พระราชบญั ญตั ิความรบั ผิด
ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
สารบัญ หน้า
เรือ่ ง 1
5
สรปุ สาระสาคญั พระราชบัญญตั ิฯ 9
พระราชบัญญัตคิ วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
ตัวอย่างขอ้ สอบวดั องค์ความรู้ฯ
พระราชบญั ญตั ิความรบั ผิด
ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
สานกั งานคลงั จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด
กลม่ ุ งานกากบั ะละบรหิ ารการเงินการคลงั
1
สรปุ สาระสำคญั
พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ที่ พ.ศ.2539
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีทั้งหมด 15 มาตรา โดยมีผลใช้
บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2539 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดอันเกิดจากการกระทำ
ของเจ้าหน้าที่ การฟ้องคดีละเมิดอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ การเรียกร้องและการชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทน ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นกระทำตามหน้าที่
และถูกฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนซึ่งบางกรณีมีวงเงินที่สูงมากเป็นการบั่นทอน การทำงานของเจ้าหน้าท่ี
ทำให้บางกรณีไม่กล้าตัดสินใจ เพราะเกรงว่าอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อ
การปฏบิ ัตงิ านของหน่วยงานของรฐั ไม่น้อย
บทนยิ ามมาตรา 4 ทสี่ ำคญั
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็น
การแตง่ ตั้งในฐานะเปน็ กรรมการหรอื ฐานะอื่นใด
“หน่วยงานของรัฐ”หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและ
มีฐานะเป็นกรมราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงาน
ของรฐั ตามพระราชบญั ญตั ินดี้ ้วย
พระราชบญั ญัติความรับผิดทางละเมดิ ของเจา้ หน้าที่ พ.ศ.2539 มหี ลกั การสำคญั อยู่ 2 ประการ
1. กำหนดความรับผดิ ของเจ้าหนา้ ทีห่ รือความรับผิดของหน่วยงานทีม่ ีตอ่ ผู้เสียหาย
2. กำหนดความรับผดิ ของเจ้าหน้าทที่ ีม่ ีต่อหนว่ ยงานของรัฐที่เสียหาย
1. กำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าท่ีหรือความรับผิดของหน่วยงานที่มีต่อผู้เสียหายกฎหมายนี้ได้
กำหนดให้เกิดความรับผิดขึ้นเมื่อได้มีการทำ“ละเมิด”ต่อผู้เสียหายโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าท่ี
ราชการ โดยผลของการละเมิดดังกล่าวเป็นผลให้“เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด”กับ“หน่วยงานของรัฐ”มีความรับผิด
ในมูลละเมิดดังกล่าว แต่กฎหมายมาตรา 5 กำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิในการฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องสินไหม
ทดแทนไว้ คือ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำ
ในการปฏบิ ัติหน้าท่ี ในกรณนี ี้ผู้เสยี หายตอ้ งฟ้องหนว่ ยงานของรฐั ทเี่ จ้าหนา้ ท่ีผนู้ นั้ ทำละเมดิ ไดโ้ ดยตรง แตจ่ ะฟ้อง
เจ้าหน้าที่ไม่ได้แต่ถึงแม้ว่าจะฟ้องคดีละเมิดต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดไม่ได้ แต่หากหน่วยงานของรัฐที่ร่วมรับผิด
นั้นอาจใช้สิทธิขอให้ศาลท่ีพจิ ารณาคดีเรยี กเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดนั้นมาเป็นคู่ความในคดีก็ได้ (มาตรา 7 วรรคหน่ึง)
แต่ถ้าในการทำละเมิดดังกล่าว หากเป็นการทำละเมิดไปโดยไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นอกเหนือหน้าท่ี
หรือกระทำนอกเหนือกฎระเบียบทางราชการ ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่ต้องรับผิดในมูลละเมิดนั้นก็คือ“เจ้าหน้าที่ผู้ทำ
ละเมิด”เท่านั้น หน่วยงานของรัฐไม่ได้ร่วมรับผิดด้วย เจ้าหน้าที่รับผิดเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหาย
จะฟ้องหนว่ ยงานของรฐั ไมไ่ ด้ (มาตรา 6)
หากเป็นกรณีมีการฟ้องผิดไป ฟ้องหน่วยงานของรัฐแทนที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ มาตรา 7 วรรคสอง
บัญญัตวิ ่าถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตทุ ่ีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีท่ีถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยาย
อายุความฟ้องร้องผู้ท่ตี ้องรับผิดซงึ่ มิได้ถูกเรียกเขา้ มาในคดีออกไปถงึ หกเดือนนับแต่วนั ที่คำพิพากษาน้ันถึงท่สี ดุ
/เมอ่ื เกดิ ...
