แบบทดสอบ ชุดที่ 1 วิชาหลักการเขียนโปรแกรม รหัส 20204-2004 -------------------------------------------------------------------------------------- 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ท างานโดยใช้หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยประมวลผลกลางหมายถึงข้อใด ก. CPU ข. SOFTWARE ค. ASSEMBLE ง. PASCAL จ. COBOL 2. CPU ที่เข้ามาในประเทศไทยรุ่นแรกคือรุ่นใด ก. CPU 8080 ข. CPU 8088 ค. CPU 8008 ง. CPU 8808 จ. CPU 8880 3. โปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อการท างานส าหรับงานเฉพาะอย่างคือโปรแกรมชนิดใด ก. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) ข. ซอฟต์แวร์อ านวยความสะดวก (Utility Software) ค. ซอฟต์แวร์ประยุกต์(Application Software) ง. ซอฟต์แวร์ส าเร็จรูป (Package Software) จ. ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบปฏิบัติการ (Operating System-OS) 4. Microsoft Windows 7 หมายถึงซอฟท์แวร์ประเภทใด ก. ซอฟต์แวร์การสื่อสาร (Communications Software) ข. ซอฟต์แวร์ช่วยพัฒนาโปรแกรม (Program Development Software) ค. ซอฟต์แวร์การสื่อสาร (Communications Software) ง. ซอฟต์แวร์จัดการอุปกรณ์ต่อพ่วง (Device Driver Software) จ. ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบปฏิบัติการ (Operating System-OS) 5. โปรแกรมรับออร์เดอร์ในร้านอาหาร ถือเป็นโปรแกรมประเภทใด ก. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) ข. ซอฟต์แวร์ประยุกต์(Application Software) ค. ซอฟต์แวร์ส าเร็จรูป (Package Software) ง. ซอฟต์แวร์การสื่อสาร (Communications Software) จ. ซอฟต์แวร์ช่วยพัฒนาโปรแกรม (Program Development Software)
6. ซอฟต์แวร์ส าเร็จรูปกลุ่มใดที่มีการใช้งานมากและจ าเป็นต้องมีประจ าส าหรับคอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่อง ก. ด้านประมวลผลค า ข. ด้านการติดต่อสื่อสารทางไกล ค. ด้านการเก็บและเลือกค้นข้อมูลเป็นระบบฐานข้อมูล ง. ด้านการลงทุนและการเงิน จ. ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลหรือตารางท างาน 7. ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ยุค ก. 3 ยุค ข. 4 ยุค ค. 5 ยุค ง. 6 ยุค จ. 7 ยุค 8. ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล (คือ 0 และ 1) แทนลักษณะของการปิด (Off) และเปิด (On) และค าสั่งต่างๆ คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใด ก. ภาษาระดับสูง (High-level Language) ข. ภาษาแอสเซมบลี(Assembly Language) ค. ภาษาเครื่อง (Machine Language) ง. ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) จ. ภาษาธรรมชาติ(National Language) 9. ภาษาที่มีการใชต้วัอกัษรในภาษาองักฤษมาแทนคา สงั่ที่เป็นเลขฐานสอง (0,1)คือข้อใด ก. ภาษาระดับสูง (High-level Language) ข. ภาษาแอสเซมบลี(Assembly Language) ค. ภาษาเครื่อง (Machine Language) ง. ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) จ. ภาษาธรรมชาติ(National Language) 10. การแปลภาษาแอสเซมบลีนั้นให้กลายเป็นภาษาเครื่องโดยใช้ตัวแปลภาษาแอสเซมบลีที่เรียกว่าอะไร ก. แอสเซมเบลอร์(Assembler) ข. Machine Language ค. Assemble Language ง. คอมไพเลอร์ (Compiler) จ. อินเทอร์พรีเทอร์(Interpreter)
