บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินโครงงานการสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนด้วยเว็บไซต์ออนไลน์วิชาการบัญชีร่วมค้า และฝากขายนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดทำ โครงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปได้ด้วยดีโดยทำการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังหัวข้อต่อไปนี้ 2.1 สื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ 2.2 ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ 2.3 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ 2.4 บทเรียนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ด้วย Google site 2.5 หลักสูตรรายวิชา 2.6 ข้อมูลเกี่ยวกับการบัญชีร่วมค้าและฝากขาย 2.7 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.8 ความพึงพอใจ 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 สื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ สื่อที่นำมาใช้ในการสร้างและพัฒนาการเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์คือ Google site เนื่องด้วย สถานการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 การเรียนมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยศึกษาผ่านบทเรียนออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จากบทเรียนผ่านเว็บไซต์Google site ซึ่งเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพและส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น 2.1.1 ความหมายของสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ การเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์(Google Site) เป็นการเรียนรู้ผ่านตัวกลางที่เป็น สื่อเทคโนโลยีหรือออนไลน์ ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่การเรียนรู้ ผู้สอนสามารถ นำเสนอสื่อไอเดียการเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบและทางผู้เรียนนั้น สามารถเลือกเรื่องที่ตนเอง สนใจ และต้องการที่จะเรียนรู้ได้
6 2.1.2 องค์ประกอบของสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ 2.1.2.1 บทนำเรื่อง (Title) เป็นส่วนแรกของบทเรียนช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ให้แก่ ผู้เรียนอยากติดตามเนื้อหาต่อไป 2.1.2.2 คำชี้แจงบทเรียน (Instruction) เป็นส่วนที่จะอธิบายเกี่ยวกับการใช้บทเรียน การทำงานของบทเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียน 2.1.2.3 วัตถุประสงค์บทเรียน (Objective) แนะนำและอธิบายวัตถุประสงค์ ของบทเรียนนั้นๆ 2.1.2.4 รายการเมนูหลัก (Main Menu) แสดงหัวเรื่องย่อยของบทเรียนที่ ให้ผู้เรียน ได้ศึกษา 2.1.2.5 แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre Tent) ส่วนประเมินความรู้ขั้นต้นของผู้เรียน เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในระดับใด 2.1.2.6 เนื้อหาบทเรียน (Information) ส่วนสำคัญที่สุดของบทเรียน โดยนำเสนอ เนื้อหาที่จะนำเสนอ 2.1.2.7 แบบทดสอบท้ายบทเรียน (Post Test) ส่วนนี้จะนำเสนอเพื่อตรวจผลวัดสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน 2.2 ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ เว็บไซต์ (อังกฤษ: website, web site, Web site) หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์ โดยทั่วไปจะให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและ เสียค่าบริการเพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บเบราว์เซอร์ เว็บไซต์แห่งแรกของโลก มีชื่อว่า http:info.cern.ch ปรากฏตัวบนโลกไซเบอร์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1991 สร้างโดย ทิม เบอร์เนอร์ส ลี นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ซึ่งทำงานเป็นที่ปรึกษา ให้กับองค์การเพื่อการวิจัยด้านนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research) หรือ CERN ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1989 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์วัตถุประสงค์ในการสร้างเว็บไซต์ของเบอร์เนอร์ส ลี ก็เพื่อให้ผู้คน สามารถแชร์ข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีอยู่เพียงชิ้นเดียวร่วมกันได้โดยอาศัยระบบอินเทอร์เน็ต กล่าวง่ายๆ ก็คือ
7 แทนที่จะต้องส่งข้อมูล ที่มีอยู่ในมือไปให้คนอื่นผลัดกันดู เราสามารถนั่งดูข้อมูลดังกล่าวได้ในเวลา พร้อมๆ กันบนเว็บไซต์โดยไม่ต้องอาศัยอยู่ที่เดียวกันนั่นเอง ขณะที่เจ้าของไอเดียสร้างเว็บไซต์อย่าง เบอร์เนอร์ส ลี ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ฉบับประจำวันที่ 14 มิถุนายน 1999 ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคล ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในฐานะที่เขาเป็นผู้ปลุกให้คน หันมาสนใจโลกแห่งไซเบอร์ในปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เว็บไซต์ (Web Site) คือ การเรียกชื่อกลุ่มก้อนของเว็บเพจรวมกันหลายๆหน้าบางครั้ง เราอาจเรียกแทน domain name เว็บเพจ (Web Page) คือ เอกสาร ข้อมูล โดยจะอยู่ในรูปแบบ ของ html เป็นหน้าที่แสดงผล อยู่ตอนนี้นี่เอง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเอกสารอื่นๆ ด้วยไฮเปอร์ลิงค์ โฮมเพจ (Home Page) คือ หน้าแรกของเว็บไซต์จะแสดงเว็บเพจที่ชื่อว่า index ก่อนเสมอ เปรียบได้กับสารบัญของเว็บเพจนั่นเอง 2.2.1 ประเภทของเว็บไซต์ ในการจัดทำเว็บไซต์ใหม่ ขึ้นมาหนึ่งเว็บไซต์นั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งนั้น คือ การกำหนด วัตถุประสงค์และประโยชน์จากการจัดทำเว็บไซต์ การที่เราจะสามารถใช้งานเว็บไซต์ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจถึงลักษณะทั่วไปของเว็บไซต์และจำแนก แยกแยะได้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร รวมถึงมีหน้าที่หลักเฉพาะตัว อย่างใดบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้เรามองเห็นภาพรวมของเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เราอาจแบ่งเว็บไซต์ออกเป็นกลุ่ม ใหญ่ๆ ได้ 8 ประเภท ตามลักษณะของเนื้อหาและรูปแบบของเว็บไซต์ ดังนี้ 2.2.1.1 เว็บท่า (Portal Site) อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เว็บวาไรตี้ ซึ่งหมายถึงเว็บ ที่ให้บริการต่างๆ ไว้มากมาย มักประกอบไปด้วยบริการ เสิร์ชเอ็นจิ้น ที่รวมลิงค์ของเว็บไซต์ ที่น่าสนใจไว้มากมายให้เราได้ค้นหา รวมถึงบริการที่เกี่ยวกับเรื่องราวที่มีสาระและบันเทิงหลากหลาย ประเภท ดูหนังฟังเพลง ดูดวง ท่องเที่ยว ไอที เกม สุขภาพ ฯลฯ 2.2.1.2 เว็บข่าว (News Site) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นโดยองค์กรข่าว หรือสถาบันสื่อสารมวลชน ต่างๆ ที่มีสื่อมวลชนประเภทต่างๆ ของตนอยู่เป็นหลัก เช่น สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วรสาร หรือแม้กระทั่ง กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลและติดตาม ข่าวได้ทุกเวลา 2.2.1.3 เว็บข้อมูล (Information Site) เป็นเว็บที่ให้บริการเกี่ยวกับการสืบค้นข้อมูล ข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ที่น่าสนใจ องค์กรต่างๆ มักสร้างเว็บข้อมูลของตนขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลที่ สนใจ เข้ามาศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ของตน
8 2.2.1.4 เว็บธุรกิจหรือการตลาด (Business/Marketing Site) สร้างขึ้นโดย องค์กรธุรกิจ ต่าง ๆ มีจุดประสงค์ในการประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มผลกำไรทางการค้าด้วย โดยเนื้อหาส่วน ใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมักจะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับรายละเอียด และความน่าสนใจของสินค้าและ บริการ 2.2.1.5 เว็บการศึกษา (Educational Site) ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยสถาบันการศึกษา ต่างๆ หรือองค์กรทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มีนโยบายในการเผยแพร่ความรู้ และให้โอกาสใน การค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป เว็บการศึกษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ บริการการเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ ที่เรียกว่า อีเลิร์นนิ่ง (E-Learning) ต่าง ๆ 2.2.1.6 เว็บบันเทิง (Entertainment Site) เป็นเว็บนำเสนอและให้บริการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความบันเทิง จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกัน ดนตรี ภาพยนตร์ ดารา กีฬา เกม ความรัก บทกลอน การ์ตูน เรื่องขำขัน รวมถึงบริการดาวน์โหลดโลโก้และริงโทนสำหรับโทรศัพท์เคลือนที่ด้วย 2.2.1.7 เว็บองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization Site) ส่วนใหญ่ สร้างขึ้นโดยบุคคลหรือองค์การต่าง ๆ ที่มีนโยบายในการสร้างและช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวัง ผลกำไรหรือค่าตอบแทน ซึ่งกลุ่มบุคคลหรือองค์การเหล่านี้ได้แก่ สมาคม ชมรม มูลนิธี และโครงการ ต่างๆ โดยอาจจะมีจุดประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกันเช่น เพื่อทำความดี สร้างสรรค์สังคม พิทักษ์ สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิมนุษยชน รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น 2.2.1.8 เว็บส่วนตัว (Personal Site) บางครั้งอาจเป็นเว็บของคนๆ เดียว เพื่อนฝูง หรือครอบครัวก็ได้ โดยอาจจะจัดทำขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น แนะนำตนเอง แนะนำ กลุ่มเพื่อน โชว์รูปภาพ แสดงความคิดเห็น เขียนไดอารี่ประจำวัน นำเสนอผลงาน ถ่ายทอด ประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เชี่ยวชาญหรือสนใจ 2.2.2 ความสำคัญในการออกแบบเว็บไซต์ หลักและความสำคัญในการออกแบบเว็บไซต์ ที่จริงแล้วไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน อาจจะต้องนึกถึงความเหมาะสมและความสวยงาม เหมาะแก่ลักษณะของเว็บไซต์แต่ละประเภท การออกแบบเว็บไซต์จะต้องคำนึงถึงผู้ชมเว็บไซต์เป็นสำคัญ และทำเว็บไซต์ออกมาเพื่อรองรับ การใช้งานของคนประเภทนั้นๆด้วยตัวอย่าง เช่น การทำเว็บไซต์เพื่อการศึกษาดังนั้น ลักษณะ เว็บไซต์ที่ออกมาควรจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายตา การใช้งานและหาข้อมูลต่างๆไม่ควรยุ่งยาก ซับซ้อนมากเกินไป
9 2.2.3 หลักในการออกแบบเว็บไซต์ การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ คือ การวางแผนการจัดลำดับ เนื้อหาสาระของเว็บไซต์ ออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อจัดทำเป็นโครงสร้างในการจัดวางหน้าเว็บเพจทั้งหมด เปรียบเสมือนแผนที่ ที่ทำให้เห็นโครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ ช่วยในนักออกแบบเว็บไซต์ไม่ให้หลงทาง การจัดโครงสร้าง ของเว็บไซต์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การที่จะทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถค้นหาข้อมูลในเว็บเพจ ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่สามารถสร้างความสำเร็จให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ ในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ (Webmaster) การออกแบบโครงสร้างหรือจัดระเบียบ ของข้อมูล ที่ชัดเจน แยกย่อยเนื้อหาออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันและให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้น่าใช้งานและง่าย ต่อการเข้าอ่านเนื้อหาของผู้ใช้เว็บไซต์ 2.2.3.1 การกำหนดวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาว่าเป้าหมายของการสร้างเว็บไซต์ นี้ทำเพื่ออะไร 2.2.3.2 