The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Polkrxm Art, 2023-03-04 22:12:24

อาณาจักรสิ่งมีชีวิต

-

Keywords: สื่อการเรียนรู้

มอเนอรา โพรทิสต์ ฟังไจ พืช สัตว์ อาณาจักรสิ่งมีชีวิต


สารบัญ หน้า อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) 3 อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) 8 อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) 13 อาณาจักรพืช (Kingdom plantae) 16 อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) 23


อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) อาร์เคีย (Archaea) กลุ่ม Crenarchaeota เป็นกลุ่มอาร์เคียที่สามารถทนอุณหภูมิที่สูงหรือต่ำ มากได้ (extreme thermophile) ส่วน ใหญ่มักอยู่ในที่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 80 องศาเซลเซียส นอกจากอุณหภูมิที่สูงแล้ว อาร์เคีย กลุ่มนี้ยังสามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดได้ Crenarchaeota สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้จึงมีบทบาทสำ คัญในการ ตรึงคาร์บอน (carbon fixation) เข้าไปหมุนเวียนทั้งในระบบนิเวศบกและน้ำ ได้ กลุ่ม Euryarchaeota เป็นกลุ่มอาร์เคียที่สามารถพบได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงเช่นกัน เช่น methanogen เป็นกลุ่มอาร์เคียที่สามารถสร้างแก๊สมีเทน พบได้ในที่ที่ไม่มีออกซิเจนเท่านั้นอาจพบทั้งกลุ่มที่มีการดำ รงชีวิตอย่างอิสระ หรืออาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์อื่นได้ นอกจากนี้ยังสามารถพบอาร์เคียที่มีความสามารถในการทนความร้อน สูง (thermophile) หรือความเป็นกรดสูง (acidophile) รวมไปถึงที่สามารถทนเค็มได้ดี (extreme halophile) ที่ สามารถพบได้ในแหล่งที่มีความเค็มสูง เช่น ทะล dead sea แบคทีเรีย (bacteria) เป็นแบคทีเรียที่สามารถพบได้ทั่วไป จำ แนกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Proteobacteria, Chlamydias, Spirochaetes, Cyanobacteria และแบคทีเรียแกรมบวก (gram-positive bacteria) ซึ่งเป็นการจัดจำ แนกจากหลัก ฐานทางด้านพันธุศาสตร์โมเลกุลเป็นหลัก Proteobacteria เป็นแบคทีเรียกลุ่มที่มีความหลากหลายสูงมาก มีลักษณะของผนังเซลล์เป็นแบบแบคทีเรียแกรม ลบ (gram-negative bacteria) มีการดำ รงชีวิตได้ทั้งแบบ autotroph & heterotroph ปัจจุบันสามารถจำ แนก แบคทีเรียกลุ่ม proteobacteria ได้เป็นทั้งหมด 5 กลุ่มย่อย ได้แก่ alpha-, beta-, gamma-, delta- และ epsilon-proteobacteria thermophile halophile 1. Alpha proteobacteria เป็นแบคทีเรียกลุ่มที่ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น (symbiosis) เช่น Rhizobium sp. ในปมรากถั่ว (legume nodule) ช่วยในการตรึงแก๊สไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำ ไปใช้ได้ แต่ แบคทีเรียบางชนิดในกลุ่มนี้อาจทำ ให้เกิดโรคได้ เช่น Rickettsia sp. ที่ทำ ให้เกิดโรคไข้รากสาดใหญ่ (typhus) มีสัตว์ พาหะเป็นพวกเห็บ เหา หมัด โลน


Neisseria gonorrhoeae โรโซเบียมในปมรากถั่ว 4. Delta proteobacteria เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีความสามารถในการสร้างเมือกออกมาได้ เรียกรวมว่า myxobacteria โดยเมือกที่หลั่งออกมาจะช่วยให้แบคทีเรียเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น นอกจากนี้เมื่อมีสารอาหารจำ กัดแบคทีเรียใน กลุ่มนี้อาจมีการรวมกลุ่มกันเกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า fruiting body แล้วเข้าสู่ระยะพักตัวได้ เช่น Myxococcus xanthus 2. Beta proteobacteria เป็นแบคทีเรียกลุ่มที่มีความหลากหลาย เช่น Nitrosomonas sp. เป็นแบคทีเรียที่ สามารถเปลี่ยนแอมโมเนียมเป็นไนไตรต์ ในขั้นตอน nitrification ในวัฏจักรไนโตรเจนได้ จึงจัดเป็น nitrifying bacteria บางชนิดก่อให้เกิดโรค เช่น Neisseria gonorrhoeae ทำ ให้เกิดโรคหนองในแท้ ปมรากถั่ว 3. Gamma proteobacteria ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตได้ทั้งแบบที่เป็น photoautotroph เช่น Thiomargarita namibensis ที่ผลิตซัลเฟอร์จากการสร้างสารอินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียกลุ่มที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ เรียกรวมว่า enterobacteria เช่น Escherichia coli หรือ E. coli บางชนิดอาจก่อให้เกิดโรคได้ เช่น Salmonella sp. ทำ ให้เกิด อาการอาหารเป็นพิษ gamma-proteobacteria Escherichia coli Salmonella sp. fruiting body Myxococcus xanthus Rickettsia sp.


