The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

น.ส.ศิริภัสสร อาจณรงค์ฤทธิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-09-29 10:31:33

M.62 No.17

น.ส.ศิริภัสสร อาจณรงค์ฤทธิ์

อารยธรรมอียิปต์

Egypt

อียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์ เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดใน
โลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่
ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศ
อียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริต
ศักราช โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและ
ตอนใต้ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 5,000 ปี เราสามารถ
แบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตาม
ราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จัก
กันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มี
การพัฒนาอย่างถดถอย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่ชาวอียิปต์ทำสงคราม
จากชาติอื่น จนกระทั่งเมื่อ 31 ปีก่อนคริตศักราชก็เป็นการสิ้นสุด
อารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรวรรดิออตโตมันสามารถเอาชนะ
อียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งในจักรวรรดิออตโตมัน

อารยธรรมอียิปต์ได้ชื่อว่าเป็นของขวัญจากแม่น้ำไนล์
( The girt of the Nile)

ลักษณะภูมิประเทศของแหล่งอารยธรรม

บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์เป็นบริเวณที่มีการไหลบ่าของแม่น้ำท่วมสองฝั่งในเดือนสิงหาคม ถึง
ตุลาคมเป็นประจำทุกปี เมื่อน้ำลดโคลนตมที่พัดพามาจะตกตะกอนเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์
เหมาะแก่การเพาะปลูก ทำให้ชาวอียิปต์โบราณรวมตัวกันอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำ
จากการน้ำท่วมบ่อยครั้งทำให้ชาวอียิปต์ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างระบบชลประทานเพื่อป้องกัน
น้ำท่วม มีการสร้างทำนบกั้นน้ำ ขุดคูน้ำไปยังพื้นที่ที่ห่างไกล เกิดการรวมตัวของบ้านเรือน
และพัฒนาเป็นนครรัฐ จนในที่สุดมีการรวมตัวเป็นอาณาจักรใหญ่ 2 แห่ง คือ อียิปต์บน
(Upper Egypt) อยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำไนล์ระหว่างเขื่อนอัสวันและกรุงไคโรในปัจจุบัน
โดยแม่น้ำไนล์ไหลผ่านหุบเขา มีความยาวประมาณ 500 ไมล์ ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไนล์ตอนนี้
เป็นหน้าผาลาดกว้างไปจนสุดสายตา เต็มไปด้วยเนินเขาที่แห้งแล้ง มีเนินทรายสีแดงและสี
เหลืองเป็นตอนๆ และอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ที่แม่น้ำไนล์แตกสาขาออกเป็นรูปพัดไหล
ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณนี้ชาวกรีกโบราณเรียกว่า เดลต้า เป็นบริเวณปลายสุดของ
ลำน้ำมีความยาวประมาณ 200 ไมล์ และกว้างระหว่าง 6-22 ไมล์ อารยธรรมโบราณของ
อียิปต์ได้เจริญขึ้นในบริเวณแถบเดลต้านี้

นอกจากนี้สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ทั้งหลายก็เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้กษัตริย์อียิปต์
สามารถรวบรวมและปกครองดินแดนทั้งหมด ไว้ได้อย่างมั่นคงตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
1. การที่อิยิปต์ล้อมรอบด้วยทะเลทรายทั้งทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออกตลอดจนการที่
แม่น้ำไนล์มี แก่งโจน(Catarats) ตั้งแต่ปากน้ำจนสุดสายแม่น้ำซึ่งยาวประมาณ 700 ไมล์
ช่วยป้องกันการแทรกซึมของพวกลิเบียจากทะเลทรายทางทิศตะวันตก หรือพวกเอเซียทาง
ทิศตะวันออกและพวกนูเบียจากทิศใต้ ทำให้เป็นการยากแก่ศัตรูภายนอกที่จะเข้ารุกราน
มีทางเดียวเท่านั้นที่ศัตรูจะเข้ามารุกรานอียิปต์ได้คือเดลต้าที่เชื่อมทวีปอัฟริกากับเอเซียคือ
ตรงบริเวณทะเลแดง แต่ก็ป้องกันได้ง่าย
2. แม่น้ำไนล์เปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง และระบบประสาทในการรวมดินแดนเป็นรัฐที่เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน แม่น้ำไนล์เป็นแม่น้ำที่เรือแพล่องไปมาได้สะดวก โดยอาศัยการควบคุม
การเดินเรือในแม่น้ำไนล์ ผู้ปกครองก็สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชน

การปกครอง
ฟาโรห์ทรงเป็นผู้นำในการปกครอง เป็นแม่ทัพ ผู้พิพากษา ผู้ควบคุมเงินในท้องพระคลังและผู้นำ
สูงสุดทางศาสนาเป็นสื่อกลางระหว่างชาวอียิปต์กับเทพเจ้าต่างๆและชาวอียิปต์เชื่อว่าฟาโรห์ทรง
สืบเชื้อสายมาจากสุริยเทพและทรงเป็นตัวแทนของชาวอียิปต์ เมื่อสังคมอียิปต์เจริญขึ้นฟาโรห์ทรง
แต่งตั้งข้าราชการช่วยงานบริหารประเทศ ตำแหน่งสำคัญ
ตัวอย่างเช่น

วิเซียร์ (Vizier) เสนาบดี มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในด้านการ
ปกครอง การเกษตร การชลประทานและประธานศาลสูงสุด
ข้าหลวงตามมณฑล มีหน้าที่เก็บภาษี ประเมิณภาษี ในช่วงปลายอาณาจักรเก่าข้าหลวงมีอิทธิพล
มากจนฟาโรห์โดยเฉพาะราชวงศ์ที่ 12 ต้องหาทางลดอำนาจข้าหลวงเหล่านี้
พระ ช่วยงานด้านศาสนา

อาณาจักรอียิปต์แบ่งช่วงการปกครองเป็น 4 สมัย คือ สมัยราชอาณาจักรเก่า สมัยราชอาณาจักร
กลาง สมัยราชอาณาจักรใหม่ และสมัยเสื่อมอำนาจ

ยุคราชวงศ์เริ่มแรก อยู่ในช่วง 3100-2686 ปีก่อนคริสตกาล โดยเริ่มตั้งแต่พระเจ้าเมเนส รวบรวม
เมืองต่างๆ ได้ทั้งในอียิปต์ล้างและอียิปต์บนเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และเข้าสู่ราชวงศ์ที่ 1 และ 2

ยุคนี้เป็นยุคการสร้างอียิปต์ให้มีความเป็นปึกแผ่นเข็มแข็ง

ยุคราชวงศ์เก่า อยู่ในช่วง 2,650 - 2,150 ปีก่อนคริสตกาล โดยเริ่มจากราชวงศ์ที่ 3 อียิปต์
ประสบความวุ่นวายทางการเมือง มีการย้ายเมืองหลวงไปตามเมืองต่างๆ แต่หลังจากนั้นก็มี
ราชวงศ์อียิปต์ปกครองต่อมาอีก 2 ราชวงศ์ คือ ราชวงษ์ที่ 9 และ 10 ในยุคนี้อียิปต์มีฟาโรห์ปกครอง
เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 3 ถึงราชวงศ์ที่ 6 ราชวงศ์ที่โดดเด่นในสมัยนี้คือ ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งมีการสร้างปิรา
มิดที่ยิ่งใหญ่มากมายโดยเฉพาะมหาปิรามิดของฟาโรห์คูฟูที่เมืองเซห์ ซึ่งสร้างขึ้นประมาณ 2,500 ปี
ก่อนคริสตกาล อียิปต์ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง และการสร้างสรรค์ความเจริญใน

ยุคนี้ได้เป็นรากฐานและแบบแผนของความเจริญของอียิปต์ในสมัยราชวงศ์ต่อๆมา

ยุครอยต่อที่หนึ่ง อยู่ในช่วง 2,150-2,040 ปีก่อนคริสตกาล แผ่นดินสองแห่งแตกแยกกันเมื่อ
กษัตริย์คู่อริขัดแย้งกันความปั่นป่วนทางการเมืองทำให้สามัญชนมีอิสรเสรีที่จะสร้างสรรค์ศิลปะ