11. 3GLs หมายถึงภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคใด ก. ภาษาระดับสูง (High-level Language) ข. ภาษาแอสเซมบลี(Assembly Language) ค. ภาษาเครื่อง (Machine Language) ง. ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) จ. ภาษาธรรมชาติ(National Language) 12. คอมไพเลอร์(Compiler) คือโปรแกรมแปลงในภาษาใดให้เป็นภาษาเครื่อง ก. ภาษาระดับสูง (High-level Language) ข. ภาษาแอสเซมบลี(Assembly Language) ค. ภาษาเครื่อง (Machine Language) ง. ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) จ. ภาษาธรรมชาติ(National Language) 13. 4GLs: Fourth-GenerationLanguage เป็ นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคใด ก. ภาษาระดับสูง (High-level Language) ข. ภาษาแอสเซมบลี(Assembly Language) ค. ภาษาเครื่อง (Machine Language) ง. ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) จ. ภาษาธรรมชาติ(National Language) 14. ส่วนประกอบของภาษาระดับสูงมาก4GLs โดยทั่วไปจะมีส่วนส าคัญกี่ส่วน ก. 2 ส่วน ข. 3 ส่วน ค. 4 ส่วน ง. 5 ส่วน จ. 6 ส่วน 15. ภาษาธรรมชาติสร้างขึ้นมาจากเทคโนโลยีผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบ (Expert System) ซึ่งเป็นงานที่อยู่ใน สาขาใด ก. Nonprocedural ข. Application Generators ค. Query Languages ง. Artificial Intelligence จ. Data Structure
16. โครงสร้างของข้อมูลที่เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปใน เครื่องคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท จ. 6 ประเภท 17. ข้อใดไม่อยู่ในระดับโครงสร้างของข้อมูล (Data Structure) ก. บิต (Bit) ข. ไบต์(Byte) ค. ฟิลด์(Field) ง. เรคคอร์ด (Record) จ. Application 18. โครงสร้างของข้อมูล (Data Structure) ข้อใดที่เป็นข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด ก. บิต (Bit) ข. ไบต์(Byte) ค. ฟิลด์(Field) ง. เรคคอร์ด (Record) จ. ไฟล์(Files) 19. เมื่อน าบิตมาเรียงต่อรวมกันเป็น 8 บิต เรียกว่าไบต์ 8 บิตนี้ มีค่าเท่ากับกี่ไบต์ ก. 64 ไบต์ ข. 128 ไบต์ ค. 256 ไบต์ ง. 512 ไบต์ จ. 1 ไบต์ 20. การเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้าด้วยกัน เรียกข้อมูลนั้นว่าอย่างไร ก. ไบต์(Byte) ข. ฟิลด์(Field) ค. เรคคอร์ด (Record) ง. ไฟล์(Files) จ. ฐานข้อมูล (Database) 21. ข้อใดไม่อยู่ในหลักการพัฒนาการเขียนโปรแกรม ก. การวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis)