5. Epsilon proteobacteria ส่วนใหญ่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์และสัตว์อื่นๆ เช่น Helicobacter pylori ที่เป็น สาเหตุหลักของการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ Campylobacter sp. ที่ทำ ให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือลำ ไส้ อักเสบในสัตว์เลี้ยงหรือมนุษย์ Campylobacter Chlamydias จัดเป็นแบคทีเรียแกรมลบ (gram-negative bacteria) มีการดำ รงชีวิตเป็นแบบปรสิตในเซลล์สัตว์ที่ เป็นโฮสต์เท่านั้น เช่น Chlamydia trachomatis ทำ ให้เกิดโรคหนองในเทียม Helicobacter pylori Chlamydia trachomatis Spirochaetes เป็นแบคทีเรียแกรมลบ มีการดำ รงชีวิตแบบ heterotroph แบคทีเรียกลุ่มนี้มีการเคลื่อนที่โดยอาศัย เส้นใยที่มีลักษณะคล้ายแฟลเจลลัมที่อยู่ภายในเซลล์สำ หรับใช้ในการหมุน (rotation) ให้เกิดการเคลื่อนที่ขึ้น เรียก โครงสร้างนี้ว่า axial filament บางชนิดก็ก่อให้เกิดโรคได้ เช่น Borrelia burgdorferi ทำ ให้เกิดโรค Lyme disease หรือ Treponema pallidum ที่ทำ ให้เกิดโรคซิฟิลิส (syphilis) Borrelia sp. Treponema sp. Cyanobacteria เป็นแบคทีเรียแกรมลบ (gram-negative bacteria) ที่มีความสามารถในการสังเคราะห์ด้วยแสง และมีการผลิตออกซิเจนออกมาได้ ภายในมีคลอโรฟิลล์ เอ สามารถพบได้ทั้งในน้ำ จืดและน้ำ ทะเล หลายชนิดมีความ สามารถในการตรึงแก๊สในโตรเจนจากอากาศให้อยู่ในรูปที่พืชนำ ไปใช้ได้โดยมีเซลล์พิเศษเรียกว่า heterocyst ตัวอย่าง เช่น Anabaena sp. ที่อาศัยอยู่ร่วมกับแหนแดง (Azolla sp.) ทำ ให้แหนแดงมีโปรตีนสูงมาก จึงมีการเพาะเลี้ยงแหนดง ในนาข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้อาจพบไซยาโนแบคทีเรียได้อีกหลายชนิด เช่น Oscillatoria sp. และ Nostoc sp.


Anabaena sp. Oscillatoria sp. Nostoc sp. Gram-positive Bacteria แบคทีเรียกลุ่มนี้มีความหลากหลายสูงมาก เช่น กลุ่ม actinomycetes ที่มีลักษณะ ภายนอกคล้ายกับฟังไจ เช่น แบคทีเรียในสกุล Streptomyces sp. ที่มีการนำ มาประยุกต์ใช้ในการสกัดยาปฏิชีวนะ จำ นวนมากได้ กลุ่ม Lactic acid bacteria เป็นแบคทีเรียที่สามารถหมักน้ำ ตาลและผลิตกรดแลกติกออกมา นำ มาใช้ใน ทางอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Streptococci ซึ่งมักทำ ให้มีอาการเจ็บคอ (sore throat) รวมไปถึงกลุ่ม ของ Staphylococci ชนิดที่สำ คัญ คือ Staphylococcus aureus ซึ่งมักทำ ให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังเมื่อเกิดบาดแผล บางสายพันธุ์ยังเกี่ยวข้องกับการทำ ให้เกิดอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย actinomycetes Staphylococcus aureus Lactic acid bacteria


Diplomonad มีนิวเคลียส 2 อันต่อเซลล์ และมีแฟลเจลลา 4 เส้น ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบปรสิตและก่อให้เกิดโรค ได้ ตัวอย่างเช่น Giardia lamblia ซึ่งก่อให้เกิดโรค giardiasis หรือโรค beaver ’ s fever Giardia lamblia อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) โพรทิสต์(Protists) เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายของชนิดสูงมาก ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไปจนถึงหลายเซลล์ มีการดำ รงชีวิตทั้งแบบที่ ดำ รงชีวิตแบบอิสระโดยอาจเป็น autotroph หรือ heterotroph ก็ได้ บางชนิดอาจดำ รงชีวิตเป็นแบบปรสิต สมาชิกใน กลุ่มนี้ได้แก่ โพรโทซัว (protozoa) สาหร่ายชนิดต่างๆ (algae) และราเมือก (slime mold) โพรทิสต์สามารถจำ แนก ออกเป็น 4 supergroup ดังนี้ 1. Supergroup Excavata เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวทั้งหมด ลักษณะที่สำ คัญ คือ สมาชิกหลายกลุ่มไม่มีไมโทรคอน เดีย (amitochondriate) นอกจากนี้ยังมีแฟลเจลลามากกว่า 2 เส้น excavate สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ diplomonad, parabaslid และ euglenozoan Parabasalid ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตแบบปรสิต บางชนิดอาจอยู่ร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นแบบพึ่งพา (mutualism) ลักษณะเด่น คือ การมี parabasal body พบอยู่บริเวณ basal body ของแฟลเจลลา นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างของ microtubule เป็นแกนยาวอยู่กึ่งกลางลำ ตัวเรียกว่า axostyle ตัวอย่างเช่น Trichomonas vaginalis ซึ่งก่อให้เกิดโรค ติดต่อทางเพศสัมพันธ์มักแสดงอาการในเพศหญิง โดยทำ ให้ช่องคลอดอักเสบ (vaginitis) Trichonympha sp. เป็น โพรโทซัวที่อยู่ภายในลำ ไส้ปลวก ช่วยย่อยไม้ได้ giardiasis Trichomonas vaginalis Euglenozoan เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายในรูปแบบของการดำ รงชีวิต แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ Euglenid และ Kinetoplastid Euglenid Kinetoplastid Trichonympha sp.


