1.1 ข้อมลู พ้ืนฐานของตาบลกะเฉด
ชุมชนตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ห่ำงจำกอำเภอเมืองระยองเป็นระยะทำง
ประมำณ ๓๓ กิโลเมตร มเี น้อื ท่ีประมำณ ๕๗,๕๐๐ ไร่ หรือประมำณ ๙๒ ตำรำงกโิ ลเมตร สภำพพ้นื ท่ีส่วน
ใหญ่เป็นที่รำบลุ่มสลับเนินเขำ มีลำคลองที่สำคัญ ๑ สำย ลำคลองตอนบนเรียกว่ำ “คลองกะเฉด” ลำคลอง
ตอนลำ่ ง เรียกวำ่ “คลองแกลง”
อาณาเขต
อาณาเขต ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กับตำบลบำงบุตร อำเภอบำ้ นค่ำย, ตำบลพลงตำเอ่ียม และ
ทิศตะวนั ออก ตำบลวังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
ตดิ ต่อกับตำบลวังจนั ทร์ อำเภอวงั จันทร์, ตำบลวังหว้ำ ตำบลห้วยยำง
ตำบลสองสลึง และตำบลชำกพง อำเภอแกลง จังหวดั ระยอง
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับตำบลแกลง ตำบลสำนกั ทอง อำเภอเมืองระยอง,
ตำบลบำงบุตร อำเภอบ้ำนค่ำย จงั หวดั ระยอง
ทิศใต้ ตดิ ตอ่ กับเทศบำลตำบลแกลงกะเฉด ตำบลแกลง อำเภอเมืองระยอง
และตำบลชำกพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ขอ้ มูลภูมิปญั ญาท้องถนิ่ ตาบลกะเฉด 2
ตำบลกะเฉด แบ่งพ้ืนท่ีกำรปกครองออกเป็น ๑๐ หมู่บ้ำน ประชำกรท้ังส้ิน 5,720 คน
2,662 ครัวเรอื น แยกเปน็ ชาย 2,903 คน หญงิ 2,817 คน ประขำกรสว่ นใหญป่ ระกอบอำชพี
- อำชีพเกษตรกร จำนวน ๑,๐๗๖ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๓๓.๓๕ ของประชำกรทั้งหมด
- อำชีพรบั จำ้ ง จำนวน ๙๑๘ คน คดิ เป็นร้อยละ ๒๘.๔๖ ของประชำกรทงั้ หมด
- อำชพี ค้ำขำย จำนวน ๑๕๐ คน คดิ เป็นร้อยละ ๔.๖๕ ของประชำกรทัง้ หมด
- กำลงั ศกึ ษำ จำนวน ๗๐๔ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๒๑.๘๒ ของประชำกรทั้งหมด
- อำชพี อื่น ๆ จำนวน ๓๗๘ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๑.๗๒ ของประชำกรท้ังหมด
1.2 ประวัติศาสตรข์ องตาบลกะเฉด
ระยองเริ่มปรำกฏ ชื่อในพงศำวดำร เมื่อ ปี พ.ศ. 2113 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระมหำธรรม
รำชำแหง่ กรงุ ศรีอยธุ ยำ โดยมปี ระวัตดิ ้ังเดิมตำมขอ้ สันนิษฐำนว่ำ น่ำจะกอ่ ตั้งเมอื งขึ้นเม่ือประมำณ พ.ศ. 1500
ยุคที่ขอมมีอนุภำพเฟ่ืองฟูแถบดินแดนสุวรรณภูมิ นักโบรำณคดีได้สันนิษฐำนจำกหลักฐำนท่ีพบ คือ ซำกศิลำ
แลงคูค่ำย ท่ียังหลงเหลือ อยู่ในเขต อำเภอบ้ำนค่ำย อันเป็นศิลปะกำร ก่อสร้ำงแบบขอม โดยในสมัยโบรำณ
ระยอง มีชนพ้ืนเมือง คือชำวซองซ่ึงเป็นเผ่ำท่ีอำศัยอยู่กระจำย โดยทั่วไปใน ภำคตะวันออกโดยใน
ประวตั ศิ ำสตร์ตอนหนง่ึ ไดก้ ล่ำวถึงเมอื งระยอง ในปลำยสมัย กรุงศรีอยุธยำระหว่ำงท่ีกรุงศรีอยุธยำ ใกล้จะเสีย
แก่พม่ำเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยพระเจ้ำเอกทัศน์ ในเดือนย่ีปี พ.ศ.2309 พระยำวชิรปรำกำร หรือ พระยำตำก
พร้อมไพร่พลประมำณ 500 คน ได้ตีฝ่ำวงล้อมทัพพม่ำ มุ่งสู่ตะวันออกมำหยุดพักไพร่พลที่เมืองระยอง
ตำมคำบอกเล่ำของผู้เฒ่ำผู้แก่ในตำบลเล่ำว่ำ ทัพทหำรส่วนหน่ึงได้มำแวะพักค่ำยหุงหำอำหำรเสบียง อยู่ท่ี
ตำบลกะเฉด ซ่ึงเรียกบริเวณนี้ว่ำ “หนองตำข้ำว” ซึ่งอยู่ในพ้ืนที่หมู่ 3 ตำบลกะเฉด และยกทัพต่อไป
ปรำบปรำมคณะกรมกำรเมืองที่แข็งข้อยึด เมืองระยองได้จำกควำม สำมำรถคร้ังนั้นเหล่ำทหำร จึงยกย่องให้
เป็น "เจ้ำตำกสิน" ก่อนเดินทัพไปยังเมืองจันทบุรี เพื่อยึด ท่ีดินในกำรกอบกู้อิสรภำพคืนจำกพม่ำได้ในปี พ.ศ.
2113 และตำมควำมเชื่อยังมีกำรสร้ำงศำลสมเด็จพระเจ้ำตำกสินไว้ที่หน้ำบ้ำนนำยมืด หมู่ 3 ตำบลกะเฉด
ในปัจจุบนั ในรัชสมยั
กำรปกครองในสมัยก่อนแบ่งอำเภอแกลงกับอำเภอเมืองของระยอง โดยอำเภอแกลงขึ้นตรงกับ
แขวงจันทบูร และมหี ลกั เขตแดนปกั อยูเ่ มื่อมีคนมำอำศัยอยู่มำกๆ จึงเกิดเป็นอำเภอแยกจำกแขวงจันทบูรข้ึน
เปน็ อำเภอแกลง ขึน้ ตรงกบั จังหวดั ระยองโดยเขตท่ีปักหลักอยูน่ ยี้ กฐำนะข้ึนเป็นตำบลเรียกตำบลที่มีหลักเขตน้ี
วำ่ “ตำบลหลกั เขต” และต่อมำเพ้ยี นเสยี งเรียกว่ำตำบลกะเฉด
ใน พ.ศ. 2310 พม่ำยกทัพมำตีเมืองข้ึนเข้ำมำถึงเขมร ในบริเวณน้ีมีวัดอยู่พม่ำจึงได้จัดทำ
หลักฐำนว่ำเป็นเมืองขึ้นของพม่ำ โดยมีกำรยกเสำท่ีแกะสลักเป็นรูปหงส์ไว้บนยอดเสำ (หมำยควำมว่ำเป็น
เมอื งขนึ้ ของหงสส์ ำวด)ี ชำวบำ้ นจึงเรยี กวัดน้ีว่ำ วัดธงหงส์ มีกำรอพยพผู้คนมำทำสวนและพัฒนำพื้นท่ีข้ึนมำ
ร่วมกัน ต่อมำจึงได้เรียกว่ำตำบลกะเฉด ซึ่งตำบลกะเฉดมีพ้ืนท่ีกว้ำงขวำงมำก โดยมีพ้ืนที่ประมำณ 300
ตำรำงกิโลเมตร และต่อมำมีกำรแบ่งแยกตำบลกะเฉดออกเป็น 2 ตำบล คือ ตำบลสำนักทอง และตำบล
กะเฉด คงเหลอื พื้นทีต่ ำบลกะเฉด 57,500 ไร่ หรอื ประมำณ 92 ตำรำงกิโลเมตร
1.3 ประเพณ/ี วัฒนธรรมของตาบลกะเฉด ขอ้ มูลภูมปิ ญั ญาท้องถนิ่ ตาบลกะเฉด 3
ประเพณแี หพ่ ระรอบตาบล
ประชำกรส่วนใหญ่นับถือศำสนำพุทธ โดยมีวัด
จำนวน ๔ แห่ง เพื่อใช้ในกำรประกอบพิธีทำงศำสนำ สรงนา้ พระ
มีข้อห้ำมท่ียึดถือปฏิบัติ คือ ศีล ๕ วิถีกำรดำเนินชีวิต รดนา้ ขอพรผู้สูงอายุ
ประชำชนยังคงใช้ชีวิตอย่ำงเรียบง่ำยปฏิบัติตนอยู่ใน การเลน่ เชญิ ผลี อบ
ศีลธรรม ประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น มีสถำบัน
ชำติ ศำสนำ พระมหำกษัตริย์เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
มีประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน ได้แก่
ประเพณีทำบุญข้ำวหลำม ประเพณีทำบุญสงกรำนต์
สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำผู้สูงอำยุ ทำบุญกลำงบ้ำน
ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีวันลอยกระทง ประเพณีแห่
พระพทุ ธรปู รอบตำบล ประเพณชี กั ธงข้นึ เสำ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเพณีช่วงเทศกำล
สงกรำนต์ ชำวบ้ำนธงหงส์และชำวบ้ำนใกล้เคียงจะมีกำร
ทำ บุ ญ ตั ก บ ำ ต ร บ ำ เ พ็ ญกุ ศ ล ทั ก ษิ ณ ำ นุ ป ร ะ ท ำ น
(สวดผีหมู่) ก่อเจดีย์ทรำย สรงน้ำพระ ปล่อยนกปล่อยปลำ
เล่นสะบ้ำ เปรตอง เชิญผีลอบ ทอดผ้ำป่ำสำมัคคี ชักธงข้ึน
เสำหงส์ ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. ธงเสมำธรรมจักร
๒. ธงปีนักษัตร และ ๓. ธงประจำวันเกิด (ตำมสีวันของแต่
ละบุคคล) โดยกำรเขียนชื่อตนเองไว้ในธงตำมสีวันเกิดของ
ตนแล้วอธิษฐำนจิตนำไปผูกติดไว้กับเชือกแล้วชักธงขึ้น
กำรชักธงข้ึนเสำหงส์นี้ เพ่ือเป็นกำรทำให้เกิดสิริมงคลแก่
ชีวิตของผู้ที่มำเคำรพบูชำ เป็นกำรแสดงควำมเคำรพต่อ
ดวงวิญญำณของนักรบผู้เสียสละชีวิตเพ่ือรักษำแผ่นดินไว้
ให้อนชุ นรุ่นหลัง เทพเทวดำและส่ิงศักด์ิสิทธิ์ท่ีสิงสถิตอยู่ใน
ล่มุ นำ้ ขุนเขำของตำบลกะเฉด เพอ่ื ควำมสขุ กำยสบำยใจท้ัง
ของตนเองและบุคคลในครอบครัว และเป็นกำรบูชำพระ
รัตนตรยั อกี ดว้ ย
ประเพณแี หธ่ งหงส์ ประเพณีชักธงขึ้นเสา
ขอ้ มูลภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 4
๑.๔ ภมู ิปัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด
ตำบลกะเฉด มีเร่ืองรำวของทำงประวัติศำสตร์ท้องถิ่นที่เก่ำแก่ ย้อนไปเมื่อรำว 200 กว่ำปี
ที่ผ่ำนมำ ในสมัยท่ีสมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชได้ทรงมำต้ังค่ำยท่ีจังหวัดระยอง เรื่องรำวของวัฒนธรรม
ประเพณี และภูมิปัญญำท้องถิ่นย่อมมีหลำกหลำย จำกผู้คนหลำยเช้ือชำติที่ได้อพยพมำต้ังถิ่นฐำนที่ตำบล
กะเฉดแห่งนี้ สภำองค์กรชุมชนตำบลกะเฉด ร่วมกับ สภำวัฒนธรรมตำบลกะเฉด และกองกำรศึกษำ ศำสนำ
และวัฒนธรรม ขององค์กำรบริหำรส่วนตำบลกะเฉด ได้พยำยำมรวบรวมภูมิปัญญำท้องถิ่นเอำไว้ และ
พยำยำมที่จะถ่ำยทอดทั้งวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญำของท้องถิ่นไม่ให้สูญหำย ซ่ึงเป็นหน่ึงภำรกิจของ
สภำองคก์ รชุมชนตำบลกะเฉด โดยมภี มู ิปัญญำในดำ้ นต่ำงๆ ดงั น้ี
ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นการทาไม้กวาด
ดอกหญา้
ชื่อ นำงสมพร ชักชวนวงศ์ อำยุ 62 ปี เกดิ เมอื่ วันท่ี 23 สิงหำคม
2493 อำศัยอยู่บ้ำนเลขที่ 63 หมู่ท่ี 6 ตำบลกะเฉด อำเภอเมือง
ระยอง จงั หวดั ระยอง ปจั จบุ ันประกอบอำชพี เกษตรกร
ไม้กวาด คือ อุปกรณ์สำหรับให้ในกำรทำควำมสะอำดที่อยู่คู่กับคนไทยเรำ
มำช้ำนำน ทุกบ้ำนต้องมีไว้เพื่อทำควำมสะอำดบ้ำน หรือปัดอยำกไย่ เกิด
จำกภูมิปัญญำชำวบ้ำน ซ่ึงเป็นพื้นควำมรู้ควำมสำมำรถท่ีได้รับกำรสั่งสม
ถ่ำยทอดกันมำ นำมำปรับใช้รวมกับควำมรู้ และประสบกำรณ์ของตนเอง
ให้เกิดประโยชน์ต่อกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตของตนเอง รวมถึงชำวบ้ำนใน
ท้องถิ่น สบื ต่อกันมำจำกบรรพบุรุษจนกลำยมำเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอัน
ยำวนำน
เร่ิมตั้งแต่สมัยท่ียังเป็นเด็ก ได้เรียนรู้กำรทำไม้กวำดดอกหญ้ำจำก
บิดำมำรดำ เพื่อจะได้มีรำยได้เสริม ไม้กวำดดอกหญ้ำทำมำจำกดอกหญ้ำท่ี
เรียกว่ำดอกหญ้ำก๋ง ซ่ึงส่วนใหญ่จะเก็บได้ ในช่วงเดือนธันวำคม มกรำคม
กุมภำพันธ์ แต่ในช่วงที่ดอกออกมำกที่สุด จะอยู่ในช่วงต้นเดือนมกรำคม
ซึ่งกำรทำไม้กวำดดอกหญ้ำเป็นกำรถ่ำยทอดมำจำกรุ่นปูรุ่นยำ จนกระทั่ง
มำถึงรุ่นของตนเอง เวลำว่ำงหลังจำกกำรทำสวน ก็จะใช้เวลำว่ำงทำไม้กวำด
ไว้ใช้ในครัวเรือน และบำงส่วนก็จะทำไม้กวำดเป็นอำชีพเสริม จำหน่ำย
ภำยในชุมชน เพอื่ สรำ้ งรำยไดใ้ ห้แกค่ รอบครัว ต่อมำมีชุมชนใกล้เคียงมำเห็นก็
ขอซ้ือไปใช้ ตนเองจึงไดเ้ ริม่ ทำมำกขึ้นเร่ือยๆ เพ่ือทำขำยในชุมชนและชุมชน
ใกลเ้ คียง จนกลำยเป็นผลติ ภัณฑข์ องตำบลไปโดยไม่รู้ตัว
ประวตั ิกำรถ่ำยทอดภมู ิปญั ญำ นำงสมพร ชักชวนวงศ์ ไดใ้ ช้ควำมรู้ควำมสำมำรถพเิ ศษ ในเร่ืองกำร
ทำไมก้ วำดดอกหญำ้ เป็นส่ือกลำงในกำรสร้ำงคุณค่ำทำงเศรษฐกิจโดยใช้วัตถุดิบ(ดอกหญ้ำ) เพ่ือสร้ำงจิตสำนึก
รักในศิลปะของตนเอง ตลอดจนสำมำรถสร้ำงอำชีพเสริมสร้ำงรำยได้แก่ตนเอง และคนในชุมชน นำงสมพร
ชักชวนวงศ์ ได้ทำกำรฝึกอบรมอำชีพให้กับประชำชน เด็กและเยำวชนท่ีสนใจในอำชีพเสริมท้ังในพื้นที่ และ
พน้ื ทใ่ี กล้เคียงอย่ำงตอ่ เน่ือง มำกกวำ่ 10 ปี
ข้อมลู ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 5
วสั ด/ุ อปุ กรณ์
1.ดอกหญา้ 2) มีด 3)เชอื กสาหรบั ผกู ไมก้ วาด 4) กรรไกร
(1) (2)
(3) (4)
ขน้ั ตอนวิธีการทา
1. เลือกดอกหญา้ ท่ีดอกและกา้ นชอ่ ดอกแกไ่ ดท้ ่ี ตดั ใหต้ ดิ กา้ นยาวสดุ ปลายดอกยาวประมาณ
1 เมตร
2. นามาตากแดดใหแ้ หง้ ไดท้ ี่จนสามารถตเี อาดอกออก เหลอื แตก่ า้ นดอก
ขอ้ มลู ภูมิปญั ญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 6
3. ฉีกกา้ นดอก โดยใหช้ อ่ ดอกหนง่ึ ๆ มีกา้ นช่อดอกรวมอยดู่ ว้ ย แกะออกมารวมเป็ นมดั ๆ
ขนาดพอประมาณ
4. นากา้ นดอกท่ีทาเป็ นมดั ๆ แลว้ มดั ดว้ ยเชอื กผกู เรียงตามกนั ทีละมดั ไมก้ วาดหนง่ึ ดา้ มจะใช้
ดอกปราะมาณ 10 มดั
5. สว่ นท่ีผกู เป็ นดา้ มไมก้ วาดใชไ้ มไ้ ผเ่ หลาขนาดประมาณ 1 นวิ้ เพื่อเสริมเป็ นแกนกลาง
รอบ ๆ ใชก้ า้ นชอ่ ดอกหญา้ ที่เหลือจากการแกะเอาดา้ นดอกเล็ก ๆ ออกแลว้
การต่อยอดเพื่อใหเ้ กิดรายได้
ผทู้ ี่ไดเ้ รียนรกู้ ารทาไมก้ วาดดอกหญา้ สามารถต่อยอดพัฒนาผลผิตยึดเป็ นอาชีพเสริม
เพ่ิมพนู รายไดใ้ หค้ รอบครัวได้ เนื่องจากไมก้ วาดดอกหญา้ เป็ นอปุ กรณ์เครื่องใช้ในครัวท่ีทกุ บา้ น
จะตอ้ งมีไวป้ ัดกวาดทาความสะอาด ฉะนน้ั ตลาดไมก้ วาดดอกหญา้ จึงกวา้ ง อีกทง้ั ตน้ ทนุ ในการผลิต
ตา่ วตั ถดุ ิบสามารถหาไดใ้ นพื้นที่
ข้อมลู ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 7
ข้อมลู ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่นเรอ่ื งผลติ ภัณฑ์จากไมก้ ฤษณา
นำงพิกลุ กติ ติพล อำยุ 54 ปี เกิดเมือ่ วันท่ี 30 พฤศจิกำยน
พ.ศ. 2506 ปัจจุบันอยู่บ้ำนเลขท่ี 8 หมู่ 4 บ้ำนไร่จันดี
ตำบลกะเฉด อำเภอเมอื ง จังหวัดระยอง
“กฤษณำ” เป็นไม้หอมท่ีรู้จักกันดีตั้งแต่โบรำณกำล โดยเฉพำะ คุณพกิ ุล กิตตพิ ล เปน็ วิทยำกรถ่ำยทอดควำมรู้
กำรนำมำทำน้ำมันกฤษณำ ซ่ึงมีรำคำแพงมำก แต่หลำยปีมำน้ี แก่ผู้เข้ำผู้ทส่ี นใจ
ผู้ประกอบกำรของบ้ำนเรำได้นำส่วนต่ำงๆ ของต้นกฤษณำมำ
แปรรปู ใช้ประโยชน์หลำยอย่ำง ไม่วำ่ จะทำเป็นชำ หรือนำมำเป็น
ส่วนผสมในกำรทำสบู่ แชมพู ฯลฯ อย่ำงไรก็ตำม มีนับรำยได้ที่
นำไม้กฤษณำมำแปรรูป หน่ึงในจำนวนน้ันคือ วิสำหกิจชุมชน
กลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณำ ที่มี “คุณพิกุล กิตติพล” นั่งเก้ำอ้ี
ประธำนวิสำหกิจชมุ ชนดังกล่ำว โดยใชช้ อื่ แบรนด์ “มสี ขุ ”
คุณพิกุล กิตติพล ช่ือเล่น แมว ประธำนกลุ่มวิสำหกิจ
ชุมชนกล่มุ เกษตรผลิตไม้กฤษณำ เล่ำควำมเป็นมำให้ฟังว่ำ ตอน
แรกชุมชนช่วยกันปลูกป่ำหลังจำกก่อนหน้ำน้ีมีกำรตัดต้นไม้
ทำลำยป่ำกนั มำก ไม้ที่นำมำปลูกส่วนใหญ่เป็นไม้เบญจพรรณ ไม่
ว่ำจะเป็นมะค่ำโมง มะค่ำแต้ ประดู่ป่ำ ไม้พะยูง รวมท้ังไม้
กฤษณำ ท่ีเพำะขึ้นมำแล้วนำไปปลูกในป่ำชุมชน และปลูกตำม
หัวไรป่ ลำยนำของชุมชนทม่ี พี ้ืนที่เหลอื
พ้ืนที่หน่ึงท่ีปลูก คือท่ี วัดสมำนมิตร ปลูกประมำณ
30-50 ไร่ ต่อมำมีคนมำขอซื้อไม้กฤษณำ ขนำด 1 ต้น
2 คนโอบ ในรำคำต้นละ 60,000-80,000 บำท แสดงว่ำ
กฤษณำจะต้องเป็นไม้เศรษฐกิจ จึงเร่ิมต้นไปศึกษำวิธีกำรปลูก
จำกภมู ปิ ญั ญำชำวบ้ำน เนื่องจำกแก่นไม้กฤษณำยังไม่มีประเทศ
ใดสำมำรถทำได้เลย ยกเว้นที่เกิดขึ้นเองตำมธรรมชำติ และ
โดยท่ัวไปถ้ำจะตัดไม้กฤษณำในป่ำธรรมชำติ ต้องรอเวลำ
ยำวนำนถงึ 30 ปีและนค่ี ือจดุ เรม่ิ ตน้
กลุ่มวิสำหกิจชมุ ชนกลุ่มเกษตรผลติ ไม้กฤษณำ ได้จัดต้ังข้ึน
โดยดำเนินกำรเป็นเครือข่ำยในชุมชน มีสมำชิกเฉพำะท่ีจังหวัด
ระยอง ประมำณ 30 กว่ำคน แต่ถ้ำรวมท่ัวประเทศแล้ว มี
จำนวน 1,000 กว่ำคน โดยสมำชิกท้ังหมดจะมีทั้งปลูกไม้
กฤษณำเอง และมำทำงำนแปรรปู ในกลุม่ ฯ
“ทุกคนท่ีเป็นสมำชิก เรำจะดูแลต้ังแต่เริ่มต้นเลย คือ ข้อมลู ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 8
ถ้ำสมำชิกปลูกกับเรำ เรำจะดูแลให้ตั้งแต่กำรคัดสำยพันธุ์ โดย
จ ะ คั ด เ ลื อ ก ส ำ ย พั น ธ์ุ ที่ ดี ป ลู ก แ ล้ ว ไ ด้ ไ ม้ คุ ณ ภ ำ พ ดี สินค้าแปรรูปจากไม้กฤษณา
อันที่สองก็คือสอนวิธีกำร ถ้ำเขำจะเพำะเมล็ดเรำก็ จะสอนให้
หมด อันที่สำมก็คือเวลำกำรปลูก ปลูกอย่ำงไร แล้วรวมไปถึง
เจำะสำรให้รับซ้ือมำขำยให้ ให้คำแนะนำทุกกระบวนกำรหรือถ้ำ
เกิดชำวบ้ำนจะมำหัดทำ เรำจะสอนให้แล้วให้มำส่งเรำถือว่ำได้
ชว่ ยกันทำ”
ส่ิงท่ีสมำชิกวิสำหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณำได้
เรียนรู้จำกภูมิปัญญำชำวบ้ำนคือ เม่ือเพำะเมล็ดปลูกจนโตได้
ขนำดประมำณเสน้ ผ่ำศูนย์กลำง 8 นว้ิ เจำะรแู ล้วใส่สำรจุลินทรีย์
ท่ีกลุ่มผลิตเอง ทำให้ติดแก่นดำเข้ำไปในเนื้อไม้กฤษณำ จำกน้ัน
ใช้เวลำประมำณ 2 ปี จึงตัดต้นกฤษณำเพ่ือนำมำแปรรูปใช้เป็น
ส่วนผสมในผลิตภณั ฑ์ตำ่ งๆ
อยำ่ งไรกต็ ำม สิ่งท่ยี ำกกว่ำกำรปลูกต้นกฤษณำ เพ่ือให้
ไดแ้ กน่ คอื กำรหำตลำด ซึ่งคณุ พกิ ลุ ยอมรบั วำ่ ยำกมำกเพรำะยัง
ไม่รู้ว่ำใครใช้ รู้แต่ว่ำกฤษณำเป็นไม้ที่มีรำคำแพงมำก
เป็นสมุนไพรท่ีแพงท่ีสุดในโลก อย่ำงน้ำมันกฤษณำ 1 กิโลกรัม
รำคำตกประมำณ 300,000-500,000 บำท คนทัว่ ไปก็ไม่รู้จะ
ซ้อื ไปทำอะไร
ดังนั้น กลุ่มวิสำหกิจชุมชนดังกล่ำวจึงได้ไปค้นคว้ำหำ
ข้อมูลจำกกระทรวงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี กระทั่งพบว่ำ
กฤษณำมีประโยชน์มำกมำย อำทิ จำกไม้แก่นช่วยบำรุงหัวใจ
ปอด ตับ และชว่ ยเรือ่ งไทรอยดเ์ ปน็ พิษ หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ด้วยวิธีจุดไม้แล้วสูดดม ส่วนตัวน้ำมันในคัมภีร์อัลกุรอำน มุสลิม
