The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วย3_วิเคราะห์ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ัํYutTha, 2022-09-06 00:56:20

หน่วย3_วิเคราะห์ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย

หน่วย3_วิเคราะห์ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี ๑ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ท่ี ๒ หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๓ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๔-๖

กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

หน่วยกำรเรยี นรูท้ ี่ ๔ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๕

๑_หลกั สตู รวิชาประวัตศิ าสตรไ์ ทย
๒_แผนการจัดการเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ข้อสอบประจาหนว่ ย_เฉลย
๗_ การวัดและประเมนิ ผล
๘_เสริมสาระ
๙_สอ่ื เสริมการเรยี นรู้

บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com

๓หน่วยการเรียนรทู้ ่ี

วิเคราะห์ประเดน็ สาคญั

ทางประวตั ิศาสตร์ไทย

จุดประสงค์การเรียนรู้
๑. วเิ ครำะหป์ ระเดน็ สำคญั ของประวตั ิศำสตรไ์ ทยได้
๒. วิเครำะหค์ วำมสำคัญของสถำบันพระมหำกษตั รยิ ต์ อ่ ชำติไทยได้

แนวคดิ เกี่ยวกบั ความเปน็ มาของชนชาตไิ ทย

แนวคิดที่วำ่ ถิน่ เดิมของชนชำติไทยอย่บู ริเวณเทือกเขำอลั ไต

• ผเู้ สนอแนวคิดนี้ คอื ขุนวจิ ติ รมาตรา ในหนังสือ “หลักไทย”
• พฒั นำมำจำกแนวคดิ ของแตรร์ อี อง เดอ ลำ คูเปอรี ทว่ี ำ่ ชนชำติชำนหรอื ไทชำน หรือสยำม มีถน่ิ กำเนดิ อย่ใู นมณฑลเสฉวนของจนี

ตลอดจนแนวคิดของหมอวลิ เลยี ม คลิฟตนั ดอดด์ ท่ีว่ำถน่ิ เดิมของชนชำตไิ ทยมอี ำณำบรเิ วณครอบคลมุ จนี ตอนใต้ ลำว เวียดนำม
ตอนเหนอื เมยี นมำ และอินเดยี
• กำรใชว้ ธิ ีกำรทำงประวตั ศิ ำสตร์ในกำรศกึ ษำ พบว่ำยังไม่มหี ลกั ฐำนสนบั สนุนเพียงพอ ทำใหแ้ นวคิดนล้ี ำ้ สมัย

ภาพวาดขุนวิจิตรมาตรา ผู้เสนอแนวคิดว่าถน่ิ กาเนดิ ของคนไทยอยู่บริเวณเทอื กเขาอัลไต

แนวคิดท่วี ำ่ ถิน่ เดมิ ของชนชำตไิ ทยอยูบ่ ริเวณตอนใตแ้ ละตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องจีน ตลอดจนรัฐอัสสัมของอินเดีย

• แนวคิดนี้มำจำกบันทึก หนังสอื ท่เี ขียนขน้ึ โดยนกั เดินทำงประกอบกับกำรศกึ ษำจำกหลกั ฐำนจนี รวมท้ังกำรวจิ ยั ของนักวชิ ำกำร
หลำยสำขำ เชน่ สมเด็จฯ กรมพระยำดำรงรำชำนภุ ำพ, หลี ฟงั ก้วย, ดร.วิลเลียม เจ. เกด็ นยี ,์ ดร.เดวิด เค.วัยอำจ, ดร.บรรจบ
พันธุเมธำ , ศ.ดร.ประเสรฐิ ณ นคร

• กำรใชว้ ธิ ีกำรทำงประวัตศิ ำสตรใ์ นกำรศกึ ษำ พบว่ำแนวคดิ นี้มคี วำมเปน็ ไปได้มำก เพรำะปจั จุบันยังมผี ้คู นท่ีมีวัฒนธรรมและภำษำ
เปน็ แบบไทยแผ่กระจำยอยู่ท่ัวไป

สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

แนวคดิ ทว่ี ่ำถน่ิ เดมิ ของชนชำติไทยอย่บู ริเวณประเทศไทยปัจจบุ ัน

• แนวคิดนีม้ ำจำกนกั วชิ ำกำรบำงท่ำนทเี่ ช่อื วำ่ ผ้คู นและอำณำจักรต่ำงๆ บนแผน่ ดินไทยสมยั กอ่ นเป็นบรรพบรุ ษุ ของคนไทย เช่น
นำยแพทย์สดุ แสงวิเชยี ร ทศ่ี กึ ษำโครงกระดกู มนษุ ย์ยคุ หินใหมท่ ่ีพบในกำญจนบรุ ี หรอื สจุ ติ ต์ วงษ์เทศ ในหนงั สือ “คนไทยอย่ทู ี่น่ี”
ศำสตรำจำรยน์ ำยแพทย์ประเวศ วะสี ท่วี จิ ยั รว่ มเร่อื งฮโี มโกลบิน อี

• กำรใชว้ ธิ กี ำรทำงประวตั ศิ ำสตร์ในกำรศกึ ษำ พบวำ่ ยังไม่มีหลักฐำนที่นำ่ เชื่อถือมำสนับสนนุ แนวคิดนเี้ พียงพอ

นายแพทยส์ ุด แสงวเิ ชยี ร

แนวคิดทว่ี ่ำถนิ่ เดมิ ของชนชำติไทยอย่บู ริเวณหมู่เกำะแถบเสน้ ศูนยส์ ูตรของภูมภิ ำคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้

• แนวคดิ นไ้ี ด้มำจำกควำมคลำ้ ยคลงึ กันของผู้คน ภำษำ และกลุม่ เลือดระหว่ำงคนไทยกับผ้คู นบริเวณหม่เู กำะแถบเสน้ ศูนย์สตู ร
(อินโดนเี ซยี ฟลิ ปิ ปินส์ คำบสมทุ รมลำยู) ผเู้ สนอแนวคิดน้ี คือ ศำสตรำจำรยร์ ูธ เบเนดกิ ต์

• การใชว้ ิธกี ารทางประวตั ิศาสตรใ์ นการศกึ ษา พบว่าหลกั ฐานที่สนับสนนุ มีน้อยและขดั แย้งกบั ข้อเทจ็ จรงิ ในบางเรอ่ื ง
เช่น การอพยพของผ้คู น หลักการเคล่ือนยา้ ยทางวัฒนธรรม เป็นตน้