diatom golden algae brown algae Stramenopile มีลักษณะเด่นคือมีแฟลเจลลา 2 เส้น โดยมีเส้นหนึ่งยาวและมีขนจำ นวนมากเรียกว่า hairy flagellum ขณะที่อีกเส้นจะยาว แต่เรียบกว่าเรียกว่า nonhairy flagellum โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ไดอะตอม (diatom) สาหร่ายสีทอง (golden algae) และสาหร่ายสีน้ำ ตาล (brown algae) 2. Supergroup “SAR” มี clade ย่อย 3 clade คือ Stramenopile, Alveolate และ Rhizarian Alveolate มีลักษณะเด่นคือ การมี alveolus ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายถุงอยู่ใต้เยื่อหุ้มเซลล์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ dinoflagellate, apicomplexan และ ciliate Dinoflagellate ส่วนใหญ่พบในทะเล ลักษณะเด่นคือ มีแฟลเจลลา 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งพาดตามความยาวของ ลำ ตัว ขณะอีกเส้นจะพันอยู่รอบตามร่องแนวขวางของลำ ตัว บางครั้งกลุ่มนี้อาจมีการเพิ่มจำ นวนอย่างรวดเร็วเมื่อมีสภาวะที่ เหมาะสม ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (red tide bloom) Apicomplexan กลุ่มนี้มีการดำ รงชีวิตแบบปรสิต ลักษณะเด่นคือ บริเวณส่วนหัวมี apical complex ซึ่งมีหน้าที่ เจาะเข้าไปในเนื้อเยื่อของโฮสต์ ตัวอย่างเช่น เชื้อมาลาเรีย (plasmodium spp.) Ciliate ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตแบบเป็นผู้ล่ากินทั้งแบคทีเรียและโพรทิสต์ขนาดเล็กชนิดอื่น พบได้ทั้งในน้ำ จืด และในทะเล มีลักษณะเด่นคือ การมีนิวเคลียสมากกว่า 1 อัน บางชนิดสามารถปล่อยเข็มพิษที่เรียกว่า trichocyst ออก มาสำ หรับป้องกันอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น พารมีเซียม (Paramecium sp.) red tide bloom plasmodium spp. Paramecium sp. Rhizarian เป็นกลุ่มที่คล้ายอะมีบา ซึ่งมีการเคลื่อนที่โดยการใช้เท้าเทียมแบบต่างๆ Rhizarian แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยหลัก คือ radiolarian และ foraminiferan (foram) Radiolarian เป็นโพรทิสต์เซลล์เดียวที่มีความสวยงาม ละเอียดอ่อน และเปราะบาง มักมีสมมาตรของร่างกาย พบ เฉพาะในทะเล เป็นอะมีบาที่มีเปลือกแข็ง (testate amoeba) Foram เป็นโพรทิสต์เซลล์เดียว เป็นอะมีบาที่มีเปลือกหุ้ม เมื่อตายก็จะทับถมและกลายเป็น foram ooze ซึ่งมี บทบาทสำ คัญในทางธรณีวิทยาเป็นอย่างมาก สามารถใช้ทำ นายแหล่งที่มีน้ำ มันในทะเลได้


radiolarian foraminiferan 3. Supergroup Archaeplastida สมาชิกในกลุ่มนี้ได้แก่ สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีเขียว กลุ่มสาหร่ายสีแดง อาจเรียกอีกชื่อว่า rhodophyte มีความสารถในการสังเคราะห์ด้วยแสง ภายในมี คลอโรฟิลล์ เอ และ ดี รวมถึงยังมีรงควัตถุ phycoerythrin ที่มีส่วนทำ ให้สาหร่ายในกลุ่มนี้มีสีแดง สาหร่ายสีแดงมักพบในเขตร้อน มากกว่าเขตอบอุ่น ตัวอย่างสาหร่ายสีแดงเช่น จีฉ่าย (Porphyra sp.) สาหร่าย Palmaria palmata ที่นำ มาทำ เป็นเครื่อง สำ อางค์ สาหร่ายสีแดงบางชนิดสามารถสร้างหินปูนได้จึงทำ ให้มีลักษณะคล้ายปะการัง เรียกสาหร่ายกลุ่มนี้ว่า coralline algae กลุ่มสาหร่ายสีเขียว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่ม chlorophyte และกลุ่ม charophyte สาหร่ายสีเขียวใน กลุ่ม chlorophyte สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ มีรงควัตถุเป็นคลอโรฟิลล์ เอ และ บี มีอาหารสะสมเป็นแป้ง (starch) ส่วนสาหร่ายสีเขียวในกลุ่ม charophyte มีรงควัตถุงเป็นคลอโรฟิลล์เอ และ บี ตัวอย่างสาหร่ายสีเขียวในกลุ่มนี้เช่น สาหร่ายไฟ จีฉ่าย Palmaria palmata coralline algae สาหร่ายไฟ 4. Supergroup Unikonta ประกอบด้วย ราเมือก (slime mold) กลุ่มอะมีบาแท้จริง (tubulinid) และกลุ่ม (entamoeba) ราเมือกกลุ่มที่เป็น plasmodial slime mold มักอาศัยอยู่ในที่ชื้นแฉะ กินอาหารพวกแบคทีเรีย รา ยีสต์ รวมไปถึง ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศแล้วดูดซึมเข้าไปภายในเซลล์ได้ ตัวอย่างของราเมือกกลุ่มนี้เช่น Physarum polycephalum และ Tubifera ferruginosa