2
เมื่อเกิดกรณีการทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ผู้เสียหายสามารถดำเนินการ
เพ่อื เรยี กร้องคา่ สนิ ไหมทดแทนเพ่ือความเสยี หายดงั กล่าวได้สองทางคือ
(1) ใช้สิทธิในการฟอ้ งคดตี อ่ ศาล
(2) เรียกร้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แทนการฟ้องคดีต่อศาล (มาตรา11)
โดยการยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อหน่วยงานของรัฐ โดยให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอให้เสร็จภายใน 180 วัน
(อาจขยายได้อีกไม่เกิน 180 วัน) นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิไล่เบี้ยระหว่างเจ้าหน้าที่
กบั หนว่ ยงานของรัฐ กรณีทีเ่ จา้ หน้าท่หี รอื หนว่ ยงานของรฐั ได้ชดใช้คา่ สินไหมทดแทนแกผ่ ูเ้ สียหายไปแลว้ ด้วย
2. กำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อหน่วยงานของรัฐที่เสียหายกฎหมายนี้กำหนดเงื่อนไข
ความรับผิดในมูลละเมิดของเจ้าหน้าที่ไว้อีกประการหนึ่งก็คือ เ ป็นการทำละเมิดของ “เจ้าหน้าท่ี”
ต่อ “หน่วยงานของรัฐ” (รัฐเป็นผู้เสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่) กฎหมายว่าด้วยความรับผิด
ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ทไี่ ด้กำหนดผลในทางกฎหมายไว้ 2 ประการ ไดแ้ ก่
(1) กรณีที่การทำละเมิดเกิดจากการปฏิบัติในหน้าที่หากเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ใดปฏิบัติราชการโดยจงใจ
หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แล้วเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีเช่นนี้เป็นผลให้
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องรับผิดต่อหน่วยงานของรัฐ(มาตรา 8,10) โดยหน่วยงานของรัฐมีอำนาจในการมีคำสั่งเรียก
ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนหรือบางส่วนก็ได้ โดยอาจคำนึงถึงส่วนรับผิดชอบของ
หน่วยงานโดยไม่ต้องฟ้องศาล (มาตรา 12) หากเป็นกรณีที่มีผู้ทำละเมิดที่เป็นเจ้าหน้าที่มีหลายคน ก็ไม่นำหลัก
เร่ืองลกู หนีร้ ่วมในมูลละเมดิ มาใช้บงั คับกับการเรียกให้เจ้าหนา้ ท่ีท้ังหลายที่ทำละเมิดชดใช้คา่ เสยี หาย (มาตรา 8
วรรคสี่) การชำระค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าทีท่ ี่ทำละเมิดดงั กล่าวสามารถผ่อนชำระได้ โดยคำนึงถึงรายได้
ฐานะครอบครัวความรับผิดชอบ และพฤติการณ์ต่างประกอบกนั (มาตรา 13)
หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ที่ทำละเมิดดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (มาตรา 10
วรรคสอง) หรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังที่เห็นว่า
เจ้าหนา้ ทตี่ อ้ งรับผิด (มาตรา 10 วรรคสอง)
(2) กรณที ี่เปน็ การทำละเมดิ อนั มไิ ด้เกดิ จากการปฏบิ ัตใิ นหนา้ ท่ี
หากเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำการใดที่ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติในหน้าที่
เปน็ เหตใุ ห้หนว่ ยงานของรัฐไดร้ ับความเสียหาย ถอื วา่ เจา้ หนา้ ทผ่ี ูน้ ั้นกระทำละเมิดต่อหนว่ ยงานของรฐั ต้องรับผิด
ชดใช้ค่าเสียหาย (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) หากหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องรับผิดต้องใช้สิทธิ
เรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ต้อง
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของ
กระทรวงการคลังทเี่ ห็นวา่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด (มาตรา 10 วรรคสอง) โดยการใช้สิทธเิ รียกร้องเพ่ือให้เจ้าหน้าที่
ทที่ ำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ เปน็ ไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 10 วรรคหน่ึง)
/ระเบยี บ...
3
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยหลักเกณฑ์การปฏบิ ัติเก่ียวกับความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ที่
พ.ศ.2539
ประกาศและหนงั สือเวยี น ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
1.ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ความรับผดิ ทางละเมดิ ของเจ้าหน้าท่ีที่ไมต่ ้องรายงานให้กระทรวงการคลัง
ตรวจสอบ พ.ศ. 2562
2.หนังสือเวียน ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.3 / ว 115 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ประกาศ
กระทรวงการคลัง เรอ่ื ง หลกั เกณฑก์ ารปฏิบัติเกย่ี วกับการผอ่ นชำระหน้ขี องเจา้ หน้าท่ี
/เจา้ หน้าท.่ี ..