ข. การออกแบบโปรแกรม (Design) ค. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์(Programming) ง. เครื่องมือช่วยสร้างงรายงาน (Report Generators) จ. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Testing) 22. ข้อใดไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ก. ก าหนดวัตถุประสงค์ของงาน ข. พิจารณาข้อมูลน าเข้า (Input) ค. พิจารณาขั้นตอนการท างานของข้อมูล ง. พิจารณาการประมวลผล (Process) จ. พิจารณาข้อมูลน าออก (Output) 23. การสร้างผังงาน (Flow chart)อยใู่นข้นัตอนใดในพฒันาโปรแกรม ก. การวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ข. การออกแบบโปรแกรม (Design) ค. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์(Programming) ง. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Testing) จ. การท าเอกสารประกอบโปรแกรม (Documentation) 24. อัลกอริทึม (Algorithm) เป็นเครื่องมือในการช่วยเขียนโปรแกรมขั้นตอนใด ก. การวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ข. การออกแบบโปรแกรม (Design) ค. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์(Programming) ง. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Testing) จ. การท าเอกสารประกอบโปรแกรม (Documentation) 25. ขั้นตอนการออกแบบเขียนโปรแกรมที่ใช้เครื่องมือ แผนภูมิโครงสร้าง (Structure chart) เป็นการท างาน แบบใด ก. เป็นการเอาสิ่งที่ออกแบบในขั้นตอนที่ 2 มาเขียนเป็นค าสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ข. เป็นเครื่องมือการออกแบบโปรแกรมที่มีการใช้ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็ได้ใน การแสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา ค. เป็นเครื่องมือที่ใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงขั้นตอนการเขียนโปรแกรมหรือขั้นตอนในการ แก้ปัญหาทีละขั้น ง. เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบโปรแกรม โดยใช้ข้อความที่เป็นภาษาพูดในการอธิบายการ ท างานของโปรแกรมที่เป็นล าดับขั้นตอน จ. แบ่งงานใหญ่ออกเป็นโมดูลย่อยๆ ซึ่งเรียกว่า การออกแบบจากบนลงล่าง (Top-Down Design)
26. ข้อใด ไม่ใช่ หลักการเขียนอัลกอริทึมที่ดี ก. กระบวนการส าคัญเริ่มต้นที่จุดจุดเดียว ข. ก าหนดการท างานเป็นขั้นตอนและชัดเจน ค. การท างานแต่ละขั้นตอนควรสั้นกระชับ ง. การบ ารุงรักษาโปรแกรม (Maintenance) จ. ผลลัพธ์ในแต่ละขั้นตอนควรต่อเนื่องกัน 27. อัลกอริทึมรูปแบบที่มีเงื่อนไขเป็นตัวก าหนดเส้นทางการท างานของกระบวนการแก้ปัญหา โดยตัวเลือกนั้น อาจจะมีตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป คืออัลกอริทึมแบบใด ก. แบบล าดับ (Sequential) ข. แบบทางเลือก (Decision) ค. แบบท าซ ้า (Repetition) ง. ผังงาน (Flow chart) จ. วิเคราะห์ปัญหา (Problem analysis) 28. การวิเคราะห์งานของกระบวนการแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่จ าเป็นต้องใช้ในการค านวณหรือ ประมวลผลมีกี่ขั้นตอน ก. 2 ขั้นตอน ข. 3 ขั้นตอน ค. 4 ขั้นตอน ง. 5 ขั้นตอน จ. 6 ขั้นตอน 29. ข้อใด ไม่ใช่ ประโยชน์ของการเขียนผังงาน ก. ช่วยล าดับขั้นตอนการท างานได้ง่ายไม่สับสน เข้าใจได้ง่าย ข. เมื่อเกิดข้อผิดพลาดช่วยในการตรวจสอบและแก้ไขงานได้ง่าย ค. ช่วยให้การดัดแปลงแก้ไข ท