องค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ภูไทเรณูนคร จัดทำโดย นางสาวลูน่า โอเซน 623011810024 สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โครงการประกอบการฝึกสหกิจศึกษา สาขาวิชามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ปีการศึกษา ๒๕๖๕
คำนำ หนังสือเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธ์ภูไทเรณู ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและเผยแพร่ในเรื่องของกลุ่มชาติ พันธุ์ภูไทเรณูนคร อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ สนใจ ศึกษา ค้นคว้า เกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรมความเชื่อ การแต่งกาย การฟ้อนรำ และอาหารของ กลุ่มชาตพันธุ์ภูไทเรณูหากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใดผู้จัดทำขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ลูน่า โอเซน
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บรรณานุกรม ค 1. บริบทพื้นที่ 1 1.1 ประวัติความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ภูไท เรณู นคร 1 2.2 ประวัติความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ภูไท เรณู นคร 2 2. ความเป็นมาและความสำคัญ 2.1 ความเป็นมาการฟ้อนภูไทเรณูนคร 2.2 การแต่งกายในการใช้ชีวิตอดีตจนปัจจุบัน/การ แต่งการฟ้อนรำ 2.3 อาหารถิ่น 2.4 ความเชื่อเรื่องเจ้าปู่ถลา เรณูนคร 2.5 นิสัยใจคอชาวภูไท เรณูนคร 2.6 การฟ้อนภูไทเรณูนคร (ดนตรี แต่งกาย ท่ารำ โอกาสที่ใช้ในการแสดง) 3. สรุป 4469 1214 1416
บรรณานุกรม กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. (2566). กลุ่มชาติพันธุ์ภูไท. สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2566, จาก https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/81 จังหวัดนครพนม. (2565). กลุ่มชาติพันธุ์ภูไท. สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2566, จาก http://www2.nakhonphanom.go.th นฤทร์บดินทร์ สาลีพันธ์. (2565). บทบาทนาฏกรรมฟ้อนภูไทต่อการนำเสนอภาพลักษณ์ของผ้าแพรวาในสังคม วัฒนธรรมรัฐชาติไทย : กรณีศึกษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมมาราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี หลวง.มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. นฤทร์บดินทร์ สาลีพันธ์. (2564). นาฏยศิลป์: อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ภูไทเรณูนคร ในสังคมวัฒนธรรมรัฐชาติไทย (วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สืบค้นจาก http://202.28.34.124/dspace/bitstream/123456789/1378/1/59010661009.pdf สำนักงานเทศบาลตำบลเรณูนคร. (2566). ข้อมูลทั่วไปอำเภอเรณูนคร. สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2566, จาก http://www.tessabanrenu.go.th
1. บริบทพื้นที่ 1.1 ประวัติความเป็นมา เมืองเรณูนคร สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้บันทึกสรุปไว้ว่า ชนผู้ไทอำเภอเรณูนคร นั้น เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมือง แถงและเมืองไถ อันเป็นเมืองแรกในประวัติศาสตร์เป็นเมืองไทยที่ใหญ่มากในแคว้นสิบสองจุไทย ขณะนั้นเป็น อาณาจักรขึ้นตรงต่ออาณาจักรน่านเจ้า และสุโขทัยในเวลาต่อมา เมืองแถงและเมืองไถ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาไม่ อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับอยู่ในภาวะหมายปองของประเทศใกล้เคียงถึง 3 ประเทศ คือ หลวงพระบาง จีน และ ญวน ซึ่งต่างก็พยายามจะเข้าไปมีอิทธิพลครอบครองเมืองทั้งสอง เมื่อผู้ไทย เมืองแถง และเมืองไถ ซึ่งเป็นหัว เมืองชั้นนอกถูกรุกรานมาก ๆ เข้าก็พากันอพยพมาอยู่ที่เมือง " น้ำน้อยอ้อยหนู" มีท้าวก่าเป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นเมือง ในสิบสองจุไทย (ปัจจุบันอยู่ทางทิศเหนือของพม่าและตอนใต้ของจีน) ต่อมาเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูอัตคัดอดอยาก ประกอบกับท้าวก่าไม่พอใจกับเจ้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู จึงทำให้ ผู้ไทยเหล่านั้นอพยพขึ้นไปกับ อนุรุทกุมาร เจ้าเมืองเวียงจันทร์ เจ้าอนุรุทกุมาร จึงสั่งให้ท้าวก่านำชาวผู้ไทย เหล่านั้นไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองวัง (ปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขต) เมืองวังพวกนี้พวกข่าปกครองอยู่ พวกข่า พยายามเข้าปกครองชาวผู้ไทยด้วยแต่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมจึงเกิดการแข่งขันยิงธนู โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าฝ่ายใดยิงธนู ไปติดกับหน้าผาหินได้จะเป็นฝ่ายชนะ ปรากฏว่าฝ่ายผู้ไทยชนะ เพราะฉลาดกว่าโดยนำเอาสูตร (ชันมะโรง) มาใส่ไว้ ในหัวธนูจึงทำให้ชนเผ่าผู้ไทยได้ปกครองพวกข่าตั้งแต่นั้นมา โดยมีท้าวก่าเป็นผู้ปกครอง ต่อมาท้าวก่าตาย พระยา เตโชเป็นเจ้าปกครองแทน ต่อมาพระยาเตโชถูกศัตรูจับไป ท้าวเพชรและท้าวสาย บุตรของพระยาเตโชได้นำชาวผู้ ไทยเหล่านั้น อพยพหนีอีกครั้งหนึ่งโดยข้ามแม่น้ำโขงมาพักที่ค่าย "โพธิ์สามต้น" (ปัจจุบันคือบ้านพระกลางทุ่ง ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม) ต่อมาได้อพยพไปอยู่ที่หนองหารจังหวัดสกลนคร แต่อยู่ไม่นานเพราะเด็ก ผู้ใหญ่พากันล้มป่ายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเคยอยู่แต่ในป่าไม่เคยอยู่ทุ่งโล่ง จึงพากันอพยพกลับค่ายโพธิ์สามต้น ต่อมาชาวผู้ไทยได้ไปนมัสการถามเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมถึงที่จะตั้งหมู่บ้านใหม่ที่เหมาะสม เจ้าอาวาส จึงได้ให้ไปถาม "ความช้างบักเอก" ถึงทีตั้งทำเลดังกล่าว จึงได้รับคำแนะนำไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หนองหวาย ซึ่งมี ห้วยบ่อแกไหลผ่าน จึงให้ชื่อหมู่บ้านครั้งแรกว่า "บ้านดงหวาย สายบ่อแก" ต่อมาชาวผู้ไทยได้อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งบ้านเรือนสมทบเพิ่มขึ้นอีก บ้านเรือนที่ตั้งเพิ่มขึ้นอีกนั้นตั้งวกไปเวียนมาไม่เป็นระเบียบ จึงเรียกชื่อใหม่ว่า "บ้านเมืองเว" ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีเจ้านายและเจ้ากรรมเมืองเสด็จมาเห็นว่าในบริเวณใกล้ บ้านเมืองเวมีหนองน้ำใหญ่ชื่อ หนองลาดควาย อยู่หนองหนึ่งมีดอกบัวขึ้นอยู่เต็ม ดอกบานสะพรั่งเลยเอาน าม ดอกบัวนี้มาพระราชทานนามเมืองนี้ว่า "เรณูนคร" มีเจ้าเพชรเป็นเจ้าเมือง ตั้งชื่อว่าพระแก้วโกพล ต่อมารัชกาลที่
5 เมืองเรณูนคร ได้ยกฐานะเป็นอำเภอมีหลวงยุทธกิจเป็นนายอำเภอ ต่อมาท้าวก่าเตโชได้รับแต่งตั้งให้เป็น นายอำเภอแทนหลวงยุทธกิจ ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาตรวจราชการที่อำเภอเณูนครเห็นว่าอำเภอเรณูนครนี้อยู่ ห่างไกลแม่น้ำไปมาลำบาก และชัยภูมิบ้านธาตุพนมเป็นที่เหมาะสมรวมทั้งมีพระธาตุพนมอันเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย จึงได้ย้ายอำเภอไปตั้งใหม่ เรียกว่า "อำเภอธาตุพนม" ตั้งแต่ พ.ศ. 2453 อำเภอเรณูนครจึงลดฐานะเป็นตำบล อยู่ใน เขตปกครองของอำเภอธาตุพนม และในต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2513 ทางราชการได้ประกาศยกฐานะตำบลเรณู นครขึ้นเป็นกิ่งอำเภอเรณูนคร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2518 ทางราชการประกาศยกฐานะของกิ่งอำเภอเรณู เป็น อำเภอเรียกว่า "อำเภอเรณูนคร" จนกระทั่งทุกวันนี้ ภาพประกอบ 1 : เมืองเรณูนครในอดีต ที่มา : https://board.postjung.com/1221076 1.2 ประวัติความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ภูไท