จะนำมำทำตวั 1 กันตวั ไรในทะเลทรำย และใช้จุดสูดดมเพื่อช่วย
ในเร่อื งสมรรถภำพทำงร่ำงกำย นำไปผสมกับพวกน้ำหอมเพ่ือทำ
ให้กล่ินทนนำน อย่ำงน้ำหอมท่ีเป็นแบรนด์ดังๆ ก็ใช้น้ำมัน
กฤษณำท้ังหมด หรือทำเก่ียวกับเรื่องประทินผิว ปรับสภำพผิวให้
สมดลุ
คุณพิกุล แจกแจงว่ำ ปัจจุบันทำงกลุ่มสำมำรถทำ
โปรดกั ต์ออกมำประมำณ 39 ชนิด อำทิ น้ำมันนวดกฤษณำท่ีจะ
ใส่สมุนไพร 21 ชนิด สินค้ำตัวน้ีขำยดีมำก ส่วนสบู่มีถึง 5 ชนิด
ขำยก้อนละ 120 บำท มีทั้งแก้ฝ้ำ แก้สิว ช่วยปรับสภำพผิวให้
สมดุล แก้ผดผ่ืนคัน และช่วยขัดผิวในเร่ืองของฝ้ำ นอกจำกน้ี ยัง
มีครีมบำรุงผิว ซึ่งมีกล่ินหอมละมุนละไม และมีกล่ินท่ีติดคงทน
แล้วยงั มแี ชมพู ครมี นวด
ขอ้ มูลภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 9
ส่ ว น ใ น ด้ ำ น ก ำ ร ต ล ำ ด นั้ น จ ะ มี ท้ั ง ต ล ำ ด
ภำยในประเทศมกี ำรสง่ เสริมกำรปลูกเป็นพืชแซม เพ่ือเสริม
รำยได้ และมีกำรแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกไม้กฤษณำ เช่น ธูป,
สบู่, เทียนหอม, ลิปบำล์ม, หัวน้ำหอม น้ำมันมันนวด ฯลฯ
นำออกขำยไปยังร้ำนค้ำ OTOP ทั่วประเทศ มีกำรออก
แสดงสินค้ำตำมงำน ตำมจังหวัดต่ำงๆ ทั่วประเทศ ส่วนใน
จังหวัดระยอง มีกำรขำยอยู่ที่สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ
ร้ำนดอยคำ สำขำระยอง และธนำคำรเพ่ือกำรเกษตรและ
สหกรณ์ สำหรับตลำดต่ำงประเทศ จะขำยแก่นไม้กฤษณำ
และน้ำมันเป็นหลัก – แก่นไม้จะขำยญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และ
ตะวันออกกลำงเป็นหลักน้ำมันจะขำยทำงตะวันออกกลำง
เป็นหลัก เพรำะน้ำมันจะมีคุณสมบัติกันไรทะเลทรำยซึ่งทำง
ตะวันออกกลำงจำเปน็ ต้องใช้
“หลังจำกที่เรำสำมำรถผลิตแก่นไม้และกล่ันน้ำมัน
ออกมำได้ เรำก็มีลูกค้ำเข้ำมำ โดยตอนนี้ประเทศจีนเริ่มเข้ำ
มำส่ังซ้ือ เพื่อนำไปใช้ทำยำ ประเทศจีนจะเรียกไม้ชนิดนี้ว่ำ
ตงิ่ เหยี งหรือเฉินเซียงมู่ โดยถ้ำนำไปเพื่อกินโดยธรรมชำติก็
จะเปน็ ยำลดไข้ แก้ปวด ปวดกระดกู แพทย์แผนจีนจะระบุไว้
เลยว่ำสำมำรถแก้ปวดได้จริง นอกจำกน้ีก็ใช้บำรุงเลือด ที่นี้
พอกลุ่มฯ ได้ตลำดแล้ว ก็ขยำยตลำดออกไปเรื่อยๆ กลุ่มฯ
จึ ง เ ร่ิ ม มี ลู ก ค้ ำ เ พ่ิ ม แ ล ะ มี ลู ก ค้ ำ ป ร ะ จ ำ อ ย่ ำ ง เ ช่ น
ผู้ประกอบกำรธุรกิจเครื่องสำอำงช้ันนำของประเทศไทย
ได้ส่ังซื้อเพ่ือนำไปใช้ในกำรผลิตเคร่ืองสำอำง หรือลูกค้ำจำก
ทำงกล่มุ อำหรบั ก็จะเปน็ จำพวกน้ำมนั เป็นตน้ ”
คุณพิกุล เล่ำต่ออีกว่ำในกำรก่อต้ังกลุ่มฯ น้ัน
กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสหกรณ์กำรเกษตรลูกค้ำธนำคำร
เพ่ือกำรเกษตรและสหกรณ์กำรเกษตร จำกัด ได้เข้ำมำ
สนับสนุนเงินทุน เพ่ือใช้เป็นเงินหมุนเวียน พร้อมทั้งมี
เจ้ำหน้ำที่มำช่วยแนะนำและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ด้วย
ท้ังนเ้ี ม่ือนำสินค้ำไปขำยที่ต่ำงประเทศ ปรำกฏว่ำสินค้ำได้รับ
ควำมสนใจจำกผูบ้ รโิ ภคเป็นอยำ่ งมำก โดยเฉพำะ น้ำมันท่ีใช้
ทำถูนวดท่ีใช้สมุนไพร 21 ชนิด จะขำยดีมำกทั้งในและ
ต่ำงประเทศ โดยเฉพำะท่ีประเทศจีน นอกจำกนั้นก็มีสบู่
เป็นอกี หน่ึงผลิตภัณฑ์ของกลมุ่ ฯ ท่ขี ำยดมี ำกในตำ่ งประเทศ
ขอ้ มูลภูมิปัญญาท้องถนิ่ ตาบลกะเฉด 10
“ท่ีน่ีสมำชิกจะมีรำยได้สูง คิดเฉพำะแค่ผลิตภัณฑ์ก็สร้ำง
รำยได้เกือบสองหมื่นต่อคนแล้ว ถ้ำมีไม้ด้วยก็จะมีรำยได้เกือบ
แสนบำทต่อคนต่อเดือน กำรต้ังเป็นกลุ่มน้ัน ผู้นำต้องเข้มแข็ง
อยำ่ งเช่นประธำนกล่มุ จะพำไปทำงไหน ไปด้วยกันไม่มีกำรทิ้ง เรำ
ชว่ ยกนั โดยเรำนำระบบ กำรออมของสหกรณ์มำใช้ แล้วนำเงิน
ออมของส่วนรวมลงมำช่วยสมำชิก ตอนน้ีกองทุนมีเงินเกือบล้ำน
แล้ว และเรำมีกำรเช่ือมโยงเครือข่ำยกันอย่ำงเต็มรูปแบบเพื่อให้
ทุกกลุ่มเข้มแข็ง อยู่ได้อย่ำงย่ังยืน” ไม้กฤษณำ เป็นไม้ท่ีใช้ในกำร
ปลูกเสริมกับพืชท่ีมีอยู่ เช่น พืชพ้ืนเมือง เช่น ทุเรียน เงำะ มังคุด
ยำง ฯลฯ ทสี่ ำมำรถสรำ้ งรำยได้ให้กับเกษตรกรเปน็ อยำ่ งดี โดยใน
ปั จ จุ บั น เ ร่ิ ม มี ผู้ ใ ห้ ค ว ำ ม ส น ใ จ แ ล ะ ป ลู ก กั น ม ำ ก ข้ึ น
เพรำะเห็นว่ำมีช่องทำงท่ีจะทำเป็นกำรค้ำขำยได้ แต่หำก
เกษตรกรท่ำนใด สนใจท่ีจะปลูกก็ควรจะศึกษำข้อมูลและลู่ทำง
กำรตลำดเอำไว้ด้วย หรือหำกไม่มีข้อมูลก็สำมำรถเข้ำมำศึกษำ
เรยี นรู้กับกลุม่ เกษตรผลิตไม้กฤษณำแหง่ น้ไี ด้ทกุ วนั
“”
Facebook : Mesook Farm
http://www.lazada.co.th
ข้อมลู ภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 11
รางวลั แหง่ ความภาคภมู ใิ จ
Best OTOP Exporter
Recognition)
“
ขอ้ มลู ภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 12
ขอ้ มูลภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินเรื่องนวดแผนไทย และลกู ประคบ
ชื่อ นำงธนำพร อะโสต อำยุ 58 ปี เกิดเม่ือวันท่ี 12 สิงหำคม พ.ศ.
2502 ปัจจุบันอยู่บ้ำนเลขท่ี 77/1 หมู่ 3 บ้ำนแกลงบน ตำบลกะเฉด
อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
นำงธนำพร อะโสต ช่อื เล่น นึก เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้ำนหมู่
ที่ 3 บ้ำนแกลงบน เมื่อปี พ.ศ. 2550 นำงธนำพรได้เล่ำว่ำ
กำรนวดแผนไทยถือเป็นภูมิปัญญำอันล้ำค่ำของคนไทยท่ีส่ังสม
สืบทอดมำแต่โบรำณ คนไทยเรียนรู้วิธีกำรช่วยเหลือกันเองเม่ือ
ปวดเมื่อย เจ็บป่วย รู้จักกำรผ่อนคลำยกล้ำมเน้ือด้วย กำรบีบ
นวด ยืด เหยียด ดัดดึงตนเอง หรือรู้ไว้ช่วยเหลือผู้อ่ืน กำรนวด
นั้นเป็นศิลปะของกำรสัมผัสที่สร้ำงควำมรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลำย
ควำมเม่ือยล้ำ ทำให้เรำรู้สึกสดช่ืนทั้งร่ำงกำยและจิตใจ กำรนวด
แผนไทย จึงเป็นท้ังศำสตร์และศิลป์ท่ีมีพัฒนำกำรมำเป็นลำดับ
จนกระทั่งมีหลักในกำรปฏิบัติและมีวิธีกำรท่ีเป็นเอกลักษณ์
เฉพำะตัว
เม่ือเข้ำมำเรียนรู้กำรนวดแล้ว ไม่ยำกเพรำะเป็นกำรนวด
พ้ืนฐำนตำมร่ำงกำย คลำยควำมปวด-เม่ือย ถือเป็นกำรบริหำรมือ
นอกจำกเรียนรู้วิธีกำรนวดแล้วส่ิงท่ีได้รับควบคู่กัน คือควำมรู้เร่ือง
สมุนไพร เพรำะกำรนวดเพียงอย่ำงเดียวไม่ทำให้หำยปวดเมื่อย
แตส่ มนุ ไพรเปน็ อกี ทำงเลอื กหนงึ่ ในกำรรักษำอำกำรปวดเมื่อยแทน
กำรรับประทำนยำปฏิชีวนะหรือยำแก้ปวด เช่น กำรทำลูกประคบ
มำประคบเพม่ิ เตมิ หลังจำกนวดเรียบร้อยแล้ว และอยำกส่งเสริม
เยำวชนให้รู้จักรักษำภูมิปัญญำท้องถิ่นกับกำรนวดแพทย์แผนไทย
ให้คงไว้
ปัจจุบันควำมเจริญทำงด้ำนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
กำ้ วหนำ้ ไปอยำ่ งรวดเรว็ ทำให้สังคม วัฒนธรรมควำมเปน็ อยู่ของคน
ในสงั คมไทยเปลีย่ นไป ผลจำกกำรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อให้เกิด
ปญั หำในสงั คมมำกข้ึนทกุ วนั ซ่งึ เยำวชนในชุมชนขำดควำมสนใจใน
กำรสืบทอดภูมิปัญญำไทย ตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีดี
งำมของบรรพบุรุษไว้ ซ่ึงภูมิปัญญำท้องถิ่นนั้นควรถ่ำยทอดควำมรู้
ใหต้ กทอดไปสู่ลกู หลำน ซ่ึงเป็นอนำคตของชำติได้ศึกษำและเรียนรู้
ตอ่ ไป และสำมำรถใชเ้ ปน็ แนวทำงกำรประกอบอำชพี ของตนได้
ขอ้ มลู ภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 13
ภูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ เรื่องสมนุ ไพรทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบในการทาลูกประคบสมนุ ไพร
คุณธนาพร กล่าวว่า การประคบสมุนไพร คือกำรใช้
สมุนไพรหลำยอย่ำงมำห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มี
น้ำมันหอมระเหย โดยนำมำนึ่งให้ร้อนประคบบริเวณที่ปวด
หรือเคล็ดขัดยอกซ่ึงน้ำมันหอมระเหยเม่ือถูกควำมร้อน
จะระเหยออกมำ ควำมร้อนจำกลูกประคบจะช่วยกระตุ้นกำร
