The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปะพื้นฐาน (ดนตรีไทย)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Play & Learn by Kruya, 2020-06-20 03:29:09

ใบความรู้ เรือง ประเภทเพลงไทย

เป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปะพื้นฐาน (ดนตรีไทย)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Keywords: ดนตรีไทย,เพลงไทย

ใบความรู้ เรอ่ื ง ประเภทเพลงไทย
ครูผสู้ อน นางปพิชญา อ่อนสาลี

____________________________________________________________________________
คาชี้แจง

ใบความรเู้ ร่ือง เพลงไทย ประกอบด้วย
1. เพลงบรรเลง ไดแ้ ก่ เพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์ เพลงเร่อื ง เพลงหางเคร่ือง เพลงออกภาษา
2. เพลงประเภทขับรอ้ ง ไดแ้ ก่ เพลงเถา เพลงเกรด็ เพลงตับ เพลงลา
1. เพลงประเภทบรรเลง
เพลงท่ีใช้ดนตรีล้วนหรือเพลงบรรเลง ได้แก่ บทเพลงที่ใช้สาหรับการบรรเลงท่ีเป็นเอกเทศ ไม่มีการขับ
ร้อง ประกอบดว้ ย เพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์ เพลงเร่ือง เพลงหางเคร่อื ง และเพลงออกภาษา
1.1 เพลงโหมโรง คาว่า “โหมโรง” ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525
คือ “การประโคมดนตรีเบิกโรง” เพลงโหมโรงเปน็ เพลงท่ีใช้บรรเลงเป็นเพลงแรกก่อนทจ่ี ะมีรายการอื่นๆ ตามมา
วัตถใุ นการบรรเลงเพลงโหมโรงมี 2 ประการคือ

1) เพ่ืออัญเชิญเทพเทวดาและส่ิงศักด์ิสิทธิ์ให้ลงมาประสาทพรให้แก่ท่านผู้บรรเลงและท่านผู้
เป็นเจ้าของงาน

2) เพ่ือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รู้ว่ามีงานที่ไหน เม่ือใด เช่น ถ้ามีการบรรเลงเพลง
โหมโรงเยน็ ชาวบา้ นก็จะรู้ว่าจะมีการสวดมนต์เย็น เปน็ ต้น

1.2 เพลงหน้าพาทย์ เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาเคล่ือนไหวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคล่ือนไหว
ของมนุษย์ สัตว์ หรือวัตถุธรรมชาติใดๆ ก็ตาม เพลงที่ใชป้ ระกอบกิริยาอาการเหล่าน้ี เราให้คาจากัดความวา่ เป็น
เพลงหน้าพาทย์ทั้งส้ิน เพลงหน้าพาทย์นอกจากจะใช้ประกอบกิริยาอาการและอารมณ์ของตัวละครแล้ว ยังใช้
บรรเลงประกอบพิธกี รรมอื่นๆ เช่น พธิ ีไหว้ครูดนตรีไทยและนาฏศิลป์ พิธีเทศน์มหาชาติ เป็นต้น เพลงเหล่านี้ถือ
เปน็ เพลงศกั ดสิ์ ิทธ์ิ ผทู้ ี่จะสามารถบรรเลงไดต้ ้องผา่ นการบวชเปน็ พระภิกษสุ งฆ์ก่อน เช่น กราวใน ตระ เปน็ ตน้

1.3 เพลงเรื่อง คือ ชุดของเพลงเปน็ การนาเอาเพลงหลาย ๆ เพลงมาบรรเลงติดตอ่ กัน
อย่างมรี ะเบยี บแบบแผน มี 4 ประเภท

1) ประเภทเพลงชา้ ประกอบด้วย เพลงช้า เพลงสองไม้ เพลงเร็ว และเพลงลา
2). ประเภทเพลงสองไม้ เหมอื นเพลงเรือ่ งประเภทเพลงช้าทกุ ประการ แตต่ ัดเพลงช้าออก
3) ประเภทเพลงเรว็ เช่น เพลงแขกมัดดตนี หมแู ละเพลงแขกบรเทศ
4) ประเภทเพลงฉง่ิ เช่น เพลงฉงิ่ พระฉนั ท์