4
เจ้าหนา้ ทผ่ี ตู้ ้องรบั ผิดเสนอขอผอ่ นชำระ ให้หน่วยงานของรฐั ปฏบิ ัติ ดังน้ี
1. ตรวจสอบสถานภาพปัจจุบนั ณ วนั เสนอขอผอ่ นชำระเก่ียวกบั รายไดค้ า่ ใช้จ่ายและทรัพย์สินทั้งของ
เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดและคู่สมรส โดยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าหน้าที่ผูต้ ้องรับผิดหรือหน่วยงาน
เจ้าของข้อมูล แล้วแตก่ รณีเพื่อประกอบการพิจารณา
2. ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาผ่อนผันและกำหนดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระเป็นรายเดือนตาม
ความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบที่เจ้าหน้าที่ผู้ต้อง
รบั ผดิ ผ้นู ั้นมีอยตู่ ามกฎหมายหรอื ศีลธรรมอนั ดีและพฤตกิ ารณแ์ หง่ กรณปี ระกอบด้วยเงือ่ นไขท่ปี ระกาศน้ีกำหนด
เงอ่ื นไขการผ่อนชำระหนี้ของเจ้าหนา้ ที่
1. กรณผี อ่ นชำระภายในกำหนดเวลา 1 ปี ไม่จำกัดวงเงนิ ผอ่ นชำระ
2. กรณีวงเงินที่ผ่อนชำระไม่เกิน 500,000 บาท ให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน ในอัตราเดือนละไม่ต่ำ
กว่ารอ้ ยละ 20 ของเงินเดอื น ภายในกำหนดไมเ่ กิน 5 ปี
3. กรณีวงเงินที่ขอผ่อนชำระเกินกว่า 500,000 บาท ให้ผ่อนชำระเปน็ รายเดือน ในอัตราเดือนละไม่
ตำ่ กวา่ ร้อยละ 20 ของเงนิ เดือน ภายในกำหนดไมเ่ กนิ 10 ปี
ท้ังนี้ กำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระต้องส้ินสดุ ก่อนเจ้าหนา้ ท่ผี ู้ตอ้ งรบั ผิดพ้นจากราชการ
5
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานพครณะระากชรรบมญั กญารตักฤิ ษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี าพ.ศ. ๒๕๓๙สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ภมู พิ ลอดุลยเดช ป.ร.
สาํ นักงานคณะกรใรหมไกวา รณกฤวษันฎทีกี่ า๒๗ กนั ยายนสําพนัก.ศงา.น๒ค๕ณ๓ะก๙รรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปน ปที่ ๕๑ ในรชั กาลปจจบุ ัน สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เกลาฯ ใหป ระกาศวา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
โดยทสี่ มควรมีกฎหมายวาดวยความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนาท่ี
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติข้ึนไวโดยคําแนะนําและ
สาํ นักงานยคนิ ณยะอกมรขรอมกงรารัฐกสฤภษาฎดกี างั ตอ ไปนี้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นมักางาตนรคาณ๑ะกรพรรมะกราารชกบฤษัญฎญีกาัตนิ เี้ รียกวา “สพํารนะกั รงาานชคบณัญะญกรัตริคมวกาารมกรฤับษผฎิดกี ทา างละเมิดของ
เจา หนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙”
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินใี้ หใ ชบงั คับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเปน ตสนาํ นไปักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓ บรรดสาํากนฎกั หงามนาคยณะกกฎรรแมลกะารขกอฤบษังฎคีกับา ใด ๆ ในสวสนาํ ทนี่มักงีบาัญนคญณัตะิไกวรแรมลกวาใรนกฤษฎีกา
พระราชบัญญัตินีห้ รือซ่ึงขดั หรอื แยงกบั บทแหง พระราชบญั ญตั ิน้ี ใหใ ชพระราชบัญญตั นิ ีแ้ ทน
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติน้ี
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
“เจาหนาที่” หมายความวา ขาราชการ พนักงาน ลูกจาง หรือผูปฏิบัติงาน