ไหลเวียนโลหติ ดขี ึ้น และยงั มีสำรสำคัญจำกสมุนไพรบำงชนิด
ท่ีซึมเข้ำทำงผิวหนัง ช่วยรักษำอำกำรเคล็ดขัดยอก และลด
ปวดได้
ประโยชน์การประคบดว้ ยลูกประคบสมุนไพร
บรรเทำอำกำรปวดเม่ือย ลดอำกำรบวม อักเสบของ
กล้ำมเนื้อ, เอ็น, ข้อต่อหลัง,ลดอำกำรเกร็งของกล้ำมเน้ือ ,
ช่วยให้เน้ือเยื่อ, พังผืด ยึดตัวออก ,ลดกำรติดขัดของข้อต่อ ,
ลดอำกำรปวด,ช่วยเพิม่ กำรไหลเวียนของเลือด
ข้อควรระวงั ในการใชล้ ูกประคบสมุนไพร
1. ห้ำมใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพำะกับบริเวณ
ผวิ หนังอ่อน ๆ หรือบริเวณท่ีเคยเป็นแผลมำก่อน ถ้ำต้องกำร
ใช้ควรมีผ้ำขนหนูรองก่อนหรือรอจนกว่ำลูกประคบจะคลำย
ร้อนลงจำกเดมิ
2. ควรระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยเบำหวำน อัมพำต เด็ก
และผู้สูงอำยุ เน่ืองจำกกลุ่มบุคคลดังกล่ำว ควำมรู้สึก
ตอบสนองต่อควำมร้อนช้ำ อำจจะทำให้ผิวหนังไหม้ พองได้
ง่ำย ถ้ำต้องกำรใชค้ วรจะ "ใชล้ ูกประคบที่อุ่น ๆ"
3. ไม่ควรใช้ลูกประคบสมุนไพรในกรณีที่มีแผล กำร
อกั เสบ (ปวด, บวม, แดง, ร้อน) ในช่วง 2 ช่ัวโมง
4. หลังจำกประคบสมุนไพรแล้ว ไม่ควรอำบน้ำทันที
เพรำะจะไปชะล้ำงตัวยำออกจำกผิวหนัง และอุณภูมิของ
ร่ำงกำยปรบั เปลยี่ นไมท่ นั อำจจะทำให้เป็นไข้ได้
การเก็บรกั ษาลูกประคบ
1.ลกู ประคบสมนุ ไพรสำมำรถเกบ็ ไวใ้ ช้ซำ้ ได้ 3-5 วนั
2.ควรเกบ็ ลกู ประคบไว้ในตเู้ ยน็ จะทำให้เก็บไดน้ ำนขน้ึ
3. ถำ้ ลูกประคบแหง้ ก่อนใช้ควรพรมด้วยน้ำ
4. ถ้ำลกู ประคบทใ่ี ช้ไม่มีสีเหลอื งหรือสีเหลืองอ่อนลง
แสดงว่ำยำที่ใช้จืดแล้ว (คุณภำพนอ้ ยลง) จะใช้ไมไ่ ด้ผลควร
เปล่ยี นลกู ประคบใหม่
ขอ้ มูลภมู ปิ ัญญาท้องถนิ่ ตาบลกะเฉด 14
สูตรลกู ประคบสมนุ ไพร
แบบสดและแบบแหง้
นำสมุนไพรแบบสดและแบบแห้งมำเปน็ ส่วนประกอบท่ีสำคัญของลูกประคบสมุนไพร เป็นสมุนไพรท่ีมี
สรรพคุณบำบัดอำกำรของโรคทำงกล้ำมเนื้อ เส้นเอ็น ผิวหนัง สมุนไพรที่คลำยอำกำรเกร็งของกล้ำมเนื้อและ
เซลล์ที่อยู่ใต้ผิวหนัง ลดกำรตึงเครียดทำให้เส้นเอ็นหย่อนคลำย บรรเทำอำกำรปวดเมื่อย ลดกำรอักเสบ
แกเ้ คลด็ ขดั ยอก ฟกช้ำดำเขยี ว บรรเทำอำกำรคันตำมร่ำงกำย บำรุงผิว ช่วยรักษำเม็ดผดผ่ืนคันตำมผิวหนัง ลูก
ประคบสมนุ ไพรสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงภูมิปัญญำทำงกำรแพทย์แผนไทยของบรรพบรุ ุษไทยได้อย่ำงน่ำทึ่งยิ่งนกั
ส่วนผสมสตู รลูกประคบสมุนไพรแบบสด (150 กรัม ต่อ 1 ลกู )
ไพล 30 กรมั
ขม้ินชนั 20 กรัม
ขมนิ้ อ้อย 10 กรมั
ใบมะกรดู 10 กรัม
ตะไคร้บ้ำน 20 กรัม
ใบพลับพลึง 10 กรมั
ใบสม้ ป่อย 10 กรัม
ใบมะขำม 10 กรัม
ใบขี้เหลก็ 5 กรัม
พมิ เสน 5 กรัม
กำรบูร 10 กรมั
เกลอื แกง 10 กรัม
สว่ นผสมสูตรลูกประคบสมุนไพรแบบแห้ง (150 กรัม ต่อ 1 ลกู )
ผิวมะกรดู 20 กรัม
ไพล 20 กรมั
ผักเส้ียนผี 20 กรมั
ขำ้ วคั่ว 20 กรัม
พิมเสน 20 กรัม
กำรบรู 40 กรมั
เกลือตัวผู้ 10 กรัม
สรรพคณุ ของลูกประคบสมนุ ไพรแบบสดและแบบแหง้
ตวั ยำสมุนไพรของลูกประคบสมนุ ไพรส่วนใหญม่ สี รรพคุณในกำรแกเ้ คล็ดขดั ยอก ฟกช้ำดำเขียว ทำใหเ้ ส้นเอน็
ของกลำ้ มเนื้อหยอ่ นเมือ่ ผสมผสำนกบั ควำมร้อนจำกลกู ประคบสมนุ ไพร กเ็ ทำ่ กับเสรมิ ฤทธ์ใิ นกำรรกั ษำซึง่ กัน
และกนั สมุนไพรที่ใชต้ ำมตำรำนี้ เปน็ ทง้ั สมนุ ไพรแบบสดและสมุนไพรแบบแห้ง เปน็ ตวั ยำทม่ี ีนำ้ มันหอมระเหย
จำกพืชสมนุ ไพรซึง่ เปน็ สำรในกำรออกฤทธ์ิท่ีสำคัญนอกจำกน้เี รำอำจจะใช้สมุนไพรชนิดอื่น ๆ มำร่วมอกี ก็ได้
เช่น ว่ำนนำงคำ หวั หอม ใบพลับพลึง ขงิ สด ว่ำนนำ้ ดปี ลี เปรำะหอม ผกั บงุ้ เปลือกชะลูด ถ้ำหำไม่ได้กไ็ ม่
เปน็ ไร ใช้เท่ำท่ีมี
ขอ้ มลู ภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 15
คุณธนาพร กล่ำวว่ำ บายศรี เป็นภูมิปัญญำไทยมำกัน
ชำ้ นำนแล้ว โดยบำยศรีน้ันมีควำมหมำยที่ดี ผู้คนเลยนิยมให้
มบี ำยศรีไว้ในงำนมงคลต่ำง ๆ บำยศรีจึงมักถือว่ำเป็นของสูง
แม้แต่โบรำณกำลแล้ว บำยศรีส่วนใหญ่จึงมีจุดประสงค์ใน
กำรเพิ่มขวัญกำลังใจ เรำจึงมักเห็นบำยศรีตำมงำนมงคล
ตำ่ ง ๆ เชน่ กำรทำขวญั ขำ้ ว กำรบรวงสรวงส่งิ ศกั ดิส์ ิทธ์ิ
พิธีบำยศรีน้ันเป็นประเพณีโบรำณท่ีสืบทอดกันมำ
ช้ำนำน ซึ่งกำรทำพิธีนี้เองก็มีควำมเกี่ยวข้องกับจิตวิทยำของ
ผู้เข้ำร่วมพิธีน่ันเอง โดยที่มีควำมเช่ือกันว่ำคนที่ทำบำยศรีได้
น้ันจะต้องเป็นคนท่ีมีปัญญำ เป็นคนที่มีควำมต้ังใจจริง พิธี
จรงิ จะสำเรจ็ ลลุ ่วงเป็นผลดไี ดท้ ัง้ ปวง เนอื่ งจำกมคี วำมเช่ือกัน
ว่ำบำยศรีมีครูแรง หลำย ๆ คนจึงกลัวว่ำกำรทำบำยศรี
อำจจะเกิดส่ิงไม่ดีแก่ตนได้ โดยท่ีเชื่อกันว่ำหำกใครไม่ได้ทำ
กำรครอบครูก็จะมีส่ิงอัปรีย์มำกินหำกทำบำยศรีเหล่ำน้ีโดย
ไม่ได้รับอนุญำตจำกครูก่อน จึงมีน้อยคนนักท่ีมักจะสำมำรถ
ทำพิธีบำยศรีได้ คงเป็นเพรำะผู้หลักผู้ใหญ่อยำกจะสั่งสอน
คนรุ่นใหม่ให้สืบทอดวัฒนธรรมเหล่ำนี้อย่ำงจริงจัง ไม่ทิ้ง
ขวำ้ งและตงั้ ใจจริงนนั่ เอง
การทาบายศรี ซึง่ มดี ว้ ยกนั อยู่ 2 วิธี
วิธีที่ 1 เป็นพิธีบำยศรีทำงพุทธศำสนำ ซ่ึงจะมีกำร
นิมนต์พระสงค์ 4 รูป มีกำรรับศีลรับพรต่ำง ๆ และพรม
นำ้ มนตร์ ับมนต์ในตอนทำ้ ย
วิธีท่ี 2 มีกำรตั้งเคร่ืองบูชำพำนบำยศรี โดยมักมีกำร
ทำตำมประเพณีนิยม โดยมีข้ำวสำร กล้วย ขนม ธูปข้ำวต้ม
เทียน ผ้ำแพรวำ ยอดอ้อย เทียนรอบหัวและเท่ำตัว ยอด
กล้วย ฝ้ำยผูกแขน ด้ำยขำวในขันโตก ขันทองเหลืองและถ้ำ
เปน็ กำรสขู่ วญั คนก็มักจะมีเคร่อื งสำอำงค์อยูด่ ว้ ย
คุณธนำพรกล่ำวว่ำ กำรทำบำยศรีท่ีนิยมมีอยู่ 2 แบบ
คือ บายศรีหลัก มักนิยมในกำรใช้ในพิธีทั่วๆ ไป อย่ำงงำน
มงคลต่ำง ๆ เช่น ทำขวัญผู้ใหญ่ ทำขวัญเม่ือมีแขกมำเยี่ยม
บ้ำนเปน็ ตน้ และ บายศรีปากชาม มักจะใช้บำยศรีประเภท
นี้กับพิธีใหญ่ ๆ อย่ำงกำรไหว้ศำลหลักเมือง กำรไหว้บูชำเจ้ำ
ท่ีเจ้ำทำง พิธีไหว้ครู เป็นต้น ในสมัยโบรำณมักจะทำบำยศรี
กันในพิธีสำคัญ ๆ เท่ำน้ัน โดยบำยศรีน้ันก็ได้มีกำรปรับปรุง
มำเร่ือย ๆ รวมถึงจำนวนชั้นของบำยศรีด้วย ท่ีต้องกำรทำให้
เหมำะกบั เทวดำทต่ี อ้ งกำรจะบูชำน่ันเอง
ขอ้ มูลภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 16
คณุ ธนาพร กลา่ วตอ่ วา่ วันเวลาที่เหมาะสมในการทา
พิธีสู่ขวัญ กำรท่ีจะพิธีสู่ขวัญน้ันใช่ว่ำจะทำได้โดยเลือกวัน
เวลำใดก็ได้ กำรเลือกวันเวลำในกำรทำพิธีต้องเป็นวันเวลำท่ี
เป็นมงคล สิ่งที่ควรจะรู้ในเบ้ืองต้นของวันเวลำที่ควรทำพิธี
เลย คือ พิธีสู่ขวัญจะไม่นิยมในกำรทำพิธีในวันเดือนดับหรือ
วันจมซึ่งก็คือวันข้ำงแรมนั่นเอง ส่วนวันอื่นท่ีนอกจำกวัน
เหล่ำนี้ก็ไม่เป็นท่ีห้ำม สำมำรถทำพิธีสู่ขวัญกันได้ โดยส่วน
ใหญ่แล้วเวลำในกำรทำพิธีสู่ขวัญนี้ก็มักจะทำกันในตอน
กลำงวัน แต่จะยังสังเกตบำงพิธีทำในตอนเย็นหรือกลำงคืน
ดังนั้นเร่ืองของเวลำจึงไม่ต้องเคร่งมำกนักว่ำจะเป็นเวลำ
กลำงวันหรือกลำงคืนดี แค่ควรเลือกเวลำในหมวดของฤกษ์
งำมยำมดี แล้วถือปฏิบัติกันอย่ำงเคร่งครัด และในทำงท่ี
เหมำะสมควรมีกำรปรึกษำพ่อพรำหมณ์ในเร่ืองกำรหำฤกษ์ท่ี
เหมำะสมจะดีทีส่ ดุ
อย่ำงไรก็ตำม เรำอำจไม่ได้เห็น บายศรี แค่เพียงงำน
มงคลเท่ำนั้น แต่เรำยังสำมำรถเห็น บำยศรี ในพิธีที่ไม่มงคล
เช่น กำรสู่ขวัญคนป่วย กำรสู่ขวัญอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นกำรใช้
บำยศรเี หลำ่ นีเ้ พื่อเป็นจุดประสงคใ์ นกำรสรำ้ งขวัญกำลังใจให้
นั่นเอง
แม้ว่ำโลกของเรำจะพัฒนำไปกันอย่ำงต่อเนื่อง แต่เรำ
ยังพบเห็นบำยศรีต่ำง ๆ ในงำนมงคลอยู่ทั่วไป น่ำอุ่นใจไม่
น้อยนักท่ีประเพณีอันดีงำมของไทยเหล่ำนี้ยังคงมีอยู่ แต่แม้
จะมีบายศรีให้เหน็ ตำมงำนมงคลไปทั่วก็ยังสร้ำงควำมน่ำเป็น
หว่ งใหแ้ ก่บำยศรไี ม่น้อยเลยทีเดียวท่ีปัจจุบันน้ันแทบหำคนท่ี
สำมำรถทำบำยศรีเป็นได้ค่อนข้ำงยำกย่ิงนัก บำยศรี เป็น