1.4 เพลงหางเครื่อง เปน็ บทเพลงขนาดส้ันๆ ทีน่ ามาบรรเลงตอ่ จากเพลงแมบ่ ท
(เพลงเถาหรือเพลงสามช้นั ) บางครง้ั จงึ มผี เู้ รยี กเพลงหางเร่อื งวา่ ลูกบท เนอื่ งจากบรรเลงต่อจากเพลงแมบ่ ท
นนั่ เอง มกั จะมีทว่ งทานองท่ีกระชบั เรา้ ใจ ไม่มีความสลับซับซอ้ น สนุกสนาน การบรรเลงเพลงหางเคร่อื งจะ
ต้องไม่ยาวกวา่ เพลงแมบ่ ท และมคี วามสมั พันธ์กันในดา้ นของทานอง เชน่ เพลงแมบ่ ทเป็นเพลงสาเนยี ง
ลาว เพลงหางเครอื่ งจะต้องเป็นสาเนยี งลาวดว้ ย เช่น

1.5 เพลงออกภาษา เป็นการนาเพลงหลายเพลงทมี่ สี าเนยี งภาษาแตกต่างกนั มาบรรเลงต่อกัน
ใชบ้ รรเลงตอ่ จากบทบรรเลงใหญ่คล้ายกับเพลงออกหางเครื่องแตต่ ่างกนั ท่ีเพลงออกภาษาไม่ต้องคานึงถึง

ความสมั พันธข์ องสาเนยี งภาษาระหวา่ งเพลงแม่บทกบั เพลงออกภาษาและเวลาท่ใี ช้บรรเลงเพลงใหญจ่ ะ นอ้ ย
กว่าเพลงออกภาษา เช่น

ออกภาษาไทย : เพลงกราวนอก กราวกลาง กราวแขกเงาะ
ออกภาษาจนี : เพลงจีนขิมเลก็ จีนฮ่อแห่ จนี ไจย้ อ
ออกภาษาเขมร : เขมรพระประทุม เขมรเหลอื ง เขมรเรว็ ตะลงุ บอ้ งตนั
ออกภาษาลาว : ลาวเดินดง ลาวเฉยี ง
ออกภาษาแขก : แขกยิงนก สร้อยลพบุรี
ออกภาษาชวา : บูเซน็ ดอ๊ ก กะหรัดรายา
ออกภาษามอญ : พญาลาพอง มอญทา่ อิฐ
ออกภาษาพมา่ : พม่าบ้าบน่ พม่าราขวาน พมา่ ทุงเล
ออกภาษาญวน : ญวนหวงั เด่ ญวนทอดแห
ออกภาษาฝร่งั : ฝร่ังเดนิ ทัพ (มาร์ชช่ิงทรูจอรเ์ จยี ) ฝรง่ั ยเี ฮ็ม

2. เพลงประเภทขบั ร้อง
เพลงประเภทน้ปี ระกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 2 ส่วนคือ บทขับร้องและบทบรรเลง โดยการบรรเลงจะสลับ

สบั เปล่ยี นกันระหว่างการขบั ร้องและการบรรเลง ประกอบด้วย เพลงเถา เพลงตบั เพลงเกร็ด และเพลงลา
2.1 เพลงเถา คือการนาเพลงท่ีมีอตั ราจังหวะสามช้ัน สองช้ัน และชั้นเดยี ว มาบรรเลงตดิ ต่อกัน โดยท้งั

สามอัตราน้นั เป็นเพลงเดยี วกัน โดยเรม่ิ จากอัตราจงั หวะสามชน้ั (ชา้ ) สองชน้ั (ปานกลาง) และชน้ั เดียว (เร็ว) เช่น
เพลงลาวเส่ียงเทยี น เถา เพลงหมา่ เห่ เถา เป็นตน้

