ราชบณั ฑิตยสถาน (๒๕๕๖ : ๒๑๒) ให้ความหมายวา่ เขียน หมายถงึ ขีดให้เป็นตวั หนงั สือหรือเลข
ขีดให้เป็นเส้นหรือรูปตา่ ง ๆ วาด แตง่ หนงั สือ
การเขียน หมายถึง การสืLอสารโดยใช้ตวั อักษรเป็นสญั ลกั ษณ์ในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความรู้สกึ และความต้องการของผ้เู ขียนไปยงั ผ้อู า่ น
๑. เพ'อื ให้ความรู้ เป็นการเขียนเพLือถ่ายทอดความรู้ ทงัV ความรู้ทวัL ไปและความรู้เฉพาะวิชา เพืLอให้
ผ้อู า่ นรับรู้ เข้าใจ และนําไปใช้ประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ
๒. เพ'ือความบันเทิงและจรรโลงใจ เป็นการเขียนเพLือมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้รับความสนุกสนาน
เพลดิ เพลนิ ได้ผอ่ นคลายจากความตงึ เครียด หรือได้ข้อคดิ จากเรLืองทLีอา่ นเพLือนําไปพฒั นาตนเอง
๓. เพ'อื โน้มน้าวใจ เป็นการเขียนด้วยการใช้ศิลปะทางภาษา เพLือให้ผ้อู า่ นเกิดความเชLือถือ ศรัทธา
และคล้อยตามจดุ ประสงค์ของผ้เู ขียน
การเขียนทLีมีประสิทธิภาพ หมายถึง การเขียนทLีประสบผลสําเร็จตามวตั ถปุ ระสงค์ ทําให้ผ้อู ่านกบั
ผ้เู ขียนมีความเข้าใจตรงกนั ปัจจยั ทีLจะทําให้การเขียนมีประสทิ ธิภาพมีดงั นี V
๑. ผ้เู ขียนต้องมีความรู้ในเรืLองทีLจะเขียนเป็นอย่างดี ความรู้จะทําให้ผ้เู ขียนมีความมนัL ใจในตนเอง
เนือV หาทLีเขียนมีนําV หนกั นา่ เชLือถือ ทําให้ผ้อู า่ นเกิดความเลอLื มใสศรัทธา
๒. ผ้เู ขียนต้องมีวตั ถปุ ระสงค์ในการเขียนทLีแน่นอนชดั เจน ว่าจะเขียนเรืLองอะไร เพืLออะไร เช่น เพLือ
ความรู้เพLือความบนั เทิง เพืLอแนะนํา เพLือสงัL สอน เป็นต้น
๓. ผ้เู ขียนต้องวิเคราะห์ผ้อู ่าน เช่น เป็นใคร มีความสนใจเรLืองอะไร เพLือใช้เป็นแนวทางในการเลือก
เนือV หา ภาษา และวิธีการเขียนได้เหมาะสมกบั ผ้อู า่ น
๔. ผ้เู ขียนต้องมีความสามารถในการรวบรวมเนือV หาได้ตรงประเด็น เหมาะสมกบั ผ้อู ่านและโอกาส
ซงLึ เนือV หาอาจประกอบด้วยข้อเทจ็ จริง ข้อคดิ เหน็ ข้อความแสดงความรู้สกึ และตวั อยา่ งตา่ ง ๆ เป็นต้น
๕. เนือV หาทLีเขียนมีความถกู ต้อง ชดั เจน มีหลกั ฐานอ้างอิงทLีนา่ เชLือถือ
๖. ใช้ภาษางา่ ย ๆ เรียบเรียงได้อยา่ งสละสลวย เขียนสะกดถกู ต้องตามหลกั เกณฑ์
ระดบั ภาษา หมายถึง การใช้ภาษาให้เหมาะสมกบั บคุ คลและโอกาส แสดงให้เห็นถึงวฒั นธรรมทาง
ภาษาของคนไทย ซงLึ จะชว่ ยให้การเขียนเกิดผลดียิLงขนึ V แบง่ ได้ ๓ ระดบั คือ
๑.๔.๑ ภาษาไม่เป็ นแบบแผนหรือภาษาปาก
ภาษาไม่เป็นแบบแผนหรือภาษาปาก คือ ภาษาทีLใช้กบั บคุ คลทLีมีความสนิทสนมใกล้ชิดกนั ใน