Physarum polycephalum Tubifera ferruginosa ราเมือกกลุ่มที่เป็น cellular slime mold ตัวอย่างราเมือกกลุ่มนี้เช่น Dictyostelium discoideum กลุ่ม tubulinids ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ พบทั้งบนบก น้ำ จืด และในทะเล ตัวอย่างเช่น Amoeba sp. พบ มากในบริเวณน้ำ จืดที่เน่าเสีย มีการดำ รงชีวิตโดยการกินซากพืชหรือสารอินทรีย์ต่างๆ กลุ่ม entamoeba เป็นกลุ่มที่มีการดำ รงชีวิตแบบเป็นปรสิตและก่อให้เกิดโรคในสัตว์มีกระดูกสันหลังหลายชนิด ตัวอย่างของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ คือ Entamoeba histolytica ซึ่งก่อให้เกิดโรคท้องร่วงอย่างรุนแรงที่เรียกว่า โรคบิดมีตัว (amoebic dysentery) มักติดมากับน้ำ ดื่มหรืออาหารที่สกปรก Dictyostelium discoideum amoeba sp. Entamoeba histolytica


อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) ฟังไจ (Fungi) ฟังไจมีลักษณะเด่น คือ การมีเส้นใยที่มีรูปร่างเป็นสายยาวและมีการแตกแขนง เรียกว่า ไฮฟา (hypha) ซึ่งพบได้ ในฟังไจที่มีหลายเซลล์ เส้นใยนี้ช่วยให้ฟังไจสามารถดูดซึมอาหารจากแหล่งอาหารต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ไฮฟาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ไฮฟาที่ไม่มีผนังกั้น (aseptate hypha หรือ coenocytic hypha) และไฮฟาที่มีผนังกั้นแยกออกจากกัน เรียกว่า septate hypha ไฮฟาที่อยู่รวมกันหนาแน่น เรียกว่า ไมซีเลียม (mycelium) ปัจจุบันจำ แนกกลุ่มของฟังไจออก เป็นทั้งหมด 5 กลุ่ม ดังนี้ Chytridiomycota มีโครงสร้างที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน เรียกว่า thallus มีการดำ รงชีวิต แบบอิสระที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรีย์ พบมากตามบริเวณที่ชื้นแฉะหรือบ่อน้ำ ส่วนใหญ่จะ พบการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ แต่บางชนิดที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะมีแฟลเจล ลาอยู่ด้วย ตัวอย่างฟังไจในกลุ่มนี้เช่น Batrachochytrium dendrobatidis ซึ่งทำ ให้ เกิด chytridiomycosis ในสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก Batrachochytrium dendrobatidis zygomycota ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตแบบอิสระโดยกาเป็นผู้ย่อยสลายที่สำ คัญในธรรมชาติ บางชนิดมีการดำ รงชีวิต แบบพึ่งพา การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของราในกลุ่มนี้จะมีการสร้างสปอร์จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (sexual spore) ที่เรียกว่า zygospore ไฮฟาของกลุ่มนี้จะไม่มีผนังกั้น (coenocytic hypha) วงชีวิตของราในกลุ่มนี้ที่มีการศึกษากันมาก คือ วงชีวิตของราดำ บนขนมปัง ราดำ บนขนมปัง Glomeromycota ไฮฟาไม่มีผนังกั้น (coenocytic hypha) การสืบพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นแบบไม่อาศัยเพศโดยการสร้าง สปอร์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า blastospore ฟังไจกลุ่มนี้มักมีการกำ รงชีวิตแบบพึ่งพากับรากพืช เรียกรากลุ่มนี้ว่า mycorrhiza ซึ่งรากชนิดนี้จะมีการสร้างเส้นใยแทรกเข้าไปภายในผนังเซลล์ของเซลล์ในชั้น cortex ของรากพืช จา กนั้นไฮฟาจะมีการแทรกตัวดันเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปคล้ายกับนิ้วมือที่สวมถุงมืออยู่ภายนอก เรียก mycorrhiza แบบนี้ว่า endomycorrhizal fungi ชนิดของ endomycorrhiza ที่สำ คัญคือ arbuscular fungi ซึ่งไฮฟาจะมีการสร้างเป็นรูปร่าง แตกกิ่งก้านคล้ายกับต้นไม้ เรียกโครงสร้างนี้ว่า arbuscule ซึ่งเป็นบริเวณสำ คัญที่ทำ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารระหว่างรา กับรากพืช mycorrhiza


Ascomycota เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายสูง สมาชิกในกลุ่มนี้ เช่น ยีสต์ เห็ดถ้วย รา Aspergillus รวมไปถึงเห็ดที่ สามารถนำ มารับประทานได้บางชนิด เช่น ทรัฟเฟิล ฟังไจในกลุ่มนี้มีบทบาทสำ คัญต่อมนุษย์มาก เช่น มีการนำ มาใช้ใน การผลิตชีส การอบขนมปัง(ยีสต์) รวมไปถึงการหมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดได้ บางชนิดยังสามารถนำ มาใช้ในการ ผลิตยาปฏิชีวนะ (antibiotics) เช่น ราเพนนิซิเลียม (Penicillium sp.) ฟังไจกลุ่มนี้บางกลุ่มอาจอยู่รวมกับสาหร่ายสี เขียหรือไซยาโนแบคทีเรียเป็นไลเคนส์ (lichens) ได้ สปอร์ที่สร้างมาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่เรียกว่า ascospore จะบรรจุอยู่ในถุงที่เรียกว่า ascus เส้นใยไฮฟาของฟังไจในกลุ่มนี้จะมีผนังกั้น (septate hypha) ส่วนใหญ่ สามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศผ่านการสร้างสปอร์ที่เรียกว่า conidium ที่สร้างขึ้นบริเวณปลายของเส้นไฮฟาชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า conidiophore ยีสต์ เห็ดถ้วย ทรัฟเฟิล รา Aspergillus ราเพนนิซิเลียม Basidiomycota ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตแบบอิสระที่เป็นผู้ย่อยสลายในธรรมชาติ มีการสร้างสปอร์จากการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศที่เรียกว่า basidiospore อยู่บน basidium ตัวอย่าง Basidiomycota ไลเคนส์ (Lichens) เป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาระหว่างกลุ่มของฟังไจซึ่งมักเป็นกลุ่ม Ascomycota เป็นหลัก และสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ โดยฟังไจจะได้รับสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตที่เป็น photoautotroph สังเคราะห์ขึ้น ขณะที่ photoautotroph ก็จะได้รับความชื้นและสารอาหารที่ฟังไจดูดเก็บไว้ให้ ไล เคนส์แบ่งเป็น 3 แบบ คือ crustose lichens, folios lichens และ fruticose lichens


