The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by icesawarin22, 2022-09-14 03:42:16

รายงานภาษาไทย

รายงานภาษาไทย

รายงาน

เรื่อง การศกึ ษาการใชภ้ าษาและปญั หาในการส่อื สารกบั ผู้พกิ ารประเภทตา่ งๆ

เสนอ
คณุ ครูสายฝน โหจันทร์

โดย

นางสาวกัญญาภัค ตรยิ ะเกษม ช้ันม.๖/๒ เลขที่ ๓
นางสาวญาณศิ า วงศส์ ุวรรณ ชั้นม.๖/๒ เลขที่ ๕
นางสาวสวรินทร์ ทองอ่วม ชน้ั ม.๖/๒ เลขท่ี ๑๒
นางสาววัศยา มหาผลเจริญ ชั้นม.๖/๒ เลขที่ ๑๓
นางสาวณัฎฐ์ ปานรกั ษา ชน้ั ม.๖/๒ เลขท่ี ๑๗
นางสาวนนั ทวดี บุญทะจนั ทร์ ชน้ั ม.๖/๒ เลขท่ี ๑๙

รายงานน้ีเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพน้ื ฐาน (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕

โรงเรียนมารยี ์อปุ ถมั ภ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม



คำนำ

รายงานเรอื่ งการศึกษาการใช้ภาษาและปัญหาในการส่ือสารกบั ผพู้ ิการประเภทต่างๆเปน็ ส่วนหน่ึงของ
วชิ าภาษาไทยพนื้ ฐานรหัสวชิ า ท๓๓๑๐๑ จัดทำข้ึนโดยมีวัตถปุ ระสงค์เพอ่ื สรา้ งความรู้ ทำความเข้าใจ และ
ศึกษาเกย่ี วกับภาษาทใ่ี ชใ้ นการสือ่ สารกบั ผู้พิการประเภทต่างๆ และปญั หาทีเ่ กิดขึน้ กับการส่ือสารกับผู้พิการ
ประเภทต่างๆ มีขอบข่ายเน้ือหาดังนี้ ความหมาย ทม่ี าและลกั ษณะของภาษา, ความหมาย ความสำคัญ
องค์ประกอบและรปู แบบของการสอ่ื สาร ความหมายและประเภทของผพู้ ิการประเภทต่างๆ ประเภทของภาษา
ท่ใี ช้สอ่ื สารกับผู้พกิ ารปัญหาและวธิ กี ารส่ือสารกับผู้พกิ ารโดยรายงานฉบับนีส้ ืบค้นขอ้ มลู จากเวบ็ ไซต์
วิทยานพิ นธ์ งานวจิ ัย รายงานและตำราทางวิชาการ

คณะผจู้ ดั ทำหวงั เปน็ อยา่ งย่ิงว่ารายงานฉบับน้จี ะเอื้อประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ีส่ นใจศึกษาและยินดีน้อมรับ
คำแนะนำเพ่ิมเติมเพือ่ ปรบั ปรุงและแก้ไข

คณะผจู้ ดั ทำ
๑๖/๐๘/๒๕๖๕

สารบัญ หนา้

เร่ือง ข
คำนำ ค
สารบัญ ง
สารบัญภาพ ๒
บทนำ ๒
๑.ภาษา ๓

๑.๑ ความหมายของภาษา ๙
๑.๒ ที่มาของภาษาไทย ๙
๑.๓ ลกั ษณะของภาษา ๑๐
๒.การสื่อสาร ๑๐
๒.๑ ความหมายของการสือ่ สาร ๑๔
๒.๒ ความสำคญั ของการสอ่ื สาร ๑๖
๒.๓ องคป์ ระกอบของการสอื่ สาร ๑๖
๒.๔ รปู แบบของการส่ือสาร ๑๘
๓.ผู้พกิ ารประเภทตา่ งๆ ๒๐
๓.๑ ความหมายของคนพิการ ๒๐
๓.๒ ประเภทของคนพิการ ๓๑
๔ การสือ่ สารของผู้พิการประเภทต่างๆ ๓๔
๔.๑ ประเภทของภาษาท่ใี ช้สื่อสารกบั ผ้พู ิการ ๔๑
๔.๒ วธิ ีการส่ือสารกับผู้พิการ ๔๒
๔.๓ ปัญหาในการส่อื สารกับผู้พิการ
บทสรปุ
บรรณานุกรรม

ภาพที่ สารบัญภาพ หนา้
ภาพที่ ๑ ๒๒
ภาพท่ี ๒ ภาษามือคำวา่ ขอบคุณ ๒๒
ภาพที่ ๓ ภาษามอื คำว่าขอโทษ ๒๓
ภาพที่ ๔ ภาษามอื คำวา่ ไม่เป็นไร ๒๓
ภาพท่ี ๕ ภาษามือคำว่าสบายดี ๒๔
ภาพท่ี ๖ ภาษามือคำว่าโชคดี ๒๔
ภาพที่ ๗ ภาษามอื คำวา่ คิดถงึ ๒๕
ภาพท่ี ๘ ภาษามือคำวา่ น่ารัก ๒๕
ภาพท่ี ๙ ภาษามือคำวา่ สวย ๒๖
ภาพที่ ๑๐ ภาษามือคำวา่ ชอบ ๒๖
ภาพท่ี ๑๑ ภาษามอื คำว่าหิว ๒๗
ภาพที่ ๑๒ ภาษามือคำวา่ อิ่ม ๒๗
ภาพที่ ๑๓ การสะกดนิว้ มือภาษาไทย ๒๗
ภาพท่ี ๑๔ การสะกดนิว้ มอื ภาษาอังกฤษ ๒๘
ภาพที่ ๑๕ การสะกดนว้ิ มือเป็นตวั เลข ๒๙
ภาพที่ ๑๖ อักษรเบรลล์ขนาด ๑ เซลล์ ๒๙
ภาพท่ี ๑๗ อักษรเบรลล์ที่เเทนพยญั ชนะไทย ๓๐
ภาพที่ ๑๘ อกั ษรเบรลลท์ ีแ่ ทนวรรณยคุ ต์ไทย ๓๐
อกั ษรเบรลล์ทีแ่ ทนพยัญชนะองั กฤษ

บทนำ

ผู้พิการเป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่ประสบปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร เช่น ผู้พิการทางด้านการ
มองเห็น ผู้พิการทางด้านการไดย้ นิ ผู้พิการซ้อน ผู้พิการทางสติปัญญา ผู้พิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว
บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา และบุคคลที่เป็นออทิสติก เป็นต้น ซึ่งผู้พิการเหล่านี้ใช้
ชีวิตประจำวันกับบุคคลรอบข้างโดยใช้วิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน โดยการสื่อสารจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน
กล่าวคือผู้พิการประเภทบกพร่องทางการได้ยินนั้นจะใช้ภาษามือในการสื่อสาร ซึ่งคำนิยามของ "ภาษามือ"
นักภาษาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาได้ให้ความหมายไวว้ ่า"ภาษามือเป็นภาษาของชุมชนคนหูหนวกเป็นภายา
ที่มีระบบท่าทางการเคลือ่ นไหวของร่างกายสีหน้า ท่ามือและตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย " ภาษามือเป็นภามา
แสดงท่ามือเหมือนกับการ มองภาพสามมิติ William C. Stokoe นักภาษาศาสตร์ภาษามือได้จัดทำ
พจนานุกรมภาษามืออเมริกันเป็นฉบับแรกของโลก "A Dictionary of American Sign Language on
Linguistic principles" ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของคนหูหนวกอเมริกันที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
จนกระทงั่ เป็นตัวอยา่ งให้แก่ชาติอื่น ๆ และในการอ่านของคนท่ีมคี วามบกพร่องทางการเหน็ อาศยั ประสาทการ
รบั รกู้ ารเห็นท่เี หลืออยูแ่ ละการไดย้ นิ แตค่ นทีต่ าบอดสนิทจะอาศยั ประสาทการรบั รู้ทางการสัมผัสตวั อักษรด้วย
มือ และการ ได้ยินเป็นสำคัญตัวอักษรสำหรับคนตาบอดที่ใช้ในการอ่านและเขียนเรียกว่า อักษรเบรลล์
ลักษณะของอักษรเบรลล์นั้นจะมีลักษณะเป็นตัวหนังสือแบบจุดนูนเล็กๆ ประกอบด้วยจุด ๖ ตำแหน่งใน ๑
ช่อง เรียกว่า ๑ เซลล์ ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อผู้พิการทางสายตาที่ไม่สามารถใช้สายตาในการอ่านหนังสือ
หรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสือ่ สิ่งพิมพต์ ่างๆ เฉกเช่นคนปกตธิ รรมดาได้โดยใช้มอื สัมผัสจุดในการอ่าน ซึ่งการที่
จะเขา้ ใจได้วา่ ลกั ษณะและตำแหน่งของจุดแบบใดแทนตวั อกั ษร หรอื สัญลกั ษณ์แบบใด เป็นเร่อื งที่ต้องใช้ความ
พยายาม และระยะเวลาในการศึกษา จดจำ เพื่อ ให้เกิดความชำนาญในการอ่านของผู้พิการทางสายตา
โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ได้พิการมาแต่กำเนิน ประสามสัมผัสทางมือจะด้อยกว่าผู้ที่พิการมาตั้งแต่กำเนิดคณะ
ผู้จัดทำจงึ สนใจศึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาษาและปัญหาในการสือ่ สารกับผูพ้ ิการประเภทต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารกับผู้พิการประเภทต่างๆเมื่อมีโอกาส ดังนั้นในรายงานเล่มนี้จึงมีรายละเอียดที่
เก่ยี วขอ้ งกบั การใช้ภาษาในการสอื่ สารของผู้พกิ ารต่างๆโดยละเอียดซึ่งคณะผจู้ ัดทำไดร้ วบรวมและเรียบเรียงไว้
ในรายงานเลม่ น้ี โดยมงุ่ หวงั ว่าผทู้ ีส่ นใจจะไดร้ บั ทราบขอ้ มูลตามความสนใจ



๑. ภาษา

๑.๑ความหมายของภาษา
หนึ่งฤทัย จันทร์เครือยิ้ม, (๒๕๕๔) ได้กล่าวถึงความหมายของภาษาว่า ภาษา เมื่อแปลตามรูปศัพท์
หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถติดต่อสื่อสาร
เข้าใจกันได้ โดยมีระเบียบของเสียงและเรื่องของคำเป็นเคร่ืองกำหนด ในพจนาณุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๒๕ใหความหมายของคำว่าภาษาคือเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้
พดู จากัน ภาษาสามารถแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท คือ วจั นภาษา และ อวจั นภาษา
๑. วัจนภาษา เป็นภาษาที่พูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำ สร้างความเข้าใจกัน มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการ
พูด นอกจากนั้นยังเป็นหนังสือที่ใช้แทนคำพูด คำที่ใช้เขียนจะเป็นคำที่เลือกสรรแล้ว มีระเบียบในการใช้
ถอ้ ยคำในการเขยี นและการพูดตามหลักภาษา
๒. อวจั นภาษา เป็นภาษาท่ใี ชส้ ิ่งอน่ื นอกเหนือจางคำพดู และตวั หนงั สือในการส่ือสารเพ่ือทำให้เกิดความเข้าใจ
ภาษาทไี่ มเ่ ป็นถ้อยคำได้แก่ ท่าทางการแสดงออก การใช้มือใชแ้ ขนประกอบการพดู หรือสญั ลักษณ์ต่างๆท่ีใช้ใน
การสอ่ื สารสรา้ งความเข้าใจ เช่น สัญญานไฟจราจร สัญญานธง เปน็ ตน้
ภาษามีความสำคญั ต่อมนุษยม์ าก เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมอื ในการสือ่ สารแล้ว ยังเป็นเครื่องมือแหง่ การ
เรียนรู้และการพัฒนาความคิดของมนุษย์และเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพ และที่
สำคัญก็คือ ภาษาช่วยสร้างเสริมความสามัคคขี องคนในชาติอีกดว้ ย เพราะภาษาเป็นถ้อยคำท่ีใชใ้ นการสื่อสาร
สร้างความเขา้ ใจกันในสังคม
พิมพิไล จันทิมาลย์, (๒๕๕๕) ได้กล่าวถึงความหมายมาของภาษาว่า ภาษา คือ สัญลักษณ์ที่กำหนด
ข้ึนเพ่อื ใชเ้ ป็นเครอื่ งมือทส่ี ำคญั ทส่ี ุดในการส่อื ความเขา้ ใจระหวา่ งกันของคนในสงั คม ชว่ ยสรา้ งความเข้าใจอัน
ดีต่อกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคน ในสังคม ถ้าคนในสังคมพูดกันด้วย ถ้อยคำที่ดีจะช่วยให้คนในสังคม
อยู่กันอย่างปกติสุข ถ้าพูดกันด้วยถ้อยคำไม่ดี จะทำให้เกิดความบาดหมางน้ำใจกัน ภาษาจึงมีส่วนช่วย
สร้างมนุษยสัมพันธ์ ของคนในสังคม ภาษาเป็นสมบัติของสังคม ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี ๒
ประเภท คือ วัจนภาษาและอวจั นภาษา
๑. วจั นภาษา
วัจนภาษา หมายถึง ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ คำพูดหรือตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่งหมายรวมท้ัง
เสียง และลายลักษณ์อักษร ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ทาง
ภาษา หรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจ
นภาษาในการสื่อสารต้องคำนึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา และความเหมาะสมกับลักษณะ การ
สื่อสาร ลกั ษณะงาน เป้าหมาย ส่ือและผู้รับสาร วัจนภาษาแบง่ ออกเป็น ๒ ชนิด คอื
๑.ภาษาพูด ภาษาพูดเป็นภาษาทีม่ นษุ ย์เปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นักภาษาศาสตรถ์ ือ
ว่าภาษาพูดเป็นภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ ส่วนภาษาเขียนเป็นเพียงวิวัฒนาการขั้นหนึ่งของภาษาเท่านั้นเท



มนษุ ยไ์ ดใ้ ช้ภาษาพูดติดต่อสอื่ สารกบั ผู้อนื่ อย่เู สมอ ทงั้ ในเรื่องส่วนตัว สงั คม และหนา้ ทก่ี ารงาน ภาษาพูดจึง
สามารถสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ ในสังคมมนษุ ย์ไดม้ ากมาย
๒.ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้อักษรเป็นเครื่องหมายแทนเสียงพูดในการสื่อสาร ภาษาเขียน
เป็นสัญลักษณ์ของการพูด ภาษาเขียนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกภาษาพูด เป็นตัวแทน
ของภาษาพดู ในโอกาสตา่ ง ๆ แม้นกั ภาษาศาสตร์จะถือว่าภาษาเขียนมใิ ช่ภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ แต่ภาษา
เขียนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารของมนุษย์ มาเป็นเวลาช้านาน มนุษย์ใช้ภาษาเขียนสื่อสารทั้งใน
ส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาเขียนสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ใน
สังคมมนุษย์ไดม้ ากมายหากมนษุ ยร์ ้จู กั เลือกใช้ใหเ้ หมาะสมกบั บุคคล โอกาส และสถานการณ์

พิมล มองจันทร์, (๒๕๕๒) ได้กล่าวถึงความหมายมาของภาษาว่า ภาษา หมายถึงการวางเงื่อนไขใน
การสื่อสารของกลุ่มหรือสังคมนั้น ๆ โดยเข้าใจร่วมกันว่าเงื่อนไขหรือรหัสที่กำหนดไว้หมายถึงอะไร ซึ่งใช้
สื่อสารความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกของผู้สื่อไปยังผู้รับโดยอาศัยเงื่อนไขที่กำหนดไว้(ภาษา) เป็นเครื่อง
สื่อความโดยภาษาต้องประกอบด้วยระบบ ความหมาย และโครงสร้างเพื่อให้เข้าใจตรงกันผู้อยู่ในกลุ่มหรือ
สังคมนั้น ๆ จึงต้องเรียนรู้ภาษาซึ่งกันและกัน แต่บางครั้งสิ่งที่เกิดจากสัญชาตญาณก็อาจเป็นภาษาได้
เช่น ภาษาสตั ว์ ภาษาดนตรี ภาษานก เป็นต้น ลักษณะสำคัญของภาษา ไมว่ ่าภาษาใดในโลกย่อมมีลักษณะ
สำคัญท่มี งุ่ ส่ือสารให้เข้าใจหรอื ส่ือความรู้ ความคดิ ความร้สู กึ

จากการศึกษาความหมายของภาษา สรปุ ได้วา่ ภาษา หมายถงึ คำพดู หรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือ
ของมนษุ ย์ท่ีใชใ้ นการส่ือความหมายให้สามารถติดต่อสื่อสาร เขา้ ใจกันได้ ซ่ึงสามารถแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท
คือ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา นอกจากความสำคัญของภาษาแล้วที่มาของภาษาไทยก็ยังมีความสำคัญและ
จำเปน็ ท่เี ราตอ้ งศึกษาเพื่อให้เราเข้าใจถงึ ความเปน็ มาของภาษาไทย

๑.๒ทม่ี าของภาษา
นราพรรณ ใจทน, (๒๕๕๔) ได้กล่าวถึงที่มาของภาษาไทยว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่เก่าเเก่ที่สุดใน
ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐานมาจากออสโตรไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาจีน มีหลายคำที่
ขอยืมมาจากภาษาจนี พ่อขุนรามคำเเหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึน้ เมื่อปี พศ ๑๘๒๖ มี พยัญชนะ ๔๔ ตัว (๒๑
เสียง), สระ ๒๑ รูป (๓๒ เสียง), วรรณยุกต์ ๕ เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดเเปลงมา
จากบาลี เเละ สันสกฤต คนไทยเป็นผู้ที่โชคดีที่มีภาษาของตนเอง เเละมีอักษรไทย เป็นตัวอักษร ประจำชาติ
อันเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นเครื่องเเสดงว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ งมาเเต่
โบราณกาลเเละยั่งยืนมาจนปัจจุบัน คนไทยผู้เป็นเจ้าของภาษา ควรภาคภูมิใจที่ชาติไทยใช้ภาษาไทย เป็น
ภาษาประจำชาติมากว่า ๗๐๐ ปีเเล้ว เเละจะยั่งยืนตลอดไป ถ้าทุกคนตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย
ภาษาเป็นวฒั นธรรมทีส่ ำคญั ของชาติ ภาษาเป็นส่ือใชต้ ิดต่อกนั เเละทำให้วัฒนธรรมอนื่ ๆเจรญิ ข้ึน เเต่ละภาษามี
ระเบยี บของตนเเลว้ เเต่จะตกลงกนั ในหมชู่ นชาตนิ ั้น ภาษาจงึ เปน็ ศูนยก์ ลางยืดคนท้ังชาติ ดงั ขอ้ ความ ตอนหน่ึง
ในพระราชนิพนธ์ในพระบาท สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยูห่ ัว เรื่อง "ความเป็นชาติโดยเเทจ้ ริง" ว่า ภาษาเป็น
เครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์เเน่นเเฟ้นกว่าสิ่งอื่น เเละไม่มีสิ่งใด ที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือเเน่



นอนยิ่งไปกว่าภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้น รัฐบาลใดที่ต้องปกครองคน
ต่างชาติตา่ งภาษา จงึ ตอ้ งพยายามต้ังโรงเรยี นเเละออกบัญญัติบังคบั ใหช้ นตา่ งภาษาเรยี นภาษาของผู้ปกครอง
เเต่ความคิดเห็นเช่นนี้ จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ เเต่ถ้ายังจัดการเเปลง ภาษาไม่สำเร็จ
อยู่ตราบใด ก็เเปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยงั ไม่เชื่ออยู่ตราบนัน้ เเละยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดยี วกันกบั
มหาชนพน้ื เมอื งไม่ได้ อยู่ตราบน้นั ภาษาเป็นสงิ่ ซ่งึ ฝงั อยูใ่ นใจมนุษยเ์ เน่นเเฟน้ ยิ่งกว่าสิ่งอน่ื "
ดังนั้นภาษาก็เปรียบได้กับรั้วของชาติ ถ้าชนชาติใดรักษาภาษาของตนไว้ได้ดี ให้บริสุทธิ์ ก็จะได้ชื่อว่า รักษา
ความเป็นชาติ คนไทยทุกคนใช้ภาษาไทยเป็นสื่อความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ควรจะรักษาระเบียบ
ความงดงามของภาษา ซึ่งเเสดงวัฒนธรรม เเละ เอกลักษณ์ประจำชาติไว้อีกด้วย ดัง พระราชดำรัส สมเด็จ
พระเทพ รตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี ตอนหน่งึ ว่า "ภาษานอกจากจะเปน็ เคร่ืองส่ือสารเเสดงความรู้สึก
นกึ คิดของคนทว่ั โลก เเลว้ ยังเปน็ เครือ่ งเเสดงให้เห็นวัฒนธรรม อารยธรรม เเละเอกลักษณ์ ประจำชาติอีกด้วย
ไทยเป็นประเทศซึ่งมขี นบประเพณี ศลิ ปกรรมเเละภาษา ซ่งึ เจริญรงุ่ เรืองมาแต่อดตี กาล เราผู้เปน็ อนุชนจึงควร
ภูมใิ จ ช่วยกัน ผดงุ รักษามรดกทางวัฒนธรรมอนั เป็นทรัพย์สินทางปัญญาทบ่ี รรพบุรุษได้ อุตส่าห์สร้่างสรรค์ขึ้น
ไว้ใหเ้ จริญสบื ไป "