แนวใหม่



ยุคราชวงศ์กลาง อยู่ในช่วง 2,040 - 1,640 ปีก่อนคริสตกาลระหว่างราชวงศ์ที่ 11-13 ฟาโรห์ที่มี
บทบาทในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับอียิปต์ในยุคนี้คือ อเมนเนมเฮตที่หนึ่ง (Amenemhet I) จน
เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของอียิปต์ด้านเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม การสร้างคลองติดต่อไปถึงทะเลแดง
การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ วรรณคดีทั้งบทร้อยแก้วและร้อยกรอง ยุคนี้เป็นช่วงเดียวกันกับอารยธรรมบา
บิโลนของพระเจ้าฮัมมูราบี แต่ความรุ่งเรืองของอียิปต์ก็หยุดชะงักลงจากการรุกรานของกลุ่มชน

ปศุสัตว์เร่ร่อนคือ พวกฮิกโซส (Hyksos)

ยุครอยต่อที่สอง อยู่ในช่วง 1,640-1,550 ปี ก่อนคริสตกาล ผู้ตั้งถิ่นฐานต่างชาติที่เรียกกันว่าชาว
ฮิกซอสยึดครองอียิปต์ล่างและจุดชนวนสงคราม พวกเขาริเริ่มนำม้าและรถศึกม้ามาใช้ในการศึก ทั้ง

ยังปลงพระชนม์กษัตริย์เซเคเนนเรทาของอียิปต์ระหว่างสู้รบ ก่อนจะถูกขับออกไปในที่สุด



ยุคราชวงศ์ใหม่ อยู่ในช่วง 1,550 - 1,086 ปีก่อนคริสตกาลระหว่างราชวงศ์ที่ 18-31 เมื่อ ชาวอียิปต์
ได้ก่อกบฏและมีชัยเหนือชาวฮิกโซส จึงเริ่มราชวงศ์ที่ 18 และขยายอำนาจการปกครองไปยังดินแดน
ซีเรีย ปาเลสไตน์และฟินิเซีย เพาะมีอาณาเขตกว้างมากขึ้น สมัยนี้จึงได้รับการขนานนามว่า “สมัย
จักรพรรดิ” (Empire) แต่ในช่วงหลังๆ อำนาจการปกครองจากส่วนกลางค่อยลดลง เหล่าขุนนางที่
ปกครองเมืองที่หางไกลก็เริ่มแข็งขืนต่ออำนาจมากขึ้นจนถึงประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ก็
พ่ายแพ้ต่อชาวอัสซีเรียน และเมื่ออาณาจักรเปอร์เซียได้เข้ายึดครองเมโสโปเตเมีย อียิปต์ก็ตกเป็น

ส่วนหนึ่งของเปอร์เซีย และประมาณ 332 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดนอารยธรรมทั้งเมโสโปเตเมีย
เปอร์เซีย และอียิปต์ก็ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช



อวสานของอียิปต์โบราณ อยู่ในช่วง 1,086-30 ปีก่อนคริสตกาล ฟาโรห์และนักบวชแย่งชิงอำนาจ
ควบคุมอียิปต์ในยุครอยต่อที่สามภายหลังราชอาณาจักรซึ่งอ่อนแอลงถูกชนผู้รุกรานชาติแล้วชาติ
เล่า อันได้แก่ นูเบีย อัสซีเรีย เปอร์เซีย กรีซ และสุดท้ายคือโรมเช้ายึดครอง ฟาโรห์ต่างชาติยังคง

รักษาประเพณีโบราณบางอย่างไว้แต่อียิปต์ก็สูญเสียเอกราชไป

การแบ่งชนชั้นในสังคม
สังคมอียิปต์โบราณเปรียบได้กับรูปสามเหลี่ยมจัดแบ่งออกได้เป็น 3