crustose lichens folios lichens fruticose lichens


Phylum Hepatophyta พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ต (liverwort) มีระยะ gametophyte ที่มีรูปร่างเป็นแผ่น (thalloid liverwort) ส่วนของ sporophyte มีลักษณะเป็นก้านชูขึ้นมา มี โครงสร้างที่สร้างสปอร์ เรียกว่า sporangium ภายในมี elater ช่วยในการกระจายสปอร์ อวัยวะที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ คือ antheridium ส่วน archegonium ทำ หน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ตัวอย่างลิเวอร์เวิร์ตที่สำ คัญ เช่น Marchantia sp. ซึ่งลิเวอร์เวิร์ตก ลุ่มนี้สามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศผ่านการสร้างโครงสร้างที่เรียกว่า gemma cup ซึ่งภายในจะมีลิเวอร์เวิร์ตขนาดเล็กที่ สามารถเจริญเป็นต้นใหม่ได้ อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) พืช (Plants) พืชที่ไม่มีท่อลำ เลียง (Nonvascular Plants) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไบรโอไฟท์ (bryophyte) ประกอบด้วย 3 ไฟลัม คือ phylum Hepatophyta, phylum Bryophyta และ phylum Anthocerophyta พืชที่ไม่มีท่อลำ เลียงจะไม่มีราก ลำ ต้น และใบที่แท้จริง มีระยะ gametophyte เป็นระยะที่พบตลอดชีวิต และมีระยะ sporophyte ที่พบเพียงบางช่วงของ วงชีวิตและต้องอาศัยอยู่บนต้น gametophyte เท่านั้น และ gametophyte มักมีขนาดเล็กและพบในที่ชื้นแฉะ ไบรโอ ไฟท์ต้องการน้ำ เป็นตัวกลางสำ คัญในการนำ sperm เข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ใน archegonium ของเพศเมีย Marchantia sp. Phylum Bryophyta พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ มอส (moss) มักพบในที่ชื้นแฉะ gametophyte ของมอสในระยะแรกมี ลักษณะเป็นเส้น เรียกว่า protonema เมื่อ gametophyte เจริญเต็มที่จะมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เมื่อ sperm เคลื่อน มาถึงไข่ใน archegonium จะเกิดการปฏิสนธิแล้วเจริญเป็นต้น sporophyte บนต้น gametophyte ต่อไป มอสหลาย ชนิดมีโครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า peristome teeth ซึ่งช่วยกระจายสปอร์ มอสบางชนิดอาจมีเซลล์พิเศษที่เรียกว่า hydroid cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ช่วยให้มอสมีการลำ เลียงน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ตัวอย่างมอสที่มีความสำ คัญ มากอีกกลุ่มหนึ่ง คือ Sphagnum sp. พบมากในบริเวณที่ชื้นในแหล่งน้ำ ขนาดเล็ก มีอัตราการเติบโตเร็ว เมื่อตายไปจะ ถูกย่อยสลายกลายเป็น พีท (peat) ซึ่งถูกนำ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงที่สำ คัญ Sphagnum sp. peat


Phylum Anthocerophyta สมาชิกในกลุ่มนี้ได้แก่ ฮอร์นเวิร์ต (hornwort) ต้น gametophyte คล้ายกับ thalloid liverwort เซลล์ในฮอร์นเวิร์ตแต่ละเซลล์จะมีคลอโรพลาสต์ขนาดใหญ่เพียง 1 อัน ซึ่งมีรูปร่างเป็นแผ่น และต้น sporophyte หยุดเติบโตเมื่อ sporangium เจริญเติบโตเต็มที่ ภายในต้นฮอร์นเวิร์ตจะมีโพรงที่มีเมือกอยู่ภายในสำ หรับ ให้ไซยาโนแบคทีเรียอาศัยอยู่ร่วมกับฮอร์นเวิร์ตแบบ symbiosis โดยไซยาโนแบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยทำ หน้าที่ในการตรึง ไนโตรเจน (nitrogen fixation) Hornwort พืชที่มีท่อลำ เลียงแต่ไม่มีเมล็ด (Seedless Vascular Plants) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม lycophyte และกลุ่ม monilophyte Lycophyte (Phylum Lycopodiophyta) พบมากในเขตอบอุ่น และมีกมีการดำ รงชีวิตแบบ epiphyte ใบของพืชใน กลุ่มนี้เป็นแบบไมโครฟิลล์ (microphyll) และมีการสร้างสปอร์ภายใน sporangium ซึ่งถูกสร้างโดยใบพิเศษที่เรียกว่า sporophyll สมาชิกในกลุ่มนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่ม Lycopodium (family Lycopodiaceae) ชื่อสามัญของ พืชกลุ่มนี้คือ club moss ตัวอย่างเช่น สร้อยนางกรอง ช้องนางคลี่ กลุ่มถัดมาคือ กลุ่ม Selaginella (family Selaginellaceae) ซึ่งมีชื่อสามัญคือ spike moss ตัวอย่างเช่น ตีนตุ๊กแก พ่อค้าตีเมีย กลุ่มสุดท้ายคือ กระเทียมน้ำ (quillwort) สร้อยนางกรอง ช้องนางคลี่ ตีนตุุ๊กแก พ่อค้าตีเมีย กระเทียมน้ำ