กรรณิการ์ แข็งการเขตร, (๒๕๕๔) ได้กล่าวถึงที่มาของภาษาไทยว่า เริ่มในสมัยสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.
๑๘๒๖ โดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงดัดแปลงมาจากอักษรของขอมและอักษรมอญโบราณ
นำมาประดิษฐ์ใหม่เป็นตัวอักษรของชาติไทย ระยะแรกพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เรียงแถวกันในบรรทัด
เดียวกัน ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ซึ่งบางตัวอยู่ข้างล่าง ข้างบน ข้างหน้า และข้างหลัง ดัง
ปรากฏที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันภาษาไทย เป็นภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแม่ของชาวไทย และชน
เชื้อสายอื่นในประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไต ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได
สันนษิ ฐานวา่ ภาษาในตระกูลนีม้ ีถ่ินกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางท่านเสนอ
ว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ตระกูล
ภาษาจีน-ทิเบต ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และ
ออกเสียงแยกคำตอ่ คำ เปน็ ทลี่ ำบากของชาวตา่ งชาติเน่อื งจาก การออกเสียงวรรณยุกต์ที่เปน็ เอกลักษณ์ของแต่
ละคำ และการสะกดคำที่ซับซอ้ น นอกจากภาษากลางแลว้ ในประเทศไทยมีการใช้ ภาษาไทยถิน่ อื่นด้วย

พิพัฒน์ ทัพเจริญ, (๒๕๖๒) ได้กล่าวถึงที่มาของภาษาไทยว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรง
ประดษิ ฐ์อักษรไทยขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ โดยทรงดัดแปลงมาจากอกั ษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิม ซ่งึ ดัดแปลง
มาจากอักษรมอญและคดิ อักษรไทยขน้ึ ใหม่ใหม้ สี ระ และวรรณยกุ ตใ์ ห้พอใชก้ ับภาษาไทย และทรงเรียกอักษร
ดังกล่าว ลายสือไทย ดังมีกล่าวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงตอนหนึ่งว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕
ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยน้ี ลายสือไทยนี้จึงมีพ่อขุนรามคำแหงผู้น้ันใสไ่ ว”
(ปี ๑๒๐๕ เป็นมหาศักราชตรงกับพุทธศักราช ๑๘๒๖) ภาษาเขียนของคนไทยเกิดขึ้นหลังจากที่คนไทยสร้าง
เมืองของตนเองขึ้นแล้ว คือ สุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ พ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์องค์ที่ ๓ ของเมืองสุโขทัย
ทรงจารึกเรื่องตัวหนังสือไทยไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ตอนหนึ่งว่า เมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีที่แล้วเมือง



สุโขทัยของคนไทยนับว่าเป็นเมืองใหม่ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านั้นชนชาติอื่นๆ รอบด้าน มี
การรวมตัวกันเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้วและที่เป็นเมืองแล้วต่างก็มีภาษาเขียนเป็นของตนเองทั้งสิ้น เมืองเขมร
เมอื งมอญ เมืองพม่า ลว้ นมีภาษาเขยี นของตนเองกอ่ นคนไทย ในยุคน้ันและก่อนหน้านัน้ เท่าท่ปี รากฏในอินเดีย
ลังกา และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจารึกเรื่องของการปกครองเมือง ศาสนา และประชาชน นับเป็น
ประเพณนี ิยมของกษตั รยิ ท์ ่วั ไป เม่อื กษตั รยิ ์พระองคใ์ หม่ขึ้นปกครองเมือง เมอ่ื มีการทำสงคราม การทำบุญครั้ง
ใหญ่ หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในเมือง ก็เป็นประเพณีของกษัตริย์ที่จะทรงบันทึกเรื่องราวไว้ ใน
อินเดียและลังกา มีการเก็บบันทึกจารึกต่างๆ ทั้งของวัดและกษัตริย์นับได้เป็นจำนวนแสน ประเพณีการจารึก
เรื่องราวนี้ได้แพร่หลายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย และในย่านนี้จารึกโบราณมีทั้งภาษาบาลีสันสกฤต
และต่อมาก็มีจารึกเป็นภาษาของคนพื้นเมืองด้วย คนไทยคงจะใช้ตัวอักษรอื่นที่ใช้แพร่หลายกันอยู่ในย่านนั้น
มาก่อนซึ่งมีทั้งอักษรมอญและขอม แต่เมื่อคนไทยมีเมืองเป็นของตนเอง มีกษัตริย์ไทยเองแล้ว แรงผลักดันที่
จะต้องมีตัวอักษรของตนเองเพื่อบันทึกเร่ืองราวของกษัตริย์และเมอื งตามประเพณีอยู่ในขณะนั้นก็ย่อมเกิดขึ้น
การใช้ภาษาของไทยเองย่อมจะทำให้เมืองไทยมีฐานะเท่าเทียมกบั เมืองอ่ืนๆ ทมี่ อี ยกู่ ่อนแล้ว เราอาจนับว่าการ
เป็นเมืองและประเพณีการจารึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมอื ง เป็นแรงผลักดันสำคัญท่ีทำให้เกิดการประดิษฐ์
อักษรไทยขึ้น ตัวอักษรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นตัวเขียนที่มีวิวัฒนาการสืบเนื่องมาจากลายสือไทยที่พ่อขุน
รามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีที่แล้ว เข้าใจว่าคงจะได้เปรียบเทียบหรือปรับปรุงจาก
ตัวอักษรที่มีใช้อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตัวหนังสือในปัจจุบันแตกต่างไปจากสมัยสุโขทัยมากแต่ระบบของตัว
พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ยังคงเดิม อักษรไทยมีใช้มานานประมาณ ๗๐๐ ปีแล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะมี
ลักษณะแตกต่างไปจากภาษาในปัจจุบันทั้งในด้านการเขียนและการแทนเสียงและเพราะเหตุว่าตัวเขียนไทย
เป็นตวั อกั ษรแทนเสียงระบบภาษาเขียนจึงเป็นเสมือนบันทึกของลักษณะเสียงของภาษาไทยเม่ือสมัยประมาณ
๗๐๐ ปี มาแล้วได้เป็นอย่างดี นักภาษาศาสตร์สามารถใช้วิธี การที่เป็นวิทยาศาสตรอ์ ธิบายให้เห็นว่าเสียงของ
ภาษาในสมัยสุโขทัยตา่ งไปจากเสียงในสมัยอยธุ ยาและสมัยรัตนโกสนิ ทร์

ที่มาของภาษาไทย สรุปได้ว่าภาษาไทย เป็นภาษาทางการของประเทศไทย โดยพ่อขุนรามคำแหง
มหาราช ไดท้ รงประดิษฐ์อกั ษรไทยข้ึนเม่ือ พ.ศ. ๑๘๒๖ โดยทรงดดั แปลงมาจากอักษรขอมหวัดและอักษรไทย
เดิม ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรมอญและคิดอักษรไทยขึ้นใหม่ให้มีสระ และวรรณยุกต์ให้พอใช้กับภาษาไทย
และทรงเรียกอักษรดังกล่าว ลายสือไทย มพี ยญั ชนะ ๔๔ ตวั (๒๑ เสยี ง), สระ ๒๑ รปู (๓๒ เสยี ง), วรรณยุกต์
๕ เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดเเปลงมาจากบาลี เเละ สันสกฤต อีกทั้งภาษายังมี
ลักษณะของภาษาทีค่ วรศึกษาดงั น้ี

๑.๓ ลกั ษณะของภาษา
พุทธิมา พุทธนุกูล, (๒๕๖๓) ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษาไทยว่า ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คือ
ภาษาที่เป็นคำพยางค์เดียว เช่น คำที่เกี่ยวกับญาติพี่น้อง ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า พี่ น้อง ยาย ป้า ตา ต่อมา
ยืมคำจากภาษาต่างประเทศมคี ำหลายพยางค์ เชน่ ดำริ เสด็จ ลักษณะของภาษาไทยได้ ๗ ลักษณะ ดังน้ี
๑. ภาษาไทยมีคำลกั ษณนามทใี่ ชบ้ อกลกั ษณะของคำนาม เพือ่ ให้ทราบสัดส่วนรปู พรรณสณั ฐาน



• ภาษาไทยมคี ำซำ้ คำซ้อน ท่เี ปน็ การสรา้ งคำเพม่ิ เพื่อใช้ในภาษา
• ภาษาไทยมคี ำบอกท่าทีของผู้พูด เชน่ นั้น นี้ หรอ โนน้ ไป
• ภาษาไทยมคี ำบอกสถานภาพของผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น กระผม ดิฉัน ครู เรา นาย
๒. ภาษาไทยมีการเรยี งคำเป็นประโยคในรูปแบบ ประธาน กริยา กรรม แต่ก็มีประโยคในภาษาไทยอยู่ไม่น้อย
ท่เี หมือนวา่ จะเปล่ยี นลำดบั คำไดโ้ ดยทค่ี วามหมายไมเ่ ปล่ยี นไปจากเดิม เชน่ ดนิ เปอ้ื นกระเปา๋ กระเป๋าเปือ้ นดิน
๓. ภาษาไทยมกี ารใช้ วรรณยกุ ต์ คือ มี การไล่เสียงวรรณยกุ ต์ น้ันคือ การผนั วรรณยกุ ต์
การผนั วรรณยกุ ต์ ได้ ๕ เสยี ง
• เสียงสามญั
• เสยี งเอก
• เสยี งโท
• เสยี งตรี
• เสียงจตั วา
๔. ภาษาไทยมีเสียงสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ เป็นหน่วยภาษา หน่วยเสียงที่ใช้ในภาษาไทยแบ่งได้เป็น
๓ ประเภท คือ หน่วยเสียงสระ หน่วยเสียงพยญั ชนะ และหนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์
หน่วยเสียงสระในภาษาไทยมี ๒๑ หนว่ ยเสยี ง
• สระเดี่ยว ๑๘ เสียง
• สระสนั้ ๙ เสียง
• สระเสยี งยาว ๙ เสียง
• สระประสม ๓ เสยี ง
หน่วยเสียงพยญั ชนะไทย มี ๔๔ รปู ๒๑ เสยี ง
• พยญั ชนะเด่ียว
• พยญั ชนะควบกล้ำ
• หน่วยเสียงวรรณยุกต์ มี ๕ เสยี ง
• เสยี งสามญั
• เสยี งเอก
• เสยี งโท
• เสยี งตรี
๕. ภาษาไทยเปน็ การขยายใหญ่ขนึ้ เร่อื ยๆ
๖. ภาษาไทยมกี ารลงเสยี งหนกั -เบาของ การลงเสยี งหนกั เบาของคำ
• คำสองพยางค์ จะลงเสียงหนักในพยางค์ท่สี อง
• คำสามพยางค์ มกั จะลงเสยี งหนักทพี่ ยางค์ที่สาม และพยางค์ทหี่ นง่ึ



• คำสี่พยางค์ขึ้นไป ลงเสียงหนักที่พยางค์สุดท้าย ส่วนพยางค์อื่น ๆจะลงเสียงหนัก-เบาตามลักษณะ
ส่วนประกอบของพยางคท์ ่ีมสี ระยาวหรอื มีเสียงพยญั ชนะท้าย

๗. คำในภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเมื่อนำไปใช้ในประโยค เพื่อแสดงความสัมพันธ์กับคำอื่นใน
ประโยค และไมต่ ้องเปล่ยี นรปู คำ เพือ่ แสดงเพศ พจน์ หรือกาล เราจงึ เราสามารถทราบความหมายของคำและ
ความสมั พนั ธก์ บั คำอนื่ ได้จากบรบิ ท

ชลธิชา สุดมุข, (๒๕๕๖) ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษาไทยว่า ภาษาไทยอยู่ในตระกูล มีระบบเสียง
วรรณยุกต์ ซึ่งหมายความว่าเสียงสูงต่ำที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความหมายเปลี่ยนไปด้วย เช่น มา ม้า หมา คำ
ภาษาไทยมีลักษณะเป็นคำโดด คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำ โครงสร้างโดยทั่วไปของประโยคเป็นแบบ
ประธาน + กริยา + กรรม เช่น “แม่ซักผ้า” เมื่อต้องการบอกจำนวน ภาษาไทยจะใช้คำบอกจำนวนกับคำ
ลักษณนามมาประกอบกับคำนาม เช่น นักเรียน ๒ คน หมา ๓ ตัว บ้าน ๔ หลัง คนเป็นลักษณนามของ
“นักเรียน” ตัวเป็นลักษณนามของ “หมา” และหลังเป็นลักษณนามของ “บ้าน” เมื่อต้องการบอกเวลา
ภาษาไทยจะใช้สถานการณห์ รอื คำบอกเวลาบอกให้รู้วา่ กรยิ านั้น ๆ เกดิ ขนึ้ เมื่อใด เช่น “เมอื่ วานฉนั กนิ ข้าวผัด”
“วนั นฉ้ี นั กินขา้ วตม้ ” “พรุ่งนฉี้ นั จะกินก๋วยเตีย๋ ว” ขอใหส้ งั เกตว่าคำกรยิ า “กนิ ” ไม่มกี ารเปล่ยี นแปลงรูป คำที่
บอกเวลาคือ “เมื่อวาน” “วนั น้ี” และ “พรงุ่ นี้” สว่ น “จะ” เป็นคำช่วยกรยิ า บอกให้รวู้ า่ เป็น “ความตงั้ ใจทีจ่ ะ
ทำกิริยานั้น ๆ” เมื่อต้องการใส่คำขยายและคำชเ้ี ฉพาะ จะใสไ่ วห้ ลังคำนาม เชน่ บา้ นใหญ่ แมวดำ บ้านนี้ บ้าน
นั้น บ้านนู้น บ้านโน้น หากสร้างประโยคคำถาม จะใช้คำแสดงคำถามต่อท้ายประโยค เช่น “เขาจะมาหรือ“
“เขาจะมาไหมฺ“ “เขาคือใคร” “คุณกินอะไร” “คุณมานี่ทำไม” “บ้านคุณอยู่ที่ไหน” “คุณมาเมื่อไร” “คุณมี
เงินเท่าไร” “เขามาอย่างไร“ หากต้องการถามจำนวนใช้คำว่า “กี่” นำหน้าคำที่ต้องการรู้จำนวน เช่น “คุณมี
เงินกี่บาท“ ลักษณะของภาษาไทยที่เป็นคำโดดและไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำนี้เหมือนกับภาษาพม่า ภาษา
เขมร ภาษาลาว ภาษาเวยี ดนาม และภาษาจนี กลางในสาธารณรัฐสงิ คโปร์ซ่งึ จะได้กล่าวถงึ ต่อไป

จงชยั เจนหัตถการกิจ, (๒๕๕๑) ไดก้ ล่าวถงึ ลักษณะของภาษาไทยว่า
๑. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คือ แต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ใช้ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการ
เปลย่ี นแปลงรูปศัพท์ เพ่อื บอกเพศ พจน์ การกระทำ และกาลเวลา
เชน่ พอ่ แม่ สะใภ้ ฝูง เหล่า พรุ่งนี้
๒. คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น โอ่ง หมา ดิน น้ำ นั่ง นอน กิน
สัน้ ไม้ ใจ หวั
๓. คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด
เชน่ ชก กัด ตบ ถอง ชน ทุม่ ตอ่ ย เหนีย่ ว
๔. ภาษาไทยเป็นภาษาทีม่ ีเสยี งวรรณยกุ ต์ ทำใหค้ ำเกิดระดบั เสียงตา่ งกนั และมีความหมายต่างกนั ด้วย
เช่น เสือ เส่อื เสื้อ ขา ขา่ ข้า ปา ป่า ป้า
๕. มีการสรา้ งคำ เพือ่ เพ่ิมความหมายใหม้ ากข้นึ
เช่น การประสมคำ การซอ้ นคำ การซ้ำคำ การสมาส การสนธิ การบญั ญัตศิ พั ท์ การทับศพั ท์ การแผลงคำ



คำประสม - ลกู นำ้ ไฟฟ้า ส้มตำ เครอ่ื งคาว

คำซอ้ น - กอ่ สรา้ ง ชว่ั ดี มากมาย มากน้อย

คำสมาส - ราชการ วรี ชน อักษรศาสตร์ กรรมการ

คำทับศพั ท์ - เซรุ่ม กาแฟ ลฟิ ต์ ชอ็ คโกแลต

๖.การเรยี งคำในประโยค ถา้ เรียงคำในตำแหนง่ ตา่ งๆสลบั กัน จะทำให้ความหมายของประโยคเปลย่ี นไป

เชน่ กนั ขัน มัน ขนั กัน มนั มนั กนั ขนั มนั ขัน กนั

๗.คำขยายในภาษาไทยจะเรียงอยู่หลังคำที่ถูกขยายเสมอยกเว้น คำที่แสดงจำนวน หรือปริมาณ อาจอยู่

ด้านหน้าหรอื หลงั ก็ได้ เชน่ หมดู ำสามตวั อย่ใู นเล้าสขี าว มคี ำขยายอยู่หลัง

ในเล้าสีขาวมหี มสู องตวั มคี ำขยายอยู่หนา้

๘.คำไทยมีลกั ษณนาม

ลกั ษณนาม คอื นามทบ่ี อกลกั ษณะของนามขา้ งหน้า โดยมหี ลกั การใช้ ดังน้ี

๑.ใชต้ ามหลงั คำวเิ ศษณ์บอกจำนวนนบั ที่เป็นตวั เลข

เชน่ นกั เรียน ๑๐ คน สนุ ัข ๒ ตัว

ยกเวน้ คำวา่ "เดียว" ทใ่ี ชเ้ ป็นจำนวนนับ จะอยหู่ ลงั ลักษณนาม เชน่ สุนัขตัวเดียว ขา้ วจานเดยี ว

๒.ใชต้ ามหลงั คำนามเพ่ือบอกลกั ษณะของคำนามที่อยูข่ ้างหนา้ โดยเน้นลกั ษณะของนามน้นั

เช่น นกฝงู นั้นมาจากไซบเี รีย หนังสือเล่มนน้ั ใครเขยี น

๙. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียน และมีจังหวะในการพูด หากแบ่งวรรคตอนผิด หรือพูดเว้นจังหวะผิด

ความหมายกจ็ ะเปลี่ยนแปลงไป

เชน่ เขาทำบุญให้คน จนหมดตวั

เขาทำบุญ ใหค้ นจนหมดตวั

๑๐.ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีการใช้คำให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล และโอกาส ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางภาษา

อันละเอียดละออประการหน่งึ มีระดบั การใช้ดังนี้

๑.ระดับพธิ ีการ

ใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆ ใช้ภาษาทางการที่คัดสรรและเรียบเรียงอย่างประณีต เช่น การกล่าวสดุดี

การกล่าวรายงานในพธิ มี อบปริญญา

๒.ระดบั ทางการ

ใชใ้ นโอกาสทเ่ี ป็นทางการโดยทวั่ ไป ใช้ภาษาทางการ เช่น การแถลงขา่ ว หนงั สือราชการ

๓.ระดับกึ่งทางการ

ใชใ้ นโอกาสทเี่ ป็นทางการแต่ลดระดับลงโดยใชภ้ าษาสภุ าพทเ่ี ป็นกนั เองมากข้นึ

เชน่ การบรรยายในชน้ั เรียน

๔.ระดบั สนทนา

ใช้ในโอกาสไมเ่ ป็นทางการ เชน่ การพูดคยุ ทั่วไป สามารถใชภ้ าษาพดู ได้ เช่น การคยุ กันในครอบครวั



๕.ระดบั กันเอง
ใชใ้ นโอกาสไม่เปน็ ทางการกบั เพอื่ นสนิท สามารถใชภ้ าษาพดู และภาษาคะนอง เชน่ เพอ่ื นสนทิ คยุ กัน
ลักษณะของภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คือ แต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ใช้ได้อย่างอิสระ

ภาษาที่เป็นคำพยางค์เดียว เช่น คำที่เกี่ยวกับญาติพี่น้อง ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า พ่ี น้อง ยาย ป้า ตา และ
ภาษาไทยเป็นภาษาท่ีมีการใช้คำใหเ้ หมาะสมกับฐานะของบุคคลและโอกาส ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางภาษาอันละ
เอยดละออประการหนึ่ง มีระดับการใช้ดังนี้ ระดับพิธีการ ระดับทางการ ระดับกึ่งทางการ ระดับสนทนา และ
ระดับกนั เอง

