The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prae2062, 2021-09-29 04:17:17

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

การแจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 137 และมาตรา 172

นำ เ ส น อ สู่ นำ เ ส น อ โ ด ย

อาจารย์วีณา สุวรรณโณ นางสาวแพรธิดา บัวเนตร
รหัสนิสิต 631081215

คำนำ

INTRODUCTION

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบ
การเรียนการสอนในรายวิชาอาญา 2 ซึ่งภายในหนังสือเล่มนี้
ประกอบด้วย

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบความผิด

อายุความ

ตัวอย่าง

คำพิพากษาศาลฎีกา

บทสรุป

ความผิดสำเร็จ

และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
631081215 แพรธิดา บัวเนตร
ผู้จัดทำ

สารบัญ

4 หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดมาตรา 137
12 อายุความ
13 ตัวอย่าง
14 คำพิพากษาศาลฎีกา
17 สรุปมาตรา 137
19 หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดมาตรา 172
24 คำพิพากษาศาลฎีกา
27 สรุป
28 ความผิดสำเร็จ

ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ห รื อ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ
ข อ ง ค ว า ม ผิ ด

มาตรา 137 บัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
ซึ่งอาจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหก
เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดของ มาตรา 137 มีดังนี้ คือ
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
แก่เจ้าพนักงาน
ซึ่งอาจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
โดยเจตนา

แ จ้ ง ข้ อ ค ว า ม อั น เ ป็ น เ ท็ จ

แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หมายความว่า การนำข้อเท็จจริงแจ้งแก่
เจ้าพนักงาน ซึ่งการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 137 นี้อาจจะ
กระทำโดยผู้แจ้งไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานเอง หรือโดยตอบคำถามของเจ้า
พนักงานก็ได้ โดยการแจ้งความเท็จ เป็นการทำให้เจ้าพนักงานรับทราบ
ข้อความ ส่วนเมื่อรับทราบข้อความแล้วจะเชื่อหรือไม่นั้นไม่สำคัญ
ถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จสำเร็จแล้ว ซึ่งความเท็จนั้น ให้ถือตามความ
รู้สึกของผู้แจ้งเป็นสำคัญว่า ตัวเองรู้หรือไม่ว่าเป็นการแจ้งความเท็จ

แ จ้ ง ข้ อ ค ว า ม อั น เ ป็ น เ ท็ จ

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรานี้ อาจกระทำได้ 3 วิธี ดังนี
กระทำด้วยวาจา
กระทำด้วยลายลักษณ์อักษร
กระทำด้วยการแสดงกิริยาท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งจะเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพื่อให้เจ้าพนักงานได้ทราบ
ข้อความ โดยที่ข้อความที่แจ้งนั้นจะต้องเป็นความเท็จ ถ้าข้อความที่แจ้ง
นั้นไม่เป็นความเท็จแล้ว ผู้แจ้งก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 137 นี้ และการ
ที่เจ้าพนักงานสอบถามแล้วจำเลยไม่รับหรือปฏิเสธนั้น ก็มิใช่การแจ้ง
ความเท็จตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

แ ก่ เ จ้ า พ นั ก ง า น

แก่เจ้าพนักงาน หมายถึง เจ้าพนักงานผู้รับแจ้งข้อความจะต้องเป็น
ผู้มีหน้าที่รับแจ้งข้อความนั้นและต้องกระทำการตามหน้าที่โดยชอบด้วย
กฎหมายจึงจะถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน ถ้าเป็นการแจ้งข้อความต่อเจ้า
พนักงานซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับแจ้งข้อความเช่นนั้น ผู้แจ้งก็ไม่มี
ความผิดตามมาตรา 137 นี้

ซึ่ ง อ า จ ะ ทำ ใ ห้ ผู้ อื่ น ห รื อ ป ร ะ ช า ช น เ สี ย ห า ย

ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย หมายถึง ถ้าข้อความนั้นไม่อาจทำให้
ผู้ใดได้รับความเสียหายก็ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งความเท็จ และมีข้อ
สังเกตว่าไม่ต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริงๆ คือแม้การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จนั้น
เพียงแต่อาจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ก็เป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อมีการแจ้ง และ
การแจ้งนั้นได้รู้ถึงเจ้าพนักงานแล้ว

