The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไตรภูมิพระร่วง มนสุสภูมิ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-11-10 20:57:39

ไตรภูมิพระร่วง มนสุสภูมิ

ไตรภูมิพระร่วง มนสุสภูมิ

ไตรภูมิพระร่วง
มนุสภูมิ

คำนำ

E-book เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา
ภาษาไทย เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้จากเรื่องไตรภูมิพระร่วง
ตอน มนุสสภูมิ โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น
ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่ง
ความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยE-book เล่มนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยว
กับ จุดมุ่งหมาย ลักษณะคำประพันธ์ ภูมิต่างๆ ลำดับการเกิด
คุณค่าของหนังสือ และอื่นๆ

ผู้จัดทำคาดหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าการจัดทำE-book
เล่มนี้ นี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่ศึกษา
ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ






คณะผู้จัดทำ

สารบัญ หน้ า
1
เรื่อง 4
8
1.ไตรภูมิพระร่วง 9
3.ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสภูมิ 12
4.ทวีปที่มนุษย์อาศัย
5.การเกิดของมนุษย์ 13
6.ลักษณะเด่น

6.1จุดประสงค์ในการแต่ง
6.2ลักษณะคำประพันธ์
7.คุณค่าของหนังสือ

ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วงกล่าวถึงกำเนิดของสิ่งมีชีวิต 4 ประการ คือ

1. อัณฑชะ เกิดจากไข่ เช่น พวกนำ ไก่ ปลา และงู

2. ชลามพุชะ เกิดจากปุ่มเปือกและมีรกห่อหุ้ม ได้แก่ ช้าง ม้า
วัว ควาย และคน

3. สังเสทชะ เกิดจากใบไม้ ต้นไม้ ดอกไม้ ละออง ดอกบัว
หญ้าเน่า โลหิต เนื้อเน่าและเหงื่อไคลและที่เปียกชื้น ได้แก่
หนอน แมลง บุ้ง ริ้น ยุง คนที่เกิดแบบนี้จะไม่ได้เกิดในครรภ์
มารดา หรือถ้าเกิดในครรภ์ก็จะไม่มีรกห่อหุ้ม แต่เมื่อเกิดมา
แล้วก็เล็กเป็นทารกแล้วค่อยๆ เจริญวัยขึ้นเป็นปกติ

4. อุปปาติกะ เกิดขึ้นเองแล้วโตเต็มที่ ไม่เติบโตขึ้นที่ละน้ อย
เหมือนสามพวกแรก ได้แก่ สัตว์นรก เทวดา พรหม เทวดาซึ่ง
ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีบุญใหญ่มักมีกำเนิดเป็นอุปาติกะ เช่น
พระยาลวจังกราช กษัตริย์องค์แรกแห่งเมืองเชียงแสน แคว้น
โยนกแต่เดิมเป็นเทวดา เมื่อได้รับบัญชาให้ลงมาเป็นกษัตริย์ก็
ลงมาเกิดทันทีที่ลงมาถึงโลกมนุษย์ก็โตเป็ นหนุ่ม

1

ไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่า มนุษย์ส่วนใหญ่จะเกิดเป็น
ชลามพุชะ แต่ที่เกิดเป็นอุปปาติกะ เช่น นางอัมปาลิคณิกา
(อัมพปาลิกา) หญิงโสเภณี ซึ่งต่อมามีบุตรชื่อ โกณฑัญกุมาร
ทั้งนางและบุตรได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาต่อมา และ
บรรลุอรหันต์ทั้งคู่

ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่าสาเหตุที่สตรีจะตั้งครรภ์ได้นั้นมี 7
ประการ คือ

