๕๓
การแสดง การเต้นรองเง็งของไทยมุสลิมจะเริ่มตั้งแต่แยกแถว เป็นฝ่ายผู้ชาย และ
ฝา่ ยผู้หญิง ยืนห่างกนั พอสมควร เมอ่ื ดนตรเี ร่ิมบรรเลงขึ้น ผ้แู สดงจะเริ่มใชล้ ีลาของมอื และ
เท้าส่วนลำตัวเคล่ือนไหวไปข้างหน้าหลัง ให้เข้ากับดนตรี ลักษณะการเต้นแต่ละเพลงลีลา
ไม่เหมือนกัน เพลงหน่ึงก็เต้นไปแบบหน่ึงความสวยงามจะอยู่ที่การใช้เท้าเต้นให้เข้ากับ
จังหวะ
ดนตรี ประกอบด้วยรำมะนา ๑-๒ ลูก ฆ้อง ๑ ลูก และไวโอลิน ปัจจุบันยังเพ่ิม
กีตาร์ โดยให้เหตผุ ลว่าเพ่ือต้องการใหจ้ งั หวะชัดเจนและไพเราะมากข้นึ
การแสดงพื้นเมอื งภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชนชาวพ้ืนบ้าน
ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่ม
อีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวซึ่งมักเรียกการละเล่นว่า “เซ้ิง ฟ้อน และหมอลำ” เช่น
เซ้ิงบ้ังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้อนภูไท ลำกลอนเกี้ยว ลำเต้ย ซ่ึงใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบ
ได้แก่ แคน พิณ ซอ กลองยาวอีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ ภายหลังเพ่ิมเติมโปงลางและ
โหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับอิทธิพลไทยเขมร มีการละเล่นท่ีเรียกว่า เรือม
หรือเร็อม เช่น เรือมลูดอันเร หรือ รำกระทบสาก เรือมกระโน๊บติงตอง/ลำตัด หรือเพลงอีแซว
แบบภาคกลาง วงดนตรีที่ใช้บรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต้ มีเครื่องดนตรีก็คือ ซอด้วง
ซอตรวั เอก กลองกนั ตรึม พณิ ระนาดเอกไม้ ปีส่ ไล กลองรำมะนา และเคร่ืองประกอบจงั หวะ
ตัวอยา่ งการแสดงพ้นื เมอื งภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื “เซง้ิ โปงลาง”
ประวัติความเป็นมา โปงลางเป็นดนตรีพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบดว้ ยแคน พิณ โหวด โปง เคร่อื งประกอบจังหวะมีฉง่ิ ฉาบ กรับ กลอง เกราะ
คำว่า “โปง” ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก ติ๊ดเต่ิง หรือ กระเลิง หมายถึง
สง่ิ ที่มีลกั ษณะกลวงหรอื โป่งด้านในอันชว่ ยทำใหเ้ กดิ เสียงดัง อาจจะทำด้วยโลหะหรือไม้ก็ได้
ตามวัดเก่าแก่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะมีกลองแล้ว ยังมีโปงขนาดใหญ่
ซ่ึงหล่อด้วยสำริดหรือทำด้วยไม้ท่อนใหญ่ขุดเจาะให้กลวง แขวนไว้สำหรับใช้กระทุ้งตี
เพอื่ ใหเ้ กดิ เสียงดงั
เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ (ศ 13101) ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
๕๔
คำว่า “ลาง” หมายถงึ ลางดี หรือลางร้าย เป็นลางบอกเหตุ เมอื่ ใชค้ ำวา่ โปง และลางมาผสมกัน