๒.การสื่อสาร

๒.๑ ความหมายของการสอ่ื สาร
ราตรี พัฒนรังสรรค์,(๒๕๔๒,:๑๖๕) กล่าวว่า การติดต่อสื่อสาร คือ กระบวนการถ่ายทอดหรือ
แลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือความรู้สึกซึ่งอาจเป็นรูปของคำ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เรียกว่า
ขา่ วสาร บุคคลฝา่ ยหนงึ่ เรยี กกวา่ ผสู้ ง่ สาร ส่งไปยังบุคคลอีกฝ่ายหนง่ึ เรยี ก ผ้รู บั สาร โดยผ่านสอื่ ต่าง ๆ เพื่อให้
บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นได้เข้าใจความหมายตามเจตนาท่ีต้องการ และช่วยป้องกันความเข้าใจผิดระหว่างกนั
และกนั อีกด้วย
วิรัช สงวนวงศ์วาน ,(๒๕๔๗,:๑๑๕) กล่าวว่า การสื่อสารคือการถ่ายโอน ดังนั้นการติดต่อสื่อสารจะ
ประสบความสำเสร็จก็ต่อเมื่อสามารถส่งผลต่อความหมายและผู้รับเกิดความเข้าใจถูกต้องการสื่อสารอาจมี
ลักษณะเป็น การสื่อสารระหว่างบุคคล และเป็นเครือข่ายองค์กรหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการติดต่อสื่อสาร
ขององค์กร จากคํานิยามดังกล่าวสรุปได้ว่า การสื่อสารเป็นกระบวนการในการสื่อความหมายโดยมีบุคคล 2
ฝ่าย ได้แก่ ผู้ส่งสารและผู้รับสาร โดยท่ีผู้ส่งสารส่งข่าวสารใดๆ ไปยังผู้รับสารโดยผ่านสื่อต่างๆอย่างมี
วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแล้วทําให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันต่อข่าวสารนั้น การสื่อสารจึง
เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีจุดสำคัญอยู่ที่การส่งข่าวสารที่ทําให้ผู้รับสารและผู้ ส่งสารเกิดความเข้าใจซึ่งกันต่อ
ขา่ ววสารสิง่ น้ัน
ประกาย นาดี ,(๒๕๖๒) กลา่ ววา่ การส่ือสารขอ้ มูล เปน็ การถ่ายทอดเน้ือหา ซงึ่ อาจเปน็ คำพูด เสียง
ข้อความ ที่แสดงถึงความรู้ ความคิด ความรู้สึกจากผู้ส่งไปยังผู้รับ โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เป็นช่องทางในการ
สื่อสาร ทั้งนี้การสื่อสารก็มีวิวัฒนาการเหมือนสิ่งอื่น ๆ เช่นกัน วิวัฒนาการเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยท่าทาง
ถ้อยคำ สัญลักษณ์ ภาพวาด จดหมาย โทรเลข เป็นต้น จากนั้นเมื่อคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ เกิดขึ้นก็ทำให้มี
การประมวลผลในรปู แบบผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอรม์ าประยุกต์ใช้ในการติดตอ่ สื่อสาร ทำให้การติดต่อส่ือสาร
เกดิ ความสะดวก รวดเร็ว รวมท้งั ไดร้ บั ข่าวสารทันเหตุการณอ์ ีกด้วย
จากการศึกษาความของการสื่อสารสรุปได้ว่าการสื่อสารเป็นกระบวนการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยน
ความคดิ ความรสู้ กึ จากผูส้ ง่ ไปยังผู้รับซึ่งเปน็ รูปของคา ตัวอกั ษร สญั ลักษณ์ เรียกวา่ ข่าวสาร ผูส้ ่งสารโดยผ่าน
บุคคล2ฝ่าย ได้แก่ ผู้ส่งสารและ ผู้รับสารโดยท่ีผู้ส่งสารส่งข่าวสารใดๆ ไปยังผู้รับสารโดยผ่านสื่อต่างๆอย่างมี

๑๐

วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแล้วทําให้ทงั้สองฝ่ายเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันต่อข่าวสารนั้น เพราะการ
สื่อสารนั้นมคี วามสำคญั

๒.๒ ความสำคญั ของการสื่อสาร
ชัญญานุช มูลธาธรรม,(๒๕๕๖) กล่าวว่า เป็นกระบวนการเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยของคนทุกคนและมี
ความเกี่ยวข้องไปถึงบุคคลอื่นตลอดจนถึงสังคมที่แต่ละคนเกี่ยวข้องอยู่ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนต้องอาศัยการ
สื่อสารเป็นเครื่องมือช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ทั้งสิ้น จะเห็นได้จากการที่คนพยายามคิดค้นและพัฒนาวิธีการ
สอ่ื สารมาต้งั แต่สมัยโบราณ ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ตลอดจน เครอ่ื งมอื หรือเทคนิควธิ ีการต่างๆ ล้วนเกิดจาก
ความพยายามอยา่ งสงู ของคน ต่อเนือ่ งมาหลายช่ัวอายุ หากการส่ือสารไมม่ คี วามสำคัญและจำเปน็ อยา่ งย่ิงแล้ว
เครื่องมือและวิธีการสำหรับการสื่อสารต่างๆเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้นและพัฒนามาให้เห็นดังเช่นในปัจจุบันใน
สภาพสังคมที่คนจะต้องเกี่ยวข้องกันมากขึ้นเช่นปัจจุบัน การสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญต่อบุคคลและสังคมมาก
ขึ้น หากคนในสังคมขาดความรู้ความเข้าใจในการสื่อสารไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ความคิด หรือทำให้เกิด
ความเขา้ ใจระหวา่ งกันได้ ยอ่ มจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายปัญหาที่เกดิ ข้ึนกับ
บคุ คลและสังคมทกุ วนั นี้
ภิญโญ พานิชพันธ์,พิณทิพ รื่นวงษา,(๒๕๔๗) กล่าวว่า การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่มากับ
มนษุ ย์ เนือ่ งจากมนุษยต์ ้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยมนษุ ยใ์ ชภ้ าษาเปน็ ส่ือในการส่งข้อมูล แลกเปล่ียน
ข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยมีอากาศเป็นตัวกลาง ซึ่งในภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันนั้น จะต้องมีข้อตกลงกันว่าแต่
ละสัญลักษณ์ หรือคำพูด แทนหรือหมายถึงส่ิงใด มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการและเครือ่ งมือที่ใช้ในการติดตอ่ สือ่ สาร
กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การใช้สัญญาณควันไฟของชาวอินเดียแดง หรือการใช้ม้าเร็วใน
การสง่ สาส์น จนกระทัง่ พัฒนามาเป็นการใช้โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ โทรศพั ท์ และอินเทอร์เน็ต
ความสำคญั ของการส่ือสาร,(๒๕๔๒) กลา่ วว่า การสือ่ สารมีบทบาทที่สาคัญยิ่งต่อชวี ติ ประจาวัน ในวัน
หนึ่งเราใช้การสื่อสาร ตลอดเวลา ทั้งการสื่อสารกับตนเอง การสื่อสารกับผู้อื่น ตั้งแต่บุคคลในครอบครัว กลุ่ม
เพื่อน ผ้รู ว่ มงาน และทกุ กจิ กรรมในการดารงชีวิต กต็ ้องใช้การสื่อสารท้งั นั้น
การสื่อสารมีบทบาทที่สาคัญยิ่งต่อชีวิตประจาวัน ในวันหนึ่งเราใช้การสื่อสาร ตลอดเวลา ทั้งการ
สอ่ื สารกบั ตนเอง การส่ือสารกับผู้อ่ืน การตดิ ตอ่ สื่อสารเป็นสงิ่ ที่เกิดขนึ้ ควบคูม่ ากบั มนุษย์ เน่ืองจากมนุษย์ต้อง
อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยมนุษย์ใช้ภาษาเป็นสื่อในการส่งข้อมูลซึ่งในภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันนั้น
จะต้องมีข้อตกลงกันว่าแต่ละสัญลักษณ์ หรือคำพูด แทนหรือหมายถึงสิ่งใดเพราะความสำคัญของการสื่อสาร
ต้องมีองค์ท่สี ำคัญดงั ตอ่ ไปน้ี
๒.๓ องคป์ ระกอบของการสอื่ สาร

๒.๓.๑ ผูส้ ่งสาร
ศรัญญา ทับทิมเจือ, รินทร์ดา แก่นปัดชา,(๒๕๔๓)กล่าวว่า ผู้ส่งสาร คือ ผู้เริ่มต้นการสื่อสาร
(เริ่มต้นสรา้ งและส่งสารไปยังผู้อื่น) ในการส่อื สารครัง้ หน่ึง ๆ น้นั ผสู้ ่งสารจะทำหน้าท่ีเขา้ รหัส อันเป็นการแปร
สารให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์คิดสร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษา (ภาษาพูด,ภาษาเขียนหรือวัจ

๑๑

นภาษา) และอากัปกิริยาท่าทางต่าง ๆ (อวัจนภาษา) สารที่ถูกเข้ารหัสแล้วนี้จะถูกผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารโดย
ผ่านทางติดต่อทางใดทางหนึ่ง เช่น ถ้าผู้ส่งสารต้องการส่งสาร ก. ไปถึงผู้รับสารที่อยู่ห่างไกลจากตนอย่าง
รวดเร็ว ผู้ส่งสารก็อาจเลือกใช้ วิธีโทรเลข โทรศัพท์ จดหมาย ถ้าเป็นปัจจุบันก็อาจใช้โทรส าร หรือ E-mail
(การสื่อสารผ่านทางจอคอมพิวเตอร์) ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ดังนั้นโดยทั่วไป
แล้ว ในสถานการณ์การสื่อสารหนึ่ง ๆ นั้นผู้ส่งสารจะเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญในการที่จะเป็นผู้เริ่มต้น
ส่อื สาร ถือเปน็ บคุ คลแรกที่จะทำให้กระบวนการในการสื่อสารเกิดขนึ้ แต่เน่ืองจากการส่ือสารของมนษุ ย์มีหลาย
ประเภทและหลายระดับ เพราะฉะนั้นจำนวนของผู้ส่งสารจึงอาจจะแตกต่างกันไป เช่น การสื่อสารสาธารณะ
รูปแบบหนึ่ง คือ การอภิปราย ผสู้ ่งสาร อาจมจี ำนวนมากกวา่ 1 คน และผูส้ ง่ สารอาจมิไดส้ ง่ สารในฐานะท่ีเป็น
ตัวของตัวเอง แต่อาจจะส่งสารในฐานะที่เป็นตัวแทนของหน่วยงาน หรือ สถาบันใดสถาบันหนึ่ง ส่วนใน
กระบวนการสือ่ สารมวลชนผูส้ ่งสารกค็ ือตัวแทนขององค์กรเก่ยี วกบั การสื่อสารมวลชน ซึง่ นอกจากจะส่งสารใน
ฐานะที่เป็นตัวของตัวเองแล้ว ก็ยังต้องมีความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นตัวแทนของสถาบันการสื่อสารมวลชน
นนั้ ๆ ด้วย

ชลธิชา ชิดปรางค์,(๒๕๕๔)กล่าวว่า ผู้ส่งสาร หรือ แหล่งสาร หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ
หน่วยงานทีท่ ำหน้าทีใ่ นการสง่ สาร หรือเปน็ แหล่งกำเนิดสาร ที่เป็นผ้เู รม่ิ ตน้ ส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ใน
รูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร
ความคดิ ความรู้สกึ ขา่ วสาร ความต้องการและวัตถุประสงคข์ องตนไปยังผ้รู ับสารดว้ ยวธิ กี ารใด ๆ หรือส่งผา่ น
ช่องทางใดกต็ าม จะโดยตง้ั ใจหรอื ไม่ตั้งใจกต็ าม เชน่ ผูพ้ ูด ผูเ้ ขยี น กวี ศิลปิน นักจดั รายการวิทยุ โฆษก
รัฐบาล องค์การ สถาบัน สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ หน่วยงานของรฐั บรษิ ทั สถาบนั ส่ือมวลชน เปน็ ต้น

สมหวัง อินทร์ไชย,(๒๕๕๓)กล่าวว่า ผู้ส่งสาร คือ บุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้สรา้ งและถ่ายทอดสาร
ต่างๆ ไปยังผู้รับ ด้วยวิธีการพูด การเขียน การใช้กิริยาท่าทาง หรือสัญลักษณ์อื่นๆที่สามารถแปล ความหมาย
ได้ ซึ่งผู้ส่งสารทีด่ ีควรมจี ดุ ประสงคท์ ่ีชดั เจนในการสื่อสาร มีความรู้ความเขา้ ใจใน เนือ้ หาท่ีประสงค์จะถ่ายทอด
ไปยังผู้รับ ควรวิเคราะห์ความสามารถและความพร้อมของผู้รับสาร และรู้จักเลือกใช้วิธีการส่ือสารท่ีเหมาะสม
กบั เรื่อง โอกาส และความสามารถของผู้รบั สารด้วย

จากการสรุปผู้ส่งสาร คือ ผู้เริ่มต้นการสื่อสาร (เริ่มต้นสร้างและส่งสารไปยังผู้อื่น) ในการสื่อสารคร้ัง
หนึง่ ๆ น้ัน ผูส้ ่งสารจะทำหน้าทเี่ ขา้ รหสั อนั เป็นการแปรสารใหอ้ ยู่ในรูปของสญั ลกั ษณ์ท่มี นษุ ยค์ ิดสรา้ งขึ้นแทน
ความคดิ การพูด การเขียน การใช้กริ ิยาทา่ ทาง หรอื สัญลกั ษณ์อ่นื ๆที่สามารถแปล ความหมายได้ นอกจากผู้ส่ง
สารแล้วยังมีสารท่เี ปน็ ส่วนสำคัญขององค์ประกอบของการส่ือสาร
๒.๓.๒ สาร

ศรัญญา ทับทิมเจือ, รินทร์ดา แก่นปัดชา,(๒๕๔๓)กล่าวว่า สาร คือ เรื่องราวอันมีความหมายและ
แสดงออกมาโดยอาศัยภาษา หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ก็ตามที่สามารถทำให้เกดิ การรับรู้ร่วมกันได้ สาร จะเกิดข้ึน
ได้ก็ต่อเมื่อผู้ส่งสารเกิดความคิดขึ้น และต้องการจะส่งหรือถ่ายทอดความคิดนั้นไปสู่การรับรู้ของผู้อื่น (ผู้รับ

๑๒

สาร) การสง่ สารนั้น กโ็ ดยการทผ่ี ูส้ ง่ สารแสดงพฤติกรรมอย่างใดอยา่ งหน่งึ หรือหลายอยา่ งเพื่อแทนความคิดท่ี
เกดิ ข้นึ พฤติกรรมทีว่ ่านีก้ เ็ ชน่ การพูด การเขียน การวาดการแสดงอาการหรือกริ ยิ าอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และ
พฤติกรรมในการแสดงออกซ่งึ ความคดิ นี้ไมว่ า่ จะด้วยวธิ ีการใด ๆ กต็ าม ย่อมข้ึนอยกู่ ับทักษะของผู้กระทำทง้ั สน้ิ

ชลธชิ า ชดิ ปรางค,์ (๒๕๕๔)กล่าววา่ สาร (message) หมายถงึ เร่ืองราวท่มี คี วามหมาย หรอื สง่ิ ต่าง ๆ
ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับ
สารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมาโดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน
ได้ เช่น ข้อความที่พูด ข้อความที่เขียน บทเพลงที่ร้อง รูปที่วาด เรื่องราวที่อ่าน ท่าทางที่ส่ือ
ความหมาย เป็นต้น ซ่งึ สารจะประกอบดว้ ยสว่ นสำคญั ๓ สว่ น คอื
• รหัสสาร ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์ หรือสัญญาณที่มนุษย์ใชเ้ พื่อแสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือ
ความร้สู กึ ตา่ ง ๆ
• เนื้อหาของสาร หมายถงึ บรรดาความรู้ ความคดิ และประสบการณท์ ่ีผสู้ ่งสารต้องการจะถา่ ยทอดเพือ่ การรับรู้
ร่วมกัน แลกเปลยี่ นเพอ่ื ความเข้าใจรว่ มกนั หรอื โต้ตอบกัน
• การจัดสาร หมายถึง การรวบรวมเนื้อหาของสาร แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นไปอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้
ใจความตามเน้ือหา ท่ีตอ้ งการดว้ ยการเลือก ใช้รหัสสารที่เหมาะสม

เบญจวรรณ สุขวัฒน์, (๒๕๕๓) กล่าวว่าสาร คือ เรื่องราวหรือข้อความที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอดให้
ผู้รับ สารได้รับรู้ ซึ่งอยู่ในรูปภาษาหรือสัญลักษณ์ที่สามารถสื่อความหมายได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งสารจะ
ประกอบดว้ ยส่วนสำคัญ ๓ สว่ น คือ
• รหัสของสาร ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์หรือสัญญาณ ที่มนุษย์คิดขึ้น เพื่อแสดงออกแทนความคิดหรือ
ข้อเท็จจริงต่างๆ รหัสของสารนั้นสามารถจาแนกได้ เป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ รหัสของสารที่ใช้คาพูด ได้แก่
ภาษาที่มนุษย์สร้าง ขึ้นเพื่อสื่อความหมาย และรหัสของสารที่ไม่ใช้คาพูด ได้แก่ ระบบ สัญลักษณ์ สัญญาณ
หรือเครอื่ งหมายใดๆ ท่ีไมเ่ กยี่ วข้องกบั การใชถ้ อ้ ยคา เช่น อากัปกริ ิยา ธงไฟสัญญาณต่างๆ เปน็ ตน้
• เนื้อหาของสาร หมายถึง มวลความรู้และ ประสบการณ์ที่มนุษย์ต้องการจะถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิด
ความเขา้ ใจร่วมกนั ลักษณะเน้ือหา ของสารมี ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
สารประเภทข้อเท็จจริง คือ เนื้อหาที่กล่าวถึงความจริงต่างๆที่มีอยู่ใน โลกสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้
และสารประเภทข้อคิดเห็นเป็นสารที่มีเนื้อหาแสดงถึง ความรู้สึก แนวคิด และความเชื่อของผู้ส่งสาร ซึ่งไม่
สามารถตรวจสอบได้ว่าเปน็ จริงหรือไม่ อาจทำได้เพียงแค่ประเมินความสมเหตุสมผล หรือความเป็นไปได้ของ
สารเทา่ น้นั
• การจัดสาร คือ การเรียบเรียง ลำดับความ การ เลือกระดับความยากง่าย และรูปแบบการใช้ภาษา เพื่อให้
ผู้รับสารสามารถเขา้ ใจในเนือ้ หาของสาร
ได้ตรงตามความตอ้ งการของผ้สู ่งสาร

๑๓

สาร คือ เรื่องราวหรือข้อความที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอดให้ผู้รับ สารได้รับรู้ ซึ่งอยู่ในรูปภาษาหรือ
สัญลักษณ์ที่สามารถสื่อความหมายได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งสารจะ ประกอบด้วยส่วนสาคัญ ๓ ส่วน คือ รหัสของ
สาร เนื้อหาของสารการจัดสาร อีกทั้งยงั มีส่อื หรือชอ่ งทางดงั น้ี
๒.๓.๓ สื่อหรือช่องทาง

ไกรสิทธ จามรจนั ทร์สาขา, (๒๕๕๓) กลา่ ววา่ สื่อหรอื ชอ่ งทางสง่ สาร (Channel or Medium) สอ่ื หรือ
ช่องทางสง่ สาร หมายถงึ ส่งิ ท่ีทาหนา้ ทนี่ าสารไปยังผูร้ บั สาร สวนติ ยมาภัย ไดจ้ าแนกประเภทของสื่อที่ มนุษย์
ใชใ้ นการสือ่ สารออกเป็น ๕ ประเภท ดังน้ี
• สอ่ื บุคคลหรอื สือ่ มนษุ ย์ได้แก่ โฆษก ผูเ้ ล่านิทาน ตัวแทนเจรจา บุรษุ ไปรษณีย์ ผสู้ ื่อขา่ ว ทตู เปน็ ต้น
• สอ่ื ธรรมชาติ ไดแ้ ก่ เสยี ง แสง การจ้องมองหนา้ การตบมือเรยี ก กระแอม การไอ บรรยากาศรอบตัว
• สือ่ สิ่งพิมพ์ ไดแ้ ก่ หนังสอื หนงั สอื พิมพ์ นิตยสาร ภาพ แผน่ พับ ใบปลวิ ใบประกาศ – ใบแจง้ ความ
• สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ แถบบันทึกเสียง ดาวเทียมสื่อสาร • สื่อ
เฉพาะกิจ คือ ส่ือทท่ี าหน้าทใ่ี นวงจากัดเฉพาะเรอื่ งใดเร่ืองหนึง่ เช่น ปา้ ยชอ่ื ถนน ปา้ ยโฆษณา
ตามที่สาธารณะ จารึก ผู้ประกาศ จดหมาย รวมไปถึงการจัดกิจกรรม บางอย่าง เช่น นิทรรศการ การประชุม
การแสดงนานาชนิดทัง้ ทเ่ี ป็นพน้ื บา้ น และทเ่ี ปน็ สากล การ
จัดงานตามเทศกาล เชน่ งานเทศน์มหาชาติ การจัดงานวนั คืนส่เู หย้า การแข่งขันกีฬา เป็นต้น

ชลธชิ า ชิดปรางค์ ,(๒๕๕๔)กล่าววา่ ส่ือ หรอื ช่องทาง เปน็ องคป์ ระกอบทส่ี ำคัญอกี ประการหนึ่งในการ
สื่อสาร หมายถึง สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร ทำหน้าที่นำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ผู้ส่งสารต้องอาศัย
สอื่ หรือชอ่ งทางทำหนา้ ทนี่ ำสารไปสู่ผูร้ ับสาร
การแบง่ ประเภทของสื่อมหี ลากหลายตา่ งกนั ออกไป

สริ ยิ ากร สายศรี,(๒๕๕๔) สื่อหรือช่องทางเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการ
สื่อสาร หมายถึง สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร ทำหน้าที่นำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ผู้ส่งสารต้องอาศัย
สอ่ื หรอื ช่องทางทำหน้าที่นำสารไปสูผ่ รู้ ับสาร