ประเพณีของไทยที่น่ำอนุรักษ์ รักษำไว้ไม่ใหส้ ญู หำย ควรจะมี
กำรรักษำประเพณีที่น่ำนับถือและสวยงำมเยี่ยงน้ีไว้ให้
ลกู หลำนของเรำไดเ้ หน็ กันสืบไป
ขอ้ มลู ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 17
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
ประวตั ิหมอรกั ษาพิษงู
เจา้ ของเรอื่ ง : นายบญุ เจอ ศิลปชยั ชาวบา้ นหมทู่ ่ี 6 ตาบลกะเฉด
ช่ือ นายบญุ เจอ ศิลปะชยั อายุ 75 ปี เกดิ เมอ่ื วนั ที่
ปัจจบุ นั อย่บู า้ นเลขท่ี หมู่ 6 บา้ นตะพนุ ทอง ตาบลกะเฉด อาเภอเมือง จงั หวัดระยอง
จบการศึกษาชน้ั ประถมปี ที่ 4 ปัจจบุ นั ประกอบอาชพี เกษตรกร
ลงุ บญุ เจอ เป็ นบคุ คลตน้ แบบคนหนึง่ ของสงั คมที่ใชว้ ิกฤตใหเ้ ป็ นโอกาส เพราะในสมยั ก่อนไม่มีหมอ
ที่จะสามารถรกั ษาพิษงู ลงุ บญุ เจอ เป็ นบอ่ เกดิ ของความสาเร็จยงั คงเป็ นสจั ธรรม หลงั จากสืบเสาะหา
หมอท่ีมวี ิชาการรกั ษาพิษงมู าเป็ นเวลาหลายปี ในท่ีสดุ ลงุ บญุ เจอ ก็ไดม้ โี อกาสเรียนรู้ การนาสมนุ ไพร
พื้นบา้ นมารักษาพิษงจู ากคนหนึง่ ซึ่งอย่ใู น อาเภอมะขาม จังหวัดจันทบรุ ี จึงทาใหล้ งุ บญุ เจอไดฝ้ ึ ก
และเรียนตั้งแต่อายุ 20 ปี จนถึงปัจจบุ ัน แต่สิ่งที่ลงุ บุญเจอทามาตลอด 50 ปี ตั้งแต่การศึกษา
คน้ ควา้ ตารับตารายาสมนุ ไพร การรักษาผทู้ ี่ถกู งกู ัดแบบไม่มีวันหยคุ งยากจะปฏิเสธไดว้ ่านี่ไม่ใช่
คณุ สมบตั ขิ องผทู้ ี่มหี วั ใจชว่ ยเหลอื ผอู้ ่ืนอยา่ งแทจ้ ริง
วิธีการรกั ษาขนั้ ตอนในการรกั ษา
ขนั้ ที่ 1 การดผู ปู้ ่ วยว่าถกู งพู ิษชนิดใดกดั โดยดจู ากรอยเข้ียว และสงั เกตอาการของผปู้ ่ วย
1.1 งพู ิษที่ทาลายระบบประสาท ผปู้ ่ วยจะมีอาการหลงั จากถกู กดั ประมาณ 10 นาที โดยมีลักษณะ
หนงั ตาตก ขากรรไกรแข็ง พดู ไม่ชัด กลืนนา้ ลายไม่ได้ อ่อนเพลีย แน่นหนา้ อก หายใจขดั จนหายใจ
ไมอ่ อกในท่ีสดุ ซ่ึงพิษเหลา่ นเี้ กิดจากงเู ห่า งจู งอาง งสู ามเหล่ยี ม งทู บั สมิงขวา งกู ลอ่ มนางนอน
1.2 งพู ิษท่ีทาลายระบบกลา้ มเนื้อ ผปู้ ่ วยจะแสดงอาการหลงั ถกู กดั 1 ชวั่ โมง ขนึ้ ไป โดยผปู้ ่ วย จะมี
อาการปวดมาก เมอ่ื ยมากบริเวณกลา้ มเนอ้ื ที่ถกู กดั บางรายเป็ นอมั พาต ซ่ึงพิษเหล่านเ้ี กิดจากงทู ะเล
ชนดิ ตา่ ง ๆ
1.3 งพู ิษที่ทาลายระบบโลหไต ผปู้ ่ วยจะมีอาการปวดมาก บริเวณที่ถกู กัด มีเลือดซึมใตผ้ ิวหนัง
ซา้ เป็ นรอยเล็กใหญ่ มีเลือดซึมตามรอยเขียวที่ถกู กดั เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะอจุ จาระเป็ นเลือด
อาเจียรเป็ นเลอื ด แนน่ หนา้ อก หายใจไมอ่ อก พดู ไม่ชดั ขากรรไกรแข็ง ตายชา้ ซึ่งพิษเหล่านี้เกิดจากงู
กะปะ งแู มวเซา งเู ขยี วหางไหม้
/ ขน้ั ที่ 2 ...
ข้อมลู ภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 18
ขนั้ ที่ 2 รกั ษาผปู้ ่ วยตามชนิดของงู
2.1 ก่อนรักษา ถ้าพบผูป้ ่ วยที่ถูกงกู ัด หรือสัตว์มีพิษกัด ควรมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
เพื่อป้ องกนั พิษเขา้ สรู่ า่ งกาย
2.2 ใชส้ มนุ ไพรในการกั ษา เชน่ ว่านสะเลดเต ว่านจกั พรรต แลว้ แตล่ ะชนดิ ของงซู ึ่งสมนุ ไพรดงั กลา่ ว
สามารถรกั ษาสตั ยม์ พี ิษชนดิ อ่ืนไดเ้ ชน่ กนั
2.3 จากนั้นรอเวลาประมาณ 2-4 ชัว่ โมง พิษที่ถกู งกู ัดก็จะขับออกมา โดยลักษณะของบาดแผล
จะแหง้ และสมานตดิ กนั และหายปวดในที่สดุ
2.4 ในกรณีที่ไดร้ ับพิษที่รนุ แรง อาจมีการใชว้ ่านสมนุ ไพรท่ีฝนร่วมกับเหลา้ ขาวมาปิ ดที่ปากแผล
ร่วมดว้ ยจะทาใหส้ ามารถถอนพิษงไู ดด้ ยี ิ่งขน้ึ
ปัญหา
1. เม่ือชาวบ้านที่โดนงูกัดแลว้ ไม่ยอมมารักษาเลยปล่อยไว้ให้นานจนทาให้ทาการรักษา
อยากยิ่งขน้ึ
2. เมือ่ คนที่ถกู งกู ดั มารกั ษาแลว้ กลบั บา้ นไปไมย่ อมดแู ลแผลตามท่ีหมอบอกจึงทาใหแ้ ผลเนา่
การแกป้ ัญหา
1. ใหค้ าแนะนาแกช้ าวบา้ นเม่ือเวลาโดนงกู ัดแลว้ ใหร้ ับปฐมพยาบาลก่อนแลว้ รีบนามารักษา
เพราะจะทาใหแ้ ผลและความเจ็บปวดหายเร็วขนึ้
2. ใหค้ าแนะนาแกค้ นไขโ้ ดยการแนย่ า้ ของการดแู ลบาดแผล
ความขาดหวงั
มีความต้องการท่ีอยากจะให้มีผู้มาสืบทอดดูแลภูมิปั ญญาการรักษาพิษงูเอาไว้
เพราะตอ้ งการใหค้ นร่นุ หลงั นามาศึกษาและใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป
ข้อมลู ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 19
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
นวดแผนไทย
เจา้ ของเรอ่ื ง : นายสมพงษ์ จนั ทรป์ ระสิทธ์ิ ชาวบา้ นหมทู่ ี่ 7 ตาบลกะเฉด
ช่อื นายสมพงษ์ จนั ทรป์ ระสทิ ธิ์ อายุ 50 ปี เกดิ เมอื่ วนั ท่ี 13 มีนาคม พ.ศ. 2504
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขที่ 61/1 หมู่ 7 บา้ นตะพนุ ทอง ตาบลกะเฉด อาเภอเมือง จงั หวดั ระยอง
จบการศึกษาชน้ั ประถมปี ท่ี 4 ปัจจบุ นั ประกอบอาชีพเกษตรกร
ประมาณ พ.ศ . 2537 เป็ นสัปเหร่อ และเร่ิมเรียนหมอนวดแผนไทย ท้ัง 3 อาชีพ
ไดป้ ระกอบมานานเป็ นเวลาประมาณกว่า 20 ปี นวดแผนไทยไดเ้ รียนมาจากตาบลทัพไทร
อาเภอโป่ งนา้ รอ้ น จงั หวัดจนั ทบรุ ี อตั ราคา่ บริการนวดตวั ชวั่ โมงละ 100/ชวั่ โมง แตถ่ า้ หากนวดเทา้
150/ชัว่ โมง มีลกู คา้ มานวดที่บ้าน แต่ก็มีการบริการนอกสถานท่ีแต่จะคิดค่าบริการเพ่ิมขึ้น
ตามระยะทาง อาชีพนวดแผนไทยถือเป็ นความภาคภมู ิใจมากเพราะไดช้ ่วยเหลือผทู้ ี่เดือดรอ้ นมีปัญหา
จากอาการที่เป็ นปวดเม่อื ยตามรา่ งกายก็จะมาใชบ้ ริการ
การนวดเป็ นการคลายเสน้ ช่วยใหเ้ ลือดลมไหลเวียนคล่อง การไหลเวียนทัง่ ร่างกายดีข้ึน
เลือดสามารถนออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเล่ียงสว่ นตา่ ง ๆ ภายในร่างกายไดอ้ ย่างทวั่ ถึงระบบ
ขบั ของเสยี ไมว่ ่าจะเป็ นทางนา้ เหลือง และหลอดเลือดทางานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สะสมพิษตกคา้ ง
ไว้มาก สขุ ภาพก็ดีขึ้นผ่อนคลายกลา้ มเนื้อ กลา้ มเน้ือบริเวณที่ใชง้ านหนักจะเกิดการเกร็งตัว
และ มีสารเคมีคงั่ คา้ งอยู่ ทาใหเ้ ลือดมาหลอ่ เลี่ยงไม่สะดวก เกิดอาการปวดเม่ือยตามมา การนวด
ชว่ ยใหห้ ายปวดเมื่อย เพราะไปคลา้ ยกลา้ มเน้อื ที่เกร็งใหผ้ อ่ นคลายลงกานวดเป็ นการกระตนุ้ ใหร้ ะบบ
นา้ เหลืองทางานไดด้ ีอีกดว้ ย โดยปกติแลว้ นา้ เหลืองไหลเวียนดีจากการที่ร่างกายเคล่ือนไหว
หรือจากแรงภายนอกมากระตนุ้ เม่ือนวดตามตวั ตอ่ มนา้ เหลือง ทวั่ ร่างกายก็ถกู กระตนุ้ ใหท้ าหนา้ ที่
สรา้ งภมู คิ มุ้ กนั และจดั การกบั เชื้อโรคตา่ ง ๆแตใ่ นกรณีท่ีนวดทอ้ ง ไม่ควรนวดผทู้ ี่รบั ประทานอาหาร
อ่ิมใหม่ ๆ (ไม่เกิน 30 นาที)ไม่นวดอย่างรนุ แรงหรือนานเกินไป เพราะอาจเกิดการอักเสบ
ฟกซา้ มากขน้ึ โดยเฉพาะบริเวณท่ีไม่คอ่ ยมีกลา้ มเน้อื เช่น หนา้ หู ใกลก้ ระดกู ไหปลารา้ รกั แร้ เป็ นตน้
กรณีผูส้ งู อายมุ ีโรคประจาตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสงู ตอ้ งระมัดระวัง
ในการนวด ในกรณีเป็ นความดันโลหิตสงู และเสน้ เลือดแดงที่ทอ้ งเป็ นกระเปาะ ไม่ควรกดทอ้ ง
เพราะเส่ียงต่อการทาใหห้ ลอดเลือดแดงใหญ่ท่ีทอ้ งปริตกจนมีอันตรายถึงเสียชีวิตไดไ้ ม่ควรนวด
ผทู้ ่ีมีอาการอักเสบติดเช้ือคือ มีไขม้ ากกว่า 38 องศาเซลเซียส ปวด บวม แดง รอ้ น ไม่ควรนวด
ผทู้ ี่เพ่ิงประสบอบุ ตั เิ หตใุ หม่ๆควรไดร้ ับการช่วยเหลือขา้ งตน้ และตรวจวินิจฉัยภาวะแทรกซอ้ นตา่ งๆ
หากเกินความสามารถควรประสานความร่วมมือกับแพทย์แผนปัจจบุ ัน หากมีการดัดหรือ
ดึงร่วมดว้ ยจะตอ้ งระวังมาก การดดั หรือดึงที่คออาจทาใหก้ ระดกู คอทบั เสน้ ประสาทได้ การดดั หลงั
อย่างรนุ แรงอาจทาใหม้ กี ารฉีกขาดของเนอ้ื เย่ือ ซึ่งหากมีเสน้ ประสาทอย่ใู กลจ้ ะไดร้ บั อนั ตรายไปดว้ ย
/ การเปิ ดปิ ด...