ศึกษาคุณลักษณะของผู้ที่เข้ามาใช้ว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่ผู้สร้างต้องการสื่อสาร ข้อมูลอะไรที่พวกเขาต้องการโดยขั้นตอนนี้ควรปฏิบัติควบคู่ไปกับขั้นตอนที่หนึ่ง 2.2.3.3 วางแผนเกี่ยวกับการจัดรูปแบบโครงสร้างเนื้อหาสาระ การออกแบบเว็บไซต์ ต้องมีการจัดโครงสร้างหรือจัดระเบียบข้อมูลที่ชัดเจน การที่เนื้อหามี ความต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด หรือกระจายมากเกินไป อาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้ได้ ฉะนั้นจึงควรออกแบบให้มีลักษณะ ที่ชัดเจนแยกย่อยออกเป็นส่วนต่าง ๆ จัดหมวดหมู่ในเรื่องที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งอาจมีการแสดงให้ผู้ใช้ เห็นแผนที่โครงสร้างเพื่อป้องกันความสับสนได้ 2.2.3.4 กำหนดรายละเอียดให้กับโครงสร้าง ซึ่งพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยตั้ง เกณฑ์ในการใช้ เช่น ผู้ใช้ควรทำอะไรบ้าง จำนวนหน้าควรมีเท่าใด มีการเชื่อมโยง มากน้อยเพียงใด 2.2.3.5 หลังจากนั้น จึงทำการสร้างเว็บไซต์แล้วนำไปทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาด และทำการแก้ไขปรับปรุง แล้วจึงนำเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นขั้นสุดท้าย 2.2.4 รูปแบบการออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์ในปัจจุบันจะมีการออกแบบที่แตกต่างกันไม่มากนัก ซึ่งการออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ส่วนใหญ่ จะมองดูองค์ประกอบขององค์กร หน่วยงาน หรือเนื้อหาเรื่องที่นำเสนอเป็นหลัก ซึ่งการออกแบบ หน้าตาของเว็บไซต์มีอยู่ 3 แบบ คือ 2.2.4.1 การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาเป็นการออกแบบเว็บไซต์ที่เน้น การนำเสนอเนื้อหามากกว่ารูปภาพ โดยโครงสร้างใช้รูปแบบตารางเป็นหลัก มีการออกแบบหน้าตา รูปแบบง่าย เช่น มีเมนูสารบัญ และเนื้อหา
10 2.2.4.2 การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นภาพกราฟิกเป็นการออกแบบเว็บไซต์ที่ เน้นภาพกราฟิกที่สวยงาม ซึ่งอาจจะใช้โปรแกรม Photoshop สำหรับการตกแต่งภาพ ข้อดี สวยงาม น่าสนใจ ข้อเสีย อาจจะใช้เวลาในการโหลดเว็บนาน 2.2.4.3 การออกแบบเว็บไซต์ที่มีทั้งภาพและเนื้อหาเป็นการออกแบบเว็บที่นิยม ในปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ โดยมีการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้เว็บน่าสนใจ 2.2.5 องค์ประกอบที่ดีของการออกแบบเว็บไซต์ 2.2.5.1 โครงสร้างที่ชัดเจน ผู้ออกแบบเว็บไซต์ควรจัดโครงสร้างหรือจัดระเบียบ ของข้อมูลที่ชัดเจน แยกย่อยเนื้อหาออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันและให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้น่าใช้งานและง่าย ต่อการอ่านเนื้อหาของผู้ใช้ 2.2.5.2 การใช้งานที่ง่าย ลักษณะของเว็บที่มีการใช้งานง่ายจะช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสบายใจ ต่อการอ่านและสามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาอยู่กับ การทำความเข้าใจ การใช้งานที่สับสนด้วยเหตุนี้ผู้ออกแบบจึงควรกำหนดปุ่มการใช้งานที่ชัดเจน เหมาะสม โดยเฉพาะปุ่มควบคุมเส้นทางการเข้าสู่เนื้อหา (Navigation) ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า ถอยหลัง หากเป็นเว็บไซต์ที่มีเว็บเพจจำนวนมาก ควรจะจัดทำแผนผังของเว็บไซต์ (Site Map) ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทราบว่า ตอนนี้อยู่ ณ จุดใด หรือเครื่องมือสืบค้น (Search Engine) ที่ช่วยในการค้นหา หน้าที่ ที่ต้องการ 2.2.5.3 การเชื่อมโยงที่ดี ลักษณะไฮเปอร์เท็กซ์ที่ใช้ในการเชื่อมโยง ควรอยู่ในรูปแบบ ที่เป็นมาตรฐาน ทั่วไปและต้องระวังเรื่องของตำแหน่งในการเชื่อมโยง การที่จำนวนการเชื่อมโยงมาก และกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในหน้าอาจก่อให้เกิดความสับสน นอกจากนี้คำที่ใช้สำหรับการเชื่อมโยง จะต้องเข้าใจง่ายมีความชัดเจนและไม่สั้นจนเกินไป นอกจากนี้ในแต่ละเว็บเพจที่สร้างขึ้นมาควรมี จุดเชื่อมโยงกลับมายังหน้าแรกของเว็บไซต์ที่กำลังใช้งานอยู่ด้วย ทั้งนี้เผื่อว่าผู้ใช้เกิดหลงทางและ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างต่อไปดีจะได้มีหนทางกลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่ ระวังอย่าให้มีหน้าที่ไม่มี การเชื่อมโยง (Orphan Page) เพราะจะทำให้ผู้ใช้ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป 2.2.5.4 ความเหมาะสมในหน้าจอ เนื้อหาที่นำเสนอในแต่ละหน้าจอควรสั้น กระชับ และทันสมัย หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอที่มีลักษณะการเลื่อนขึ้นลง (Scrolling) แต่ถ้าจำเป็นต้องมี ความสำคัญอยู่บริเวณด้านบนสุดของหน้าจอ หลีกเลี่ยงการใช้กราฟิกด้านบนของหน้าจอ เพราะถึงแม้จะดูสวยงาม แต่จะทำให้ผู้ใช้เสียเวลาในการได้รับข้อมูลที่ต้องการ แต่หากต้องมีการใช้ ภาพประกอบ ก็ควรใช้เฉพาะที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาเท่านั้น นอกจากนี้การใช้รูปภาพเพื่อเป็นพื้น หลัง (Background) ไม่ควรเน้นสีสันที่ฉูดฉาดมากนัก เพราะอาจจะไปลดความเด่นชัดของเนื้อหาลง ควรใช้ภาพที่มีสีอ่อน ๆ ไม่สว่างจนเกินไปรวมไปถึงการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ภาพเคลื่อนไหว
