เจตคติ (Attitude)
ทฤษฎีแรงจงู ใจ
จิตวทิ ยาการศกึ ษา
จิตวิทยาการศึกษา มีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษา การสร้างหลักสูตรและการเรียนการสอน
โดยคานึงถึงความแตกต่างของบุคคล นักศึกษาและครู จาเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาการศึกษา
เพอ่ื จะได้เข้าใจพฤติกรรมของผูเ้ รียนและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนถงึ ปัญหาต่างๆเกี่ยวกบั การเรียนการ
สอน
ความสาคัญของการศกึ ษาจิตวทิ ยาการศกึ ษา
ความสาคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาและบทเรียน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เน้นความสาคัญ
ของความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ของการศึกษาบทเรียนตลอดจนถึงหน่วยการเรียน เนื่องจาก
วัตถุประสงค์จะเป็นตัวกาหนดการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีพัฒนาการ และทฤษฎีบุคลิกภาพ เปน็ เรื่อง
ที่นักศึกษาและครูจะต้องมีความรู้เพราะจะช่วยให้เข้าใจเอกลักษณ์ของผู้เรียนในวัยต่าง ๆ โดยเฉพาะวัย
อนุบาล วัยเด็ก และวัยรุ่น ซ่ึงเป็นวัยที่กาลังศึกษาในสถานศึกษา ความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่ม
นอกจากมีความเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยต่าง ๆ แล้ว ครูผู้สอนจะต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคลและกลุ่มทางด้านระดับเชาวน์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง
นักจิตวิทยาได้คิดวิธีการวิจัยท่ีจะช่วยช้ีให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นตัวแปรที่สาคัญในการ
เลือกวิธีสอนและในการสร้างหลักสูตรท่ีเหมาะสม ทฤษฎีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาท่ีศึกษาวิจัยเก่ียวกับการ
เรียนรู้ นอกจากจะสนใจว่าทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยนักศึกษาให้เรียนรู้และจดจาอย่างมีประสิทธิภาพได้
อย่างไรแล้ว ยังสนใจองค์ประกอบเกี่ยวกับตัวของผู้เรียน เช่น แรงจูงใจว่ามีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้
อย่างไร ความรู้เหล่าน้ีก็มีความสาคัญต่อการเรียนการสอน ทฤษฎีการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา
นกั จิตวทิ ยาการศกึ ษาได้เป็นผ้นู าในการบกุ เบิกต้ังทฤษฎีการสอน ซ่งึ มคี วามสาคัญและมีประโยชน์เทา่ เทียม
กับทฤษฎีการเรียนรู้และพัฒนาการในการช่วย ครูผู้สอนเกี่ยวกับการเรียนการสอน สาหรับเทคโนโลยีใน
การสอนท่ีจะช่วยครไู ด้มากก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หลักการสอนและวิธีสอนนกั จิตวิทยาการศกึ ษา
ได้เสนอหลักการสอนและวิธีการสอนตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แต่ละท่านยึดถือ เช่น หลักการสอนและวิธี
สอนตามทัศนะนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษย์นิยม หลักการวัดผลและประเมินผล
การศึกษา ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้จะช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่า การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
หรือไม่ หรือผู้เรียนได้สัมฤทธ์ิผลตามวัตถุประสงค์เฉพาะของแต่ละวิชาหรือหน่วยเรียนหรือไม่ เพราะถ้า
๔
ผู้เรียนมีสัมฤทธ์ิผลสูง ก็จะเป็นผลสะท้อนว่าโปรแกรมการศึกษามีประสิทธิภาพและการสร้างบรรยากาศ
ของห้องเรียน เพื่อเอื้อการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักศึกษา ความสาคัญของจิตวิทยา
การศึกษาต่ออาชพี ครมู ีความสาคัญในเรื่องต่อไปนี้
1. ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของผู้เรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลักพัฒนาการทั้งทางร่างกาย
สตปิ ญั ญา อารมณ์ สงั คม และบคุ ลกิ ภาพเปน็ สว่ นรวม
2. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของผู้เรียน เช่น อัตมโนทัศน์ ว่า
เกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร และเรยี นร้ถู งึ บทบาทของครใู นการท่ชี ว่ ยผเู้ รียนให้มีอัตมโนทัศนท์ ่ีดีและถูกต้องได้อยา่ งไร
3. ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลเพ่ือจะได้ช่วยผู้เรียนเป็นรายบุคคลให้
พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบคุ คล
4. ช่วยใหค้ รูรู้วธิ จี ัดสภาพแวดล้อมของห้องเรยี นใหเ้ หมาะสมแก้วัยและขัน้ พฒั นาการของผ้เู รียน
เพ่อื จูงใจใหน้ ักศกึ ษามคี วามสนใจและมีความที่อยากจะเรยี นรู้
5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่าง ๆ ท่ีมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเช่นแรงจูงใจอัตมโนทัศน์
และการตัง้ ความคาดหวงั ของครูที่มตี ่อผู้เรียน
6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน เพื่อทาให้การสอนมีประสิทธิภาพสามารถช่วย
ให้ผู้เรียนทกุ คนเรยี นตามศกั ยภาพของแต่ละบุคคล โดยคานึงถงึ หวั ข้อต่อไปนี้
6.1 ชว่ ยครเู ลือกวัตถปุ ระสงคข์ องบทเรียนโดยคานงึ ถึงลักษณะนสิ ยั และความแตกต่าง
ระหว่างบคุ คลของผู้เรียนทจ่ี ะต้องสอนและสามารถท่ีจะเขียนวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจว่าส่ิงคาดหวังให้
ผู้เรียนรู้มีอะไรบ้าง โดยถือว่าวัตถุประสงค์ของบทเรียนคือสิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนทราบ เม่ือจบบทเรียนแล้ว
ผู้เรียนสามารถทาอะไรไดบ้ า้ ง
6.2 ช่วยครูในการเลอื กหลักการสอนและวธิ ีสอนท่เี หมาะสม โดยคานงึ ลกั ษณะนิสัยของ
ผเู้ รียนและวิชาทส่ี อน และกระบวนการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น
6.3 ชว่ ยครใู นการประเมนิ ไมเ่ พียงแต่เฉพาะเวลาครูได้สอนจนจบบทเรียนเท่านนั้ แตใ่ ช้
ประเมนิ ความพร้อมของผเู้ รยี นก่อนสอน ในระหว่างทที่ าการสอน เพอื่ ทราบวา่ ผูเ้ รียนมีความกา้ วหนา้ หรอื มี
ปัญหาในการเรยี นรู้อะไรบ้าง
7. ชว่ ยครูใหท้ ราบหลกั การและทฤษฎขี องการเรียนรู้ที่ได้พิสจู น์แลว้ วา่ ได้ผลดี เชน่ การเรียนจาก
การสงั เกตหรอื การเลียนแบบ
8. ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพรวมท้ังพฤติกรรมของครูที่มีการ
สอนอยา่ งมีประสทิ ธิภาพว่ามีอะไรบา้ ง เชน่ การใช้คาถาม การใหแ้ รงเสรมิ และการทาตนเป็นตน้ แบบ
9. ชว่ ยครูให้ทราบว่าผู้เรียนมีผลการเรียนดไี ม่ได้เป็นเพราะระดับเชาวน์ปัญญาเพียงอยา่ งเดียวแต่
มีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติ หรือ อัตมโนทัศน์ของผู้เรียนและความคาดหวังของครูท่ีมีต่อ
ผู้เรียน
10. ช่วยครูในการปกครองชั้นและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้และ
เสริมสร้างบคุ ลิกภาพของผู้เรียน ครแู ละผเู้ รยี นมีความรักและไว้วางใจซึง่ กนั และกัน ตา่ งกช็ ว่ ยเหลือกัน
เนื่องจากการศกึ ษามีบทบาทสาคัญในการช่วยใหเ้ ยาวชนพัฒนาการทง้ั ทางด้านเชาวน์ปัญญา และ
ทางบุคลิกภาพ เพื่อช่วยให้เยาวชนมีความสาเร็จในชีวิต ทุกประเทศจึงหาทางส่งเสริมการศึกษาให้มี
๕
คุณภาพ มีมาตรฐานความเป็นเลศิ ความรู้เก่ยี วกบั จติ วิทยาการศกึ ษาจงึ สาคญั ในการชว่ ยท้งั ครแู ละผูเ้ รียนมี
ความรับผดิ ชอบในการปรบั ปรงุ หลักสูตรและการเรยี นการสอน
พัฒนาการจิตวิทยาการศกึ ษา
จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาต้ังแต่สมัยกรีกโบราณก่อนคริสตกาล มีนักปรัชญาชื่อ