• ปจั จบุ นั กำรศกึ ษำเกย่ี วกบั ควำมเปน็ มำของชนชำตไิ ทยยงั คงเปน็ ประเดน็ ถกเถยี งกนั อยู่ และยงั ไมม่ ขี อ้ สรปุ ทแ่ี นน่ อน จำกแนวคดิ
ตำ่ งๆ ข้ำงตน้ น้ีอำจเปลยี่ นแปลงหรอื แกไ้ ขไดห้ ำกมีกำรค้นพบหลักฐำนใหม่ ๆ ทนี่ ่ำเช่อื ถือกว่ำเดิม

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอทิ ธพิ ลทม่ี ีตอ่ สงั คมไทย

อำณำจกั รโบรำณในดนิ แดนไทย

• ดนิ แดนไทยในอดตี เป็นทต่ี ั้งของอาณาจักรโบราณต่างๆ ดงั ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีและ
หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ เชน่ จารกึ ตา่ งๆ และเรอ่ื งราวในเอกสารจดหมายเหตุจีน
แผ่นดินไทยมอี าณาจกั รโบราณตงั้ อยู่ในทกุ ภาคของประเทศไทย

• ภาคกลาง เชน่ อาณาจักรทวารวดี ท่แี ผอ่ ทิ ธพิ ลทำงอำรยธรรมออกไปไกลทว่ั ทุกภำคของไทย
• ภาคใต้ เช่น มีอาณาจักรตามพรลิงค์ เจรญิ รงุ่ เรอื งทำงพระพุทธศำสนำ
• ภาคเหนือ เช่น อาณาจกั รล้านนา
• ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เช่น อาณาจักรโคตรบูรณ์

อทิ ธพิ ลของอำณำจักรโบรำณทม่ี ีตอ่ สงั คมไทย

ด้านศาสนาและความเช่ือ
• มีกำรนับถือศำสนำพรำหมณ์ - ฮนิ ดู
• มีกำรนับถอื พระพทุ ธศำสนำ

ดา้ นรูปแบบการปกครอง
• มีกำรปกครองระบอบกษตั ริย์
• มพี ธิ ีกรรมและกำรปฏิบัตติ ำ่ งๆ ที่เก่ียวเน่อื งกบั กำรยกยอ่ งกษัตรยิ ์ เชน่ พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

ดา้ นภาษาและกฎหมาย
• มีกำรใช้ภำษำตำ่ งๆ เช่น บาลี สันสกฤต ปัลลวะ มอญ เขมร
• รบั กฎหมำยจำกอนิ เดยี และกฎหมำยพื้นเมอื งมำปรับใช้ เชน่ กฎหมายมงั รายศาสตร์ กฎหมายอยุธยา (กฎหมายตรา
สามดวง)

ด้านศิลปกรรม

• เป็นผลงำนทสี่ ร้ำงขน้ึ อุทิศแดพ่ ระพุทธศำสนำ เชน่ เจดยี ์ พระปรางค์ พระธรรมจักร
เทวรปู เช่น เจดียท์ รงกลมแบบลงั กำ เชน่ เจดีย์ที่วัดชำ้ งล้อม (สุโขทัย)

ปจั จัยทม่ี ีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรไทย

• นับตง้ั แตอ่ ดตี จนกระทง่ั ถงึ ปัจจบุ นั เปน็ เวลากวา่ ๗๐๐ ปี คนไทยมีอาณาจกั รต่อเนื่องกันมา คอื สโุ ขทัย อยุธยา ธนบุรี และ
รตั นโกสินทร์ โดยปจั จัยหลักทม่ี ผี ลต่อการสถาปนาอาณาจักรไทย ไดแ้ ก่ ปัจจยั ทางภูมศิ าสตร์ การเมือง และประวัตศิ าสตร์

อาณาจักรไทย ปัจจยั ดา้ นภูมศิ าสตร์ ปัจจัยด้านการเมอื งและประวตั ศิ าสตร์
กรุงสุโขทยั
• ตัง้ อยู่ทำ่ มกลำงเทอื กเขำ มีมรสมุ พดั ผำ่ น • เคยเปน็ เมืองสำคัญมำกอ่ นกำรสถำปนำ
ทำใหม้ ีฝนตกชกุ อำณำจักร และไดร้ ับอิทธิพลจำกเขมร

กรงุ ศรีอยุธยา • ตงั้ อยูพ่ ้ืนท่ีรำบลมุ่ มีแม่นำ้ ไหลผ่ำน ทำให้มี • มพี ฒั นำกำรมำจำกละโวแ้ ละ สุพรรณภูมิ

ควำมอดุ มสมบรู ณ์ ซ่ึงมคี วำมเจรญิ มำก่อน

กรงุ ธนบรุ ี • ตั้งอย่บู รเิ วณทมี่ ีลำนำ้ ลึกใกล้ทะเล หำกมี • เป็นชุมชนเก่ำ มีป้อมทส่ี รำ้ งต้งั แตส่ มัยอยุธยำ
กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ ศึกสงครำมก็สำมำรถถอยทัพไดง้ ่ำย
• บรเิ วณทตี่ งั้ พระบรมมหำรำชวงั เดิมเป็นชุมชน
• ตง้ั อยูฝ่ ่ังตะวนั ออกของแม่นำ้ เจ้ำพระยำ ชำวจนี ตอ่ มำสร้ำงใหม่โดยเลยี นแบบมำจำก
มพี ืน้ ท่กี ว้ำงใหญ่ กรงุ ศรอี ยุธยำ

ลกั ษณะสาคัญของการสถาปนาอาณาจักรไทย

๑ เป็นการเคลือ่ นยา้ ยราชธานหี รอื ศูนย์กลางอาณาจักรจากเหนอื ลงใต้ คอื จำกกรงุ สุโขทยั ลงมำกรงุ ศรีอยธุ ยำ
ลงมำกรงุ ธนบรุ ี แลว้ ย้ำยขำ้ มฟำกมำกรงุ เทพมหำนคร

๒ ราชธานีทั้งหลายตงั้ อยู่รมิ แมน่ า้ ยกเว้นกรงุ สโุ ขทยั

๓ มีชัยภมู ิทเ่ี หมาะสม กำรเพำะปลูกข้ำว ซ่งึ เป็นอำหำรหลักของคนไทย สว่ นกำรเดนิ ทำงนยิ มเดนิ ทำงทำงเรือ มีควำมสะดวก
กวำ่ เสน้ ทำงบกและยงั สะดวกในกำรตดิ ตอ่ คำ้ ขำยทง้ั ภำยในและภำยนอกประเทศ

๔ ตง้ั อยใู่ กลห้ รอื ในเส้นทางการคา้ ท้ังกำรคำ้ ภำยในและกำรค้ำกบั ตำ่ งประเทศ

๕ ตง้ั อยใู่ นแหลง่ ทรพั ยากรและผลผลิตจากทรัพยากร คือ ของป่ำท้ังหลำย รวมท้งั สัตวป์ ำ่

