The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Polkrxm Art, 2023-03-02 22:04:06

อาณาจักร5อาณาจักร

-

Keywords: สื่อการเรียนรู้

5 อาณาจัจั จั ก จั กรสิ่สิ่ สิ่ ง สิ่ สิ่ ง สิ่ มีมี มี ชี มี ชี ชี วิ ชี วิต วิ ต วิ มอเนอรา โพรทิสตา ฟังไจ สัตว์ พืช


สา ร บั ญ ม อ เ น อ ร า ( M o n e r a ) 3 โ พ ร ทิ ส ต า ( P r o t i s t a ) 7 ฟั งไ จ ( F u n g i ) 1 1 สั ต ว์ ( A n i m ali a ) 1 4 พื ช ( Pla n t a e) 2 3 ห น้ า


อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) Proteobacteria เป็นแบคทีเรียแกรมลบ (gram-negative bacteria) ที่พบมากที่สุด และมีความหลากหลายที่สุด -Ricketsia เป็นเชื้อก่อโรคมีขนาดเล็กมากมักถ่ายทอดโรคโดยพาหะพวกที่ดูดเลือดเช่น เห็บ หมัด ไร เหา ตัวอย่างเช่น เชื้อ Ricketsia typhi ทำ ให้เกิด โรคไข้ไทฟัส (typhus fever) -Helicobacter pylori ทำ ให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบและเกิดแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร อาณาจักรย่อยยูแบคทีเรีย (Subkingdom Eubacteria) เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในทุกสภาพแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ อากาศ และในร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในน้ำ เค็ม น้ำ จืด น้ำ กร่อย ในธารน้ำ แข็ง ในน้ำ พุร้อน เป็นต้น การจัดจำ แนกยูแบคทีเรียตามสายวิวัฒนาการเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ Ricketsia typhi -Rhizobium เจริญอยู่ที่รากพืชตระกูลถั่วทำ ให้เกิดปมที่รากพืชและตรึงไนโตรเจนจากอากาศเพื่อสร้างเป็นสารประกอบไนโตรเจน ไรโซเบียมที่ปมรากถั่ว -Neisseria เป็นรูปทรงกลมแกรมลบไม่เคลื่อนที่มักอยู่เป็นคู่โดยเอาด้านแบนติดกันบางชนิดก่อโรคในคนเช่น Neisseria gonorrhoeae เป็นสาเหตุของ โรคโกโนเรีย (หนองใน) Neisseria meningitidis เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Salmonella -Enterobacteria เช่น Salmonella ทำ ให้เกิดไข้ไทฟอยด์ โลหิตเป็นพิษกระเพาะและลำ ไส้อักเสบอาหารเป็นพิษ Escherichia coli เป็นเชื้อประจำ ถิ่น ในลำ ไส้ใหญ่ Shigella ทำ ให้เกิดโรคบิดในคน Yersinia pestis ทำ ให้เกิดโรคกาฬโรคในคน Escherichia coli Yersinia pestis Helicobacter pylori


chlamydias เป็นแบคทีเรียแกรมลบพบเป็นปรสิตในเซลล์สัตว์และเป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของมนุษย์ รูปร่างทรงกลม ไม่เคลื่อนที่ ผนังเซลล์ไม่มีเพปทิโอไกลแคน (peptidoglycan) แคลมีเดียเป็นเชื้อก่อโรคที่สำ คัญ เช่น -Chlamydia trachomatis ทำ ให้เกิดโรคริดสีดวงตา (trachoma) ตาแดง (inclusion conjunctivitis) กามโรคของต่อมและท่อน้ำ เหลือง หนองใน เทียม Chlamydia trachomatis trachoma -Chlamydia psittaci ทำ ให้เกิดโรคไข้นกแก้วหรือชิตตาโคซิส (psittacosis) ในคน Chlamydia psittaci spirochetes เป็นแบคทีเรียแกรมลบมีรูปร่างโค้งงอเป็นเกลียวและยืดหยุ่นได้บางชนิดดำ รงชีวิตแบบอิสระ บางชนิดทำ ให้เกิดโรค เช่น Treponema pallidum ทำ ให้เกิดโรคซิฟิลิส (Syphilis) Leptospira interrogans ทำ ให้เกิดโรคเลปโตสไปโรซิส (leptospirosis) หรือโรคฉีหนู spirochetes Treponema pallidum Leptospira interrogans gram positive bacteria เป็นแบคทีเรียที่ย้อมติดสีม่วงน้ำ เงินของคริสทัลไวโอเลต พบทั่วไปทั้งในดินและอากาศบางชนิดสามารถสร้างเอนโดสปอร์ (endospore) เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น Bacillus sp. แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถนำ มาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์หลายด้านเช่นการนำ มาใช้ ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ Streptomyces sp. สามารถใช้ผลิตยาปฏิชีวนะ Lactobacillus sp. เป็นแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลกติกได้จึงมีการนำ มาใช้ ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารการทำ เนยนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตผักและผลไม้ดอง อย่างไรก็ตามแบคทีเรียแกรมบวกบางชนิดก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรค เช่น การเกิดโรคแอนแทรกซ์ (anthrax) โดยเชื้อ Bacillus anthracis ในวัว Mycobacterium tuberculosis ทำ ให้เกิดโรควัณโรค และ Mycobacterium leprae ทำ ให้เกิดโรคเรื้อน ส่วน Clostridium เจริญในที่ไม่มีออกซิเจน เช่น C. botulinum ทำ ให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษโบทูลิซึม (botulism) พวกทรงกลม Staphylococcus เช่น S. aureus ทำ ให้เกิดฝีหนองการติดเชื้อหลังผ่าตัดส่วน Streptococcus ส่วนใหญ่เป็นปรสิตในคน และสัตว์หลายชนิดทำ ให้เกิดโรคเช่น Streptococcus pyogenes ทำ ให้เกิดไข้ดำ แดง (Scarlet fever) ไข้รูมาติก (rheumatic fever) เป็นต้น bacillus sp. streptomyces sp. Lactobacillus sp.


Bacillus anthracis Mycobacterium tuberculosis Mycobacterium leprae Clostridium botulinum Staphylococcus aureus streptococcus pyogenes cyanobacteria เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เพราะมีรงควัตถุพวกคลอโรฟิลล์เอ แคโรทีนอยด์ และไฟโคบิลินอยู่ภายในเซลล์ จึง ทำ หน้าที่เป็นผู้ผลิตในระบบนิเวศ บางชนิดเซลล์ต่อกันเป็นสายยาวและมีเซลล์ heterocyst ทำ หน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรึงไนโตรเจนในอากาศมาใช้ ประโยชน์ แบคทีเรียกลุ่มนี้ ได้แก่ ออสซิลลาทอเรีย (Oscillatoria) แอนาบีนา (Anabaena) นอสตอก (Nostoc) Oscillatoria Anabaena Nostoc อาณาจักรย่อยอาร์เคียแบคทีเรีย (Subkingdom Archaebacteria) เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่ผนังเซลล์ไม่มีสารเพปทิโดไกลแคนลิพิดที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์จะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น อาร์คีแบคทีเรียแบ่ง เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1) มีทาโนเจน (methanogen) เป็นพวกสร้างแก๊สมีเทนเป็นพวกแอนแอโรบแท้จริง (strictly anaerobes) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ย่อยขยะและมูล สัตว์เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงตัวอย่าง Methanobacterium 2) พวกที่เจริญในสภาพทุรกันดาร (extremophile) ยังแบ่งเป็น 1. พวกชอบอุณหภูมิสูง (extreme thermophile) ชอบอุณหภูมิ 60-80 องศาเซลเซียส ตัวอย่าง Sulfolobus พบในน้ำ พุร้อน 2. พวกชอบความเค็มสูง (halophile) ต้องการเกลือแกง 15-20% ในการเจริญ 3. พวกทนกรดจัดหรือเบสจัด (pH tolerant) 4. พวกทนความกดดันสูง (pressure tolerant) พบในทะเลลึก 3) อาร์เคียแบคทีเรียที่เจริญในสภาพปกติ (non extreme archaebacteria) สามารถเจริญในสภาพแวดล้อมเหมือนพวกยูแบคทีเรีย Methanobacterium Sulfolobus อาจแบ่งอาร์เคียแบคทีเรียออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามการเรียงลำ ดับเบสใน rRNA ดังนี้


Euryarchaeota คือพวกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมช่วงกว้างกว่า ได้แก่ พวกมีทาโนเจน พวกฮาโลไฟล์ พวกเทอร์โมแอซิโดไฟล์ (themoacidophile) คือ อยู่ได้ในที่มีอุณหภูมิสูงและกรดจัด เป็นพวกที่ไม่มีผนังเซลล์ เป็นแบคทีเรียที่มีสาร bacteriorhodopsin ซึ่งเป็นสารสีภายในเยื่อหุ้มเซลล์ทำ หน้าที่ดูด กลืนพลังงานแสง แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถสร้างแก๊สมีเทนได้ ดำ รงชีวิตอยู่ในทะเลที่มีความเค็มมาก เช่น ทะเล dead sea halophile Crenarchaeota คือพวกเทอร์โมไฟล์ ส่วนใหญ่ที่พบในบ่อน้ำ พุร้อนหรือปากปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลลึก เป็นแบคทีเรียที่ดำ รงชีวิตอยู่ในบริเวณที่มี อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 60-80 องศาเซลเซียสและมีสภาพเป็นกรดที่มีค่า pH ประมาณ 2-4 ใช้พลังงานในการดำ รงชีวิตจากการออกซิไดส์กำ มะถันใน แหล่งน้ำ ร้อนที่อาศัยอยู่ เช่น บ่อน้ำ พุร้อน ในอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา มีแบคทีเรียสกุล Sulfolobus อาศัยอยู่ thermophile


อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) อาณาจักรโพรทิสตา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว สาหร่ายราย และราเมือก ตามวิธีจัดจำ แนกที่ใช้อยู่ทั่วไป โพรโทซัว (Protozoa) โพรโทซัวอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ เช่น ยูกลีนา อะมีบา พารามีเซียม หรืออยู่รวมกันเป็นโคโลนี เช่น วอลวอกซ์ (Volvox) แหล่งที่อยู่อาศัยมีทั้งอยู่ อย่างอิสระในดิน ในน้ำ จืด ในน้ำ เค็ม หรืออยู่ในสภาพปรสิตกับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น เชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium sp.) ทำ ให้เกิดโรคมาลาเรีย เชื้อ Entamoeba histolytica ซึ่งทำ ให้เป็นโรคบิดมีตัว เกิดอาการท้องร่วง ลำ ไส้อักเสบ บางชนิดอาจจะอาศัยอยู่ในลำ ไส้ใหญ่ของสัตว์ชั้นสูงหลายชนิดรวม ทั้งคนแต่ไม่ทำ อันตราย เพราะพวกนี้ย่อยกากอาหารทำ ให้มีแก๊สเกิดขึ้นในลำ ไส้ใหญ่ พวก Entamoeba coli โพรโทซัว Entamoeba gingivalis อาศัยอยู่ ที่โคนฟันคอยกินแบคทีเรียในปากไม่ทำ ให้เกิดโทษ สามารถจำ แนกโพรโทซัวออกตามอวัยวะในการเคลื่อนที่ได้ดังนี้ Flagellata เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยแฟลเจลลัม (flagellum) เช่น ยูกลีนา ซึ่งอาศัยหากินอย่างอิสระในน้ำ ทริพาโนโซมา (Trypanosoma) เป็น โพรโทซัวที่มีแฟลเจลลาอาศัยอยู่ในเลือด ทำ ให้คนเป็นโรคเหงาหลับ (African sleeping sickness) ซึ่งมีแมลง tsetse fly เป็นพาหะ วอลวอกซ์ที่อยู่ ร่วมกันเป็นโคโลนีก็เป็นโพรโทซัวพวกมีแฟลเจลลา โพรโทซัวมีหนวดพวก Trichonympha อาศัยอยู่ในลำ ไส้ปลวกโดยอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพา ciliata เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย cilia ซึ่งเป็นขนสั้น ๆ มีจำ นวนมากอาจเรียกโพรโทซัวพวกนี้ว่า ciliates ตัวอย่างเช่น พารามีเซียม (Paramecium) รูปร่างคล้ายรองเท้าแตะ วอร์ดีเซลลา (Vorticella) รูปร่างคล้ายกระดิ่ง สเตนเตอร์ (Stentor) เป็นต้น ซิลิเอตโดยทั่วไปมีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์ และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์ ยูกลีนา Trypanosoma Trichonympha Paramecium Vorticella Stentor Sarcodina or Rhizopoda เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยขาเทียมหรือซูโดโพเดียม (pseudopodium) ที่เกิดจากการไหลของไซโทพลาซึมเข้าไปข้างใด ข้างหนึ่งของเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์ทางด้านนั้นจะปูดออกทำ ให้ตัวมันเคลื่อนที่ตามทิศทางที่ขาเทียมได้ปูดออกไปพบทั้งในน้ำ จืดน้ำ เค็ม ได้แก่ อะมีบา พวกอยู่ ในทะเลมักมีเปลือก (test) หุ้ม เช่น ฟอรามินิเฟอรา (Foruminifera) เรดิโอลาเรีย (Radiolaria) ซึ่งเปลือกจะมีลวดลายสวยงามเนื่องจากมีสารต่าง ๆ มาสะสมอยู่ amoeba Foruminifera Radiolaria