พลาโต (Plato 427 – 347 ก่อนคริสต์กาล) อริสโตเติล (Aristotle 384 – 322 ก่อนคริสต์กาล) ได้
กล่าวถงึ ธรรมชาตแิ ละพฤติกรรมของมนษุ ย์ในเชงิ ปรัชญามากกว่าแนวคดิ ทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาในยุค
น้ันเป็นแบบเก้าอ้ีโต๊ะกลมหรือเรียกว่า Arm Chair Method เรียกจิตวิทยาในยุคนั้นว่า จิตวิทยายุคเก่า
เพราะนักจติ วิทยาน่ังศกึ ษาอย่กู บั โต๊ะทางาน โดยใชค้ วามคิดเหน็ ของตนเองเพยี งอยา่ งเดยี วไม่มีการทดลอง
ไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ท้ังส้ิน ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจจิตวิทยาได้ทาการศึกษาและได้เขียนตาราเล่มแรก
ของโลกเป็นตาราที่ว่าดว้ ยเร่ือง วิญญาณชอ่ื De Anima แปลว่า ชีวิต เขากล่าวว่า วิญญาณเป็นตน้ เหตุ
ให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนในสมยั โบราณจึงศึกษาจิตวทิ ยาท่ีเก่ียวข้องกบั วิญญาณ โดยมีความเช่ือว่า
วิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่ เม่ือคนส้ินชีวิตก็หมายถึงร่างกายปราศจากวิญญาณ
และวิญญาณออกจากร่างล่องลอยไปชวั่ ระยะหนึ่งแล้วอาจจะกลับสู่ร่างกายคืนอีกได้ และเมือ่ น้ันคน ๆ น้ัน
ก็จะฟ้ืนคืนชีพข้ึนมาอีก ชาวกรีกจึงมีการคิดค้นวิธีการป้องกันศพไม่ให้เน่าเป่ือยท่ีเรียกว่า มัมม่ี เพ่ือคอย
การกลับมาของวิญญาณ ต่อมาประมาณศตวรรษที่ 11 – 12 ได้เกิดลัทธิความจริง (Realism) เป็น
ลัทธิท่ีเชื่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ และลัทธิความคิดรวบยอด (Conceptualism) ที่กล่าวถึง
ความคิดที่เกิดหลังจากไดว้ ิเคราะหพ์ ิจารณาสิ่งต่าง ๆ ถีถ่ ้วนแล้ว จากลัทธิท้ังสองนี้เองทาให้ผู้คนมีความคิด
มากขึ้นมีการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในทางวิทยาศาสตร์ และจึงเริ่ม
มาสนใจในเร่ืองจิตวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสนใจศึกษาเร่ืองจิตมากข้ึนด้วย
รวมทั้งให้ความสนใจศึกษาเก่ียวกับเรื่องจิตสานึก (Conscious) อันได้แก่ การมีสมาธิ การมี
สติสัมปชัญญะ และเช่ือว่าจะเป็นมนุษย์ ได้จะต้องประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ จึงมีคาพูดติดปากว่า
“A Sound mind is in a sound body” จิตที่ผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ ความสนใจเรื่องจิตจึงมี
มากขนึ้ ตามลาดับ นอกจากน้ียังเช่อื วา่ “จติ ” สามารถแบ่งเปน็ ส่วนๆ ได้แก่ ความคิด (Idea) จินตนาการ
(Imagine) ความจา (Memory) การรบั รู้ (Concept) ส่วนทีส่ าคัญทสี่ ุดเรียกว่า Faculty of will เป็น
สว่ นหนงึ่ ของจิตท่ีสามารถส่ังการเคลื่อนไหวตา่ ง ๆ ของร่างกายต่อมา Norman L. Mumm มีความสนใจ
เรื่องจิต เขากล่าวว่า จิตวิทยา คือ การศึกษาเร่ืองจิต ในปี ค.ศ. 1590 คาว่า Psychology จึงเป็นที่
รู้จักและสนใจของคนท่ัวไป จอห์น ลอค (John Locke ค.ศ. 1632 - 1704) ได้ชื่อว่าเป็น บิดา
จติ วิทยาแผนใหม่ เขาเชอ่ื ว่า ความรสู้ กึ ตวั (Conscious) และส่งิ แวดลอ้ มเปน็ ตัวทมี่ อี ิทธิพลต่อจติ
วิธีการศึกษาทางจิตวิทยาการศึกษาทางจิตวิทยาใช้หลาย ๆ วิธีการมาผสมผสานและทาการ
วเิ คราะหบ์ นสมมุติฐาน นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปน้ี เช่น การตรวจสอบตนเอง การสังเกต
การศกึ ษาบุคคลเปน็ รายกรณี การสมั ภาษณ์ การทดสอบ ดังจะอธิบายเรียงตามลาดับต่อไปนี้
๖
1. การตรวจสอบตนเอง (Introspection) หมายถึง วิธีการให้บุคคลสารวจ ตรวจสอบตนเอง
ด้วยการย้อนทบทวนการกระทาและความรู้สึกนึกคิดของตนเองในอดีต ที่ผ่านมา แล้วบอกความรู้สึก
ออกมา โดยการอธิบายถึงสาเหตุและผลของการกระทาในเร่ืองต่าง ๆ เช่น ต้องการทราบว่าทาไมเด็ก
นักเรียนคนหนึ่งจึงชอบพูดปดเสมอ ๆ ก็ให้เล่าเหตุหรือเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นสาเหตุให้มีพฤติกรรม
เชน่ น้ันก็จะทาใหท้ ราบที่มาของพฤติกรรมและไดแ้ นวทางในการทีจ่ ะช่วยเหลอื แกไ้ ขพฤตกิ รรมดังกลา่ วได้
การตรวจสอบตนเองจะได้รับข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและเป็นประโยชน์ เพราะผู้รายงานท่ีมี
ประสบการณแ์ ละอยู่ในเหตุการณ์นนั้ จริง ๆ แตห่ ากผู้รายงานจดจาเหตุการณ์ไดแ้ ม่นยา และมคี วามจริงใจ
ในการรายงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ปิดบังและบิดเบือนความจริง แต่หากผู้รายงานจาเหตุการณ์หรือเรื่องราว
ไม่ได้หรือไม่ต้องการรายงานข้อมูลท่ีแท้จริงให้ทราบก็จะทาให้การตีความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ หรือ
เหตกุ ารณผ์ ิดพลาดไมต่ รงตามข้อเทจ็ จริง
2. การสังเกต (Observation) หมายถึง การเฝ้าดูพฤติกรรมในสถานการณ์ท่ีเป็นจริง อย่างมี
จดุ มุ่งหมาย โดยไม่ให้ผู้ถูกสงั เกตรตู้ ัว การสงั เกตแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ คอื
2.1 การสังเกตอยา่ งมแี บบแผน (Formal Observation) หมายถงึ การสังเกตท่มี กี าร
เตรยี มการลว่ งหนา้ มกี ารวางแผน มีกาหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่ พฤตกิ รรมและบคุ คลทีจ่ ะสงั เกต
ไว้เรียบร้อยเม่ือถึงเวลาท่ีนักจิตวิทยาวางแผน ก็จะเร่ิมทาการสังเกตพฤติกรรมตามท่ีกาหนดและผู้สังเกต
พฤติกรรมจะจดพฤติกรรมทกุ อย่างในชว่ งเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา
2.2 การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน (Informal Observation) หมายถงึ การสังเกตโดยไม่
ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือวางแผนล่วงหน้า แต่สังเกตตามความสะดวกของผู้สังเกตคือจะสังเกต
ช่วงเวลาใดก็ไดแ้ ลว้ ทาการจดบันทึกพฤตกิ รรมท่ตี นเหน็ อยา่ งตรงไปตรงมา
การสังเกตช่วยให้ได้ข้อมูลละเอียด ชัดเจนและตรงไปตรงมา เช่น การสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก
ของบุคคลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จะทาให้เห็นพฤติกรรมได้ชัดเจนกว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอ่ืน ๆ แต่
การสังเกตท่ีดีมีคุณภาพมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ผู้สังเกตจะต้องมีใจเป็นกลางไม่อคติหรือลาเอียง
อย่างหน่ึงอย่างใด และสังเกตได้ท่ัวถึง ครอบคลุม สังเกตหลาย ๆ สถานการณ์หลาย ๆ หรือหลายๆ
พฤติกรรม และใช้เวลาในการสังเกต ตลอดจนการจดบันทึกการสังเกตอย่างตรงไปตรงมาและแยกการ
บันทึกพฤติกรรมจากการตีความไม่ปะปนกัน ก็จะทาให้การสังเกตได้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและ
นามาใชป้ ระโยชนต์ ามจุดมงุ่ หมาย
3. การศึกษาบุคคลเปน็ รายกรณี (Case Study) หมายถึง การศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ท่ีสาคัญ
ของบุคคล แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหน่ึง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณา
ตีความเพ่ือให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ ท้ังนี้เพื่อจะได้
หาทางช่วยเหลือแกไ้ ข ปรับปรงุ ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ทส่ี าคญั ของบคุ คล
แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะหน่ึง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้เข้าใจ