ขอ้ มูลภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 20
การเปิ ดปิ ดประตลู มไมค่ วรกดนานกว่า 45 วินาที และอย่าใชแ้ รงกดมากเกินไป เพราะอาจทา
ใหห้ ลอดเลอื ดชา้ อกั เสบ รวมทง้ั เสน้ ประสาทขาดเลอื ดไปเล้ียงนานเกนิ ไป ทาใหเ้ กิดอาการชา
อาชีพสปั เหร่อ ไดร้ า่ เรียนมาจากอาจารยท์ ่ีอย่ใู นพื้นท่ีใกลเ้ คียงกนั เหตผุ ลท่ีประกอบอาชีพ
สปั เหรอ่ เนอ่ื งจากความจนจึงตอ้ งเลือกทาอาชีพสปั เหรอ่ ถึงจะเป็ นอาชีพที่ตอ้ งสมั ผสั กบั ศพตอ้ งใจกลา้
ถึงจะทาหนา้ ท่ีเกี่ยวกบั ศพ ตงั้ แตท่ าพิธีมดั ตราสงั จนกระทงั่ นาศพลงฝังหรือเผาทาหนา้ ท่ีแปรสภาพ
สังขารร่างกายของคนที่ตายไปแลว้ ใหส้ ญู สลายไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง โดยการฝังซาก ศพไป
ในดิน หรือเผาใหม้ อดไหมด้ ว้ ยไฟ โดยอาจมีวิธเี ฉพาะสปั เหรอ่ อย่คู กู่ บั สงั คมมนษุ ยม์ าชา้ นาน เน่อื งจาก
การตายนนั้ เป็ นสิ่งปกติของคนเรา หนา้ ท่ีหลกั ของสปั เหร่อเริ่มจากเตรียมเมรเุ ผาศพ โดยจะกวาด
เถา้ กระดกู ของศพท่ีเผาก่อนหนา้ เพ่ือไม่ใหป้ ะปนกบั ศพที่กาลังจะเผา และขอซื้อท่ีจากเทวดาเจา้ ที่ชื่อ
"ตากะลี ยายกะลา" ก่อนการเผา สปั เหร่อจะเปิ ดโลงและตดั ดา้ ยที่มดั มือมดั เทา้ ของศพ จากนนั้ ลา้ ง
หนา้ ศพดว้ ยนา้ มะพรา้ ว เมื่อญาตๆิ ผตู้ ายช่วยกนั เคล่ือนศพไปสเู่ มรแุ ลว้ สปั เหร่อก็จะดาเนินการเผา
ตามขนั้ ตอน กนิ เวลาประมาณ 1-2 ชวั่ โมงจึงแลว้ เสร็จ สามารถเก็บกระดกู ใหญ้ าติพ่ีนอ้ งท่ีรอรับอยู่
ในการปฏิบัติหนา้ ที่สัปเหร่อตอ้ งมีจรรยาท่ีสาคัญ คือการไม่เลือกปฏิบัติ ตอ้ งเผาศพใหเ้ จา้ ภาพทกุ
รายโดยไม่เลือกท่ีรักมักที่ชัง และจะตอ้ งทาหนา้ ท่ีดว้ ยความเป็ น "มืออาชีพ" คือทาดว้ ยความ
รบั ผิดชอบและเรียบรอ้ ยทกุ ขน้ั ตอน นบั ตงั้ แตก่ ารทาความสะอาดเตาเผาในการเตรียมเมรจุ นถึงการ
เก็บกระดกู บทบาทหนา้ ที่ของสปั เหร่อในสมยั ก่อนท่ียังมีการเผาศพแบบเชิงตะกอน คนที่สามารถเผา
ศพไดจ้ ะมีอย่หู ลายคน ในการเผาแต่ละครั้งจะมีชาวบา้ นไปช่วยกันประมาณ 10 คน แต่เมื่อมีการ
เปลี่ยนเตาเผาจากเชิงตะกอนมาเป็ นเตาเผาแบบปิ ด คือเมรุ การจากดั ตวั บคุ คลผรู้ ับหนา้ ท่ีเผาศพก็
เกดิ ขนึ้ เนอื่ งจากเมรเุ ป็ นสมบตั ทิ ี่มีราคาแพงของวัด คนที่จะมาดแู ลเมรจุ ึงไมใ่ ช่ใครก็ได้ แตต่ อ้ งเป็ นคน
ที่เจา้ อาวาสและชาวบา้ นยอมรับ การมีเมรจุ ึงนับเป็ นจดุ เปล่ียนสาคัญที่ทาใหส้ ถานะของสัปเหร่อ
ชดั เจนขนึ้
ขอ้ มูลภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 21
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
การทาบายศรี
เจา้ ของเรอื่ ง : นางกลุ จิรา มีสบาย ชาวบา้ นหมทู่ ี่ 3 ตาบลกะเฉด
ชอ่ื นางกลุ จิรา มสี บาย อายุ 59 ปี เกิดเมอ่ื พ.ศ. 2498
ปัจจบุ นั อย่บู า้ นเลขท่ี 65/7 หมู่ 3 บา้ นแกลงบน ตาบลกะเฉด อาเภอเมอื ง จงั หวดั ระยอง
ปัจจบุ นั ประกอบอาชพี เกษตรกร
ชื่อ นางกุลจิรา มีสบาย ชื่อเล่น ออน เป็ นอาสาสมัครพลังงานชุมชนตาบลกะเฉด
เม่ือปี 2554 การเขา้ มาเป็ นอาสาสมัครพลังงานชมุ ชนตาบลกะเฉด ก็คืออยากใหค้ นในชมุ ชนได้
มีทรัพยากรใชก้ นั ย่างนานๆ และไดท้ ราบถึงการใชพ้ ลังงานทดแทนอย่างยัง่ ยืน บทบาทและหนา้ ท่ี
คอื การประชาสมั พนั ธข์ องเร่ืองการใชพ้ ลงั งานอยา่ งประหยดั ใหก้ บั คนในชมุ ชนไดร้ บั ทราบ หนว่ ยงาน
ที่เขา้ มาสนบั สนนุ พลงั งานจงั หวดั ระยอง, องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลกะเฉด สนบั สนนุ ทงั้ เรื่องของ
การอบรมและนวตั กรรมตา่ งๆ ท่ีสนบั สนนุ ใหก้ บั หม่บู า้ น เช่น เตามหาเศรษฐี จักรยานปันนา้ เตาเผา
ถ่าน ซ่ึงไดร้ ับการตอบรบั จากชาวบา้ นเป็ นอย่างดีในเร่ืองของการเผาถ่านไวใ้ ชเ้ อง ในครัวเรือน
แทนการใชก้ า๊ ซธรรมชาติ และยงั เป็ นปราชญช์ าวบา้ นในเรื่องของการทาพานบายศรี อีกดว้ ย
ข้อมูลภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 22
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
ประวตั ิภมู ิปัญญาการสอนกลองยาว
เจา้ ของเรอื่ ง : นายสมบรู ณ์ วงษถ์ วิล ชาวบา้ นหม่ทู ี่ 6 ตาบลกะเฉด
ชื่อ นายสมบรู ณ์ วงษถ์ วิล อายุ 64 ปี เกดิ เม่อื วนั ที่ 13 พฤศจิกายน 2496
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี 19/4 หมู่ 6 บา้ นตะพนุ ทอง ตาบลกะเฉด อาเภอเมือง จงั หวดั ระยอง
ประวตั ิภูมิปัญญากลองยาว
เนื่องจากกลองยาว เป็ นเคร่ืองดนตรีไทย สาหรับตีดว้ ยมือ ตวั กลองทาดว้ ยไม้ มีลกั ษณะ
กลมกลวง ขึงดว้ ยหนังมีหลายชนิด ถา้ ทาดว้ ยหนังหนา้ เดียว มีรปู ยาวมากใชส้ ะพายในเวลาตี
กลองยาวที่โรงเรียนบา้ นตะพนุ ทอง เป็ นกลองยาวทรงกลมยาว เจาะทะลเุ ป็ นโพรงตลอดท้ังลกู
ตอนบนตง้ั แตห่ นา้ กลองลงมาจนถึงคอคอดเป็ นกระพงุ้ องุ้ เสยี งทรงกลม ตกแตง่ ดว้ ยผา้ สีสม้ สีเขียวสะ
ทอ้ งแสง โดยใชว้ ิธกี ารเย็บเป็ นกระโปรงหมุ้ สว่ นสายสะพายท่ีใช้ ไดด้ ดั แปลงเอาประคดรัดจีวร ของ
พระสงฆม์ าทาเป็ นสายสะพายกลอง เพื่อทาใหไ้ มป่ วดไหลข่ ณะทาการแสดง
กลองยาวเป็ นการละเลน่ พื้นบา้ นมาตงั้ แตส่ มยั โบราณนยิ มเลน่ ในงานประเพณีตา่ งๆ เชน่
สงกรานต์ ทอดกฐิน เป็ นตน้ ในการฝึ กสอนในการตีกล่องยาว นั้น เร่ิมจากในโรงเรียน
บา้ นตะพนุ ทอง เพ่ือใหเ้ ด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพตดิ โดยการใหม้ าเลน่ ดนตรีไทยเพื่ออนรุ กั ษ์
ศิลปวัฒนธรรมไทยและไม่ใหด้ นตรีพ้ืนบา้ นหายไป ซึ่งเป็ นการสรา้ งจิตสานึกของความเป็ นไทยและ
การพัฒนาคุณธรรมการปลกู ฝังพัฒนาคุณภาพเด็กแลเยาวชนไทยให้มีสานึกความเป็ นไทย
มสี นุ ทรียภาพทางดา้ นอารมณไ์ มข่ อ้ งเกย่ี วและห่างไกลจากยาเสพ
โรงเรียนบา้ นตะพนุ ทองไดเ้ ร่ิมการเรียนการสอนของดนตรีพ้ืนบา้ นขน้ึ เมอื่ ปี ๒๕๕๔ ทาง
โรงเรียนเห็นว่าชมุ ชนมีงานประเพณี แตไ่ ม่มีกลองยาวท่ีใหค้ วามบนั เทิง ทางโรงเรียนจึงจดั กิจกรรม
กลองยาวขึน้ ท้ังน้ีเพ่ือดารงความรแู้ ละประเพณีวัฒนธรรมกลองยาวใหค้ งอย่ตู ่อไป พรอ้ มทั้งเพ่ือ
สรา้ งเครือขา่ ยเรื่องกลองยาวใหเ้ ผยแพร่ออกสสู่ าธารณชนดว้ ย
แนวคิด
1. ตอ้ งการใหภ้ มู ิปัญญาไมเ่ ลือนหายไปจากชมุ ชน
2. เสริมสรา้ งใหเ้ ยาวชนในชมุ ชนเขา้ ไป
3. เพื่อปลกู ฝังจิตสานกึ ความเป็ นไทยใหเ้ ด็กและเยาวชน ตระหนกั ถึงความเป็ นชาตไิ ทย
4. เพื่อพฒั นาสมรรถนะทางดา้ นดนตรี ใหแ้ กเ่ ด็กและเยาวชน
5. เพื่อสรา้ งความเขม็ แข็งใหแ้ กช่ มุ ชนในการสง่ เสริมการเรียนรใู้ นดา้ นดนตรี
6. เพ่ือใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชนไ์ มข่ อ้ งเกยี่ วและหา่ งไกลยาเสพตดิ
วิธีการสอนกลองยาว
ในการเรียนการสอนโรงเรียนไดป้ ระสานกบั ผช.ผญ.สมบรณู ์ วงษถ์ วิล เป็ นวิทยากรโดย
การสอนนนั้ ใชร้ ะยะสอนสปั ดาหล์ ะ ๕ วัน วันละ ๑ ชวั่ โมง ซ่ึงวิธีการบรรเลงกลองยาวนิยมตีกนั อยู่
๓ เสียง คือ “ป๊ ะ” เพ่ิง บ่อม” การละเล่นกลองยาวน้ัน จะเร่ิมดว้ ยการโห่ที่เรียกว่า “โห่สามลา”
กอ่ นทกุ ครง้ั แลว้ ใหโ้ หมง่ ตนี าเพ่ือตงั้ ความเร็วของจงั หวะ
/ กจิ กรรม...