Sporozoa เป็นโพรโทซัวที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ส่วนใหญ่เป็น โพรโทซัวที่เป็นปรสิต เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ทำ ให้เกิดโรค มาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ Plasmodium สาหร่าย (algae) กลุ่มสาหร่ายสีเขียว คือ สาหร่ายที่มีคลอโรพลาสต์ในเซลล์ เป็นสาหร่ายกลุ่มใหญ่ที่สุด พบตามบ่อ บึง คูน้ำ และในน้ำ ทะเล มีทั้งเป็นเซลล์เดียว เช่น Chlamydomonas, Chlorococcum, Chlorella, Closterium, Cosmarium ส่วนพวกที่อยู่เป็นกลุ่ม เช่น Volvox, Scenedesmus, Pediastrum ชนิดที่ อยู่กันเป็นสาย ได้แก่ Ulothrix, Spirogyra, Cladophora สาหร่ายสีเขียวมีลักษณะสำ คัญคือ 1. มีคลอโรฟิลล์เอและบี และรงควัตถุอื่น ๆ เช่น แคโรทีน แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) 2. มีแฟลเจลลา 1 หรือ 2 หรือ 8 เส้นขนาดเท่ากันและอยู่ด้านหน้าของเซลล์ 3. ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ 4. อาหารสะสมในเซลล์ คือ แป้ง Chlamydomonas Volvox Scenedesmus Spirogyra Cladophora Chlorella กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาลแกมเหลือง ได้แก่ พวกไดอะตอม (diatom) มีลักษณะสำ คัญ คือ 1. มีคลอโรฟิลล์เอและซี รวมทั้งรงควัตถุบีตาแคโรทีน (b-carotene) แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) และฟิวโคแซนทีน (fucoxanthrin) 2. ผนังเซลล์ประกอบด้วยซิลิกาเซลลูโลส บางชนิดมีไคทิน 3. อาหารสะสมเป็นน้ำ ตาลคริสโซลามินารินและน้ำ มัน 4. มักเป็นเซลล์เดียวที่มีลักษณะสมมาตรและผนังเซลล์ยังมีลวดลาย พบทั้งน้ำ จืดและน้ำ เค็ม 5. ซากของไดอะตอมที่ตายทับถมมาก ๆ อยู่ใต้ทะเลเรียก diatomaceous earth มีทั้งแร่ธาตุและน้ำ มัน นำ มาใช้ประโยชน์เป็นฉนวนและเครื่อง กรอง ใช้ในการทำ ยาขัดต่าง ๆ เช่น ยาขัดรถ ยาสีฟันใช้ในการทำ เครื่องสำ อาง เป็นต้น diatom diatomaceous earth


ราเมือกชนิดพลาสโมเดียม (Plasmodial slime molds) มีระยะหาอาหารเรียกว่า ระยะพลาสโมเดียม (plasmodium) มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้นที่มีหลาย นิวเคลียส (multinucleated plasmodium) อาจมีขนาดใหญ่ มีสีสดสวยงาม แผ่นวุ้นนี้เคลื่อนที่ดำ รงชีวิตโดยกินแบคทีเรียและย่อยสลายสารอินทรีย์อื่น ๆ กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาล ซึ่งส่วนใหญ่พบในน้ำ เค็ม สาหร่ายสีน้ำ ตาลมีลักษณะเด่น ดังนี้ 1. มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์ซี และรงควัตถุสีน้ำ ตาลฟิวโคแซนทิน (fucoxanthrin) มาก 2. ส่วนใหญ่พบในน้ำ เค็มและน้ำ กร่อย 3. มักมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำ นวนมากรวมกันเป็นส่วนที่คล้ายราก (holdfast) คล้ายลำ ต้น (stipe) และคล้ายใบ (blade) 4. ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสและกรดแอลจินิก (alginic acid) หรือแอลจีน (algin) 5. อาหารสะสมเป็นพวกน้ำ ตาลแมนนิทอล (manitol) และลามินาริน (laminarin) 6. กรดแอลจินิกนำ มาสกัดเป็นสารประกอบแอลจิน ใช้ทำ วุ้นและสารที่ทำ ให้เกิดการคงตัว (thickening and stabilizing agent) ในยาสีฟัน ไอศกรีม โลชั่นต่าง ๆ ทำ ยา ทำ สี ทำ ปุ๋ย เพราะมีไอโอดีนและโพแทสเซียมมาก ตัวอย่างได้แก่ Kelp (Macrocystis) ซึ่งมีขนาดยาวที่สุด Laminaria ใช้สกัดแอลจิน Padina, Fucus ใช้ทำ ปุ๋ยโพแทสเซียม Sargassum หรือสาหร่าย ทุ่นซึ่งมีมากในอ่าวไทยใช้เป็นอาหารและมีไอโอดีนสูง กลุ่มสาหร่ายสีแดง ซึ่งมีอยู่ในน้ำ เค็มเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะเด่นดังนี้ 1. มีคลอโรฟิลล์เอและดี แคโรทีน แซนโทฟิลล์ ไฟโครีทริน (phycoerythrin) 2. ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล 3. ผนังเซลล์ ประกอบด้วย เซลลูโลส เพกทิน 4. มีรูปร่าง 2 แบบ คือ เป็นแผ่นแบน เช่น Porphyra หรือจีฉ่าย และพวกมีสายแตกแขนงเช่น Polysiphonia 5. ประโยชน์ใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น จีฉ่าย (Porphyra) สาหร่ายผมนาง (Gracilaria) ใช้ในอุตสาหกรรมการทําเครื่องสำ อาง ราเมือก (Slime mold) เป็นโพรทิสต์ที่คล้ายรา (fungus-like protist) ลักษณะที่คล้ายรา (fungi) คือ ไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงและมีโครงสร้างเป็นเส้นใยเรียกว่า ไฮฟา (hypha) ลักษณะที่คล้ายกันนี้เป็นการวิวัฒนาการคล้ายกัน เพื่อปรับตัวให้เป็นผู้ย่อยสารอินทรีย์ ถ้าจัดตามวิธีการเคลื่อนที่ จะจัดราเมือกอยู่กับพวกอะมีบา เพราะราเมือกใช้ขาเทียม (pseudopodia) ในการเคลื่อนที่และหาอาหาร แต่ปัจจุบันจึงจัดราเมือกแยกเป็นกลุ่มไมซีโทซัว (mycetozoa) ที่ไม่ใช่ทั้งราและ สัตว์ ราเมือกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ราเมือกชนิดพลาสโมเดียม (plasmodial slime molds) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหลายนิวเคลียสและราเมือกชนิดเซลลูลาร์ (cellular slime molds) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี 1 นิวเคลียสและอยู่ได้อย่างอิสระ ราเมือกมีบทบาทสำ คัญในระบบนิเวศคือเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ตัวอย่าง ได้แก่ ไฟซารัม (Physarum sp.) ทำ ให้เกิดโรคยืนต้นตายในพืช สเตโมนิทิส (Stemonitis sp.) ช่วยย่อยสลายขอนไม้และใบไม้ เป็นต้น Kelp Laminaria Fucus Sargassum Porphyra Gracilaria Plasmodial slime molds


ราเมือกชนิดเซลลูลาร์ (Cellular slime molds) ระยะหาอาหารเป็นเซลล์เดี่ยว ๆ แต่ละเซลล์มีลักษณะคล้ายอะมีบาเรียก อะมีบอยด์เซลล์ (amoeboid cell) เมื่ออาหารขาดแคลนแต่ละเซลล์จะคืบคลานมารวมกันเพื่อสร้างฟรุตติงบอดี (fruiting body) เพื่อสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ สปอร์จะ สร้างขึ้นที่ปลายฟรุตติงบอดี ซึ่งสปอร์ทนต่อสภาพไม่เหมาะสมได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม อะมีบอยด์เซลล์จะออกจากสปอร์เพื่อคืนคลานหาอาหารอีก ในวัฏจักรชีวิตส่วนใหญ่สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ แฮพลอยด์ (n) Cellular slime molds


อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) ลักษณะของฟังใจส่วนใหญ่ ประกอบด้วยหลายเซลล์เรียงต่อกันเป็นเส้นใย เรียกว่า ไฮฟา (hypha) กลุ่มของเส้นใย เรียกว่า ไมซีเลียม (Mycelium) ทำ หน้าที่ยึดเกาะอาหารและส่งเอนไซม์ไปย่อยสลายอาหารภายนอกเซลล์และดูดซึมสารอาหารที่ย่อยได้เข้าสู่เซลล์ ไมซีเลียมของฟังใจบางชนิดจะเจริญเป็น ส่วนที่โผล่พ้นดินออกมา เรียกว่า ฟรุตติงบอดี (Fruiting body) ทำ หน้าที่สร้างสปอร์ ส่วนพวกที่เป็นเซลล์เดียวได้แก่ ยีสต์ เส้นใยของฟังใจประกอบด้วย ผนังเซลล์ (ประกอบด้วยสารไคติน (Chitin) เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่เป็นเซลลูโลส) เยื่อหุ้มเซลล์ และโพรโทพลาซึม ฟังไจมีการสืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ทั้งแบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และแบบไม่ อาศัยเพศ (Asexual Reproduction) โดยการแตกหน่อการสร้างสปอร์หรือการหลุดจากกันเป็นท่อนๆ ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบผู้ย่อยสลาย บางชนิดดำ รง ชีวิตเป็นปรสิต บางชนิดดำ รงชีวิตร่วมกับสาหร่าย เรียกว่า ไลเคน (Lichen) สามารถจำ แนกเห็ดและรา เป็นไฟลัมต่าง ๆ โดยอาศัยการสร้างสปอร์แบบอาศัย เพศเป็นเกณฑ์ Phylum Chytridiomycota สมาชิกในไฟลัมนี้เรียกว่า ไคทริด (Chytrid) หรือราน้ำ เป็นฟังใจกลุ่มแรกที่มีวิวัฒนาการมาจากโพรทิสต์ที่มีแฟลเจลลัม ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำ ทั้งน้ำ จืดและน้ำ เค็ม บางชนิดอาศัยในดินชื้นแฉะ บางชนิดทำ หน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย (Saprophytism) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ บางชนิดเป็นปรสิตใน พวกโพรทิสต์ พืช และสัตว์ ลักษณะสำ คัญของไคทริด คือ เป็นแทลลัสขนาดเล็ก ที่พบโดยส่วนใหญ่จะไม่มีการสร้างเส้นใย และเส้นใยไม่มีผนังกั้น (Coenocytic Hypha) มีการสร้าง sporangium และมีไรซอยด์ ทำ หน้าที่ดูดอาหาร สปอร์และแกมีตมีแฟลเจลลัม 1 เส้นที่เรียกว่า ซูโอสปอร์ (Zoospore) ช่วยในการเคลื่อนที่ อาหารสะสมเป็นไกลโคเจน สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศตัวอย่างเช่น Allomyces sp, Chytridium sp. ปัจจุบันพบ ไคทริดแล้วประมาณ 1,000 ชนิด Allomyces sp. Chytridium sp. Phylum Zygomycota ลักษณะเด่นของราในไฟลัมนี้คือ ไฮฟาไม่มีผนังกั้น (Coenocytic Hypha) แต่จะพบผนังกั้นในระยะที่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์จึงเห็นนิวเคลียส จำ นวนมาก ฟังไจกลุ่มนี้มีการดำ รงชีวิตอยู่ในดินที่มีความชื้นและซากสิ่งมีชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ดูดสารอินทรีย์จากซากพืชซากสัตว์ แต่บางชนิดดำ รงชีวิตเป็น ปรสิตของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน ตัวอย่างของราไฟลัมนี้ได้แก่ Rhizopus stolonifer ซึ่งเป็นราที่ขึ้นบนขนมปังและ Rhizopus nigricans เป็นราที่ใช้ ในอุตสาหกรรมการผลิตกรดฟูมาริก Rhizopus stolonifer Rhizopus nigricans Phylum Ascomycota เป็นฟังไจที่มีจำ นวนชนิดมากที่สุดมีรูปร่างทั้งแบบเซลล์เดียวและหลายเซลล์ลักษณะของเส้นใยมีผนังกั้น (Septate Hypha) แต่มีรูทะลุถึงกัน ทำ ให้ไซโทพลาซึมและนิวเคลียสไหลถึงกันได้ ผนังเซลล์ประกอบด้วยสารไคทิน อาจเรียกราพวกนี้ว่า ราถุง (sac fungi) เพราะสปอร์ที่ใช้ในการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศที่เรียกว่า แอสโคสปอร์ (Ascospore) เกิดอยู่ในถุงแอสคัส (ascus) ซึ่งแอสคัสจะมีแอสโคสปอร์ประมาณ 4 หรือ 8 แอสโคสปอร์ และจะ รวมกันอยู่ในโครงสร้างที่มีเส้นใยเรียกว่า แอสโคคาร์ป (ascocarp) ซึ่งเป็นฟรุตติงบอดี มีรูปร่างหลายแบบอาจเป็นรูปถ้วยรูปกลม


ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่าโคนเดีย (Conidia) เกิดที่ปลายไฮฟา บางชนิดไม่สร้างไมซีเลียมแต่อยู่เป็นเซลล์เดี่ยวๆ คือ ยีสต์ (Yeast) มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ (Budding) การดำ รงชีวิตพบว่ามีอยู่ทั้งในทะเลและพื้นดิน ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ Saccharomyces cerevesiae ที่ใช้ในการทำ เบียร์ ไวน์ ขนมปัง มอเรล (Morchella) ทรัฟเฟิล (truffle) ราสีแดง (Monascus spp.) ที่ใช้ผลิตข้าว แดงและเต้าหู้รา (เต้าหู้ยี้) Neurospora sp. ที่เป็นสาเหตุทำ ให้ขนมปังเสียและพบขึ้นตามตอซังข้าวโพด morchella truffle Monascus spp. Neurospora sp. Yeast Phylum Basidiomycota ฟังไจกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการสูงสุด ซึ่งทำ หน้าที่เป็นผู้ย่อยอินทรีย์สารที่มีประสิทธิภาพของระบบนิเวศมีลักษณะสำ คัญคือมีเส้นใยที่มีผนังกั้นสมบูรณ์มี การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่าเบสิดิโอสปอร์ (basidiospore) จำ นวน 4 สปอร์ อยู่ข้างนอกเบสิเดียม (ฺBasidium) เห็ดที่มีวิวัฒนาการ สูงสุด จะสร้างเบสิเดียมบนโครงสร้างพิเศษหรือฟรุตติงบอดี (Fruiting Body) ที่เรียกว่าเบสิดิโอคาร์ป (Basidiocarp) หรือดอกเห็ด ได้แก่ เห็ดชนิดต่างๆ เช่น เห็ดฟาง (Volvaricella volvacea) เห็ดหอม (Lentinula edodes) ราสนิม (Rusts) และราเขม่าดำ หรือสมัท (Smuts) ที่ทำ ให้เกิดโรค Volvaricella volvacea Lentinula edodes Rusts Smuts ไลเคน (Lichens) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการดำ รงชีวิตแบบต้องพึ่งพา (mutualism) ประกอบด้วยสาหร่ายสีเขียวหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำ เงิน (ไซยาโนแบคทีเรีย) อยู่ร่วมกับ ราพวกแอสโคไมซีตีสหรือเบสิดิโอไมซีตีสบ้าง ซึ่งสาหร่ายจะได้ความชื้นน้ำ เกลือแร่และการปกป้องจากรา ส่วนราได้อาหารที่สาหร่ายสังเคราะห์ขึ้นและไซยา โนแบคทีเรียยังตรึงแก๊สไนโตรเจนและให้สารอินทรีย์ในโตรเจนแก่ราด้วย สาหร่ายอาจเรียงตัวกันเป็นระเบียบหรืออยู่อย่างกระจัดกระจายและมีไมซีเลียม ของราหุ้มไว้ สามารถแบ่งไลเคนเป็น 3 ชนิดตามรูปร่าง ได้ดังนี้ 1. ครัสโตสไลเคน (Crustose lichens) มีลักษณะเป็นแผ่นแบนเกาะติดแน่นตามเปลือกไม้ก้อนหินจะเกิดเป็นพวกแรกก่อน 2. โฟลิโอสไลเคน (Foliose lichens) แผ่นแบนคล้ายใบไม้เกาะติดกับหินหรือเปลือกไม้ไม่มั่นคงหลุดง่ายต่อมากลายเป็นฟรูติโคสไลเคน 3. ฟรุติโคสไลเคน (Fruticose lichens) หรือฝอยลมเป็นแผ่นคล้ายกิ่งไม้แตกกิ่งก้านขนาดเล็กเกาะตามกิ่งไม้ทั่วไป


Crustose lichens Foliose lichens Fruticose lichens


อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) Phylum Porifera พบทั้งในน้ำ เค็มและน้ำ จืด ส่วนใหญ่จะอยู่ในน้ำ เค็ม มักพบอยู่ตามโขดหิน มีหลายสีสวยงาม รูปร่างภายนอกไม่มีสมมาตร (Asymmetry) รูปร่าง เป็นก้อนๆ บางชนิดมีลักษณะคล้ายแจกัน มีรูพรุนเป็นทางน้ำ เข้า (Ostium) ซึ่งมีขนาดเล็ก ส่วนทางน้ำ ออก (Osculum) มีขนาดใหญ่กว่า แต่มีจำ นวน น้อยกว่าทางน้ำ เข้า ภายในลำ ตัวมีโพรง (Spongocoel) และทางเดินของน้ำ อยู่ทั่วไป สัตว์บางชนิด เช่น กุ้ง ปู ขนาดเล็กเข้าไปอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นบริเวณที่ มีฟองน้ำ มากๆ จะมีสัตว์เล็กๆ หลบซ่อนหาอาหารอยู่มาก ทำ ให้ระบบนิเวศบริเวณนั้นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ การสืบพันธุ์ของฟองน้ำ มีทั้งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อ (Budding) การขาดเป็นท่อน (Fragmentation) หรือการสร้างเจมมูล (Gemmule) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง สำ หรับการสืบพันธุ์แบบ อาศัยเพศ มีทั้งแบบสองเพศในตัวเดียวกัน (Monoecious) และแบบแยกเพศ (Diecious) เกิดการปฏิสนธิภายใน โดยส่วนใหญ่แล้วฟองน้ำ อาศัยอยู่ใน น้ำ เค็ม แต่มีบางชนิดอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ จืด นักชีววิทยาได้จำ แนกออกเป็น 4 คลาส (Class) ดังนี้ 1. Class Calcarea มีโครงร่างเป็นหินปูน พบอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล เช่น ฟองน้ำ หินปูน 2. Class Hexactinellida มีโครงร่างเป็นสารซิลิกา เช่น ฟองน้ำ แก้ว 3. Class Dermospongiae มีโครงร่างแข็งเป็นสารซิลิกาหรือเป็นโครงร่างเส้นใยโปรตีน (spongin fiber) หรืออาจเป็นโครงร่างที่มีทั้งซิลิกาและเส้นใย โปรตีนรวมกัน เช่น ฟองน้ำ ถูตัว ฟองน้ำ น้ำ จืด 4. Class Sclerospongiae เป็นฟองน้ำ ที่พบอาศัยอยู่ในเขตร้อนและเขตอบอุ่นเกาะอยู่ตามแนวปะการังทั่วไป Class Calcarea Class Hexactinellida Class Dermospongiae Class Sclerospongiae Phylum Cnidaria เป็นสัตว์น้ำ ที่มีน้อยชนิดในน้ำ จืด แต่มากชนิดในน้ำ ทะเล เซลล์รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อที่แท้จริงแล้วจัดตัวเป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือเนื้อเยื่อชั้นนอก และเนื้อเยื่อชั้นในระหว่าง 2 ชั้นนี้ มีเยื่อมีโซเกลีย (Mesoglea) แทรกอยู่ภายในลำ ตัว ยังไม่มีระบบของอวัยวะที่ชัดเจน มีช่องว่างเรียกว่าแกสโทรวาสคิวลาร์ (Gastrovascular Cavity) รูปร่างสมมาตรแบบรัศมี บางชนิดรูปร่างคล้ายกระดิ่งคว่ำ เรียกว่า เมดูซา (Medusa) ว่ายน้ำ ได้ บางชนิดรูปร่างยาวคล้ายต้นไม้ เรียกว่า โพลิป (Polyp) มีด้านฐานยึดติดกับที่ด้านตรงข้ามเป็นปาก มีเทนทาเคิล (Tentacle) หรือหนวดอยู่รอบๆ ปาก ใช้จับอาหารโดยที่เซลล์บนเท นทาเคิลเป็นเซลล์พิเศษ เรียกว่า ไนโดไซต์ (Cnidocyte) ซึ่งภายในเซลล์นี้มีเข็มพิษคือ เนมาโทซิสต์ (Nematocyst) ที่สัตว์อื่นถูกแล้วอาจเป็นอัมพาต เมื่อสัตว์ถูกยิงด้วยเข็มพิษนี้แล้วจะถูกจับกินเข้าทางเดินอาหาร มีระบบประสาทชนิดร่างแห (Nerve net) บางชนิดมีอวัยวะสำ หรับใช้ในการทรงตัวหรือสตา โตซิสต์ (Statocyst) บางชนิดมีอวัยวะรับแสง (Eyespot) การสืบพันธุ์มีทั้งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ และการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่มีเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกันเกิดการ ปฏิสนธิภายนอกร่างกายโดยการปฏิสนธิข้ามตัว ตัวอ่อน เรียกว่า พลานูลา (Planula) ซึ่งว่ายน้ำ ได้โดยใช้ซิเลีย สามารถจำ แนกออกเป็น 4 คลาส ดังนี้ 1. Class Hydrazoa พบทั้งในแหล่งน้ำ จืดและทะเลมีรูปร่างทั้งแบบโพลิปและเมดูชาเซลล์ เช่น ไฮดรา แมงกะพรุนน้ำ จืด โอบิเลีย บางชนิดมีโครงร่าง แข็งเป็นสารจำ พวกหินปูน 2. Class Scyphozoa พบอาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมดมีรูปร่างแบบเมดูซา เช่น แมงกะพรุนจาน 3. Class Cubozoa อาศัยอยู่ในทะเลมีรูปร่างเป็นแบบ cutical จึงเรียกว่า แมงกะพรุนถัง 4. Class Anthozoa อาศัยอยู่ในทะเล เช่น ดอกไม้ทะเล (sea anemone) ปะการังถ้วย ปะการังหิน กัลปังหา ไฮดรา