ความหมายของการสื่อหรือช่องทางส่งสาร สิ่งที่ทำหน้าที่นาสารไปยังผู้รับสาร สวนิต ยมาภัย ได้
จาแนกประเภทของสื่อที่ มนุษย์ใช้ในการสื่อสารออกเป็น ๕ ประเภท ดังนี้ สื่อบุคคลหรือสื่อมนุษย์ ส่ือ
ธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อเฉพาะกิจ และองค์ประกอบสุดท้ายคือผู้รับสาร โดยมีเนื้อหา
ดังน้ี
๒.๓.๔ ผู้รับสาร

สิริยากร สายศรี,( ๒๕๕๔)ผู้รับสาร หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสาร
จากผู้สง่ สาร และแสดงปฏิกริ ิยาตอบกลบั ตอ่ ผสู้ ่งสาร หรือส่งสารตอ่ ไปถงึ ผูร้ ับสารคนอน่ื ๆ ตามจดุ มุ่งหมาย
ของผู้ส่งสาร เช่น ผู้เข้าร่วมประชุม ผู้ฟังรายการวิทยุ กลุ่มผู้ฟังการอภิปราย ผู้อ่านบทความจาก
หนงั สือพิมพ์ เป็นต้น

๑๔

คันธา กรองแก้ว, (๒๕๕๓) กล่าวว่าผู้รับสาร คือ บุคคลที่เป็นจุดหมายปลายทางในกระบวนการ
สื่อสาร ผู้รับสารอาจเป็นคนเดียวหรือหมู่คณะก็ได้ มีบทบาทในการกาหนดรู้ความหมายตาม เรื่องราวที่ผู้ส่ง
สารสง่ ผ่านสื่อมาถงึ ตน และมีปฏิกริ ยิ าตอบสนองต่อผูส้ ่งสาร ซ่งึ การสือ่ สารจะ ประสบผลสาเรจ็ ไดน้ ัน้ ก็ต่อเมื่อ
ผู้รับสารได้พัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีเจตนาชัดเจน มีทัศนคติที่ดีต่อผู้ ส่งสาร พยายามทาความเข้าใจกับสารท่ี
ได้รับ มีความรู้ทางภาษาดี มีความสามารถในการคิดและ รับรู้ความหมายที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอด รวมท้ัง
สามารถแสดงปฏิกริ ยิ าตอบสนองผู้ส่งสารได

ชลธิชา ชิดปรางค์ ,(๒๕๕๔)กล่าวว่า ผู้รับสาร หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราว
ข่าวสาร จากผู้ส่งสาร และแสดงปฏิกิริยาตอบกลับ ต่อผู้ส่งสาร หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่น ๆ ตาม
จุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร เช่น ผู้เข้าร่วมประชมุ ผู้ฟังรายการวิทยุ กลุ่มผู้ฟังการอภิปราย ผู้อ่านบทความ
จากหนังสือพมิ พ์ เปน็ ต้น

สรุปได้ว่าผู้รับสาร หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสาร จากผู้ส่งสารและ
แสดงปฏิกิริยาตอบกลับ ต่อผู้ส่งสาร หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่น ๆ ตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสารควร
ศกึ ษารูปแบบของการส่ือสารให้เข้าใจ

๒.๔ รูปแบบของการสอ่ื สาร
๒.๔.๑การส่อื สารทใ่ี ช้ถอ้ ยคา หรือการส่ือสารเชงิ วจั นะ

เปลื้อง ณ นคร,(๒๕๑๕) กล่าวว่า “เมื่อเราพูดกับเพื่อน พูดกับลูก พูดกับเมีย พูดกับนาย พูดกับครู
เราย่อมใช้คาพูดไม่ เหมือนกัน การวางตัวตอ่ บุคคลนั้นก็ไม่เหมือนกัน ถ้าใครไปพูดกับนายเหมือนพูดกับเพื่อน
คนนั้น เห็นจะไม่มีความเจริญแน่” ดังน้ันการสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสาคัญ โดยเฉพาะภาษาพูดดัง
คาที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี” และ “คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง” การ สื่อสารท่ี
ประกอบด้วยการใช้อารมณ์และแสดงความรู้สึกออกมาในการพูด อ่าน และการเขียนก็ตาม เช่น พูดเสียงส้ัน
หรือยาว ดังหรือเบา การเน้นเสยี ง หรือพูดแบบมีหางเสยี งหรือไม่มี เป็นการแสดง ถึงความสุภาพหรือก้าวรา้ ว
ของผพู้ ูดไดเ้ ช่นกัน

การสื่อสารท่ีใช้ถ้อยคา หรือการสื่อสารเชิงวัจนะ,(๒๕๕๓)วัจนภาษา คือ ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ คำพูด
หรือตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกนั ในสังคม ซึ่งหมายรวมทัง้ เสียงและลายลักษณ์อกั ษร ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาท่ี
มนุษย์สร้างข้ึนอย่างมรี ะบบ มีหลกั เกณฑ์ทางภาษาหรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการ
ฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจนภาษาในการสื่อสารต้องคำนึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลกั ภาษาและ
ความเหมาะสมกับลักษณะการสอ่ื สาร,ลกั ษณะงาน, สือ่ และผรู้ บั สาร เปา้ หมาย

พชร บวั เพยี ร, ,(๒๕๓๗ น.๓) กลา่ ววา่ วัจนภาษาเปน็ ส่ิงทีม่ นษุ ย์บญั ญตั ิขึ้นใช้โดยไรก้ ฎเกณฑ์ มคี วาม
กำกวมในตัวเองมีความเป็นนามธรรม และมีความเกี่ยวข้องกับส่ิงแวดล้อมในการสื่อสาร รวมทั้งประเพณี
วัฒนธรรมของคนในสังคมนั้น ความหมายที่เกิดจากวัจนภาษาจึงมีความสำคัญคือความหมายอยู่ที่ตัวสื่อสาร
ไม่ได้อยู่ในวัจนภาษาที่ใช้ ดังนั้นความหมายที่เกิดจากการสื่อสารจึงมีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปตามความรู้
ความสามารถ และลักษณะเฉพาะของผู้ส้ือสารแตล่ ะคน

๑๕

วัจนภาษา คือ ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ คำพูดหรือตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่งหมายรวมทั้ง
เสียงและลายลักษณ์อักษร ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ทางภาษาหรือ
ไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจนภาษาในการ
สื่อสารตอ้ งคำนงึ ถึงความชดั เจนถูกต้องตามหลักภาษาและความเหมาะสมกับลกั ษณะการสื่อสาร,ลักษณะงาน,
สอ่ื และผู้รบั สาร เป้าหมาย เพราะวัจนภาษามคี วามสำคญั และอวจั นภาษามดี ง้ั ตอนไปนี้

๒.๔.๒ การส่อื สารที่ไม่ใช้ภาษาถ้อยคำ หรอื การสอ่ื สารเชงิ อวัจนะ
อวัจนะภาษา,(๒๕๕๙) กล่าวว่าการใช้อากัปกิริยาท่าทางที่เรียกว่า“ภาษากาย” ซึ่งเป็นการแสดง
พฤตกิ รรมต่าง ๆ ออกมาใหเ้ ห็น สว่ นวัตถแุ ละสัญลกั ษณ์ต่าง ๆภาษากาย ประกอบด้วย
๑ สายตา ได้แก่ การมอง การสบตา การจ้อง การทาตาเช่ือม หรือตาขวาง เป็นการสะท้อนถึงความรูส้ กึ ของผู้
พดู ได้ ดังคาที่ว่า “ดวงตาคอื หนา้ ตา่ งของหวั ใจ” เช่น บคุ คลท่ีพูดโกหกมกั จะพูดแล้วไมส่ บตากบั ผู้ท่ตี นพูดด้วย
บคุ คลท่ีมี ความรู้สึกผิดปกติ อาจจะสังเกตไดจ้ ากดวงตาของบคุ คลนัน้
๒ การแสดงสหี น้า ได้แก่ การแสดงออกทางสีหนา้ อันแสดงถงึ ลักษณะอารมณ์ เชน่ บคุ คลท่มี ีอารมณ์ดใี จ สบาย
ใจ จะแสดงสหี น้าเป็นบวก หากมอี ารมณ์ โกรธ ไมพ่ อใจ ก็จะแสดงสหี นา้ เปน็ ลบ เป็นตน้
๓ การแสดงอากัปกิริยาท่าทาง ได้แก่ การใช้ส่วนของอวัยวะของร่างกายเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ เช่น การ
กวักมอื การชูสองนว้ิ
๔ ระยะหา่ งของบุคคล ไดแ้ ก่ การรักษาระยะห่าง ของร่างกายระหวา่ งบคุ คล ซ่ึงแสดงถงึ ระดับความ
สัมพันธ์ของบุคคลได้ เชน่ ถ้าบุคคลใดชอบพอกนั หรอื สนทิ สนมกนั กจ็ ะนัง่ ใกล้ชิดกัน เป็นต้น
อวัจนภาษาคอื ,(๒๕๕๑)กล่าวว่าอวจั นภาษา เปน็ สัญลักษณท์ ม่ี ีแหล่งแสดงออกด้วยอากัปกิรยิ า หรือท่ี
เกิดการแสดงออก ในหลายแหล่งด้วยกัน ได้แก่
๑. สัญลกั ษณท์ ่ีแสดงออกด้วยอากปั กริ ิยา
๑.๑ เกิดข้นึ ตามธรรมดาวิสยั เชน่ การย้ิม การโบกมือ การส่ายหน้า การปัดเม่อื แมลงไต่ตอม
๑.๒ เกิดจากอารมณ์แรงเป็นเครื่องเร้า เช่น เวลาที่มีอารมณ์โกรธเลือดจะสูบฉีดจนหน้าแดง มือเกร็ง
กำหมดั เป็นตน้
๒. สัญลักษณ์แสดงออกที่ร่างกาย เป็นการใช้วัตถุประกอบกับร่างกายแล้วบ่งบอกความหมาย ได้โดยไม่ได้
แสดงกริ ยิ าอาการ เชน่ การแต่งกาย เครอื่ งประดับ ทรงผม เปน็ ตน้ ซ่ึงล้วนแล้วแตม่ ีความหมายท้งั ส้นิ
๓. สัญลักษณ์แสดงออกดว้ ยวตั ถุทีแ่ วดล้อม เป็นสิ่งทบ่ี ุคคลใหค้ วามหมายหรือตกลงให้ ส่ิงนนั้ มีความหมายหน่ึง
ๆ เช่น ลักษณะและขนาดของบ้านเรือนสามารถบอกรสนิยม ฐานะ หรือเชื้อชาติได้ สัญลักษณ์บางอย่าง
ตอ้ งการใหร้ ทู้ ั่วกนั เช่น ลูกศรบอกทาง สี แสง เสียง เปน็ ต้น
๔. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยพฤติกรรมแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุหรือคนที่แวดล้อมที่แสดง
พฤติกรรมต่างๆ เกย่ี วข้องกับเรา ทำให้เราตอ้ งแสดงพฤติกรรม ตอบสนอง เช่น การปฏบิ ตั ติ ามประเพณตี ่าง ๆ
การช่ืนชมศลิ ปกรรมซึ่งล้วนแลว้ แตส่ อ่ื อารมณแ์ ละวฒั นธรรมได้

๑๖

สิริทพิ พา วิวรรรศิริ,(๒๕๔๓) กลา่ วว่าอวจั นภาษาหมายถึง เป็นการสอ่ื สารโดยไม่ใช้ถ้อยคำ ทั้งท่ีเป็น
ภาษาพดู และภาษาเขยี น เป็นภาษาทมี่ นุษย์ใชส้ ่ือสารกนั โดยใช้อากปั กริ ยิ า ท่าทาง นำ้ เสียง สายตาหรือ
ใช้วัตถุ การใชส้ ัญญาณ และ สิง่ แวดล้อมต่าง ๆ หรอื แสดงออกทางด้านอื่นท่ีสามารถรับรู้กันได้ สามารถแปล
ความ หมายไดแ้ ละทำความเข้าใจต่อกันได้
๑.สายตา (เนตรภาษา) การแสดงออกทางสายตา เชน่ การสบตากันระหว่างผสู้ ่งสารและผู้รบั สารก็มีส่วนช่วย
ในการตีความหมาย เช่น การสบตาแสดงออกถึงความจริงใจ การหรี่ตาแสดงออกถึงความสงสัย ความไม่
แน่ใจ ฯลฯ การแสดงออกทางสายตาจะต้องสอดคล้องกับการแสดงออกทางสีหน้า การแสดงออกทางสี
หนา้ และสายตาจะช่วยเสริมวัจนภาษาใหม้ ีน้ำหนักยิ่งข้ึน และใชแ้ ทนวัจนภาษาได้อย่างดี
๒.กิริยาท่าทาง (อาการภาษา) การแสดงกิริยาท่าทางของบุคคล สามารถสื่อความหมายได้โดยไม่ต้องใช้
คำพูด หรือใช้เสริมคำพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้นได้ ได้แก่ กิริยาท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกายและ
อากปั กริ ิยาทา่ ทางตา่ ง ๆ สามารถสือ่ ความหมายได้มากมาย เช่น การเคล่ือนไหวมอื การโบกมือ การส่าย
หน้า การพยักหนา้ การยกไหล่ การย้มิ ประกอบ การพูด การยักไหล่ การยกั ค้ิว อาการนิง่ ฯลฯ
๓.น้ำเสียง (ปริภาษา)เป็นอวัจนภาษาที่แฝงอยู่ในภาษาพูด ได้แก่ สำเนียงของผู้พูด ระดับเสียงสูงต่ำ การ
เปลง่ เสียง จงั หวะการพดู ความดงั ความคอ่ ยของเสียงพูด การตะโกน การกระซบิ นำ้ เสียงชว่ ยบอกอารมณ์
และความรู้สึก นอกจากนี้ยังช่วยแปลความหมายของคำพูด เช่น การใช้เสียงเน้นหนักเบา การเว้น
จังหวะ การทอดเสยี ง สง่ิ เหลา่ น้ที ำให้คำพดู เด่นชัดข้ึน การพดู เร็ว ๆ รัว ๆ การพดู ทห่ี ยดุ เปน็ ชว่ ง ๆ แสดง
ใหเ้ หน็ ถงึ อารมณ์กลัว หรือตน่ื เตน้ ของผพู้ ดู เปน็ ตน้
๔.สิ่งของหรือวัตถุ (วัตถุภาษา)สิ่งของหรือวัตถุต่าง ๆ ที่บุคคลเลือกใช้ เช่น ของใช้
เครือ่ งประดับ เส้อื ผ้า กระเปา๋ รองเทา้ นาฬกิ า ปากกา แวน่ ตา เป็นต้น สิ่งเหลา่ นเ้ี ป็นอวัจนภาษาที่ส่ือ
ความหมายได้ทง้ั สน้ิ

อวัจนภาษาการใช้อากัปกิริยาท่าทางที่เรียกว่า“ภาษากาย” ซึ่งเป็นการแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ
ออกมาให้เห็น สว่ นวตั ถแุ ละสัญลักษณ์ตา่ งๆภาษากาย ประกอบด้วย
๑.สายตา
๒.การแสดงสหี น้า
๓.การแสดงอากปั กริ ิยาทา่ ทาง
๔.ระยะหา่ งของบุคคล
รูปแบบของการสื่อสารทีจ่ ะใช้กบั ผ้พู กิ ารมีหลายประเภทดังน้ี

๓. ผพู้ ิการประเภทต่างๆ

๓.๑ความหมายของผูพ้ ิการ
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล , (๒๕๕๓) ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย ไว้ดังนี้ : คนพิการหมายถึงบุคคลซึ่งมีความสามารถถูกจํากัดให้ปฏิบัติกิจกรรมใน
ชีวิตประจําวนั และการมีสว่ นร่วมทางสังคมได้โดยวิธีการทัว่ ไป เนื่องจากมีความบกพรอ่ งทางการมองเห็น การ

๑๗

ได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาและการเรียนรู้และมีความต้องการ
จําเปน็ พิเศษด้านตา่ งๆ เพ่อื ใหส้ ามารถดําเนินชวี ติ และมีส่วนร่วมในสงั คมไดอ้ ยา่ งบุคคลท่ัวไป

International Classification of Functioning ได้ให้ความหมายของความพิการ คือสิ่งที่ส่งผลให้
บคุ คลมีความบกพร่อง ขอ้ จำกัดในการทำกิจกรรมและข้อจำกัดในการมสี ่วนร่วม
-ความบกพร่อง หมายถึง การสูญเสียหรือความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายหรือการใช้งานของร่างกาย
(รวมถงึ การทำงานด้านจิตใจ) ทีส่ ังเกตหรือเห็นไดช้ ดั ดังนั้นความบกพร่องจะพิจารณาท่ี “อวยั วะ” หรือ”ระบบ
การทำงาน” ของสว่ นตา่ งๆของมนุษย์เช่นตาบอดหหู นวกเป็นใบ้อมั พาตออทสิ ติก เปน็ ตน้
-ข้อจำกัดในการทำกิจกรรม หมายถงึ ความยากลำบากในการกระทำกจิ กรรมของแตล่ ะบุคคล เมอื่ เปรียบเทยี บ
กับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกตใิ นวัยเดียวกันควรจะทำได้ อาจมีความยากลำบากได้ตั้งแตร่ ะดับเล็กน้อยจนถงึ
ระดับมากดังนั้นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมจะพิจารณาที่ “ความสามารถ” ของบุคคลโดยรวมว่าสามารถทำ
กิจกรรมหนึ่งๆจนเสร็จสิ้นได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องทำด้วยความลำบากหรือไม่โดยไม่สนใจว่าบุคคลนั้นมีความ
บกพรอ่ งอะไรบา้ ง
-ขอ้ จำกดั ในการมีสว่ นร่วม หมายถงึ ปัญหาทีบ่ คุ คลประสบเมื่ออยู่ในสถานการณ์หนงึ่ ของชีวิตโดยเปรียบเทียบ
สิ่งที่บุคคลนั้นทำได้กับสิ่งที่คาดหวังว่าบุคคลที่ไม่มีความพิการสามารถทำได้ในสังคม หรือวัฒนธรรมเดียว กัน
เชน่ การประกอบอาชพี การเดินทาง การดแู ลบตุ รการทำงานบา้ นและการเขา้ ร่วมกิจกรรมในชมุ ชน เปน็ ต้น

กลุ่มงานสุขศึกษา , (๒๕๖๔) แม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตอันเนื่องมาจากความ
บกพรอ่ งของรา่ งกาย แต่บคุ คลเหล่านก้ี เ็ ปน็ ส่วนหน่งึ ท่ีช่วยพฒั นาสงั คมได้ อยา่ งเช่นที่เราได้เห็นผู้พิการชาวไทย
หลายคนประสบความสำเร็จระดับโลก มาทำความรู้จักกับวันสำคัญวันหนึ่งของผู้พิการอย่างวันคนพิการ
แห่งชาติ วันที่พวกเขาจะได้แสดงให้โลกได้เหน็ วา่ แม้ร่างกายจะไม่พร้อม แต่ศักยภาพของเขาก็มีอยู่เต็มเปี่ยม
ไม่แพ้คนปกติทั่วไป ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ระบุไว้ว่า "คนพิการ
หมายถึง บุคคลซึ่งมีความสามารถถูกจำกัดให้ปฏิบตั ิกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และการมีส่วนร่วมทางสังคมได้
โดยวิธีการทั่วไป เนื่องจากมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ
อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาและการเรียนรู้ และมีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถ
ดำเนนิ ชวี ติ และมสี ่วนรว่ มในสังคมไดอ้ ย่างบุคคลท่ัวไป"

ความหมายของคนพิการ คือบุคคลที่ซึ่งมีความสามารถถูกจํากัดให้ปฏิบัติตามกิจกรรมใน
ชีวิตประจําวันและการมีส่วนร่วมทางสงั คมไดโ้ ดยวิธกี ารทั่วไป เนื่องจากมีความบกพร่องทางการมองเหน็ การ
ได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาการเรียนรู้และมีความต้องการจําเป็น
พิเศษดา้ นตา่ งๆ เพอ่ื ให้สามารถดาํ เนินชีวติ ไดป้ กติ ซึ่งผพู้ ิการมีหลายประเภทดงั นี้