ประเภทอ่ืน ไมสําว นาักจงะาเนปคน ณกะากรรแรตมกงตารงั้ กใฤนษฐฎากีนาะเปนกรรมกสาํารนหักรงือานฐาคนณะะอกืน่รรใมดการกฤษฎีกา
“หนวยงานของรัฐ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการที่
สาํ นักงานเรคียณกะชกื่อรรอมยกาางรอก่ืนฤษแฎลกีะามีฐานะเปนกสรํามนักรงาาชนกคาณระสกวรนรมภกูมาิภรกาฤคษฎราีกชาการสวนทองสถาํ นิ่ ักแงาลนะครณัฐะวกิสรารหมกาิจรทก่ีฤษฎกี า
ตงั้ ขน้ึ โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และใหหมายความรวมถึงหนวยงานอื่นของรัฐท่ีมี
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชกฤษฎีกากําหนดใหเ ปน หนวยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตนิ ดี้ ว ย
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๕ หนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดท่ีเจาหนาที่
ของตนไดกรสะาํทนํากั ใงนานกคาณรปะกฏริบรมัตกิหารนกาฤทษ่ี ฎใีกนากรณีน้ีผูเสียสหําานยกั องาานจคฟณอะงกหรรนมวกยารงกาฤนษขฎอกี งารัฐดังกลาวได
โดยตรง แตจะฟอ งเจา หนาทีไ่ มได
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑ ราชกจิ จานุเบกษา เลม ๑๑๓/ตอนที่ ๖๐ ก/หนา ๒๕/๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๙
6
- ๒ - สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษถฎากีกาารละเมิดเกิดสจํานาักกงเาจนาคหณนะากทรร่ีซม่ึงกไามรไกดฤษสฎังกี าัดหนวยงานขสอํางนรักัฐงาแนหคงณใะดกใรหรมถกือาวรากฤษฎกี า
กระทรวงการคลังเปน หนว ยงานของรฐั ท่ตี องรับผิดตามวรรคหนึง่
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๖ ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาท่ีมิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาที่
สาํ นกั งานเจคาณหะนการทรม่ีตกอางรกรับฤษผฎิดีกใานการน้ันเปนสกํานารกั เงฉานพคาณะตะกัวรรใมนกการรณกฤีนษี้ผฎูเีกสาียหายอาจฟอสงําเนจักางหานนคาทณ่ีไะดกโรดรมยกตารรงกฤษฎกี า
แตจะฟอ งหนวยงานของรัฐไมไ ด สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๗ ในคดีที่ผูเสียหายฟองหนวยงานของรัฐ ถาหนวยงานของรัฐเห็นวา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เปนเรื่องที่เจาหนาที่ตองรับผิดหรือตองรวมรับผิด หรือในคดีท่ีผูเสียหายฟองเจาหนาที่ถา
เจาหนาที่เห็นสวําานเกัปงนานเรคื่อณงะทกี่หรรนมวกยางรกานฤษขฎอกีงารัฐตองรับผิดสหํานรักืองตาอนคงรณวะมกรรรับมผกิดารกหฤนษวฎยกี งาานของรัฐหรือ
เจา หนาทีด่ ังกลา วมีสิทธิขอใหศ าลที่พิจารณาคดีน้ันอยูเรียกเจาหนาท่ีหรือหนวยงานของรัฐแลวแต
สํานกั งานกครณณะี กเขรารมกาเาปรกนฤคษูคฎวีกาามในคดี สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ถาศาลพิพากษายกฟองเพราะเหตุท่ีหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาท่ีที่ถูกฟองมิใช
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ผูตองรับผิด ใหขยายอายุความฟองรองผูท่ีตองรับผิดซ่ึงมิไดถูกเรียกเขามาในคดีออกไปถึงหก
สํานกั งานเดคอืณนะกนรบั รแมตกาว รันกทฤษ่ีคฎาํ พกี าิพากษานน้ั ถึงสทํานสี่ ักุดงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานมักงาาตนรคาณะ๘กรรใมนกากรรกณฤษีทฎี่หกี านวยงานขอสงํารนัฐกั ตงาอนงครณับะผกริดรใมชกาครากสฤิษนฎไกีหามทดแทนแก
ผูเสียหายเพื่อการละเมิดของเจาหนาท่ี ใหหนวยงานของรัฐมีสิทธิเรียกใหเจาหนาท่ีผูทําละเมิด