ชนชั้น 5 ระดับ
1. ชนชั้นสูง
- กษัตริย์และราชวงศ์ถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด กษัตริย์
สามารถมีมเหสีและสนมได้มากมาย ตลอดจนสนมอาจเป็นพี่สาวหรือ
น้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกับมนุษย์
- พระและขุนนาง มีบทบาททางด้านศาสนาและการปกครอง ชนทั้งสอง
กลุ่มนี้จัดเป็นชนชั้นสูงรองจากกษัตริย์
2.ชนชั้นกลาง
- พ่อค้า เสมียน ช่างฝีมือและศิลปิน
3. ชนชั้นต่ำ
- พวกชาวนา ผู้ใช้แรงงาน ชาวนาซึ่งจัดเป็นชนชั้นต่ำส่วนใหญ่ของดิน
แดนสภาพของชาวนาอยู่ในรูปข้าติดที่ดิน ชาวนาเป็นกำลังสำคัญใน
กองทัพและเป็นแรงงานหลักในการสาธารณประโยชน์
- ทาส เป็นชนชั้นต่ำสุดถูกกวาดต้อนมาภายหลังพ่ายแพ้สงคราม

จิตรกรรม ชาวอียิปต์มีผลงานด้านจิตรกรรม
จำนวนมาก มักพบในพีระมิดและสุสานต่างๆ
ภาพวดของชาวอียิปต์ส่วนใหญ่มีสีสันสดใส มี
ทั้งภาพสัญลักษณ์ของเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์

นับถือ พระราชกรณียกิจของฟาโรห์และ
สมาชิกในราชวงศ์ ภาพบุคคลทั่วไปและภาพ

ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวอียิปต์ เช่น การ
ประกอบเกษตรกรรม

สถาปัตยกรรม เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมอียิปต์คือพีระมิด ซึ่งสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ทางศาสนา
และอำนาจทางการปกครอง ด้วยความเชื่อทางศาสนา ฟาโรห์ของอียิปต์จึงสร้างพีระมิดสำหรับหรับ
ตนเอง สันนิษฐานว่า พีระมิดรุ่นแรกๆ สร้างขึ้นราวปี 2770 ก่อนคริสต์ศักราช ความยิ่งใหญ่ของพีระมิด
สะท้อนถึงอำนาจของฟาโรห์ ความสามารถในการออกแบบและก่อสร้างของชาวอียิปต์ เช่น พีระมิดแห่ง
เมืองกิซา (Giza) ซึ่งใช้แรงงานคนถึง 100000 คน ทำการก่อสร้างพีระมิดขนาดความสูง 137 เมตร เป็น
เวลานานถึง 20 ปี โดยใช้หินทรายตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยม น้ำหนักขนาด 2.2-2.5 ตัน รวมประมาณ 2 ล้าน

ก้อนเป็นวัสดุก่อสร้าง
นอกจากพีระมิดแล้ว อียิปต์ยังสร้างวิหารจำนวนมาก เพื่อบูชาเทพเจ้าแต่ละองค์และเทพประจำท้อง
ถิ่นภายในวิหารมักจะประดับด้วยเสาหินขยาดใหญ่ซึ่งแกะสลักลวดลายอย่างงดงาม วิหารที่สำคัญและ
ยิ่งใหญ่ของอียิปต์ ได้แก่ วิหารแห่งเมืองคาร์นัก (Karnak) และวิหารแห่งเมืองลักซอร์ (Luxor)



ด้านดาราศาสตร์ เกิดจากการสังเกตปรากฏการ์ณที่น้ำในแม่น้ำไนล์หลาก
ท่วมล้นตลิ่ง เมื่อน้ำลดแล้วพื้นดินก็มีความเหมาะสมที่จะเพาะปลูก หลังจาก
ชาวนาเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วน้ำในแม่น้ำไนล์ก็กลับมาท่วมอีก หมุนเวียนเช่นนี้
ตลอดไป ชาวอียิปต์ได้นำความรู้จากประสบการ์ณดังกล่าวไปคำนวณปฏิทิน
นับรวมเป็น 1 ปี มี 12 ดือน ในรอบ 1 ปียังบ่งเป็น 3 ฤดูที่กำหนดตามวิถีการ