ถงึ สาเหตุของพฤตกิ รรม หรอื ลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ ทัง้ น้ี เพอ่ื จะไดห้ าทางชว่ ยเหลอื แกไ้ ข
ปรบั ปรงุ ตลอดจนส่งเสริมพฤตกิ รรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
๗
4. การสมั ภาษณ์ (Interview) หมายถึง การสนทนากันระหว่างบุคคลต้งั แต่สองคนขนึ้ ไป โดยมี
จุดมุ่งหมาย ซ่ึงการสัมภาษณ์ก็มีหลายจุดมุ่งหมาย เช่น การสัมภาษณ์เพ่ือความคุ้นเคย สัมภาษณ์เพ่ือ
คัดเลือกบุคคลเข้าทางาน สัมภาษณ์เพอื่ คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ตลอดจนสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนว
และการให้คาปรึกษา เป็นต้น แต่ท้ังการสัมภาษณ์ก็เพ่ือให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพ่ือใช้ในการ
ตดั สนิ ใจ
การสัมภาษณ์ท่ีดี จาเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า วางแผน กาหนดสถานที่ เวลาและ
เตรียมหัวข้อหรือคาถามในการสัมภาษณ์ และนอกจากน้ันในขณะสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรจะใช้เทคนิค
อ่ืน ๆ ประกอบด้วยก็ยิ่งจะได้ผลดี เช่น การสังเกต การฟัง การใช้คาถาม การพูด การสร้าง
ความสัมพันธ์ทดี่ รี ะหว่างผู้ให้สมั ภาษณแ์ ละผู้สมั ภาษณก์ จ็ ะช่วยให้การสมั ภาษณไ์ ดด้ าเนินไปด้วยดี
5. การทดสอบ (Testing) หมายถึง การใช้เคร่ืองมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะของพฤติกรรม
ใด พฤติกรรมหนึ่ง หรือหลาย ๆ พฤติกรรม โดยให้ผู้รับการทดสอบเป็นผู้ตอบสนองต่อแบบทดสอบซึ่ง
อาจเป็นแบบทดสอบภาษาและแบบปฏิบัติการหรือลงมือทา ท้ังนี้เพ่ือให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นตาม
จุดมงุ่ หมายท่ีผทู้ ดสอบวางไวแ้ บบทดสอบทีน่ ามาใชใ้ นการทดสอบหาข้อมลู ได้แก่ แบบทดสอบบคุ ลกิ ภาพ
แบบทดสอบความสนใจ เป็นตน้
การทดสอบก็มีส่ิงที่ควรคานึงถึงเพ่ือผลของข้อมูลท่ีได้รับ ซึ่งแบบทดสอบที่นามาใช้ควรเป็น
แบบทดสอบทเี่ ชื่อถือไดเ้ ปน็ มาตรฐาน ตลอดจนการแปรผลได้อย่างถูกต้อง เปน็ ต้น
6. การทดสอบ (Experiment) หมายถึง วิธีการรวบรวมข้อมูลท่ีเป็นระบบ มีขั้นตอนและเป็น
วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ซึง่ มลี าดับขนั้ ตอนดงั นี้ ต้ังปญั หา ตงั้ สมมุตฐิ าน การรวบรวมข้อมลู การทดสอบ
สมมุติฐาน การแปลความหมายและรายงานผล ตลอดจนการนาผลที่ได้ไปใช้ในการแก้ปญั หาหรือส่งเสริม
ต่อไป การทดลองจึงเป็นการจัดสภาพการณ์ข้ึนมาเพ่ือดูผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อศึกษา
เปรียบเทยี บกลมุ่ หรือสถานการณ์ คือ
1. กลุ่มทดลอง (Experiment Group) คือ กลุ่มท่ไี ด้รับการจดั สภาพการณท์ ดลองเพ่อื
ศึกษาผลที่ปรากฏจากสภาพนั้นเช่นการสอนด้วยเทคนิคระดมพลังสมอง จะทาให้กลุ่มเกิดความคิด
สร้างสรรคห์ รือไม่
2. กลุ่มควบคมุ (Control Group) คอื กลมุ่ ที่ไม่ไดร้ ับการจดั สภาพการณ์ใด ๆ ทุกอย่างถกู
ควบคุมให้คงภาพเดิม ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง สิ่งที่ผู้ทดลองต้องการศึกษาเรียกว่า ตัวแปร
ซึ่งมีตัวแปรอสิ ระหรอื ตวั แปรตน้ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable)
เจตคติ (Attitude)
ความหมายของเจตคติ
คาว่า เจตคติ (Attitude) แปลว่า ความโน้มเอียง บางคร้ังก็เรียกว่า “ทัศนคติ” ซึ่งในที่น้ีจะ
ถอื ว่าเป็นการกลา่ วถึงในสิ่งเดยี วกนั มีนกั การศกึ ษาไดใหค้ วามหมาย หรอื ใหค้ าจากัดความ ดังน้ี
เคนเลอร์ (Kendler อ้างถึงใน อุษณีย์ วรรณจิยี, 2536, หน้า 74) ได้กล่าวไว้ว่า เจตคติ
คือ ความพร้อมของบุคคลที่จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าในสังคมแวดล้อม หรือเป็นความโน้ม
๘
เอียงท่ีจะแสดงพฤติกรรมที่จะสนับสนุน หรือคัดค้านประสบการณ์บางอย่าง บุคคล สถาบันตลอดจน
แนว
ความคิดบางอย่างการแสดงออกของเจตคติ โดยอาศัยพฤติกรรม แบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ
แสดงออกในลักษณะท่เี ห็นด้วย พงึ พอใจหรือชอบกับไมเ่ หน็ นด้วยไม่พงึ พอใจ ไม่ชอบ
อัลพอร์ท (Allport อ้างถึงใน จินตนา กุลทัพ 2540, หน้า 8) ได้กล่าวว่า เจตคติ หมายถึง
สภาวะของความพร้อมทางจติ ใจซ่งึ เกิดจากประสบการณ์ สภาวะความพร้อมน้เี ป็นแรงทก่ี าหนดทศิ ทางของ
ปฏิกริ ยิ าระหวา่ งบุคคลทม่ี ีตอ่ บุคคล สิ่งของและ สถานการณ์ที่เก่ียวข้อง เจตคติจึงกอ่ รปู ได้ ดงั นี้
1. เกิดจากการเรยี นร้วู ฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมในสังคม
2. การสรา้ งความรู้สึกจากประสบการณ์ของตนเอง
3. ประสบการณ์ทไ่ี ดร้ ับจากเดิม มที งั้ ทางบวกและลบ จะสง่ ผลถงึ เจตคติต่อสงิ่ ใหม่ที่
คล้ายคลงึ กนั
4. การเลยี นแบบบุคคลท่ตี นเองให้ความสาคญั และรับเอาเจตคตินน้ั มาเป็นของตน
เทอรส์ โตน (Thurstone อ้างถงึ ใน สมปอง ม้ายอุเทศ 2542, หน้า 11) ได้กล่าววา่ เจตคติ
เป็นระดับความมากน้อยของความรู้สึกในด้านบวกและลบที่มีต่อสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะ เป็นอะไรก็ได้ เช่น
ส่งิ ของ บทความ บคุ คล องคก์ าร ความคิด ฯลฯ ความรู้สกึ เหล่าน้ี ผู้รู้สึกสามารถบอกความแตกต่างได้
ว่า เหน็ ด้วยหรือไมเ่ ห็นดว้ ย
เบลกินและสกายเดล (Belkin and Skydell อ้างถึงใน จุฑารตั น์ เอื้ออานวย 2549, หนา้ 58)
ให้ความสาคัญของเจตคติว่าเป็นแนวโน้มท่ีบุคคลจะตอบสนองในทางที่พอใจหรือไม่พอใจต่อสถานการณ์
ตา่ ง ๆ เจตคติจงึ มคี วามหมายสรุปได้ดังน้ี
1. ความร้สู กึ ของบคุ คลท่ีมีต่อสง่ิ ต่าง ๆ หลังจากท่ีบคุ คลไดม้ ปี ระสบการณ์ในสง่ิ นัน้ ความรูส้ ึก
น้จี งึ แบ่งเปน็ 3 ลักษณะ คือ
1.1 ความรู้สึกในทางบวก เป็นการแสดงออกในลักษณะของความพึงพอใจ เห็นด้วยชอบ
และสนับสนุน
1.2 ความรู้สกึ ในทางลบ เป็นการแสดงออกในลักษณะไม่พึงพอใจ ไมเ่ ห็นด้วย ไม่ชอบและ
ไมส่ นับสนนุ
1.3 ความรู้สึกท่เี ป็นกลางคือไมม่ คี วามรูส้ ึกใด ๆ
2. บคุ คลแสดงความรู้สึกทางด้านพฤติกรรม ซง่ึ แบ่งพฤตกิ รรมเปน็ 2 ลักษณะ คือ
2.1 พฤติกรรมภายนอก เป็นพฤติกรรมทสี่ ังเกตได้มีการกล่าวถงึ สนบั สนนุ ท่าทาง
หนา้ ตาบ่งบอก ความพึงพอใจ
2.2 พฤติกรรมภายใน เปน็ พฤตกิ รรมท่ีสังเกตไม่ไดช้ อบหรือไมช่ อบก็ไม่แสดงออก
ปรียาพร วงศ์อนตุ รโรจน์ (2546, หน้า 243) ให้ความหมาย เจตคตวิ ่า เป็นเรื่อง ของ
ความชอบความไม่ชอบ ความลาเอยี งความคดิ เห็น ความรู้สกึ ความเช่อื ฝงั ใจของเรา ต่อส่ิงหน่ึงส่ิงใด
มกั จะเกิดขนึ้ เมอ่ื เรารบั รู้ หรอื ประเมนิ ผู้คน เหตกุ ารณใ์ นสังคม เราจะเกิดอารมณ์ความรสู้ ึกบางอย่าง
ควบคู่ไปกับการรบั รูน้ ้นั และมีผลต่อความคิดและปฏิกริ ยิ าในใจของเรา ดงั นั้น เจตคติจึงเปน็ ท้งั พฤติกรรม
๙
ภายนอกท่ีอาจสงั เกตไดห้ รือพฤติกรรมภายใน ท่ีไมส่ ามารถสังเกตได้โดยง่ายแต่มคี วามโนม้ เอยี งทจี่ ะเปน็
พฤติกรรมภายในมากกว่าภายนอก
นพคุณ แดงบุญ (2552, หน้า 37) กล่าวสรุปคาว่า เจตคติหมายถึงความรู้สึก ภายในจิตใจ
ของบุคคล อาจจะอยู่ในรูปของค่านิยม ความเช่ือที่มีต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึง ท้ังทางบวก ทางลบ สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้อันเน่ืองมาจากการเรียนรู้และประสบการณ์เป็นตัวกระตุ้น ให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะแสดง
พฤตกิ รรมตอ่ ส่ิงตา่ ง ๆ ไปในทิศทางใดทิศทางหนง่ึ ซง่ึ อาจ เป็นไปในทางสนบั สนุนหรอื ทางตอ่ ตา้ นกไ็ ด้