แปลว่า สัญญาณบอกเหตุ ท่ีเป็นเสียงก้องกังวานไปให้คนท้ังหมู่บ้านได้ยิน เป็นสัญญาณบอก
หรอื เตอื นใหผ้ ู้ประกอบอาชีพการงานตา่ งๆ ทราบเวลา ตลอดจนได้ยินไปถึงผูท้ ่กี ำลงั หลงทางอยู่
กลางปา่ ให้กำหนดทิศทางเขา้ ส่หู มบู่ ้านคน
ในสมัยโบราณชาวบ้านจะไปค้าขายทางไกลต่างถิ่นต่างแดน เขามักจะจัดเป็น
กองคาราวาน เช่น ขบวนวัว และขบวนเกวียน สำหรับบรรทุกสนิ ค้าพ้ืนเมืองนานาชนิด ขบวนตา่ งๆ
เหล่านี้จะใช้โปงลางเป็นสัญญาณคุมทัพป้องกันวัวต่ืน แตกขบวน หรือหลงทาง จึงใช้เสียง
โปงลางกลบเสยี งแปลกๆ อันจะเปน็ เหตุใหว้ วั ต่ืน พอตกกลางคืนขบวนเกวยี นตา่ งจะหยุดพักผอ่ น
สุมไฟกองโตให้นายฮ้อย (ผู้คมุ ขบวน) เขย่าโปงลางเป็นเสียงตา่ งๆ ให้ฟงั โดยใช้โปงลางต้นขบวน
เป็นเสียงใหญ่ และโปงลางท้ายขบวนเป็นเสียงเล็ก แล้วทำให้เกิดเสียงสลับประสานกัน
เสยี งระยะใกล้ ระยะไกล เสียงอยู่กลางทุ่ง เสยี งอยู่กลางป่าโปรง่ กลางดงทึบ กอ็ าจได้ยินตา่ งกัน
พวกนายฮ้อยเมอ่ื เดินทางมาไกลๆ ก็ย่อมคิดถึงบ้าน เกดิ จินตนาการแปลกๆ เพราะเสียงโปงลาง
ท่ีก้องกังวานไพรจำเจอยู่ทุกเมื่อเช่ือวัน ย่อมทำให้เกิดแรงบันดาลใจเป็นทำนองเพลงข้ึนได้
นอกจากนเ้ี พลงดนตรีโปงลางยังเกดิ จากเดก็ ๆ ท่ีตอ้ นววั ต้อนควายไปเลี้ยงกลางทุง่ บนเขา และมี
โปงลางติดตวั ไปคนละทอ่ น เพือ่ ตเี ปน็ สญั ญาณบอกเพือ่ นฝูง หรือไลส่ ัตวร์ ้ายท่ีจะมาทำอนั ตราย
วัว – ควาย เวลากลางวันเด็กเล้ียงวัวเกิดเหงา จึงเอาเถาวัลย์มาร้อยโปงให้เป็นผืนเดียวกัน
แขวนไว้กับต้นไม้แล้วตีเป็นเพลง เพราะฉะน้ันทำนองเพลงโปงลางจึงออกไปทางชมป่าเขา
ชมท้องทุ่ง
ผู้แสดง เซ้ิงโปงลางเป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดงชาย – หญิง ท่ารำประดิษฐ์
ขน้ึ โดยเลยี นแบบจากกิรยิ าท่าทางท่เี ป็นธรรมชาติของชาย – หญงิ หลังจากเสรจ็ สิ้นภารกิจ
จากการทำงานแล้ว กจ็ ะมาร่ายรำเก้ียวพาราสีกนั ความสวยงามของการรำอยทู่ ่ีกระบวนท่า
ท่ีมีลักษณะของการหยอกล้อระหว่างผู้แสดงฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง ด้วยท่าทางที่เป็น
ธรรมชาติ อาทิ ทา่ ดดี น้วิ ทา่ ตบมือ ท่ากวักมอื เป็นตน้ ซ่ึงท่ารำจะสอดคล้องกบั ท่วงทำนองเพลง
ท่ีมีทั้งช้า และเร็ว โดยมีโปงลางเป็นเครื่องดนตรีหลักในการดำเนินทำนอง นอกจากนี้
ยงั มกี ารแปลแถวในลกั ษณะต่างๆ ท่ีมคี วามแตกต่างไปจากเซ้ิงชุดอ่ืนๆ
การรำแบ่งเป็นข้ันตอนต่างๆ ได้ ดงั น้ี
ขัน้ ตอนที่ ๑ รำออกมาตามทำนองเพลง
ข้นั ตอนท่ี ๒ ทำท่ารำตามกระบวนท่า
ขน้ั ตอนท่ี ๓ รำเข้าเวทีตามทำนองเพลง
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ วิชานาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3
๕๕