าได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ง. ช่วยให้ผู้อื่นสามารถศึกษาการท างานของโปรแกรมได้อย่างง่ายและรวดเร็วมากขึ้น จ. การท างานแต่ละขั้นตอนควรสั้นกระชับ เพราะจะท าให้โปรแกรมท างานได้รวดเร็วและเป็น ประโยชน์ 30. ข้อใดคือสัญลักษณ์ของการเขียนผังงานที่ดี ก. ทุกผังงานต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเพียงได้หลายจุด ข. เส้นของลูกศรที่ใช้บอกทิศทางของล าดับขั้นตอนวิธีการท างาน ควรเขียนตัดกันหรือทับกัน ค. สัญลักษณ์จุดเริ่มต้นมีเฉพาะลูกศรชี้ทิศทางออก สัญลักษณ์จุดสิ้นสุดมีเฉพาะลูกศรชี้ทิศทางเข้า ง. ทิศทางของล าดับขั้นตอนการท างาน ไม่นิยมเขียนจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา จ. ควรเขียนเส้นของลูกศรเพื่อท าการเชื่อมโยงล าดับขั้นตอนที่อยู่ห่างกันมาก หากจ าเป็นควรใช้
สัญลักษณ์จุดต่อแทน 31. ข้อใดคือสัญลักษณ์ในการเขียนผังงาน (Flowchart) ดังรูป ก. การตรวจสอบเงื่อนไข การตัดสินใจ ข. จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของโปรแกรม ค. ค าสั่งในการประมวลผล หรือการก าหนดตัวแปร ง. การรับข้อมูลจากทางแป้นพิมพ์(Keyboard) จ. การแสดงผลข้อมูลออกทางจอภาพ 32. สัญลักษณ์ในการเขียนผังงาน (Flowchart) นี้ หมายถึงข้อใด ก. การตรวจสอบเงื่อนไข การตัดสินใจ ข. จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของโปรแกรม ค. ค าสั่งในการประมวลผล หรือการก าหนดตัวแปร ง. การรับข้อมูลจากทางแป้นพิมพ์(Keyboard) จ. การรวมจุด หรือการเชื่อมต่อจุด 33. สัญลักษณ์ของผังงานใด หมายถึง การตรวจสอบเงื่อนไขการตัดสินใจ ก. ข. ค. ง. จ. 34. ซูโดโค้ด (Pseudo code) คือข้อใด ก. รหัสปลอม ข. รหัสจริง ค. รหัสเทียม ง. รหัสลับ จ. รหัสมือ 35. START
INPUT num1, num2 sum = num1+num2 DISPLAY sum STOP จากตัวอย่างข้างบน ข้อใดคือค าสั่งรับค่าข้อมูลของรหัสเทียม ก. INPUT ข. sum ค. DISPLAY ง. STOP จ. START 36. WHILE หมายถึงค าสั่งใด ในการเขียนรหัสเทียม ก. ค าสั่งแบบท าซ ้า โดยท าตามค าสั่งหลัง DO ก่อนแล้วจึงตรวจสอบเงื่อนไข หากเป็นจริงจึงจะหลุด ออกจากค าสั่ง DO ข. ตรวจสอบเงื่อนไข หากเงื่อนไขเป็นจริงจะท าค าสั่งหลัง THEN ถ้าเป็นเท็จจะท าค าสั่งหลัง ELSE ค. ค าสั่งทางเลือกแบบหลายเงื่อนไข ง. ค าสั่งท าซ ้าแบบก าหนดรอบ จ. ค าสั่งแบบท าซ ้า โดยตรวจสอบเงื่อนไขก่อน 37. รูปแบบของอัลกอริทึมในข้อใดที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ก. แบบไม่ล าดับ ข. แบบล าดับ ค. แบบทางเลือก ง. แบบท าซ ้า จ. แบบ 2 ทางเลือก 38. รูปแบบค าสั่งในข้อใดที่มีการตรวจสอบเงื่อนไขจนกว่าจะตรงกันจึงจะหยุดการท างาน ก. แบบไม่ล าดับ ข. แบบล าดับ ค. แบบทางเลือก ง. แบบท าซ ้า จ.แบบ 2 ทางเลือก 39. อัลกอริทึมการซื้อมังคุด 1 กิโลกรัม 1. หยิบถุงพลาสติก 2. หยิบมังคุดมาเลือก โดยกดที่เปลือกที่นิ่มๆ