Class Hydrazoa Class Scyphozoa Class Cubozoa Class Anthozoa Phylum Platyhelminthes ได้แก่ หนอนตัวแบน บางชนิดดำ รงชีวิตแบบอิสระเช่น พลานาเรีย (Planaria) มีลำ ตัวอ่อนนิ่มเคลื่อนที่โดยอาศัยซิเลีย (Cilia) มีการสืบพันธุ์ทั้ง แบบอาศัยเพศโดยการปฏิสนธิข้ามตัว (Cross-Fertilization) และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการงอกใหม่ (Regeneration) หนอนตัวแบนที่ดำ รงชีวิตแบบปรสิต (Parasite) ผิวมีคิวติเคิล (Cuticle) หนา มี 2 เพศในตัวเดียวกัน (Hermaphrodite) สามารถสืบพันธุ์แบบ อาศัยเพศได้ เช่น พยาธิตัวตืด สามารถแบ่งหนอนตัวแบนออกเป็น 3 คลาส ดังนี้ 1. Class Turbellaria ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบอิสระพบทั้งในแหล่งน้ำ จืดทะเลและบนบกเช่น พลานาเรีย หนอนหัวขวาน 2. Class Trematoda ดำ รงชีวิตแบบปรสิตมีรูปร่างคล้ายใบไม้ เช่น พยาธิใบไม้ชนิดต่างๆ 3. Class Cestoda ดำ รงชีวิตแบบปรสิต มีลำ ตัวแบนยาว ไม่มีระบบทางเดินอาหาร เช่น พยาธิตัวตืดชนิดต่างๆ Class Turbellaria Class Trematoda Class Cestoda Phylum Mollusca ลักษณะเด่นของสัตว์กลุ่มนี้คือ มีลำ ตัวนิ่ม ปกคลุมด้วยแมนเทิล (Mantle) อาจไม่มีเปลือกแข็งหุ้ม เช่น หมึก แต่ส่วนใหญ่มีเปลือกแข็งหุ้ม ได้แก่ หอยทุกชนิด ลำ ตัวของมอลลัสก์ประกอบด้วย 3 ส่วนคือเท้า (Foot) ใช้เคลื่อนที่ขุดดินว่ายน้ำ ยึดเกาะอวัยวะภายใน (Visceral Mass) และแมนเทิล (Mantle) ซึ่งทำ หน้าที่สร้างเปลือกที่มีสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตหุ้มลำ ตัว ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด หายใจด้วยเหงือกหรือปอด สัตว์ในไฟลัมนี้มีทั้งอยู่ในน้ำ จืด น้ำ เค็ม น้ำ กร่อย บนบก บนต้นไม้ ส่วนใหญ่หากินอิสระ ยกเว้นบางพวกยึดเกาะติดกับที่ เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยมือเสือ หอยที่เคลื่อนที่ได้มีกล้ามเนื้อด้านท้องทำ หน้าที่เป็นเท้า หมึกใช้หนวดและไซฟอนพ่นน้ำ หอยที่อยู่บนบกมักใช้ปอด หายใจแทนเหงือก มีอวัยวะขับถ่าย เรียกว่า เมทาเนฟริเดียม (Metanephridium) มีเพศแยกกัน (Dioecious) มีทั้งการปฏิสนธิภายในและการปฏิสนธิ ภายนอกมักออกลูกเป็นไข่ มอลลัสก์แบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ ดังนี้ 1. Class Monoplacophora ตัวมีลักษณะรูปไข่ มีเปลือกอันเดียว อวัยวะภายในมีลักษณะแบ่งเป็นปล้องๆ (Internal Metamerism) ได้แก่ หอย ฝาละมี (Neopilina) 2. Class Polyplacophora พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลบริเวณน้ำ ขึ้นน้ำ ลงมัก เกาะอยู่กับหินเปลือกอยู่ด้านบนมี 8 แผ่นตามขวาง ได้แก่ ลิ่นทะเล (Chiton) 3. Class Gaspropoda เป็นพวกหอยฝาเดียว ส่วนใหญ่มีเปลือกที่เวียนเป็นเกลียว เช่น หอยโข่ง หอยขม หอยเชอรี่ หอยทากจิ๋วปากแตร หอยเต้าปูน หอยสังข์แตร 4. Class Bivalia เป็นพวกหอยสองฝา มักฝังตัวตามโคลนหรือทราย เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกาบ หอยนางรม หอยหลอด หอยมือเสือ 5. Class Scaphopoda มีลักษณะสำ คัญคือ รูปร่างเป็นหลอดที่เปิดออกทั้ง 2 ข้าง มีความยาวของเปลือกประมาณ 2-6 เซนติเมตร มักฝังตัวอยู่ใน โคลนหรือทราย เช่น หอยงาช้าง 6. Class Cephalopoda พบอาศัยอยู่ในทะเลมีลักษณะโดยทั่วไปคือ ลำ ตัวยาว เท้าพัฒนาไปเป็นเทนทาเคิล (หนวด) ระบบประสาทเจริญดี เช่น หอย งวงช้าง (Nautilus) หมึก


Phylum Annelida สัตว์ในไฟลัมแอนเนลิดา มีลำ ตัวประกอบด้วยปล้องที่แท้จริงต่อกันเห็นได้ชัดเจน จึงเรียกว่าหนอนปล้อง (Segmented Worm) อวัยวะภายใน แต่ละปล้องมีลักษณะคล้าย ๆ กันผิวหนังมีคิวทิเคิล (Cuticle) ปกคลุมบาง ๆ และมีต่อมสร้างเมือกเพื่อทำ ให้ลำ ตัวเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา มีรยางค์ใน แต่ละปล้อง โดยแต่ละชนิดอาจมีรยางค์ที่แตกต่างกันคือ บางชนิดมีรยางค์เป็นเดือย (Setae) บางชนิดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นขา (Parapodia) ใช้พุ่ยน้ำ แอนเนลิดามีกล้ามเนื้ออยู่ 2 ชนิด คือ กล้ามเนื้อวง (circular muscle) และกล้ามเนื้อตามยาว (Longitudinal muscle) มีช่องว่างลำ ตัวหรือโพรงลำ ตัว (Coelom) ที่แท้จริง การลำ เลียงเลือดเป็นระบบปิด มีหลอดเลือดตามยาวทั้งด้านบนและด้านล่างของลำ ตัว โดยมีหัวใจเทียมเป็นตัวเชื่อม การหายใจบาง ชนิดใช้ผิวหนัง บางชนิดใช้เหงือกหรือแผ่นขาพาราโพเดีย ระบบขับถ่ายของเสียที่เป็นของเหลวใช้เนฟรีเดียม (Nephridium) ปล้องละ 1 คู่ ส่งของเสีย ออกบริเวณผิวหนังด้านนอก ระบบประสาทมีสมองเป็นปม ระบบสืบพันธุ์บางชนิดแยกเพศ บางชนิดไม่แยกเพศแต่ก็ไม่สามารถผสมพันธุ์ในตัวเอง เพราะ ไข่กับสเปิร์มเจริญไม่พร้อมกัน บางชนิดสืบพันธุ์ได้โดยการแตกหน่อ ส่วนใหญ่อยู่อย่างอิสระ บางชนิดขุดรูหรือสร้างหลอด บางชนิดอาศัยร่วมกับสัตว์อื่น บาง ชนิดเป็นปรสิตภายนอก บางชนิดมีประโยชน์กับเกษตรกรทำ ให้ดินร่วนซุย รวมทั้งใช้เป็นเหยื่อล่อปลา แบ่งออกเป็น 3 คลาส ดังนี้ 1. Class Polychaeta ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล มีบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ กร่อยและน้ำ จืด มีลักษณะสำ คัญคือ มีรยางค์ยื่นออกจากลำ ตัวคล้ายใบพาย (Parapodia) ตลอดลำ ตัว มีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย เช่น แม่เพรียง บุ้งทะเล หนอนพู่ฉัตร 2. Class Oligochaeta อาศัยอยู่ทั้งบนบกและในแหล่งน้ำ จืด มีเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน แต่มีการผสมพันธุ์ข้าม ตัว เช่น ไส้เดือนดิน หนอนแดง 3. Class Hirundinea อาศัยอยู่ทั้งบนบกและแหล่งน้ำ จืดดำ รงชีวิตแบบปรสิตภายนอก เช่นปลิงน้ำ จืด ทากดูดเลือด Class Monoplacophora Class Polyplacophora Class Gaspropoda Class Bivalia Class Scaphopoda Class Cephalopoda Class Polychaeta Class Oligochaeta Class Hirundinea Phylum Nematoda ไฟลัมนีมาโทดา เรียกกลุ่มสิ่งมีชีวิตในไฟลัมนี้ว่า หนอนตัวกลม (Round Worm) ลำ ตัวไม่เป็นปล้อง พบได้ทั่วไปทั้งในน้ำ จืด น้ำ เค็ม และบนบก มีทั้งดำ รงชีพแบบปรสิตและหากินอิสระลักษณะทั่วๆ ไป มีขนาดเล็กยาวไม่เกิน 7 มิลลิเมตร ลำ ตัวกลมเรียวยาว แต่ยังมีสมมาตรแบบครึ่งซีก แหลมหัว แหลมท้าย มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ด้านหัวเป็นปากทางด้านหางเป็นทวารหนัก ไม่มีรยางค์ มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น แต่มีกล้ามเนื้อตามยาวเท่านั้น มีช่องว่างลำ ตัว เทียม (Pseudocoelom) ในการเจริญเติบโตมีการลอกคราบ ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด ผิวหนังมีคิวทิเคิล (Cuticle) เคลือบหนา ทำ ให้ทนทานต่อสิ่ง แวดล้อมได้ดี มีระบบขับถ่ายโดยเซลล์พิเศษทำ หน้าที่เป็นต่อมพิเศษ เรียกว่า ต่อมเรเนตต์ (Renette gland) นำ ของเหลวที่เป็นของเสียออกไปทิ้งนอก ตัว ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด ระบบประสาทเป็นวงแหวนรอบหลอดอาหารและต่อเนื่องเป็นเส้นยาวอยู่ตลอดลำ ตัว อวัยวะเพศแยกเพศกันคนละตัว (Dioecious) ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้และหางไม่งอ มีการผสมพันธุ์ภายในตัว ตัวเมียออกไข่คราวละนับพันฟอง ไข่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ ดีเพราะมีไคทินเคลือบหนา เมื่อฟักเป็นตัวหนอนเล็กๆ จะต้องลอกคราบหลายครั้งจนโตเต็มวัยได้แก่ พยาธิปากขอ (Necator Americanus) พยาธิ ไส้เดือน (Ascaris Lumbricoides) พยาธิตัวจี๊ด พยาธิเส้นด้าย