ข้อมูลภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 23
กิจกรรม
๑. ฝึ กซอ้ มเพลงในการตกี ลอ่ งยาวเป็ นประจาทกุ วัน
๒. ใชเ้ ปิ ดงานพิธีในโรงเรียนและทางศาสนา เชน่ งานเปิ ดกีฬาสี งานทอดกฐนิ สงกรานต์
เป็ นตน้
๓. ใชเ้ พื่อตอ้ นรบั ผมู้ าเยือนจากตา่ งถิ่น
สิง่ ที่ไดร้ บั
๑. นกั เรียนมีทักษะดา้ นดนตรี พ้ืนบา้ น สามารถ เล่นดนตรีไทย หรือดนตรีพ้ืนบา้ นได้
เห็นคณุ ค่า ซาบซึ้งในดนตรีพ้ืนบา้ น เกิดความภาคภมู ิใจในความเป็ นไทย รักและ
หวงแหนในมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และ เป็ นการเปิ ดเวทีใหเ้ ด็กไดแ้ สดงออก
ตามความสามารถของตนเองอย่างอิสระ ใชเ้ วลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเป็ น
การสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ภยั จากยาเสพตดิ
๒. โรงเรียนมีเครื่องดนตรีไทย และพื้นบา้ น เพ่ือใชเ้ ป็ นสื่อ และอปุ กรณ์ในการจัดการ
เรียนรู้ และ มีวงดนตรีพ้ืนบ้าน อันเป็ นการแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็ นไทย
และมีสาหรับแสดงในวันสาคัญ เทศกาลงานประเพณี วัฒนธรรมตา่ งๆ ของชมุ ชน
มหี ลกั สตู รทอ้ งถิ่นดา้ นดนตรี นาฏศิลป์ ไทย และพ้ืนบา้ น เพ่ิมขน้ึ อยา่ งหลากหลาย
๓. ตอ้ งการสร้างสมาธิใหน้ ักเรียนในการเล่นดนตรีเพราะจะส่งผลให้เด็กมีสมาธิ
ในการเรียนดว้ ย
ขอ้ มูลภูมปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 24
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
ประวตั ิภมู ิปัญญาการทาผา้ บาติก
เจา้ ของเรอ่ื ง : นางสาวสยาพนั ธ์ อภิญญานรุ กั ษ์ ชาวบา้ นหมทู่ ่ี 1 ตาบลกะเฉด
ชื่อ นางสาวสยาพนั ธ์ อภญิ ญานรุ กั ษ์ อายุ 64 ปี เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี 8 สงิ หาคม 2496
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี หมู่ 1 บา้ นธงหงส์ ตาบลกะเฉด อาเภอเมอื ง จงั หวดั ระยอง
ชื่อ นางสาวสยาพันธ์ อภิญญานุรักษ์ ไดเ้ ขา้ ร่วมฝึ กอบรมอาชีพ กับ กศน.
อาเภอเมืองระยอง โดยการฝึ กหัดทาดอกไม้จากผ้าใยบัว และปั้นดอกไมแ้ ละผลไม้จากแป้ ง
พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็ นวิทยากรลกู เสือชาวบา้ น โดยปลกู ฝังเนน้ ใหท้ กุ คนเป็ นคนดี เสียสละเพ่ือส่วนรวม
พ.ศ. ๒๕๔๓ ไดเ้ ขา้ ร่วมเรียนทาผา้ บาติก ที่ อบต.กะเฉด จัดทาโครงการข้ึนเพ่ือฝึ กอาชีพใหก้ ับ
กล่มุ แม่บา้ นในพื้นที่ หลงั จากฝึ กอบรมแลว้ ก็นาไปทาเองท่ีบา้ นโดยรวมกล่มุ กนั ทาช่วงแรกรายได้
เพราะคนนิยมกันจึงทาใหก้ ล่มุ มีรายได้ แต่ช่วงหลังคนไม่นิยมกันจึงทาใหส้ ินคา้ ที่ทา ไม่สามารถ
จาหน่ายได้ กล่มุ จึงแยกยา้ ย แต่ตนเองก็ยังนาความรทู้ ่ีไดไ้ ปสอนใหเ้ ด็กนักเรียนที่โรงเรียน
วัดธงหงสโ์ ดยท่ีทางโรงเรียนเป็ นคนออกค่าใชจ้ ่าย อปุ กรณ์ในการทาใหแ้ ละตัวเองไปเป็ นวิทยากร
ใหค้ วามรเู้ ร่ืองการทาผา้ บาติก และการทาดอกไมป้ ระดิษฐ์ จากผ้าใยบัว และการประดิษฐด์ อกไม้
และผลไม้ โดยการป้ันจากแป้ งใหเ้ ด็กๆท่ีโรงเรียน ทาใหร้ สู้ ึกมีความสขุ ท่ีไดถ้ ่ายทอดความรใู้ ห้
กบั เด็กๆ เพ่ือใหเ้ ขานาความรทู้ ่ีไดไ้ ปตอ่ ยอดแนวคดิ ในการประกอบอาชพี ในอนาคตตอ่ ไป
ในสมยั โบราณ ไดค้ ิดทาเครื่องมือเคร่ืองใชเ้ พ่ือการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็ น
อาชีพในกลมุ่ ของเกษตรกรรม การทานาปลกู ขา้ วเป็ นหน่ึงในอาชีพของชาวบา้ นในชนบททวั่ ไป เกือบ
ทกุ ครอบครวั จะมีการทานาเพื่อใหไ้ ดข้ า้ วไวก้ นิ ตลอดปี การทานาในสมยั ก่อนเป็ น การทาเกษตรแบบ
พอมีพอกิน ดังนั้นเคร่ืองมือในการทานาก็ไดป้ ะดิษฐค์ ิดทาขึ้นใชเ้ อง ในบรรดาเคร่ืองมือในการ
ประกอบอาชีพท้ังหลาย เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการไถนา หรือคนั ไถ ก็เป็ นเคร่ืองมือที่สาคญั อย่างหนงึ่ ใคร
เป็ นคนคิดทาเป็ นคนแรกไมม่ ีใครรู้ แตไ่ ดร้ ับการถ่ายทอดสืบตอ่ กนั มา การสรา้ งเครื่องมือเหลา่ น้ตี อ้ ง
ใชเ้ วลานานพอสมควร เพราะตอ้ งหาไมเ้ น้ือแข็งที่เหนียวและมีลกั ษณะใกลเ้ คียงกบั ช้ินส่วนท่ีตอ้ งการ
ทา ซ่ึงแตล่ ะชิน้ สว่ นจะมีลกั ษณะการใชง้ านที่แตกตา่ งกนั ไป
ประเพณีบญุ กลางบา้ นหรือบญุ ขา้ วหลาม
ประเพณีทาบญุ กลางบา้ นหรือบญุ ขา้ วหลาม จะทาข้ึนในช่วงเดือน ๓ หรือเดือนกมุ ภาพันธ์
ของทกุ ปี เป็ นประเพณีท่ีทากันมาแต่โบราณเป็ นประเพณี โดยเป็ นประเพณีท่ีทาขึ้นเพ่ือใหช้ าวบา้ นได้
ราลึกถึงพระคณุ ของพระแม่โคสกและไดใ้ หช้ าวนาไดน้ าผลผลิตที่ไดจ้ ากการทานามารวมกันที่กลาง
ลานหลังจากนน้ั ก็นาขา้ วท่ีไดม้ ารวมกันที่กลางลานหลังจากนนั้ ก็นาขา้ วที่ไดไ้ ปรวมกนั ท่ีวัดและก็ให้
ชาวนาไดม้ ีโอกาสแลกเปล่ียนขอ้ มลู เกี่ยวกบั การทานากนั ว่าใครไดผ้ ลผลิตเท่าไหร่มีวิธีการทายังไง
เหมือนเป็ นการมาเล่าส่กู ันฟังถึงแมค้ นในหม่บู า้ นไม่ไดม้ ีอาชีพทานาแลว้ ก็ตามก็ยังยึดถือปฏิบัติตาม
ประเพณีเสมอมา โดยในประเพณีทาบญุ กลางบา้ นหรือบญุ ขา้ วหลามนนั้ จะมกี ารสวดมนตเ์ ย็นกอ่ น
/ ในชว่ งกลางคนื ...
ขอ้ มลู ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 25
ในชว่ งกลางคืนและเชา้ วนั ร่งุ ขนึ้ ก็จะมกี ารทาบญุ เล้ยี งพระในชว่ งเชา้ และนาขา้ วหลามที่แตล่ ะบา้ นไดม้ า
รวมกนั เพ่ือทาบญุ ตกั บาตรมาและมาแลกเปลี่ยนกนั ทานแจกลกู หลานญาตพิ ี่นอ้ งท่ีมาร่วมทาบญุ
พรอ้ มท้ังมีการเรี่ยไรเงินกันเพื่อร่วมทาบุญตามจิตศรัทธา โดยผนู้ าจะนาเงินน้ันม าซื้ออปุ กรณ์
ท่ีรว่ มกนั ในหมบู่ า้ น เชน่ ถว้ ย ชาม โตะ๊ เกา้ อ้ี โตะ๊ หมบู่ ชู า เป็ นตน้
สง่ิ ที่ไดร้ บั
- เกิดความสามคั คีขนึ้ ในหมบู่ า้ น
- ไดส้ บื ทอดประเพณีและวัฒนธรรมสคู่ นร่นุ หลงั
- ชาวบา้ นไดม้ ีโอกาสแลกเปล่ียนขอ้ มลู และประสบการณใ์ นการประกอบอาชพี กนั
ขอ้ มลู ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 26
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
ประวตั ิภมู ิปัญญาการทอเสื่อกก
เจา้ ของเรอ่ื ง : นางสมั ฤทธ์ิ มงั่ คง่ั ชาวบา้ นหมทู่ ่ี 2 ตาบลกะเฉด
ชื่อ นางสมั ฤทธิ์ มงั่ คงั่ อายุ 68 ปี เกิดเม่อื วนั ท่ี 13 พฤษภาคม 2492
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขที่ 55/4 หมู่ 2 บา้ นสมานมติ ร ตาบลกะเฉด อาเภอเมอื ง จงั หวัดระยอง
ชื่อ นางสัมฤทธิ์ มัง่ คัง่ ประวัติความเป็ นมาของภมู ิปัญญา ในการทาเสื่อกกเร่ิม
ตงั้ แต่คร้ังอาศัยอย่กู บั บิดา มารดา เนอื่ งจากบา้ นเกิดอย่ทู างอาเภอแกลงและแหล่งทามาหาเลี้ยงชีพ
อย่ใู กลบ้ ึงสานกั ใหญ่ บิดา มารดา ทาอาชีพ ปลกู มนั ปลกู มะพรา้ ว ปลกู แตงโม หาเลี้ยงครอบครวั ซ่ึง
เป็ นแหล่งท่ีมีตน้ กกมาก ยามว่างมารดาจะสอนใหล้ กู ทาเสื่อกกเพ่ือนาไปขาย หรือกแลกกับขา้ วสาร
เพ่ือมาเป็ นอาหารในครอบครวั กอ่ นจะยา้ ยถ่ินฐานมาอยบู่ า้ นสมานมิตรในปัจจบุ นั
ชอ่ื เสอ่ื กก
อปุ กรณ์
1.ตน้ กกกลม
2.ดนิ เหนยี วสีขาว (เรียกว่าดินขา้ วสาหรบั ยอ้ มกก)
3.สากไม้
4.เขยี ง
5.มดี บาง
6.เขม็ ไมไ้ ผย่ าวประมาณ 2 คบื
วิธีทา
1. เตรียมกก โดยการถอนกกในคลองแลว้ นามามดั รวมกนั ตดั โคนและปลายออก ตามขนาดของกก
ยาวหรือสนั้
2. ขดุ เอาดินเหนยี วสีขาวมาใสต่ มุ่ (หรือภาชนะอย่างอื่นก็ได)้ ละลายนา้ อยา่ ใหข้ น้ เกนิ ไป แกม้ ดั กกออก
คล่ีขยายวางไวบ้ นไมไ้ ผห่ รือไมร้ อกรองรบั ใชน้ า้ ดนิ เหนยี วประพรมใหท้ วั่ เรียกว่ายอ้ มกก
3. เสร็จแลว้ รวบเป็ นขยมุ้ ๆ มดั โคน มดั ปลายตง้ั พิงไวก้ บั ไมผ้ นื หนง่ึ เพื่อใหน้ า้ ยอ้ มกกสะเด็ด
4. ร่งุ เชา้ จึงเอาไปคลี่ตากแดดหน่งึ วัน (ถา้ แดดกลา้ มากตอ้ งเก็บ มิฉะนน้ั กกจะกรอบเกินไป) เมื่อกก
แหง้ ดีแลว้ ก็มดั โคนมดั ปลายเป็ นกาไว้
5.นามัดกกมายา่ ดว้ ยเทา้ และตอ้ งตะแคงเทา้ ยา่ เพ่ือใหข้ อ้ ขา้ งในกกแตกแลว้ จึงแกม้ ันโคนออก แตม่ ดั
ปลายไวใ้ หแ้ นน่ แลว้ แผ่ขยายใหโ้ คนบานออกเหมือนรปู พดั ตากแดดอีกคร้ังหน่ึงใหโ้ คนกกแหง้ สนิทดี
ทาอยา่ งนเ้ี รียกว่า “ราหา”
6. นากกมามัดเป็ นมัดๆ เก็บไวใ้ ตถ้ นุ บา้ น เวลาจะสานจึงนาออกมาขยายมดั ใหห้ ลวมๆแลว้ ตาดว้ ย
สากไมบ้ นเขียงหรือกระดานตากก เม่ือตากกจนอ่อนนิ่มไดท้ ี่แลว้ ใชม้ ือท้ังสองกาปลายกกไวใ้ หแ้ น่น
แลว้ พาดโคนกกกบั ขา้ งเขยี งใหเ้ ปลือกกกท่ีหมุ้ โคนกกท่ีหมุ้ ออกใหห้ มด
7. แยกเสน้ กกออกเป็ นเสน้ ใหญ่ และกกเสน้ เล็ก เสน้ ใหญ่สาหรับสานเส่ือหอ้ ง เสน้ เล็กสาหรบั สานเส่ือ
เขลียงและอื่นๆ
/ 8.การสานส่ือดว้ ยมือ...