๑๘

๓.๒ ประเภทของผู้พกิ าร
งานบรกิ ารนกั ศึกษาพิการ , (๒๕๖๕)
๓.๒.๑ คนตาบอด หมายถงึ บคุ คลทีส่ ูญเสียการเห็นมาก จนต้องใช้ส่อื สัมผัสและสอื่ เสียง หากตรวจวัด
ความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับ ๖ ส่วน ๖๐ (๖/๖๐) หรือ ๒๐ ส่วน ๒๐๐ (๒๐/๒๐๐)
จนถงึ ไมส่ ามารถรับรเู้ รอ่ื งแสง
๓.๒.๒ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับหูตึงน้อย
จนถงึ หูหนวก
๓.๒.๓ บุคคลที่มีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญาบุคคลที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มี
ความจำกัดอย่างชัดเจนในการตนในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์
เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย ๒ ทักษะจาก ๑๐ ทักษะ ได้แก่
การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตภายในบ้านทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การ
รจู้ กั ใชท้ รัพยากรในชมุ ชน การรู้จักดแู ลควบคมุ ตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้
เวลาว่าง การรกั ษาสุขภาพอนามยั และความปลอดภัย ท้งั น้ี ไดแ้ สดงอาการดงั กล่าวกอ่ นอายุ ๑๘ ปี
๓.๒.๔ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้แก่บุคคลที่มี
ความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดข้ึน
เฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ซึ่งไม่สามารถ
เรียนรใู้ นดา้ นที่บกพร่องได้ ทง้ั ทีม่ รี ะดบั สติปญั ญาปกติ
๓.๒.๕ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่ง
เสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลที่มีความบกพร่อง ในเรื่อง
ความเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด การเขียนหรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อส าร ซึ่งอาจเกี่ยวกับ
รูปแบบ เน้อื หาและหน้าที่ของภาษา
๓.๒.๖ บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ ได้แก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป
จากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือ
ความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิด เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรค
สมองเสื่อม เปน็ ต้น
๓.๒.๗ บุคคลออทิสติก ได้แก่ บคุ คลทม่ี คี วามผดิ ปกตขิ องระบบการทำงานของสมองบางสว่ น ซง่ึ สง่ ผล
ต่อความบกพร่องทางพัฒนาการด้านภาษา ด้านสังคมและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีข้อจำกัดด้าน
พฤติกรรม หรอื มีความสนใจจำกดั เฉพาะเรอ่ื งใดเร่อื งหนึง่ โดยความผดิ ปกติน้นั คน้ พบได้กอ่ นอายุ ๓๐ เดอื น
๓.๒.๘ บคุ คลพิการซ้อน ได้แก่ บคุ คลที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพกิ ารมากกวา่ หน่ึงประเภทใน
บคุ คลเดยี วกนั
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , (๒๕๖๕) คู่มือมาตรการส่งเสริม พัฒนา
คณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถน่ิ ระบุประเภทและหลักเกณฑค์ วามพิการ ๗ ประเภท

๑๙

๑. ทางการเห็น ๔. พกิ ารทางจติ ใจหรือพฤติกรรม ๗. ทางออทิสติก

๒. ทางการได้ยนิ ๕. ทางสตปิ ัญญา

๓. ทางการเคลอ่ื นไหวหรอื ทางร่างกาย ๖. ทางการเรียนรู้

กระทรวงศกึ ษาธิการ,(๒๕๕๒) ได้ออกประกาศกำหนดประเภทและหลกั เกณฑ์ของคนพิการทาง

การศึกษาเอาไว้ ๙ ประเภท ดังต่อไปนี้

๑. บคุ คลที่มีความบกพร่องทางการเหน็

๒. บคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางการไดย้ ิน

๓. บุคคลทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา

๔. บุคคลท่มี ีความบกพร่องทางรา่ งกาย หรอื การเคลอื่ นไหว หรือสุขภาพ

๕. บคุ คลที่มคี วามบกพร่องทางการเรียนรู้

๖. บุคคลทีม่ คี วามบกพร่องทางการพูดและภาษา

๗. บุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรอื อารมณ์

๘. บคุ คลออทิสติก

๙. บคุ คลพิการซ้อน

เป็นการกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาซึ่งได้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมไว้

ประเทศไทยมีกฎหมาย เฉพาะสำหรับคนพิการ ได้แก่ พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ (๒๕๓๔)

และต่อมา (๒๕๕๐) มีการยกเลิกพระราชบัญญัตินี้และออกพระราชบัญญัตใิ หม่ซึ่งครอบคลุมและปรบั ปรุง ให้

ทนั สมัย คือ พระราชบญั ญตั สิ ่งเสรมิ และพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติดังกล่าว

มีการแก้ไขเพิม่ เติมในปีพ.ศ. 2556 ท้ังน้ี เพอ่ื ใหค้ นพกิ ารสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชนส์ ่ิงอำนวยความสะดวก

อันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ โดยกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมและ

พัฒนาคุณภาพชีวติ คนพิการแหง่ ชาติ มีอำนาจหน้าที่ ในการตรวจสอบ ใหค้ ำแนะนำ และชว่ ยเหลอื คนพกิ ารให้

ได้รบั สิทธปิ ระโยชนแ์ ละการอำนวยความสะดวกเพิ่มข้ึน

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม , (๒๕๖๕) ศธ.

ประกาศหลกั เกณฑ์เรยี นคนพิการ ๙ ประเภท (๒๕๕๒) กระทรวง ศึกษาธิการ กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์

ของคนพิการทางการศึกษา (๒๕๕๒) และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ

บคุ คล รระดบั การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน(๒๕๕๒) กำหนดประเภทของคนพกิ ารออกเปน็ ๙ ประเภท ไดแ้ ก่

๑. บคุ คลท่ีมคี วามบกพร่องทางการเหน็

๒. บคุ คลทีม่ คี วามบกพร่องทางการไดย้ ิน

๓. บคุ คลท่มี คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา

๔. บุคคลที่มคี วามบกพร่องทางรา่ งกาย หรือการเคลอ่ื นไหว หรือสขุ ภาพ

๕. บคุ คลทีม่ ีปัญหาทางการเรียนรู้

๖. บุคคลท่ีมคี วามบกพร่องทางการพูด และภาษา

๒๐

๗. บคุ คลท่ีมปี ญั หาทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
๘. บุคคลออทิสติก
๙. บุคคลพกิ ารซ้อน

ประเภทของคนพกิ าร กระทรวงศึกษาธกิ าร ได้ออกประกาศกำหนดประเภทและหลักเกณฑข์ องคน
พกิ ารทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๕๒ เอาไว้ ๙ ประเภท ดังนี้
๑. บคุ คลทม่ี คี วามบกพร่องทางการเหน็
๒. บคุ คลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
๓. บุคคลที่มคี วามบกพร่องทางสติปญั ญา
๔. บคุ คลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคลอ่ื นไหว หรือสขุ ภาพ
๕. บุคคลทมี่ ีปญั หาทางการเรียนรู้
๖. บคุ คลทีม่ ีความบกพร่องทางการพูด และภาษา
๗. บคุ คลทมี่ ีปญั หาทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
๘. บุคคลออทิสติก
๙. บุคคลพกิ ารซ้อน
นอกจากประเภทของผู้พกิ ารแล้ว การสื่อสารกบั ผูพ้ ิการประเภทตา่ งๆก็ยงั มีความจำเป็นทเ่ี ราจะต้องศึกษา
เพ่ือให้สามารถสื่อสารกับผพู้ ิการประเภทตา่ งๆได้

๔.การส่อื สารกบั ผู้พิการประเภทต่างๆ

๔.๑ ประเภทของภาษาทใี่ ช้สอื่ สารกบั ผู้พกิ าร
๔.๑.๑ภาษามือ

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพธนบุรี, (๒๕๖๓) ได้อธิบายวา่ ภาษามือ คือภาษาสาหรับ
คนหหู นวก โดยใช้มอื สหี นา้ และกิริยาท่าทางในการประกอบใน การสื่อความหมายและถ่ายทอดอารมณ์แทน
การพูด ภาษามือของแต่ละชาติมีความหมายแตกต่างกัน เช่นเดียวกับภาษาพูด ซึ่งแตกต่างกันตาม
ขนบธรรมเนียม ประเพณี วฒั นธรรมและลักษณะภูมศิ าสตร์ เชน่ ภาษามอื จีน ภาษามอื อเมรกิ นั และภาษามือ
ไทย เปน็ ต้น ภาษามือเป็นภาษาทน่ี กั การศกึ ษา ทางดา้ นการศกึ ษาคนหหู นวกตกลงและ
ยอมรับกันแล้วว่าเป็นภาษาหนึ่งสาหรับการติดต่อส่ือ ความหมายระหว่างคนหูหนวกกับคนหูหนวกด้วยกัน
และระหว่างคนปกตกิ บั ความหูหนวก

วิกิพเี ดยี สารานกุ รมเสร,ี (๒๕๖๒) กลา่ ววา่ ภาษามอื เป็นการอวจั นภาษาอย่างหนง่ึ ท่ีประกอบด้วยการ
สื่อสารด้วยมือ, การสื่อสารด้วยร่างกาย และการใช้ริมฝีปากในการสื่อความหมายแทนการใช้เสียงพูดการ
สอื่ สารจะใช้ลักษณของมือท่ีทาเปน็ สญัลกษั ณ์การเคลื่อนไหวมือแขนและร่างกายและ การแสดงความรู้สึกทาง
ใบหน้าเพ่ือชว่ ยในการสอ่ื สารความคดิ ของผสู้ ือ่ ภาษาสัญลักษณ์สว่ นใหญม่ ัก ใชใ้ นกลมุ่ ผู้พกิ ารทางหซู ่ึงรวมท้ังผู้
พิการทางหูเอง ผู้ตีความหมาย (interpreter) ผู้ร่วมงาน เพื่อน และ ครอบครัวของผู้พิการทางหูซึ่งอาจจะพอ
ได้ยินบา้ งหรอื ไม่ไดย้ นิ เลย

๒๑

ผดุง อารยวิญญู,(๒๕๔๒) กล่าวว่าภาษามือเป็นระบบสื่อสารอย่างหนึ่งของคนหูหนวก “ผู้พูด” จะใช้
มือทั้งสองข้างแสดงท่าทาง หรือแสดงการวางมือในตาแหน่งต่างๆกัน แต่ละท่าหรือตาแหน่งของมือมี
ความหมาย ถา้ ตอ้ งการสอ่ื ความหมายเป็นประโยคก็แสดงท่ามอื หลายๆทา่ ตามความหมายของคานัน้ ๆ

ดังนั้น ภาษามือจึงเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างคนหูหนวกและคนหูหนวกกับคนปกติที่ สามารถใช้
ภาษามือได้ โดยการใช้มือสองข้างทาท่าทาง สีหน้า ท่ามือ ตาแหน่งและการวางมือ ซึ่งมี ความหมายเป็นคำ
เมื่อทาท่ามือหลายท่ามือประกอบกันจะกลายเป็นประโยคซ่ึงสามารถช่วยในการ สื่อสารและสร้างความเข้าใจ
ได้ทงั้ ในการเรยี นการสอนและในการส่อื สารในชวี ิตประจำวนั

ล่ามภาษามือ-นักแปลของโลกแห่งความเงียบ,(๒๕๖๒) ได้กล่าวว่า ภาษามือ เป็นอวัจนภาษาอย่าง
หนึ่ง ที่ประกอบด้วย การสื่อสารด้วยมือ, การสื่อสารด้วยร่างกาย และการใช้ริมฝีปากในการสื่อความหมาย
แทนการใช้เสียงพูด การสื่อสารจะใช้ลักษณะของมือที่ทำเป็นสัญลักษณ์ การเคลื่อนไหวมือ แขนและร่างกาย
และการแสดงความรู้สึกทางใบหน้าเพื่อช่วยในการสื่อสารความคิดของผสู้ ่อื
ภาษามอื ใชก้ ับคนพิการอยา่ งไรให้เขาเขา้ ใจในส่ิงท่ีเราอยากส่ืออกไป, (๒๕๖๐) ได้กลา่ ววา่ ภาษามือ คือ ภาษา
ที่ใช้สำหรับคนพิการทางด้านการได้ยิน เป็นการใช้เพื่อบ่งบอกถึงความต้องการสื่อให้ผู้พิการทางการได้ยินให้
เข้าใจว่าต้องการสื่อสารอะไรกับพวกเขา โดยภาษามือที่แสดงออกมาก็จะเป็นการสื่อภาษาเฉพาะตัวที่ผู้พิการ
ทางการไดย้ ินจะเข้าใจวา่ หมายถึงอะไร ถอื วา่ เป็นสิ่งท่ีค่อนข้างมีความสำคญั สำหรบั การสื่อสารกับพวกเขาเป็น
อย่างมาก เพราะมันจะทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร เราจะสังเกตได้ว่าทุกวันนี้สื่อ
ทางทีวีต่างๆ เองก็พยายามให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นด้วยการมีการบอกภาษามือในมุมเล็กๆ ของจอทีวี
ซึง่ ถอื วา่ เปน็ เรือ่ งที่ดอี ย่างมาก

ภาษามือ เป็นภาษาที่ใช้มือทั้งสองข้างแสดงท่ากริ ิยาท่าทาง แสดงอารมณ์ความรสู้ ึกผ่านทางสีหน้า ใช้
ริมฝีปากในการสื่อความ แทนการใช้เสียงพูด ซึ่งจะใช้กับผู้พิการทางการได้ยิน เพื่อสื่อสารคนพิการทางการได้
ยินรับรู้สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการที่จะสื่อถึงพวกเขา ดังนี้นอกจากภาษามือแล้วยังสามารถใช้อักษรเบรลล์ในการ
สือ่ สารกับผู้พกิ ารไดอ้ กี ดว้ ย

๒๒

ภาพตัวอยา่ งภาษามือ

คำภาษาไทย : ขอบคุณ
คำภาษาอังกฤษ : Thank you
ความหมาย : กลา่ วแสดงความรู้สึกถงึ บุญคุณหรือกลา่ วเม่ือไดร้ ับความช่วยเหลือ
การใชภ้ าษามือ : แบมอื ทง้ั ๒ ข้าง โดยให้ทุกนวิ้ ชิดกนั จากนนั้ ยกมอื ขึ้นมาขนานกนั ในแนวตั้ง
แลว้ จึงดึงมือท้ังสองข้างออกจากกนั

คำภาษาไทย : ขอโทษ
คำภาษาอังกฤษ : Sorry
ความหมาย : ขออภัยเม่อื ไดท้ ำผิดพลาดอยา่ งใดอยา่ งหน่ึ
การใช้ภาษามือ : ยกฝ่ามอื ซ้ายข้นึ มาระดับหวั ใจ โดยหนั ปลายนิว้ ไปยงั ค่สู นทนา
จากนัน้ ใช้ปลายนวิ้ มอื ข้างขวาทำวนในทิศตามเข็มนาฬิกา เหนอื ฝา่ มือข้างซ้ายราว ๆ ๓ รอบ

๒๓

คำภาษาไทย : ไม่เปน็ ไร
คำภาษาอังกฤษ : That's all right, That's ok, No problem, Not at all, You're welcome
ความหมาย : คำแสดงความรู้สกึ ท่ไี ม่ได้ถอื โทษหรือโกรธเคืองใด ๆ เพือ่ ใหผ้ ูฟ้ งั รสู้ กึ ดีขึน้ หรอื ไม่ต้องรูส้ กึ ผิด
การใชภ้ าษามือ : กางฝ่ามือทั้งสองขา้ งหนั เข้าหาลำตวั
สา่ ยหน้าพรอ้ มสะบัดปลายนว้ิ ทัง้ สองใหส้ วนกันไปมาประมาณ ๓ รอบ

คำภาษาไทย : สบายดี
คำภาษาอังกฤษ : Fine, Doing well
ความหมาย : สภาวะปกติของทัง้ ร่างกายและจติ ใจ รา่ งกายไม่เจบ็ ปว่ ย รวมทัง้ อารมณ์ดี มีความสุข
ไม่มีอะไรให้กังวล
การใชภ้ าษามือ : แบฝา่ มอื ท้ังสองขา้ ง จากนนั้ ใหป้ ลายนว้ิ มือทั้งสองข้างทำมุมเปน็ รูปตัววี
โดยหันฝา่ มือเข้าหาลำตวั บรเิ วณหน้าอก แล้วลากมือในแนวเฉยี งขึ้นเป็นรปู ตัววีจนถงึ ระดับไหล่
จากนัน้ กำนวิ้ มือทั้ง ๔ โดยชูนิ้วโป้งหันเขา้ หากนั

๒๔

คำภาษาไทย : โชคดี
คำภาษาอังกฤษ : Good luck
ความหมาย : การได้รับสิง่ ดี ๆ โดยท่ไี ม่ได้คาดคิดเอาไว้
การใชภ้ าษามือ : ใชป้ ลายนิ้วชแ้ี ละน้วิ โปง้ สัมผัสกนั เป็นรปู วงกลม นว้ิ ที่เหลือกางออกจากกนั
จากนนั้ กำมือและชนู ้ิวโปง้

คำภาษาไทย : คิดถงึ
คำภาษาอังกฤษ : Think of
ความหมาย : นกึ ระลึกถึงเม่ือไม่ได้เจอหรอื พบกนั นานกบั ผู้ที่สนทิ หรอื รจู้ ักกัน
การใช้ภาษามือ : กำมือก่อนใชป้ ลายนว้ิ ช้สี ัมผสั ที่ขมบั จากนัน้ จงึ ชน้ี ้วิ ดังกลา่ วไปยงั ค่สู นทนา

๒๕

คำภาษาไทย : นา่ รกั
คำภาษาอังกฤษ : Cute, Lovely
ความหมาย : ใบหนา้ ท่คี ่อนข้างไปในทางสวย นา่ ชืน่ ชม ลกั ษณะทา่ ทาง หรอื อุปนสิ ัยดเู ป็นมติ ร
หรือลักษณะแบบเดก็
การใช้ภาษามือ : ขยมุ้ มือขา้ ง ๆ บริเวณโหนกแกม้ โดยใหป้ ลายนว้ิ ทัง้ ๕ เขา้ มาชิดกัน
จากนน้ั ลากลงมาบรเิ วณขา้ งแกม้

คำภาษาไทย : สวย
คำภาษาอังกฤษ : Beautiful
ความหมาย : มลี ักษณะงดงาม
การใช้ภาษามือ : แบมือต้ังฉากห่างจากใบหนา้ ตรงช่วงแก้มเลก็ น้อย
จากนัน้ ใหข้ ยับมอื และแขนหมุนในทศิ ทวนเข็มนาฬิกา ๑ รอบ กอ่ นกำมือแล้วชนู ้วิ โปง้ หันไปทางอีกฝา่ ย

๒๖

คำภาษาไทย : ชอบ
คำภาษาอังกฤษ : Like
ความหมาย : พอใจ แสดงอาการพงึ พอใจ
การใช้ภาษามือ : กำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วกอ้ ย โดยใหน้ ิ้วช้ีและน้ิวโป้งเหยียดตรง หันมอื เข้าหาลำตวั
ระดับหนา้ อกบรเิ วณหัวใจ โดยใหน้ ิว้ ท้งั สองทำมมุ คลา้ ยตัววี จากนั้นลากมือลงพร้อม ๆ
กบั ขยับปลายนิว้ ชีแ้ ละนวิ้ โป้งให้สัมผสั กัน

คำภาษาไทย : หวิ
คำภาษาอังกฤษ : Be hungry
ความหมาย : อยากขา้ ว อยากอาหาร มีอาการท้องร้อง
การใชภ้ าษามือ : กำน้ิวกลาง นิ้วนาง และน้ิวกอ้ ย เอาไว้ จากนั้นใช้นิ้วชแี้ ละนิ้วโป้งรูดตรงลำคอ
จนปลายน้วิ มือทง้ั สองสมั ผสั กัน

๒๗

คำภาษาไทย : อิ่ม
คำภาษาอังกฤษ : Full
ความหมาย : เต็มหรอื แนน่ ท้อง กินอีกไม่ได้แล้ว
การใชภ้ าษามือ : คว่ำมือโดยเวน้ ระยะหา่ งระหวา่ งมือกับท้องเลก็ นอ้ ย จากน้ันยกมือขน้ึ ในแนวนอน
จนกระทงั่ หลงั มือสัมผัสชดิ กบั ใต้คาง
การสะกดนิ้วมือไทย

การสะกดนวิ้ มืออังกฤษ

๒๘

แบบสะกดตัวเลข

ภาษามือเป็นภาษาที่ใช้มือทั้งสองข้างแสดงท่ากิริยาท่าทางแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านทางสีหน้า ใช้
ริมฝีปากในการสอื่ ความ แทนการใชเ้ สียงพูดซ่ึงจะใชก้ ับผู้พิการทางการได้ยนิ เพื่อส่ือสารคนพิการทางการได้ยิน
รบั รู้ส่งิ ท่ผี ้สู ง่ สารต้องการทีจ่ ะสื่อถึงพวกเขาดังนี้นอกจากภาษามือแล้วยงั สามารถใช้อกั ษรเบรลล์ในการส่ือสาร
กบั ผพู้ กิ ารได้อีกด้วย