1. เพราะเสพสังวาสอยู่ร่วมกับบุรุษ

2. เพราะเอาเสื่อผ้า เครื่องนุ่งห่มของชายที่ตนรักมานุ่ง มาห่ม
ชมเชยแทนตัวชาย

3. เพราะได้กินน้ำราคะของชายที่ตนรัก

4. เพราะถูกชายลูบคลำเนื้อตัวและท้อง แล้วตนมีใจยินดีรัก
ชายนั้น

5. เพราะตนรักบุรุษแล้วบุรุษนั้นกลายมาเป็นสตรีตนก็ยินดี

6. เพราะตนรักบุรุษแล้วจึงตั้งครรภ์เพราะได้ยินเสียงบุรุษที่
ตนรักใคร่ เจรจาพาทีก็เกิดยินดี

7. เพราะได้ดมกลิ่นบุรุษที่ตนรัก

2

ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ

มนุสสภูมิเป็นภูมิหนึ่งในกามภูมิ ซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาของ
การกำเนิดมนุษย์เอาไว้ โดยกล่าวถึงมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่
ปฏิสนธิในท้องของแม่จะเริ่มต้นโดยการเป็น “กลละ” หรือเซลล์
ที่มีขนาดเล็กที่สุด พอครบ ๗ วัน จะมีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ
เรียกว่า “อัมพุทะ” อีก ๗ วันถัดมาจะเป็นชิ้นเนื้อในครรภ์มารดา
หรือเรียกว่า “เปสิ” ซึ่งมีลักษณะข้นเหมือนตะกั่วเชื่อมในหม้อ
และอีก ๗ วันต่อมาจะแข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ ซึ่งเรียกว่า
“ฆนะ” จากนั้นจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทุกวัน

หลังจากเป็นฆนะได้ ๗ วัน ก็จะเป็น “เบญจสาขาหูด”
โดยคำว่าเบญจแปลว่า ๕ ดังนั้น จึงหมายถึง หูดที่มี ๕ ตุ่ม
ได้แก่ หัว ๑ ตุ่ม แขน ๒ ตุ่ม และขา ๒ ตุ่ม ต่อจากนั้นไปอีก
๗ วัน จะเริ่มมีฝ่ามือ นิ้วมือ และเมื่อครบ ๔๒ วันจึงมีขน มี
เล็บเท้า เล็บมือ มีอวัยวะครบถ้วนทุกประการแบบมนุษย์
นอกจากนั้นในไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิยังบอกอีกว่า
เด็กที่เกิดในท้องแม้นั้นมีรูปร่าง ๑๘๔ ประการ แบ่งออกเป็น

ส่วนบน ตั้งแต่คอถึงศีรษะ มี ๘๔ รูป
ส่วนกลาง ตั้งแต่คอถึงสะดือ มี ๕๐ รูป
ส่วนล่าง ตั้งแต่สะดือถึงฝ่าเท้า มี ๕๐ รูป

3

โดยเด็กที่อยู่ในท้องนั้นต้องได้รับความลำบากอย่าง
มาก ต้องทนอยู่ในที่ที่ทั้งชื้นและเหม็นพยาธิซึ่งอาศัยปนอยู่ใน
ท้องแม่ ดังความว่า

“...เมื่อกุมารอยู่ในท้องแม่นั้นลำบากนักหนา พึงเกลียดพึง
หน่ายพ้นประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดแลเอือนอันได้
๘๐ ครอก...ฝูงตืดแลเอือนทั้งหลายนั้นคนกันอยู่ในท้องแม่…”