บุญรักษา ประเสริฐ (2552, หน้า 13) สรุปว่า เจตคติ คือ ความรู้สึกความนึกคิดและท่าที
ของบุคคลต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึง อันเกิดจากการเรียนรู้การได้รับประสบการณ์แล้วจะแสดงพฤติกรรมอย่างใด
อย่างหนง่ึ ออกมาใหเ้ หน็
ศศิกาญจน์ ชีถนอม (2553, หน้า 58) สรุปว่า เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ความ
คิดเห็น ความเช่ือและแนวโน้มพฤติกรรม หรอื ลักษณะทา่ ทางท่ีจะตอบสนองตอ่ ประสบการณ์ หรือตอ่ ส่ิง
หน่ึงส่ิงใดท้ังในแง่ดีและในแง่ไม่ดีในแง่ดี ได้แก่ การเห็นคุณค่า และประโยชน์ความรู้สึกพอใจความ
ตอ้ งการความต้งั ใจทีจ่ ะกระทา ต่อสิ่งน้ัน หรอื ต่อประสบการณ์นนั้ ในลักษณะที่ไมด่ ี ได้แก่ ความรสู้ กึ นึก
คดิ ที่ไม่พงึ พอใจ ไม่ต้องการประสงคท์ จี่ ะถอยหนีหรือหลกี เลี่ยงสง่ิ นั้น ๆ
ลัดดา กิติวิภาต (2554,หน้า 3) สรุปว่า เจตคติเป็นความคิดที่ต้องอาศัย อารมณ์เป็น
ส่วนประกอบ และสามารถมปี ฏิกริ ิยาโต้ตอบทั้งบวกหรอื ทางลบต่อสงิ่ หนึ่ง สิง่ ใดกไ็ ด้
ดงั นัน้ อาจกลา่ วสรุปไดว้ า่ เจตคตเิ ป็นความรู้สกึ นึกคิดหรือความเช่ือของแต่ละบคุ คล อนั เกดิ จาก
การเรียนรู้ และประสบการณ์ แล้วก็จะกระตุ้นให้มีพฤติกรรมไป ในทิศทางใดทิศทางหน่ึงอาจเป็น
ทางบวกหรือทางลบก็ได้ สามารถวัดได้โดยตรงจาก เครื่องมือวัดได้และวัดได้ตามลักษณะของ
องคป์ ระกอบน้นั ๆ
เจตคติแบ่งเป็น 5 ประเภท ไดแ้ ก่
1. เจตคติในด้านความรู้สึกหรืออารมณ์ (Affective Attitude) ประสบการณ์ที่คนได้สร้างความ
พงึ พอใจและความสุขใจ จนกระทาใหม้ เี จตคติทีด่ ตี ่อสงิ่ นนั้ ตลอดจนเร่ืองอนื่ ๆ ทคี่ ล้ายคลึงกนั
2. เจตคติทางปัญญา (Intellectual Attitude) เป็นเจตคติที่ประกอบด้วยความคิดและความรู้
เป็นแกน บุคคลอาจมีเจตคติต่อบางสิ่งบางอย่างโดยอาศัยการศึกษา ความรู้จนเกิดความเข้าใจ และมี
ความสัมพันธ์กับจิตใจ คือ อารมณ์และความรู้สึกร่วม หมายถึง มีความรู้สึกจนเกิดความซาบซึ้ง เห็นดี
เหน็ งามดว้ ย เช่น เจตคตทิ ีม่ ตี ่อศาสนาเจตคติที่ไม่ดตี อ่ ยาเสพติด
3. เจตคติทางการกระทา (Action-oriented Attitude) เปน็ เจตคติทพ่ี รอ้ มจะนาไปปฏิบตั ิ เพื่อ
สนอง ความต้องการของบุคคล เช่น เจตคติที่ดีต่อการพูดจาไพเราะอ่อนหวานเพื่อให้คนอื่นเกิด ความ
นิยม เจตคติทมี่ ีต่องานในสานักงาน
4. เจตคติทางด้านความสมดุล (Balanced Attitude) ประกอบด้วยความสัมพันธ์ทางด้าน
ความรู้สึกและอารมณ์เจตคติทางปัญญาและเจตคติทางการกระทา เป็นเจตคติที่สามารถตอบสนอง ต่อ
ความพงึ พอใจในการทางาน ทาใหบ้ คุ คลสามารถทางานตามเป้าหมายของตนเองและองค์การได้
๑๐
5. เจตคติในการป้องกันตัวเอง (Ego-defensive Attitude) เป็นเจตคติเกี่ยวกับการป้องกัน
ตนเองให้พ้นจากความขัดแย้งภายในใจ ประกอบด้วยความสัมพันธ์ท้ัง 3 ด้าน คือ ความสัมพันธ์ด้าน
ความรู้สกึ อารมณด์ า้ นปัญญาและดา้ นการกระทา
องคป์ ระกอบของเจตคติ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ
1. องค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Component) เป็นองค์ประกอบด้าน
ความรู้ความเข้าใจของบุคคลท่มี ีต่อสงิ่ เร้าน้ัน ๆ เพื่อเป็นเหตุผลท่ีจะสรุปความ และรวมเป็นความเชอื่ หรือ
ชว่ ยในการประเมินคา่ สงิ่ เร้านนั้ ๆ
2. องค์ประกอบด้านความรู้สึกและอารมณ์ (Affective Component) เป็นองค์ประกอบด้าน
ความรสู้ กึ หรอื อารมณ์ของบคุ คล ที่มีความสมั พนั ธก์ ับสง่ิ เร้า ต่างเป็นผลต่อเนื่องมาจากท่ีบุคคล ประเมนิ ค่า
ส่ิงเร้านั้น แล้วพบว่าพอใจหรือไม่พอใจ ต้องการหรือไม่ต้องการ ดีหรือเลว องค์ประกอบท้ัง สองอย่างมี
ความสัมพันธ์กันเจคติบางอย่างจะประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจมากแต่ประกอบด้วย องค์ประกอบด้าน
ความรู้สึกและอารมณ์น้อย เช่น เจตคติที่มีต่องานที่ทาส่วนเจตคติที่มีต่อแฟชั่น เส้ือผ้าจะมีองค์ประกอบ
ด้านความรสู้ กึ และอารมณส์ งู แตม่ อี งค์ประกอบดา้ นความรู้ความเข้าใจต่า
3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavioral Component) เป็นองค์ประกอบทางด้านความ
พร้อม หรือความโน้มเอียงท่ีบุคคลประพฤติปฏิบัติหรือตอบสนองต่อส่ิงเร้าในทิศทางท่ีจะสนับสนุน หรือ
คัดค้าน ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับความเชื่อ หรือความรู้สึกของบุคคลท่ีได้รับจากการประเมินค่าให้สอดคล้อง กับ
ความรู้สึก ที่มีอยู่ เจตคติท่ีบุคคลมีต่อส่ิงหนึ่งส่ิงใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ต้องประกอบด้วยท้ัง สาม
องค์ประกอบเสมอ แตจ่ ะมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกนั ไป โดยปรกติบคุ คลมักแสดงพฤติกรรมใน ทิศทางที่
สอดคล้องกับเจตคติที่มีอยู่แต่ก็ไม่เสมอไปทุกกรณีในบางครั้งเรามีเจตคติอย่างหนึ่ง แต่ก็ ไม่ได้แสดง
พฤตกิ รรมตามเจตคตทิ ี่มีอยู่กม็ ี
คุณลกั ษณะของเจตคตเิ จตคติ มคี ุณลักษณะทส่ี าคัญ ดังนี้
1. เจตคติเกิดจากประสบการณ์ส่ิงเร้าต่าง ๆ รอบตัวบุคคล การอบรมเล้ียงดูการเรียนรู้
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม เป็นส่ิงท่ีก่อให้เกิดเจตคติแม้ว่าจะมีประสบการณ์ท่ี เหมือนกันก็
เป็นเจตคตทิ แ่ี ตกต่างกันได้ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น สตปิ ญั ญา อายุ เป็นตน้
2. เจตคติเปน็ การเตรียม หรือความพร้อมในการตอบสนองต่อส่งิ เรา้ เปน็ การเตรียมความ พรอ้ ม
ภายในของจิตใจมากกว่าภายนอกท่ีสังเกตได้สภาวะความพร้อมที่จะตอบสนอง มีลักษณะที่ ซับซ้อนของ
บุคคลว่า ชอบหรือ ไม่ชอบ ยอมรับหรอื ไม่ยอมรบั เกี่ยวข้องกบั อารมณ์ดว้ ย
3. เจตคติมีทิศทางของการประเมิน ทิศทางของการประเมินคือลักษณะความรู้สึกหรือ อารมณ์ที่
เกิดขึ้น ถ้าเปน็ ความรู้สึกหรอื ประเมินวา่ ชอบ พอใจ เห็นดว้ ย กค็ อื เปน็ ทศิ ทางในทางท่ีดี เรียกว่าเป็นทิศทาง
ในทางบวก และถ้าประเมินออกมาในทางไม่ดี เช่น ไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็มีทิศทาง ในทางลบ เจตคติทางลบ
ไมไ่ ด้หมายความวา่ ไมค่ วรมเี จตคตินัน้ เป็นเพยี งความรู้สกึ ท่ีไม่ ดตี ่อสง่ิ นัน้
4. เจตคติมีความเข้ม คือ มีปริมาณมากน้อยของความรู้สึก ถ้าชอบมากหรือไม่เห็นด้วยอย่าง
มากกแ็ สดงว่ามีความเข้มสูง ถา้ ไม่ชอบเลยหรือเกลยี ดทสี่ ดุ ก็แสดงวา่ มคี วามเขม้ สูงไปอีกทางหน่ึง
๑๑
5. เจตคติมีความคงทน เจตคติเป็นสิ่งท่ีบุคคลยึดม่ันถือม่ัน และมีส่วนในการกาหนด พฤติกรรม
ของคนน้นั การยดึ มัน่ ในเจตคติตอ่ สงิ่ ใด ทาใหก้ ารเปล่ียนแปลงเจตคติเกิดขนึ้ ได้ยาก
6. เจตคติมีทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมภายในเป็นสภาวะทาง จิตใจ
ซึ่งหากไม่ได้แสดงออก ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าบุคคลน้ันมีเจตคติอย่างไรในเร่ืองน้ัน เจตคติเป็น พฤติกรรม
ภายนอกแสดงออกเนอื่ งจากถูกกระตุ้น และการกระตุ้นยงั มีสาเหตอุ ื่น ๆ รว่ มอยู่ด้วย
7. เจตคตติ ้องมสี ง่ิ เร้าจึงมีการตอบสนองขนึ้ ไม่จาเปน็ วา่ เจตคติทแ่ี สดงออกจากพฤติกรรม ภายใน
และพฤติกรรมภายนอกจะต้องตรงกัน เพราะก่อนแสดงออกนั้นก็จะปรับปรุงใหเ้ หมาะกับ สภาพของสังคม
แลว้ จงึ แสดงออกเปน็ พฤตกิ รรมภายนอก
การเกดิ และการเปล่ียนแปลงเจตคติ
