มุสลิมกบั การบรโิ ภคพืชผกั ท่ีปลกู ดว้ ยป๋ ุย
คอกมูลสุกร
For how long Muslims have to eat agricultural products
fertilized by pork manure
คมั ภรี ์อลั กรุ อานได้มีบทบัญญัติชัดเจนในการหลกี เลย่ี งสุกร ความว่า
“ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซ่ึงสัตว์ทต่ี ายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และ
สัตว์ท่ถี ูกเปล่งนามอ่ืนจากอลั ลอฮฺ (ขณะเชือด) และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย
และสัตว์ทถ่ี ูกตีตาย และสัตว์ที่ตกเหวตาย และสัตว์ที่ถูกขวดิ ตาย และ
สัตว์ท่สี ัตว์ร้ายกดั กนิ นอกจากท่ีพวกเจ้าเชือดกนั และสัตว์ท่ีถูกเชือดบน
แท่นหนิ บูชา และการท่ีพวกเจ้าเส่ียงทายด้วยไม้ติว้ เหล่าน้นั เป็ นการ
ละเมิด วนั นี้ บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา หมดหวงั ในศาสนาของพวกเจ้า
แล้ว ดงั น้นั พวกเจ้าจงอย่ากลวั พวกเขา และจงกลวั ข้าเถิด วนั นขี้ ้าได้ให้
สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซ่ึงศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่
พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอสิ ลามให้เป็ น
ศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว ผ้ใู ดได้รับความคบั ขันในความหวิ โหย โดยมิใช่
เป็ นผ้จู งใจกระทาบาปแล้วไซร้ แน่นอนอลั ลอฮฺน้นั เป็ นผ้ทู รงอภยั โทษผู้
ทรงเมตตาเสมอ” (สูเราะฮฺ อลั -มาอดิ ะฮฺ : 3)
นอกจากนี้ ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมยังระบุไว้ว่า พระเจ้าทรงส่ังห้ าม
ประชาชาติของพระองค์ มิให้รับประทานเนื้อสุกรและสัตว์ทะเลจาพวกมีเปลือก ดังทีป่ รากฏใน
หนังสือเลวีนิติ บทที่ 11 ข้อ 7 ความว่า “และหมู แม้มีกีบแยกแต่ไม่เคยี้ วเอื้อง นี่ก็เป็ นมลทิน
สาหรับเจ้า”
อกี ท้งั ดร.จอช แอกซ์ ได้ทาการศึกษาเก่ยี วกับพฤตกิ รรมการกินของสุกร พบว่า สุกรเป็ น
สัตว์ที่ค่อนข้างสกปรก ซึ่งถูกจดั อยู่ในจาพวกกนิ ซาก ท้ังนี้พวกมันมักจะกินทุกอย่างท่สี ามารถ
หาได้ ไม่ว่าจะเป็ น แมลง เศษอาหาร ซากสัตว์ รวมท้งั พวกเดียวกนั เอง
พฤตกิ รรมการกนิ กนั เองของสุกร
ข้อเท็จจริงท่ีควรทราบ
เนื้อสุกรเป็ นเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่งทีม่ กี ารบริโภคมากท่สี ุดในโลก ท้ังนี้ ผ้ผู ลติ เนื้อสุกรรายใหญ่ทสี่ ุด
คือประเทศจนี และหากย้อนกลบั ไปราว 7500 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวจนี มีความผกู พนั กบั สุกรมา
อย่างช้านาน
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ The Center for Disease Control