สำหรับอาหารที่เด็กกินนั้น ก็จะกินผ่านสายสะดือที่ส่งจากผู้
เป็นแม่อีกทอดหนึ่ง โดยอาหารที่แม่กินเข้าไปก่อนจะอยู่ใต้ตัว
เด็ก ส่วนอาหารที่แม่กินเข้าไปใหม่จะทับอยู่บนศีรษะเด็ก
ทำให้เด็กได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งนัก ตอนที่อยู่ในท้องแม่
เด็กจะนั่งอยู่กลางท้อง ในท่าคู้คอจับเจ่า และกำมือแน่น ซึ่งใน
ขณะที่นั่งอยู่นั้น เลือดและน้ำเหลืองจะหยดลงเต็มตัวเด็ก
ตลอด ไม่ได้หายใจ รวมถึงไม่ได้เหยียดมือและเท้าเลย ต้อง
เจ็บปวดเหมือนถูกขังไว้ในไห หรือที่คับแคบ เวลาแม่เดิน
นอน หรือลุกขึ้น เด็กก็จะเจ็บปวดประหนึ่งว่าจะตาย เปรียบ
ได้กับลูกเนื้อทรายที่อยู่ในมือของคนเมาเหล้า หรือลูกงูที่หมอ
งูเอาไปเล่น ดังความว่า

“ผิแลว่าเมื่อแม่เดินไปก็ดี นอนก็ดี ฟื้ นตนก็ดี กุมารในท้องแม่
นั้นให้เจ็บเพียงจะตายแล ดุจดั่งลูกทรายอันพึ่งออกแล อยู่ธร
ห้อย ผิบ่มิดุจดั่งคนอันเมาเหล้า ผิบ่มิดุจดั่งลูกงูอันหมองูเอา
ไปเล่นนั้นแล…”

4

หลังจากอยู่ในท้องแม่มาประมาณ ๖ เดือน หากเด็ก
คลอดออกมาช่วงนี้ มักจะไม่รอด แต่หาก๗ เดือนแล้วคลอด
เด็กมักจะออกมาไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการกล่าวด้วยว่า
เด็กที่มีที่มาต่างกัน เมื่ออยู่ในท้องแม่จะมีลักษณะที่ต่างกัน
และเมื่อคลอดออกมาย่อมมีลักษณะต่างกันด้วย เช่น เด็กที่มา
จากนรก เมื่ออยู่ในท้องแม่ ก็จะเดือดเนื้อร้อนใจ กระสับ
กระส่าย พลอยให้แม่ร้อนเนื้อร้อนตัวไปด้วย และเวลาที่คลอด
ตัวเด็กก็จะร้อน ต่างจากเด็กที่มาจากสวรรค์ เมื่ออยู่ในท้องแม่
ก็จะมีแต่ความสุขกายสบายใจ ตัวแม่ก็พลอยเย็นไปด้วย และ
เวลาคลอด ตัวของเด็กจะเย็น

ต่อมาเมื่อถึงเวลาจะคลอด ก็จะเกิดลมกรรมชวาตพัด
ดันตัวเด็กให้ขึ้นไปด้านบน และหันหัวเด็กลงมาด้านล่าง
เตรียมที่จะคลอด ถ้าคลอดออกมาไม่พ้นจากตัวแม่ เด็กคนนั้น
ก็จะรู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัวเป็นอย่างมาก เหมือนกับช้างที่ถูกชัก
ถูกเข็นออกจากรูกุญแจ หลังจากออกจากท้องแม่แล้ว เด็ก
ที่มาจากนรก ก็มักจะคิดถึงความยากลำบากที่เคยเจอมา พอ
คลอดออกมาก็จะร้องไห้ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาจากสวรรค์ ก็จะ
คิดถึงความสุขในครั้งก่อน เมื่อคลอดออกมา จะหัวเราะก่อน

5

นอกจากนั้นไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ ยังกล่าวถึง
เด็ก ๒ กลุ่ม คือเด็กทั่วไป และเด็กที่เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า
พระอรหันตาขีณาสพ และพระอัครสาวก ซึ่งมีลักษณะแตก
ต่างกัน ดังนี้

เด็กทั่วไป จะไม่รู้สึกตัวใด ๆ ทั้งตอนมาเกิดในท้องแม่
ตอนอยู่ในท้องแม่ และตอนออกจากท้องแม่

เด็กที่เป็ นพระปั จเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาขีณาสพ
และพระอัครสาวก จะรู้สึกตัวตอนมาเกิดในท้องแม่ และตอน
อยู่ในท้องแม่ แต่เมื่ออกจากท้องแม่แล้ว ก็จะลืมทุกอย่าง
เหมือนเด็กทั่วไป