๖ การสถาปนาราชอาณาจักรใหมอ่ าจเลอื กราชธานจี ากเมืองทเี่ คยมอี ยกู่ ่อนแลว้

การปฏริ ูปบา้ นเมอื งในสมยั รชั กาลท่ี ๕

สำเหตขุ องกำรปฏริ ปู บ้ำนเมอื ง

• ในรัชสมัยพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจ้ำอย่หู ัว เปน็ ชว่ งเวลำทีช่ ำติตะวันตกในยคุ จกั รวรรดนิ ิยมกำลังแสวงหำอำณำนคิ ม
ซง่ึ รัฐเพ่ือนบ้ำนของไทยหลำยแห่งตกอย่ใู ต้อิทธพิ ลของชำตติ ะวนั ตก เช่น พมำ่ อยภู่ ำยใตก้ ำรปกครองขององั กฤษ เวียดนำมตกเป็น
ของฝร่ังเศส

• ดว้ ยอังกฤษและฝร่งั เศสพยำยำมขยำยอำนำจเข้ำมำในดินแดนไทย และบรเิ วณรอบๆ ดนิ แดนไทย พระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้ำ-
เจ้ำอยหู่ วั จงึ ทรงตอ้ งกำรปฏิรูปบ้ำนเมืองใหท้ ันสมยั แบบเดยี วกบั ยุโรป เพื่อไมใ่ ห้ชำติตะวนั ตกใช้เป็นข้ออ้ำงวำ่ ไทยปำ่ เถ่ือน ด้อยควำม
เจรญิ แลว้ ถอื โอกำสเขำ้ ยึดครอง

• ทรงรวมอำนำจให้ม่ันคง และสร้ำงรฐั ในรปู แบบใหมท่ ่ีเรยี กว่ำ “รฐั ชำต”ิ (Nation State) คือ มีรฐั บำลท่มี อี ำนำจอธปิ ไตยมปี ระชำชน
ภำยใต้กำรปกครอง ประเทศมีดินแดนหรอื เขตแดนทช่ี ัดเจนเพอ่ื ไมใ่ ห้ชำวตะวนั ตกอ้ำงเหตยุ ดึ ครองดินแดน ทรงดำเนนิ กำรปฏริ ูปทัง้
ในด้ำนกำรเมอื งกำรปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมพรอ้ มกัน

กำรปฏริ ปู บำ้ นเมือง

การปฏริ ปู การปกครอง

• ทรงตัง้ สภำที่ปรึกษำ ๒ สภำ คือ สภำทป่ี รึกษำรำชกำรแผ่นดนิ และสภำที่ปรึกษำในพระองค์
• ทรงปฏริ ปู กำรปกครองทั้งในสว่ นกลำง สว่ นภูมิภำค และสว่ นท้องถิน่ เช่น ต้งั กระทรวงต่ำงๆ ๑๒ กระทรวง
• ทรงยกเลกิ ระบบกินเมอื งและจัดตัง้ มณฑลเทศำภบิ ำล จัดตง้ั สุขำภบิ ำล

รัชกาลท่ี ๕ ทรงเปน็ ประธานในการประชมุ เทศาภบิ าลท่พี ระราชวงั บางปะอนิ พ.ศ. ๒๔๔๖

การปฏริ ปู สงั คม

การเลิกทาส การเลิกไพร่

การปฏริ ปู การศึกษา การปรับปรงุ บ้านเมืองใหท้ ันสมัย

การปฏริ ูปด้านเศรษฐกิจ

ดา้ นเศรษฐกจิ ภาษีและการคลงั แบงก์สยามกัมมาจล

• มีกำรตั้งหอรษั ฎำกรพพิ ฒั น์ กำรจัดทำงบประมำณแผน่ ดินเป็นครั้งแรก กำรกำหนดมำตรำเงิน
ใหม่เหลอื เพยี งบำทกับสตำงค์ กำรใช้ธนบตั รแทนเงนิ เหรยี ญ มีกำรตง้ั ธนำคำร เรยี กวำ่ บุคคลภั ย์
(Book Club) หรือแบงก์สยามกมั มาจล

ดา้ นด้านเกษตรกรรม

• มกี ำรขดุ คลอง กำรบุกเบิกท่ีดนิ เพือ่ ทำนำเพำะปลกู กำรสง่ เสรมิ กำรพัฒนำพนั ธ์ุข้ำว ส่งเสรมิ กำรเลีย้ งไหม

ด้านการค้าและการลงทุน

• มีกำรลงทุนจำกนำยทนุ ชำวตะวันตก ชำวจนี และเจำ้ นำยไทยในโรงงำนอุตสำหกรรม เช่น โรงสขี ้ำว โรงเล่อื ย โรงงำนน้ำตำล

การเสด็จประพาสตา่ งประเทศ และการเสด็จประพาสในประเทศ

• รชั กำลท่ี ๕ เสดจ็ ประพำสต่ำงประเทศ ท้งั ในทวีปเอเชียและยโุ รป โดยมีจดุ มงุ่ หมำยเพื่อทอดพระเนตรควำมเจริญของต่ำงประเทศ
เพื่อนำมำปรบั ปรงุ ประเทศ เพอื่ เจริญสัมพนั ธไมตรแี ละเจรจำรำชกำรบ้ำนเมอื ง และเพอื่ รักษำพลำนำมัยของพระองค์

พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั เสดจ็ เยอรมนีในคราวเสด็จประพาสยโุ รปครง้ั ท่ี ๑ พ.ศ. ๒๔๔๐

การเสด็จประพาสต่างประเทศ และการเสด็จประพาสในประเทศ

• นอกจำกนี้ รชั กำลท่ี ๕ ทรงโปรดกำรเสดจ็ ประพำสหัวเมอื งตำ่ งๆ เพอ่ื ทรงตรวจกำรจัดกำรปกครอง และเพอ่ื สำรำญพระอิรยิ ำบถ
ซงึ่ กำรเสดจ็ ประพำสเพ่อื สำรำญพระอริ ยิ ำบถนเี้ ป็นกำรเสด็จประพำสสว่ นพระองค์ จงึ เรียกวำ่ การเสด็จประพาสต้น

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั ทรงพกั เสวยพระกระยาหารบรเิ วณรมิ แมน่ ้าเมืองกาแพงเพชร

ผลกำรปฏริ ปู บ้ำนเมอื ง

๑ การปฏิรูปบ้านเมืองในสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทาใหบ้ ้านเมืองเปลยี่ นแปลงไปและ
ทันสมยั ซ่งึ เปน็ พนื้ ฐานความเจริญในปัจจุบัน ราษฎรมชี ีวติ ความเป็นอยู่ดขี ึ้น