การแตง่ กาย เครื่องแตง่ กายของเซง้ิ โปงลาง ประกอบดว้ ย
ผู้ชาย
๑. เสอื้ ม่อฮอ่ ม
๒. กางเกงมอ่ ฮอ่ มยาวคลุมเขา่
๓. ผา้ ขาวม้าคาดเอว และโพกศีรษะ
ผ้หู ญิง
๑. เส้อื คอตั้ง แขนกระบอกผ่าหน้า
๒. กระโปรงส้ันคลมุ เข่า จบั จบี กระทบเข้าหากนั ทางด้านข้าง
๓. สไบพาดบ่า ปล่อยชายไวข้ ้างสะโพกขวา
๔. เครื่องประดับ ประกอบดว้ ยสร้อยคอ ต่างหู กำไลข้อมือ ขอ้ เทา้
๕. ศรี ษะเกลา้ ผมมวยกลางศรี ษะ ติดดอกไม้
หมายเหตุ ปรบั เปลี่ยนไดต้ ามความเหมาะสม แตย่ งั คงเอกลกั ษณ์ประจำบ้าน
ภาพที่ ๑.30 เซ้ิงโปงลาง
ทม่ี า : http://www.finearts.go.th/
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ วชิ านาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3
๕๖
ดนตรี ใช้วงดนตรีพื้นเมืองอีสาน ประกอบด้วย โปงลาง แคน พิณ พิณเบส กลอง
ยาวอสี าน ฉาบใหญ่ ฉาบเล็ก กรับ เพลงทใี่ ชป้ ระกอบการแสดง ไดแ้ ก่ เพลงเซิ้งโปงลาง
สถานท่ีแสดง แสดงได้ทกุ สถานท่ีไม่จำกัดเวที
โอกาสทแ่ี สดง ใช้แสดงไดใ้ นโอกาสทวั่ ไป
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ วิชานาฏศิลป์ (ศ 13101) ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 3
๕๗
บทสรุปประเภทของการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย
โขน เป็นนาฏกรรมชั้นสูง ท่ีมีการแสดงลีลาท่าทางต่าง ๆ ด้วยการรำ เต้นไปตามบท
พากยเ์ จรจาของผู้พากย์และผู้เจรจาและตามทำนองเพลง ผู้แสดงจะสวมหัวโขน
กำเนิดของโขนมีผสู้ ันนิษฐานดงั น้ี
1. โขนเกิดจากการเล่นชกั นาคดึกดำบรรพ์ โดยนำวิธีแสดงจากการแบง่ ฝ่ายเทวดา
และฝ่ายอสรู
2. โขนเกิดจากการแสดงหนังใหญ่ เป็นมหรสพของไทยโบราณมีการพากย์ เจรจา
การขับรอ้ ง การเตน้ และรำ ทำทา่ ตามบทพากย์
3. โขนเกดิ จากการเล่นกระบ่ีกระบอง โดยนำศลิ ปะการตอ่ ส้มู าประดษิ ฐก์ ับท่าเตน้
การแต่งกาย จะแบ่งออกเป็นฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง ฝ่ายพระ ฝ่ายนาง แต่ละฝ่าย
แต่งกายยืนเคร่ือง ความงามจะลกหล่ันตามฐานะของตัวละคร ตัวละครสำคัญแต่งกาย
คล้ายคลงึ กัน จะต่างกนั ท่สี ขี องเครื่องแตง่ กายและลักษณะของหวั โขน
โขนแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. โขนกลางแปลง เป็นการแสดงบนพื้นดนิ ไมม่ ีเวที นิยมแสดงตอนยกทัพ
2. โขนนั่งราว เปน็ การแสดงบนโรง ซ่ึงมรี าวพาดไวต้ ามความยาวของโรง
3. โขนหน้าจอ เป็นการแสดงบนเวทีกลางแจ้งหนังใหญ่
4. โขนโรงใน เปน็ การแสดงโขนทผ่ี สมผสานกับละครใน
5. โขนฉาก เป็นการแสดงโขนท่ีมีการสร้างฉากประกอบ
ละคร หมายถึง การแสดงท่ีผูกเร่ืองเป็นตอน ๆ ตามลำดับ ประกอบไปด้วยดนตรี
และบทร้องตามโอกาส ละครสะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม
ของชาติ คา่ นยิ ม สภาพความเป็นอยนู่ น้ั ๆ
ประเภทของละครไทย
1. ละครรำ
1.1 ละครรำแบบดั้งเดิม ไดแ้ ก่ ละครชาตรี ละครนอก ละครใน
1.2 ละครรำแบบปรับปรุง ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา
2. ละครรำทพี่ ัฒนาการขน้ึ ใหม่
2.1 ละครรอ้ ง ใช้การรอ้ งเป็นหลกั ในการดำเนนิ เร่อื งและบอกกิริยาอาการ
2.2 ละครพูด ใชใ้ นการพดู ดำเนนิ เรอ่ื งแสดงทา่ ทางประกอบคำพูดอย่างสามัญ
2.3 ละครสงั คตี ดำเนินเรอื่ งด้วยบทพูดและบทรอ้ ง
เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลมุ่ สาระการเรียนร้ศู ลิ ปะ วชิ านาฏศิลป์ (ศ 13101) ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 3
๕๘
ระบำ หมายถึง การรำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเน้นความพร้อมเพรียงในการแสดง
เปน็ หลัก ใชด้ นตรปี ระกอบการร่ายรำ จะมเี นื้อร้องหรือไมม่ เี นอ้ื รอ้ ง
1. ระบำที่เป็นแบบแผนดง้ั เดิม
ระบำท่ีเป็นแบบแผนดั้งเดิมหรือระบำมาตรฐาน คือ ระบำท่ีประกอบด้วย
ท่ารำ บทร้องและเพลงหน้าพาทย์ตามแบบนาฏศิลป์ เป็นระบำที่มีมาแต่โบราณใช้เป็น
มาตรฐานในการฝกึ หัดและการแสดง การแตง่ กายของระบำมาตรฐานส่วนใหญ่จะแตง่ กาย
แบบยืนเคร่อื ง
2. ระบำทปี่ ระดิษฐข์ นึ้ ใหม่
2.1 ระบำที่ประดิษฐ์ข้ึนจากระบำท่ีเป็นแบบแผน โดยอาศัยรูปแบบการแสดง
ลีลาท่ารำ ทำนองดนตรี และเครื่องแต่งกายตามลักษณะเดิม เช่น ระบำกินรีร่อน
ระบำกริชหมู่ เป็นตน้
2.2 ระบำที่ประดิษฐ์ข้ึนจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในภาคต่าง ๆ
เช่น ระบำเก็บใบชาของภาคเหนือ ระบำร่อนแร่ของภาคใต้ ระบำชาวนาของภาคกลาง
ระบำกะลาของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
2.3 ระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นจากการเลียนแบบท่าทางของสัตว์ เช่น ระบำไก่ ระบำนก
ระบำปลา ระบำเงือก ระบำครฑุ เป็นตน้
2.4 ระบำที่ประดิษฐ์ข้ึนเพื่อใช้ในโอกาสพิเศษท้ังรัฐพิธี และราษฎร์พิธี เช่น
ระบำอาเซียน ระบำจนี -ไทยไมตรี ระบำลาว-ไทยปณิธาน ระบำพมา่ -ไทยอธิษฐาน เปน็ ตน้
2.5 ระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพ่ือสอดแทรกในการแสดงโขน ละคร บางตอนให้เกิด
ความสนุกสนานเพลดิ เพลินและสวยงาม เช่น ระบำดอกบวั ระบำนพรตั น์ เป็นตน้
2.6 ระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นจากโบราณสถาน เพื่อแสดงยุคสมัยที่มีมาแต่โบราณ
เชน่ ระบำโบราณคดี เปน็ ต้น
รำ หมายถึง การแสดงที่ม่งุ ความงามของการรา่ ยรำ การรำนี้มีเน้ือร้องหรอื ไม่มกี ็ได้
จดุ มุ่งหมายเป็นการแสดงฝีมือในการรา่ ยรำ
1. รำเดี่ยว คือ การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว ได้แก่ รำฉุยฉายพราหมณ์