สํานกั งานชคดณใชะคกรา รสมินกไาหรกมฤทษดฎแีกทานดังกลาวแกสําหนนักวงยานงคานณขะอกรงรรมัฐกไาดรกถฤาษเจฎากี หานาท่ีไดกระทสํากนาักรงนานั้นคไณปะดกวรยรมคกวาารมกฤษฎกี า
จงใจหรือประมาทเลินเลออยางรา ยแรง
สาํ นสกั ิทงาธนิเครณียะกกใรหรมชกดาใรชกคฤษาสฎินีกาไหมทดแทนสตําานมักงวารนรคคณหะนกรึ่งรจมะกมาีรไกดฤเพษฎียกี งาใดใหคํานึงถึง
ระดับความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรมในแตละกรณีเปนเกณฑโดยมิตองใหใชเต็ม
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
จํานวนของความเสยี หายกไ็ ด
สาํ นถกั างกานาครณละเกมริดรมเกิดารจกาฤกษคฎวีกาามผดิ หรือควาสมํานบักกงพานรคอ ณงะขกอรงรหมนกาว รยกงฤาษนฎขกี อางรัฐหรือระบบ
การดาํ เนนิ งานสวนรวม ใหหกั สว นแหง ความรับผดิ ดังกลา วออกดว ย
สํานักงานคณะกรรมการกฤษในฎกีการณีที่การละเมสําิดนเกักงิดานจคากณเะจการหรมนกาาทรี่หกฤลษายฎคกี าน มิใหนําหลักสาํเนรื่อักงงาลนูกคหณนะ้ีรกวรรมมมกาาใรชกฤษฎีกา
บงั คบั และเจาหนา ท่แี ตล ะคนตอ งรบั ผดิ ใชค า สนิ ไหมทดแทนเฉพาะสวนของตนเทาน้นั
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๙ ถาหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ไดใชคาสินไหมทดแทนแก
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ผูเสียหาย สิทธทิ จ่ี ะเรยี กใหอ กี ฝายหน่ึงชดใชคา สินไหมทดแทนแกตนใหมีกําหนดอายุความหนึ่งป
นบั แตว ันท่ีหนสว าํ ยนงักางนานขคอณงระกฐั รหรรมอื กเาจรากหฤนษฎาทกี าี่ไดใ ชค าสินไหสมํานทักดงแานทคนณนะั้นกแรรกมผ กูเาสรยีกฤหษาฎยีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๑๐ ในกสรําณนักีทง่ีเาจนาคหณนะากทรรี่เปมกนาผรกูกฤรษะฎทีกําาละเมิดตอหนสวาํ ยนงักางนานขคอณงระกัฐรไรมมวกาาจระกฤษฎีกา
เปนหนวยงานของรัฐทผี่ ูนน้ั อยใู นสังกัดหรือไม ถาเปนการกระทําในการปฏิบัติหนาท่ีการเรียกรอง
คาสินไหมทดสแําทนนักงจาานกคเณจาะหกรนรามทกี่ใาหรกนฤําษบฎทกี บา ัญญัติมาตรสาํา๘นกั มงาานใคชณบะังกครับรมโดกายรอกนฤษุโลฎมกี าแตถามิใชการ
กระทาํ ในการปฏบิ ตั ิหนา ทใ่ี หบังคบั ตามบทบัญญัติแหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
7
- ๓ - สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษสฎิทกี ธาิเรยี กรอ งคา สสนิ ํานไหกั งมาทนคดณแทะกนรจรมากเาจรกาหฤษนฎาีกทาี่ทั้งสองประกสาราํ นตักางมาวนรครณคะหกนรร่ึงมกใหารมกีฤษฎกี า
กําหนดอายุความสองปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ ผูจะพึงตอง
ใชคาสินไหมสทํานดักแงทานนคณแะลกะรรกมรกณารีทก่ีฤหษนฎวีกยางานของรัฐสเําหน็นักงวาานเคจณาหะกนรรามทกี่ผารูนก้ันฤษไมฎีกตาองรับผิด แต
กระทรวงการคลงั ตรวจสอบแลว เหน็ วาตองรับผิด ใหสทิ ธเิ รยี กรองคาสินไหมทดแทนนั้นมีกําหนด
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
อายคุ วามหนึ่งปนับแตว นั ที่หนว ยงานของรัฐมคี าํ สง่ั ตามความเหน็ ของกระทรวงการคลงั
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ผูเสียหายเห็นวา หนวยงานของรัฐตองรับผิดตามมาตรา ๕
สํานักงานผคเู สณยี ะหกรารยมจกะายรื่นกฤคษาํ ฎขอกี าตอ หนว ยงานสขําอนงกั รงฐั านใหคพณะจิ การรรณมากชารดกใฤชษค ฎา กีสานิ ไหมทดแทนสสาํ นาํ ักหงราบันคคณวาะมกรเสรมียกหาารยกฤษฎกี า
ที่เกิดแกตนก็ได ในการน้ีหนวยงานของรัฐตองออกใบรับคําขอใหไวเปนหลักฐานและพิจารณาคํา
ขอนั้นโดยไมสชาํักนชกั างาเนมค่ือณหะนกรวรยมงกาานรกขฤอษงฎรีกัฐามีคําสั่งเชนใสดําแนลกั วงาหนาคกณผะูเกสรียรมหกาายรยกัฤงไษมฎพกี าอใจในผลการ