๒ มีการก่อต้ังโรงเรียน มกี ารตัดถนน สร้างทางรถไฟ มีกิจการไปรษณยี ์ โทรเลข ทาใหก้ ารตดิ ต่อส่ือสาร
การเดนิ ทางมีความสะดวก ปลอดภยั และเป็นผลดตี ่อการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ ของประเทศ

๓ มกี ารประกาศใช้ประมวลกฎหมายสมยั ใหมบ่ างลักษณะ ทาให้กฎหมายไทยมคี วามทนั สมยั ไมถ่ ูกตา่ งชาติ
กลา่ วหาว่าล้าหลงั

๔ การปฏริ ูปกฎหมายทาให้มกี ารเจรจายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตบางสว่ นและยกเลกิ ได้ทั้งหมดในเวลา
ต่อมา มกี ารสารวจและทาแผนทปี่ ระเทศไทย เป็นการอาณาเขตของประเทศไทยท่ชี ดั เจน

การปฏริ ูปบ้านเมอื งในสมยั รัชกาลที่ ๕

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ได้ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ ทีย่ ่ิงใหญ่ตอ่ บ้านเมอื ง
และประชาชนชาวไทย ทาใหท้ รงไดร้ บั การเทิดพระเกียรติเป็น

“พระปิยมหาราช”

ไทยกับการเขา้ ร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั (รชั กาลท่ี ๖)
• พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจำ้ อยูห่ วั ทรงมพี ระรำชปณิธำนแน่วแน่ท่จี ะนำประเทศไทยเข้ำสู่สังคมนำนำชำติ เพื่อใหป้ ระเทศ

ไทยเป็นที่ร้จู กั นบั ถือ มีสทิ ธแิ ละศกั ดศิ์ รเี ทำ่ เทยี มกับนำนำประเทศ เม่ือเกดิ สงครำมโลกครั้งที่ ๑ ข้ึนในยุโรป ทรงจดั กองกำลงั
อำสำ คนขบั รถยนต์ และนักบิน ไปชว่ ยรบกบั ฝ่ำยสัมพนั ธมิตรในสมรภูมิยุโรป เพือ่ ให้เหน็ วำ่ ไทยมีควำมจรงิ ใจในกำรช่วยธำรง
ควำมเป็นธรรมระหวำ่ งประเทศ

• ผลจำกกำรที่ไทยเข้ำรว่ มสงครำมโลกครง้ั ที่ ๑ ทำให้กองทัพไทยได้มีโอกำสฝกึ ฝนยทุ ธวิธที ำงกำรรบและกำรใชอ้ ำวธุ ยุทโธปกรณ์
ทที่ ันสมยั เป็นโอกำสท่จี ะไดเ้ ผยแพร่ชอื่ เสยี งให้เป็นที่รู้จักของนำนำประเทศ มีโอกำสเข้ำรว่ มประชมุ สนั ตภิ ำพ และเข้ำเปน็ สมำชิก
ของสันนบิ ำตชำติ รวมท้ังได้มีโอกำสแกไ้ ขสนธิสญั ญำท่ีไมเ่ ป็นธรรมกบั ชำติตะวนั ตก โดยเฉพำะเรอื่ งสทิ ธสิ ภำพนอกอำณำเขต
โดยไทยแก้ไขสนธสิ ัญญำกบั สหรัฐอเมริกำเปน็ ชำติแรก จำกน้ันก็ไดท้ ยอยแก้ไขสนธสิ ญั ญำกบั ชำตอิ ืน่ ๆ จนยกเลิกไดอ้ ยำ่ งสมบรู ณ์
ใน พ.ศ. ๒๔๘๑

กองทหารอาสาไทย ร่วมในการสวนสนามฉลองชัยชนะ รัชกาลที่ ๖ พระราชทานเหรียญทรี่ ะลึกแก่ทหาร
ทก่ี รุงลอนดอน ประเทศองั กฤษ ซง่ึ กลับจากราชการสงครามในทวปี ยุโรป

การเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕

สถำนกำรณก์ ำรเมอื งกำรปกครองของไทยภำยหลงั กำรปฏิรูปกำรปกครองสคู่ วำมทนั สมยั ในสมัยรัชกำลท่ี ๕

ลาดบั เหตกุ ารณก์ ่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕

• พ.ศ. ๒๔๑๑ รัชกำลท่ี ๕ เสดจ็ ขน้ึ ครองรำชย์
และได้ปฏิรูปกำรปกครองสู่ควำมทันสมยั

• พ.ศ. ๒๔๕๔ เกิดกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ • พ.ศ. ๒๔๕๓ รชั กำลที่ ๖ เสด็จขน้ึ ครองรำชย์
• พ.ศ. ๒๔๖๘ รชั กำลท่ี ๗ เสดจ็ ขน้ึ ครองรำชย์ • พ.ศ. ๒๔๖๑ รัชกำลท่ี ๖ ทรงจัดตั้งดสุ ติ ธำนี
• พ.ศ. ๒๔๗๕ เกดิ กำรเปล่ียนแปลงกำรปกครอง • พ.ศ. ๒๔๗๒ เกิดภำวะเศรษฐกิจตกตำ่ ท่ัวโลก

สำเหตทุ น่ี ำไปสู่กำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕

การรบั การศกึ ษาและแนวคิดดา้ นการปกครอง ปญั หาสภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ ของไทย
ในระบอบประชาธิปไตยตามแบบตะวันตก และของโลก

ได้รบั อิทธพิ ลของการเปลย่ี นแปลงการปกครอง
ของประเทศต่างๆ ในเอเชีย

คณะรำษฎรกับกำรเปล่ียนแปลงกำรปกครอง

• กำรเปล่ียนแปลงกำรปกครองของไทยเมือ่ วนั ท่ี ๒๔ มถิ ุนำยน พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดขน้ึ โดยคณะรำษฎร
มีพนั เอกพระยำพหลพลพยหุ เสนำเป็นหวั หนำ้ บคุ คลในคณะรำษฎร ประกอบดว้ ยทหำรบก
ทหำรเรือ ตำรวจและพลเรือน

• กำรดำเนนิ กำรของคณะรำษฎรได้เรมิ่ กำรประชมุ อยำ่ งเป็นทำงกำรครั้งแรกเม่อื เดือนกมุ ภำพันธ์
พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่กี รงุ ปำรสี ประเทศฝรงั่ เศส ผเู้ ขำ้ ร่วมประชุมมีจำนวน ๗ คน ประกอบด้วย
รอ้ ยโทประยรู ภมรมนตรี ร้อยโทแปลก ขตี ตะสังคะ รอ้ ยตรที ศั นัย มิตรภักดี นายตั้ว ลพานุกรม
หลวงสริ ิราชไมตรี (จรูญ สงิ หเสน)ี นายแนบ พหลโยธนิ และนายปรดี ี พนมยงค์