๔.๑.๒ อักษรเบรลล์
สำนักงานมูลนิธิ สาขาจังหวัดสงขลา ,(๒๕๖๐) ได้อธิบายว่าอักษรเบรลล์ คือ อักษรที่ใช้ในระบบการ
เรียนการสอนสำหรับคนตาบอด ซง่ึ เปน็ การรวมกล่มุ ของจุดนูนเขียนลงบนกระดาษ โดยใช้ปลายนว้ิ มือสัมผสั ใน
การอ่าน อกั ษรเบรลลส์ ำหรับคนตาบอดน้ีมีการคิดประดิษฐ์เปน็ ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๒๔ โดยนักเรียนตาบอด
ชาวฝรงั่ เศส ชอ่ื หลยุ ส์ เบรลล์ อักษรเบรลลเ์ ป็นอกั ษรสำหรับคนตาบอด มีลักษณะเป็นจดุ นนู เลก็ ๆ ใน ๑ ช่อง
ประกอบด้วยจุด ๖ ตำแหน่ง ซึ่งนำมาจัดเป็นกลุ่มสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรตาดี หรือสัญลักษณ์ทาง
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ การเขียนใช้เครื่องมือเฉพาะเรียกว่าสเลทและสไตลัส การพิมพ์ใช้
เคร่อื งพมิ พอ์ กั ษรเบรลล์
อักษรเบรลล์,(๒๕๕๖) ได้ให้ความหมายว่าอักษรเบรลล์ เป็นอักษรสำหรับคนตาบอด ประดิษฐ์โดย
หลุยส์ เบรลล์ ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน ๑ ช่องประกอบด้วยจุด ๖ ตำแหน่ง ซึ่ง
นำมาจัดสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรตาดีหรือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โน้ตดนตรี ฯลฯ
การเขียนใช้เครื่องมือเฉพาะเรียก สเลต และดินสอ การพิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเลอร์ ใช้กระดาษหนา
ขนาดกระดาษวาดรูป ตัวอักษรเบรลล์ ตวั อักษรเบรลล์จะมจี ดุ ทง้ั หมด ๖ จดุ เรยี งกันเป็น ๒ แถวในแนวตง้ั นบั
จากด้านซ้าย จากบนลงล่าง เป็น ๑-๓ และด้านขวา จากบนลงล่าง เป็น ๔-๖ โดยใช้การมีจุดและไม่มีจุดเป็น
รหัส กล่าวคือวงกลมทึบ ● หมายถึงจุดนูน และวงกลมโปร่ง ○ หมายถึงจุดที่ไม่ใช้ วิธีนี้สามารถทำได้ถึง ๖๓
ตัวอักษร (มาจาก (๒^๖) -๑) การกำหนดรหัสตัวอักษร ๑๐ ตัวแรก A-J จะใช้จุด ๑ ๒ ๔ และ ๕ สลับกันไป
๑๐ ตัวต่อมา K-T จะเติมจุดที่ ๓ ลงไปในอักษร ๑๐ ตัวแรก และ ๕ ตัวสุดท้าย (ไม่นับ W เพราะ ณ เวลาน้ัน
ภาษาฝรงั่ เศสไม่ใช้ W) เตมิ จดุ ท่ี ๓ และ ๖ ลงไปในอกั ษร ๕ ตวั แรก

๒๙
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), (๒๕๖๐) ได้กล่าวว่าอักษรเบรลล์ (Braille code)
เป็นตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตาซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๒๑ โดยครูตาบอดชาวฝรั่งเศสชื่อ หลุยส์
เบรลล์ (Louis Braille) อักษรเบรลลข์ นาด ๑ เซลล์ ประกอบดว้ ยปมุ่ นูนเล็กๆ จำนวน ๖ ปุ่มวางตัวในลักษณะ
ต่างๆ กนั ไปตามรหัสทก่ี ำหนดข้นึ ใชแ้ ทนตัวอักษรปกติ หรอื สัญลักษณ์ทางคณติ ศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์ หรือ
สัญลักษณ์อื่นๆ รูปที่ ๑ แสดงตำแหน่งของปุ่มนูนซึ่งกำกับด้วยตัวเลข ๑ ถึง ๖ สำหรับระบบอักษรเบรลล์ท่ี
กำหนดใช้แทนพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ไทยแสดงในรูปที่ ๒ และ ๓ ส่วนอักษร ตัวเลขและเครื่องหมาย
ต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษแสดงดังรูปที่ ๔ ซ่ึงจะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์บางตัวต้องใช้อักษรเบรลล์ประกอบกันถึง ๓
เซลล์
สรุปอักษรเบรลล์ คือ เป็นตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตาประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ ครูตาบอด
ชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน ๑ ช่องประกอบด้วยจุด ๖ ตำแหน่ง ใช้ในระบบการเรียนการสอน
สำหรับคนตาบอด ซึ่งเป็นการรวมกลุม่ ของจุดนนู เขียนลงบนกระดาษ โดยใชป้ ลายนิว้ มอื สัมผัสในการอ่าน ท้ังน้ี
ถึงจะมีภาษามือและอักษรเบรลล์ในการสื่อสารกับผู้พิการแต่ในการสื่อสารก็ยังพบปัญหาและอุปสรรคต่างๆท่ี
ทำใหส้ ือ่ สารกับผพู้ กิ ารยากข้ึน
ภาพตัวอย่างอกั ษรเบรลล์

รปู ที ๑ ตำแหนง่ ของปุ่มนูนในอักษรเบรลล์ขนาด 1 เซลล์

รปู ท่ี ๒ อักษรเบรลล์ท่ีกำหนดใชแ้ ทนพยัญชนะไทย

๓๐

รูปท่ี ๓ อักษรเบรลล์ท่ีกำหนดใชแ้ ทนสระและวรรณยุกต์ไทย

รูปท่ี ๔ อักษรเบรลลท์ ี่กำหนดใช้แทนอักษรในภาษาอังกฤษ ตัวเลข และเคร่อื งหมายตา่ ง ๆ
สรุปอักษรเบรลล์ คือ เป็นตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตาประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ (Louis

Braille) ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6 ตำแหน่ง ใช้ในระบบ
การเรียนการสอนสำหรับคนตาบอด ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของจุดนูนเขียนลงบนกระดาษ โดยใช้ปลายนิ้วมือ
สมั ผัสในการอา่ น ทัง้ น้ถี ึงจะมีภาษามือและอักษรเบรลลใ์ นการส่ือสารกบั ผู้พิการแตใ่ นการส่ือสารกย็ ังพบปัญหา
และอปุ สรรคต่างๆทท่ี ำให้สอื่ สารกบั ผูพ้ ิการยากข้ึน

๓๑

๔.๒ ปัญหาในการสื่อสารกบั ผู้พิการ

๔.๒.๑ ปัญหาในการสอื่ สารกับผูพ้ กิ ารทางการได้ยิน
สายทิพย์ ปิ่นเจริญ, (๒๕๕๘)ได้กล่าวว่า ผู้พิการทางการได้ยินเป็นบุคคลที่มีข้อจำกัดในการ ปฏิบัติ
กจิ กรรม ในชวี ติ ประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสงั คม ซึง่ เปน็ ผลมาจากการ มีความบกพร่อง
ในการได้ยินจนไม่สามารถรับขอ้ มูลผ่านทางการได้ยิน และไม่สามารถสื่อสารออกมา เป็นคำพูดได้อย่างบุคคล
ท่ัวไป จงึ ทำให้เวลาสอ่ื สารหากผู้สื่อสารไม่มีความรใู้ นด้านภาษามอื ก็ยากที่จะส่อื สารกบั ผพู้ ิการประเภทนี้ได้
ปัญหาของผู้บกพร่องทางการได้ยิน ในการใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ, ( ๒๕๖๓ ) กว่าวว่าการที่ไม่ได้ยิน
เสียงเป็นสิง่ ที่น่ากลัว ถา้ เราลองใสท่ อี่ ุดหู แล้วลองดำเนนิ ชีวิตตามปกติของเราจะรูส้ ึกวา่ การสื่อสาร เป็นอะไรท่ี
ลำบากมากและสามารถทำให้มีการเขา้ ใจผิดในสง่ิ ท่ีเราจะสื่อสารออกไปได้เชน่ กนั ดงั นนั้ ปญั หาการสอ่ื สารกับผู้
พิการทางหูคือ การสอ่ื ความหมายผดิ ทำใหเ้ กิดการเขา้ ใจผิด
สำนักขา่ วอิศรา (๒๕๖๔) ได้กลา่ วว่า คมสัน กล่าวถงึ อุปสรรคและปญั หาด้านการสื่อสารในการทำงาน
ว่า ตนใช้วิธีการเขียนสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหูดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ไม่ค่อยตรงกัน เข้าใจ
คลาดเคลือ่ นบ้าง เนอ่ื งจากภาษามือกับภาษาเขียน เวลาการส่อื สารนัน้ จะเรียงคำสลบั กนั เหมอื นภาษาองั กฤษ
กับภาษาไทย ทำใหต้ นต้องใชค้ วามพยายามอยา่ งมากในการส่ือสาร
จากการศึกษาปัญหาในการสื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยิน สรุปได้ว่า ปัญหาหลักๆคือ ผู้พิการไม่
สามารถรับข้อมลู ผ่านทางการได้ยิน และไม่สามารถส่ือสารออกมา เป็นคำพดู ไดอ้ ยา่ งบุคคลทั่วไป บางคร้งั ใช้วิธี
เขียนสื่อสาร แต่ก็มีปัญหาการสื่อสารที่ไม่ค่อยตรงกัน เข้าใจคลาดเคลื่อนบ้าง เนื่องจากภาษามือกับภาษา
เขียน เวลาการสื่อสารนั้น จะเรียงคำสลับกัน ไม่เพียงแต่ผู้พิการทางการได้ยินเท่านั้นที่มีปัญหาในการสื่อสาร
ในขณะเดียวกนั ผูพ้ กิ ารทางการมองเหน็ กย็ ังมีปญั หาในการส่ือสารกับบุคคลทั่วไปด้วยเช่นกนั

๔.๒.๒ ปัญหาในการส่อื สารกับผูพ้ กิ ารทางการมองเห็น
ศูนย์บริการคนพิการ, (๒๕๖๔) กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงของคนตาบอด มิใช่การมองไม่เห็น ปัญหาท่ี
แท้จริงก็คือความเข้าใจที่ผิดพลาดและการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง หากคนตาบอดได้รับการศึกษาฝึกอบรมอย่าง
ถูกต้อง และได้รับโอกาสที่เท่าเทียมบุคคลทั่วไปแล้ว การตาบอดก็เป็นเพียงความไม่สะดวก หรือความน่า
รำคาญทางกายภาพเท่านั้น ดังนั้นปัญหาในการสื่อสารกับคนตาบอดคือ การเข้าใจผิดในการสื่อสาร และมี
ความยากลำบากในการที่ส่ือสารออกมาใหค้ นตาบอดเห็นภาพตามทผ่ี ู้พดู พดู ได้
นุชสรา กันฟัก, (๒๕๖๓) ได้ให้ข้อมูลว่า ปัญหาการสื่อสารทางออนไลน์กับผู้พิการทางสายตา คือ
การใช้งานคอมพิวเตอร์ในพื้นที่สาธารณะท่ี ไม่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้พิการทางสายตา ไม่มี โปรแกรมท่ี
ช่วยเหลือการใช้งาน ทาให้ใช้งานได้แค่ คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนหรือของตัวเอง หรือบางเว็บไซต์และบาง
แอพพลเิ คชนั่ ไม่รองรบั การใชง้ านสาหรบั ผู้พิการทางสายตา ทำใหม้ คี วามยากลำบากในการสื่อสาร
นริศรา สายสงวนสัตย์,(๒๕๕๖)ได้ให้ข้อมูลว่า คนพิการที่มีความเชื่อว่าตนไม่สามารถสื่อสารกับคน
ทั่วไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว การที่คนเราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เป็นเพราะไม่ปรับวิธีการสื่อสารให้ตรงกัน
ต่างหาก เหมือนกับคนหนึ่งพูดภาษาไทย ส่วนอีกคนพูดภาษา อังกฤษ ดังนั้นโอกาสที่สองคนนี้จะสื่อสารกันรู้

๓๒

เรื่องจึงมีน้อยมาก หนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้น ภายใต้ความเชื่อว่า โลกของการสื่อสารนั้นไม่มีพรมแดน และความ
บกพร่องทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรค หากเราเลือกจะศึกษาและทำความเข้าใจกัน เมื่อทำได้ สื่อก็ จะเป็น
เครื่องมืออันทรงพลังที่ใครๆ ในสังคมสามารถผลิตได้และส่งผลให้เกิดการสื่อสารที่ สร้างความเข้าใจได้อย่าง
แท้จรงิ

จากการศึกษาปัญหาในการสื่อสารกับผูพ้ ิการทางสายตา สรุปได้ว่า ปัญหาหลักในการส่ือสารคือ การ
เข้าใจไม่ตรงกัน เข้าใจผิดความหมาย และไม่สามารถส่ือความหมายออกมาได้ชัดเจน นอกจากปัญหาในการ
สื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยินและผู้พิการทางสายตาแล้ว ยังมีปัญหาการสื่อสารกับผู้พิการทางสติปัญญา ผู้
พิการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ผู้พิการทางการเรียนรู้ ผู้พิการทางพฤตกิ รรม หรืออารมณ์
ผู้พกิ ารออทสิ ตกิ และผพู้ ิการพกิ ารซอ้ นอกี ด้วย
๔.๒.๓ ปัญหาการสื่อสารกับผู้พิการทางสติปัญญา ผู้พิการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
ผู้พกิ ารทางการเรยี นรู้ ผู้พกิ ารทางพฤติกรรม หรอื อารมณ์ ผพู้ กิ ารออทสิ ตกิ และผูพ้ ิการพกิ ารซ้อน

ศิริชัย ทรัพย์ศิริ, (๒๕๕๓) ได้กล่าวว่าบคุ คลที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา เป็นบุคคลท่ีมพี ัฒนาการ
ล่าช้ากว่าคนปกติทั่วไปทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ภาษา เมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน
แล้วมีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติและความสามารถในการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างนอ้ ย
๒ ทกั ษะ หรอื มากกว่า เชน่ ทกั ษะการสอื่ ความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชวี ิตในบา้ น การควบคุมตนเอง
สุขอนามัย และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวัน การใช้เวลาว่าง การทำงาน ทักษะทาง
สังคม และทักษะในการใช้สาธารณสมบตั ิ ดังนั้นปัญหาในการสือ่ สารกับผู้พิการประเภทนี้คือ ผู้พิการจะเขา้ ใจ
ชา้ หรือสื่อสารไม่รู้เร่ือง ส่ือความหมายไม่ได้ บุคคลทมี่ ีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ หมายถึง บุคคล
ที่มีความผิดปกติ บกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะ ส่วนใดสวนหนึ่งร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีหรือวมี
อาการเกร็ง ผู้พกิ ารประเภทน้ีไม่มีปญั หาในการสือ่ สารกับคนท่วั ไป เวน้ แตห่ ากสูญเสียอวยั วะ เชน่ มือ น้ิว เวลา
ส่อื สารท่ตี ้องใชท้ ่าประกอบจะไมส่ ามารถสือ่ สารไดเ้ หมือนคนทว่ั ไป

บคุ คลทีม่ ปี ญั หาทางการเรยี นรู้ เปน็ บคุ คลท่ีมีความบกพร่องทางการรับรู้หรือทางการเรียนรู้ท่ีมี ความ
ผิดปกติอย่างเดียวหรือหลายอย่างทำให้เกิดปัญหาทางการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน การสะกด การ
คำนวณ การใช้เหตผุ ล การรวบรวมความคดิ ซึง่ ความผิดปกติน้ีไม่ใช่เกิดจากภาวะบกพร่องทางการเหน็ การได้
ยนิ ทางร่างกาย ทางสตปิ ญั ญาทางอารมณ์แต่เป็นภาวะทางสมองท่ีมีความผิดปกติทำให้การแปลภาพ การแปล
เสียงหรือการรับรู้ แปรปรวนไปจากเดิม ปัญหาในการสื่อสารกับผู้พิการประเภทนี้คือ สื่อสารไม่เข้าใจหรือ
เข้าใจช้า และอาจส่อื ความหมายมนการสื่อสารผิด

บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบุคคล
ทั่วไป และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไป
อยา่ งต่อเนอื่ ง ไมเ่ ป็นท่ียอมรับกันทางสงั คมและวัฒนธรรม รวมท้ังขาดสมั พนั ธภาพกับบุคคลอ่ืน มีพฤติกรรมท่ี
ไม่เหมาะสม มีความคับข้องใจ มีการเก็บกดทางอารมณ์โดยแสดงออกทางร่างกาย ปัญหาในการสื่อสารกับผู้
พิการประเภทนี้คือ ถ้าใช้คำพูดที่ผู้พิการไม่พอใจ จะทำให้ผู้พิการประเภทนี้แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ใน

๓๓

การสื่อสารต้องใจเย็น และไม่ใช้คำพูดที่ก้าวร้าว บุคคลออทิสติก เป็นบุคคลที่มีความบกพร่องพัฒนาการ
ดา้ นสังคม ภาษาและการส่ือความหมาย พฤตกิ รรม อารมณ์ และจินตนาการ ซงึ่ สาเหตเุ น่ืองมาจากการทำงาน
ในหน้าที่บางสว่ นของสมองทีผ่ ิดปกติไป ปัญหาในการสื่อสารกับผูพ้ ิการประเภทนีค้ ือ ผู้พิการเข้าใจยากในการ
ส่ือความหมาย

ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย, ( ๒๕๕๕ ) ได้กล่าวว่า บุคคลที่มีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญา เปน็ บคุ คลทม่ี คี วามจำกัดอย่างชดั เจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปจั จุบัน ซึ่งมี
ลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของ
ทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย ๒ ทักษะจาก ๑๐ ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การ
ดำรงชีวิตภายในบ้านทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแล
ควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้เวลาวา่ ง การรักษาสุขภาพอนามัยและ
ความปลอดภัย ปัญหาในการสื่อสารกับผู้พิการคือผู้พิการไม่เข้าใจ หรือเข้าใจช้า ซึ่งภาษามีลักษณะไม่ค่อย
เขา้ ใจเพราะ ความเร็ว พดู เป็นภาษาโทรเลข พดู ไม่ชดั

บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาด
หายไป กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ มอี ปุ สรรคในการเคลื่อนไหว ความบกพร่องดังกลา่ วอาจเกิดจากโรคทาง
ระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การไม่สมประกอบ มาแต่กำเนิด อุบัติเหตุและโรคติดต่อ
บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวซึ่งจำเป็นต้อง
ไดร้ ับการรกั ษาอยา่ งต่อเนื่อง และเปน็ อุปสรรคต่อการศึกษา ซ่งึ มผี ลทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับการศึกษา
พิเศษ ผู้พิการประเภทไม่มีปัญหาในการสื่อสาร บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ได้แก่ บุคคลที่มี
ความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดข้ึน
เฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ซึ่งไม่สามารถ
เรยี นรูใ้ นด้านท่ีบกพร่องได้ ทงั้ ท่ีมรี ะดบั สติปัญญาปกติ

บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ ได้แก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติ
เป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือความ
ผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิด เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคสมอง
เสอ่ื ม ผพู้ ิการไม่มีปัญหาในการสอื่ สาร

บุคคลออทิสติก ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติของระบบการทำงานของสมองบางส่วน ซึ่งส่งผลต่อ
ความบกพร่องทางพฒั นาการดา้ นภาษา ดา้ นสังคมและการปฏสิ ัมพันธท์ างสงั คม และมีขอ้ จำกดั ด้านพฤติกรรม
หรือมีความสนใจจำกัดเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยความผิดปกตินั้นค้นพบได้ก่อนอายุ 30 เดือน ผู้พิการมี
ปัญหานการสอ่ื สารด้านความเขา้ ใจ และการประมวลผลช้า

โชษิตา ภาวสุทธิไพศฐิ , (๒๕๕๘) ได้อธิบายวา่ ความพิการทางสติปัญญา ทางการ เรียนรู้ ทางอารมณ์
และปัญหาทางพฤติกรรมที่วินิจฉัย โดยใช้เกณฑ์ทางการแพทย์ นั้น อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับครอบครัวและ
ชุมชนและมักถูกมองข้ามไป มุมมองทาง สังคมและวัฒนธรรมโดยทั่วไปเห็นว่า การเรียนรู้ได้ช้า หรือความ

๓๔

เบี่ยงเบนทางพฤติกรรมของเด็ก (ที่ตัดสินโดย ทางการแพทย์)“เป็นเรื่องธรรมดา”“ไม่สำคัญ”“ทำอะไรไม่ได้”
หรือ “ไมช่ ้ากเ็ ปลี่ยนแปลงเอง” ประสบการณ์ของ ครอบครัวจากรุ่นส่รู ุ่น มสี ่วนทำใหป้ ัญหาน้เี ปน็ เรื่องธรรมดา
ทไ่ี มต่ ้องแก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้ (เช่น ครอบครัวท่ีมองว่า “ลูกๆ กห็ วั ไม่ดี หวั ทึบเหมือนพ่อแม่”) นอกจากนี้ การ
ใช้ คำว่า “พกิ าร” ยงั มคี วามอ่อนไหวอยู่มาก ดว้ ยความเข้าใจ ของคนสว่ นใหญ่นนั้ คือความผิดปกติทางกายที่
เห็นได้ชัด อย่างถาวร ทำให้ เกิดการปฏิเสธการรับบริการและไม่พร้อมที่จะร่วมมอื แก้ปัญหา โดยเฉพาะความ
พการทางการเรยี นร้ทู ่แี ม้แต่ผูป้ กครองกลมุ่ ทม่ี ีการศึกษาหรือมีฐานะก็ยอมรบั ไดย้ าก

จากการศึกษาปัญหาการสื่อสารกับผู้พิการทางสติปัญญา ผู้พิการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว
หรอื สขุ ภาพ ผู้พกิ ารทางการเรียนรู้ ผู้พกิ ารทางพฤตกิ รรม หรอื อารมณ์ ผูพ้ ิการออทสิ ติก และผู้พิการพกิ ารซ้อน
รูปได้ว่าผู้พิการเหล่านี้ไม่ค่อยมีปัญหาทางการสื่อสารกับคนทั่วไป แต่หากผู้พิการรุนแรงผู้พิการไม่เข้าใจ หรือ
เข้าใจช้า พูดไม่ชัด สื่อสารไม่รู้เรื่อง และสื่อความหมายไม่ได้ เมื่อเราได้ศึกษาและรู้ปัญหาในการส่ื อสารกับผู้
พกิ ารประเภทต่างๆแลว้ เราควรรจู้ ักวิธกี ารส่ือสารกับผพู้ กิ ารให้เหมาะสมกับผ้พู กิ ารแตล่ ะประเภท