and Prevention (CDC) แถลงว่า ผลการตรวจสอบการปนเปื้ อนของสุกรที่นาเข้าจากประเทศ
จนี ในแต่ละปี พบว่ามีไวรัสอยู่มากกว่า 100 ชนิด และบางชนิดเป็ นอันตรายต่อมนุษย์
ทุกคนอาจเคยได้ยนิ เกยี่ วกบั ไวรัส H1N1 หรือท่รี ู้จกั กันในช่ือ “ไข้หวดั หมู” ซ่ึงเป็ นไวรัส
ที่สามารถแพร่เชื้อจากสุกรสู่คนได้ อย่างไรก็ตาม โรคไข้หวดั หมู ไม่ใช่เพยี งโรคเดียวที่มาจาก
สุกร ยังมีโรคอ่ืน ๆ อีกที่มนุษย์อาจได้รับจากสัตว์ชนิดนี้ท้งั ทางตรงและทางอ้อม
เมื่อเปรียบเทยี บสุกรกับสัตว์ชนิดอ่ืน ๆ ท่ีเลีย้ งในฟาร์มเดียวกนั พบว่าเนื้อสุกรมเี ชื้อโรค
มากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น สืบเน่ืองจากเหตุผล 2 ประการดงั นี้
ประการทห่ี น่ึง คือ ระบบย่อยอาหาร โดยปกตแิ ล้ว กระบวนการย่อยอาหารของสัตว์และ
มนุษย์ จะมีการกาจดั สารพษิ ส่วนเกิน เช่น แบคทีเรีย รา และสารปนเปื้ อนในอาหารท่ีอาจเป็ น
อันตรายต่อสุขภาพ ซ่ึงสุกรใช้เวลาเพยี ง 4 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร ทาให้ยังคงมีสารพิษหลง
เหลืออยู่ในระบบทางเดินอาหาร สารอาหารและสารพิษบางส่วนถูกดูดซึมไปยังเนื้อเย่ือไขมัน
บริเวณหน้าท้อง สะโพก และโคนขา ซ่ึงเป็ นส่วนทม่ี นุษย์นิยมบริโภค โดยสารพษิ ส่วนท่เี หลือจะ
ถูกขบั ออกมาในรูปแบบของมูลหรือท่ีเรียกว่าป๋ ยุ คอก ซึ่งทาให้เกิดมลพษิ ในดนิ และมผี ลต่อพืชท่ี
สามารถดูดซับสารพษิ เหล่านีไ้ ด้
ประการท่ี 2 คือ ต่อมเหงื่อ เนื่องจากสุกรไม่มีต่อมเหงื่อทช่ี ่วยในการกาจดั สารพษิ ทาให้
สารพษิ จานวนมากยังคงหลงเหลืออยู่ในตวั สุกร
ทราบหรือไม่ว่า ในตัวสุกรมีพยาธิอยู่หลายชนิด ถึงแม้ว่าเนื้อสุกรจะผ่านกระบวนการ
ปรุงสุก แต่พยาธิบางชนิดกย็ งั มีชีวติ อยู่ อีกท้งั ยงั สามารถแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้ เช่น พยาธิตวั กลมท
ริคเิ นลล่า สไปราลิส เป็ นต้นกาเนิดของโรคทริคิเนลโลสิส หรือเรียกอกี ชื่อว่าโรคทริคโิ นซิส โดย
พยาธิชนิดนี้สร้างซีสต์ห่อหุ้มตวั อ่อน และเกาะอยู่ตามกระเพาะอาหารของสุกร เม่ือซีสต์ถูกย่อย
ด้วยกรดในกระเพาะอาหาร พยาธิเหล่านี้จะปล่อยตัวอ่อนท่มี คี วามทนทานต่อสภาพแวดล้อมท่ี
เป็ นกรดและฝังตวั ท่ีกล้ามเนื้อของสุกร ส่งผลให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับเชื้อดังกล่าว อีกท้งั พยาธิ
ชนิดนี้ยังสามารถแพร่ระบาดในพืชผักได้ ดังน้ันผู้ใช้ป๋ ุยมูลสุกรที่ปนเปื้ อนพยาธิชนิดนี้ อาจ
ได้รับเชื้อท่เี ป็ นต้นเหตุของการเกิดโรคทริคโิ นซิสได้เช่นกนั
อาการทว่ั ไปของโรคทริคเิ นลโลสิส ได้แก่
- คล่ืนไส้ - อาเจยี น - ท้องร่วง
- ปวดหัว