เจตคติเกิดจากการมีประสบการณ์ทง้ั ทางตรงและ ทางออ้ ม หากประสบการณ์ท่เี ราได้รับเพ่ิมเติม
แตกตา่ งจากประสบการณ์เดมิ เราก็อาจเปลยี่ นแปลง เจตคติได้การเปล่ยี นแปลงเจตคตมิ ี 2 ทาง
1. การเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกัน (Congruent Change) หมายถึง เจตคติเดิมของบุคคลท่ี
เปน็ ไปในทางบวกจะเพ่ิมมากขึน้ ในทางบวก แตถ่ ้าเจตคติเปน็ ไปทางลบกเ็ พิม่ มากข้นึ ในทางลบดว้ ย
2. การเปลี่ยนแปลงไปคนละทาง (Incongruent Change) หมายถึง การเปล่ียนแปลงเจตคติ
เดิมของบุคคลที่เป็นไปในทางบวกจะลดลงและไปเพ่ิมทางลบ หลักการของการเปลี่ยนแปลงเจตคติ
รวมทั้งการเปลย่ี นแปลงไปในทางเดียวกัน หรอื การ เปลยี่ นแปลงไป คนละทางน้ัน มีหลักการว่า เจตคติ
ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันเปล่ียนได้ง่ายกว่า เจตคติที่เปลี่ยนแปลงไปคนละทาง เพราะการ
เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันมีความมั่นคง ความคงที่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงไปคนละทางการ
เปล่ียนแปลงเจตคตเิ กีย่ วข้องกบั ปจั จยั ต่อไปน้ี
1. ความสดุ ขดี (Extremeness) เจตคตทิ อี่ ยู่ปลายสุดเปล่ยี นแปลงได้ยากกว่าเจตคตทิ ่ี
ไม่รุนแรงนัก เช่น ความรักที่สุดและความเกลียดที่สุดเปล่ียนแปลงยากกว่าความรักและความเกลียดที่ไม่
มากนัก
2. ความซบั ซอ้ น (Multi complexity) เจตคตทิ ีเ่ กดิ จากสาเหตุเดยี วกนั เปลี่ยนไดง้ า่ ย
กว่าเกิด จากหลาย ๆ สาเหตุ
3. ความคงท่ี (Consistency) เจตคตทิ ม่ี ลี ักษณะคงทม่ี าก หมายถึง เจตคติทีเ่ ปน็ ความ
เชอ่ื ฝังใจเปล่ยี นแปลงยากกวา่ เจตคติทวั่ ไป
4. ความสัมพันธ์เก่ยี วเน่อื ง (Interconnectedness) เจตคตทิ ีม่ ีความสัมพนั ธ์ซ่งึ กันและ
กัน โดยเฉพาะท่ีเป็นไปในทางเดียวกันเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเจตคติท่ีมีความสัมพันธ์ไปในทางตรงกัน
ขา้ ม
5 ความแขง็ แกร่งและจานวนความต้องการ (Strong and Number of Wants Served)
หมายถึง เจตคติท่ีมีความจาเป็นและความต้องการในระดับสูง เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเจตคติท่ีไม่
แข็งแกร่งและไมอ่ ย่ใู นความตอ้ งการ
๑๒
6. ความเกี่ยวเนอ่ื งกบั ค่านิยม (Centrality of Related Values) เจตคตหิ ลายเรือ่ ง
เกี่ยวเน่ืองจากค่านิยมความเช่ือว่าค่านิยมนั้นดีน่าปรารถนา และเจตคติสืบเนื่องจากค่านิยม
ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมนั้นเปน็ ส่ิงทเี่ ปลยี่ นแปลงไดย้ าก
ทฤษฎแี รงจงู ใจ
ความหมายและองค์ประกอบของแรงจงู ใจ ( Motivation)
แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะท่ีอินทรีย์ถูกกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมเพ่ือไปยังจุดมุ่งหมายดังน้ัน
แรงจูงใจจึงเป็นความปรารถนา ที่บุคคลมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายโดยการเรียนรู้ของแต่ละคน
น่ันเอง เมอื่ บคุ คลได้รับการกระตนุ้ จากสิง่ เรา้ ต่างๆ และบคุ คลจะเกดิ ความตอ้ งการ (Needs) และถ้าความ
ตอ้ งการของบคุ คลไมไ่ ด้รับการตอบสนอง บุคคลจะเกดิ ความเครียด (stress) เม่ือบุคคลสะสมความเครียด
ไว้มาก ๆ บุคคลจะขาดความสุขในการดาเนินชีวิต การสะสมความเครียด ความวิตกกังวลมาก ๆ จะทาให้
บุคคลเกิดแรงขับ (drive) ท่ีจะกระทากิจกรรมบางอย่างหรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างให้ลดความเครียด
น้ันลงมากระบวนการที่เกิดขึ้นภายในนี้เอง ซ่ึงจะทาการกระตุ้นให้บุคคลไปสู่การกระทาบางอย่างท่ีไปสู่
เปา้ หมาย กระบวนการเช่นนีเ้ รียกวา่ แรงจงู ใจ (Motivation)
องคป์ ระกอบในการเกดิ แรงจูงใจ มี 4 ขั้นตอน คอื
1. ขั้นความต้องการ (needs stage) คือ ความตอ้ งการเปน็ สภาวะขาดสมดลุ ทเ่ี กดิ ไดเ้ ม่ือบคุ คล
ขาดส่งิ ทจี่ ะทาใหส้ ว่ นต่าง ๆ ภายในรา่ งกายทาหน้าท่ไี ปตามปกติ สงิ่ ท่อี าจจะเปน็ สงิ่ ท่จี าเปน็ ต่อการดาเนนิ
ชีวติ จงึ ทาใหเ้ กิดแรงขับและเกิดแรงกระต้นุ เช่น ความหิว เมอื่ บุคคลหวิ บคุ คลก็ตอ้ งพยายามหาอาหาร คน
ท่ลี ดนา้ หนกั โดยการใชย้ าลดความอว้ น ยาจะไปกดประสาทไม่ให้หวิ แต่พอหลังจากไมใ่ ช้ยาลดน้าหนกั จะ
เหน็ วา่ คนทีล่ ดน้าหนักโดยใช้ยาจะกินอาหารชดเชยมากข้นึ และอาจจะกลบั มาอ้วนใหม่อีก หรือเด็กเล็กที่ไม่
กนิ นมตอนป่วย แต่พอใหป้ ว่ ยเดก็ จะเร่ิมกนิ นมมากข้ึนเพื่อชดเชยตอนทป่ี ว่ ย ความกระหายก็เปน็ ความ
ตอ้ งการอีกอย่างทีเ่ ม่ือเกิดแล้วบคุ คลตอ้ งหาวธิ ีการเพ่ือให้หายกระหาย ความตอ้ งการทางเพศและความ
ต้องการการพกั ผ่อนก็จดั เป็นความตอ้ งการขน้ั พน้ื ฐานในการดารงชวี ติ และไม่มใี ครในโลกน้ที ีพ่ ยายามฝนื
เพ่อื ไมใ่ หต้ นเองหลบั มนุษยท์ ุกคนต้องการการพกั ผ่อนด้วยกันทั้งส้นิ
2. ข้ันแรงขับ (drive stage) หรือภาวะที่บคุ คลถกู กระตนุ้ ใหเ้ กดิ แรงขับ เมื่อบคุ คลเกดิ แรงขบั
แล้วบคุ คลจะนง่ิ อยเู่ ฉย ๆ ไม่ได้บคุ คลอาจจะรสู้ กึ ไมม่ ีความสขุ กระวนกระวายใจ ดังนนั้ บคุ คลจะคดิ ค้นหา
วิธีการทีท่ าใหต้ นเองร้สู ึกวา่ ได้รบั การตอบสนองจากความหิว ความกระหาย ความตอ้ งการท้ังปวงท่ีเกดิ ขนึ้
เพ่อื ผลกั ดันใหไ้ ปสูจ่ ุดหมายปลายทาง ตามท่บี ุคคลต้องการ
3. ขน้ั พฤตกิ รรม (behavior stage) เปน็ ขนั้ ทเ่ี กิดแรงขับอยา่ งมากท่ีทาใหบ้ ุคคลเดนิ ไปหานา้ ดมื่
โดยการเดนิ เข้าไปในร้านสะดวกซ้อื แลว้ เปดิ ขวดดื่มแลว้ จึงเดินมาจ่ายสตางคห์ รือถา้ ทนต่อความกระหายน้า
ได้ก็รบี เดินอยา่ งรวดเร็วไปจ่ายสตางคแ์ ลว้ ยกนา้ ดื่มรวดเดียวหมดขวด ชน่ื ใจ ความกระหายกบ็ รรเทาลง
4. ข้ันลดแรงขบั (drive reduction stage) เป็นข้นั สดุ ทา้ ยทอ่ี ินทรีย์ได้รบั การตอบสนอง คอื ได้
ดืม่ น้าเป็นขั้นท่ีบุคคลเกิดความพึงพอใจ ความต้องการตา่ งๆ ก็จะลดลง
๑๓
บทที่ 3
วิธีดาเนินการวจิ ัย
การศกึ ษาวิจยั ครัง้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื เปน็ การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมการเรยี น ใหเ้ ป็นผมู้ ีวนิ ยั
และความรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ีและการเรียนดีขึน้ ของนักศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ช้นั
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ได้ดาเนนิ การตามขั้นตอน ดงั นี้
1. ขัน้ ตอนการดาเนนิ การวจิ ยั
2. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
3. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5. การวเิ คราะห์ข้อมลู
แบบแผนการวจิ ัย
ผู้วจิ ัยไดก้ าหนดข้ันตอนในการวิจยั ไว้ดังน้ี
1. ศึกษาหลักการ ทฤษฏีจิตวิทยาการศึกษา เจตคติ (Attitude) ทฤษฎแี รงจงู ใจ ทฤษฎกี าร
เรยี นรูแ้ บบวางเง่ือนไข ลกั ษณะด้านวนิ ยั ในห้องเรยี น ความขยันอดทนและความรับผิดชอบ
2. กาหนดกรอบความคดิ ในการวิจยั เพื่อทาการศึกษาความมีวนิ ยั ในตนเอง ความรับผดิ ชอบของ
นักศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
3. กาหนดวตั ถุประสงค์
4. กาหนดกลุ่มประชากร ในการวจิ ัยครั้งน้ไี ด้กาหนดกลุ่มประชากร คอื นักศกึ ษาในระดบั ชน้ั
มัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 7 คน
5. สรา้ งเครื่องมอื การวิจยั โดยผวู้ ิจยั ศึกษาจากหลักการ ทฤษฎี แนวคดิ วัตถปุ ระสงค์ เพื่อ