3. ตรวจสอบเงื่อนไข (น้อยกว่า 1 กิโลกรัม) 3.1 จริง เลือกมังคุดต่อ 3.2 เท็จ หยุดเลือก 4. จ่ายเงินให้กับผู้ที่ขาย จากตัวอย่างข้างบน เป็นอัลกอริทึมแบบใด ก. แบบไม่ล าดับ ข. แบบล าดับ ค. แบบทางเลือก ง. แบบท าซ ้า จ. แบบ 2 ทางเลือก 40. ข้อใดคือสัญลักษณ์ของ การน าเข้าข้อมูล หรือบันทึกข้อมูลจาก Hard disk ก. ข. ค. ง. จ. 41. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงหลักการเขียนโปรแกรมได้ถูกต้องที่สุด ก. ผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมจ าเป็นต้องเรียนรู้โครงสร้างของภาษาคอมพิวเตอร์และไวยากรณ์ของภาษา ข. ผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมควรรู้หลักการออกแบบอัลกอริทึ่มให้ครอบคลุมการท างานในหลายรูปแบบ ค. เริ่มต้นเขียนโปรแกรมจ าเป็นต้องเรียนรู้ภาษาปาสคาล ง. เริ่มต้นเขียนโปรแกรมจ าเป็นต้องล าดับเหตุการณ์จ าลองของโปรแกรม จ. เริ่มต้นเขียนโปรแกรมจ าเป็นต้องเรียนรู้ผังงานอย่างถ่องแท้ 42. การเขียนโปรแกรมที่มีการน าโครงสร้างของค าสั่งหลายๆรูปแบบมาใช้ในโปรแกรม หมายถึงข้อใด ก.การวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ข.การออกแบบโปรแกรม (Design) ค.การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์(Programming) ง.โครงสร้างของโปรแกรมคอมพิวเตอร์(Structured Programming) จ.การท าเอกสารประกอบโปรแกรม (Documentation)
43. เพราะเหตุใดการเขียนโปรแกรม ผู้เขียนมักหลีกเลี่ยงการใช้ค าสั่ง GO TO ในการเขียนในโปรแกรม ก. เพราะค าสั่ง GO TO จะท าให้โปรแกรมคลาดเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่ ซึ่งจะท าให้เกิด ความสับสนในการตรวจสอบการท างานของโปรแกรม ข. เพราะค าสั่ง GO TO จะท าให้โปรแกรมมีการย้ายการท างานจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่ก าหนด ไว้ซึ่งจะท าให้เกิดความสับสนในการตรวจสอบการท างานของโปรแกรม ค. เพราะค าสั่ง GO TO จะท าให้เกิดข้อผิดพลาดเยอะ ซึ่งจะท าให้เกิดความสับสนในการตรวจสอบ การท างานของโปรแกรม ง. เพราะค าสั่ง GO TO จะท าให้โปรแกรมไม่ประสบความส าเร็จ จ. เพราะค าสั่ง GO TO ท าให้เกิดความสับสนต่อผู้เขียนโปรแกรม 44. ผู้เขียนโปรแกรมต้องใช้หลักการใดใน การออกแบบโปรแกรมแบบโครงสร้าง ก. ท าโปรแกรมย่อยๆ ให้เป็นโปรแกรมใหญ่ ข. แบ่งโปรแกรมใหญ่ให้เป็นโมเลกุล ค. แบ่งโปรแกรมใหญ่ให้เป็นโมดูล ง. แบ่งโปรแกรมใหญ่ออกเป็นโปรแกรมย่อยๆ จ. แยกโปรแกรมใหญ่ออกจากโปรแกรมเล็ก 45. โปรแกรมที่เป็นศูนย์กลางการท างาน ที่ท าการเรียกใช้ส่วนอื่นๆ เพื่อท างานให้สอดคล้องและเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของโปรแกรมใหญ่ เรียกว่าอะไร ก. ฟังก์ชัน (Functions) ข. โปรแกรมย่อยภายนอก (External Subprogram) ค. โปรแกรมย่อยภายใน (Internal Subprogram) ง. โปรแกรมย่อย (Subprogram) จ. โปรแกรมหลัก (Main Program) 46. โปรแกรมย่อย(Subprogram) แบ่งโปรแกรมย่อยออกเป็นกี่แบบ ก. 2 แบบ ข. 3 แบบ ค. 4 แบบ ง. 5 แบบ จ. 6 แบบ