เรณูนคร ชาวภูไท อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนเข้าสู่เมืองเดียนเบียนฟูบ้านนาน้อยอ้อย หนูแล้ว อพยพ ต่อมาเรื่องจากพี้นที่มีจานวนจากัดการขยายตัวเกิดการขัดแย้ง จึงได้มาตั้งที่ใหม่ บริเวณ เมืองวัง เมืองอ่างคำ เมือง เซโปนเมืองพิน เมืองนอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต่อมาชาวภูไทในเมืองวังได้มีการขัดแย้งในการ ปกครองระหว่างสายเลือดจึงเกิดการอพยพข้ามฝั่ง แม่น้าโขงในบริเวณท่าธาตุพนม และเดินทางต่อไปยังแถบ บริเวณหนองหานแต่สภาพอากาศไม่ เหมาะสมเนื่องจากปกติเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีลมพัดผ่านทั้งมีน้ามาก สภาพอากาศลมชื้นจึงทำให้เด็กและคนชราเกิดอาการป่วยไข้และล้มตายมาก จึงมีแนวคิดว่าจะอพยพกลับอีกฝั่ง ของแม่น้ำโขง ก่อนจะข้ามแม่น้าโขงจึงพาขบวนผู้อพยพไปแวะนมัสการพระธาตุพนมท่านเจ้าอาวาสสมัยนั้นได้
สอบถามและก็ได้ชี้นนำให้ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณใกล้เคียง ณ บ้านดงหวายสายบอกแก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก ธาตุพนม อันมีชัยภูมิที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐานใหม่ ต่อมาชาวภูไทได้อพยพจากฝั่งซ้ายของแม่น้า โขงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น ระลอกๆ จากสาเหตุต่างกัน แต่เนื่องด้วยพื้นเพของสายเลือดชาวภูไท จึงมีการ ปฏิสัมพันธ์และในขณะนั้นไม่มีร้าน สะดวกซื้อหรือโรงแรมผู้คนที่อพยพมาจากต่างถิ่นจึงต้องจัดการใช้ชีวิตโดยการทำมาหากินและแบ่งข้าวปลาอาหาร เพื่อที่จะไปตั้งถิ่นฐานต่อไปในพื้นที่ฝั่งขวาของแม่โขง ดังนั้นพื้นที่เรณูนครจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงของชาวภูไทในบริเวณที่ข้ามฝั่งแม่น้า โขง ชื่อชุมชนแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เมืองเว” (คำว่าเว หมายถึงการวนกลับในภาษาภูไทซึ่งตรงกับ การที่คนที่ต้องการสอบถามข้อมูลถึงแม้ไปต่าง พื้นที่แล้วแต่ต้องวนกลับมาถามบุคคลที่ต้องการพบเจอชาวภูไทด้วย กันเองในพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้าโขง) โดยเฉพาะเรณูนครถือว่าเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชาติพันธ์ุชาวภูไทในประเทศไทย เพราะการข้ามฝั่ง แม่น้ำโขงเข้ามาชาวภูไทส่วนใหญ่จะต้องแวะเวียนเข้ามาหาชุมชนแห่งนี้และสอบถามพร้อมทั้ง แบ่งปัน ข้าวปลาอาหารเพื่อที่จะไปสร้างบ้านแปลงเมืองในพื้นที่ต่างๆ ต่อไปโดยในหลายพื้นที่ดังปรากฏการณ์บอก เล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวภูไทที่อื่นๆ ว่าชาวเรณูนครเป็นพี่ใหญ่เป็นเชื้อเป็นสายที่เป็นนับว่าเป็นพี่ ในการแบ่งปัน ข้าวปลาอาหารแล้วก็แบ่งปันสิ่งต่างๆ ไปใช้ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่หลาย พื้นที่เช่นเขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง นายูง คำชะอีเป็นต้น หรือหลากหลายที่ของชาวภูไทในประเทศไทย ภาพประกอบ 2 กลุ่มชาติพันธุ์ภูไทเรณูนครในอดีต ที่มา : https://e-shann.com
2. ความเป็นมาและความสำคัญ 2.1 ความเป็นมาการฟ้อนภูไทเรณูนคร การฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือ ว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็น สัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไท ให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบ แผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน ฟ้อนภูไทเรณูนครมีความยาวนานมากกว่า 60 ปีแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่มีความชัดเจน ในกลุ่มของคนเหล่านี้โดยได้นำเสนอ ในรูปแบบของพัฒนาการออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. 