โอกาสทLีไม่เป็นทางการ มกั ใช้ในการพดู มากกว่าการเขียน เช่น การสนทนากบั ญาติพีLน้อง เพLือนฝงู การ
เจรจาซือV ขาย ภาษาปากอาจปรากฏในภาษาเขียนได้ เช่น การเขียนข่าว บทพดู ของตวั ละครในเรืLองสนัV
นวนิยายจดหมายสว่ นตวั เป็นต้น
ภาษาปาก บางคําสุภาพแต่บางคําไม่สุภาพ จัดเป็นภาษาตLําหรือคําหยาบคาย ซึLงไม่ควร
นํามาใช้ในการสอLื สารในทกุ โอกาส เพราะไมก่ ่อให้เกิดผลดีทงัV ตอ่ ตวั ผ้พู ดู และผ้ฟู ัง
๑.๔.๒ ภาษาก'งึ แบบแผน
ภาษากLึงแบบแผน คือ ภาษาทLีใช้พดู หรือเขียนทวLั ๆ ไป มีความพิถีพิถนั ในการเลือกใช้คําให้
สภุ าพมากขนึ V กวา่ ภาษาปาก เชน่ การสนทนาระหวา่ งผ้ทู Lีไมค่ ้นุ เคย ผ้นู ้อยกบั ผ้อู าวโุ ส การรายงานหน้าชนัV
เรียน เป็นต้น
๑.๔.๓ ภาษาแบบแผน
ภาษาแบบแผน คือ ภาษาทLีใช้ในโอกาสทLีเป็นทางการ เป็นพิธีการ เรียบเรียงภาษาอย่าง
ประณีตสว่ นมากใช้ในการเขียน เช่น หนงั สือ แบบเรียน เอกสารทางราชการ สนุ ทรพจน์ คํากลา่ วเปิด–ปิด
งาน เป็นต้น
แม้ภาษาจะแบ่งเป็น ๓ ระดบั คําบางคํามีความกําV กึLงกนั ในการใช้แต่ละระดบั และคําบางคํา
อาจใช้ได้ทงัV ๓ ระดบั ผ้ใู ช้จงึ ต้องพิจารณาให้เหมาะสม
ตวั อย่างการใช้คาํ ตามระดบั ภาษา
คําในภาษาไทยนอกจากจะแบ่งระดบั ตามโอกาสทLีใช้แล้ว ในการสLือสารยงั ต้องพิจารณาให้
เหมาะสมกบั สถานภาพของบคุ คลด้วย เชน่
ตวั อย่างการใช้คาํ ถามสถานะของบุคคล
๑. เลอื กเรLืองทีLผ้เู ขียนและผ้อู า่ นมีความสนใจร่วมกนั หรือเรLืองทLีกําลงั อยใู่ นความสนใจของสงั คม
๒. เนือV หาทีLเขียน ควรศกึ ษาค้นคว้าและตรวจสอบวา่ ถกู ต้อง ไมก่ ่อให้เกิดความเสียหายแก่ผ้อู Lืนหาก
เป็นเรLืองสว่ นตวั ต้องได้รับอนญุ าตจากเจ้าของเรืLองก่อน
๓. เขียนเรืLองทีLเป็นประโยชน์ต่อสว่ นรวม ก่อให้เกิดความสงบสขุ แก่สงั คมและประเทศชาติหรือเกิด
องค์ความรู้ใหมอ่ นั จะสง่ ผลตอ่ การพฒั นาประเทศชาติ
๔. เขียนอยา่ งมีเหตผุ ล ปราศจากอคติ
๕. การยกข้อความหรืองานเขียนของผู้อLืนมาประกอบในงานเขียนของตน ต้องได้รับอนญุ าตและ
บอกแหลง่ ทีLมาของข้อมลู ด้วย เพLือให้เกียรตเิ จ้าของข้อมลู นนัV ๆ
๖. ใช้ถ้อยคําภาษาทีLสภุ าพ เหมาะสมกบั เนือV หาและถกู ต้องตามหลกั ไวยากรณ์
ทกั ษะทางภาษาทีLใช้ในการสง่ สาร การเขียนจะมีปัญหามากกว่าการพดู เพราะเป็นการสืLอสารทาง
เดียวเมืLอมีปัญหาในการรับสาร ผ้เู ขียนไม่สามารถอธิบายเพิLมเติมได้ ดงั นนัV ก่อนเขียน ผ้เู ขียนควรศกึ ษา
หลกั การเขียนเขียนข้อความด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะการสะกดคํา เพืLอไม่ให้เกิดปัญหาในการ