Monilophyte ประกอบขึ้นมาจากสมาชิก 3 กลุ่ม คือ กลุุ่มหวายทะนอย (whisk fern) กลุ่มหญ้าถอดปล้อง (horsetail) และกลุ่มเฟิร์น (fern) หวายทะนอย (whisk fern) มีลักษณะของต้นสปอโรไฟต์ที่มีทั้งลำ ต้นใต้ดิน (rhizome) และลำ ต้นเหนือดิน (aerial stem) โดยลำ ต้นเหนือดินมีสีเขียวสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ใบลดรูปมีขนาดเล็กคล้ายเกร็ด เรียกว่า appendage ไม่มีรากแท้จริง แต่มี rhizoid อยู่บริเวณลำ ต้นใต้ดินแทน การสร้างสปอร์จะสร้างภายในอับสปอร์ 3 อันที่ เชื่อมอยู่รวมกัน เรียกอับสปอร์แบบนี้ว่า synangium สกุลของหวายทะนอยที่พบมากได้แก่ Psilotum sp. Psilotum sp. หญ้าถอดปล้อง (horsetail) ปัจจุบันเหลืออยู่สกุลเดียวคือ Equisetum sp. มักพบบริเวณที่ชื้นแฉะ ลำ ต้นเหนือ ดินเห็นข้อปล้องได้ชัดเจน บริเวณปลายกิ่งจะมีการสร้างสโตรบิลัส (strobilus) ที่อยู่ในโครงสร้างที่คล้ายร่ม สปอร์ของ กลุ่มนี้มีส่วนของผนังสปอร์ชั้นนอกที่เปลี่ยนไปเป็น elater Equisetum sp. เฟิร์น (fern) เฟิร์นบางชนิดมีขนาดเล็ก เช่น เฟิร์นใบมะขาม เฟิร์นก้านดำ บางชนิดมีขนาดใหญ่ เช่น tree fern บาชนิดอาจมีการดำ รงชีวิตเป็นพืชอิงอาศัยต้นไม้ใหญ่ เช่น กระเช้าสีดา บางชนิดอาศัยอยู่ในถ้ำ เช่น ผักกูด ผัก แว่น แหนแดง ใบของเฟิร์นเป็นแบบเมกะฟิลล์ (megaphyll) ลักษณะเด่นในกลุ่มเฟิรินแท้คือ การมีใบอ่อนม้วนงอ (circinate vernation) มักมีการสร้างกลุ่มอับสปอร์อยู่ทางด้านใต้ใบ เรียกว่า sorus ซึ่งอาจมีเยื่อหุ้มที่เรียกว่า indusium ปกคลุมซอรัสอยู่อีกชั้นหนึ่ง แต่ละซอรัสประกอบขึ้นจาก sporangium จำ นวนมาก โดย sporangium แต่ละอันจะมีสปอร์ อยู่เป็นจำ นวนมาก fern


พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) สำ หรับพืชที่มีท่อลำ เลียงกลุ่มต่อมาที่มีวิวัฒนาการขึ้นมา คือ กลุ่มของพืชมีเมล็ด (seed plant) ซึ่งเมล็ด (seed) ของพืชเจริญมาจากส่วนของออวุล (ovule) โดยออวุลเป็นส่วนของ megasporangium ที่ ทำ หน้าที่ในการสร้าง megaspore ที่มีส่วนของ integument ห่อหุ้ม พืชที่มีเมล็ดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พืชที่เมล็ด เปลือยไม่มีผลห่อหุ้ม เรียกว่า gymnosperm และพืชที่เมล็ดมีผลห่อหุ้ม เรียกว่า angiosper พืชเมล็ดเปลือย มีสมาชิก ทั้งหมด 4 ไฟลัม ดังนี้ Phylum Cycadophyta พืชกลุ่มนี้ได้แก่ ปรงชนิดต่างๆ เช่น ปรงป่า ปรงเขา สกุลที่พบบ่อยคือ Cycas sp. มักมีลำ ต้น ขนาดใหญ่ ใบเป็นเมกะฟิลล์ที่เป็นใบประกอบขนนกมักเรียงอยู่โดยรอบทางด้านบนของลำ ต้น ปรงเป็นพืชที่มีการแยก เพศคนละต้น (dioecious plant) โดยต้นเพศผู้สามารถสร้าง male cone ส่วนต้นเพศเมียจะมีการสร้างกลุ่มของ megasporophyll ที่มีการสร้าง megaspore อยู่ภายใน Phylum Ginkgophyta พืชในไฟลัมนี้เหลือเพียงชนิดเดียว คือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba) พบมากในเขตอบอุ่น เป็นไม้ยืนต้น ใบมีรูปร่างคล้ายพัด แปะก๊วยมีความสามารถในการทนต่อมลพิษในอากาศได้ดี และเป็นพืชที่มีการแยก เพศคนละต้น โดยต้นเพศผู้จะมีการสร้าง strobilus บริเวณปลายกิ่ง ส่วนต้นเพศเมียจะสร้างออวุลบนก้านชู เรียกออวุล แบบนี้ว่า pedunculated ovule ส่วนของเมล็ดนิยมนำ มาใช้รับประทานเป็นอาหารและยา ต้นปรง กลุ่ม megasporophyll ในปรงเพศเมีย male cone ในปรงเพศผู้ ต้นแปะก๊วย แปะก๊วยเพศเมีย แปะก๊วยเพศผู้ Phylum Coniferophyta สมาชิกของพืชกลุ่มนี้ได้แก่ สนชนิดต่างๆ พบมากในเขตอบอุ่นและเขตหนาว รวมไปถึง บริเวณภูเขาที่สูงและมีอากาศเย็น ใบสนมีลักษณะคล้ายเข็ม เพื่อช่วยลดการคายน้ำ มีการสืบพันธุ์โดยอาศัยเมล็ดที่ไม่มี ผนังรังไข่หุ้ม โดยทั่วไปสนไม่แยกเพศ โคนเพศผู้มักพบอยู่กันบริเวณปลายกิ่ง และโคนเพศเมียมักพบขึ้นเดี่ยวๆแยกกัน อยู่ตามกิ่ง การถ่ายเรณูจะอาศัยลมเป็นพาหะ ต้นสน เมล็ดสน