• ในที่ประชมุ ไดต้ กลงใหน้ ำยปรีดี พนมยงค์ เป็นประธำนและหวั หนำ้ คณะรำษฎรชวั่ ครำว โดยมี
ควำมเห็นวำ่ ประเทศไทยควรทจ่ี ะมกี ำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครองท่ีมพี ระมหำกษัตริย์ทรงเป็น
ประมุขภำยใตร้ ัฐธรรมนญู ซง่ึ บคุ คลท่รี ่วมเปน็ สมำชกิ คณะรำษฎรก่อนที่จะมีกำรเปลี่ยนแปลงกำร
ปกครองนั้นเรยี กวำ่ “ผกู้ อ่ กำร”

ในกำรประชมุ ของผูก้ อ่ กำรคณะรำษฎรรนุ่ แรกไดก้ ำหนดจุดมุ่งหมำยและอุดมกำรณ์ หรือทเี่ รียกวำ่ “หลกั ๖ ประการ
ของคณะราษฎร” เอำไวด้ ังนี้

หลกั ๖ ประการของคณะราษฎร ๑. จะตอ้ งรักษำควำมเปน็ เอกรำชในทำงกำรเมืองในทำงศำล ในทำงเศรษฐกิจของ
ประเทศใหม้ นั่ คง

๒. จะตอ้ งรักษำควำมปลอดภยั ในประเทศใหก้ ำรประทุษร้ำยต่อกนั ลดนอ้ ยลงให้มำก

๓. จะตอ้ งบำรงุ ควำมสขุ สมบรู ณข์ องรำษฎรในทำงเศรษฐกจิ โดยรัฐบำลใหมจ่ ะหำงำน
ให้รำษฎรทกุ คนทำ จะวำงโครงกำรเศรษฐกจิ แหง่ ชำติไมป่ ลอ่ ยใหร้ ำษฎรอดอยำก

๔. จะตอ้ งใหร้ ำษฎรมีสิทธิเสมอภำคกัน

๕. จะต้องใหร้ ำษฎรมีเสรีภำพ มีควำมเปน็ อิสรภำพ เมอ่ื เสรภี ำพนนั้ ไม่ขดั ต่อหลกั
๔ ประกำรดังที่กล่ำวมำแล้ว

๖. จะใหก้ ำรศกึ ษำอยำ่ งเตม็ ทแี่ กร่ ำษฎร

กำรเปลยี่ นแปลงกำรปกครองของคณะรำษฎร

เดือนกมุ ภาพันธ์ ๒๔๖๙ มกี ารประชมุ ครง้ั แรกท่กี รุงปารสี เพ่อื ก่อตง้ั คณะราษฎรและวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

๘ มิ.ย. ๒๔๗๕ รชั กาลที่ ๗ และพระบรมราชินี เสดจ็ ไปประทบั ท่ีวงั ไกลกงั วล จังหวดั ประจวบครี ีขันธ์
๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕
๒๖ มิ.ย. ๒๔๗๕ คณะราษฎรไดท้ าการยดึ อานาจเปลีย่ นแปลงการปกครอง
๒๗ มิ.ย. ๒๔๗๕
รัชกาลท่ี ๗ และพระบรมราชนิ ีเสด็จกลบั กรุงเทพฯ
๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕
รชั กาลท่ี ๗ โปรดเกล้าให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. รฐั ธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามช่วั คราว
พ.ศ. ๒๔๗๕
รชั กาลที่ ๗ พระราชทานรฐั ธรรมนญู ฉบับถาวร ณ พระท่ีนง่ั อนันตสมาคม

ลกั ษณะสำคญั ของพระรำชบญั ญัตธิ รรมนูญกำรปกครองแผ่นดินสยำมชว่ั ครำว พุทธศกั รำช ๒๔๗๕

“พระราชบัญญัตธิ รรมนญู การปกครองแผน่ ดนิ สยามชว่ั คราว พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕” เป็นรัฐธรรมนูญฉบบั แรกของไทย ระบุวำ่
อานาจสูงสุดในแผน่ ดนิ ประกอบด้วย

อานาจนิติบญั ญัติ

อานาจบริหาร

อานาจตลุ าการ

แต่เดิมเปน็ ของพระมหากษตั รยิ ์ให้เปน็ ของปวงชนชาวไทยโดยพระมหากษตั รยิ ท์ รงใช้พระราชอานาจท้งั ๓ ผ่านทางรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และศาลตามลาดบั

มกี ารรวมกฎหมายเลือกตั้งสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรเอาไวด้ ้วยกัน ๓ สมยั คือ

สมยั ที่ ๑ • นับแต่วนั ใชร้ ัฐธรรมนญู นีเ้ ป็นต้นไปจนกว่ำจะถึงเวลำทสี่ มำชิกในสมยั ท่ีสองจะเขำ้ รับตำแหน่ง ให้คณะรำษฎร
ซง่ึ มคี ณะผู้รกั ษำพระนครฝ่ำยทหำรเป็นผ้ใู ช้อำนำจแทน โดยจดั ตั้งผู้แทนรำษฎรชั่วครำวข้นึ เป็นจำนวน ๗๐ คน
เปน็ สมำชกิ ในสภำ

สมัยท่ี ๒ • ภำยในเวลำ ๖ เดือน หรือจนกวำ่ จะจัดประเทศเป็นปกติเรียบรอ้ ย สมำชิกในสภำจะต้องประกอบด้วยสมำชิก
๒ ประเภท คือ ประเภททหี่ นึง่ ไดแ้ ก่ ผู้แทนรำษฎรทีป่ ระชำชนเลอื กตั้งขน้ึ มำจงั หวัดละ ๑ คน ตอ่ รำษฎร
จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ คน ประเภทท่ีสอง ไดแ้ ก่ ผู้เป็นสมำชิกอยใู่ นสมัยท่หี นง่ึ มจี ำนวนเท่ำกบั สมำชิกประเภทท่ี
หน่ึง ถำ้ มจี ำนวนคนเกนิ ใหเ้ ลือกกันเองว่ำผู้ใดจะยงั เปน็ สมำชิกตอ่ ไป แต่ถำ้ จำนวนขำดให้ผู้ท่มี ีอย่เู ลือกบคุ คล
ใดๆ ข้นึ แทนจนครบ

สมยั ท่ี ๓ • เมื่อจำนวนรำษฎรทัว่ รำชอำณำจักรไดส้ อบไลว่ ิชำประถมศึกษำได้เป็นจำนวนกวำ่ ครงึ่ และอยำ่ งช้ำตอ้ งไม่เกนิ
๑๐ ปี นบั แตว่ นั ใช้รัฐธรรมนญู นี้ สมำชกิ ในสภำผแู้ ทนรำษฎรจะเป็นผู้ท่รี ำษฎรได้เลือกต้งั ขึ้นเองทง้ั หมด จะไม่มี
สมำชกิ ประเภทท่สี องอีกตอ่ ไป