สอLื สาร ข้อควรระวงั ในการสะกดคํา มีดงั นี V
๑.๖.๑ คาํ ท'มี ักเขียนพยัญชนะต้นผิด สาเหตเุ กิดจากพยญั ชนะในภาษาไทยมี ๔๔ ตวั แตม่ ีเสียง
แค่ ๒๑ เสยี ง ดงั นี V
ตวั อย่าง
๑.๖.๒ คําท'ีมักเขียนตัวสะกดผิด สาเหตเุ กิดจากในภาษาไทยมีมาตราตวั สะกด ๘ มาตราบาง
มาตรามีตวั สะกดหลายตวั แตอ่ อกเสียงเหมือนกนั ดงั นี V
มาตรา กก มีตวั สะกด ก ข ค ฅ ฆ
มาตรา กง มีตวั สะกด ง
มาตรา กด มีตวั สะกด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฆ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส
มาตรา กน มีตวั สะกด ญ ณ น ร ล ฬ
มาตรา กบ มีตวั สะกด บ ป พ ภ ฟ
มาตรา กม มีตวั สะกด ม
มาตรา เกย มีตวั สะกด ย
มาตรา เกอว มีตวั สะกด ว
ตวั อย่าง
๑.๖.๓ คาํ ท'มี ักเขียนวรรณยุกต์ผิด ภาษาไทยมีลกั ษณะเดน่ ตา่ งจากภาพอLืนอย่างหนงึL คือ มีเสียง
วรรณยุกต์ซLึงทําให้ภาษามีความไพเราะเหมือนเสียงดนตรี วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี ๔ รูป ๕ เสียง คือ
เสียงสามญั (ไม่มีรูป) เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจตั วา การเขียนสะกดคําทLีมีรูปวรรณยกุ ต์ต้องยดึ
ตามหลกั การผนั อกั ษรสามหมู่ คําในภาษาไทยทกุ คําจะมีเสยี งวรรณยกุ ต์ แตไ่ มต่ ้องใสร่ ูปวรรณยกุ ต์ทกุ คํา
ตวั อย่าง
๑.๖.๔ คาํ ท'มี ักประวสิ รรชนีย์ผิด
๑. คาํ ท'ปี ระวสิ รรชนีย์ มีหลักการเขียนดงั นีW
(๑) คําไทยแท้ทีLออกเสียง อะ เต็มเสียง เช่น กระบะ กะทัดรัด กะทันหัน กะทิ ชะลอ
กะเพรา กระเพาะ อาละวาด ยกเว้นคํายอ่ บางคํา เชน่ ธ ณ ทนาย ฯพณฯ
(๒) คําทLีพยางค์หน้ากร่อนเป็นเสยี ง อะ เชน่ สะใภ้ ตะวนั ฉะนนัV ตะปู ตะแบก ชะเอม
(๓) คําแผลงทีLพยางค์หน้าของคําเดิมเป็น สะ เมืLอแผลง ส เป็น ต หรือ กร เช่น กระเทือน
กระท้อน ตะพงั ตะพาน ตะโพก ตะเภา
(๔) คําทLีมีวิสรรชนีย์อยู่แล้ว เมLือแผลงโดยแทรก ร ให้คงรูปวิสรรชนีย์ไว้ตามเดิม เช่น
จระเข้ สระพรLัง ชระงอ่ น ชระบด
(๕) คําทLีกร่อนมาจากคําซําV และคําพยางค์หน้าออกเสียง อะ ให้ประวิสรรชนีย์ เช่น
คะครืนV จะแจ้ว คะคกึ ระรอย พะพราย ถะถนัL
(๔) คําทLีมีวิสรรชนีย์อยู่แล้ว เมLือแผลงโดยแทรก ร ให้คงรูปวิสรรชนีย์ไว้ตามเดิม เช่น
จระเข้ สระพรLัง ชระงอ่ น ชระบด
(๕) คําทีLกร่อนมาจากคําซําV และคําพยางค์หน้าออกเสียง อะ ให้ประวิสรรชนีย์ เช่น
คะครืนV จะแจ้ว คะคกึ ระรอย พะพราย ถะถนัL
๒. คาํ ท'ไี ม่ประวสิ รรชนีย์ มีหลักการเขียนดงั นีW
(๑) คําบาลีสนั สกฤตทLีออกเสียง อะ แต่ไม่ใช่พยางค์ท้าย เช่น วิทยา พิจารณา บุษบา