ขอ้ มลู ภูมิปญั ญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 27
8. การสานเสอื่ ดว้ ยมอื อยา่ งเดียวนนั้ เป็ นศิลปหตั ถกรรม เคร่ืองมือในการสานส่อื ก็มเี ข็มทาดว้ ยไมไ้ ผ่
อย่างเดียวสาหรับหนีบเสน้ กก เมื่อเวลาต่อกกหรือเก็บหนวดกกซกุ เมื่อเวลาสานเสื่อเสร็จแลว้
เรียกว่า “ชนุ ” เส่อื ที่สานทกุ ชนดิ ปกตสิ านเป็ นลายสอง หรือ ถา้ เป็ นผนื เล็กอาจมีลวดลายอ่ืนๆบา้ ง
ประโยชน์
1. ใชป้ ูตากขา้ วและของอ่ืนๆ ปูนงั่ รบั ประทานอาหาร ปูนงั่ ปูนอน ก็ไดต้ ามความประสงค์
2. เป็ นอตุ สาหกรรมในครัวเรือน เมื่อว่างจากการเกษตรกรรมเป็ นการหารายไดเ้ สริมให้กับ
ครอบครวั
3. ชาวบา้ นสว่ นใหญ่ตามหมบู่ า้ นนยิ มสานเสือ่ กกไปใหว้ ัดเมอื่ จัดงานประเพณี
ข้อมูลภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ ตาบลกะเฉด 28
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น
ประวตั ิภมู ิปัญญาการกรองหญา้ คา
เจา้ ของเรอ่ื ง : นางสมั ฤทธิ์ มง่ั คงั่ ชาวบา้ นหม่ทู ่ี 2 ตาบลกะเฉด
ชื่อ นางสมั ฤทธิ์ มงั่ คงั่ อายุ 68 ปี เกดิ เม่ือวนั ท่ี 13 พฤษภาคม 2492
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขที่ 55/4 หมู่ 2 บา้ นสมานมติ ร ตาบลกะเฉด อาเภอเมอื ง จงั หวดั ระยอง
ช่ือ นางสมั ฤทธิ์ มงั่ คัง่ ประวัติความเป็ นมา เน่ืองจากในอดีตบา้ นเรือนในชนบท
ส่วนใหญ่ใชห้ ญา้ คามากรองเป็ นตับทาเป็ นหลังคาบา้ น บา้ นของนางสัมฤทธ์ิ มัง่ คงั่ ก็เช่นเดียวกัน
ตงั้ แตเ่ ล็กๆ บิดามารดา ของนางสมั ฤทธิ์ก็เลยไดร้ ับความรแู้ ละวิธีการกรองหญา้ คาจากการท่ีพ่อแม่
ไดท้ าใหด้ ู และฝึ กฝนจนสามารถกรองหญา้ คาได้ ถือว่าเป็ นภมู ิปัญญาอย่างหน่งึ ที่ไดร้ ับการถ่ายทอด
จากบิดามารดา ในปัจจบุ นั นอกจากนางสัมฤทธ์ิยังแลว้ มีชาวบา้ นในบา้ นสมานมิตรไดก้ รองหญา้ คา
ขายเป็ นอาชีพเสริม หญา้ คาที่กรองสว่ นใหญ่จะเกี่ยวมาจากสวนทเุ รียนหรือสวนยางท่ีมีหญา้ คาขึ้น
ซึ่งบางคนมองขา้ มประโยชนข์ องหญา้ คาแต่นางสมั ฤทธิ์มองเห็นคณุ ค่าและมลู ค่าของมัน ถึงแมใ้ น
ปัจจบุ ันบา้ นเรือนไม่ไดม้ งุ หลังคาดว้ ยหญา้ คาแลว้ แต่ผคู้ นก็ยังนิยมนากรองหญา้ คาไปมุงหลังคา
กระท่อม ทารา้ นอาหาร แพปลา และทาโรงเรือนตา่ งๆ เนื่องจากหลังคาที่มงุ ดว้ ยหญา้ คานนั้ จะเย็น
สบาย ประหยดั กว่ากระเบ้ืองและสงั กะสี นจี่ งั เป็ นส่วนสาคญั ที่ทาใหก้ รอกหญา้ คายังคงอย่ตู งั้ แตอ่ ดีต
จนถึงปัจจบุ นั
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. รางไมก้ รองหญา้
2. เคยี ว
3. แปรงสางหญา้
4. เถาวัลย์
วิธีการกรองหญา้ คา
1. นาหญา้ คาที่สางเอาไว้ มาจดั ใหม้ คี วามยาวสมา่ เสมอกนั พรมนา้ ใหอ้ ่อนเล็กนอ้ ย
2. จดั หญา้ ใหม้ ีจานวนละกาละ 10 - 15 เสน้ เพราะจะไดก้ รองหญา้ คาที่หนาแนน่
3. สอดคลอ้ งจับหญา้ ใตไ้ มก้ า้ นหญา้ แบ่งคร่ึงใบ ส่วนท่ีแขง้ และหนา โดยใหป้ ลายใบอย่ทู างซา้ ยมือ
สว่ นกา้ นใบอย่ทู างขวามอื ใหส้ ว่ นโคนชนกบั ไมร้ องหวั หรือผนงั
4. ใชเ้ ถาวัลยผ์ กู จับหญา้ ตรงกลางติดกับไมก้ า้ นหญา้ ดึงใหแ้ น่นแลว้ พับกา้ นใบทับไมก้ า้ นหญา้ ไป
ทางดา้ นปลายใบใชเ้ ชอื กผกู พนั ไว้
5. ผกู จบั หญา้ ตอ่ ไปจนสดุ กา้ นไมห้ ญา้ ผกู เชือกใหแ้ นน่
6. นาตบั หญา้ ที่กรองเสร็จแลว้ ไปผึ่งแดดใหแ้ หง้ แลว้ นาไปเก็บไวโ้ ดยมดั เป็ นตบั
หลงั คาจากหญา้ คา
+เป็ นภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ินในสาขาศิลปกรรม ดา้ นหตั ถกรรม (งานชา่ งฝี มอื )
+เป็ นภมู ิปัญญาท่ีใชก้ บั การจดั การกบั หญา้ คาที่เป็ นวัชพืชใหเ้ กิดประโยชน์ โดยการนามากรองใหเ้ ป็ น
รปู ลกั ษณะหลงั คาที่พรอ้ มใชง้ าน
/ ประโยชน.์ ..
ข้อมูลภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ ตาบลกะเฉด 29
ประโยชน์
1. นาไปมงุ เป็ นหลงั คา เชน่ บา้ น รีสอรท์ รา้ นอาหาร เป็ นตน้
2. ใชท้ าโรงเรือนเพราะเห็ด เพราะคาสามารถรกั ษาความเย็นและระบายความรอ้ นไดด้ ี ฯลฯ
ขอ้ มูลภูมปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ ตาบลกะเฉด 30
ขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน
ประวตั ิภมู ิปัญญาเรอื่ งสมนุ ไพร
เจา้ ของเรอ่ื ง : นายเหนิม ผวิ ขาว ชาวบา้ นหมทู่ ่ี 3 ตาบลกะเฉด
ชื่อ นายเหนมิ ผวิ ขาว อายุ 68 ปี เกิดเมือ่ พ.ศ. 2479
ปัจจบุ นั อยบู่ า้ นเลขที่ 81 หมู่ 3 บา้ นแกลงบน ตาบลกะเฉด อาเภอเมือง จงั หวดั ระยอง
ชอ่ื นายเหนมิ ผิวขาว มคี วามสามารถในการรกั ษาอาการเจ็บป่ วยดว้ ยโรคทอ้ งถิ่น
ต่าง ๆ รวมท้ังอาการอื่น ๆ เช่น การถกู พิษ เด็กรอ้ งไหไ้ ม่หยดุ งสู วัด อาการไขต้ ่าง ๆ ผิดสาแดง
ประเภทตา่ ง ๆ ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ การรักษาของนายสงค์ สีดานชุ ประกอบดว้ ยการรักษา
อย่ทู ี่บา้ น และไปรักษาที่บา้ นคนไขส้ มุนไพรที่ใชใ้ นการรักษาผเู้ จ็บป่ วยโรคต่างๆ ส่ิงท่ี ตอ้ งใชค้ ือ
สมนุ ไพรพ้ืนบา้ น
วธิ ีการรักษาแบบหมอพน้ื บ้าน
ยาแกร้ อ้ นใน ใชส้ มนุ ไพร คือ หวั กลอยสด เอาเปลือกขนออก ฝานบาง ๆ ประมาณ ๒ นิว้ (ใชม้ ากจะ
เป็ นพิษ) หนอ่ ไมบ้ า้ นสดใชต้ น้ อ่อน(หนอ่ ) ๑ หนอ่ (เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง ประมาณ ๑ นิ้วมือ ยาว ๔ น้ิว)
ผลนอ้ ยหนา่ แหง้ คาตน้ (ลกู เท่ากามือ) เผาไฟใหไ้ หม้ จานวน ๑ ลกู นาตวั ยาทั้งหมดมาแช่นา้ หากให้
เด็กทารกท่ีกินนมแม่ ใหแ้ ช่ยา ๓๐ นาที จากนน้ั นานา้ ยาท่ีแชม่ าหยดใส่ หัวนมแม่ แลว้ จึงใหล้ กู ดดู นม
แม่ สาหรบั ในเด็กอายุ ๑-๓ ปี และผใู้ หญ่ ใหแ้ ชย่ า ๓๐ นาที เชน่ กนั แตใ่ หน้ ามาใหด้ ม่ื แทนนา้
คางทมู การรกั ษาใชส้ มนุ ไพร คอื ใบมะลิ ๑ กามอื ใบตาลึง ๑ กามอื นาสมนุ ไพรทง้ั หมดมาตารวมกนั
ใสน่ า้ เล็กนอ้ ยนามาปิ ดหรือพอกบริเวณที่เป็ น ใหห้ ยอดนา้ บ่อย ๆ บริเวณที่พอกยา อย่าปล่อย
ใหย้ าแหง้ และตอ้ งเปลี่ยนยาท่ีพอกทกุ วัน หา้ มรับประทานอาหารแสลง ไดแ้ ก่ ไก่ เหลา้ ขา้ วเหนียว
การรกั ษาแตล่ ะครงั้ จะตอ้ งยกครโู ดยนาดอกไมธ้ ปู เทียน ขนั ธ์ ๕ พรอ้ มเงนิ ๑๒ บาท
ส่ิงทท่ี าให้ภูมปิ ัญญาคงอยู่
๑. มีความเสียสละ มีคณุ ธรรมช่วยเหลือเพ่ือนมนษุ ยโ์ ดยไม่หวังผลตอบแทนไม่มีการเรียกรอ้ งค่า
รกั ษา รวมทง้ั มกี ารพดู คยุ ใหข้ อ้ มลู แกค่ นไขร้ วมทงั้ มกี ารใหก้ าลงั ใจแก่คนไขท้ ี่มารบั การรกั ษา
๒. เนอ่ื งจากในชมุ ชนทอ้ งถิ่นประชาชนยงั มคี วามเช่อื ในการรกั ษาแบบพ้ืนบา้ น
๓. การไดเ้ ห็นประสิทธภิ าพในการรกั ษาชว่ ยเหลือผเู้ จ็บป่ วย
๔. การที่ภมู ปิ ัญญามกี ารสะสมความรมู้ าเป็ นระยะเวลายาวนานทาใหช้ าวบา้ นมี ความเช่อื ถือ
๕. การมสี มนุ ไพรที่สามารถหาไดใ้ นทอ้ งถ่ิน
๖. การใชม้ นตค์ าถา ซึ่งเป็ นการสรา้ งขวัญกาลงั ใจและเป็ นกระบวนการที่ยงั พิสจู น์
ขอ้ มูลภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ตาบลกะเฉด 31