ลกั ษณะสำคัญของรัฐธรรมนญู แห่งรำชอำณำจกั รสยำมพทุ ธศกั รำช ๒๔๗๕

รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรสยาม
พุทธศักราช ๒๔๗๕

ดา้ นนติ ิบัญญัติ
ดา้ นบริหาร

ด้านนิติบญั ญัติ

รฐั ธรรมนูญระบไุ ว้ให้มีสภำผแู้ ทนรำษฎร ประกอบดว้ ยสมำชกิ ท่ีรำษฎรเป็นผู้เลอื กต้ังขน้ึ แต่มีบทเฉพำะกำลอยู่
ในตอนท้ำย ถอื ว่ำเป็นกำรกีดก้ันควำมเจริญก้ำวหนำ้ ในระบอบประชำธิปไตย เพรำะไดม้ ีกำรกำหนดเง่ือนไข
เอำไว้วำ่ ถ้ำรำษฎรผ้มู สี ิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมำชิกสภำผูแ้ ทนรำษฎรตำมบทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนญู น้ี ยังมี
กำรศึกษำไม่จบประถมศกึ ษำสำมญั มำกกว่ำครึ่งหนึ่งของจำนวนท้ังหมดและอย่ำงชำ้ ต้องไมเ่ กนิ กว่ำสบิ ปี นับแต่
วนั ใช้พระรำชบญั ญตั ิรัฐธรรมนูญกำรปกครองแผ่นดนิ สยำมชั่วครำวพทุ ธศกั รำช ๒๔๗๕

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก ๒ ประเภท มจี านวนเทา่ กนั คือ

• สมาชิกประเภทที่ ๑ ได้แก่ ผทู้ ่ีรำษฎรเลือกตง้ั ขน้ึ มำตำมเงือ่ นไขในบทบญั ญตั ติ ำมรัฐธรรมนูญ
• สมาชิกประเภทที่ ๒ ได้แก่ ผู้ซ่ึงพระมหำกษตั รยิ ์ทรงแต่งตั้งขนึ้ ตำมพระรำชบญั ญัติว่ำดว้ ยกำรเลอื กตง้ั สมำชิกสภำผ้แู ทนรำษฎร

ในระหวำ่ งท่ใี ช้บทบัญญตั เิ ฉพำะกำลในรฐั ธรรมนญู แห่งรำชอำณำจกั รสยำม พทุ ธศักรำช ๒๔๗๕

ดา้ นบริหาร

• พระมหำกษตั รยิ ์ทรงตัง้ คณะรัฐมนตรขี น้ึ คณะหนง่ึ ประกอบดว้ ยนำยกรฐั มนตรี ๑ คน และรัฐมนตรี
อีกอย่ำงนอ้ ย ๑๔ คน อย่ำงมำก ๒๔ คน และในกำรแตง่ ตงั้ นำยกรัฐมนตรี ประธำนสภำ
ผู้แทนรำษฎรเป็นผูล้ งนำมรบั สนองพระบรมรำชโองกำร นอกจำกนน้ั จะเลอื กจำกผู้ท่เี ห็นว่ำมคี วำมรู้
ควำมชำนำญเป็นพิเศษ แม้มิไดเ้ ปน็ สมำชกิ สภำผูแ้ ทนรำษฎรกไ็ ดแ้ ตต่ อ้ งเปน็ ผทู้ สี่ ำมำรถดำรง
ตำแหน่งทำงกำรเมืองได้

• ในระยะแรกของกำรใช้รัฐธรรมนญู อำนำจกำรบริหำรประเทศจะตอ้ งตกอยภู่ ำยใต้
กำรช้นี ำของคณะรำษฎร ซึ่งถือว่ำเปน็ ตัวแทนของรำษฎรท้ังมวลในกำรเปลยี่ นแปลง
กำรปกครองจนกวำ่ สถำนกำรณจ์ ะเขำ้ สคู่ วำมสงบเรยี บร้อย ประชำชนจงึ จะมสี ทิ ธิ
ในอำนำจอธิปไตยอยำ่ งเต็มท่ี

• ผลจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ทาใหป้ ระเทศไทยมรี ะบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอนั มี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุขภายใตร้ ัฐธรรมนูญทเ่ี ป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ขณะเดียวกนั ราษฎร
ก็มสี ิทธิเสรีภาพเท่าเทยี มกันภายใต้รฐั ธรรมนญู ดงั กล่าว

ไทยกบั การเขา้ รว่ มสงครามโลกคร้ังท่ี ๒

• สงครำมโลกคร้งั ที่ ๒ เกดิ ขึน้ ในทวปี ยโุ รป พ.ศ. ๒๔๘๒ กำรตดั สนิ ใจเขำ้ ร่วมประกำศสงครำมในครงั้ น้ี ทำให้ชำวไทยทั้งภำยใน
และภำยนอกประเทศท่ไี ม่เหน็ ดว้ ยกับกำรประกำศสงครำมของรัฐบำล ได้รวมตัวกนั กอ่ ตงั้ ขบวนกำรตอ่ ต้ำนญป่ี นุ่ โดยมีจุดม่งุ หมำย
สำคัญเพ่ือรกั ษำเอกรำชและอธิปไตยของไทย ขบวนกำรน้ใี ช้ชอ่ื วำ่ “ขบวนการเสรไี ทย” ประกอบด้วย ๓ กลุ่มใหญ่

กล่มุ คนไทยในสหรฐั อเมริกา • ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทตู ไทยประจากรุงวอชงิ ตนั ดี.ซี. เปน็ แกนนา

กลมุ่ คนไทยในองั กฤษ • ม.จ.ศภุ สวสั ด์วิ งศส์ นทิ สวัสดวิ ัตน์ เปน็ แกนนา

กลุ่มคนไทยในประเทศไทย • นายปรีดี พนมยงค์ ผสู้ าเร็จราชการแทนพระองค์เป็นแกนนา

• ภำยหลงั ญป่ี นุ่ ได้ประกำศยอมแพ้ในสงครำม นำยปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเรจ็ รำชกำรแทนพระองค์และหวั หนำ้ ขบวนกำรเสรไี ทยจึงได้
ออกประกำศสนั ตภิ ำพ โดยถือวำ่ กำรประกำศสงครำมของไทยต่อสหรัฐอเมรกิ ำและอังกฤษเป็นโมฆะ สหรฐั อเมริกำใหก้ ำร
สนับสนนุ และยอมรบั รองคำประกำศสนั ตภิ ำพของไทย