2498 การกำเนิดฟ้อนภูไทเรณูนครโดยใช้ชื่อชุด “ฟ้อนภูไทขาวแห่ต้นกลัปพฤกษ์” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 ชุดการแสดง ณ ที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการ เสด็จพระราชกุศลนมัสการองค์พระธาตุพนมในวันที่ 13 พฤศจิกายน ในปีดังกล่าว พ.ศ. 2498-2510 เป็นช่วงบ่มเพาะนาฏยศิลป์ของภูไทเรณูนคร เนื่องด้วย หลังจากนั้นชาวภูไทเรณูนคร ได้รับการเลือกไปแสดงในจังหวัดนครพนมและได้นาเอาการเยี่ยมเยือน ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามาในชุมชนทา ให้เกิดการแสดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีการตัดท่าถวายบังคมเนื่องจากเป็นท่าถวายความเครารพพระมาหากษัตรซึ่งวจาก 6 ท่าเป็น 5 ท่าคือท่านกกระบาบิน ท่าลามพัดพร้าว ท่าลำเพลิน ท่าถวายพระยาแถน ท่าเชิดและต่อมาได้มีการ เพิ่มท่าฟ้อน 4 ท่าคือ ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น ท่านกกระบาบิน ท่าบูขายัตร ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ รวมเป็น 9 ท่า พ.ศ. 2511-2520 เป็นช่วงของการปรับปรุงการแสดงฟ้อนภูไทและนาเอาชุดการ แสดงฟ้อนบายศรีและ ฟ้อนอื่น ๆ อีกประมาณสองถึงสามชุดเพื่อให้มีความหลากหลายในการนาเสนอ รูปแบบของการแสดงในพื้นที่ชุมชน เรณูนคร พ.ศ. 2521-2530 เป็นช่วงของการคงรูปช่วงที่หนึ่งซึ่งการแสดงแต่ละการแสดง เป็นรูปแบบคงเดิมไม่มีการ เปลี่ยนแปลงจากเดิมแต่ว่ามีลักษณะของการทาซ้าและก็นาเสนอในบริบท ทางสังคมในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้อย่าง ต่อเนื่องและในพ.ศ. 2531-2545 เป็นช่วงของการปรับปรุงช่วงที่สองของชุมชนแห่งนี้สาเหตุ เนื่องจากมีการนาว
งดนตรีโปงลางในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้จากกระแสความนิยมของวงโปงลางในพื้นที่ ภูมิภาคอีสานและในปี พ.ศ. 2545 - ปัจจุบัน เป็นช่วงของการคงรูปในลักษณะของการต้อนรับขับสู้และ การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้าไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนทั้งชั้น ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขต อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี “ฟ้อนภูไทเรณูนคร” เป็นทุกคน ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณู นคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อนรำเป็นวงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไป ฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน ภาพประกอบ 3 : การฟ้อนภูไทเรณูนครในอดีต ที่มา : https://pukmudmuangthai.com/detail/21501 ภาพประกอบ 4 : การฟ้อนภูไทเรณูนครในอดีต ที่มา : https://www.oknation.net
ภาพประกอบ 5 : การฟ้อนชาวภูไทเรณูนคร ที่มา : https://www.isangate.com 2.2 การแต่งกายในการใช้ชีวิตอดีตจนปัจจุบัน/การแต่งการฟ้อนรำ การแต่งกายสมัยก่อนของชาวภูไท ในเวลาปกติผู้ชายนุ่งผ้าเมล็ดงาสีดำหรือกรมท่า สวมเสื้อด้วยผ้า พื้นเมืองฝ้ายทอมือย้อมคราม เกล้าผมมวย ผู้หญิงนุ่งซิ่น และสวมเสื้อผูกเข้าหากัน ใช้แทนผ้าห่มใส่กำไลข้อมือกับ ต่างหูทำด้วยเงิน ทองเหลืองเป็นประจำบางรายถ้ามีฐานะก็จะมีการใส่นาก หรือทองคำบางตามสถานะภาพทาง เศรษฐกิจของบุคคลนั้นๆ ผมจะเกล้ามวยอย่างสวยงาม สำหรับคนที่มีฐานะดีทั้งชายและหญิงจะมีผ้าแพรผืนเล็กๆ เรียกว่าผ้าเก็บดอก ผูกคล้องรัดผมที่เกล้ามวยไว้ ไม่ให้รุงรัง (ส่วนใหญ่เป็นผ้าที่คาบจากหน้าศพของบิดามารดาของ บุคคลที่สวมใส่หรือผู้ใหญ่ที่นับถือ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งปกป้องคุ้มครองและเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง ปัจจุบันการใช้ผ้า ลักษณะนี้ในภูไทเรณูนครไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ยังมีให้เห็นอยู่ในภูไทในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์) การเกล้ามวยผมจะมีอยู่ 