Necator Americanus Ascaris Lumbricoides พยาธิตัวจี๊ด พยาธิเส้นด้าย Phylum Arthropoda สัตว์ในไฟลัมนี้เรียกว่า พวกอาร์โทรพอด (Arthropod) ลักษณะเด่นคือ ลำ ตัวเป็นปล้องที่แท้จริง มีขาหรือรยางค์เป็นข้อปล้องและลำ ตัว สารประกอบแข็งคือ ไคทิน จัดเป็นโครงร่างภายนอก (Exoskeleton) ทำ ให้ต้องสลัดเปลือกทิ้งเป็นระยะๆ เมื่อเจริญเติบโตจากตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวัย เรียก ว่า การลอกคราบ (Ecdysis) ส่วนใหญ่แบ่งลำ ตัวแยกออกได้เป็น 3 ส่วนคือ หัว อก และท้อง บางชนิดบางส่วนอาจเชื่อมติดกันลำ ตัวแบ่งเป็นปล้องๆ แต่ละ ปล้องมักมีรยางค์ 1 คู่ ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยมีหัวใจที่มีหลอดเลือดเล็กๆ สูบฉีดเข้าสู่ช่องว่างของซีลอมเรียกว่า ฮีโมซีล (Hemocoel) แล้ว หมุนเวียนทั่วร่างกายจนกลับเข้าหัวใจอีกครั้ง สำ หรับสารที่รับออกซิเจนเรียกว่า ฮีโมไซยานิน (Haemocyanin) อวัยวะใช้แลกเปลี่ยนแก๊สมีชื่อเรียกต่างๆ กันเช่น ในแมลงมีรูสไปราเคิล (Spiracle) ต่อกับท่อลม (Trachea) บางชนิดมีปอดแผง (Book Lung) ส่วนพวกที่อยู่ในน้ำ ใช้เหงือก ส่วนอวัยวะขับถ่าย ที่มีหลายชนิดเช่น ในแมลงมีท่อมัลพิเกียน (Malpighian tubules) ต่อมเขียว (Green Gland) ในกุ้ง เป็นต้น อวัยวะรับสัมผัสมีตาเดี่ยวหรือตาประกอบ รับภาพ มีหนวด (Antenna) รับสัมผัสมีอวัยวะเกี่ยวกับการทรงตัว สามารถแบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ ดังนี้ 1. Class Merostomata อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ แมงดาทะเล มีลักษณะสำ คัญคือ ส่วนหัวและส่วนอกเชื่อมรวมกัน เรียกว่า cephalothorax มีรยางค์ คู่แรกทำ หน้าที่กินอาหารมีขาเดิน 4 คู่ ปลายขาคู่สุดท้ายใช้ขุดทรายเพื่อฝังตัวหายใจโดยใช้ book gill ในประเทศไทยพบแมงดาทะเลเพียง 2 ชนิด คือ แมงดาจานหรือแมงดาหางเหลี่ยม และแมงดาถ้วยหรือแมงดาหางกลม แมงดาจาน แมงดาถ้วย 2. คลาสอะแรคนิดา (Arachnida) สัตว์ในคลาสนี้เรียกว่าอะแรคนิด (Arachnid) สัตว์กลุ่มนี้ เช่น แมงป่อง แมงมุม เห็บ ไร มีลักษณะสำ คัญคือ มีส่วน หัวและส่วนอกเชื่อมกันเป็น cephalothorax มีตาแบบ simple eye มีรยางค์ 6 คู่โดยคู่ที่ 1 และ 2 ใช้จับอาหารและรับความรู้สึกมีขาเดิน 4 คู่ ไม่มีหนวด หายใจโดยใช้ปอดแผง (Book Lung) ขับถ่ายโดยใช้ท่อมัลพิเกียน มีเพศแยกกัน ปล้องสุดท้ายของแมงมุมมีอวัยวะทำ หน้าที่ชักใย ส่วนแมงป่องจะปรับ เป็นอวัยวะที่ใช้ล่าเหยื่อและป้องกันตัวอาศัยอยู่บนบกทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแมงมุมทะเล (Sea Spider) หากินอยู่ตามพื้นทะเล 3. คลาสไดโพลโพดา (Diplopoda) สัตว์ในคลาสนี้เรียกว่า มิลลิพิด (Millipede) มีลักษณะสำ คัญคือส่วน หัวมีหนวด 1 คู่ลำ ตัวมีรยางค์ปล้องละ 2 คู่ไม่มีเขี้ยวพิษ หายใจโดยใช้ระบบท่อลม ไม่มีเมทามอร์โฟซิส (Metamorphosis) มีเพศแยกกัน มีการปฏิสนธิภายใน กินพืชเป็นอาหาร เช่น กิ้งกือ กิ้งกือกระสุนพระ อินทร์ แมงป่อง แมงมุม ไร กิ้งกือ


5. คลาสอินเซ็กตา (Insecta) หรือคลาสเฮกซาโพตา (Hexapoda) ได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีมากทั้งสปีชีส์และจำ นวนตัว ลักษณะเด่น ของแมลง คือ ลำ ตัวแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ หัว อก และท้อง ส่วนหัวมีหนวด 1 คู่ตา 1 คู่ อาจเป็นตาเดี่ยวหรือตาประกอบ ปากมีหลายแบบ ได้แก่ ปากกัด เช่นจิ้งหรีด ตั๊กแตน ปากดูด ได้แก่ ผีเสื้อ ปากแทงดูด ได้แก่ ยุง ปากเลีย ได้แก่ แมลงวัน เป็นต้น ส่วนอก แบ่งเป็น 3 ปล้อง แต่ละปล้องมีขาที่เป็นข้อ ปล้องละ 1 คู่ (จึงมีขา 3 คู่) ปล้องอก 2 ปล้องท้าย มีปีกปล้องละคู่ แต่บางพวกอาจมีปีกที่ปล้องหนึ่งปล้องใดของสองปล้องนี้เพียงปล้องเดียวหรืออาจไม่มีปีก เลย ส่วนท้องมี 9-11 ปล้องระบบหายใจใช้ท่อลม แยกเพศ ปฏิสนธิภายใน มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและลอกคราบในการเจริญเติบโต (Metamorphosis) 6. คลาสครัสเทเชีย (Crustacea) สัตว์ในคลาสนี้รวมเรียกว่า ครัสเทเชียน (Crustacean) ลักษณะเด่นที่ต่างจากอาร์โทรพอด คือ หัวและอกเชื่อมติด กัน เรียกว่า เซฟาโลทอแรกซ์ (Cephalothorax) อีกส่วนคือส่วนท้องมีรยางค์เป็นคู่ ๆ 2 คู่แรกเป็นหนวด ที่อกมีขาเดิน 5 คู่ ที่ท้อง 5 คู่แรกเป็นขาว่ายน้ำ และเปลี่ยนไปทำ หน้าที่เฉพาะ เช่น เป็นที่เกาะของไข่ในตัวเมีย ในตัวผู้ขาว่ายน้ำ 2 คู่แรกเปลี่ยนไปทำ หน้าที่ส่งอสุจิให้ตัวเมียขณะผสมพันธุ์ หายใจด้วย เหงือก ขณะเจริญเติบโตมีเมทามอร์โฟซิส สัตว์ในคลาสนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจในแง่ของการเป็นอาหารมนุษย์ ได้แก่ กุ้ง กั้ง ปู ไรน้ำ ไรน้ำ เค็ม ซึ่งเป็น อาหารของกุ้งวัยอ่อน ส่วนปูม้า ปูทะเล เป็นอาหารได้อย่างดี ยกเว้น ปูนา ซึ่งทำ ลายต้นข้าว 4. คลาสชิโลโพดา (Chilopoda) สัตว์ที่อยู่ในคลาสนี้เรียก เซ็นติพิด (Centipede) สัตว์กลุ่มนี้ได้แก่ตะขาบซึ่งมีเขี้ยวพิษที่กัดแล้วจะปล่อยพิษออกมา ด้วยทำ ให้เจ็บปวดและมีการบวมแดงบริเวณที่ถูกกัดแต่โดยธรรมชาติแล้วมันกินซากเน่าเล็ก ๆ เช่นเดียวกันถึงถือลักษณะเด่นคือลำ ตัวแบนยาวเห็นปล้อง ชัดเจนแต่ละปล้องมีขาเดิน 1 คู่ที่หัวมีหนวด 1 คู่มีเขี้ยวและต่อมพิษ 1 คู่ ใช้สำ หรับป้องกันตนเองและจับเหยื่อเป็นอาหาร หายใจโดยใช้ระบบท่อลม มีเพศ แยกกัน มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ไม่มีเมทามอร์โฟซิส กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น ตะขาบ ตะเข็บ ตะขาบฝอย ตะขาบ ตะเข็บ ตั๊กแตน ผีเสื้อ ยุง แมลงวัน กุ้ง กั้ง ปูม้า Phylum Echinodermata สัตว์ที่อยู่ในไฟลัมนี้ เรียกว่า เอไคโนเดอร์ม เป็นสัตว์ทะเลทั้งหมด ลักษณะสำ คัญ คือ ผิวหนังหยาบและขรุขระ มีหนามแหลมปกคลุมทั่วตัว มี ระบบโครงร่างภายใน (endoskeleton) เป็นหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) และปกคลุมด้วยชั้นเอพิเดอร์มิส (epidermis) ตอนเป็นตัวอ่อน (larva) มีสมมาตรชนิดครึ่งซีก (bilateral symmetry) เมื่อโตเต็มวัยมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นสมมาตรชนิดรัศมี (radial symmetry) อาจมีแฉก 4 หรือ 5 หรือทวีคูณของ 5 ไม่มีส่วนหัวและส่วนท้ายที่ชัดเจนเหมือนในสัตว์อื่น บางพวกมีด้านปากติดกับพื้นทวารหนักอยู่ด้านบนเหนือปาก การเคลื่อนที่ใช้ ระบบท่อน้ำ (water vascular system) ที่ดัดแปลงมาจากช่องว่างลำ ตัวและส่งไปยังเท้าท่อ (tube feet) ที่ยืดหดตัวได้ตามแรงดันน้ำ การแลกเปลี่ยน แก๊สใช้เหงือก ซึ่งเป็นถุงบาง ๆ ยกเว้น ปลิงทะเลที่หายใจด้วยเรสไปราทอรีทรี (respiratory tree) ที่มีลักษณะคล้ายต้นไม้อยู่ภายในตัวติดกับทวาร หนัก ไม่มีอวัยวะขับถ่าย มีระบบประสาทชนิดวงแหวนรอบปากและแตกแขนงเป็นแนวรัศมีไปยังอวัยวะต่าง ๆ


การสืบพันธุ์สัตว์ในไฟลัมนี้มีทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะมีการแยกเพศ (dioecious) มีการปฏิสนธิ ภายนอกร่างกาย (external fertilization) ระยะตัวอ่อนมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนกระทั่งกลายเป็นตัวเต็มวัยการดำ รงชีวิตจะอาศัยอยู่ในทะเลเท่านั้น ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ บางชนิดสามารถงอกอวัยวะขึ้นทดแทนอวัยวะที่ขาดหายไปได้ (regeneration) แบ่งออกเป็น 5 คลาส (class) ดังนี้ 1. Class Asteroidea มีรูปร่างลักษณะเป็นแฉก ลำ ตัวมีหนาม มีโครงร่างแข็ง ท่อขามีทั้งชนิดที่มีปุ่มดูดและไม่มีปุ่มดูด เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ดาวทะเล (starfish) 2. Class Ophiuroidea มีรูปร่างลักษณะเป็นแฉก ลำ ตัวมีหนาม เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ดาวเปราะ (brittle star) 3. Class Echinoidea มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เป็นก้อนกลม ทรงกระบอก เป็นแผ่นไม่มีร่องแขน บางชนิดมีหนามสั้น บางชนิดมีหนามยาว เคลื่อนที่ ได้ ได้แก่ หอยเม่นหรือเม่นทะเล (sea urchin) เหรียญทะเลหรืออีแปะทะเล (sand dollar) 4. Class Holothuroidea มีรูปร่างแบบทรงกระบอก ไม่มีแขน ไม่มีหนาม เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ปลิงทะเล (sea cucumber) 5. Class Crinoidea มีรูปร่างคล้ายถ้วย ลำ ตัวไม่มีหนาม เกาะอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่ ท่อขาไม่มีปุ่มดูดได้แก่ ดาวขนนกและพลับพลึงทะเล (sea lily) Class Asteroidea Class Ophiuroidea Class Echinoidea Class Holothuroidea Class Crinoidea Phylum Chordata สัตว์ในไฟลัมคอร์ดาตาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ พวกไม่มีกระดูกสันหลังหรือโพรโทคอร์เดท (protochordate) กับพวกมีกระดูกสันหลัง (vertebrate) -กลุ่มที่ยังไม่มีกระดูกสันหลัง มี 2 subphylum คือ Urochordate เป็นสัตว์ที่มีถุงหุ้มตัวเป็นสารพวกเซลลูโลสระยะตัวเต็มวัยไม่มีโนโทคอร์ดคอหอยมีช่องเหงือก (gill slits) ทางเดินอาหารมีลักษณะ เป็นรูปตัวยู ไม่มีเส้นประสาทขนาดใหญ่บริเวณหลัง ไม่มีอวัยวะรับสัมผัส มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด มี 2 เพศในตัวเดียวกัน (monoe) มักอยู่ รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ เกาะอยู่กับที่ตามโขดหินขอนไม้เสาสะพานมีหลายสี ได้แก่ เพรียงหัวหอม (tunicate) Cephalochordate เป็นสัตว์ที่มีลำ ตัวยาวประมาณ 4-8 ซม. หัวท้ายแหลม รูปร่างคล้ายปลา มีโนโทคอร์ดยาวตลอดลำ ตัวตลอดชีวิต ไม่มีสมอง มีช่อง เหงือกที่คอหอย และมีหาง ชอบฝังตัวอยู่ตามพื้นทรายบริเวณชายฝั่งทะเล ได้แก่ แอมฟิออกซัส เพรียงหัวหอม แอมฟิออกซัส