วินิจฉัยของหนวยงานของรัฐก็ใหมีสิทธิรองทุกขตอคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขตามกฎหมายวา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ดวยคณะกรรมการกฤษฎีกาไดภ ายในเกาสบิ วนั นบั แตวนั ทีต่ นไดร บั แจง ผลการวินิจฉัย
สํานใักหงาหนนควณยะงการนรมขกอางรรกัฐฤพษิจฎาีกราณาคําขอท่ีไดสํารนับกั ตงาานมควณรระคกรหรนมกึ่งใารหกแฤลษวฎเีกสาร็จภายในหน่ึง
รอ ยแปดสิบวนั หากเร่ืองใดไมอ าจพจิ ารณาไดท นั ในกําหนดน้นั จะตองรายงานปญ หาและอุปสรรค
สาํ นกั งานใหคณรัฐะมกรนรตมรกีเาจรากสฤงัษกฎัดีกหา รือกาํ กับหรสอื ําคนวักบงาคนุมคดณแู ะลกรหรนมวกยารงกาฤนษขฎอีกงารัฐแหงนั้นทรสาาํบนแักลงาะนขคอณอะนกุมรัตรมิขกยาารยกฤษฎกี า
ระยะเวลาออกไปได แตรัฐมนตรีดังกลาวจะพิจารณาอนุมัติใหขยายระยะเวลาใหอีกไดไมเกินหนึ่ง
รอ ยแปดสบิ วนัสํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๑๒ ในกสรําณนักีทงี่เาจนาคหณนะากทรรี่ตมอกงารชกดฤใษชฎคกี าาสินไหมทดแทสํานนทักี่หงานนวคยณงะากนรรขมอกงารรัฐกฤษฎกี า
ไดใชใหแกผูเสียหายตามมาตรา ๘ หรือในกรณีท่ีเจาหนาที่ตองใชคาสินไหมทดแทนเนื่องจาก
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เจาหนาที่ผูน้ันไดกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๘ ให
สาํ นักงานหคนณว ะยกงรารนมขกอารงกรฤัฐษทฎ่ีเสีกยีาหายมอี าํ นาจสอํานอักกงคานําสคงั่ณเะรกียรกรใมหกเาจรากหฤษนฎาทกี าี่ผนู ้นั ชําระเงินสดําังนกักลงาานวคภณายะกใรนรเมวกลาารทก่ีฤษฎกี า
กําหนด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๓ ใหคณะรัฐมนตรีจัดใหมีระเบียบเพ่ือใหเจาหนาท่ีซ่ึงตองรับผิดตาม
สํานกั งานมคาณตะรการ๘รมกแาลระกมฤษาตฎรกี าา ๑๐ สามารสถําผนอักงนาชนําครณะะเกงรินรทมี่จกาะรตกอฤงษรฎับีกผา ิดนั้นไดโดยสคาํ ํานนักึงงาถนึงครณายะกไรดร มฐกาานระกฤษฎีกา
ครอบครัวและความรบั ผดิ ชอบ และพฤติการณแ หง กรณปี ระกอบดว ย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๔ เม่ือไดมีการจัดต้ังศาลปกครองข้ึนแลว สิทธิรองทุกขตอ
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการวินจิ ฉยั รองทกุ ขต ามมาตรา ๑๑ ใหถ อื วา เปน สิทธิฟองคดีตอ ศาลปกครอง
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๕ ใหน ายกรัฐมนตรรี กั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ผูรบั สนองพระบรมราชโองการ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
บรรหาร ศิลปอาชา
สาํ นักงานคณะกรรมนกาายรกฤรษัฐมฎกีนาตรี สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
8
- ๔ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานหคมณาะยกเรหรตมุก:า-รกเฤหษตฎุผีกลาในการประกสาําศนใกั ชงาพนรคะณระากชรบรมัญกญารัตกิฉฤษบฎับกี นาี้ คือ การที่เจสาาํ หนนักงาาทนี่ดคําณเะนกินรรกมิจกกาารรกฤษฎกี า
ตาง ๆ ของหนวยงานของรัฐนั้น หาไดเปนไปเพื่อประโยชนอันเปนการเฉพาะตัวไม การปลอยให
ความรับผดิ ทาสงําลนักะเงมานดิ คขณอะงกเจรรา มหกนาารทกฤ่ี ใษนฎกีกราณที ี่ปฏบิ ัติงาสนําในนกั หงานนาคทณี่แะลกระรเกมิดกาครวกาฤมษเฎสีกยี าหายแกเ อกชน
เปนไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยจึงเปนการไมเหมาะสม
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
กอใหเกิดความเขา ใจผดิ วา เจาหนา ท่ีจะตองรบั ผิดในการกระทําตาง ๆ เปนการเฉพาะตัวเสมอไป