3 แบบ คือ คนแก่จะเกล้ากลางศีรษะ สาวโสดเกล้าผมไว้ท้ายทอย ส่วนแม่หม้ายเกล้าผมเอียงมาทางซ้ายศีรษะ และส่วนแม่ห้าง (ผู้หญิงที่หย่าร้างจากสามี) เกล้าผมมาทางขวา การแต่งผมจะบ่งบอกสถานะภาพการแต่งงานของ หญิงสาวในอดีต เวลางานหญิงจะใส่ผ้าถุงครึ่งแข้งแต่เวลางานบุญจะใส่ผ้าถุงกรอมเท้าเพื่อความสุภาพเครื่องแต่ง กายของชาวภูไทเรณูนครนั้นส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายเนื่องจากว่านิยมการปลูกฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจและพื้นที่ของเรณู นครเมื่อฤดูหนาวจะมีลมแรงในพื้นที่ผ้าฝ้ายมีความหนาและทำให้ร่างกายอบอุ่นส่วนสีของผ้านั้นนิยมย้อมด้วยคราม และเมล็ดงา ซึ่งเป็นพืชที่ชุมชนนิยมปลูกเช่นกันทั้งนี้ในชุมชนยังมีการขายน้ำาแต้มน้ำาย้อม (น้ำาครามของชาว กุลา) ในอดีตจึงทำให้เครื่องแต่งกายของชาวเรณูนครนั้นส่วนใหญ่เป็นสีกรมท่าซึ่งหาได้ง่ายในชุมชน และยังพบว่ามี การปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมบ้างแต่ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์ผู้อาวุโสในชุมนและจากสาร์ สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯลฯ กล่าวว่ามีการทอผ้าและเครื่องแต่งกายที่แปลกตาสะอาดสะอ้านกว่าผู้คนในแถบนี้
ภาพประกอบ 6 : การแต่งกายการฟ้อนรำในอดีต ที่มา : https://board.postjung.com/1064472 ปัจจุบันนี้ชาวภูไทเรณูนคร แต่งกายเหมือนชาวไทยทั่วไป ๆ ไปตามสมัยนิยม นอกจากจะมีงานพิธีหรือ เทศกาลเท่านั้น จึงจะมีการแต่งกายอย่างพื้นเมืองบ้าง ซึ่งจะเป็นการประยุกต์แบบตามแบบสมัยใหม่เข้าไปด้วยจึงมี ความหลากหลายในรูปแบบแต่มีความเป็นกลุ่มเป็นก้อนในอีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับการแต่งกายสมัยก่อน ในเวลา ปกติผู้ชายนุ่งผ้าเมล็ดงาสีดำหรือกรมท่า สวมเสื้อด้วยผ้าพื้นเมืองฝ้ายทอมือย้อมคราม เกล้าผมมวย ผู้หญิงนุ่งซิ่น และสวมเสื้อผูกเข้าหากัน ใช้แทนผ้าห่มใส่กำไลข้อมือกับต่างหูทำด้วยเงิน ทองเหลืองเป็นประจำบางรายถ้ามีฐานะ ก็จะมีการใส่นาก หรือทองคำบางตามสถานะภาพทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้น ๆ ผมจะเกล้ามวยอย่างสวยงาม สำหรับคนที่มีฐานะดีทั้งชายและหญิงจะมีผ้าแพรผืนเล็กๆ เรียกว่าผ้าเก็บดอก ผูกคล้องรัดผมที่เกล้ามวยไว้ ไม่ให้ รุงรัง(ปัจจุบันการใช้ผ้าลักษณะนี้ในภูไทเรณูนครไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ยังมีให้เห็นอยู่ในภูไทในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์) การเกล้ามวยผมจะมีอยู่ 3 แบบ คือ คนแก่จะเกล้ากลางศีรษะ สาวโสดเกล้าผมไว้ท้ายทอยส่วนแม่หม้ายเกล้าผม เอียงมาทางซ้ายศีรษะ และส่วนแม่ห้าง (ผู้หญิงที่หย่าร้างจากสามี) เกล้าผมมาทางขวา การแต่งผมจะบ่งบอก สถานะภาพการแต่งงานของหญิงสาวในอดีต ในวันนักขัตฤกษ์ ผู้ชายจะนุ่งผ้าไหม สวมเสื้อชั้นใน ห่มผ้าเก็บดอก ผู้หญิงนุ่งซิ่นหมี่ไหม สวมเสื้อแขนยาว ตัดรัดรูปผ่าหน้าติดกระดุมเป็นแถวยาว บางคนก็ใช้สตางค์ห้าหรือสตางค์สิบ ร้อยซ้อนกับกระดุมทุกเม็ด เครื่องประดับกายมีลูกปัดแก้ว ร้อยเป็นสายคล้องคอ ใส่ข้อมือและพันผม ใช้ทั้งหญิง และชาย บางครั้งพวกผู้หญิงยังเอาเงินเหรียญโบราณที่มีรู หรือนำเหรียญมาเจาะรูแล้วร้อยเป็นแถวคล้องคออีกด้วย ถ้าเป็นการทำศีลจะถอดเครื่องประดับออก เมื่อรับศีลเสร็จแล้วจะใส่ใหม่ตามเดิม เครื่องประดับและเครื่องตกแต่ง นั้นแล้วแต่สภาพของฐานะของผู้สวมใส่ว่ามีมากน้อย
ภาพประกอบ 7 : การแต่งกายภูไทเรณูนคร ที่มา : http://www2.nakhonphanom.go.th ภาพประกอบ 8 : การฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่มา : https://web.facebook.com/profile.php?id=100013698366333