ประกอบอาชีพ คือ ฤดูน้ำท่วม ฤดูไถหว่าน และฤดูเก้บเกี่ยว





ด้านคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะการคำนวณขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การบวก ลบ
และหาร และการคำนวณพื้นที่วงกลม สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยม ความรู้ ดัง
กล่าวเป็นฐานของวิชาฟิสิกส์ ซึ่งชาวอียิปต์ใช้คำนวณในการก่อสร้างพีระมิด

วิหาร เสาหินขนาดใหญ่ ฯลฯ





ด้านการแพทย์ มี ความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์มาก เอกสารที่
บันทึกเมื่อ 1700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ระบุว่าอียิปต์มีผู้เชี่ยวชาญด้านการ
แพทย์หลายสาขา เช่น ทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ
กระเพาะอาหาร ในสมัยนี้แพทย์อียิปต์สามารถผ่าตัดคนไข้แบบง่ายๆ ได้แล้ว
นอกจากนี้ยังคิดค้นวิธีปรุงยารักษาโรคต่างๆ ได้จำนวนมาก โดยรวบรวม

เป็นตำราเล่มแรก ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้กันแพร่หลายในทวีปยุโรป





ด้านอักษรศาสตร์ อักษรไฮโรกลิฟิกเป็นอักษรรุ่นแรกที่อียิปต์ประดิษฐ์
ขึ้นเมื่อประมาณปี 3100 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นอักษรภาพแสดงลักษณ์
ต่างๆ ต่อมามีการพัฒนาตัวอักษรเป็นแบบพยัญชนะ ในระยะแรก ชาวอียิปต์
จารึกเรื่องราวด้วยการแกะสลักอักษรไว้ตามกำแพงและผนังของสิ่งก่อ สร้าง
เช่น วิหารและพีระมิด ต่อมาค้นพบวิธีทำกระดาษจากต้นปาปิรุส ทำให้มีการ
บันทึกแพร่หลายมากขึ้น ความก้าวหน้าทางอักษรศาสตร์จึงเป็นหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชาวโลก ทราบถึงความเจริญและความต่อเนื่องของ

อารยธรรมอียิปต์

ศาสนา ศาสนามีอิธิพลสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างสรรค์อารยธรรมอียิปต์ ความเชื่อ
ทางศาสนาของชาวอียิปต์ผูกพันกับธรรมชาติและสภาพภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าชาวอียิปต์นับถือ
เทพเจ้าหลายองค์ทั้งที่เป็นสรรพสิ่งตามธรรมชาติและวิญญาณของอดีตฟาโรห์ โดยบูชาสัตว์ต่างๆ
เช่น แมว สุนัข หมาใน วัว เหยี่ยว แกะ ฯลฯ เพราะเชื่อว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นที่สิงสถิตของเทพซึ่งพิทักษ์
มนุษย์ แต่เทพเจ้าที่เชื่อว่ามีอำนาจปกครองจักรวาลคือ เร หรือ รา (Re or Ra) ซึ่งเป็นเทพแห่งดวง
อาทิตย์และเป็นหัวหน้าแห่งเทพเจ้าทั้งปวง โอริซิส (Orisis) ซึ่งเป็นเทพแห่งแม่น้ำไนล์ผู้บันดาลความ
อุดมสมบูรณ์ให้แก่อียิปต์และเป็นผู้พิทักษ์ดวงวัญญาณหลังความตาย และไอซิส ซึ่งเป็นเทวีผู้สร้าง
และชุบชีวิตคนตาย และยังเป็นชายาของเทพโอริซิสอีกด้วย ชาวอียิปต์นับถือฟาโรห์ของตนเสมือน
เทพเจ้าองค์หนึ่งและเชื่อว่าวิญญาณเป็นอมตะ จึงสร้างสุสานขนาดใหญ่หรือพีระมิดสำหรับเก็บ
ร่างกายที่ทำให้ไม่เน่าเปื่อยด้วยวิธีการมัมมี่ เพื่อรองรับวิญญาณที่จะกลับคืนมา อนึ่ง ความเชื่อทาง
ศาสนายังทำให้เกิดกาารบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ และพิธีกรรมตามสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ
ได้แก่คัมภีร์ของผู้ตายหรือคัมภีร์มรณะ (Book of The Dead) ซึ่งอธิบายผลงานและคุณความดีใน
อดีตของดวงวิญญาณที่รอรับการตัดสินของเทพโอริซิส บันทึกเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตชาว

อียิปต์และพัฒนาการของอารยธรรมด้านต่างๆ ได้ดี

อุตสาหกรรม อียิปต์เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่
ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจัยสำคัญที่
ทำให้อุตสาหกรมมของอียิปต์เติบโตคือ การมีช่าง

ฝีมือและแรงงานจำนวนมาก มีเทคโนโลยีและ
วิทยาการที่ก้าวหน้า มีวัตถุดิบ และมีการติดต่อ
ค้าขายกับดินแดนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ดังนั้น
อียิปต์จึงสามารถพัฒนาระบบอุตสาหกรรมที่ผลิต
สินค้าได้จำนวนมาก อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่
การทำเหมืองแร่ การต่อเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา

การทำเครื่องแก้ว และการทอผ้าลินิน

ด้านอักษรศาสตร์ อักษรไฮโรกลิฟิกเป็นอักษรรุ่น
แรกที่อียิปต์ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อประมาณปี 3100 ปีก่อน
คริสต์ศักราช เป็นอักษรภาพแสดงลักษณ์ต่างๆ ต่อ
มามีการพัฒนาตัวอักษรเป็นแบบพยัญชนะ ในระยะ

แรก ชาวอียิปต์จารึกเรื่องราวด้วยการแกะสลัก
อักษรไว้ตามกำแพงและผนังของสิ่งก่อ สร้าง เช่น
วิหารและพีระมิด ต่อมาค้นพบวิธีทำกระดาษจาก
ต้นปาปิรุส ทำให้มีการบันทึกแพร่หลายมากขึ้น
ความก้าวหน้าทางอักษรศาสตร์จึงเป็นหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชาวโลก ทราบถึงความ

เจริญและความต่อเนื่องของอารยธรรมอียิปต์

วิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ
ชาวอียิปต์โบราณดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วมถึงหรือที่เรียกว่าเขต
ดินสีดำที่ชื่อว่า เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติ
ของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าว
บาร์เลย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปัง และทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็น
อาหารหลักของชาวอียิปต์โบราณ พืชผลเหล่านี้ยังใช้เป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนอื่นๆ อีกด้วย




นอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวอียิปต์ยังจับปลา ล่านกน้ำ
และฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์ โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก
ส่วนในเขตดินสีแดงที่เรียกว่า เชเครต ซึ่งอยู่ในเขตอียิปต์
ตอนบน ชาวอียิปต์ล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า
ซึ่งมีอยู่มากมาย บ้านเรือนของชาวอียิปต์สร้างจากอิฐตาก
แห้งและใช้ไม้ทำส่วนประกอบอย่างกรอบประตู เนื่องจากใน
อียิปต์ไม้ค่อนข้างหายาก บ้านแต่ละหลังจะมีบันไดขึ้น
ดาดฟ้า เพราะชาวอียิปต์นิยมใช้ดาดฟ้าเป็นที่ทำงานต่างๆ
เช่นการทำขนมปัง หรือแม้แต่เป็นที่พักผ่อนนั่งพูดคุยไม่

เกร็ดความรู้ การทำมัมมี่



อ้างอิง
1. http://chantanit.blogspot.com/2013/07/blog-
post_15.html
2.http://sameaf.mfa.go.th/th/important_place/detail.php?
ID=4358
3.https://ngthai.com/history/12479/ancient-egypt-
kingdom/


Click to View FlipBook Version