จาแนกว่าควรสร้างเครื่องมือวัดดา้ นใดบา้ งให้เหมาะสมกบั สภาพของนกั ศึกษาในระดับช้ันมัธยมศกึ ษาตอน
ปลาย จานวน 7 คน ทนี่ ามาทาการวจิ ยั ในครงั้ น้ี
6. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผูว้ จิ ยั นาไดด้ าเนนิ การเกบ็ ขอ้ มูลดวั ยตวั เองโดยการสังเกต ให้นกั ศึกษา
กลุ่มตัวอย่างไดต้ อบแบบสอบถาม
7. การสรุปผลการวิจยั และนาเสนอผลการวิจยั โดยนาขอ้ มูลทีไ่ ดม้ าวเิ คราะห์ข้อมลู และเขียน
สรุปผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ประชากร/กลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากร / กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการศึกษาคร้งั นเ้ี ป็นนักศึกษาในระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย
จานวน 7 คน
๑๔
เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจยั
ในการทาวจิ ัยครง้ั น้ี เครอ่ื งมอื ที่ใชเ้ ป็นแบบสงั เกต แบบสอบถาม ทผี่ ู้วจิ ัยสรา้ งข้นึ เอง
การดาเนินการวจิ ัย/การเก็บรวบรวมข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ผู้วจิ ัยได้ใชก้ ารสังเกตและนาเครื่องมือที่สรา้ งข้ึนใหร้ ะดับชั้นมัธยมศกึ ษา
ตอนปลาย จานวน 7 คน ไดต้ อบแบบสอบถามและเก็บขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง
สถิตทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
ผู้วจิ ัยใช้ค่าร้อยละในการวเิ คราะห์ข้อมูล
๑๕
บทท่ี 4
ผลการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและ
ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการเรียนดีขึ้นของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปรากฏว่า ได้รับความร่วมมือจากนักเรียนเป็นอย่างดีจึงทาให้ นักเรียนมีการ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมสามารถตอบสนองต่อตัวนักศึกษาเองทาให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนที่ดีข้ึน มี
วนิ ัยในตนเองและมีความรับผดิ ชอบต่อหน้าที่ทไี่ ดร้ บั มอบหมายและการเรยี นดีข้ึน ผ้วู จิ ัยไดด้ าเนินการเสนอ
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลตามลาดับขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. การวิเคราะหข์ ้อมูล
2. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ในการศึกษาวจิ ยั ครั้งนี้ ผ้วู ิจัยได้การดาเนินตดิ ตามขอ้ มูลดว้ ยตัวเองโดยการสงั เกต สัมภาษณ์
ให้นักเรยี นตอบแบบสอบถามและมีการตดิ ตามดูแลพฤตกิ รรมและการเรยี นของนกั ศกึ ษาอย่างใกล้ชิด
ดงั น้ี
ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการสังเกตพฤติกรรมและการพบกลุ่มของนักศึกษา ขณะท่ีทาการสอน ซึ่ง
พบว่ามีนักศึกษาที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมการเรียนขาดวินัยและความรับผิดชอบ เช่น มาสาย ไม่สนใจ
เรียน ไม่ส่งงานตามกาหนดเวลา บางคร้ังไม่มาเรียน มีการจดบันทึกและติดตามนักเรียนเป็นรายกรณีโดย
การว่ากล่าวตักเตอื นและมกี ารบันทกึ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษรและมีการใหน้ ักศึกษาตอบแบบสอบถาม สรปุ ได้
ดังนี้
๑๖
ตารางแสดงความมีวนิ ยั ความรับผดิ ชอบและความสนใจการเรยี น
ของนกั ศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(คร้งั ที่ 1)
ข้อ รายการ ทาเปน็ ทาเป็น ไม่เคยทา
ประจา บางคร้งั
1 ผเู้ รียน มักจะนางานอืน่ มาทา ขณะที่กาลังเรียน 76.74 13.96 9.30
2 ผู้เรียน พูดคุยและเลน่ เพอ่ื นในขณะทีค่ รสู อน 69.70 25.58 4.65
3 ผู้เรยี น ส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกาหนด 72.09 18.60 9.31
4 ผ้เู รยี น นอนหลบั ในหอ้ งเรียนขณะช่วั โมงเรียน 58.19 25.58 16.28
5 ผูเ้ รยี น ไมท่ ายอมสง่ การบ้าน 74.42 16.28 9.30
6 ผู้เรียน เล่นโทรศัพท์ขณะเรียน 41.86 44.19 13.95
7 ผ้เู รียน มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ งานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย 46.51 46.51 6.98
8 ผเู้ รยี น มาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 44.19 51.16 4.65
9 ผู้เรยี น รูจ้ ักวางแผนและเตรียมพรอ้ มทจ่ี ะศึกษาต่อใน 25.58 46.51 27.91
มหาวิทยาลยั 41.89 46.57 11.54
10 ผเู้ รียน ใชเ้ วลาว่างให้เปน็ ประโยชน์
จากแบบสอบถามผ้เู รยี น เกย่ี วกบั ความมีวนิ ัยและรับผดิ ชอบในห้องเรยี น (ครั้งที่ 1) สรปุ ได้ ดงั นี้
ผู้เรียน มักจะนางานอ่ืนมาทา ขณะท่ีกาลังเรียน ผู้เรียนที่ทาเป็นประจามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ
76.74
ผู้เรียน พูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน ผู้เรียนที่ทาเป็นประจามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ
69.77
ผู้เรียน ส่งงานและการบ้านตรงเวลาท่ีครูกาหนด ผู้เรียนท่ีทาเป็นประจามากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ
72.09
ผู้เรียน นอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน ผู้เรียนท่ีทาเป็นประจามากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ
58.14
ผู้เรยี น ไมท่ ายอมสง่ การบา้ น ผเู้ รียนท่ที าเป็นประจามากทส่ี ดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 74.41
ผเู้ รยี น เลน่ โทรศพั ทข์ ณะเรยี นผเู้ รียนท่ที าเป็นประจามากทสี่ ุด คดิ เปน็ รอ้ ยละ 41.86
ผเู้ รียน มีความรบั ผิดชอบต่องานทีไ่ ด้รับมอบหมาย ผู้เรียนท่ีทาเป็นประจามากทส่ี ุดคิดเป็นร้อยละ
46.51
ผูเ้ รียน มาเรยี นตรงเวลาและตง้ั ใจเรยี น ผ้เู รยี นที่ทาเป็นประจามากทสี่ ุด คิดเป็นรอ้ ยละ 44.19
ผู้เรียน รู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมท่ีจะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนท่ีทาเป็นประจามาก
ท่ีสดุ คดิ เป็นร้อยละ 25.58
ผู้เรยี น เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ ผเู้ รยี นท่ที าเปน็ ประจามากทีส่ ุด คดิ เป็นร้อยละ 41.89
๑๗
หลังจากท่ีผวู้ จิ ัยได้ทาการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน และได้ใชแ้ บบสอบถามเก่ยี วกับความมวี นิ ัย
ความรบั ผิดชอบและความสนใจการเรยี น โดยใหน้ ักศึกษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชั้นมธั ยมศึกษา
ตอนปลาย จานวน 7 คน ตอบแบบสอบถามด้วยความจริงแล้วนามาสรุปโดยใช้ค่าร้อยละในการ
วิเคราะห์ผลการวิจัย (จากแบบสรุปผลการตอบแบบสอบถาม) ทาให้ผู้วิจัยได้ทาการสังเกตผู้เรียน ที่มี
พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวและมีผลการเรียนค่อนข้างต่างซึ่งผู้วิจัยจะทาการวิจัยเพ่ือเป็นปรับเปลี่ยน
ดา้ นพฤติกรรมให้ผู้เรียนในห้องเรียนมีวินัยและความรับผดิ ชอบ ตั้งใจเรียน จึงได้ดาเนินการ โดยให้แต่ละ
คนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกนั สรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้ภายในหอ้ งเรยี นใหเ้ อ้ือต่อการเรียนการ
สอนโดยการวางเงื่อนไขกันภายในห้องเรียน สร้างแรงจูงใจ และสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนเห็นถึง ผล
ของการไมม่ ีวินยั ขาดความรับผิดชอบ และไมต่ ั้งใจเรียน โดยไดด้ าเนินการ ดงั นี้
1. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนเขยี นคามั่นสญั ญา