บษุ กร มรณะ กรณี จริยา ครุ อวสาน อรหนั ต์
(๒) คําบาลีสนั สกฤต เมLือสมาสแล้วพยางค์ท้ายของคําหน้าออกเสียง อะ ไม่ต้องประ
วสิ รรชนีย์ เชน่ วรรณคดี วฒั นธรรม ธรุ กิจ พลศกึ ษา สาธารณสขุ อิสรภาพ ธรรมชาติ อาชีวศกึ ษา
(๓) คําแผลงทLีคําเดมิ มีพยางค์เดียว เชน่ ขนด ชนิด ผนวช ผนวก ผนงั สลวย
(๔) คําภาษาเขมรทีLออกเสียง อะ ไม่เต็มเสียง เช่น ขจี ขจร ขโมย ฉบบั ฉบงั ผกา สไบ
สกดั ชนิด ชนะ
(๕) คําทLีพยญั ชนะต้นเป็นอกั ษรนํา เชน่ กนก ขนดั ขนาน สมาน สมอง ไสว
(๖) คําทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ เช่น อเมริกา สเปน สิงคโปร์ สกอตแลน เยอรมัน
สมั มนา สเกต สบู่ สตฟั ฟ์
(๗) คําประสมทLีออกเสยี งเหมือนคําสมาส เชน่ พทุ ธเจ้า อริยเจ้า สมณเจ้า ราชวงั
๑.๖.๖ คาํ ท'มี ักเขียนสระ ไอ ใอ ไอย และ อัย ผิด
๑. สระใอไม้ม้วน ในภาษาไทยจะมีเขียนเพียง ๒๐ คํา ได้แก่ ผ้ใู หญ่ หลงใหล รักใคร่สะใภ้
หน้าใส ยองใย เป็นใบ้ จงึ ให้ ผ้าใหม่ สวมใส่ ใช้งาน ใครใฝ่ใจ สงLิ ใด ในตู้ มิใช่ อยใู่ กล้ ใต้ใบบวั
๒. สระไอไม้มลาย มีหลกั การเขียนดงั นี V
(๑) ใช้เขียนคําไทยเสียง ไอ ยกเว้นทีLใช้ไม้ม้วน ๒๐ คํา เช่น ไหม ไฟ ไป มีคําไทยบางคํา
เขียนได้ทงัV ไอ และ ใอ แตม่ ีความหมายตา่ งกนั เชน่ ร้องไห้ นําV ไหล สไบ บนั ได ขีไV ต้ ไยไพ ตะไคร่ ลองไน
(๒) ใช้เขียนภาษาอLืนทีLออกเสียง ไอ ยกเว้น ภาษาบาลีสนั สกฤต เชน่ ไนโตรเจน ไฮปาร์ค
ไซง่ อ่ น
(๓) คําทLีแผลงมาจาก อิ อี เอ เป็น ไอ เชน่ วิจิตร = ไพจิตร ตรี = ไตร เกลาศ = ไกลาส
๔. ไอย ใช้เขียนคําทLีมาจากสระ เอ มี ย สะกด ในภาษาบาลี เช่น เวไนย อธิปไตย ไทยทาน
อปุ ไมย ไวยากรณ์ อสงไขย สาไถย
๔. อัย ใช้เขียนคําบาลีสนั สกฤตทีLมีเสียง อะ มี ย ตาม เช่น อนามัย วินัย สมัย ตรัย นิสยั
วชิ ยั ภยั กระษัย
๑.๖.๗ คาํ ท'มี ักเขียนตัวการันต์ผิด ตวั การันต์ คือ พยญั ชนะทีLไม่ออกเสียงจะมีเครLืองหมายทณั ฑ
ฆาตกํากบั อยู่ คําในภาษาไทยบางคํามีตวั การันต์ บางคําไม่มี เช่น ดํารง ธํารง ฉนั ญาติ ดลุ การค้าทรราช
ปรัศนี เจตจํานง งบดลุ ชชั วาล ไข่มกุ พาณิช พนั ทาง นนทรี อินทรี ปฐมนิเทศ ยรรยง ย่อมเยา สถิตจํานง
สงั วร สําอาง สิงโต สงั วาล แผนการ กําหนดการ เลือกสรร โล่ อายุเยาว์ สร้างสรรค์ อินทรีย์ (ร่างกาย)
ศกึ ษานิเทศก์ อบุ าทว์ อานิสงส์ พระสงฆ์ จดุ ประสงค์ โอษฐ์ ยกั ษ์ มสั ตาร์ด มหศั จรรย์
๑.๖.๘ คําพ้องเสียงท'ีมักเขียนผิด เนLืองจากคําพ้องเสียงเป็นคําทLีออกเสียงเหมือนกนั แต่เขียน
ตา่ งกนั ความหมายก็ตา่ งกนั จงึ เป็นสาเหตใุ ห้เขียนสะกดผิดได้งา่ ย เชน่