รำพลายชมุ พล เป็นต้น
2. รำคู่ คือ การรำทใี่ ช้ผแู้ สดง 2 คน ลักษณะการรำคู่มี 2 ประเภท
2.1 รำคู่เชิงศิลปะการต่อสู้ คือ การรำเชิงศิลปะการต่อสู้ที่หวาดเสียว เช่น
รำกระบกี่ ระบอง รำดาบ รำทวน รำกริช เป็นต้น
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ วชิ านาฏศิลป์ (ศ 13101) ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3
๕๙
2.2 รำคู่ชุดสวยงาม คือ การรำที่มุ่งเน้นลีลาร่ายรำ เช่น รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย
รำพระลอตามไก่ รำพระรามตามกวาง
3. รำหมู่ คือ การรำที่ใช้ผู้แสดงต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป เช่น รำโคม รำพัด รำสีนวล
เปน็ ตน้
ฟ้อน หมายถึง การแสดงที่เน้นความสวยงาม ลีล่าท่ารำอ่อนช้อยงดงามใช้กับ
การแสดงทางภาคเหนอื เป็นหลัก
การแสดงพื้นเมือง หมายถึง การแสดงศิลปะท้องถิ่นของชาวบ้านที่มีรูปแบบ
การแสดงง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนเน้นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น ท่ารำ ลีลา และดนตรี
สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของท้องถ่ินนั้น ๆ ตามขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม
ที่ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษที่ได้คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้น จากพื้นฐาน
ของชาวบ้านตามสภาพความเปน็ อยู่
ประเภทของการแสดงพื้นเมือง แบ่งตามเขตพื้นท่ีภูมิภาค แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
ไดแ้ ก่
1. การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ จะมีลีลาท่ารำอ่อนช้อยแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต
ที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบต่อกันมา มีการแสดงวัฒนธรรมด้านอาชีพ
และศิลปะการปอ้ งกันตัว
2. การแสดงพ้ืนเมืองภาคกลาง มีการแสดงที่เป็นการละเล่นพื้นเมืองตามทุ่งท้องนา
และมดี นตรเี ปน็ เอกลกั ษณส์ ำคัญของภาคกลางหลายประเภทท้ังดีด สี ตี เปา่
3. การแสดงพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นของตนเอง
แสดงเอกลกั ษณเ์ ฉพาะทอ้ งถิน่ ทว่ งท่าจริงจัง รวดเร็วแตอ่ อ่ นช้อยแฝงไวด้ ว้ ยความสนุกสนาน
4. การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต้ มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง การแสดงมีลีลาท่ารำ
ที่เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นจึงมีท่วงทา่ ที่จรงิ จงั แข็งกร้าวแต่กย็ งั มคี วามอ่อนชอ้ ย
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ วิชานาฏศิลป์ (ศ 13101) ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3