-กลุ่มที่มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) แบ่งออกเป็น สัตว์มีกระดูสันหลังที่ไม่มีขากรรไกร 1. Class Cyclostomata คือ ปลาที่ไม่มีขากรรไกร ส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไปแล้ว มีโครงร่างเป็นกระดูกอ่อน ไม่มีครีบคู่ มีแต่ครีบหลังและครีบหาง มักเป็น ปรสิต พบในเขตหนาวแถบยุโรปและอเมริกา เช่น ปลาปากกลม ที่รู้จักกันดี คือ แฮกฟิช (hagfish) และแลมเพรย์ (lamprey) hagfish lamprey สัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีขากรรไกร 2. Class Chondrichthyes เป็นปลากระดูกอ่อนที่มีขากรรไกรและครีบคู่เจริญดี มีการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยใช้เหงือกภายนอก มีช่องเหงือก 5-7 คู่ มีการ ปฏิสนธิภายในร่างกายและออกลูกเป็นตัว มีปากด้านล่างและมีฟันหลายแถว มีเกล็ดคมปกคลุมผิว เช่น ฉลามวาฬ กระเบน ปลาฉนาก 3. Class Osteichthyes เป็นปลากระดูกแข็งทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีโครงร่างเป็นกระดูกแข็ง มีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ มีครีบเนื้อนิ่ม ซึ่งพบเฉพาะปลามีปอด (lung fish) และปลาโบราณ ชื่อ ซีลาคานธ์ (coelacanth) กับกลุ่มที่มีครีบเป็นเส้น (ray-in) มีขากรรไกรเจริญดี และมีครีบคู่ 2 คู่ คือ ครีบอกและครีบสะโพก หายใจโดยใช้แผ่นปิดเหงือก (operculum) มีถุงลม (air bladder) ช่วยควบคุมการลอยตัวในน้ำ ส่วนใหญ่มี การปฏิสนธิภายนอกและออกลูกเป็นไข่ มีหัวใจ 2 ห้อง มีปากอยู่ด้านหน้าสุดของลำ ตัว พบทั้งในแหล่งน้ำ จืด น้ำ กร่อย และทะเล เช่น ปลาช่อน ปลา ตะเพียน ปลาทูน่า ปลากะพง ปลาตีน ฉลาม กระเบน ปลาฉนาก ปลาตะเพียน ปลาตีน ปลาทู 4. Class Amphibia เรียกว่า สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก (amphibian) มีลักษณะสำ คัญคือ มีผิวหนังเปียกชื้นตลอดเวลา เพื่อช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส ไม่มี เกล็ดปกคลุมร่างกาย ขาคู่หน้าสั้นกว่าขาคู่หลัง ซึ่งเป็นขาที่มีความแข็งแรง ทำ ให้การเคลื่อนที่ของสัตว์กลุ่มนี้มีประสทธิภาพมากขึ้น เป็นสัตว์เลือดเย็น (poikilotherm) ไข่มีวุ้นหุ้ม ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนบกหายใจด้วยปอด หัวใจมี 3 ห้อง มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขณะที่มีการเจริญเติบโต (metamorphosis) จากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย มีการปฏิสนธินอกร่างกาย เช่น กบ อึ่งอ่าง เขียด คางคก ซาลามานเดอร์ (จิ้งจกน้ำ ) งูดิน


7. Class Mammalia เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นม มีขนแบบเส้น (hair) ปกคลุมร่างกาย เพศเมียมีต่อมน้ำ นม ผลิตน้ำ นมเป็นอาหารให้ตัวอ่อน เป็น สัตว์เลือดอุ่น มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ตัวอ่อนเจริญอยู่ในมดลูก ได้รับอาหารผ่านทางรกและสายสะดือ มีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์ เซลล์เม็ดเลือดแดงที่โต เต็มที่ไม่มีนิวเคลียส หายใจโดยใช้ปอด ส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว มีบางชนิดออกลูกเป็นไข่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 6. Class Aves เป็นสัตว์ปีก มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน โดยพบซากดึกดำ บรรพ์ของอาร์คีออพเทริกซ์ (Archaeopteryx) ที่มีลักษณะเหมือน สัตว์เลื้อยคลาน คือมีเกล็ดที่ขา มีกรงเล็บ มีฟัน และมีหางยาว แต่มีขนเหมือนขนนก สัตว์ปีกมีขนแบบแผง (feather) ปกคลุมร่างกาย กระดูกมีรูพรุน ทำ ให้น้ำ หนักเบาช่วยให้บินได้ง่าย ปากเป็นจะงอย ไม่มีฟัน มีเกล็ดที่ขา เป็นสัตว์เลือดอุ่น (homeotherm) มีอุณหภูมิของร่างกายคงที่ มีการปฏิสนธิ ภายในร่างกาย ออกลูกเป็นไข่ที่มีเปลือกหุ้ม มีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์ หายใจโดยใช้ปอด เช่น นก ไก่ เป็ด ห่าน ปัจจุบันมีนกหลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร และนกบางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น นกเงือก 5. Class Reptilia เป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีผิวแห้งปกคลุมด้วยสารเคราทิน (keratin) มักมีเกล็ดปกคลุมหรือมีกระดองช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ ออกจาก ร่างกาย นิ้วมีเล็บแหลมคม มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ออกลูกเป็นไข่โดยไข่มีเปลือกห่อหุ้ม เป็นสัตว์เลือดเย็นมีขา 2 คู่ยกเว้นงู หายใจด้วยปอด มีหัวใจ 4 ห้องไม่สมบูรณ์เพราะห้องล่างไม่มีเยื่อกั้นยกเว้นจระเข้ มีถุงแอลแลนทอยด์ (allantois) ทำ หน้าที่เก็บของเสีย ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต เช่น กิ้งก่า ตุ๊กแก จิ้งจก งู เต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ กบ ซาลามานเดอร์ งูดิน เต่า ห่าน จระเข้ ตะพาบ นกเงือก เป็ด กลุ่มมอโนทรีม (monotremes) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมด ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมด


กลุ่มยูเทเรียน (eutherians) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีรก มีระยะเวลาตั้งท้องนาน ตัวอ่อนเจริญอยู่ภายในมดลูกจนสมบูรณ์จึงคลอดออกมา เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมส่วนใหญ่ รวมทั้งไพรเมตด้วย กลุ่มมาร์ชูเพียล (marsupials) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีระยะเวลาตั้งท้องสั้นมาก ลูกที่คลอดออกมาจะมีขนาดเล็ก ต้องเข้าไปอยู่ในถุงหน้าท้อง ของแม่ ซึ่งภายในมีหัวนมที่ผลิตน้ำ นมให้ลูกอ่อน เช่น จิงโจ้ โคอาลา โอพอสซัม ไพรเมต (primate) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีสมองขนาดใหญ่ ขากรรไกรสั้น มีมือและเท้าสำ หรับยึดเกาะ มีเล็บแบน มีพฤติกรรมในการเลี้ยงดู ลูกอ่อนและพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ โพรซิเมียน (prosimian) ได้แก่ ลิงลมหรือนางอาย ลิงทาร์ซิเออร์ และแอนโทรพอยด์ (anthropoid) ได้แก่ ลิงมีหาง เช่น ลิงแสม ลิงบาบูน ซึ่งเป็นลิงโลกเก่า และลิงสไปเดอร์ ซึ่งเป็นลิงโลกใหม่ ลิงไม่มีหาง เช่น ชะนี อุรังอุตัง กอริลลา ชิมแปนซี มนุษย์ จิงโจ้ หมีโคอาล่า โอพอสซัม ควาย ช้าง สุนัข ลิงบาบูน นางอาย กอริลลา


อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) ตามสายวิวัฒนาการของพืช แบ่งพืชเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม bryophytes, pteridophytes, gymnosperms, และ angiosperms ไบรโอไฟต์ส่วน ใหญ่คือ พวกมอสส์ (mosses) ซึ่งไม่มีท่อลำ เลียง (nonvascular) อีก 3 กลุ่มใหญ่ที่เหลือมีท่อลำ เลียงจึงเรียกว่า กลุ่มพืชมีท่อลำ เลียง (vascular plant) ซึ่งมีพวกเฟินและเทอริโดไฟต์อื่นๆ เป็นพวกพืชไม่มีเมล็ด ส่วนจิมโนสเปิร์มและแองจิโอสเปิร์ม จัดเป็นพืชมีเมล็ด Bryophytes เป็นพวกพืชไม่มีท่อลำ เลียง มีระยะแกมีโทไฟต์เป็นระยะเด่นเห็นอยู่ทั่วไป แต่ระยะสปอโรไฟต์มีขนาดเล็กกว่าและมีเพียงช่วงหนึ่งของวัฏจักรชีวิต และเจริญอยู่บนต้นแกมีโทไฟต์ พืชไม่มีท่อลำ เลียงพบอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง จะยึดกับดิน ดูดน้ำ และสารอาหารโดยโครงสร้างคล้ายรากเรียกว่า ไรซอย ด์ (rhizoid) ส่วนที่เป็นแผ่นคล้ายใบมีชั้นคิวทิเคิลบางมากปกคลุมเรียกว่า ฟิลลิเดียม (phyllidium) การปฏิสนธิต้องอาศัยน้ำ เป็นตัวกลางให้สเปิร์ม เคลื่อนที่ไปผสมกับเซลล์ไข่ภายในโครงสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของแกมีโทไฟต์ โครงสร้างของส่วนที่คล้ายต้นเรียกว่า ทัลลัส (thallus) การเจริญของส ปอโรไฟต์ต้องอาศัยอาหารจากแกมีโทไฟต์ และมีอายุสั้น ดังนั้นจะพบสปอโรไฟต์อาศัยอยู่บนแกมีโทไฟต์เสมอ ไบรโอไฟต์ประกอบด้วย 3 ไฟลัม ดังนี้ 1. Phylum Hepatophyta ได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ท (liverwort) ระยะแกมีโทไฟต์มีลักษณะต่างจากมอสส์ตรงที่ ลิเวอร์เวิร์ทมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่กว่า และบริเวณขอบมีแฉกหรือหยัก แต่บางพวกของลิเวอร์เวิร์ทมีลักษณะคล้ายมอสส์ แผ่นที่มีลักษณะคล้ายใบเรียกว่า ทัลลัส ด้านล่างมีรากเทียม (rhizoids) ดูดน้ำ และใช้ยึดเกาะกับพื้น ส่วนที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ทั้งอาร์คีโกเนียม (archegonium) และแอนเทอริเดียม (antheridium) ซูสูงขึ้น ส่วนที่ชูอวัยวะเพศ เมียเรียกว่า อาร์คีโกนิโอฟอร์ (archegoniophore) ส่วนที่ชูอวัยวะเพศผู้เรียกว่า แอนเทอริดิโอฟอร์ (antheridiophore) บางพวกสามารถสืบพันธุ์โดยไม่ ใช้เพศด้วยการสร้างเจมมาคัพ (gemma cup) ซึ่งมีเซลล์ที่จะงอกเป็นแกมีโทไฟต์ต้นใหม่อยู่ภายใน บางพวกอาจอยู่ในน้ำ ตัวอย่างของลิเวอร์เวิร์ท ได้แก่ ริกเซีย (Riccia sp.) มาร์แคนเทีย (Marchantia sp.) เป็นต้น Riccia sp. Marchantia sp. 2. Phylum Anthocerophyta ได้แก่ พวกฮอร์นเวิร์ท (hornwort) พวกนี้ต่างจากมอสส์และลิเวอร์เวิร์ทตรงที่แผ่นแกมีโทไฟต์เป็นแผ่นหยักๆ ส่วนต้น สปอโรไฟต์ตั้งตรงงอกจากต้นแกมีโทไฟต์ สปอโรไฟต์อยู่บนแกมีโทไฟต์ตลอดชีวิต โดยรับอาหารแร่ธาตุและน้ำ ผ่านต้นแกมีโทไฟต์ พวกนี้มีความทนทาน ต่อภูมิอากาศได้หลายสภาพ สามารถเจริญเป็นทัลลัสใหม่จากทัลลัสเดิมที่หักออก ตัวอย่างได้แก่ แอนโธเซอรอส (Anthoceros sp.) ฟีโอเซอรอส (Phaeoceros sp.) Anthoceros sp. Phaeoceros sp.