2.2 เพลงตับ คือชุดของบทเพลงอกี ลักษณะหน่ึง เกิดจากการนาเอาบทเพลงหลายๆ เพลง มารอ้ ง
และบรรเลงตดิ ต่อกนั ทวั่ ไปมักจะอยู่ในอัตราจังหวะสองช้ัน การรวมชุดของเพลงตบั สามารถแบ่งออกเป็น 3
ประเภท ดังน้ี

1. ตับเรอื่ ง เปน็ ชดุ ของบทเพลงทน่ี าเอาบทเพลงหลายๆ เพลง มาขบั ร้องและบรรเลงต่อกนั
โดยเนอื้ หาของคาร้องจะตอ้ งอยู่ในเนื้อเรอ่ื งเดยี วกัน สาหรบั สาเนยี งหรือทานองไมจ่ าเป็นตอ้ งสมั พนั ธ์กนั เช่น ตับ
นางลอย ตบั พระลอ เปน็ ต้น

2. ตบั เพลงคือเพลงตบั ที่นาเอาบทเพลงหลายเพลงท่มี ีความสัมพันธ์กันท้ังในดา้ นอัตราจงั หวะ
สาเนยี งและระดับเสยี งมาจัดเรยี งให้เขา้ เปน็ ชุดเดยี วกันโดยมงุ่ เนน้ ความกลมกลนื ของทานองไม่มุ่งเนน้
ความสอดคล้องของเนื้อร้อง เช่น ตบั ต้นเพลงฉงิ่ ตบั ลมพดั ชายเขา เป็นต้น

3. ตบั ประสม เปน็ การรวมชดุ ของเพลงท่ีมุง่ เน้นความสัมพนั ธ์ท้ังดา้ นทานองและคาร้อง
จะพบวา่ เพลงทุกเพลงทีน่ ามารวมชดุ กันมีความกลมกลนื กันในดา้ นของสาเนียงและเน้อื หาของคารอ้ งเป็นเร่อื งราว
เดยี วกัน เช่น ตบั ลาวเจรญิ ศรี เป็นตน้

2.3 เพลงเกรด็ เป็นบทเพลงขนาดยอ่ ม อาจนาเอาเพลงใดเพลงหนง่ึ มาจากเพลงตบั หรือนาเอา
อัตราจังหวะใดจังหวะหนง่ึ มาจากเพลงเถา ถือเปน็ รปู แบบของเพลงเกรด็ ทง้ั ส้ิน เช่น ลาวครวญ ลาวจอ้ ย เปน็ ต้น

2.4 เพลงลา เป็นเพลงท่ีใชบ้ รรเลงในลาดบั สดุ ทา้ ยของงาน เพอ่ื เป็นการอาลา เพลงท่ีจะนามารอ้ ง
หรือบรรเลงจะต้องมีคารอ้ งทีเ่ กยี่ วกับการลาจาก อยา่ งไรก็ตามในปจั จบุ ันนเี้ พลงที่นามาบรรเลงเป็นเพลงลามัก
มสี ่วนประกอบท่เี รยี กวา่ “วา่ ดอก” ซง่ึ ผู้บรรเลงเครื่องดนตรจี ะต้องเลียนเสยี งร้องให้คลา้ ยคลงึ มากท่สี ุด
สาหรับเครือ่ งดนตรที ่ีใชเ้ ลียนเสียงร้องจะมีอยู่ 2 ตระกลู คือ เครื่องสแี ละเครื่องเป่าในวงป่ีพาทย์ไม้แข็งนิยมใช้
ปใี่ น สว่ นวงเครอ่ื งสายและวงมโหรนี ิยมใชซ้ ออ้แู ละขลุย่ เพียงออในการวา่ ดอก ไดแ้ ก่ เพลงเตา่ กินผกั บุ้ง
เพลงพระอาทิตยช์ ิงดวง เป็นต้น


Click to View FlipBook Version