การเดินสวนสนามของเหล่าเสรไี ทยที่ถนนราชดาเนนิ ภายหลังสน้ิ สดุ สงครามโลกครั้งท่ี ๒

• ตอ่ มำ ม.ร.ว.เสนยี ์ ปรำโมช เขำ้ ดำรงตำแหนง่ นำยกรฐั มนตรแี ละไดเ้ ปิดกำรเจรจำกบั ฝ่ำยพนั ธมิตรทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็น
ประเทศผู้แพ้สงครำม ได้รบั กำรรบั รองใหเ้ ขำ้ เปน็ สมำชกิ ขององค์กำรสหประชำชำติ จงึ กล่ำวไดว้ ่ำ ความเสยี สละของขบวนการ
เสรไี ทยมีส่วนสาคญั ทท่ี าใหป้ ระเทศไทยรอดพน้ จากการตกเปน็ ผแู้ พส้ งคราม สามารถรักษาเอกราชและอธิปไตย ตลอดจน
เกยี รตภิ ูมิของชาติเอาไวไ้ ด้

บทบาทของสตรไี ทย

บทบำทของสตรไี ทยสมัยก่อนเขำ้ ส่คู วำมทันสมยั

• สตรีไทยสมัยโบรำณเปน็ ชนชั้นไพรแ่ ละทำส มีหน้ำที่ทำงำนบ้ำน ทำไร่ ทำนำ พอมีครอบครัวก็ต้องเลยี้ งลูก
ดูแลครอบครวั

• ต้ังแตส่ มัยอยุธยำถึงสมัยรัตนโกสินทร์ก่อนเขำ้ สยู่ คุ แหง่ ควำมทนั สมัย กฎหมำยกำหนดใหห้ ญิงทีเ่ ปน็ ภรรยำมี
๔ ลกั ษณะ ได้แก่ ภรรยาพระราชทาน ภรรยากลางเมอื ง ภรรยากลางนอก และภรรยากลางทาสี

• สำหรบั ทำสหญงิ เม่อื บวชเป็นชี กฎหมำยอนญุ ำตให้พ้นจำกควำมเปน็ ทำสได้ หรือหำกนำยเงินเอำทำสเป็น
ภรรยำ ก็เปน็ ไทดว้ ยเชน่ กัน และลูกที่เกดิ มำก็เปน็ ไทดว้ ย

บทบำทของสตรไี ทยสมัยไทยปรบั ตัวเข้ำสู่ควำมทนั สมัย

• สมัยนี้สตรไี ทยยงั มหี นำ้ ท่เี หมอื นเดมิ คือ ทำงำนบำ้ นเลย้ี งดูครอบครวั และออกไปทำไร่ ทำนำ ทำสวน
ของตนเองและมลู นำย แต่มอี ิสระมำกขึน้ กวำ่ เดมิ มโี อกำสได้รับกำรศึกษำ และสำมำรถพ้นจำกควำมเป็น
ทำสเปน็ ไท

• กำรปฏิรปู ประเทศเขำ้ สู่ควำมทนั สมัยในสมัยรัชกำลท่ี ๕ ทำใหส้ ถำนภำพของผู้หญิงชั้นสงู และชนชัน้ กลำงดีขน้ึ
เพรำะมโี อกำสไดศ้ ึกษำเลำ่ เรียน ขณะทผ่ี ู้หญงิ ชนชัน้ ลำ่ งมสี ถำนภำพดอ้ ยกว่ำ เพรำะมีโอกำสด้ำนกำรศึกษำ
นอ้ ยกว่ำ

บทบำทของสตรีไทยในสมัยหลังเปลีย่ นแปลงกำรปกครองพ.ศ. ๒๔๗๕

• ผ้หู ญงิ ในสมยั น้มี สี ิทธอิ อกเสียงเลือกตง้ั สมำชิกสภำผ้แู ทนรำษฎร แตม่ ีจำนวนนอ้ ยมำกท่ีเขำ้ ไปมีสว่ นรว่ ม
ทำงกำรเมือง

• ในสมยั สงครำมโลกครง้ั ที่ ๒ รฐั บำลมนี โยบำยสรำ้ งชำติและใหค้ วำมสำคัญกับสตรีไทย ดงั จะเหน็ ได้จำก
รัฐบำลไดต้ ง้ั สำนักวฒั นธรรมฝ่ำยหญงิ เพื่อยกฐำนะของหญิงไทยให้เทำ่ เทียมกบั ผชู้ ำย

• กำรก่อตง้ั สำนกั วฒั นธรรมฝ่ำยหญิงขึ้น ทำให้ผหู้ ญงิ มบี ทบำทในกำรเข้ำรับรำชกำรบำงตำแหนง่ มำกข้ึน

บทบำทของสตรไี ทยภำยใต้แผนพัฒนำเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชำติ

• หลงั กำรประกำศใชแ้ ผนพัฒนำเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชำติ สตรไี ทยมีโอกำสทำงำนเทำ่ เทียมกบั ผชู้ ำย
มีบทบำททำงเศรษฐกิจ และมสี ่วนรว่ มในกำรกำหนดนโยบำยสำธำรณะเพมิ่ มำกขึ้น โดยเฉพำะในสถำบนั
กำรเมืองไม่ว่ำจะเป็นสภำนิติบญั ญตั ิ บริหำร และตลุ ำกำร และตำแหน่งมอี ำนำจในระบบรำชกำร

• ในปจั จุบนั สตรีไทยจำนวนมำกต้องออกไปทำงำนนอกบำ้ น ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับภำระงำนบำ้ น ทำให้
เกิดควำมเครียด สตรไี ทยชนช้นั ล่ำงในสงั คมไทยต้องทำงำนทุกอย่ำงเอง โดยไมม่ กี ำรจ้ำงคนอนื่ มำแทนเหมือน
สตรีที่มฐี ำนะดี

บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ในการพฒั นาชาติไทย

ลกั ษณะและควำมเป็นมำของสถำบันพระมหำกษตั รยิ ์

คำว่ำ “พระมหากษตั รยิ ”์ เปน็ คำท่รี ะบุให้เห็นหนำ้ ทีข่ องพระมหำกษัตริยอ์ ย่ำงหน่ึง แตย่ ังมคี ำอ่ืนๆ ทแ่ี สดงถงึ อำนำจหนำ้ ท่แี ตกต่ำงกนั
ออกไป ดังนี้

พระเจ้าอยหู่ ัว • กำรยอมรับในสภำพควำมเปน็ เทพเจำ้ ขณะเดยี วกนั กเ็ ป็นประมุขแหง่ รฐั หรือเป็น
พระเจ้าแผ่นดิน หวั หนำ้ ผคู้ นท้ังปวง