๔.๓ วธิ กี ารส่อื สารกบั ผู้พกิ ารประเภทต่างๆ

๔.๓.๑ วิธีการสือ่ สารกับผู้พิการทางสายตา
ศูนย์บริการคนพิการ,(๒๕๖๐)ได้กล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วคนตาบอดที่พิการมาตั้งแต่ยังเล็กจะได้รับการ
สอนให้ใช้อักษรเบรลล์เป็นสื่อในการอ่าน/เขียนหนังสือ นอกจากนี้ก็อาจเรียนรู้ผ่านสื่ออื่นๆ เช่น เสียงส่ือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ หรือคอมพวิ เตอร์ อักษรขยายใหญ่สำหรบั คนทีเ่ ห็นเลอื นราง.
การสนทนากับคนตาบอด - กรุณาพูดกับคนตาบอดโดยตรง ไม่จำเป็นต้องพูดเสียงดังเกินกว่าปกติ
หรือพูดผ่านล่ามซึ่งเป็นเพื่อนหรือผู้นำทางของคนตาบอด - ระหว่างการสนทนา หากจำเป็นที่จะต้องพูดคำท่ี
เกยี่ วกับ ตาบอดหรือมองเห็น ฯลฯ ควรพูดตรงๆ โดยไมต่ อ้ งเกรงใจและไมค่ วรหลีกเลยี่ งไปใชค้ ำอ่ืนแทน - เมื่อ
ท่านเข้าไปในหอ้ งที่มีคนตาบอดอยู่ด้วย กรุณาพูดทักทาย หรือให้เสียงเพ่ือจะได้ทราบวา่ มีคนเข้ามา ไม่ควรจะ
เสยี เวลากับคำถามทวี่ ่า ทายซิว่าใคร ควรบอกช่ือของท่านไปเลย กรณมี ีบคุ คลเพิ่มขนึ้ หรือบุคคลท่ี ๓ ควรบอก
ใหค้ นตาบอดทราบด้วย - ในการทักทายเพ่ือนคนตาบอด กรุณาสมั ผสั มือไม่ว่าจะเป็นการพบกันหรือการอำลา
สำหรับคนตาบอดการจับมือแสดงถงึ ความย้ิมแย้มแจม่ ใสและความเป็นมิตร - ในท่ปี ระชมุ ทใ่ี ช้เครื่องขยายเสียง
กรุณาบอกให้คนตาบอดทราบว่าผู้พูดอยู่ตรงไหน เพื่อเขาจะได้หันหน้าไปทางผู้พูดได้ถูกต้อง แทนที่จะหันไป
ตามเสียงทม่ี าจากลำโพง ซึ่งอาจจะทำใหค้ นตาบอดพูดกบั ลำโพงได้ - หลงั จากการสนทนา เม่อื ท่านจะไปจากท่ี
นั่นควรบอกให้คนตาบอดทราบด้วย มิฉะนั้น คนตาบอดจะรู้สึกเก้อเขินที่ต้องพูดอยู่คนเดียว - ไม่ควรใช้ภาษา
หรือคำพูดว่า “อยู่นี่” “อยู่โน่น” หรือ “อยู่นั้น” ซึ่งทำให้คนตาบอดไม่เข้าใจ ควรระบุหรือบอกตำแหน่งให้
ชดั เจน
สุริยัน, (๒๕๖๔)ได้กล่าวว่าคนตาบอดจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานอักษรเบรลล์จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็น
อันดับต้นๆ เพราะสื่อต่างๆ ของคนตาบอดถูกจำกัดให้อยู่เพียงรูปแบบหนังสือเบรลล์ อีกทั้งวิชาการเขียนการ
อ่านยังต้องมภี าษาเบรลลเ์ ปน็ องค์ประกอบสำคญั ที่สง่ เสริมใหค้ นตาบอดมีทักษะการอ่านออกเขียนได้อย่างคน
ตาดี พูดได้ว่า ถ้าอ่านอักษรเบรลล์ได้ ก็สามารถเข้าใจตัวอักษรไทยได้เช่นคนทั่วไป เพราะอักษรเบรลล์ของคน

๓๕

ตาบอดไทย เป็นตัวอักษรของไทยในรูปแบบอักษรเบรลล์ ทั้งในรูปอักษร พยัญชนะ วรรณยุกต์ และสระ ใน
ปัจจุบันนี้ บรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรศัพท์มือถือ ต่างก็มีโปรแกรมและแอป
พลิเคชันที่คอยแปลงตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอออกมาเป็นเสียงเพื่อให้คนตาบอดสามารถฟังได้ ดังนั้น
เรื่องการเข้าถึงสื่อ ข่าวสารความรู้ต่างๆ จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่อักษรเบรลล์หรือหนังสือเสียงอีกต่อไป
เพราะไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร หรอื การหาความรู้บนเว็บไซต์ ไมใ่ ชอ่ ุปสรรคของคนตาบอดดังแต่ก่อน แม้ว่าจะ
เป็นแบบนี้ก็จริง แต่สำหรับคนตาบอด อักษรเบรลล์ก็ยังถือว่าสำคัญ เนื่องเพราะอักษรเบรลล์ ยังคงเหมาะกับ
การเรียนการสอนในระดับพื้นฐาน เช่นการเขียนการอ่าน การที่ทำให้คนตาบอดมีพื้นฐานในการนำความรู้
พนื้ ฐานไปใช้ตอ่ ยอดในการพิมพ์ส่อื สารบนคอมพวิ เตอร์และโทรศัพท์

เสรีเท่าเทียมเท่าทัน การสื่อสารของคนพิการในยุคดิจิตตอล, (๒๕๕๖) ได้กล่าวว่า คำบรรยายเป็น
เสียง (Audio Description) สำหรับผู้พิการทางสายตา เช่น บรรยายบรรยากาศในฉากช่วงที่ไม่มีบทสนทนา
เช่น นางเอกกำลังเดินขึ้นบันไดอย่างช้าๆ เป็นต้น โดยมีสมาคมคนหูหนวกแหง่ ประเทศไทย และสมาคมคนตา
บอดแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาโครงการเพือ่ ให้ได้ข้อมูลทีถ่ ูกต้องในการผลิตบริการที่เหมาะสมสำหรับคน
พิการ ใช้ภาษามือถ้าพวกเขาทำ ภาษามือมีหลากหลายรูปแบบ หลายคนรู้จักสัญลักษณ์การสะกดนิ้วแบบ
สัมผัสรวมถึงภาษามืออเมริกันที่ปรับพื้นฐานแล้ว สำหรับคนที่ไม่รู้จักก็สามารถใช้วิธี POP หรือ Print On
Palm ได้โดยใช้นิ้วชี้ติดตามตัวอักษรบนฝ่ามือของคนตาบอดและคนหูหนวก จดจำสัญญาณมือนิ้วสะกด เข้า
เรียนASL ( ภาษามืออเมริกัน ) ลองเรียนรู้อักษรเบรลล์สำหรบั น้ิวซึ่งเป็นวิธีการเซน็ ชือ่ แบบญี่ปุน่ สมัยใหมด่ ้วย
นิ้วมือของคุณ ๒)ใช้ทาโดมาถ้าเป็นเช่นนั้น Tadoma เป็นวิธีการสื่อสารกับคนตาบอดและคนหูหนวกโดย
วางมือไว้ที่ริมฝีปากของผู้พูด ผู้ที่สูญเสียประสาทสัมผัสทั้งสองข้างจะรู้สึกถึงรูปร่างของคำที่คุณพูด คล้ายกับ
การอ่านริมฝีปาก ไม่ใช่ทุกคนที่หูหนวกตาบอดสามารถใช้ทาโดมาได้และไม่ใช่ทุกคนที่จะสบายใจเมื่อมีคนอื่น
เอามอื ปิดปาก ๓) รออย่างน้อยห้าวินาทีก่อนทจี่ ะแจ้งให้ตอบกลับ การศกึ ษาแสดงให้เห็นว่าการรอห้าสิบและ
สิบห้าวินาทีล้วนมีประโยชน์มากกว่าในการสื่อสารกับคนหูหนวกตาบอด การรอศูนย์ถึงหนึ่งวินาทีก่อนที่จะ
พร้อมต์สำหรับการตอบกลับสั้นเกินไป ๔)เรียนรู้การใช้อักษรเบรลล์หากมี มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า braillers ท่ี
ช่วยให้คุณพิมพ์ข้อความให้คนตาบอดอ่านได้ บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจมีราคาแพงมากและคุณอาจคิดว่าจะซ้ือ
เครื่องพิมพ์ฉลากอักษรเบรลล์ (ราคาถูกกว่า) ด้วย บริษัท ต่างๆกำลังพัฒนาเทคโนโลยีอักษรเบรลล์สำหรับ
สมาร์ทโฟน

จากการศึกษาการสื่อสารกับผู้พิการทางสายตา สรุปได้ว่าผพู้ ิการทางสายตาใช้ภาษาพูดแบบคนท่ัวไป
แตจ่ ะมกี ารเรียนรูภ้ าษาเบรลล์ในการอ่านหรือเขยี นหนังสือ มีการฟงั เสียงจากผา่ นส่ือต่างๆ เราสามารถส่ือสาร
กับผู้พิการทางสายตาโดยการพูดกับพวกเขาแบบตรงไปตรงมา และพูดอย่างชัดเจน เปิดเสียงบรรยายต่างๆ
เพื่อให้พวกเขามีความเข้าใจมากขึ้น นอกจากวิธีการสื่อสารกับผู้พิการทางสายตาแล้ว ยังมีวิธีการสื่อสารกับผู้
พกิ ารทางการไดย้ ินอีกด้วย

๓๖

๔.๓.๒ การสอ่ื สารกับผ้พู กิ ารทางการได้ยิน
หยุดเรียกคนหูหนวกด้วยคำว่าใบ้ และเข้าใจพวกเราให้มากขึ้น, (๒๕๖๔) ได้กล่าวว่า สำหรับการ
ส่อื สารในชีวติ ประจำวัน คนหูหนวกมีภาษามือเป็นเครื่องมือในการส่ือสารและสามารถใช้ TTRS หรือศูนย์ล่าม
ภาษามือออนไลน์คอยช่วยเหลือในการทำงานได้ แต่คนหูดีบางคนกลับไม่เข้าใจ หรือไม่อนุญาตให้ใช้เพราะไม่
เข้าใจวา่ คนหหู นวกต้องการลา่ มภาษามอื และไม่ตระหนกั ว่าล่ามคอื สิทธขิ องคนหู
หนวกที่ควรได้รับ นันทพงศ์ ตั้งตรงใจสกุล, (๒๕๖๕) ได้กล่าวว่า คนหูหนวกใช้ภาษามือสื่อสารเป็น
ภาษาแรก และใช้ภาษาไทยเปน็ ภาษาท่ีสอง ทำใหก้ ารใช้ภาษาไทยของคนหูหนวกอาจจะไม่ดเี ท่าที่ควร อาจไม่
เข้าใจความหมายของคำทุกคำ เวลาเขียนรูปประโยคภาษาไทยก็มักจะเขียนตามไวยากรณ์ภาษามือของคนหู
หนวก อย่างประโยคที่ว่า ‘ฉันกินข้าว’ แต่คนหูหนวกจะเขียนประโยคดังกล่าวเปน็ ‘ข้าวฉันกนิ ’ สลับตำแหนง่
คำ เหมือนไวยากรณภ์ าษาอังกฤษ
ชนิ วัฒน์ หนศู รีคง, (๒๕๕๕) ไดอ้ ธิบายวา่ การทวี่ ่าภาษามอื คอื ภาษาแรก ของคนหูหนวก เพราะ คนหู
หนวก สื่อสารกันภาษามือก่อนภาษาไทย ดังนั้น เวลา สื่อภาษามือ เมื่อ แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยแล้ว จะ
สลับกัน (คล้ายกับภาษาอังกฤษ) จึงทำให้บางครั้ง ภาษาไทยเวลา เค้าเขียนมาก็จะสลับด้วยเช่นเดยี วกัน หาก
ภาษาไทย(ของคนปกติ) "แมวชอบเลน่ หน"ู ภาษาไทย(ของคนหหู นวก) "หนชู อบแมวเล่น" คนทีเ่ ข้าไปพอจะทำ
ภาษามือเป็น เค้าดูเหมือนจะ อยากคุยมาก แต่คนไหนที่ทำภาษามอื ไม่เปน็ ก็จะ พาไปหาคุณครูทันที (ไม่ใช่วา่
ไม่อยากคยุ แต่เคา้ พดู ไมไ่ ด้)
จากการศึกษาการสื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยิน สรุปได้ว่าผู้พิการทางการได้ยินใช้ภาษามือในการ
สื่อสารในชีวิตประจำวัน และเขียนรูปประโยคภาษาไทยก็มักจะเขียนตามไวยากรณ์ภาษามือของคนหูหนวก
อย่างประโยคที่ว่า ‘ฉันกินข้าว’ แต่คนหูหนวกจะเขียนประโยคดังกล่าวเป็น ‘ข้าวฉันกิน’ สลับตำแหน่งคำ
เหมือนไวยากรณภ์ าษาองั กฤษ นอกจากน้ีบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ก็ยังมีวิธกี ารส่ือสารกับบุคคล
ทัว่ ไปด้วย

๔.๓.๓ การสื่อสารกบั บคุ คลทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม,(๒๕๕๕) ได้
กล่าวว่า บุคคลที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าคนปกติทั่วไปทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ภาษา เมื่อวัดสติปัญญา
โดยใชแ้ บบทดสอบมาตรฐานแล้วมีสติปัญญาตำ่ กว่าบุคคลปกติและความสามารถในการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย ๒ ทักษะ หรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การ
ดำรงชีวิตในบ้าน การควบคุมตนเอง สุขอนามัย และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชวี ิตประจำวัน การ
ใช้เวลาว่าง การทำงาน ทักษะทางสังคม และทักษะในการใช้สาธารณสมบัติ ดังนั้นในการสื่อสารผู้สื่อสาร
สามารถสื่อสารเป็นภาษาพูดได้ แต่พวกเขาอาจเข้าใจได้ในบางคำ และมีการเรียนรู้ที่ล่าช้ากว่าคนปกติ ผู้
ส่อื สารอาจมรี ูปภาพกรือสญั ลักษณ์ในการสื่อสารเพื่อใหผ้ ู้พิการประเภทน้ีสามารถเรยี นรูไ้ ด้เรว็ ย่ิงขนึ้
ความพกิ าร ความหมาย และประเภท เพ่ือการขอรับสิทธ,ิ (๒๕๕๘) ได้อธิบายวา่ คนท่ีมีพัฒนาการช้า
กว่าคนปกติทั่วไปเมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้วมีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติและ

๓๗

ความสามารถในการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย ๒ ทักษะหรือมากกว่า เช่น ทักษะการ
สื่อความหมายทักษะทางสังคมทักษะการใช้สาธารณสมบัติการดูแลตนเองการดำรงชีวิตในบ้านการควบคุม
ตนเองสุขอนามัยและความปลอดภัยการเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวันการใช้เวลาว่างและการทำงานซ่ึง
ลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญาจะแสดงอาการก่อนอายุ ๑๘ ปี ในการสื่อสารกับผู้พิการประเภทนี้ใช้
ภาษาพดู และใช้สญั ลกั ษณ์ในการสอ่ื ความหมาย

ความพกิ าร ๙ ประเภท, (๒๕๖๕) ได้อธบิ ายวา่ ผพู้ กิ ารทางสตปิ ัญญา มีพฒั นาการล่าช้ากว่าคนอื่นท้ัง
ด้านสติปัญญา สังคม อารมณ์ ภาษา พูดง่ายๆ ว่ามีสติปัญญาต่ำกว่าคนปกติซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่าง
ใกล้ชิดและพิเศษไม่เหมือนคนทั่วไป โดยการสื่อสารสามารถพูดสื่อสารได้ปกติ แต่ผู้พิการจะมีการเข้าใจที่ช้า
กวา่ คนปกติ

จากการศึกษาการสื่อสารกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สรุปได้ว่าในการสื่อสารผู้สื่อสาร
สามารถสื่อสารเป็นภาษาพูดได้ แต่พวกเขาอาจเข้าใจได้ในบางคำ และมีการเรียนรู้ที่ล่าช้ากว่าคนปกติ ผู้
สื่อสารอาจมีรูปภาพกรือสัญลักษณ์ในการสื่อสารเพื่อให้ผู้พิการประเภทนี้สามารถเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น ดังน้ี
นอกจากการสื่อสารกับความบกพร่องทางสติปัญญา แล้วยังมีบุคคลที่มีบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพที่ใน
บางกรณีไม่สามารถสอ่ื สารแบบคนทั่วไปได้

๔.๓.๔ การสอ่ื สารกบั บคุ คลท่ีมคี วามบกพร่องทางร่างกายและสขุ ภาพ
ข่าวสารคนพิการ, (๒๕๕๕)ได้กล่าวว่า บุคคลที่มีความผิดปกติ บกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะ ส่วนใด
สวนหน่งึ ร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวไดด้ หี รือมีอาการเกร็ง คือ อาการตงึ ตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนใด ส่วน
หนึง่ หรอื หลายส่วน ควบคมุ การทรงตัวได้ยากหรือไม่ได้เลย มกี ารเคลอ่ื นไหวของแขนขาไม่สัมพันธ์กันมีอาการ
สน่ั เดินเซ หรืออาจเป็นบุคคลท่บี กพร่องเน่ืองจากสุขภาพ หรืออบุ ัติเหตุ อาการชดั โรคเรื้อรัง โรคติดต่อ ดังน้ัน
ผู้พกิ ารประเภทนยี้ ังคงสอื่ สารกบั คนท่ัวไปได้ปกติ
ความพิการ ความหมาย และประเภท เพื่อการขอรับสิทธิ, (๒๕๕๘) ได้อธิบายว่า คนที่มีอวัยวะไม่สม
ส่วนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายสว่ นขาดหายไปกระดกู และกล้ามเน้ือพิการเจ็บป่วยเร้ือรงั รนุ แรงมีความ
พิการระบบประสาทมคี วามลำบากในการเคลื่อนไหว ซึง่ เป็นอปุ สรรคต่อการศกึ ษาในสภาพปกติทั้งนี้ไม่รวมคน
ที่มีความบกพร่องทางประสาทสมั ผัสได้แก่ตาบอดหูหนวก ผู้พิการประเภทนีส้ ามารถใช้ภาษาพดู ในการสื่อสาร
กบั คนทั่วไปไดป้ กติ แตใ่ นกรณีที่ หหู นวก จะใช้ภาษามือในการสื่อสาร
ความพกิ าร ๙ ประเภท, (๒๕๖๕) ได้อธิบายว่า พกิ ารทางร่างกายและสุขภาพ คอื คนท่สี ญู เสียอวัยวะ
ส่วนใดส่วนหนึ่งไปทำให้การใช้ชีวิตผิดปกติ เช่น การเดินเซ การทรงตัว ถูกแบ่งออกเป็น คนพิการทางระบบ
ประสาท เช่น บุคคลที่สมองพิการ ที่สมองส่วนควบคุมกลา้ มเนื้อไม่สามารถทำงานได้ พิการทางกล้ามเนื้อและ
กระดกู เช่น กล้ามเน้ือเปล่ียน พิการตัง้ แต่กำเนิด เชน่ นำ้ ครั่งในสมอง และพิการทางร่างกายและสุขภาพอ่ืนๆ
เช่น เกิดอุบัติเหตุทำให้แขน ขา ขาด เป็นต้น ผู้พิการประเภทนี้ใช้ภาษาพูดในการสื่อสารแบบคนทั่วไป จาก
การการสื่อสารกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ สรุปได้ว่าการสื่อสารกับบุคคลที่มีความ
บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพใช้ภาษาพูดในการสื่อสารกับคนทั่วไปได้ปกติ แต่ในกรณีที่ หูหนวก จะใช้

๓๘

ภาษามอื ในการส่อื สาร ทงั้ ยังมวี ธิ ีการสือ่ สารกับบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนร้ทู ี่คล้ายกับบุคคลทวั่ ไป แต่ก็ยังมี
ขอ้ แตกต่างเพียงเล็กน้อย