พืชดอก (Angiosperm) เป็นพืชกลุ่มที่มีความหลากลายสูงที่สุด มีราก มีลำ ต้น ใบที่แท้จริง รวมถึงมีวิวัฒนาการของ เนื้อเยื่อท่อลำ เลียงที่สมบูรณ์มีทั้งเทรคีด (tracheid) และเวสเซล (vessel) ในการลำ เลียงน้ำ เป็นพืชที่มีดอก (flower) สำ หรับทำ หน้าที่ในการสืบพันธุ์ โดยทั่วไปดอกประกอบขึ้นจาก 4 ส่วนหลัก คือ กลีบเลี้ยง (sepal) กลีบดอก (petal) เกสรเพศผู้ (stamen) และเกสรเพศเมีย (pistil) การปฏิสนธิของพืชดอกเป็นการปฏิสนธิคู่ (double fertilization) ได้เป็นเอ็มบริโอ (embryo) และอาหารเลี้ยง (endosperm) ส่วนของเอ็มบริโอจะอยู่ภายในเมล็ดที่มีผล (fruit) ที่มัก เจริญมาจากผนังรังไข่ (ovary) Phylum Gnetophyta ตัวอย่างพืชกลุ่มนี้ได้แก่ มะเมื่อย (Gnetum sp.) พืชในสกุล Ephedra sp. และ Welwitschia sp. เมล็ดยังคงไม่มีผลห่อหุ้มเช่นเดียวกันกับพืชเมล็ดเปล่อยชนิดอื่นๆ แต่มีลักษณะหลายประการที่ล้ายกับ พืชดอกมากขึ้น เช่น การมี vessel การเกิดปฏิสนธิคู่ มะเมื่อย Ephedra sp. Welwitschia sp. การสืบพันธ์ุของพืชดอก ชบา กุหลาบ พุดตาน


Phylum Porifera สิ่งมีชีวิตในไฟลัมนี้ได้แก่ ฟองน้ำ (sponge) ชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลเกือบทั้งหมด มีบางชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำ จืด เช่น ฟองน้ำ ถูตัว ฟองน้ำ จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า parazoa เนื่องจากร่างกายฟองน้ำ ประกอบ ขึ้นจากเซลล์จำ นวนมาก แต่เซลล์เหล่านี้ไม่มีการรวมกลุ่มกันทำ งานจนเป็นเนื้อเยื่อที่สมบูรณ์ บริเวณผิวของฟองน้ำ ปก คลุมด้วยเซลล์ผิว (pinacocyte) ที่มีรูปร่างแบนและอยู่เป็นแผ่นที่เรียกว่า pinacoderm ลักษณะเด่นของฟองน้ำ คือ การมีร่างกายเป็นรูพรุนจำ นวนมาก เพื่อช่วยในการหมุนเวียนน้ำ โดยการไหลเวียนของ น้ำ จะเกี่ยวข้องกับการหาอาหาร การแลกเปลี่ยนแก๊ส การขับถ่ายของเสีย รวมไปถึงการสืบพันธ์ุทั้งแบบอาศัยและไม่อาศัย เพศของฟองน้ำ ฟองน้ำ มีการหาอาหารโดยการกรองกินสารอินทรีย์และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในมวลน้ำ เรียกการกินอาหารแบบ นี้ว่า suspension feeder หรือ filter feeder ฟองน้ำ ไม่มีระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ แต่จะมีโครงร่างแข็งที่ใช้ในการค้ำ จุนร่างกาย คือ spicule ซึ่งอาจเป็น หินปูน หรือสารประเภทซิลิกา การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศเกิดขึ้นจากการหักออกเป็นชิ้น (fragmentation) ในฟองน้ำ น้ำ จืดบางชนิดมีโครง สร้างพิเศษที่เรียกว่า gemmule เมื่อเจอสภาวะที่เหมาะสม gemmule ของฟองน้ำ จะเกิดการลงเกาะ (settlement) เป็น ฟองน้ำ ตัวใหม่ต่อไป สำ หรับการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ ฟองน้ำ ส่วนใหญ่จะมีสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน เรียกสภาวะนี้ว่า hermaphroditism ฟองน้ำ แบ่งออกเป็น 3 คลาส ได้แก่ class Calcarea ซึ่งเป็นกลุ่มของฟองน้ำ หินปูน class Hexactinellida มี spicule เป็นพวกสารซิลิกา 6 แฉก และกลุ่ม class Demospongiae มี spicule เป็นสารพวกซิลิกา แต่ต้องไม่ใช่ 6 แฉก อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) สัตว์ class Calcarea class Hexactinellida class Demospongiae Phylum Cnidaria สิ่งมีชีวิตในไฟลัมนี้ได้แก่ ไฮดรา แมงกะพรุน ดอกไม้ทะเล ปะการัง กัลปังหา ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ในทะเล พบบ้างที่อาศัยอยู่ในน้ำ จืด รูปร่างของไนดาเรียมี 2 แบบคือ polyp และ medusa ลักษณะเด่นของสัตว์ในกลุ่มนี้คือ การมีเข็มพิษที่เรียกว่า nematocyst อยู่ภายในเซลล์ cnidocyte ซึ่งจะมีส่วนที่ทำ หน้าที่เหมือนไกปืน เรียกว่า cnidicil เมื่อมีสัตว์มาสัมผัสกับ ส่วนของ cnidocil จะทำ ให้เกิดการยิงส่วนของ nematocyst ออกไป