6

ทวีปที่มนุษย์อาศัย

ทวีปที่มนุษย์อาศัยอยู่มี 4 ทวีป ได้แก่

1. อุตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีลักษณะใบหน้ าเป็นรูป 4
เหลี่ยม รักษาศีล 5 เป็นนิจ มีอายุ ประมาณ 1,000 ปี เป็น
หนุ่มสาวอยู่เสมอ อาศัยอยู่ตามโพรงไม้ ไม่ต้องทำงานใด ๆ
แต่งตัวสวยงาม มีกับข้าวและที่นอนเกิดขึ้นตามใจปรารถนา

2. บุรพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขา
พระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีใบหน้ าตอนบนโค้งตัด
ลงมาเหมือนบาตร มีอายุ ประมาณ 700 ปี

3. อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขา
พระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีใบหน้ าวงกลม คล้าย
วงพระจันทร์ มีอายุ ประมาณ 500 ปี

4. ชมพูทวีป อยู่ ทางทิศใต้ ของภูเขาพระสุเมรุ คือ มนุษย์
โลกนี้เอง อายุขัยของมนุษย์ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการทำบุญ
หรือทำกรรม แต่ทวีปนี้ก็พิเศษกว่า 3 ทวีปคือ เป็นที่เกิดของ
พระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิราช และพระอรหันต์

7

การเกิดของมนุษย์

ลำดับการกำเนิดของมนุษย์ ในไตรภูมิพระร่วง เริ่มจาก

ปฏิสนธิ = กัลละ (ขนาด เศษ 1 ส่วน 256 ของเส้นผม)
7 วัน = อัมพุทะ (น้ำล้างเนื้อ)
14 วัน = เปสิ (ชิ้นเนื้อ)
21 วัน = ฆนะ (ก้อนเนื้อ, แท่งเนื้อ ขนาดเท่าไข่ไก่)
28 วัน = เบญจสาขาหูด (มีหัว แขน 2 ขา 2) ครบ 1เดือน
35 วัน = มีฝ่ามือ นิ้วมือ ลายนิ้วมือ
42 วัน = มีขน เล็บมือ เล็บเท้า (เป็นมนุษย์ครบ
สมบูรณ์)
50 วัน = ท่อนล่างสมบูรณ์
84 วัน = ท่อนบนสมบูรณ์
184 วัน = เป็นเด็กสมบูรณ์ นั่งกลางท้องแม่ ( 6 เดือน)

การคลอด - ท้อง 6 เดือนคลอด ทารกนั้นไม่รอด (บ่ห่อนได้
สักคาบ) ท้อง 7 เดือนคลอด ทารกนั้นไม่แข็งแรง(บ่มิได้กล้า
แข็ง)

8

ลูกที่เกิดมา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. อภิชาตบุตร เฉลียวฉลาด นักปราชญ์ รูป
งาม มั่งมี มียศถาบรรดาศักดิ์ มีกำลังยิ่งกว่าพ่อแม่

2. อนุชาตบุตร มีความรู้ รูปโฉม และกำลัง
เท่ากับพ่อแม่

3. อวชาตบุตร ลูกที่ถ่อยกว่าพ่อแม่ทุกประการ

คนทั้งหลายแบ่งเป็น 4 ชนิด คือ

1. คนนรก : ผู้ทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต บาปนั้น
ตามทันถูกตัดตีนมือ และทุกข์โศกเวทนา

2. คนเปรต : คนที่ไม่เคยทำบุญเลยตั้งแต่ชาติ
ปางก่อน เกิดมาเป็นคนเข็ญใจ เสื้อผ้าแทบไม่มีพันกาย
อดอยากไม่มีกิน รูปโฉมขี้ริ้วขี้เหร่