การแจ้งข้อความอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 ต้องเป็นข้อความ
เท็จซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหายด้วย เช่น นำที่ดินไปขายแล้ว กลับไป
แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หายไป
เพื่อขอออกใบแทน ทำให้เจ้าของที่ดินเสียหาย

โดยเจตนา

โดยเจตนา หมายถึง เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 คือผู้แจ้งจะ
ต้องรู้ว่าข้อความที่นำไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานนั้นเป็นเท็จ ถ้าหากไม่รู้ก็
ถือว่าไม่มีเจตนา ผู้แจ้งก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้

เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 แบ่งเป็น 2 ความหมาย คือ
เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง มุ่งหมายหรือประสงค์ต่อผล
โดยตรง ในความผิดต่อชีวิต และความผิดต่อร่างกาย ในการ
วินิจฉัยต้องใช้หลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาเป็นแนวทางในการ
พิจารณา

โดยเจตนา

โดยเจตนา หมายถึง เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 คือผู้แจ้งจะ
ต้องรู้ว่าข้อความที่นำไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานนั้นเป็นเท็จ ถ้าหากไม่รู้ก็
ถือว่าไม่มีเจตนา ผู้แจ้งก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้

เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 แบ่งเป็น 2 ความหมาย คือ
เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง มุ่งหมายหรือประสงค์ต่อผล
โดยตรง ในความผิดต่อชีวิต และความผิดต่อร่างกาย ในการ
วินิจฉัยต้องใช้หลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาเป็นแนวทางในการ
พิจารณา

โดยเจตนา

และการที่จะมีความผิดมาตรา 59 นั้น จะต้องมีการ กระทำที่ครบ
องค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติ กล่าวคือ

มีการกระทำ
การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดในเรื่องนั้นๆ
การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายในของความผิดในเรื่องนั้นๆ
ผลของการกระทำสัมพันธ์กับการกระทำตามหลักในเรื่องความ
สัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลองค์ประกอบของความผิด

อ า ยุ ค ว า ม

การแจ้งความเท็จนั้น มีอายุความในการดำเนินคดี ห้าปี นับแต่
วันแจ้งความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ประกอบมาตรา
137 มาตรา 95 ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายัง
ศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุ
ความตาม (4) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือน
ถึงหนึ่งปี

ตั ว อ ย่ า ง

ตำรวจจับกุมนายแดงในข้อหาว่าเป็นคนลาวอพยพหนีจากเขตควบคุม นาย
แดงให้การปฏิเสธพร้อมทั้งแสดงบัตรประชาชนให้ตำรวจดู ซึ่งข้อความที่ให้การเป็น
เท็จ ดังนี้ นายแดงมีความผิดต่อเจ้าพนักงานประการใดหรือไม่ เพราะเหตุใด

กรณีตามปัญหา การที่ตำรวจได้จับกุมนายแดงในข้อหาว่าเป็นคนลาวอพยพ
หนีจากเขตควบคุม นายแดงให้การปฏิเสธพร้อมทั้งแสดงบัตรประชาชนให้ตำรวจดู
ซึ่งข้อความที่ให้การเท็จ ดังนี้ นายแดงไม่มีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานแจ้งความ
เท็จตามมาตรา 137 เพราะเป็นการให้การในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งชอบที่จะแก้ตัวต่อสู้
คดีอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตนพ้นผิด จึงไม่ถือเป็นการแจ้งความ แม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็น
ความผิดตามมาตรานี้

สรุป นายแดงไม่มีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 137

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2141/2532 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงาน
ที่ดินขอรับมรดกที่ดินมีโฉนด แล้วจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำและยืนยันรับรองบัญชี
เครือญาติต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่สอบสวนที่ดินมรดกว่า ผู้ตายมีทายาทเพียง 4 คน
คือ จำเลยทั้งสี่ อันเป็นเท็จ ซึ่งความจริงจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดี อยู่แล้วว่าผู้ตาย
ยังมีบุตรสาวอีก 2 คน เป็นทายาทโดยธรรม เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอน
กรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ตาม คำขอของจำเลยทั้งสี่ทำให้กรมที่ดิน
และบุตรสาวอีก 2 คน ของผู้ตายเสียหาย จำเลยทั้งสี่ย่อมมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จในวันที่
กระทำความผิดนั้นเอง