- ไอ - เป็ นไข้ - หนาวส่ัน
- ปวดข้อ
- โรคเก่ียวกบั หัวใจ - ตาบวม - ปวดกล้ามเนื้อ
- ปัญหาเกย่ี วกบั การใช้กล้ามเนื้อในการเคล่ือนไหว
- ปัญหาเก่ยี วกับทางเดนิ หายใจ
เนื่องจากสุกรเป็ นพาหะนาโรค ดังน้ันผู้บริโภคจึงมีความเสี่ยงสูงท่ีจะได้รับเชื้อโรคจากการ
สัมผสั โดยตรงจากฟาร์มหรือการบริโภคเนื้อสุกร ซ่ึงพยาธิและไวรัสเหล่านี้อาจนาไปสู่ปัญหา
สุขภาพทรี่ ้ายแรงในอนาคตได้ เช่น
- โรคพยาธิตืดหมู
- โรคไวรัสตบั อกั เสบอี
- โรคพอี าร์อาร์เอส
- โรคสมองอกั เสบนิปาห์
- โรคไวรัสเมแนงเกลิ
ความหนาแน่นของประชากรสุกรในทวปี ยุโรป
มูลสุกรมีจุลินทรีย์หลายชนิดท่ีสามารถแพร่เชื้อในมนุษย์และสัตว์ได้ เช่น เชื้อเอสเชอริ
เชีย โคไล เชื้อลิสทิเรีย เชื้อซาลโมเนลลา และเชื้อพาราทูเบอร์คูโลซิส ซึ่งทางยุโรปได้พยายาม
อย่างมากในการหามาตราการป้องกันเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น แอมพิ
ซิลลนิ เซโฟทาซิม คลอแรมเฟนิคอล อรี ิโธรมยั ซิน เจนตามิซิน เตตราไซคลีน แวนโคไมซิน เม
โทรนิซาโดล กรดนาลดิ ิซิก และคานามัยซิน เป็ นต้น
*Escherichia coli O157:H7; เป็ นเช้ือแบคทีเรียท่ีสร้างพิษ ซ่ึงสามารถทาให้เกิดโรคในระบบ
ทางเดินอาหารได้
*Listeria monocytogenes; เป็ นแบคทีเรียที่สามารถเจริญได้ท้งั สภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มี
ออกซิเจน (facultative anaerobe) เป็ นจุลินทรี ย์ก่อโรค (pathogen) บทบาทสาคญั ต่อความ
ปลอดภยั ทางอาหาร (food safety)
*Salmonella spp; เป็นแบคทีเรียท่ีมีความสาคญั มากในทางดา้ นสาธารณสุข ซ่ึงก่อใหเ้ กิดโรคติด
เช้ือทางระบบทางเดินอาหารเกิดปัญหาในนานาประเทศทว่ั โลก
*Mycobacterium avium subsp. Paratuberculosis (Mycobacterium paratuberculosis); เป็ นเช้ือ
ก่อโรค Johne's disease หรือ Paratuberculosis ซ่ึงเป็ นสาเหตุของความ สูญเสียทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในโคนมจะมี อาการทอ้ งเสียเร้ือรัง น้าหนกั ตวั ลด และปริมาณ ผลผลิตน้านมต่า
*Ampicillin เป็ นยาปฏิชีวนะที่สามารถทาลายแบคทีเรียไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง โดยเฉพาะแบคทีเรีย
แกรมบวก แกรมลบ เช่นเช้ือทาให้เกิดโรคทอ้ งเสีย หลอดลมอกั เสบ ไซนสั อกั เสบ ปอดบวม
ทางเดินปัสสาวะอกั เสบและอื่นๆ
*Erythromycin อีริโธรมยั ซิน เป็ นยาปฏิชีวนะชนิดหน่ึงในกลมุ่ แมคโครไลด์ ซ่ึงใชใ้ นการรักษา
โรคติดเช้ือที่มีสาเหตจุ ากแบคทีเรีย
สุกรถือเป็ นแหล่งสะสมสารปฏชิ ีวนะช้ันดี
กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเดนมาร์ กและประเทศ