๔.๓.๕ การสอื่ สารกบั บคุ คลที่มีปญั หาทางการเรียนรู้
ข่าวสารคนพิการ, (๒๕๕๕)ได้กล่าวว่า บุคคลที่มีความบกพร่องทางการรับรู้หรือทางการเรียนรู้ที่มี
ความ ผิดปกติอย่างเดียวหรือหลายอย่างทำให้เกิดปัญหาทางการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน การสะกด
การคำนวณ การใช้เหตุผล การรวบรวมความคิด ซึ่งความผิดปกตินี้ไม่ใช่เกิดจากภาวะบกพร่องทางการเห็น
การได้ยินทางร่างกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์แต่เป็นภาวะทางสมองที่มีความผิดปกติทำให้การแปลภาพ
การแปลเสียงหรือการรับรู้ แปรปรวนไปจากเดิมเด็กบางคนมองเห็นหนังสือกลับหลัง เด็กบางคนไม่สามารถ
แปลความหมายหรือเข้าใจจากการได้ยิน เด็กบางคนไม่เข้าใจตัวเลขและความหมายตัวเลข ในกาสื่อสารกับผู้
พกิ ารประเภทน้ี ส่ือตามลักษณะความพิการ เชน่ ถา้ มีปญั หาดา้ นการฟัง การอา่ น การพูด สามารถใช้ภาษามือ
ในการสือ่ สาร สว่ นลกั ษณะอ่ืนๆสามารถใช้ภาษาพดู ทัว่ ไป แต่ต้องมกี ารใชส้ ัญลกั ษณ์ทีเ่ ข้าใจง่าย เพอ่ื ให้ผู้พิการ
มคี วามเข้าใจมากข้ึน
ความพกิ าร ความหมาย และประเภท เพ่อื การขอรับสทิ ธิ, (๒๕๕๘) ไดอ้ ธิบายว่า คนที่มีความบกพร่อง
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา
อาจเป็นภาษาพูดและ/หรือภาษาเขียน ซึ่งจะมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง การพูด การคิด การอ่าน การเขียน
การสะกดหรือการคิดคำนวณรวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้สมองได้รับบาดเจ็บการปฏิบัติงานของ
สมองสูญเสียไปซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่านและปัญหาในการเข้าใจภาษา ทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีปัญหาทางการ
เรียน เนื่องจากสภาพบกพร่องทางการเห็นการได้ยินการเคลื่อนไหวปัญญาอ่อนปัญหาทางอารมณ์หรือความ
ด้อยโอกาสเนื่องจากสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ ผู้พิการประเภทนี้ถ้าหากพิการไม่รุนแรงสามารถใช้
ภาษาพูดในการสื่อสารได้ แต่หากมีปัญหาในการฟัง การพูด การคิด การอ่าน การเขียน การสะกดหรือการคดิ
คำนวณรวมท้งั สภาพความบกพร่อง อาจใช้สญั ลกั ษณ์ตา่ งๆหรอื รูปภาพท่ีเขา้ ใจง่ายในการส่อื สาร
ความพิการ ๙ ประเภท, (๒๕๖๕) ได้อธิบายว่า พิการทางการเรียนรู้ มีปัญหาบกพร่องเกี่ยวกับการ
เรียนรู้ อาจผิดปกติแค่อย่างเดียว หรือหลายอย่างในคนๆ เดียวก็ได้ โดยความพิการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความ
พิการเบื้องต้นที่กล่าวมาเลย เป็นความพิการเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยเฉพาะ ในการสื่อสารใช้ภาษาพูด ภาษา
เขียนแบบคนทว่ั ไป แตผ่ พู้ ิการจะเรียนร้ไู ด้ช้ากว่าคนปกติ จึงมาการใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์พิเศษมาใช้ในการ
สื่อสารประกอบไปด้วย เพ่ือง่ายตอ่ การส่อื สาร
จากการศึกษาการสื่อสารกับบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ สรุปได้ว่าการสือ่ สารกับบุคคลที่มีปัญหา
ทางการเรียนรู้ ใชภ้ าษาพูด ภาษาเขยี นแบบคนทวั่ ไป แตผ่ ู้พกิ ารจะเรียนร้ไู ดช้ ้ากว่าคนปกติ จึงมาการใช้รปู ภาพ
หรือสัญลักษณ์พิเศษมาใช้ในการสื่อสารประกอบไปด้วย เพื่อง่ายต่อการสื่อสาร การสื่อสารกับผู้พิการทาง
สติปัญญา ผู้พิการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ผู้พิการทางการเรียนรู้จะเปน็ การใช้ภาษาพูด
แต่ยังมีบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ที่มีวิธีการสื่อสารที่คล้ายกับบุคคลที่มีปัญหาทางการได้
ยิน

๓๙

๔.๓.๖ การสอ่ื สารกบั บคุ คลทม่ี คี วามบกพร่องทางการพูดและภาษา
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม,(๒๕๕๕) ได้
กล่าววา่ บคุ คลทม่ี คี วามบกพร่องในเร่ืองการออกเสียงพูด เชน่ เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูด
ผิดปกติ หรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องการเข้าใจ และการใช้ภาษาพูด การเขียนตลอดจนระบบสัญลักษณ์
อ่ืนท่ใี ชใ้ นการตดิ ต่อส่อื สาร ซ่ึงอาจเกีย่ วกบั รปู แบบภาษา เนอื้ หาของภาษา และหนา้ ท่ีของภาษา ในการสอื่ สาร
กับผู้พิการประเภทนี้ ให้มีการเรียนรู้ภาษามือ และใช้ภาษามือในการสื่อสาร หรือให้เรียนรู้สัญลักษณ์ที่เข้าใจ
ง่ายเพือ่ ใหจ้ ำได้ และสามารถใช้สญั ลักษณ์ในการสอื่ สารกบั คนทวั่ ไปได้
ความพกิ าร ความหมาย และประเภท เพ่ือการขอรับสิทธิ, (๒๕๕๘) ได้อธบิ ายวา่ คนทม่ี ีความบกพร่อง
ในเรื่องของการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติหรือคนที่มีความ
บกพร่องในเรื่องความเข้าใจและหรือการใช้ภาษาพูดการเขียนและหรือระบบสัญลักษณ์อื่ นที่ใช้ในการ
ตดิ ต่อสอื่ สารซึ่งอาจเก่ียวกับรูปแบบของภาษาเนื้อหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา ใช้ภาษามือในการสื่อสาร
หรือรูปภาพเพอ่ื ใหเ้ ข้าใจงา่ ย
ความพกิ าร ๙ ประเภท, ( ๒๕๖๕ ) ไดอ้ ธิบายว่า พิการทางการพูดและภาษา คนท่อี อกเสยี งไม่ชัด พูด
เร็วหรือช้ากว่าปกติ หรืออาจมีความบกพร่องเกี่ยวกับความเข้าใจในการพูดและการใช้ภาษา หากผู้พิการที่
สามารถส่ือสารได้ก็ใช้ภาษาพูดภาษาเขียนแบบคนทัว่ ไป แตถ่ ้าผ้พู ิการไม่สารมารถสื่อสารโดยการพูดหรือเขียน
ได้กใ็ ช้ภาษามอื ในการส่อื สาร จากการศกึ ษาการส่อื สารกบั บุคคลที่มีความบกพรอ่ งทางการพูดและภาษา
สรุปได้ว่าการสื่อสารกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษาใช้ภาษามือในการสื่อสาร หรือ
ให้เรียนรู้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายเพือ่ ให้จำได้ และสามารถใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกับคนทั่วไปได้ นอกจากน้ี
ยังการส่ือสารกับบุคคลท่มี ีปัญหาทางพฤติกรรม และอารมณก์ ม็ วี ธิ กี ารส่ือสารด้วยเชน่ กัน

๔.๓.๗ การส่อื สารกบั บคุ คลทีม่ ปี ัญหาทางพฤตกิ รรม และอารมณ์
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม,(๒๕๕๕) ได้
กล่าวว่าบุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบุคคลทั่วไป และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ส่งผลกระทบต่อการ
เรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่ยอมรับกันทางสังคมและ
วฒั นธรรม รวมทง้ั ขาดสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น มีพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม มีความคับข้องใจ มกี ารเก็บกดทาง
อารมณ์โดยแสดงออกทางร่างกาย ในการสื่อสารกับผู้พิการประเภทนี้สามารถสื่อสารโดยใช้ภาษาพูดแบบคน
ท่ัวไป แตต่ ้องมีเทคนิคในการพดู มคี วามใจเยน็ และไม่ใชค้ ำพดู ที่ก้าวรา้ ว
ความพิการ ความหมาย และประเภท เพื่อการขอรับสิทธิ, (๒๕๕๘) ได้อธิบายว่า คนที่มีพฤติกรรม
เบ่ยี งเบนไปจากปกติเป็นอย่างมากและปัญหาทางพฤติกรรมน้ันเปน็ ไปอย่างต่อเน่ืองไมเ่ ปน็ ที่ยอมรับทางสังคม
หรือวัฒนธรรม ใชภ้ าษาพดู ภาษาเขยี นทัว่ ไปแบบคนปกติ
ความพิการ ๙ ประเภท, (๒๕๖๕) ได้อธิบายว่า พิการทางพฤติกรรมและอารมณ์ คือคนที่มีพฤติกรรม
แปลกไปจากคนทั่วไปซึ่งส่งผลกระทบทางด้านการเรียนรู้ จนทำให้เกิดความไม่ยอมรับทางสังคม วัฒนธรรม

๔๐

ขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งก็ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ในการสื่อสารก็สื่อสารโดยใช้ภาษาพูดทั่วไป
แตไ่ ม่ควรพูดหยาบคายหรือแสดงอาการกา้ วรา้ วต่อผู้พกิ าร

จากการศึกษาการสื่อสารกับบุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม และอารมณ์ สรุปได้ว่าการสื่อสารกับ
บุคคลที่มีปญั หาทางพฤติกรรม และอารมณ์ ใชภ้ าษาพูด ภาษาเขียนท่วั ไปแบบคนปกติ

๔๑

บทสรปุ

จากการทไ่ี ดศ้ ึกษาการใช้ภาษาและปัญหาในการสื่อสารกับผพู้ ิการประเภทต่างๆสามารถสรุปได้ว่าการ
สื่อสารกับผู้พิการมีความสำคัญมากในปัจจุบัน โดยผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าวิธีการสื่อสารกับผู้พิการด้านการ
มองเห็นและผู้พิการด้านการได้ยิน ดังนั้นภาษามือจึงเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างคนหูหนวกและคนหูหนวก
กบั คนปกติที่สามารถใช้ภาษามือได้ โดยการใช้มือสองข้างทำทา่ ทาง สหี นา้ ทา่ มือ ตำแหนง่ และการวางมือ ซ่ึง
มีความหมายเป็นคำ เมื่อทำท่ามือหลายท่ามือประกอบกันจะกลายเป็นประโยคซึ่งสามารถช่วยในการ สื่อสาร
และสร้างความเข้าใจได้ทั้งในการเรียนการสอนและในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และในส่วนของผู้พิการ
ทางการมองเห็นจะใช้อักษรเบรลล์เป็นตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตาประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ ครูตา
บอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน ๑ ช่องประกอบด้วยจุด ๖ ตำแหน่ง ใช้ในระบบการเรียนการ
สอนสำหรับคนตาบอด ซึ่งเปน็ การรวมกลุ่มของจุดนนู เขียนลงบนกระดาษ โดยใช้ปลายนว้ิ มือสัมผัสในการอ่าน
ทั้งนี้ถึงจะมีภาษามือและอักษรเบรลล์ในการสื่อสารกับผู้พิการแต่ในการสื่อสารก็ยังพบปัญหาและอุปสรรค
ต่างๆทีท่ ำให้สือ่ สารกับผพู้ กิ ารยากข้นึ

๔๒

บรรณานกุ รม

กรรณกิ าร์ แขง็ การเขตร, (๒๕๕๔). ความเป็นมาของภาษาไทย
เข้าถงึ ไดจ้ าก http://kannikakangkankhad.blogspot.com/2011/07/blog-post_30.html

กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์ , (๒๕๖๕)
เขา้ ถงึ ได้จาก https://healthserv.net/

กลมุ่ งานสุขศกึ ษา , (๒๕๖๔) เขา้ ถึงได้จาก https://www.brh.go.th/index.php/
การส่อื สารที่ใช้ถ้อยคา หรอื การสือ่ สารเชงิ วจั นะ,(๒๕๕๓)

เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://human.tru.ac.th/elearning/thai_for_com/lesson1/content21.htm
ไกรสิทธ จามรจันทร์สาขา,(๒๕๕๓) สือ่ และช่องทางส่งสาร

เขา้ ถงึ ได้จากhttps://reg2.crru.ac.th/reg/files/
ข่าวสารคนพกิ าร,(๒๕๕๕)เขา้ ถึงไดจ้ าก

http://sarakham.nfe.go.th/pikarn/?name=knowledge1&file=readknowledge&id=34
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรงุ เทพธนบุรี, (๒๕๖๓) เข้าถงึ ได้จาก

https://bkkthon.ac.th/home/user_files/post/post-1671/files/KM63.pdf
คลนิ ิกกายภาพบำบัดเฟริ ส์ ฟสิ โิ อ , (๒๕๕๘) เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.firstphysioclinics.com/
ความพิการ ๙ ประเภท,(๒๕๖๕) เข้าถงึ ได้จาก http://wheelsharee.com/
ค ว า ม พ ิ ก า ร ค ว า ม ห ม า ย แ ล ะ ป ร ะ เ ภ ท เ พ ื ่ อ ก า ร ข อ รั บ ส ิ ท ธ ิ , ( ๒ ๕ ๕ ๘ ) เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก
https://www.firstphysioclinics.com/article/
ความสำคญั ของการสือ่ สาร,(๒๕๔๒) เขา้ ถึงไดจ้ าก

https://ge.kbu.ac.th/media_learning/doc/main_media_learning/GE125/01.pdf
คนั ธา กรองแกว้ ,(๒๕๕๓) ผรู้ บั สาร เขา้ ถึงไดจ้ าก https://reg2.crru.ac.th/reg/files/
งานบรกิ ารนักศกึ ษาพิการ,(๒๕๖๕) เข้าถึงได้จาก https://oes.stou.ac.th/dss/knowledge/
จงชยั เจนหัตถการกจิ , (๒๕๕๑). ลกั ษณะภาษาไทย เขา้ ถงึ ได้จาก

http://luksanapasathai.blogspot.com/?m=0
ชลธชิ า ชดิ ปรางค์,(๒๕๕๔) ผู้สง่ สารเขา้ ถึงได้จาก https://docs.google.com/document/preview
ชลธชิ า สดุ มขุ , (๒๕๕๖). ลักษณะของภาษาไทย เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://legacy.orst.go.th/?knowledges
ชญั ญานชุ มูลธาธรรม,(๒๕๕๖). ความสำคัญ เข้าถงึ ไดจ้ าก https://chanyanuch.wordpress.com/
ชินวฒั น์ หนูศรีคง, (๒๕๕๕) เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.gotoknow.org/posts/385306
โชษิตา ภาวสุทธไิ พศิฐ, (๒๕๕๘): เข้าถงึ ไดจ้ าก https://kb.hsri.or.th/dspace/bitstream/handle/
นราพรรณ ใจทน, (๒๕๕๔). ความเป็นมาของภาษาไทย เข้าถงึ ได้จาก

https://www.gotoknow.org/posts/452510

๔๓

นริศรา สายสงวนสตั ย์,( ๒๕๕๖ ) เข้าถึงไดจ้ าก
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4525?locale-attribute=th

นนั ทพงศ์ ตง้ั ตรงใจสกุล, (๒๕๖๕) เขา้ ถึงได้จาก https://urbancreature.co/city-for-the-deaf/
นชุ สรา กันฟกั , ( ๒๕๖๓ ) เขา้ ถึงไดจ้ าก

https://so02.tci-
thaijo.org/index.php/BECJournal/article/download/240643/167992/885957
เบญจวรรณ สุขวัฒน์, (๒๕๕๓) สาร เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://reg2.crru.ac.th/reg/files/
ประกาย นาด,ี (๒๕๖๒). การสอ่ื สารขอ้ มูล เข้าถึงไดจ้ าก https://www.scimath.org/lesson
ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย, ( ๒๕๕๕ ) เขา้ ถึงไดจ้ าก

https://healthserv.net/
ปัญหาของผบู้ กพรอ่ งทางการได้ยนิ ในการใช้ชีวติ รว่ มกับคนปกต,ิ ( ๒๕๖๓ ) เขา้ ถึงได้จาก

https://medium.com/look-n-say/
เปลื้อง ณ นคร ( ๒๕๑๕:๔ )เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://ge.kbu.ac.th/media_learning/doc/main_media_learning/GE125/01.pdf
พชร บวั เพียร,(๒๕๓๗:๓๗) เขา้ ถึงไดจ้ ากhttp://lms.mju.ac.th/courses/631/locker/content/
พพิ ัฒน์ ทพั เจริญ, (๒๕๖๒). ประวตั ภิ าษาไทยและอกั ษรไทย เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://phasathaikruphiphat.school.blog/
พมิ พิไล จนั ทมิ าลย,์ (๒๕๕๕). ภาษาท่ีใชใ้ นการสอ่ื สาร เขา้ ถงึ ไดจ้ าก

https://sites.google.com/site/pimpilai
พมิ ล มองจนั ทร,์ (๒๕๕๒). ความหมายของภาษาไทย เข้าถึงได้จาก

https://www.gotoknow.org/user/mikau101/profile
พทุ ธมิ า พทุ ธนกุ ูล, (๒๕๖๓). ลักษณะของภาษาไทย เข้าถึงได้จาก

http://khanputput.blogspot.com/2020/09/blog-post.html
ภิญโญ พานิชพันธ,์ พณิ ทิพ รน่ื วงษา,(๒๕๔๗) เขา้ ถึงได้จาก

http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/computer/teamwork.htm
ภาษามือใช้กบั คนพกิ ารอย่างไรให้เขาเขา้ ใจในสิ่งทเ่ี ราอยากสอื่ อกไป, (๒๕๖๐) เขา้ ถึงได้จาก

https://www.protectionandadvocacy.com/
ราตรี พัฒนรงั สรรค์, (๒๕๔๒:๑๖๕). ความหมายของการสือ่ สาร เข้าถงึ ได้จาก

https://ge.kbu.ac.th/media_learning/doc/main_media_learning/GE125/01.pdf
ล่ามภาษามอื -นกั แปลของโลกแหง่ ความเงียบ,(๒๕๖๒) เขา้ ถงึ ไดจ้ าก

https://www.thai-translating.com/th/

๔๔

วิรัช สงวนวงศว์ าน, (๒๕๔๗:๑๑๕). ความรเู้ กีย่ วกบั การส่ือสาร | การสอื่ สารเพ่ือการพฒั นาท้องถ่ิน
เขา้ ถึงไดจ้ าก http://elearning.psru.ac.th/courses/153/lesson1finish.pdf

ศรัญญา ทบั ทมิ เจือ, รนิ ทรด์ า แกน่ ปัดชา,(๒๕๔๓) ผู้สง่ สารเขา้ ถึงได้จาก
https://sites.google.com/site/karsuxsarkhxmu2582016/ ศิริชัย ทรัพย์ศิริ, (๒๕๕๓) เข้าถึงได้

จาก http://www.apdi2002.com/index.php
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมือง จงั หวดั มหาสารคาม,(๒๕๖๕) เข้าถึงได้

จาก http://sarakham.nfe.go.th/pikarn/?name=knowledge1&file=readknowledge&id=3
ศนู ยบ์ รกิ ารคนพกิ าร,(๒๕๖๐) เข้าถงึ ได้จาก

https://cfbt.or.th/dsc/index.php/article/14-living-and-talking-to-the-blind

สถาบันวจิ ัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), ( ๒๕๖๐ ) เข้าถงึ ได้จาก
https://www.slri.or.th/th/beamline/bl13w.html?

สมหวัง อนิ ทรไ์ ชย,(๒๕๕๓) ผู้ส่งสาร เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://reg2.crru.ac.th/reg/files/20150928032030_1f93dc44b702fa66f529bf0b01f5c063.pdf
สมาคมคนพิการทางการเคลอื่ นไหวสากล ,(๒๕๕๓) เข้าถงึ ได้จาก http://www.apdi2002.com/
สายทพิ ย์ ป่นิ เจริญ, (๒๕๕๘) เขา้ ถงึ ได้จาก

http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2015/TU_2015_5705032224_4016_2971.pdf
สำนกั ขา่ วอิศรา (๒๕๖๔)เข้าถึงไดจ้ าก

https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/104230-isranews-news-deaf.html
สำนักงานมูลนธิ ิ สาขาจังหวัดสงขลา ,(๒๕๖๐) อกั ษรเบรลล์ เข้าไดจ้ าก

https://cfbt.or.th/sk/index.php/article/12-readbraille
สิริทพิ พา ววิ รรรศิริ(๒๕๔๓)อวจั นภาษา เข้าถงึ จาก https://sites.google.com/site/11sirithippa/home
สิริยากร สายศร,ี (๒๕๕๔) เขา้ ถงึ ได้จาก https://sites.google.com/site/masbay9470/bth-thi-2
สุริยัน, (๒๕๖๔) เข้าถงึ ได้จาก http://www.blindliving.keangun.com/blog/230
เสรีเทา่ เทียมเทา่ ทนั การสอ่ื สารของคนพกิ ารในยคุ ดิจิตตอล, (๒๕๕๖) เขา้ ถึงได้จาก

https://th.wukihow.com/wiki/Communicate-With-a-Deaf-and-Blind-Person
หนงึ่ ฤทัย จนั ทรเ์ ครือยม้ิ , (๒๕๕๔). ความหมายของภาษา | ภาษากับการส่ือสารของมนุษย์

เขา้ ถงึ ได้จาก https://nungruatai11.wordpress.com/
หยุดเรยี กคนหูหนวกด้วยคำว่าใบ้ และเขา้ ใจพวกเราใหม้ ากข้ึน, (๒๕๖๔) เข้าถงึ ได้จาก

https://thisable.me/content/2021/02/686


Click to View FlipBook Version