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2550/2529 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์
ได้ความว่าการที่จำเลยไปแจ้งว่าชายคนที่ไปร้านของจำเลยคือโจทก์นั้นก็เป็นการแจ้ง
ไปตามคำบอกเล่าของเด็กที่อยู่ในร้านโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ปรากฏใน
คำฟ้องว่าเด็กในร้านมิได้บอกกับจำเลยเช่นนั้นอันจะทำให้เห็นว่าข้อที่จำเลยแจ้งนั้น
เป็นเท็จเมื่อฟังไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นเท็จแล้วการแจ้งความของจำเลยก็
ไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา137

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1329/2529 กรมที่ดินจ้าง ป.เป็นลูกจ้างชั่วคราว

และนายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้ง ป.ให้ปฏิบัติหน้าที่พิสูจน์สอบสวนการทำ

ประโยชน์ในที่ดิน ป.จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม

บทบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 จำเลยซื้อที่ดินซึ่งมีหนังสือรับรอง

การทำประโยชน์ (น.ส.3) อยู่แล้วจำเลยได้ไปขอให้ทางราชการออกหนังสือ

รับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศสำหรับที่ดินนั้นอีก

โดยแจ้งต่อป. เจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนว่าที่ดินดังกล่าวยังไม่เคยมีหนังสือ

รับรองการทำประโยชน์มาก่อน จนทางราชการออก น.ส.3 ก. ให้จำเลย แต่ใน

ที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งเพิกถอนเพราะเหตุจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังนี้

เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ส รุ ป

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น ผู้ใดแจ้งความอันเป็นเท็จแก่
เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหก
เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ผู้แจ้งข้อความอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ซึ่งการแจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จของนิติบุคคลกระทำโดยผ่านผู้แทนนิติบุคคล เช่น กรรมการผู้มี
อำนาจจัดการแทนของนิติบุคคล
การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จอาจทำโดยบอกกับเจ้าพนักงาน ตอบคำถามเจ้า
พนักงาน เช่นให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน การแจ้งโดยวิธีแสดงหลักฐาน เช่น
คนต่างด้าวไม่มีสิทธิที่จะขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้โดชอบด้วยกฎหมาย
การที่คนต่างด้าวอ้างและนำหลักฐานแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อขอมีบัตร
ประจำตัวประชาชน จึงเป็นการแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานเพราะหลงเชื่อคน
ต่างด้าวคนนั้นมีสัญชาติไทยก็ตาม ก็หาใช่เป็นข้ออ้างที่จะนำมาใช้เพื่อขอให้มี
การทำบัตรใหม่แทนบัตรเดิมที่หมดอายุ

ส รุ ป

ข้อความที่แจ้งต้องเป็นข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน หากเป็นเรื่องอนาคต
ไม่เป็นความเท็จ
การแจ้งข้อเท็จจริงนั้นต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง มิใช่การแสดง
ความคิดเห็น หรือการคาดคะเนถึงเหตุการณ์ในอนาคต
การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 137 นั้น จะ
ต้องเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่อง
ที่แจ้งความนั้น หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
หากเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการที่
แจ้งก็ไม่เป็นความผิด ฎ.2413/2521
ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ.137 นั้นจะต้องปรากฏว่าการแจ้งความเท็จ
นั้น อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลว่าต้องเกิดผล
เสียหายขึ้นก่อน จึงจะเป็นความผิด ฎ.1329/2529
การแจ้งความเท็จนั้นผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนากล่าวคือ ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าสิ่ง
ที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริงตามที่แจ้งเพราะหากแจ้งตามที่เข้าใจเช่นนี้ถือว่า
ผู้แจ้งไม่มีเจตนาแจ้งความเท็จ

ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ห รื อ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ
ข อ ง ค ว า ม ผิ ด

มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา
แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มี
อำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้ง
ปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดของ มาตรา 137 มีดังนี้ คือ
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
เกี่ยวกับความผิดอาญา
แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้
มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
โดยเจตนา

แ จ้ ง ข้ อ ค ว า ม อั น เ ป็ น เ ท็ จ

แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ อาจเดินไปแจ้งความเท็จ หรือโทรศัพท์ไปแจ้ง
ความเท็จ หรืออยู่ในที่เกิดเหตุแล้วเจ้าพนักงานเดินมาถาม จึงแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จ หรือมาพบพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน แล้วให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ

ส่วนข้อความอันเป็นเท็จ คือ ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย การ
ที่จำเลยแจ้งความตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถือว่าไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับ
ความผิดอาญา ส่วนการกระทำของโจทก์จะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลย
แจ้งหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ และการที่แจ้งข้อกล่าวหาคลาดเคลื่อนไป ไม่ถือว่า
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีการกระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจไปว่ามีการกระ
ทำผิด และจำเลยก็แจ้งความตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถือว่าไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จ

เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม ผิ ด อ า ญ า

เกี่ยวกับความผิดอาญา หมายถึง มีความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว แต่แจ้งให้
ผิดจากความเป็นจริงไป เช่น ไม่เห็นเหตุการณ์อันเป็นความผิดอาญาแต่ให้การว่า
เห็น จึงผิดฐานแจ้งความเท็จ โดยข้อความที่แจ้งนั้นจะต้องเกี่ยวกับความผิด อาญา
เช่น บิดารู้อยู่แล้วว่าบุตรชายขับรถชนผู้อื่นตาย แต่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า
ผู้อื่นเป็นผู้ขับ บิดาจึงผิดมาตรา ๑๗๒ เมื่อผิดมาตรา 172 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็
จะไม่ผิดมาตรา ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก และบิดายังมีความผิดฐานช่วยด้วยประการใดๆ
เพื่อมิให้บุตรต้องถูกจับกุมตามมาตรา 189

แ ก่ พ นั ก ง า น อั ย ก า ร ผู้ ว่ า ค ดี พ นั ก ง า น ส อ บ ส ว น
ห รื อ เ จ้ า พ นั ก ง า น ผู้ มี อำ น า จ สื บ ส ว น ค ดี อ า ญ า

แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มี
อำนาจสืบสวนคดีอาญา ในที่นี้ไม่รวมถึงศาล ด้วยเหตุนี้ การที่จำเลยยื่น
คำร้องคัดค้านต่อศาลโดยอ้างเหตุว่าไม่ควรให้ปล่อยชั่วคราวนั้น แม้เป็นความ
เท็จ ก็ไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 172 และ ไม่เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ
ตามมาตรา 175 เพราะจําเลยมิได้ฟ้องหาว่าโจทก์กระทำความผิด อาญาประการใด
(ฎีกาที่ 2453/2521)

โดยเจตนา

องค์ประกอบภายในคือ เจตนาธรรมดา ตามมาตรา 59 วรรคสอง โดย
ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ เช่น แจ้งความเท็จว่า ม. บุกรุกเข้าไปในห้องเช่าเพื่อให้ตำรวจ
จับ ม. ให้ออกจากห้องเช่า แม้ไม่มีเจตนาเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีอาญา เพียงแต่
ต้องการให้ออกไปจากห้อง แต่ก็เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิด
อาญาแล้ว

โดยเจตนาธรรมดานี้ รวมถึงรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
ตามมาตรา 59 วรรคสาม ถ้าแจ้งโดยรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นความเท็จ แม้สุดท้าย
แล้วเรื่องที่แจ้งนั้นจะเป็นความจริง ก็ต้องถือว่ามีเจตนาแจ้งความเท็จ ศาลฎีกา
วินิจฉัยว่า ความสำคัญของคดีแจ้งความเท็จอยู่ที่ว่าจำเลยเห็นเหตุการณ์การกระทำ
ผิดของผู้อื่นตามที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้อื่นกระทำผิด
หรือไม่ เพราะแม้ผู้อื่นกระทำผิดจริง แต่ถ้าจำเลยไม่เห็นการกระทำผิดแล้วบังอาจ
ให้การว่าเห็น ก็มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2453/2521 โจทก์ถูกควบคุมตัวในข้อหาจ้างผู้อื่นฆ่า
สามีจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยชั่วคราว การที่จำเลยยื่นคำร้อง
คัดค้านต่อศาลโดยอ้างเหตุว่าไม่ควรให้ปล่อยชั่วคราวนั้น ไม่เป็นความผิดฐานแจ้ง
ความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 เพราะศาลไม่ใช่เจ้าพนักงาน
ตามความในกฎหมายมาตราดังกล่าวและไม่เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 175 เพราะจำเลยมิได้ฟ้องหาว่าโจทก์กระทำความผิดอาญา
ประการใด