3. Phylum Bryophyta ได้แก่ มอสส์ชนิดต่างๆ มีส่วนคล้ายลำ ต้น คล้ายรากและคล้ายใบ ส่วนที่คล้ายลำ ต้นของมอสส์ไม่มีท่อลำ เลียง ส่วนคล้ายลำ ต้น นี้งอกจากส่วนที่เป็นท่อนๆ เรียกว่าโปรโตนีมา (protonema) ซึ่งเจริญมาจากส่วนของสปอร์ที่ปลิวไปตกบริเวณที่เหมาะสมต่อไปเริ่มมีลักษณะคล้ายใบ งอกออกมา พร้อมกันนั้นส่วนที่คล้ายต้น (caulidium) งอกสูงขึ้น โดยมีส่วนคล้ายรากยึดกับดินหรือซอกหินแฉะๆ เอาไว้ จากนั้นต้นตัวผู้จะสร้างอวัยวะ สืบพันธุ์ที่เรียกว่า แอนเทอริเดียม (antheridium) สร้างสเปิร์มซึ่งมีแฟลเจลลา (flagella) ใช้สำ หรับว่ายน้ำ ต้นตัวเมียจะสร้างอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมียที่ เรียกว่า อาร์คีโกเนียม (archegonium) ภายในมีไข่ (egg) สเปิร์มจะว่ายน้ำ จากแอนเทอริเดียมเข้าผสมกับไข่ ไข่จะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ (embryo) แล้ว เป็นสปอโรไฟต์อยู่บนแกมีโทไฟต์ ส่วนของสปอโรไฟต์ประกอบด้วย ฟุต (foot) ซึ่งยึดติดกับแกมีโทไฟต์ของต้นตัวเมีย ก้านชูอับสปอร์ (seta) และอับส ปอร์ (sporangium) หรือเรียกว่าแคปซูล (capsule) ภายในอับสปอร์มีการสร้างสปอร์โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) เมื่อได้สปอร์มีโครโมโซม n สปอร์นั้นจะปลิวไปตกบนพื้นที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจึงจะงอกเป็นต้นแกมีโทไฟต์ ตัวอย่างของมอสส์ เช่น สแฟกนั่ม (Sphagnum sp.) พบตามที่ ชื้นแฉะ เมื่อมีจำ นวนมากและตายทับถมกันจะกลายเป็นสารอินทรีย์ที่ไม่ย่อยสลายเรียกว่า พีทมอสส์ (peat moss) ใช้ทำ เครื่องปลูกพืช เช่น ปลูกแคคตัส (cactus) เพื่อรักษาความชื้นในดิน มอสส์พวกนี้พบตามบริเวณภูเขาสูง Sphagnum sp. peat moss Pteridophytes เทอริโดไฟต์จะมีราก ลำ ต้น และใบที่แท้จริง และมีท่อลำ เลียงน้ำ และอาหาร ในวัฏจักรชีวิตแบบสลับของเทอริโดไฟต์ จะมีต้นแกมีโทไฟต์และต้นส ปอโรไฟต์เจริญแยกต้นกันหรืออยู่รวมกันในช่วงสั้นๆ โดยต้นแกมีโทไฟต์มีช่วงชีวิตสั้นกว่าต้นสปอโรไฟต์ เทอริโดไฟต์แบ่งเป็น 2 ไฟลัม ดังนี้ 1. Phylum Lycophyta บางกลุ่มสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนพวกที่เหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นพืชต้นเล็กๆ และเป็นไม้เนื้ออ่อน เป็นพืชที่มีลำ ต้นและใบที่แท้จริง ลำ ต้นส่วนที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า ไรโซม (rhizome) และมีรากที่แท้จริง ส่วนที่ชูขึ้นมาเหนือดินอาจมีทั้งชนิดตั้งตรงและชนิดเลื้อยไปตามผิวหน้าดินหรืออาจ เป็นพวกที่ขึ้นบนต้นไม้อื่นเรียกว่า เอพิไฟต์ (epiphyte) ใบขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครฟิลล์ (microphyll) มีเส้นใบ 1 เส้นที่ไม่แตกแขนง เป็นใบที่แท้ จริง เรียงตัวกันเป็นเกลียวรอบต้นหรือรอบกิ่ง ทั้งรากและกิ่งมีการแตกแขนงแบบไดโคโตมัส (dichotomous) พืชในไฟลัมนี้มีหลายสปีชีส์ ได้แก่ Lycopodium sp., Selaginella sp., Isoetes sp. Lycopodium sp. Psilotum Selaginella sp. Isoetes sp. 2. Phylum Pterophyta ประกอบด้วย หวายทะนอย (Psilotum) พืชกลุ่มนี้มีลำ ต้นขนาดเล็ก ไม่มีรากที่แท้จริง มีส่วนคล้ายรากเรียกว่า ไรซอยด์ (rhizoid) ทำ หน้าที่ดูดน้ำ และแร่ธาตุ ลำ ต้นเป็นเหลี่ยมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือดินและใต้ดินที่เรียกว่า ไรโซม ส่วนที่อยู่เหนือดินมีสีเขียวทำ หน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง ลำ ต้นมีการ แตกกิ่งเป็นคู่ๆ (dichotomous branching) มีอับสปอร์อยู่ที่กิ่ง แต่ไม่มีใบ อับสปอร์มีลักษณะเป็นพู 3-5 พูอยู่ที่ด้านข้างของกิ่ง ต้นที่พบทั่วไปเป็นระยะ สปอโรไฟต์ ส่วนแกมีโทไฟต์มีขนาดเล็กและอายุสั้น


หญ้าถอดปล้อง (Equisetum sp.) เป็นพวกที่มีรากลำ ต้นและใบที่แท้จริง ลำ ต้นมีทั้งอยู่ใต้ดิน (rhizome) และตั้งตรงขึ้นเหนือดิน บางชนิด ลำ ต้นมีขนาดเล็ก สีเขียว ทำ การสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ลำ ต้นมีข้อและปล้องต่อกัน มองเห็นได้ชัดเจนและยังสามารถดึงแยกออกจากกันได้ รอบๆ ข้อมีใบ คล้ายใบเกล็ดแตกออกโดยรอบ แต่ละใบมีเส้นใบ 1 เส้น ลำ ต้นค่อนข้างแข็งหยาบ เพราะมีสารพวกซิลิกาเคลือบ ภายในลำ ต้นกลวงคล้ายต้นไผ่ สโต รบิลัสอยู่สุดยอดของลำ ต้น โดยมีอับสปอร์อยู่ภายในสร้างสปอร์ชนิดเดียว เมื่อสปอร์หลุดออกจะงอกเป็นแกมีโทไฟต์ มีขนาดเล็กสีเขียวเป็นแผ่นเรียกว่า ทัลลัส (thallus) มีไรซอยด์ แอนเทอริเดียม และอาร์คีโกเนียมอยู่บนแผ่นทัลลัสเดียวกัน สเปิร์มว่ายน้ำ เข้าไปผสมกับไข่เหมือนกับพวกอื่นๆ Equisetum sp. เฟิน (Ferns) เป็นพืชที่มีรากลำ ต้นและใบที่แท้จริง มักอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน เช่น เริ่มจากพวกที่อยู่บนพืชอื่นคือ เป็นเอพิไฟต์ (epiphyte) เช่น ชายผ้าสีดา (Platycerium) บางพวกอยู่ในที่แห้ง เช่น ต้นกูดแต้ม บางชนิดอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะมาก เช่น ปรงทะเล ย่านลิเภา บางชนิดขึ้นอยู่ในน้ำ เช่น ผักกูดน้ำ ผักแว่น บางชนิดลอยอยู่ในน้ำ เช่น แหนแดง ใบเฟินไม่ว่าใบใหญ่หรือใบเล็กที่เรียกว่า ฟรอนด์ (frond) นั้น คือตอนเป็นใบอ่อนจะม้วนตัวจากปลายใบมายังโคนใบเมื่อเจริญเติบโตต่อไป ส่วนที่ม้วนนี้จะคลายออกลักษณะเช่นนี้จะมีเฉพาะในเฟิน การที่ใบ อ่อนม้วนเช่นนี้เรียกว่า เซอซิเนตเวอร์เนชั้น (circinate vernation) ลักษณะใบอ่อนม้วนของเฟิน Platycerium ต้นกูดแต้ม ปรงทะเล ผักแว่น แหนแดง Gymnosperm หรือพืชเมล็ดเปลือย เป็นพืชที่ไม่มีดอก ไม่มีรังไข่ เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ด จึงไม่มีผลหุ้มเมล็ด แบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม ดังนี้ 1. Phylum Cycadophyta พืชในไฟลัมนี้ เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์ในบริเวณที่แห้งแล้งได้ดี เช่น ปรง ปรงป่า ปรงญี่ปุ่น (ปรงจีน) ปรงเขา ปรงหนู ปรงเหลี่ยม ปรงหิน เป็นต้น พบได้ตั้งแต่บริเวณป่าชายเลน บริเวณเกาะที่มีภูเขาหินปูน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา ซึ่งมีรูปร่างลำ ต้นคล้ายกับ ต้นปาล์มขนาดเล็ก เติบโตช้า ใบจึงแตกต่างกับต้นสน อีกทั้งไม่มีกิ่งก้าน ใบแตกออกบริเวณยอด ใบคล้ายทางมะพร้าว เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้น เดียว แผ่นใบย่อยเมื่อเป็นใบอ่อนมีการม้วนจากปลายใบไปสู่โคนใบ มีการสร้างโคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน (Dioecious) โดยโนเพศเมียมีออ วุลหลายออวุลติดอยู่บนแผ่นใบซึ่งเรียงซ้อนกันแน่น แต่มักไม่เป็นสตรอบิลัส ประโยชน์ของปรงนำ ไปใช้ตกแต่งสถานที่ให้ดูสวยงาม ต้นปรง female cone male cone