๖๐
แบบทดสอบหลงั เรยี นบทที่ ๑
กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ วิชานาฏศลิ ป์ (ศ 13101)
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓
เรอื่ ง ประวตั ทิ มี่ าและประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย
คำชแ้ี จง
แบบทดสอบนม้ี ีจำนวน 1๐ ขอ้ คะแนนเต็ม 1๐ คะแนน เวลา 1๐ นาที
ให้นักเรียนเขียนเคร่ืองหมาย X ทับตัวอักษรหน้าคำตอบท่ีถูกต้อง
ลงในกระดาษคำตอบ
1. การแสดงโขนทไ่ี ม่มีการสร้างโรง แสดงกบั พน้ื ดินกลางสนาม คือข้อใด
ก. โขนหนา้ จอ
ข. โขนโรงใน
ค. โขนกลางแปลง
2. การแสดงพืน้ เมืองของภาคเหนอื คือขอ้ ใด
ก. รำโทน
ข. ฟ้อนเลบ็
ค. ฟ้อนภไู ท
3. การร่ายรำที่ปรับปรงุ ดดั แปลงมาเป็นภาษานาฏศิลป์ได้มาจากเรือ่ งใด
ก. ความเช่ือและพิธีกรรม
ข. การเลยี นแบบธรรมชาติ
ค. การสะทอ้ นสภาพสงั คมไทย
4. ขอ้ ใดคอื ความหมายของคำวา่ “นาฏศลิ ป”์ ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.2542
ก. การรอ้ งเล่นเตน้ รำ
ข. ศิลปะในการฟอ้ นรำ
ค. ศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นร้ศู ิลปะ วชิ านาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
๖๑
5. รำ และ ระบำ มลี กั ษณะตา่ งกนั อยา่ งไร
ก. เพลงที่นำแสดง
ข. จำนวนของผ้แู สดง
ค. เวลาในการแสดง
6. นาฏศลิ ปไ์ ทยและการละครได้รับอิทธพิ ลมาจากประเทศใด
ก. อนิ เดยี
ข. พม่า
ค. ลาว
7. โขนมีกำเนดิ มาจากการแสดงในขอ้ ใด
ก. รำวงมาตรฐาน
ข. การแสดงพน้ื เมอื ง
ค. การแสดงหนังใหญ่
8. ละครทท่ี ำเป็นเรอ่ื งราวเรว็ ตลกขบขันไมพ่ ถิ ีพถิ ัน คอื ละครประเภทใด
ก. ละครนอก
ข. ละครใน
ค. ละครชาตรี
9. ขอ้ ใดสะทอ้ นถึงความเปน็ เอกลกั ษณป์ ระจำชาติ
ก. ฝา้ ยเลา่ นทิ านประกอบทา่ ทาง
ข. นชุ ถา่ ยทอดความรสู้ ึกต่าง ๆ ผา่ นการแสดงละคร
ค. สาวออกแบบเครอื่ งแต่งกายประกอบการแสดงเพลงพระราชนพิ นธ์
10. วรรณคดเี ร่อื งใดที่มีอิทธิพลตอ่ การแสดงโนรา
ก. อิเหนา
ข. รามเกียรติ์
ค. พระสธุ นมโนราห์
เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ วชิ านาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3
๖๒
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นบทท่ี ๑
กลุ่มสาระการเรยี นรูศ้ ิลปะ วิชานาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓
เรือ่ ง ประวัตทิ ี่มาและประเภทของนาฏศลิ ป์ไทย
ขอ้ ที่ คำตอบทถ่ี กู ตอ้ ง
1ค
2ข
3ข
4ค
5ข
6ก
7ค
8ก
9ข
10 ค
เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ วิชานาฏศลิ ป์ (ศ 13101) ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3