เนเธอร์แลนด์ มีการรณรงค์ให้ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ เลิกใช้ยาปฏชิ ีวนะในปศุสัตว์ เช่น สุกร ไก่ และววั
รวมถึงประเทศสหรัฐฯ ที่กาลังเคลื่อนไหวเร่ืองนีเ้ ช่นกนั ซึ่งปัญหาการใช้ยาปฏชิ ีวนะนี้ ได้แพร่
ขยายไปยังประเทศจนี ด้วย
โดยประเทศเนเธอร์แลนด์ มขี นาดใหญ่เป็ นสองเท่าของรัฐนิวเจอร์ซีย์ในประเทศสหรัฐฯ
มีผู้ผลิตเนื้อสุกรประมาณ 6,500 ราย แต่ละรายสามารถผลิตแม่พันธ์ุสุกรเฉลี่ย 320 ตัว ซ่ึง
สามารถออกลูกได้อย่างน้อย 4,000 และมากสุดถึง 10,000 ตัว โดยท้ังประเทศสามารถผลติ สุกร
ได้ประมาณ 25 ล้านตวั ต่อปี
ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดบั สูงประจาศูนย์วิจยั ไอโซโทปและ IVEM และ
ศูนย์การศึกษาพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวทิ ยาลัยโกรนินเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ แถลงว่า
สุกรในประเทศเนเธอร์แลนด์มีน้าหนักเฉล่ียอยู่ที่ 115 กิโลกรัม โดยใช้ระยะเวลาในการขุนเพยี ง
แค่ 112 วนั และระหว่างนี้สามารถผลิตป๋ ุยคอกทีเ่ ป็ นมูลแขง็ ได้ ราว 340 กิโลกรัม แต่มูลท่ไี ด้ส่วน
ใหญ่จะเป็ นมูลเหลว โดยการใช้ยาปฏชิ ีวนะ เกษตรกรสามารถขุนสุกรซ้าได้ถึง 3.3 คร้ังต่อปี
ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศเนเธอร์แลนด์มีจานวนฟาร์มสุกร ประมาณ 7,578 แห่ง มีอัตรา
การเกิดของสุกรเฉลี่ย 11,150,000 ตัวต่อปี หลังจากวิกฤตการเงนิ โลกในปี พ.ศ.2553 ส่งผลให้
ปริมาณของฟาร์มสุกรมีจานวนลดลงเหลือเพียง 7,030 แห่ง จากท่ีเคยมีผลผลิตประมาณ
12,251,000 ตวั ต่อปี ในขณะท่ปี ี พ.ศ. 2555 สามารถผลติ สุกรได้มากกว่า 20,000 ตวั ต่อแห่ง โดย
มีฟาร์มเพียง 6,500 แห่งเท่าน้ัน ซึ่งเป็ นจานวนที่แสดงให้เห็นว่า ความหนาแน่นของประชากร
สัตว์เพมิ่ ขนึ้ เป็ นอย่างมาก
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกบั ความหนาแน่นของประชากรสัตว์
เน่ืองด้วยเนเธอร์แลนด์มีภูมปิ ระเทศเป็ นท่รี าบลุ่มตา่ กว่าระดบั น้าทะเล ส่งผลให้ความดนั
น้าทะเลเป็ นตวั ผลักดนั สารปฏิชีวนะและสารอื่น ๆ ท่ีอยู่ในป๋ ุยน้ามูลสุกรซึ่งเป็ นสารอันตรายต่อ
สุขภาพของมนุษย์ ทาให้สารเหล่าน้ันไม่สามารถซึมลงในดินและทาให้เกดิ การปนเปื้ อนในพืช
สาหรับท่ีต้ังของฟาร์มสุกรในประเทศเนเธอร์แลนด์ อยู่ในบริเวณเดียวกันกับเขต
เพาะปลูก เป็ นผลให้พื้นท่ีโดยรอบ เกิดการปนเปื้ อนจากมูลสุกร และการใช้ป๋ ุยคอกสุกรทาง
การเกษตรในปริมาณที่มากเกินไป ก่อให้ เกิดมลพิษทางดินและส่ งผลเสียอย่างมากต่อ
สิ่งแวดล้อม
การเกบ็ รวบรวมป๋ ุยนา้ มูลหม:ู ป๋ ุยหมกั มูลหมูในดิน:
การฉีดป๋ ุยนา้ มลู หมลู งดิน: ป๋ ุยมลู หมูถูกนาไปฉีดในไร่:
บ่อพกั ป๋ ุยนา้ มลู หม:ู
แมทธิว ซิมไิ ทล์ นักวทิ ยาศาสตร์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวว่า ยาปฏชิ ีวนะท้งั หมด
ท่ีผลิตในสหรัฐอเมริกาเกือบร้ อยละ 70 ถูกใช้ กับ วัว สุ กร และสั ตว์ปี ก โดยสหภาพ
นักวิทยาศาสตร์หรือ The Union of Concerned Scientists ให้ข้อมูลว่า วิธีการนี้อาจช่วยเพมิ่
ปริมาณของเนื้อสัตว์ แต่ในทางกลับกัน ได้สร้างปัญหาด้านสาธารณสุข ทาให้เกิดการใช้ยา
ปฏิชีวนะต่อห่วงโซ่อาหารเพม่ิ ขนึ้ หากเปรียบเทียบป๋ ยุ คอกทมี่ าจากมูลสัตว์ต่าง ๆ พบว่า ป๋ ุยคอก
ท่มี าจากสุกรน้ันเป็ นป๋ ุยที่อนั ตรายทีส่ ุด เนื่องด้วยเหตุผลสองประการ ดังนี้
ประการท่ีหนึ่ง หากไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในสุกร จะทาให้มูลสุกรเตม็ ไปด้วยพยาธิและ
ไวรัสที่ไม่สามารถพบได้ในมูลสัตว์ทัว่ ไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อดิน พืช และเป็ นอนั ตรายต่อสุขภาพ
ของมนุษย์ แต่เน่ืองด้วยประชากรสุกรมีความหนาแน่นมาก จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยา
ปฏชิ ีวนะในปริมาณสูงได้
ประการที่สอง หากไม่มีการใช้ยาปฏชิ ีวนะในสุกร อาจทาให้เกดิ การแพร่ระบาดของโรค
อีกท้ังยาปฏิชีวนะยังช่วยในการเพิ่มน้าหนักตัวสุกรได้ถึง 115 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพยี ง
112 วนั
สุดท้ายนี้ เนเธอร์แลนด์เป็ นประเทศหนึ่งท่ีส่งออกสินค้าทางการเกษตรไปยังประเทศ
มุสลิมเป็ นจานวนมาก จงึ เป็ นปัญหาใหญ่สาหรับชาวมุสลิมในการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีการ
ปนเปื้ อนของสุกร ดงั ทไี่ ด้ระบุไว้ในโองการอัลกรุ อานข้างต้น ไม่ว่าจะเป็ นทางตรงหรือทางอ้อม
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلمขอความโปรดปรานของอัลลอฮ์ และสันติสุขจงมี
แด่ท่าน) กล่าวว่า “จงอย่าก่อความเดือดร้อนแก่ผ้อู ื่นและจงอย่าก่อความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน”
(บันทึกโดยอบิ นุมาญะฮฺและอัด-ดาเราะกุฏนีย์และท่านอื่น ๆ)
สรุป
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ป๋ ุยคอกจากมูล
สุกรในการเกษตรกอปรกับหลักการทางศาสนาอิสลาม จึงจาเป็ นที่ชาวมุสลิมต้องต่ืนตวั และ
ตระหนักถึงสิทธิและศักด์ศิ รีของความเป็ นมุสลิม ซึ่งปัจจบุ ันเป็ นยุคท่ีการสื่อสารไร้พรมแดน จงึ
เป็ นโอกาสแก่ชาวมุสลมิ ในการเป็ นกระบอกเสียงแก่มนุษยชาติ ถึงเวลาแล้วทีบ่ รรดานักวิชาการ
อิสลาม จาเป็ นต้องมีมตริ ่วมกันท่จี ะไม่ส่งเสริมผลิตภณั ฑ์จากประเทศทใ่ี ช้ป๋ ยุ คอกจากมูลสุกรใน
ตลาดสินค้ามุสลมิ