2.3 อาหารถิ่น อาหารเด่นประจำกลุ่มชาติพันธุ์ภูไท เรณูนคร มีดังนี้ 1. ข้าวปุ้นปาแดะโน อาหารประจำธาตุ “ดิน” ขนมจีน หรือภาษาอีสานเรียกว่า “ข้าวปุ้น” ซึ่งความจริงแล้วคนทั่วไปก็จะรู้จักกันดีแล้ว โดยทั่วไปแล้วเรา จะกินขนมจีนกับน้ำกะทิ น้ำยาป่าหรือน้ำยาปลาด้ม น้ำเงี้ยว น้ำแกงเขียวหวาน แต่ชาวอำเภอเรณูนครจะ รับประทานกับน้ำปลาร้า และน้ำกะปิ เส้นขนมจีก็เป็นเส้นบีบสด ซึ่งเป็นวิถีของขั้นตอนการทำและการกินที่ไม่ เหมือนที่อื่นทั่วไป เป็นเอกลักษณ์และสูตรเฉพาะของชาวเรณู ภาพประกอบ 9 : การทำขนมจีน ที่มา : https://www.naewna.com
ภาพประกอบ 10 : ขนมจีนน้ำปลาร้า/กะปิ ที่มา : https://web.facebook.com/profile.php?id=100063545018099 2. ปิ้งไก่บ้านแหย่ฮังมดแดง (ปิ้งไก่บ้านโบราณ) อาหารประจำธาตุ “ดิน” สัตว์หนึ่งในนั้นที่เกษตรกรจะเลือกเลี้ยงไว้ก็คือ “ไก่บ้าน” สมัยก่อนนั้นการประกอบอาหารและการ เสาะหาแหล่งอาหารของชาวไทอีสานในความเป็นอยู่แบบพอเพียง ชาวอีสานมักออกแสวงหาอาหารในแหล่ง ธรรมชาติใกล้ชุมชน เช่น ในท้องนา ป่าชุมชน ป่าทาม รวมไปถึงในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันวิถีชีวิต บางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ในบางท้องที่หรือบางชุมชนก็ยังหาอยู่หากินอย่างพอเพียงตามวิถีชีวิตแบบ ดั้งเดิมกันอยู่ “ไข่มดแดง” รวมถึงตัวอ่อนของมดแดง ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารอีสานที่หารับประทานได้ในช่วงหน้าแล้ง เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นอาหารตามฤดูกาลแม้ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมในการบริโภคกันอยู่ ด้วยรสชาติที่เป็น เอกลักษณ์ และสามารถหาได้ง่ายๆในท้องถิ่น ภาพประกอบ 11 : ไก่ย่างมดแดง ที่มา : https://www.khaosod.co.th
3. แจวปลาแดะ (น้ำพริกปลาร้า) อาหารประจำธาตุ “ลม” แจ่วปลาแดกเป็นอาหารหลักของชาวบ้านไทยอีสาน ไปไร่ ไปนา ต้องมีแจ่วปลาแดกไปรับประทานขาด ไม่ได้เวลาจัดสำรับจะต้องมีแจ่วบองอยู่ในสำรับกับข้าวด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร แจ่วปลาแดก เป็นการแปรรูปสมุนไพร ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระเทียม หอมแดง ปลาร้า เพิ่มรสชาติ โดยการ เติม เกลือ และน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมขึ้น แจ่วปลาแดก ( น้ำพริกพร้อมรับประทาน ) ประโยชน์ทางอาหาร ช่วย ในการย่อย และการขับถ่ายเนื่องจากมีผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด ภาพประกอบ 12 : น้ำพริกปลาร้า ที่มา : https://almocooking.com 4. ข้าวหลามแซบ (เผาข้าวหลาม) อาหารประจำธาตุ “ดิน” เป็นขนมชนิดหนึ่งนิยมทำรับประทานกันในฤดูหนาว หรือเมื่อได้ข้าวใหม่ ใช้ไผ่ข้าวหลาม หรือไม้ป้างเป็น กระบอกใส่ข้าวหลาม ข้าวหลามแบบชาวบ้าน ใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือเท่านั้น สำหรับข้าวหลามที่ ทำขายกันโดยทั่วไป จะใส่น้ำกะทิ และเติมถั่วดำ หรืองาขี้ม้อน การทำข้าวหลามตามประเพณีนิยมของชาวล้านนา จะเพื่อถวายพระในวันเพ็ญเดือนสี่ หรือประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการทานร่วมกับการทานข้าวจี่ และข้าวล้น บาตรข้าวหลาม ประโยชน์ทางอาหารใช้เป็นอาหารว่าง ของคนภูไท
ภาพประกอบ 13 : ข้าวหลาม ที่มา : https://www.bansuanporpeang.com 2.4 ความเชื่อเรื่องเจ้าปู่ถลา เรณูนคร เจ้าปู่ถลา คือผี หรือวิญญาณบรรพบุรุษของชาวภูไทเรณูนคร เป็นมเหศักดิ์หลักเมืองที่ชาวภูไทเรณูนครให้ ความเคารพนับถือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบกันต่อมาว่าอัญเชิญเจ้าปู่มาจากเมืองวัง เจ้าปู่ถลา เป็นหัวหน้าชาวภูไทคนหนึ่งเป็นนักรบถือดาบสองมือ มีความเก่งกล้าสามารถเป็นที่ยำเกรงของข้าศึกศัตรูที่ยกทัพ มารุกรานชาวภูไท ก่อนท่านจะถูกจับตัวไปเมืองญวนด้วยเสียทีเพราะกลอุบาย ท่านเลยคิดว่าตนต้องตายเป็นแน่ จึงได้สั่งเสียไว้ว่า หากบุตรหลานของชาวภูไทอยากจะให้ท่านช่วยเหลือเรื่องอะไรเมื่อไปสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ที่ใด จงตั้งศาลให้ท่าน แล้วเซ่นไหว้ปีละครั้ง ท่านจะช่วยคุ้มครองลูกหลานชาวภูไทให้อยู่เย็นเป็นสุข ลูกหลานชาวภูไท เรณูนครทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่แห่งหนตำบลใดจะถือว่าตนเองเป็นหลานเจ้าปู่ถลา ศาลเจ้าปู่ถลาตั้งอยู่ที่ท้ายเมืองเรณูนครทางทิศตะวันตก ห่างจากวัดปัจฉิมาวาสประมาณ 200 เมตร ชาวภู ไทเรณูนครจะประกอบพิธีเซ่นไหว้ปีละครั้ง ในวันขึ้น 6 ค่ำเดือน 6 เครื่องเซ่นประกอบด้วย ช้าง (เหล้าไห) มา (สุรา) อาหารจะต้องนำวัวที่ยังมีชีวิตไปเชือดที่ศาลเจ้าปู่ แล้วทำ “ลาบเลือด” ของโปรดเจ้าปู่ และแกงเนื้อวัว การ เซ่นไหว้เจ้าปู่ถลา ลูกหลานชาวเรณูนครจะเรียกกันว่า “แก้บะ” เมื่อลูกหลานชาวภูไทเรณูนครบนเจ้าปู่จะต้องแก้ บน การแก้บน (แก้บะ) ใช้พาข้าวแดง พาแกงร้อน และวัวเป็นๆ ตามที่ผู้บนได้บอกกล่าวเจ้าปู่ หากลูกหลานผู้ใด ละเลย ผู้บนจะได้รับภัยพิบัติทั้งแก่ตนเองและบุตรหลานทันที ส่วนอาหารที่เหลือจากเจ้าปู่ ลูกหลานสามารถกินได้ นอกจากนี้ ชาวภูไทเรณูนครยังมีความเชื่อว่า เมื่อชาวภูไทเดินออกจากหมู่บ้านหรือออกนอกเขตอำเภอ เรณูนครไปต่างจังหวัดจะมีธรรมเนียมถือปฏิบัติสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน กล่าวคือ เจ้าของบ้านต้องต้อนรับแขก
ที่มาเยือนเพราะถือว่าเจ้าปู่ถลาติดตามไปด้วย การต้อนรับเจ้าของบ้านต้องต้อนรับด้วยสุรา “ให้เจ้าปู่ขี่ม้า” เจ้าของ บ้านมอบสุราให้ผู้เป็นแขกหนึ่งแก้ว แล้วให้แขกรับแก้วสุราก่อนรินลงดิน พร้อมบอกกล่าวให้เจ้าปู่มาดื่มสุราที่ ลูกหลานจัดเลี้ยงต้อนรับ หลังจากนั้นจึงให้แขกจิบสุราที่เหลือพอเป็นพิธี เป็นเสร็จพิธีต้อนรับเจ้าปู่ ส่วนสุราที่เหลือ จากการให้เจ้าปู่ดื่ม เจ้าบ้านและแขกสามารถดื่มต่อได้ การไหว้เจ้าปู่ถลาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวถือว่าเป็นศูนย์ รวมจิตใจของชาวภูไทยเรณูนครให้ลูกหลานประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งอันดีงามเพื่อความรุ่งเรืองของชีวิตในปัจจุบันและ อนาคต ภาพประกอบ 14 : ปู่เจ้าถลา ณ ศาลปู่เจ้าถลาเรณูนคร ที่มา : http://nkptemple.blogspot.com ภาพประกอบ 15 : เผ่าผู้ไทยเรณูนครบวงสรวง “เจ้าปู่ถลา” ที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9580000136335
ภาพประกอบ 16 : บวงสรวง "เจ้าปู่ถลา" ที่มา : https://www.thairath.co.th/lottery/news/2574451 2.5 นิสัยใจคอชาวภูไท เรณูนคร ชาวภูไทเรณูนคร มีความรักและภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของตน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรมดั้งเดิม มีความกตัญญูต่อบุพการี มีความเคารพและเชื่อถือผู้อาวุโส เคารพและศรัทธาในพุทธศาสนา มี ความเชื่อเรื่องผี รักความสงบ รักอิสระ มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ขยันขันแข็ง รักความเจริญก้าวหน้า ใฝ่ การศึกษาหาความรู้ เป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร มีอัธยาศัยไมตรีจิตดี ชอบช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ให้ความสำคัญกับการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน รักความสนุกสนาน เมื่อมีงานเทศกาลงานบุญต่างๆ จะ แสดงความสามัคคี และร่วมมือกับกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างดี และมักจะมีการฟ้อนวาดลวดลายกันอย่างสนุกสนาน ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นและชาวภูไทเรณูนครหัวสมัยใหม่จะเต้นกันอย่างสมัยนิยมในเพลงสตริงและลูกทุ่งเสียมากกว่า แต่ ยังปรากฏพบว่ามีการฟ้อนในแบบประเพณีนั้นยังคงมีการฟ้อนอย่างสม่ำเสมอให้เห็นกันอยู่ในชุมชนโดยเฉพาะเมื่อ มีแขกบ้านแขกเมืองเข้ามาเยี่ยมเยือน 2.6 การฟ้อนภูไทเรณูนคร (ดนตรี แต่งกาย ท่ารำ โอกาสที่ใช้ในการแสดง) การฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือ ว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็น สัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม
ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการ พระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อน ผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้าไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนทั้งชั้น ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขต อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี “ฟ้อนภูไทเรณูนคร” เป็นทุกคน ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อน รำเป็นวงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับ แขก จะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุง เท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้น ฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะ ผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้) การแต่งกายฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อสีน้ำเงิน คอตั้งขลิบแดงกระดุมเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัด เอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงินประแป้งด้วยแป้งขาว มีดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าซิ่น และสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมเงิน พาดสไบสีขาวที่ไหล่ซ้ายติดเข็มกลัดเป็นดอกไม้ สีแดง สวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน เกล้าผม มีดอกไม้สีขาว ประดับผม โอกาสหรือเวลาที่เล่น นิยมแสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟ งานธาตุวัน เพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ เครื่องดนตรี แบบดั้งเดิม ประกอบด้วย แคน กลองสองหน้า กลองหาง ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ ส่วนในวงโปงลาง ก็ใช้เครื่องดนตรีครบชุดของวงโปงลาง ลายเพลง ใช้ลายลมพัดพร้าว
ภาพประกอบ 17 : การฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่มา : http://www2.nakhonphanom.go.th ภาพประกอบ 18 : การฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่มา : https://web.facebook.com/profile.php?id=100013698366333
3. สรุป ปัจจุบันอำเภอเรณูนครมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะ การฟ้อนผู้ไทเรณูนคร ด้วยลีลาที่อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นเป็นที่ประทับใจของ ผู้ที่มาเยือน ชาวภูไทที่อาศัยอยู่ในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มีศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีความเป็น เอกลักษณ์มีนิสัยส่วนตัวรักความสงบอยู่กันอย่างสันติ มีความรักและหวงแหนในเผ่าพันธุ์ มีขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การแต่งกาย ดนตรี ความเชื่อและภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยที่ผ่านมาชาวภูไท เรณูนครยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ การแต่งกาย ดนตรี และภาษาพูด ของ กลุ่มตนไว้อย่างเหนียวแน่น จึงควรที่จะต้องมีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาสิ่งสำคัญคือการให้ความรู้และเข้าใจแก่ คนในชุมชน เด็กและเยาวชนในท้องถิ่น เพื่อให้คนในชุมชน เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นถึงคุณค่า และรับรู้ถึงความ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมกันในการที่จะช่วยกันธำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์