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาฎีกาที่ 4248/2561 ข้อเท็จจริงที่จำเลยมอบอำนาจให้ พ. ไปแจ้งความ
กล่าวหาโจทก์ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามลำดับเหตุการณ์ ไม่ปรากฏว่า พ. ได้กล่าว
อ้างข้อเท็จจริงใดที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่จำเลยมอบอำนาจให้ พ. ไปแจ้ง
ความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาร่วมยักยอกทรัพย์และทำให้เสีย
ทรัพย์ เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างไปตามความเข้าใจของตน อีกทั้งมีรายงานการประชุมของ
บริษัท ท. ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คที่ถูกยักยอกและถูกทำให้เสียหายในคดีนี้เป็นพยานสนับสนุน
ข้อความที่ พ. แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจึงตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนการกระทำตามที่จำเลยแจ้งจะเป็นความผิดหรือไม่ เป็น
เรื่องที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัย
ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใด ซึ่งไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะการแจ้งความย่อมหมายถึง
การแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมายแม้ต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงาน
อัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโจทก์ก็ตาม การกระทำของจำเลย ก็ไม่เป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 และมาตรา 173

คำ พิ พ า ก ษ า ศ า ล ฎี ก า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2526 ความสำคัญของคดีแจ้งความเท็จอยู่ที่ว่า
จำเลยเห็นเหตุการณ์การกระทำผิดของผู้อื่นตามที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่
ไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้อื่นกระทำผิดหรือไม่ เพราะแม้ผู้อื่นกระทำผิดจริง แต่ถ้าจำเลยไม่เห็นการก
ระทำผิดแล้วบังอาจให้การว่าเห็น ก็มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ การที่จำเลยให้การเท็จ
ว่าเห็นเหตุการณ์แล้วขอถอนคำให้การอ้างว่าที่ให้การไว้เพราะได้รับการเสื้ยมสอน
จำเลยก็ยังมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172, 174

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(2) ข้อความที่ว่าเป็นการกระทำในกรณีแห่ง
ข้อหา ว่าผู้อื่นกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปนั้น หมายถึง อัตรา
โทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ส รุ ป

องค์ประกอบของมาตรา 172
ผู้กระทำ คือ ผู้ใด อาจเป็นนิติบุคคลด้วยก็ได้
การกระทำ คือ แจ้งข้อความ ประกอบด้วยเงื่อนไขคือ ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยว
กับความผิดอาญา แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้า
พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ในส่วนของการกระทำ ตามองค์
ประกอบความผิดนี้ ผลของการกระทำคือ ผู้รับแจ้ง ได้ทราบข้อความที่แจ้ง เป็น
ความผิดสำเร็จ ส่วนผู้รับแจ้ง จะเชื่อข้อความดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่ผลของ
การกระทำความผิด
เจตนา คือ รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่างๆ ครบถ้วน
พฤติการณ์ประกอบการกระทำ คือ การแจ้งข้อความนั้น อาจทำให้ผู้อื่นหรือ
ประชาชนเสียหาย
ระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ค ว า ม ผิ ด สำ เ ร็ จ

ความผิดตามมาตรา 137 และ มาตรา 172 สำเร็จลงเมื่อ
เจ้าพนักงานรับทราบข้อความตามที่แจ้งแล้ว ส่วนเจ้าพนักงานจะทราบว่า
เป็นเท็จหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ

bบibรlรiณogาrนุaกpรมhy

สหรัฐ กิติ ศุภการ. (2563). หลักและคำพิพากษา :
กฎหมายอาญา (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ:
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

บริษัท ทนายใกล้ตัว จำกัด. (ม.ป.ป). การแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน. สืบค้น 9 สิงหาคม
2564, จาก https://www.closelawyer.com/

ขอบเขตข้อสอบวิชา LAW2007 กฎหมายอาญา.
(2558). สืบค้น 9 สิงหาคม 2564, จาก

https://sites.google.com/site/lawru2015/example-law2007

ป รั ช ณ า ค ณ ะ นิ ติ ศ า ส ต ร์

นิ ติ เ ป็ น เ ลิ ศ
เ ทิ ด คุ ณ ธ ร ร ม
นำ ยุ ติ ธ ร ร ม สู่ สั ง ค ม

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ทั ก ษิ ณ วิ ท ย า เ ข ต ส ง ข ล า


Click to View FlipBook Version