เจา้ ชีวิต • ผูซ้ ่งึ เป็นเจำ้ ของแผน่ ดนิ ทั้งประเทศ แลว้ พระรำชทำนสิทธินน้ั ใหแ้ ก่รำษฎรท่ัวไปไดท้ ำ
มำหำกนิ ตำมพระรำชอำนำจ

• รำษฎรมอบหมำยพระรำชอำนำจใหแ้ กพ่ ระมหำกษตั ริย์ไดท้ รงเปน็ เจำ้ ของชีวติ ของ
รำษฎร

ธรรมราชา • ทรงเปน็ ผรู้ กั ษำธรรมและปฏิบตั ิธรรมดว้ ยกำรอย่ใู นศีลธรรมและทรงบำเพ็ญพระรำชกุศลท้ังปวง
ทรงเป็นตน้ แบบแห่งควำมยุตธิ รรม และทรงปฏิบตั ิทศพธิ รำชธรรมโดยเครง่ ครดั

พระมหากษัตรยิ ์ • นักรบผ้ยู ่ิงใหญ่ หรือผูท้ ่เี ป็นจอมทัพสำหรบั ปอ้ งกนั พระรำชอำณำจักร

• สถำบนั พระมหำกษตั ริยเ์ ปน็ สถำบนั ท่ีสงั คมไทยให้ควำมสำคญั และสำมำรถดำรงอยมู่ ำไดโ้ ดยตลอด นบั ต้งั แต่สมัยสโุ ขทัยเป็นตน้ มำ
จนถึงปัจจุบันไทยมพี ระมหำกษัตรยิ ป์ กครองแผน่ ดนิ เรื่อยมำไม่ขำดสำย แม้ว่ำจะมกี ำรเปลี่ยนแปลงตำ่ งๆ ของสังคมไทยกต็ ำม
สถำบันพระมหำกษัตรยิ ข์ องไทยจงึ เรียกไดว้ ่ำเปน็ สถำบนั ท่ีมน่ั คงอย่ำงยิ่ง

• สงิ่ ทที่ ำใหฐ้ ำนะของพระมหำกษัตริยไ์ ทยเปน็ ทเี่ คำรพนบั ถอื และไมห่ ำ่ งไกลจำกประชำชน เพรำะสังคมไทยถอื ครอบครัวเปน็ หลกั
ในกำรดำรงชวี ิต และพระพุทธศำสนำท่นี บั ถือมพี ระรัตนตรัยเป็นสง่ิ ที่เคำรพสูงสดุ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมอ่ื มีคติ
ควำมเชื่อวำ่ พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นสมมตเิ ทพ แต่พระมหำกษัตรยิ ์ก็ยงั ทรงนบั ถอื พระพทุ ธศำสนำ นับถอื พระรตั นตรยั เชน่ เดยี วกับ
คนทงั้ ปวง ทส่ี ำคญั ทรงประพฤตพิ ระองคเ์ ป็นเสมอื น “พอ่ ” ของทวยรำษฎร์ ทรงใหค้ วำมใกล้ชดิ และดแู ลทุกข์สุขของรำษฎรทั่ว
แผน่ ดิน

สถำบนั พระมหำกษัตริย์กับกำรพฒั นำชำตไิ ทย

บทบาทในการดารงรักษาเอกราชของชาติ

• พระมหำกษตั ริย์ไทยมหี นำ้ ทเ่ี ป็นผูน้ ำกองทัพออกไปขบั ไล่ขำ้ ศึกให้พน้ ไปจำกดินแดนขอบขณั ฑสมี ำของไทย
ถึงแม้บำงครง้ั มไิ ด้ทำสงครำมสรู้ บ แต่กท็ รงใชน้ โยบำยทำงกำรทตู สรำ้ งควำมเป็นมติ รไมตรกี บั นำนำประเทศ

บทบาทในการสร้างสรรค์และดารงรกั ษาวฒั นธรรมของไทย

• พระมหำกษตั รยิ ไ์ ทยทรงสรำ้ งสรรค์และสง่ เสริมสนบั สนุน วฒั นธรรมไทยในดำ้ นตำ่ งๆ เช่น ด้ำนภำษำ
วรรณกรรม ศลิ ปกรรม นำฏศิลป์ ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีและศำสนำ จนปจั จบุ ันกลำยเป็นมรดกที่
สำคัญของชำตสิ ืบมำ

สถำบันพระมหำกษตั ริยก์ บั กำรพฒั นำชำติไทย (ตอ่ )

บทบาทในการเปน็ ศูนย์รวมความสามัคคขี องคนในชาติ

• สถำบนั พระมหำกษตั รยิ ์เปน็ ศูนยร์ วมของคนไทยให้เกดิ กำรรวมตัวกันเป็นนำ้ หนงึ่ ใจเดียวเพื่อแก้ไขปญั หำของ
ชำติบำ้ นเมอื ง เช่น กำรกเู้ อกรำชของไทยในสมยั อยุธยำ กำรสร้ำงควำมเข้มแข็งและร่วมกันปฏริ ปู บ้ำนเมือง
เพอ่ื รับมือกับกำรคกุ คำมของจกั รวรรดินยิ มตะวนั ตกในสมยั รัตนโกสินทร์ เปน็ ต้น

บทบาทในการทานบุ ารงุ ศาสนา

• คนไทยส่วนใหญ่ตง้ั แต่สมัยสุโขทยั อยธุ ยำ และรัตนโกสนิ ทร์ นับถือพระพทุ ธศำสนำ มีบำงสว่ นที่
นบั ถือครสิ ต์ศำสนำและศำสนำอิสลำม แมว้ ำ่ พระมหำกษัตริย์จะทรงเปน็ พทุ ธมำมกะ แตก่ ็ทรง
เป็นองคอ์ ัครศำสนปู ถมั ภกทุกศำสนำ จงึ ไมเ่ กดิ ปัญหำควำมขดั แยง้ เร่ืองกำรนับถือศำสนำในหมู่
คนไทย เพรำะสถำบนั พระมหำกษตั ริย์กับสถำบนั ศำสนำมีควำมเป็นอันหนึ่งอนั เดยี วกัน

อทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกท่ีมตี ่อสงั คมไทย

อทิ ธิพลของวัฒนธรรมตะวนั ออก อิทธิพลของวฒั นธรรมตะวนั ตก

คติธรรมทำงพทุ ธศำสนำ ระบอบประชำธปิ ไตย

ขนบธรรมเนยี มประเพณี ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนยิ ม

พระรำชประเพณีในรำชสำนกั สิทธิ เสรีภำพ ควำมเสมอภำค

ภำษำและวรรณกรรม วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี


Click to View FlipBook Version