47. ข้อใดกล่าวถึง โปรแกรมย่อยภายใน (Internal Subprogram) ได้อย่างถูกต้อง ก. เป็นโปรแกรมย่อยของโมดุล ข. เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ท างานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ค. เป็นโปรแกรมย่อยที่แยกออกจากโปรแกรมประยุกต์ ง. เป็นโปรแกรมย่อยที่อยู่ภายในโปรแกรมประยุกต์ จ. เป็นโปรแกรมย่อยของภาษาซี 48. โครงสร้างของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประกอบไปด้วย โครงสร้างหลักกี่ส่วน ก. 2 ส่วน ข. 3 ส่วน ค. 4 ส่วน ง. 5 ส่วน จ. 6 ส่วน 49. ค าสั่งที่เป็นการก าหนดค่า หรือก าหนดตัวแปรต่างๆ ในการเขียนโปรแกรมคือส่วนใด ก. ส่วนหัว (Heading) ข. ส่วนประกาศตัวแปรแบบ Global ค. ส่วนประโยคชุดค าสั่ง (Main Program) ง. ส่วนท้าย จ. ส่วนกลาง 50. คอมเมนต์(comment) แบบบรรทัดเดียวในภาษาซี ใช้เครื่องหมายใดในการเขียน Source Code ก. */ ข. /* ค. // ง. /*/ จ. \ \ 51. ค าสั่ง การประมวลผลก่อน ใช้สัญลักษณ์ใดในการเริ่มเขียนโปรแกรม ก. () ข. <> ค. # ง. “” จ. { }
52. การเขียน Source Code ในภาษาซีใช้เครื่องหมายใดเมื่อจบการท างาน ก. ; ข. : ค. ” “ ง. [ ] จ. , 53. การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฟังก์ชั่นที่เขียนในเครื่องหมายปีกกาใหญ่ { } คือค าสั่งใด ก. ค าสั่งที่ใช้ในการควบคุมการประมวลผลตามล าดับ ข. สิ้นสุดค าสั่งงาน ค. ค าสั่งที่ใช้ในการแสดงผล ง. ค าสั่งส าหรับแสดงผลข้อความออกทางหน้าจอ จ. การรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด 54. ข้อใดกล่าวผิดถึงกฏการตั้งชื่อตัวแปร ก. ต้องประกอบไปด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ตัวเลข และเครื่องหมาย _ (Underscore) ข. การตั้งชื่อตัวแปรจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือตัวเลขก่อน ก็ได้ ค. ตัวแปรจะมีความยาวเท่าไรก็ได้แต่ภาษาซีจะนับตัวอักขระแปดตัวแรกเป็นส าคัญ ง. ห้ามใช้ศัพท์สงวนมาตั้งเป็นชื่อตัวแปร จ. ชื่อตัวแปรจะให้ความส าคัญกับชนิดของตัวอักษรว่าเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็ก 55. ข้อใดหมายถึงศัพท์สงวน ก. คือค าศัพท์ที่ห้ามน ามาเขียนโปรแกรม ข. คือศัพท์ที่ใช้เป็นค าสั่งในการเขียนโปรแกรม ค. คือค าศัพท์ที่สงวนไว้ใช้ในการตั้งชื่อตัวแปร ง. คือค าศัพท์ตั้งขึ้นมาเพื่อการเขียนโปรแกรมบางโปรแกรม จ. คือค าศัพท์ที่สามารถน ามาเขียนโปรแกรมและตั้งชื่อตัวแปร 56. ต่อไปนี้คือศัพท์สงวน ยกเว้นข้อใด ก. default ข. register ค. continue ง. if จ. wait
57. ตัวแปรใดที่เก็บข้อมูลเป็นทศนิยม ก. char ข. int ค. long ง. double จ. float 58. ภาษาซีทุกโปรแกรมจะต้องมี โปรแกรมหลัก main() โดยขอบเขตของฟังก์ชันจะถูกก าหนดด้วย เครื่องหมายใด ก. ( ) ข. < > ค. { } ง. [ ] จ. \ / 59. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งค่าของ argument และ parameter ก. ก าหนดค่า Argument เป็นตัวเลข ค่า Parameter ต้องเป็นตัวอักษร ข. ก าหนดค่า Argument เป็นตัวอักษร ค่า Parameter ต้องเป็นอักขระ ค. ก าหนดค่า Argument เป็นตัวเลข ค่า Parameter ต้องเป็นตัวเลข ง. ก าหนดค่า Argument เป็นตัวอักษร ค่า Parameter ต้องเป็นตัวอักษร จ. ถูกทั้ง ค และ ง 60. ข้อใดไม่ได้อยู่ในส่วนของโปรแกรมหลัก ก. ค าสั่งต่างๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม ข. การค านวณ ค. การเปรียบเทียบเงื่อนไข ง. การท างานซ ้าของโปรแกรม จ. การก าหนดตัวแปร