11 (Marquees) ซึ่งอาจจะเกิดการรบกวนการอ่านได้ ควรใช้เฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้นตัวอักษร ที่นำมาแสดงบนจอภาพควรเลือกขนาดที่อ่านง่าย ไม่มีสีสันและลวดลายมากเกินไป 2.2.5.5 ความรวดเร็ว ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ผู้ใช้ จะเกิดอาการเบื่อหน่ายและหมดความสนใจกับเว็บที่ใช้เวลาในการแสดงผลนาน สาเหตุสำคัญที่จะ ทำให้การแสดงผลนานคือการใช้ภาพกราฟิกหรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแม้ว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจ ได้ดี ฉะนั้นในการออกแบบจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาพขนาดใหญ่ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น และพยายามใช้กราฟิกแทนตัวอักษรธรรมดาให้น้อยที่สุด โดยไม่ควรใช้มากเกินกว่า 2 – 3 บรรทัด ในแต่ละหน้าจอ 2.2.6 โครงสร้างของเว็บไซต์ ภาพที่ 2.1 โครงสร้างแบบเรียงลำดับ ข้อมูลรูปภาพจาก https://asria.org/website-structure/ 2.2.6.1 เว็บที่มีโครงสร้างแบบเรียงลำดับ (Sequential Structure) เป็นโครงสร้างแบบธรรมดาที่ใช้กันมากที่สุดเนื่องจากง่ายต่อการจัดระบบข้อมูล ข้อมูลที่นิยม จัดด้วย โครงสร้างแบบนี้มักเป็นข้อมูลที่มีลักษณะเป็นเรื่องราวตามลำดับของเวลา เช่น การเรียงลำดับ ตามตัวอักษร ดรรชนี สารานุกรม หรืออภิธานศัพท์ โครงสร้างแบบนี้ เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็ก เนื้อหาไม่ซับซ้อนใช้การลิงก์ (Link) ไปทีละหน้า ทิศทางของการเข้าสู่เนื้อหา (Navigation) ภายใน เว็บจะเป็นการดำเนินเรื่องในลักษณะเส้นตรง โดยมี ปุ่มเดินหน้า-ถอยหลังเป็นเครื่องมือหลักใน การกำหนดทิศทาง ข้อเสียของโครงสร้างระบบนี้คือ ผู้ใช้ไม่สามารถกำหนดทิศทางการเข้าสู่เนื้อหา ของตนเองได้ ทำให้เสียเวลาเข้าสู่เนื้อ
12 ภาพที่ 2.2 โครงสร้างแบบลำดับขั้น ข้อมูลรูปภาพจาก https://asria.org/website-structure/ 2.2.6.2 เว็บที่มีโครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical Structure) เป็นวิธีที่ดีที่สุด วิธีหนึ่งในการจัดระบบโครงสร้างที่มีความซับซ้อนของข้อมูล โดยแบ่งเนื้อหา ออกเป็นส่วนต่างๆและ มีรายละเอียดย่อยๆ ในแต่ละส่วนลดหลั่นกันมาในลักษณะแนวคิดเดียวกับ แผนภูมิองค์กร จึงเป็น การง่ายต่อการทำความเข้าใจกับโครงสร้างของเนื้อหาในเว็บลักษณะนี้ ลักษณะเด่นเฉพาะของ เว็บประเภทนี้คือการมีจุดเริ่มต้นที่จุดร่วมจุดเดียว นั่นคือ โฮมเพจ (Homepage) และเชื่อมโยงไปสู่ เนื้อหา ในลักษณะเป็นลำดับจากบนลงล่าง ภาพที่ 2.3 โครงสร้างแบบตาราง ข้อมูลรูปภาพจาก https://asria.org/website-structure/ 2.2.6.3 เว็บที่มีโครงสร้างแบบตาราง (Grid Structure) โครงสร้างรูปแบบนี้มีความซับซ้อน มากกว่ารูปแบบที่ผ่านมา การออกแบบเพิ่มความยืดหยุ่น ให้แก่การเข้าสู่เนื้อหาของผู้ใช้ โดยเพิ่ม การเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหว่างเนื้อหาแต่ละส่วน เหมาะแก่ การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กัน ของเนื้อหา การเข้าสู่เนื้อหาของผู้ใช้จะไม่เป็นลักษณะเชิงเส้นตรง เนื่องจากผู้ใช้สามารถเปลี่ยนทิศทาง
13 การเข้าสู่เนื้อหาของตนเองได้ในการจัดระบบโครงสร้างแบบนี้ เนื้อหาที่นำมาใช้แต่ละส่วนควร มีลักษณะที่เหมือนกัน และสามารถใช้รูปแบบร่วมกัน หลักการออกแบบคือนำหัวข้อทั้งหมดมาบรรจุ ลงในที่เดียวกันซึ่งโดยทั่วไป จะเป็นหน้าแผนภาพ (Map Page) ที่แสดงในลักษณะเดียวกับโครงสร้าง ของเว็บ เมื่อผู้ใช้คลิกเลือก หัวข้อใด ก็จะเข้าไปสู่หน้าเนื้อหา (Topic Page) ที่แสดงรายละเอียด ของหัวข้อนั้นๆ และภายในหน้านั้นก็จะมีการเชื่อมโยงไปยังหน้ารายละเอียดของหัวข้ออื่น ที่เป็นเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถนำโครงสร้างแบบเรียงลำดับและแบบลำดับขั้นมาใช้ร่วมกัน ได้อีกด้วย ถึงแม้โครงสร้างแบบนี้อาจจะสร้างความยุ่งยากในการเข้าใจได้ และอาจเกิดปัญหา การคงค้างของหัวข้อ (Cognitive Overhead) ได้ แต่จะเป็นประโยชน์ที่สุดเมื่อผู้ใช้ได้เข้าใจ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา ในส่วนของการออกแบบจำเป็นจะต้องมีการวางแผนที่ดี เนื่องจาก มีการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นได้หลายทิศทาง นอกจากนี้การปรับปรุงแก้ไขอาจเกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องเพิ่มเนื้อหาในภายหลัง ภาพที่ 2.4 โครงสร้างแบบใยแมงมุม ข้อมูลรูปภาพจาก https://asria.org/website-structure/ 2.2.6.4 เว็บที่มีโครงสร้างแบบใยแมงมุม (Web Structure) โครงสร้างประเภทนี้ จะมีความยืดหยุ่นมากที่สุด ทุกหน้าในเว็บสามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกัน ได้หมด เป็นการสร้างรูปแบบ การเข้าสู่เนื้อหาที่เป็นอิสระ ผู้ใช้สามารถกำหนดวิธีการเข้าสู่เนื้อหาได้ด้วยตนเอง การเชื่อมโยงเนื้อหา แต่ละหน้าอาศัยการโยงใยข้อความที่มีมโนทัศน์ (Concept) เหมือนกัน ของแต่ละหน้าในลักษณะ ของไฮเปอร์เท็กซ์หรือไฮเปอร์มีเดีย โครงสร้างลักษณะนี้จัดเป็นรูปแบบที่ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นนอน ตายตัว (Unstructured) นอกจากนี้การเชื่อมโยงไม่ได้จำกัดเฉพาะเนื้อหา ภายในเว็บนั้นๆ แต่สามารถเชื่อมโยงออกไปสู่เนื้อหาจากเว็บภายนอกได้
14 2.2.7 ประโยชน์ของเว็บไซค์ 2.2.7.1 ช่วยส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในด้านธุรกิจ 2.2.7.2 ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆและเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ธุรกิจให้คนทั่วไปได้รู้จักอย่างแพร่หลาย 2.2.7.3 ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ธุรกิจ 2.2.7.4 ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าหรือผู้ใช้บริการเป้าหมายได้ทุกวันจึงสามารถ ซื้อ-ขายสินค้าหรือบริการผ่านเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทั่วโลก 2.2.7.5 ช่วยขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้านหรือสำนักงาน 2.2.7.6 สามารถให้บริการต่างๆ ของธุรกิจหรือองค์กรแบบออนไลน์ เป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ลูกค้า 2.2.7.7 ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทันสมัย ให้กับองค์กร บริษัท และธุรกิจต่างๆ 2.2.7.8 การออกแบบให้เว็บไซต์สามารถจัดการรวบรวมสถิติผู้เยี่ยมชมเข้าเว็บไซต์ ทำให้ทราบข้อมูลความต้องการต่างๆ ของลูกค้า แต่ถ้าหากไม่มีความชำนาญในการออกแบบเว็บไซต์ ควรจะใช้บริการเสริมการสร้างเว็บไซต์ซึ่งมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าบริการในการสร้าง แต่มี