เม่ือการที่ทําไสปําทนําักใงหานหคนณวะยกงรารนมกขาอรงกรฤัฐษตฎอีกงารับผิดตอบุคสคํานลกั ภงาานยคนณอะกกเรพรียมงกใาดรกกฤ็จษะฎมกี ีกาารฟองไลเบี้ย
เอาจากเจาหนาที่เต็มจํานวนน้ัน ท้ังท่ีบางกรณีเกิดข้ึนโดยความไมต้ังใจหรือความผิดพลาดเพียง
สาํ นักงานเลค็กณนะกอรยรใมนกการากรฤปษฏฎิบีกัตา ิหนาท่ี นอกสจําานกกั นงา้ันนคยณังมะกีกรารรมนกํารหกลฤักษเฎรกี ่ือางลูกหน้ีรวมใสนาํ รนะักบงาบนกคฎณหะกมรารยมแกาพรงกฤษฎีกา
มาใชบ งั คับ ใหเ จาหนาท่ีตองรวมรับผิดในการกระทําของเจาหนาท่ีผูอื่นดวย ซ่ึงระบบน้ันมุงหมาย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
แตจะไดเงินครบโดยไมค ํานงึ ถงึ ความเปน ธรรมทจี่ ะมตี อแตละคน กรณีเปนการกอใหเกิดความไม
สํานกั งานเปคนณธะกรรรรมมแกากรเกจฤาษหฎนีกาาท่ีและยังเปสนํากนาักรงาบนั่นคทณอะกนรกรมํากลาังรขกวฤัญษฎใกีนาการทํางานขสอาํ งนเักจงาาหนคนณาะทกี่ดรรวมยกาจรนกฤษฎกี า
บางครัง้ กลายเปนปญ หาในการบริหารเพราะเจาหนาท่ีไมกลาตัดสินใจดําเนินงานเทาที่ควร เพราะ
เกรงความรับสผาํ ิดนชกั งอาบนทคณี่จะกเกริรดมแกกาตรกนฤษอฎนีก่ึงา การใหคุณใสหําโนทักษงาแนกคเณจะากหรนรมากทาี่เรพกื่อฤษคฎวีกบาคุมการทํางาน
ของเจาหนาที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคลและการดําเนินการทางวินัยกํากับดูแลอีกสวน
สาํ นกั งานหคนณ่ึงะกอรันรเมปกนารหกลฤษักฎปีกราะกันมิใหเจาสหํานนกัางทา่ีทนคํากณาะรกใรดรมๆการโกดฤยษไฎมีกราอบคอบอยูแสลาํ นวักดงาังนนคั้นณะจกึงรสรมมกคาวรรกฤษฎกี า
กําหนดใหเจาหนาที่ตองรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหนาที่เฉพาะเม่ือเปนการจงใจ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
กระทําเพ่ือการเฉพาะตัว หรือจงใจใหเกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเลออยางรายแรงเทาน้ัน
สํานักงานแคลณะใะหกรแรบมกงาแรยกกฤษคฎวกีามา รับผิดของแสตํานลักะงคานนคมณิใะหกนรรํามหกลาัรกกลฤูกษหฎนีกาี้รวมมาใชบังคสาํับนักงทา้ังนนค้ีณเพะก่ือรใรมหกเการิดกฤษฎกี า
ความเปนธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ จึงจําเปนตองตรา
พระราชบัญญสัตาํ นินี้กั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ปาลดิ า/ผจู ดั ทํา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤ๔ษฎมกี ถิ านุ ายน ๒๕๕๒
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
9
ตัวอย่างข้อสอบวดั องค์ความรู้เร่ือง พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางละเมิด
ของเจา้ หน้าที่ พ.ศ. 2539
1. หน่วยงานของรฐั มสี ทิ ธิไลเ่ บยี้ จากเจา้ หนา้ ทีไ่ ด้ในกรณใี ดบ้าง
ก. กระทำโดยจงใจหรอื ประมาทเลินเล่ออยา่ งรา้ ยแรง
ข. กระทำโดยประมาทเลนิ เลอ่
ค. กระทำโดยไมร่ ะมดั ระวัง
ง. ถกู ทุกข้อ
2. หากนายดิเรก สุดหล่อ ทำโทรศัพท์มือถือของทางราชการหาย จะชดใช้ให้ทาง
ราชการ ดว้ ยวิธีใด
ก. ชำระเงนิ สดเป็นคา่ โทรศัพทม์ อื ถือหลงั หักคา่ เสื่อมราคาแล้ว
ข. ซ้ือโทรศพั ทม์ อื ถอื ยี่หอ้ อน่ื ราคาถูกมาชดใชแ้ ทน
ค. ทำงานชดใชภ้ ายใน 3 ปี
ง. แลว้ แตห่ วั หน้าสว่ นราชการจะสั่งการ
3. ผูไ้ ด้รับความเสยี หายจากการกระทำละเมดิ ของเจา้ หนา้ ท่ี สามารถใชส้ ทิ ธิเรียกร้อง
ดว้ ยวธิ ีใดบา้ ง
ก. ฟ้องคดีตอ่ ศาล
ข. ยืน่ คำขอต่อหน่วยงานของรฐั
ค. ร้องทุกขต์ อ่ ผูต้ รวจการแผ่นดิน
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และข้อ ข.