2. Phylum Ginkgophyta เป็นพืชโบราณที่มีวิวัฒนาการน้อยมากพบตามธรรมชาติในเขตอบอุ่น ลักษณะทั่วไปของพืชในไฟลัมนี้ คือ มีลำ ต้นขนาด ใหญ่ มีใบเดี่ยวคล้ายพัดสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในฤดูใบไม้ร่วง ลำ ต้นขนาดใหญ่คล้ายพืชดอกใบเป็นแผ่นกว้างคล้ายพัดมีรอยเว้าตรงกลาง จึงเห็นเป็น 2 หยัก (Lobe) ต้นเพศเมียสร้างออวุลที่ปลายกิ่งพิเศษ โดยมีก้านชูออวุลก้านหนึ่งมี 2 ออวุลแต่มีเพียง 1 ออวุลที่เจริญเป็นเมล็ด เมล็ดมีอาหาร สะสมจึงนิยมนำ มารับประทาน เปลือกหุ้มเมล็ดจะมีกลิ่นเหม็น ปัจจุบันพบพืชในไฟลัมนี้เพียงชนิดเดียว คือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba L.) สารสกัดจาก แป๊ะก๊วยมีสมบัติช่วยปรับระบบหมุนเวียนเลือดและช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยเพิ่มการทำ งานของระบบประสาทช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสมองได้ดีขึ้นและอาจ ช่วยเพิ่มความจำ ในผู้ป่วยชราจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer 's disease) จึงนิยมใช้แป๊ะก๊วยเป็นสมุนไพรบำ บัด นิยมนำ มาปลูกเป็นไม้ประดับในเมือง ใหญ่ เพราะทนทานต่อสภาพอากาศเสียได้ดี ต้นแป๊ะก๊วย ใบและออวุล โคนเพศผู้ เมล็ด 3. Phylum Coniferophyta เป็นพืชเมล็ดเปลือยที่มีความหลากหลายมากที่สุด มีลักษณะสำ คัญคือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ รูปทรงของลำ ต้นและใบ คล้ายพีระมิด ใบมีขนาดเล็กคล้ายเข็ม อยู่เป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ลำ ต้นมีการแตกกิ่งก้านได้มาก ปลายยอดมีเนื้อเยื่อเจริญ (Apical Meristem) มีการสร้าง เนื้อเยื่อทุติยภูมิจากการแบ่งเซลล์ของแคมเบียม (cambium) และคอร์กแคมเบียม (Cork Cambium) ไซเล็มไม่มีเวสเซล (Vessel) มีเฉพาะเทรคีด (tracheid) และในโฟลเอ็มไม่มีเซลล์คอมพาเนียน ยังไม่มีดอก ไม่มีรังไข่ มีแต่ออวุล (Ovule) ดังนั้นเมื่อไข่ถูกผสมออวุลจึงกลายเป็นเมล็ดที่ไม่มีผลหุ้ม อวัยวะสืบพันธุ์แทนที่จะเป็นดอกกลับเป็นแผ่นแข็งๆ สีน้ำ ตาลหรือใบที่เรียก สปอโรฟิลล์ (sporophyll) รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่า สตรอบิลัส (Strobilus) หรือโคน (Cone) ซึ่งแยกออกเป็นโคนตัวผู้ (staminate cone) ซึ่งภายในมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Microspore mother cell) เมื่อแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซิสแล้วจะได้ไมโครสปอร์ (Microspore) 4 เซลล์ซึ่งต่อไปเจริญเป็นละอองเรณู (pollen grain) มีปีก มีเจเนอเรทีฟเซลล์และทิวบ์เซลล์ เวลาถ่าย ละอองเรณูนี้ จะปลิวไปเนื่องจากมีปีก (wing) และจะไปตกลงบนแกมีโทไฟต์เพศเมีย โดยโคนเพศผู้และโคนเพศเมียอาจเกิดอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยก ต้นกันก็ได้ ตัวอย่างพืชในไฟลัมนี้ เช่น สนสองใบ สนสามใบ ซึ่งพบอยู่ตามแหล่งที่มีอากาศเย็น สำ หรับแกมีโทไฟต์เพศเมีย (Female Gametophyte) เกิดอยู่ในแผ่นแข็งสีน้ำ ตาลที่เรียกสปอโรฟิลล์ (Sporophyll) คล้ายกับของเพศผู้แผ่นนี้เรียงซ้อนกันเป็นสโตรบิลัสเรียกว่าเมกะสโตรบิลัส (Megastrobilus) หรือโคนตัวเมีย (Female Cone หรือ Ovulate Cone) ในแผ่นสีน้ำ ตาล (สปอโรฟิลล์) มีเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Megaspore Mother Cell) เมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสจะได้เมกะสปอร์และเนื้อเยื่ออินเทกเมนต์ (Integument) 1 ชั้นหรือ 2 ชั้นภายในจะมีไข่อยู่ภายในอาร์คีโก เนียม (Archegonium เตรียมพร้อมสำ หรับการปฏิสนธิ ต้นสน เมล็ดสน


4. Phylum Gnetophyta เป็นพืชที่มีลักษณะพัฒนากว่าพืชเมล็ดเปลือยกลุ่มอื่นๆ คือ มีเซลล์ลำ เลียงน้ำ เรียกว่า เวสเซลอีลีเมนต์ (vessel element) อยู่ในไซเล็ม นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่คล้ายกับของพืชดอก คือ การปฏิสนธิกล่าวคือ เมื่อสเปิร์มเซลล์หนึ่งจากแกมีโทไฟต์เพศผู้เข้าปฏิสนธิกับไข่แล้ว สเปิร์มเซลล์ที่สองจะเข้าปฏิสนธิกับอีกเซลล์หนึ่งในแกมีโทไฟต์เพศเมียเดียวกันจึงเกิดการปฏิสนธิซ้อนซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดในพืชดอกแต่การ ปฏิสนธิของนีโทไฟต์จะไม่ได้เอนโดสเปิร์มและเซลล์ดิพลอยด์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของสเปิร์มเซลล์ที่สองจะสลายไป นีโทไฟต์มีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย จึงสร้างสตรอบิลัสเพศผู้และเพศเมียแยกกัน พืชในไฟลัมนีโทไฟตาบางชนิดเป็นไม้ยืนต้นหรือไม้เถาขนาดใหญ่ที่มีเนื้อไม้ ปัจจุบันเหลือเพียง 3 จีนัส คือ มะเมื่อย (Gnetum sp.) พบในป่าเขตร้อน บางชนิดเป็นไม้พุ่ม เช่น มั่วอึ่ง (Ephedra sp.) พบในทะเลทรายของอเมริกา ลักษณะลำ ต้นคล้ายไม่มีใบ เนื่องจากใบเล็กมากและไม่ทำ การสังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายกับลำ ต้นของหญ้าถอดปล้อง ในจีนใช้เป็นสมุนไพรแก้ไอ แก้หืดหอบ หรือขับปัสาวะ ต่อมามีการ ศึกษาพบว่ารากและลำ ต้นมีสารอีเฟรดีน (ephedrine) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยกระตุ้นการทำ งานของหัวใจและระบบประสาท ออกฤทธิ์ต่อระบบ ประสาทส่วนกลางให้เกิดความดันโลหิตสูง ระบบหัวใจ และระบบประสาททำ งานผิดปกติ สามารทำ ให้เกิดอาการวิตกกังวล สั่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำ เสื่อม ชัก หัวใจวาย และถึงแก่ความตายได้ บางชนิดพบเฉพาะในทะเลทรายของแอฟริกา เช่น ปีศาจทะเลทราย (Welwitschia sp.) เป็นพืช โบราณไร้ดอก เป็นไม้ประหลาด เพราะมีแค่ 2 ใบตลอดชีวิต และอาจมีอายุถึงพันปีหรือมากกว่านั้น จะอาศัยอยู่ตามชายทะเล และสามารถอยู่ในที่แห้งแล้ว ที่สุดได้ ในประเทศไทยพบจีนัสเดียว คือ จีนัสนีตัม (Gnetum sp.) เช่น มะเมื่อย ผักเหลียง Gnetum sp. Ephedra sp. Welwitschia sp. Angiosperm เป็นพืชมีดอกมีรังไข่เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ดจึงมีผลหุ้มเมล็ด ได้แก่ Phylum Anthophyta ได้แก่ กลุ่มพืชดอก เป็นพืชที่มีลำ ต้น ราก ใบเจริญดีลักษณะเด่นของพืชกลุ่มนี้คือ มีดอก เมล็ดอยู่ภายในผลหรือเมล็ดมีรังไข่ หุ้ม พืชดอกบางชนิดอาจเห็นดอกได้ยากหรือไม่เคยพบดอกเลย เช่น ไข่น้ำ หรือผำ ซึ่งเป็นพืชดอกขนาดเล็กที่สุด สนทะเล สาหร่ายหางกระรอก จอก แหน พลูด่าง ตะไคร้ ไผ่ เป็นต้น ไข่น้ำ พืชดอกมีการแพร่กระจายในระบบนิเวศที่แตกต่างกันมาก เช่น อยู่ในน้ำ ได้แก่ สาหร่ายหางกระรอก บัว จอก แหน ผักตบชวา ในทะเลมีพืชดอก พวกหญ้าทะเล พืชดอกบางพวกเกาะอยู่ตามต้นไม้อื่น เช่น กล้วยไม้บางชนิด เถาวัลย์ ฝอยทอง สาหร่ายหางกระรอก จอก กล้วยไม้ ฝอยทอง เถาวัลย์


การเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวกับพืชใบเลี้ยงคู่ นอกจากนี้ส่วนของลำ ต้นและใบของพืชมีดอกบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปทำ หน้าที่หลายอย่าง เช่น ลำ ต้นสะสมอาหาร ลำ ต้นปีนป่าย ลำ ต้นหนาม ใบสะสมอาหาร ใบมือเกาะ ใบดักจับแมลง และใบดอก การสืบพันธุ์ของพืชมีดอกพบว่ามีการปฏิสนธิซ้อน (Double Fertilization) คือการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์ม 2 เซลล์ เซลล์หนึ่งผสมกับเซลล์ไข่ได้ เป็นไซโกต ซึ่งเจริญพัฒนาไปเป็นต้นอ่อน (Embryo) ส่วนอีกเซลล์หนึ่งผสมกับโพลาร์นิวคลีโอ ได้เป็นเอนโดสเปิร์ม ทำ หน้าที่เก็บสะสมอาหารไว้เลี้ยง ต้นอ่อน สปอโรไฟต์ของพืชมีดอกมีขนาดใหญ่เด่นชัด ประกอบด้วย ราก ลำ ต้น และใบที่แท้จริง แต่แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก เจริญอยู่บนสปอโรไฟต์ รากของพืชมีดอกบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปทำ หน้าที่อื่น ๆ เช่น รากสะสมอาหาร พบในแครอต กระชาย มันเทศ มันแกว มันสำ ปะหลัง ราก หายใจ เช่น รากกล้วยไม้ ลำ พู โกงกาง ผักกระเฉด รากค้ำ จุน เช่นรากต้นโกงกาง ไทรย้อย ยางอินเดีย ข้าวโพด ลำ เจียก ส่วนใหญ่ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเด่นๆ คือ พืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledonous Plant) กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledonous Plant) ซึ่งมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน คือ จำ นวนใบเลี้ยง โครงร่าง - เส้นใบ ระบบลำ เลียงราก - ลำ ต้น และจำ นวนกลีบดอก รากสะสมอาหาร รากหายใจ รากค้ำ จุน ลำ ต้นสะสมอาหารของเผือก มันฝรั่ง แห้วจีน ตัวอย่างพืชดอกชนิดอื่นๆ Hydrangea Helianthus annuus Rosa


Click to View FlipBook Version