3. คนเดรัจฉาน : คนที่ไม่รู้บาป บุญ ไม่มีเมตตา
กรุณา ไม่รู้จักยำเกรงผู้ใหญ่ ไม่รู้จักปฏิบัติพ่อแม่ ครูบา
อาจารย์ ไม่รักพี่รักน้ อง กระทำบาปอยู่เสมอ

4. มนุษย์: คนที่รู้จักบาปบุญ รู้กลัว ละอายต่อ
บาป รักพี่รักน้ อง มีเมตตากรุณา ยำเกรงผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครู
อาจารย์ รู้จักคุณพระรัตนตรัย

9

มนุษย์ทั้งหลายแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
1. อันธปุถุชน เมื่อตายไปย่อมไปเกิดในจัตุรา

บาย คือ นรกภูมิ เปรตภูมิ ดิรัจฉานภูมิ อสุรกายภูมิ ถ้ามา
เกิดเป็นมนุษย์ก็ย่อมทุพพลภาพ เป็นคนอัปลักษณ์บัดสี เป็น
คนโหดเพราะไม่รู้จักการทำบุญ

2. กัลยาณปุถุชน เมื่อตายไปก็ไปเกิดในสวรรค์

10

ลักษณะเด่น

หนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่
ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่
มาก ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธ
ศาสนามาก่อนก็ตาม แต่สำนวนพรรณนาแจ่มแจ้ง ไพเราะ
ช่วยให้เกิดจินตภาพและทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วย
เช่น ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ และความสุข
สบายในสวรรค์ เป็นต้น ทุก ๆ ตอนที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่อง
หนึ่ง ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ได้ทรงอธิบายตอนนั้นอย่างละเอียด
เช่น ตอนพรรณนาลักษณะของเปรต ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน
ดังนี้

" เปรตลางจำพวกตัวเขาใหญ่ ปากเขาน้ อยเท่ารู
เข็มนั้นก็มี เปรตลางจำพวกผอมหนักหนา เพื่ออาหารจะ
กิน บมิได้ แม้ว่าจะขอดเอาเนื้อน้ อย ๑ ก็ดี เลือดหยด ๑ ก็ดี
บมิได้เลย เท่าว่ามีแต่กระดูกและหนังพอกกระดูกภายนอก
อยู่ไส้ หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแล ตานั้นลึกและ
กลวงดังแสร้งควักเสีย ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา
มาตรว่าผ้าร้ายน้ อยหนึ่งก็ดีและจะมีปกกายเขานั้นก็หามิได้
เลย เทียรย่อมเปลือยอยู่ ชั่วตนเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียด
นักหนาแลเขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจ เขาแล เขา
ร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล เพราะว่าเขาอยากอาหาร
นักหนาแล "

11

จุดมุ่งหมายในการแต่ง
1.เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมกตัญญู
2.เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรมเข้าใจพุทธศาสนาและ
ช่วยกันธำรงพระพุทธศาสนา
ลักษณะคำประพันธ์



ร้อยแก้ว ประเภทความเรียงสำนวนพรรณนา

12

คุณค่าของหนังสือ

ด้านภาษาและสำนวนโวหาร
เป็ นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการ

ค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง 30 คัมภีร์ จึงมีศัพท์ทางศาสนา
และภาษาไทยโบราณอยู่มาก สามารถนำมาศึกษาการใช้
ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย ตลอดจนสำนวนโวหารต่าง ๆ
ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและ
พรรณนาโวหาร ใช้การผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำ
พรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ ก่อให้เกิดความรู้สึกด้าน
อารมณ์สะเทือนใจ และให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่น
ชัด เช่น " บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้ อน ระบำบันลือเพลงดุริย
ดนตรี บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า บ้างขับศัพท์สำเนียง หมู่
นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆัง
กังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี ที่มีดอกไม้อันตระการต่าง
ๆ สิ่ง มีจวงจันทน์ กฤษณาคันธาทำนอง ลบองดังเทพยดาใน
เมืองฟ้ า สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบมิวาย "

13

ด้านความรู้
2.1 ด้านวรรณคดี ทำ ให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทาง

วรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐาน
ของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณฑุกัมพล ช้าง
เอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล
นรก สวรรค์ เป็นความเรียงที่มีสัมผัสคล้องจอง มีความ
เปรียบเทียบที่ให้อารมณ์ และเกิดจินตภาพชัดเจน เป็น
ภาพพจน์เชิงอุปมาและภาษาจินตภาพ มีความงดงามของ
ภาษา

2.2 ด้านภูมิศาสตร์ เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคน
โบราณ โดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ 4 ทวีป ได้แก่ ชมพูทวีป บุรพวิ
เทหทวีป อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป โดยมีเขา
พระสุเมรุเป็ นศูนย์กลาง

14

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
3.1 คำสอนทางศาสนา ไตรภูมิ พระร่วงสอนให้คน

ทำบุญละบาป เช่น การทำบุญรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาจะได้
ขึ้นสวรรค์การทำบาปจะตกนรก แนวความคิดนี้มีอิทธิพล
เหนือจิตใจของคนไทยมาช้านาน เป็นเสมือนแนวการสอนศีล
ธรรมของสังคม สอนปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ชี้ให้เห็น
แก่นแท้ของชีวิต อันนำมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร
ให้คนปฏิบัติชอบซึ่งเป็ นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

3.2 ค่านิยมเชิงสังคม อิทธิพล ของหนังสือเล่มนี้ให้
ค่านิยมเชิงสังคมต่อคนไทย ให้ตั้งมั่นและยึดมั่นในการเป็น
คนใจบุญ มีเมตตากรุณา รักษาศีล บำเพ็ญทาน รู้จักเสียสละ
เชื่อมั่นในผล แห่งกรรม ไตรภูมิพระร่วงกำหนดกรอบแห่ง
ความประพฤติ เพื่อให้สังคมมีความสงบสุขผู้ปกครองแผ่น
ดินต้องมีคุณธรรม ด้านประเพณีและวัฒนธรรม ความเชื่อที่
ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ประเพณีงานศพ ภาพนรก
และสวรรค์ก่อให้เกิดผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม
และสถาปั ตยกรรม

3.3 ศิลปกรรม จิตรกร นิยมนำเรื่องราวและความคิด
ในไตรภูมิพระร่วงไปเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์วิหาร โดยจะ
เขียนภาพนรกไว้ที่ผนังด้านล่าง หรือหลังองค์พระประธาน
และเขียนภาพสวรรค์ไว้ที่ผนังเบื้องบนรอบโบสถ์วิหารก่อให้
เกิดผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม

15

ผู้จัดทำ

นายธนภูมิ สานคล่อง ม.6/4 เลขที่ 7
นายมงคล ออกกิจวัตร์ ม.5/4 เลขที่ 10

นายสรัญญ์ ทัดทอง ม.6/4 เลขที่ 12

นางสาวประภัสสร สุทธิพงศ์วิรัช ม.6/4 เลขที่ 15

นายชัยยพล แสงนาควจีสิริ ม.6/4 เลขมี่ 19

นางสาวกมลฉัตร พุ่มสุข ม.6/4 เลขที่ 24

นายธนสิษฐ์ คำอาจ ม.6/4 เลขที่ 28

นางสาวตติยา พงษ์โสภา ม.6/4 เลขที่ 32

นางสาวปณาลี ศรีทุมขันธ์ ม.6/4 เลขที่ 38

นายวัชริศ สิทธิชัย ม.6/4 เลขที่ 41

นายจิรวิชญ์ โกษาแสง ม.6/4 เลขที่ 43

นายณัฐพล คงเทพ ม.6/4 เลขที่ 44


Click to View FlipBook Version