4.อายุความการเรียกให้เจา้ หน้าทีช่ ดใชค้ า่ เสยี หายตามกฎหมายละเมิดจำนวนเท่าใด
ก. 1 ปี นบั แตห่ น่วยงานของรัฐมีคำสงั่ ตามความเห็นกระทรวงการคลัง
ข. 2 ปี นับแต่วนั ทร่ี ูเ้ หตลุ ะเมดิ และรู้ตวั ผู้กระทำละเมดิ
ค. 10 ปี นบั แตเ่ กิดเหตุละเมิด
ง. ถกู ทกุ ขอ้
5. วงเงินเทา่ ไหรท่ ต่ี อ้ งผ่อนชำระใหห้ มดภายใน 10 ปี
ก. 300,000 บาท /6.เมอ่ื หนว่ ยงาน...
ข. 400,000 บาท
ค. 500,000 บาท
ง. 600,000 บาท
10
6. เมื่อหน่วยงานของรัฐเกิดความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าท่ี
ตอ้ งดำเนนิ การขอ้ ใดก่อน
ก.แตง่ ตง้ั คกก.สอบข้อเท็จจริง
ข. สอบข้อเทจ็ จริงเบือ้ ตน้
ค. รายงานผ้บู ังคับบญั ชา
ง. ตรวจสอบความเสียหาย
7. ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผู้ซึ่งไม่ไดส้ งั กัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด
ใหแ้ จง้ เหตุแห่งความเสยี หายตอ่ หนว่ ยงานใด
ก. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ข. กระทรวงการคลัง
ค. ผตู้ รวจการแผน่ ดิน
ง. คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชน
8. การกำหนดสดั สว่ นความรับผดิ ของเจา้ หนา้ ที่ ตอ้ งคำนงึ ถึงสิง่ ใดบา้ ง
ก. ความรา้ ยแรงแห่งการกระทำ
ข. ความเปน็ ธรรมแห่งกรณี
ค. ความผิดหรอื บกพรอ่ งของหนว่ ยงาน
ง. ถูกทกุ ขอ้
9. บคุ คลใดไมใ่ ช่เจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐทไ่ี ด้รับความคุ้มครองตามกฎหมายวา่ ดว้ ยความรบั
ผดิ ทางละเมดิ
ก. ข้าราชการ
ข. ลกู จ้างประจำ
ค. พนกั งานราชการ
ง. พนกั งานขบั รถยนต์ของบริษัททหี่ นว่ ยงานจา้ งเหมารายปี
10.กรณเี จา้ หน้าที่หลายคนกระทำความผิดทางละเมดิ ในคราวเดยี ว จะเรยี กใหร้ ับผดิ
อยา่ งไร
ก.รบั ผิดอย่างลูกหนรี้ ่วม
ข.รับผดิ ตามสดั ส่วน โดยไม่นำหลกั เรอ่ื งลกู หน้รี ่วมมาใช้บังคบั
ค.แลว้ แตผ่ รู้ บั ผิดจะตกลง
ง.ผดิ ทุกขอ้ ***ขอใหโ้ ชคดใี ห้การสอบค่ะ***
พระราชบญั ญตั ิความรบั ผิด
ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
สสาานนกั กั งงาานนคคลงลั จงั งั จหงั วหดั วรดอั้ ยรเอ้อย็ดเอ็ด
กกลลม่ ุม่ ุ งงานกกาากกบั บั ะะลละบะรบหิ ราหิ รากรารกเางรินเกงาินรกคาลรงั คลงั
โทร 0 4351 1186, 0 4351 3186