2. ขอความรว่ มมือกับเพ่ือนภายในห้องเรียน โดยการจัดเปน็ กลุ่ม 2 กลุม่ กลุ่มละ 10 คนและ
10 คน รวมเป็นทั้งสิ้นจานวน 20 คน โดยท่ีกระจายนักศึกษากลุ่มตัวอย่างให้อยู่ใน 2 กลุ่มที่จัดขึ้น
โดยครูจะคัดเลือกนักนักศึกษาที่มีความรับผิดชอบ ต้ังใจเรียนและมีผลการเรียนค่อนข้างดี เป็นคนที่คอย
ให้คาแนะนากลุ่มเพื่อเป็นพี่เล้ียงภายในกลุ่ม และให้นักศึกษาท่ีเหลือเข้ารวมกลุ่มกันเองตามความสมัครใจ
ให้ครบจานวนตามที่กาหนดหลังจากน้ันให้แต่ละกลุ่มเขียนคาม่ันสัญญาร่วมกัน และร่วมกันวางแผน
การศึกษา ร่วมกันดแู ลภายในกลุ่ม เช่น ดแู ลเก่ยี วกับพฤติกรรม การขาดเรียน มาสาย การเรียนฯลฯ
ผวู้ ิจัยได้ติดตาม ดูแลและสังเกตนักศึกษาเป็นระยะ ๆ และในกรณีที่นักศึกษามีปัญหาไม่ว่าจะเป็น
ปญั หาด้านพฤตกิ รรม และการเรียนผเู้ รียนจะนามาปรกึ ษาครู และร่วมกันแก้ปัญหาทั้งด้าน การมาเรียน
ถ้ามีนักศึกษาขาดเรียนภายในกลุ่มจะแจ้งให้ครูทราบและมีการติดตามให้มาเรียนและช้ีให้ นักศึกษาเห็น
ความสาคัญของการเรียน ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทาให้บรรยากาศการเรียนรู้ภายใน
ห้องเรียนดีขึ้น รู้จักเสียสละ มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายในห้องเรียนมีการจัด
กจิ กรรมต่าง ๆ ร่วมกนั นอกจากนี้มีการจดั ให้นักศึกษาเข้าร่วมกจิ กรรมรักการอา่ น การจดั การเรยี นร้ดู า้ น
การพัฒนาผู้เรียน ด้านทักษะชีวิต และกิจกรรมอื่น ๆ ของ กศน.อาเภอ โดยได้รับความร่วมมือจาก
นักศกึ ษาเปน็ อยา่ งดี
ผู้วิจัยได้สังเกต พบว่า พฤติกรรมของนักศึกษาภายในห้องหลังจากมีการแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่ม
ย่อย ๆ แล้ว ให้เพ่ือนคอยเป็นพี่เลี้ยงแนะนาเพ่ือนไม่ว่าจะเป็นด้านพฤติกรรมและการเรียน ทาให้มี
บรรยากาศท่ีเอ้ือต่อการเรียนการสอนมากขึ้น เม่ือนานักศึกษามาร่วมกันทากิจกรรมของ กศน. พบว่า
นักศึกษามี ความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม และเอาใจใส่ต่อการเรียนมากขึ้น มีระเบียบวินัย
มากขึ้นตามลาดับ เมื่อแต่ละวิชาทาการสอบก็จะพบว่าผู้เรียนจะเข้าเขียนและทากิจกรรมตามท่ีกาหนด
และมีการซักถามบทเรียนที่ไม่เข้าใจ มีการใช้เทคนิคการเรียนการสอนโดยการให้เพ่ือนช่วยเพ่ือน ทาให้
ผู้เรยี นมคี วามเขา้ ใจในบทเรยี นมากข้ึน ครูกใ็ ห้คาชมเชยและให้กาลงั ใจนกั ศกึ ษาเพ่ือที่จะได้มีกาลังใจต่อไป
รู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบมากข้ึน ทาให้ผู้เรียนเห็นความสาคัญของตัวเอง สนใจเรียนมากข้ึน มี
การซักถามเก่ียวกับบทเรียนกับครูให้อธิบายให้เข้าใจ โดยดูจากพฤติกรรมการเรียน การส่งงานตรง
กาหนดเวลา โดยดูจากภาพร่วมของนักศึกษาในห้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานศึกษา ต้ังใจเรียน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากข้ึน มีน้าใจ รู้จักเสียสละ มีการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการมาเรียนให้มาทัน
เรียน
๑๘
หลังจากผู้วิจัยเห็นการปรับเปล่ียนพฤติกรรมให้นักศึกษา เป็นผู้มีวินัยมีความรับผิดชอบต่อการ
เรียนและมีบรรยากาศภายในห้องเรียนดีขึ้นครูก็มีการพูดคุยและร่วมกันประเมินผลการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของแต่ละคน โดยการสัมภาษณแ์ ละให้นักศึกษาแต่ละคนตอบแบบสอบถามชุดเดิมอีกครงั้ แล้ว
นามาสรุปเปรียบเทียบกับการตอบแบบสอบถามครัง้ แรก พบวา่ นักศึกษามคี วามรัก สามัคคีในหมคู่ ณะ มี
ความรบั ผิดชอบ มาเรียนเปน็ ประจา ตั้งใจเรียนและทางานท่ีได้รับมอบหมาย มีผลการเรียนดขี ึ้น ทาให้เกิด
ความภาคภมู ใิ จในตนเอง
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
จากผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลจากการสงั เกต การสมั ภาษณ์ ขอ้ มลู ด้านการเรยี นของแต่ละวิชา
การตอบแบบสอบถามจากนกั ศึกษาและจากการใชแ้ รงจงู ใจเสริมแรงโดยใหค้ าชมเชยแก่ผู้เรยี น รวมทง้ั ดแู ล
ด้านการเรียนให้มคี วามรบั ผดิ ชอบสนใจเรยี น ของนักศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชนั้ มัธยมศึกษา
ตอนปลาย มคี วามเอาใจใสต่ ่อการเรยี นรบั ผิดชอบ และ สนใจเรียนมากข้ึน โดยสังเกตจากบรรยากาศการ
เรียนภายในห้องเรียนท่ีเอือ้ ต่อการเรียนรู้ทาให้นักศึกษามีความกระตือรือรน้ ต่อการมาเรียนและการเรียนมี
ความต้ังใจเรียน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ไม่ขาดเรียน หรือมาสาย ทางานท่ีได้รับมอบหมาย และส่ง
งานตรงกาหนดเวลา รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วยความเต็มใจยังส่งผลทาให้ผลการเรียนมีวินัยความ
รับผิดชอบ และความสนใจการเรียนของนักศึกษาโดยสรุปจากผลการเปรียบเทียบจากการตอบ
แบบสอบถาม ดงั นี้
ตารางแสดงความมีวินยั ความรับผดิ ชอบและความสนใจการเรียน
ของนกั ศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชั้นมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(ครัง้ ท่ี 2)
ขอ้ รายการ ทาเป็น ทาเป็น ไม่เคยทา
ประจา บางครั้ง
1 ผเู้ รยี น มักจะนางานอนื่ มาทา ขณะที่กาลงั เรียน 9.30 37.21 53.49
2 ผู้เรยี น พูดคุยและเล่นเพ่ือนในขณะที่ครสู อน 13.95 46.51 39.54
3 ผเู้ รียน ส่งงานและการบา้ นตรงเวลาทคี่ รูกาหนด 4.65 30.23 65.12
4 ผู้เรยี น นอนหลบั ในหอ้ งเรียนขณะช่ัวโมงเรียน 0.00 4.65 95.35
5 ผู้เรยี น ไมท่ ายอมส่งการบ้าน 0.00 11.63 88.37
6 ผเู้ รียน เลน่ โทรศัพทข์ ณะเรียน 90.69 9.31 0.00
7 ผู้เรยี น มคี วามรบั ผิดชอบตอ่ งานท่ีไดร้ ับมอบหมาย 93.03 6.97 0.00
8 ผูเ้ รยี น มาเรียนตรงเวลาและตง้ั ใจเรยี น 90.70 9.30 0.00
9 ผู้เรียน ร้จู ักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อใน 76.74 23.26 0.00
มหาวิทยาลยั 79.06 20.94 0.00
10 ผเู้ รียน ใชเ้ วลาว่างใหเ้ ปน็ ประโยชน์
๑๙
จากแบบสอบถามผ้เู รยี น เก่ียวกับความมีวนิ ยั และรับผดิ ชอบในหอ้ งเรียน (ครงั้ ที่ 2) สรปุ ได้ ดงั น้ี
ผเู้ รยี น มกั จะนางานอื่นมาทา ขณะที่กาลังเรยี น ผเู้ รียนไมเ่ คยทามากทีส่ ดุ คดิ เป็นร้อยละ 53.49
ผู้เรียน พูดคุยและเล่นเพ่ือนในขณะที่ครูสอน ผู้เรียนทาเป็นบางคร้ังมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ
46.51
ผเู้ รียน ส่งงานและการบา้ นตรงเวลาท่คี รูกาหนด ผู้เรยี นไม่เคยทามากทีส่ ดุ คดิ เป็นร้อยละ 65.12
ผู้เรียน นอนหลับในห้องเรยี นขณะชว่ั โมงเรยี น ผเู้ รยี นไม่เคยทามากที่สุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 95.35
ผู้เรยี น ไม่ทายอมสง่ การบา้ น ผู้เรียนไมเ่ คยทามากทีส่ ุด คิดเปน็ รอ้ ยละ 88.37
ผเู้ รยี น เล่นโทรศัพทข์ ณะเรียน ผ้เู รียนไม่เคยทามากท่ีสดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 90.69
ผเู้ รยี น มีความรับผิดชอบตอ่ งานที่ได้รับมอบหมาย ผู้เรยี นทที่ าเปน็ ประจามากทสี่ ุด คดิ เป็นร้อยละ
93.02
ผู้เรยี น มาเรยี นตรงเวลาและตัง้ ใจเรียน ผู้เรยี นท่ที าเปน็ ประจามากที่สดุ คิดเปน็ ร้อยละ 90.70
ผู้เรียน รู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนท่ีทาเป็นประจามาก
ทส่ี ุด คิดเปน็ รอ้ ยละ 76.74
ผเู้ รยี น เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ ผเู้ รยี นทีท่ าเป็นประจามากที่สุด คิดเป็นรอ้ ยละ 79.06
๒๐
บทที่ 5