เว็บไซต์นั้นสามารถขยายธุรกิจไปได้กว้างยิ่งขึ้น 2.2.7.9 ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการโฆษณา 2.2.7.10 เป็นการเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าและบริการของบริษัทอีกช่องทางหนึ่ง 2.2.7.11 เสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความทันสมัยน่าเชื่อถือมากขึ้น 2.2.7.12 เป็นการยกระดับมาตรฐานการซื้อขายภายในประเทศ 2.3 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ 2.3.1 โปรแกรม Canva Canva คือ โปรแกรมสำหรับรูปที่ใช้งานบนเว็บไซต์ ช่วยเรื่องของการออกแบบผลงาน ต่าง ๆ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับนักออกแบบและบุคคลทั่วไป ตั้งแต่งานโปสเตอร์ งานนำเสนองานทำคอนเทนต์ต่างในโซเซียล โดย Canva สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน บนมือถือก็ได้เช่นกัน และที่สำคัญคือสามารถใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แถมยังมีเทมเพลตและ รูปภาพที่ช่วยในการออกแบบที่เยอะมาก ๆ ด้วย ซึ่งให้งานด้านศิลปะ และสร้างสรรค์งานวิดิโอ ออกมาดีที่สุดแม้ไม่มีความรู้ด้านออกแบบเลย
15 Canva เป็นโปรแกรมสำหรับออกแบบภาพ โดยใช้งานผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งสำหรับเทมเพลตบน Canva นั้นต้องบอกเลยว่า มีมากมาย เหลือใช้กันเลยทีเดียวที่ระบบ จัดการ มีให้มาพร้อมทุกรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆกับเนื้องานได้ดังนี้ 2.3.1.1 โซเซียลมีเดีย เทมเพลตที่ใช้งานก็จะเหมาะกับงานดังนี้ การออกแบบ ไอจีสตอรี่ ไอจีโพส เฟสบุ๊คโพส อินโทร ยูทูป 2.3.1.2 เทมเพลตที่ใช้งานก็จะเหมาะกับงานดังนี้ บัตรเชิญ เรซูเม่ โปสการ์ด เสื้อยืด 2.3.1.3 ธุรกิจ เทมเพลตที่ใช้งานก็จะเหมาะกับงานดังนี้ การนำเสนอ เว็บไซต์ โลโก้ นามบัตร ใบแจ้งหนี้ 2.3.1.4 เทมเพลตที่ใช้งานก็จะเหมาะกับงานดังนี้ โปสเตอร์ใบปลิว อินโฟกราฟฟิก โบชัวร์ 2.3.1.5 การศึกษา เทมเพลตที่ใช้งานก็จะเหมาะกับงานดังนี้ พื้นหลัง ใบงาน เกียรติบัตร ที่คั่นหนังสือ 2.3.2 โปรแกรม Google form Google Form เป็นส่วนหนึ่งในบริการของกลุ่ม Google Docs ที่ช่วยให้เราสร้าง แบบสอบถามออนไลน์ หรือใช้สำหรับรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการใช้งาน Google Form ผู้ใช้สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบอาทิ เช่น การทำแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็น การทำแบบฟอร์มสำรวจความพึงพอใจ การทำแบบฟอร์ม ลงทะเบียน และการลงคะแนนเสียง เป็นต้น การใช้งาน Google Form ฟอร์มนั้น ผู้ใช้งานหรือผู้ที่จะสร้างแบบฟอร์มจะต้องมี บัญชีของอีเมล หรือ แอคเค้าท์ของ Google เสียก่อน ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานสร้างแบบฟอร์ม ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ได้เลยโดยที่ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆทั้งสิ้น 2.3.2.1 สร้างแบบฟอร์มได้ง่ายๆ เหมือนสร้างเอกสารเลือกคำถามได้หลากหลายประเภท ลากและวางเพื่อจัดเรียงคำถามและปรับแต่งค่าได้ง่ายเหมือนการวางรายการ 2.3.2.2 ส่งแบบสำรวจที่ดูเป็นมืออาชีพให้กับลูกค้า แบบสำรวจที่สวยสะดุดตาช่วยให้คุณ สามารถติดต่อลูกค้าและทราบข้อมูลเชิงลึกที่ล้ำค่า เพิ่มภาพ วิดีโอ และตรรกะที่กำหนดเองเพื่อให้คน ตอบแบบสำรวจได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี 2.3.2.3 วิเคราะห์คำตอบด้วยการสรุปอัตโนมัติดูคำตอบปรากฏขึ้นแบบเรียลไทม์สามารถ เข้าถึงข้อมูลดิบและวิเคราะห์ด้วย Google sheet หรือซอฟต์แวร์อื่น
16 2.4 บทเรียนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ด้วย Google site 2.4.1 ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ ปัจจุบันมีผู้ให้ความสำคัญและมีการนำเอาเว็บมาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา ในลักษณะ การจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ นอกจากนี้อาจจะเรียกในชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น การจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ เว็บการฝึกอบรม อินเตอร์เน็ตฝึกอบรม และเวิลด์ไวด์เว็บช่วยสอนเป็นต้น สำหรับความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ นั้นมีผู้ให้คำนิยามความหมายไว้ ด้วยข้อความหลากหลายดังตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าวในที่นี้มีดังนี้ คาร์ลสันและคณะ (Carlson et al., 19100) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บ เป็นภาพที่ชัดเจน ของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน กับกระบวนการออกแบบ การเรียนการสอน (Instructional Design) ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสที่ชัดเจนในการนำการศึกษา ไปสู่ที่ด้อยโอกาส เป็นการจัดหาเครื่องมือใหม่ๆสำหรับส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มเครื่องมืออำนวย ความสะดวกสบายที่ช่วยขจัดปัญหา เรื่องสถานที่และเวลา แคมเพลสและแคมเพลส (Camplese and Camplese, 19100) ให้ความหมายของ การเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งกระบวนการหรือบางส่วน โดยใช้เวิลด์ไวด์เว็บเป็น สื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน เนื่องจากเวิลด์ไวด์เว็บมีความ สามารถในการถ่ายทอดข้อมูลได้หลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง จึงเหมาะแก่การเป็นสื่อกลาง ในการถ่ายทอดเนื้อหา ด้านการเรียนการสอน ลานเพียร์ (Laanpere, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านสภาพแวดล้อมของเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการเรียนการสอนในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ส่วนประกอบการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนา โครงการกลุ่มหรือการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรืออาจเป็นลักษณะของหลักสูตรที่เรียน ผ่านเวิลด์ไวด์เว็บโดยตรงทั้งกระบวนการเลยก็ได้ การเรียนการสอนผ่านเว็บนี้เป็นการรวมกันระหว่าง การศึกษา และการฝึกอบรมเข้าไว้ด้วยกันโดยให้ความสนใจต่อการใช้ในระดับ การเรียนที่สูงกว่า ระดับมัธยมศึกษา พรทิพย์ ชูศรี (2556: 46) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ว่า การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Online Instruction) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีสภาพการเรียนที่ต่างไปจากรูปแบบเดิม โดยอาศัยทั้งศักยภาพ และความสามารถของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่มีเทคโนโลยี สูงสุดในขณะนี้ ให้เข้ามาช่วยเอื้ออำนวยเป็นเครื่องมือและเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอน
17 ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายเชื่อมโยงเครือข่าย ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ซึ่งให้มีชื่อเรียกหลายลักษณะ ได้แก่ การทดสอบผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การเรียนรู้ผ่านเว็บ (Web-based Training) การสอนผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet-based Instruction) การสอนผ่าน เวิลด์ไวด์เว็บ (Web-based Instruction) การเรียนรู้ผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (Web Training) ศรันย์ พรมสวัสดิ์ (2557: 19) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ไว้ว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บ หมายถึง บทเรียนผ่าน (Web based instruction) คือ การเรียน การสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่มีรูปแบบของไฮเปอร์มีเดีย โดยอาศัยประโยชน์ทรัพยากร ของอินเทอร์เน็ต และเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งรวมทั้งเครื่องมือสื่อสารในการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา นิตยา มั่นศักดิ์ (2560: 19) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ว่า บทเรียน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ประกอบด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ข้อความ และเสียง โดยผ่านการเชื่อมโยง เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 2.4.2 องค์ประกอบของบทเรียนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนได้ อย่างมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนั้น ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของบทเรียนออนไลน์ในด้าน ต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาแนวคิดต่างๆ มีผู้กล่าวถึงองค์ประกอบของบทเรียนออนไลน์ไว้ดังนี้ 2.4.2.1 เนื้อหาของบทเรียน เป็นองค์ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ google site 2.4.2.2 ระบบบริหารการเรียน เนื่องจากการเรียนแบบออนไลน์นั้น เป็นการเรียน ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง 2.4.2.3 การติดต่อสื่อสารการเรียนทางไกล โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นการเรียนด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียนปกติ ซึ่งผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ google site 2.5 หลักสูตรรายวิชา หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 เป็นหลักสูตร หลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการศึกษา ด้านวิชาชีพระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ เพื่อยกระดับการศึกษาวิชาชีพของบุคคล ให้สูงขึ้นสอดคล้องกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนการศึกษา เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของชาติและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพโดยเน้นการเรียนรู้ สู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาสมรรถนะกำลังคนระดับฝีมือรวมทั้งคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน
18 2.5.1 หลักการของหลักสูตร 2.5.1.1 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ด้านวิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.5.1.2 เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะ เฉพาะด้าน ด้วยการปฏิบัติจริงสามารถเลือกวิชาเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาส ให้ผู้เรียนสามารถเทียบโอนผลการเรียน จากแหล่งวิทยาการสถานประกอบการ และสถานประกอบ อาชีพอิสระ 2.5.1.3 เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือ ในการจัดการศึกษาระหว่าง หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 2.5.1.4 เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ 2.5.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1.2.1 เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่จะสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ด้านการบัญชี 2.5.2.2 เพื่อให้มีความเข้าใจและมีทักษะการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคิด วิเคราะห์และการแก้ปัญหาให้พัฒนาอยู่เสมอ 2.5.2.3 เพื่อให้มีความเข้าใจในหลักการและกระบวนการการทำงานด้านการบัญชี 2.5.2.4 เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้จริงเมื่อออกสู่สถานประกอบการ และนำทักษะ ด้านการบัญชีไปศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น 2.6 ข้อมูลเกี่ยวกับการบัญชีร่วมค้าและฝากขาย 2.6.1 จุดประสงค์รายวิชา การบัญชีร่วมค้าและฝากขาย 2.6.1.1 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ และกระบวนการปฎิบัติงานบัญชีของ กิจการที่ดำเนินการร่วมค้าและฝากขายสินค้า 2.6.1.2 มีทักษะปฎิบัติงานบัญชีเบื้องต้น ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปของกิจการที่ ดำเนินการร่วมค้าและฝากขายสินค้า 2.6.1.3 มีกิจนิสัย ความมีวินัย ความเป็นระเบียบ ละเอียดรอบคอบ ตามอดทน รับผิดชอบในการปฎิบัติงาน และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพบัญชี
19 2.6.2 สมรรถนะรายวิชา การบัญชีร่วมค้าและฝากขาย 2.6.2.1 เข้าใจหลักการหรือวิธีการและขั้นตอนการจัดทำบัญชีของกิจการร่วมค้า และฝากขาย 2.6.2.2 บันทึกบัญชีของกิจการร่วมค้าและฝากขาย 2.6.2.3 คำนวณกำไรขาดทุนของกิจการร่วมค้าและฝากขาย 2.6.3 คำอธิบายรายวิชา การบัญชีร่วมค้าและฝากขาย หมายถึง การที่บุคคลหรือกิจการ ตั้งแต่สองคน หรือสองกิจการขึ้นไป ทำการประกอบกิจการร่วมค้ากันโดยจะต้องมีข้อตกลงในสัญญา เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่า ผู้ร่วมค้าทุกคนจะต้องมีสิทธิ์หรือส่วนร่วมในการควบคุมการร่วมค้า ด้วยกัน ในการกำหนดนโยบายทางการเงินและการดำเนินงานของกิจการ ที่ร่วมขาร่วมกันเพื่อให้ ได้รับประโยชน์ของกิจกรรมต่างๆของธุรกิจ และการที่บุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้า เรียกว่าผู้ฝากขายส่งสินค้าไปยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝากขายเพื่อช่วยทำหน้าที่ขายสินค้าแทน 2.7 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศิริชัย กาญจนวาสี (2556: 161) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ คือ ระดับความรู้ ความสามารถพฤติกรรมหรือลักษณะทางจิตใจที่เป็นผลจากการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะเกิด การเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือคุณภาพของความรู้ ความสามารถ พฤติกรรม หรือลักษณะทางจิตใจ ถ้าเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หรือจาก การจัดกิจกรรมการเรียนที่ผู้สอนจัดขึ้น นอกจากนี้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยทั่วไป มักจะใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียน ของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดทำให้ผู้สอนได้ทราบพัฒนาการเรียนรู้ ความสามารถของผู้เรียน ว่ามีความรู้ความสามารถในระดับใดถึงมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือยัง เมื่อนำไปเปรียบเทียบ กับความรู้ความสามารถก่อนได้รับการพัฒนาแล้วมีความแตกต่างกันหรือไม่ บุญชม ศรีสะอาด (2556: 56) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลด้านวิชาการซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้ในเนื้อหา สาระตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอนนั้น เรืองศิลป์ วรรณสัมผัส (2558: 72) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียน การสอน โดยเกิดจากความรู้ ความสามารถ ทักษะกระบวนการของผู้เรียนที่ได้รับจากกิจกรรม การเรียนการสอน หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถของสมรรถภาพ ทางสมอง
20 รสนภา ราสุ (2559: 64) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากได้รับประสบการณ์ โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือจาก การเรียนการสอนในชั้นเรียนและสามารถประเมินหรือวัดได้จากการทดสอบ จากคำกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการทดสอบวัดความรู้ และประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดทำให้ผู้สอนได้ทราบพัฒนา การเรียนรู้ ความสามารถของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถในระดับใดถึงมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนด ไว้หรือไม่ ในการสร้างบทเรียนผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ด้วย Google Site เรื่องการสร้างและพัฒนา สื่อการเรียนด้วยเว็บไซต์ออนไลน์ รายวิชา การบัญชีร่วมค้าและฝากขาย สำหรับนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 2.7.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือ ชุดของข้อสอบ ที่ใช้วัดความสำเร็จ หรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เป็นผลมาจาก การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด 2.7.2.1 แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคลใช้ได้ผลดี ถ้ามีผู้เข้าสอบ จำนวนน้อยเพราะต้องใช้เวลามากถามได้ละเอียดเพราะสามารถโต้ตอบกันได้ พิสณุ ฟองศรี (2551) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบ ที่นิยมใช้กันมากในการวิจัยในชั้นเรียนเป็น คำถามที่กระตุ้นหรือชักนำให้ผู้เข้าสอบ แสดงพฤติกรรม ที่ตอบสนองซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ด้านสมอง ใช้กันมาก ในการประเมินผลการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย คะแนนจากการสอบเป็นตัวสะท้อนถึงความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ทักษะ และความสามารถ ทางวิชาการที่ผู้เรียนหลังได้รับการเรียนรู้ว่าบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดมากน้อยเพียงใด แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นเครื่องมือ ของสถานศึกษาในการวัดผลสำเร็จของการจัดกิจกรรมการสอน เพื่อประเมินผลสำเร็จในการเรียนของนักเรียน
21 2.8 ความพึงพอใจ 2.8.1 ความหมายของความพึงพอใจ ศรีเรือน ใกล้ชิด (2557: 40) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ผลการเรียน ที่มีความสัมพันธ์กันทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่นักเรียนได้ปฏิบัติทำให้นักเรียนได้รับ การตอบสนองความต้องการด้านร่างกาย และจิตใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่นคือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการส่งเสริมความพึงพอใจ ในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ศันทนีย์ มีนาค (2557: 43) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติ ของบุคคลที่แสดงออกทางพฤติกรรมต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจ ต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจและเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ 2.8.2 แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ Shelly อ้างโดย ประกายดาว (2536) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและ ความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่ แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่นๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทำ ให้เกิดความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อน และ ความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่นๆ ขณะที่วิชัย (2531) กล่าวว่า แนวคิด ความพึงพอใจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ กล่าวคือ ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ก็ ต่อเมื่อ ความต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง ซึ่งมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในที่ใด ย่อมมีความต้องการ ขั้นพื้นฐานไม่ต่างกัน 2.8.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ ศุภชญา ศักดานุชิต(2553)กล่าวว่า ทฤษฎีการใช้และความพึงพอใจ(Uses and Gratifications) เป็นทฤษฎีที่เน้นผู้รับสารเป็นหลักในการศึกษา ในฐานะเป็นผู้เลือกใช้สื่อ (Active Receiver) ว่ามีกระบวนการในการใช้สื่ออย่างไร โดยแนวทางการศึกษาดังกล่าวนั้นอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่าพฤติกรรม และปรากฏการณ์ทางสังคมของมนุษย์เกิดขึ้นจากความต้องการ ซึ่งความต้องการนั้น มีที่มาต่างกัน พฤติกรรมการเปิดรับเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการอันเกิดจากพื้นฐานจิตใจของบุคคล ทฤษฎีการใช้ และความพึงพอใจได้ถูกพูดเป็นครั้งแรก โดยมีมุมมองที่ว่าผู้รับสารมีบทบาทเป็นผู้เลือกใช้สื่อที่เปิดรับ ซึ่งหากมองในมุมนี้จะทำให้สื่อมีอิทธิพลน้อยกว่า ที่เคยเชื่อกันทฤษฎีการใช้และความพึงพอใจ ในการใช้สื่อเน้นผู้รับสารเป็นจุดเริ่มต้น เป็นทฤษฎีที่มุ่งเสนอ ว่าผู้รับสารมีกระบวนการอย่างไรใน การเลือกรับสื่อหนึ่ง ๆ กระบวนการดังกล่าวหมายถึง พฤติกรรม การใช้สื่อที่ครอบคลุมถึงภูมิหลัง
22 ของผู้รับสาร โดยเฉพาะประสบการณ์ตรงของผู้รับสารที่มีต่อสื่อ ด้วยเหตุนี้ จึงพบว่าการใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจในการใช้สื่อประกอบด้วย 3 ขั้นตอน 2.8.3.1 ในฐานะเป็นผู้ที่มีบทบาทและมีวัตถุประสงค์ในการใช้สื่อเสมอ 2.8.3.2 การใช้สื่อหรือการเปิดรับสื่อหนึ่ง ๆ ได้ถูกเลือกสรรแล้ว เพื่อสนองความต้องการ ของตน มิใช่เป็นการเปิดรับแบบเลื่อนลอย หรือเป็นผลจากการชักจูงจากผู้ส่งสารแต่เพียงอย่างเดียว 2.8.3.3 ความพึงพอใจในสื่อ เกิดขึ้นจากการเปิดรับสื่อหรือการใช้สื่อที่เลือกแล้ว และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สนุ่น มีเพชร (2551) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้สื่อการสอนของอาจารย์โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้สื่อการสอน 2) ศึกษาความต้องการใช้สื่อการสอน 3) ศึกษาสภาพปัญหาการใช้สื่อการสอน 4) เปรียบเทียบสภาพ การใช้สื่อการสอนตามความต้องการและสภาพปัญหาการใช้สื่อการสอนของอาจารย์กลุ่มตัวอย่างใน การวิจัยครั้งนี้ได้แก่อาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง 123 คน โดยใช้วิธีการสุ่ม แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการใช้ความต้องการ และสภาพปัญหาการใช้สื่อการสอนนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ส่วนสถิติที่ใช้คือค่าร้อยละ (Percentage)ค่าเฉลี่ย(Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบ Independent t-test และการทดสอบ one-way ANOVA ลัดดาวรรณ ศรีฉิม (2557: 55) การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทางทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้เรื่อง หลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.13/87.83 สูงกว่าเกณฑ์85/85 ที่กำหนดไว้2) การเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เรื่องหลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ พบว่านักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน ที่เรียนโดย ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ มีความพึงพอใจอยู่ ในระดับมากที่สุด ( =4.62, S.D.=0.46)
23 สิงหพงษ์(2560 : 61) การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง31231) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต ผลการวิจัย พบว่า 1) การสร้างบทเรียนออนไลน์ ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 91.60/88.65 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้(80/80) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้ จากบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site ด้านภาพรวม พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (X= 4.29, S.D.=0.52) บุญญานี เพชรสีเงิน (2560: บทคัดย่อ) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแบบสำรวจพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติทดสอบ Pair sample t-test ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นได้ว่า บทเรียนผ่านเว็บ ไซต์ เป็นสื่อ ที่ประกอบด้วยการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และการใช้สื่อหลายรูปแบบ สามารถนำไปใช้ ในการจัดการเรียนการสอน เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ได้ดีกว่าการเรียนแบบปกติ และช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนด้วยตนเองสามารถสนอง ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดีดังนั้นผู้วิจัยจึงจัดทำบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site เรื่อง การสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนด้วยเว็บไซต์ออนไลน์ รายวิชา การบัญชีร่วมค้าและฝากขาย ได้อย่างไม่จำกัด เพื่อพัฒนาแหล่งการเรียนรู้สาขาวิชาการบัญชี