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
ความมงุ่ หมาย
เพ่ือเป็นการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าท่ีและการ
เรียนดขี น้ึ ของนกั ศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ประชากร/กลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากร / กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้เป็นนักศึกษาในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย
จานวน 7 คน
เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการศึกษาคน้ ควา้
เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ การสังเกต และการสัมภาษณ์ การพูดคุย การใช้คามั่น
สญั ญาและทฤษฎเี สรมิ แรง
วธิ ีการดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู
ในการทาวิจัยครง้ั น้ี เครอ่ื งมือท่ีใช้เป็นแบบสงั เกต แบบสอบถาม ทีผ่ ู้วจิ ยั สรา้ งขน้ึ เอง
การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ผู้วจิ ยั ใชค้ ่าร้อยละในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
สรปุ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชาและการตอบ
แบบสอบถามจากนักเรียน การใช้แรงจงู ใจเสรมิ แรงโดยให้คาชมเชยแก่นักศกึ ษา รวมท้ังดูแลดา้ นการเรียน
ให้มีความรับผิดชอบ สนใจเรียน ของแต่ละวิชาซึ่งนักศึกษาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทาให้นักศึกษามี
ความกระตือรือร้นต่อการมาเรียนมากข้ึน ในการทาวิจัยคร้ังน้ีปรากฏว่า นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย ของกศน.ตาบลแหลมงอบ มคี วามเอาใจใส่ตอ่ การเรยี นรบั ผิดชอบ และสนใจเรยี นมากข้ึนโดยสังเกต
จากบรรยากาศ การเรียนภายในห้องเรียนที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ มีความต้ังใจเรียนมากข้ึน มีความ
รับผิดชอบต่อหน้าท่ี ไม่ขาดเรียนหรือมาสาย ทางานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงตามกาหนดเวลา
รู้จักช่วยเหลือซ่ึงกันและกันด้วยความเต็มใจ โดยดูจากการสังเกตการสัมภาษณ์ ผลการเรียนและสรุปผล
การเปรียบเทยี บจากการตอบแบบสอบถามเกีย่ วกับความมวี ินัย ความรบั ผดิ ชอบและความสนใจการเรียน
ของนักศกึ ษา ดังนี้
๒๑
ตารางแสดงความมีวินยั ความรบั ผดิ ชอบและความสนใจการเรยี น
ของนกั ศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
(ครัง้ ที่ 1 และ คร้ังที่ 2)
ครงั้ ที่ 1 คร้ังท่ี 2
ทาเปน็
ขอ้ รายการ ทาเป็น ทาเป็น ไม่เคย ทาเปน็ บางครงั้ ไมเ่ คย
ประจา 37.21 ทา
ประจา บางคร้ัง ทา 9.30 53.49
46.51
1 ผู้เรยี น มกั จะนางานอ่นื มาทา 76.74 13.96 9.30 13.95 39.54
30.23
ขณะท่ีกาลงั เรยี น 4.65 65.12
4.65
2 ผเู้ รียน พูดคยุ และเลน่ เพอื่ นใน 69.70 25.58 4.65 0.00 95.35
11.63
ขณะทีค่ รูสอน 0.00 9.31 88.37
90.69 6.97 0.00
3 ผ้เู รียน ส่งงานและการบ้านตรง 72.09 18.60 9.31 93.03 0.00
9.30
เวลาทคี่ รูกาหนด 90.70 0.00
23.26
4 ผู้เรียน นอนหลับในห้องเรียนขณะ 58.19 25.58 16.28 76.74 0.00
20.94
ช่วั โมงเรยี น 79.06 0.00
5 ผ้เู รยี น ไมท่ ายอมสง่ การบ้าน 74.42 16.28 9.30
6 ผเู้ รียน เล่นโทรศพั ทข์ ณะเรยี น 41.86 44.19 13.95
7 ผู้เรียน มคี วามรับผิดชอบตอ่ งานที่ 46.51 46.51 6.98
ได้รับมอบหมาย
8 ผเู้ รยี น มาเรียนตรงเวลาและต้งั ใจ 44.19 51.16 4.65
เรยี น
9 ผู้เรยี น รู้จักวางแผนและ 25.58 46.51 27.91
เตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อใน
มหาวิทยาลยั
10 ผู้เรยี น ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 41.89 46.57 11.54
จากแบบสอบถามนกั ศึกษาเก่ยี วกับความมวี ินัยและรบั ผิดชอบในห้องเรียน เมอื่ นาผลสรุป
ของการตอบแบบสอบถามคร้ังท่ี 1 และครัง้ ท่ี 2 พบวา่ นักศกึ ษา กศน.ตาบลแหลมงอบ ในระดบั ชนั้
มัธยมศึกษาตอนปลาย มีความกระตือร้ือร้น เอาใจใส่ต่อการเรียน และมีวินัยและความรับผิดชอบมากข้ึน
จากตารางพบว่า ในการตอบแบบสอบถาม คร้ังท่ี 2 นักศึกษามพี ฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าคร้ังท่ี 1 หาก
พิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ นักศึกษาไม่นางานวิชาอ่ืนมาทาขณะท่ีกาลัง
เรียนวิชาหนึ่ง ไม่คุย และเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอนส่งงานและการบ้านตรงเวลาท่ีครูกาหนด ไม่นอนหลับ
ในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน ไม่ยอมทาการบ้าน เล่นโทรศัพท์ขณะเรียน มีความรับผิดชอบต่องานท่ี
ได้รับมอบหมาย มาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน รู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมท่ีจะศึกษาต่อใน
มหาวิทยาลัย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ ทาให้นักศึกษาสามารถปรับเปล่ียน
พฤติกรรมการเรียนให้เป็นผมู้ ีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าทแี่ ละการเรียน ส่งผลให้การเรียนดขี ้ึน และ
เปน็ ผู้ที่มีความสาเรจ็ ในชีวติ ตามจุดหมายทตี่ ั้งไว้
๒๒
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมกี ารติดตามอยา่ งใกลช้ ิดและตอ่ เน่อื ง ควรมีการตดิ ตามอย่างตอ่ เนื่อง
2. ครู ผู้ปกครอง นกั นักศกึ ษาและผู้ทเ่ี ก่ียวข้อง ควรรว่ มมือกันแก้ไขและสะทอ้ นปัญหาต่าง ๆ ของ
นกั ศึกษา ทาให้นกั ศกึ ษามกี ารปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมและการเรียน
๒๓
บรรณานุกรม
จรี าภา เต็งไตรรตั น์ และคณะ. จติ วิทยาท่ัวไป. พิมพ์ครัง้ ที่ 4. กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
364 หน้า. 2533.
จมุ พล หนมิ พานิช และคณะ. จติ วิทยาทว่ั ไป. กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั ราม
ฉนั ทนา ภาคบงกช และคณะ. การสารวจคุณลักษณะทางวนิ ัยท่พี ึงประสงคใ์ นสงั คมไทย. กรงุ เทพมหานคร :
สถาบนั วิจยั พฤติกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ. 2539
บุญเรยี ง ขจรศลิ ป์. วิธวี จิ ยั ทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : ฟสิ กิ ส์เซ็นเตอร์การพมิ พ์. 2530.
เบญจนี สุคันธเมศวร์ งานวจิ ยั การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมการเรยี นให้มีวนิ ยั และความรับผดิ ชอบ
ของนักเรยี น ระดบั ช้ัน ปวช. 2/1 วิทยาลยั อาชีวศึกษาเทคนคิ บริหารธุรกจิ
กรงุ เทพ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2558. กรงุ เทพฯ. 2558
โยธนิ คนั สนยุทธ และคณะ. จิตวทิ ยา. กรุงเทพมหานคร : ศนู ย์สง่ เสริมวชิ าการ, 381 หนา้ . 2533.
สง่า คูคา การศึกษาเจตคตแิ ละแรงจงู ใจต่อการเรียน วิชาการเขยี นโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ ของนักศึกษาช้ัน ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวชิ าช่างอิเลก็ ทรอนกิ ส์
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559. ชลบรุ .ี 2559
๒๔
คณะผ้จู ัดทา
ท่ปี รกึ ษา ผอู้ านวยการสานักงาน กศน.จังหวัดตราด
ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอแหลมงอบ
วา่ ท่ีรอ้ ยโทจานนค์ นนทะมาศ นกั วิชาการศกึ ษา
นายภาสกร ชมภูบตุ ร
นางสาววรรณภัสสร ศรีสว่างวรกุล
คณะดาเนินงาน ครู กศน.ตาบล
นางสาวอศั มาภรณ์ เจรญิ นาน
ผอู้ อกแบบปก ครู กศน.ตาบล
นางสาวอัศมาภรณ์ เจรญิ นาน
๒๕