class Hydrozoa class Scyphozoa class Cubozoa class Anthozoa สัตว์ในไฟลัมนี้ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตเป็นสัตว์กินเนื้อ โดยการใช้เซลล์เข็มพิษที่อยู่บริเวณหนวดในการจับเหยื่อ สัตว์กลุ่มนี้มีระบบประสาทเป็นแบบร่างแหประสาท (nerve net) ระบบกล้ามเนื้อยังไม่พัฒนา แต่เซลล์บางชนิดในร่าง กายสามารถเกิดการหดตัวได้ การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศของไนดาเรียอาศัยการแตกหน่อ (budding) หรือการแบ่งออกเป็นส่วน (fission) ส่วน การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ มีทั้งกลุ่มที่มีสองเพศในตัวเดียวกัน หรืออาจะแยกเพศก็ได้ มีการปฏิสนธิภายนอก (external fertilization) หลายชนิดมีการสืบพันธ์ุทั้งแบบอาศัยและไม่อาศัยเพศในวงจรชีวิต เรียกว่า วงจรชีวิตแบบสลับ (alternation of generation หรือ metagenesis ไนดาเรียนิยมแบ่งออกเป็น 4 คลาส คือ class Hydrozoa, class Scyphozoa, class Cubozoa และ class Anthozoa Phylum Platyhelminthes สิ่งมีชีวิตในไฟลัมนี้เรยกรวมกันว่าหนอนตัวแบน (flatworm) กลุ่มนี้อาจมี การดำ รงชีวิตแบบอิสระ เช่น พลานาเรีย (planarian) หรืออาจจะมีการดำ รงชีวิตแบบปรสิตก็ได้ เช่น พยาธิใบไม้ (fluke) และพยาธิตัวตืด (tapeworm) สามารถพบได้ทั้งในทะเล หรืออาจมีการปรับตัวขึ้นมาอยูในน้ำ จืด และบนบกได้ กลุ่มที่มีการดำ รงชีวิตแบบอิสระจะมีการกินเช่นเดียวกับกลุ่มไนดาเรีย ส่วนกลุ่มที่มีการดำ รงชีวิตแบบปรสิตจะดูดซึม อาหารจากโฮสต์โดยตรง หนอนตัวแบนเริ่มมีการพัฒนาของระบบประสาท โดยมีการรวมกลุ่มของเซลล์ประสาทเป็นปมประสาทที่บริเวณหัว และมีเส้นประสาทเรียงลงมา 2 เส้นทางด้านท้อง และมีเส้นประสาทเรียงเป็นวงรอบเส้นประสาทด้านท้องทั้ง 2 เส้น ทำ ให้ระบบประสาทของพลานาเรียมีลักษณะเป็นขั้นบันได อวัยวะรับความรู้สึกของหนอนตัวแบนที่มีการดำ รงชีวิตแบบ อิสระจะมีตาเดี่ยว (ocelli) สำ หรับตรวจความเข้มแสง กล้ามเนื้อจะมีทั้งกล้ามเนื้อตามยาวและกล้ามเนื้อวง การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศจะมีการงอกใหม่ ส่วนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศหนอนตัวแบนจะมีทั้งสองเพศในตัว เดียวกัน แต่ต้องปฏิสนธิข้ามตัว ยกเว้นพยาธิตัวตืดที่สามารถปฏิสนธิภายในตัวเดียวกันได้


พยาธิใบไม้ พลานาเลีย Bdelloura sp. พยาธิตัวตืด หนอนตัวแบนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ class Turbellaria เช่น พลานาเรีย กลุ่มของ Bdelloura sp. ซึ่งกลุ่มนี้สามารถ สร้างเมือกได้ กลุ่มต่อมาคือ class Trematoda เช่น พยาธิใบไม้ชนิดต่างๆ กลุ่มสุดท้ายคือ class Cestoda ได้แก่ พยาธิ ตัวตืดชนิดต่างๆ Phylum Mollusca มอลลัสค์ส่วนใหญ่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด ยกเว้นกลุ่มหมึกจะมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบ ปิด ระบบประสาทของมอลลัสค์โดยทั่วไปจะมีการรวมกลุ่มเป็นปมประสาท อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย แต่กลุ่มหมึกจะมี วิวัฒนาการของสมองและอวัยวะรับความรู้สึกดีที่สุด มอลลัสค์มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นหลัก จะมีการแยกเพศออก จากกัน ยกเว้นหอยทากบก ทากเปลือย ที่มีสองเพศในตัวเดียวกัน การปฏิสนธิจะเกิดภายนอกร่างกาย การจัดกลุ่มของม อลลัสค์แบ่งได้เป็นหลายคลาส แต่จะยกตัวอย่างกลุ่มหลักๆ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. Class Polyplacophora มีสมาชิกได้แก่ ลิ่นทะเล (chiton) มักเกาะอยู่ตามก้อนหินในแนวน้ำ ขึ้นน้ำ ลง มี ลักษณะเด่น คือ มีแผ่นเปลือกเรียงอยู่ทางด้านหลัง 8 อัน เรียกอีกชื่อได้ว่า หอยแปดเกล็ด 2. Class Gastropoda มอลลัสค์ในกลุ่มนี้คือ หอยฝาเดียว ซึ่งมีเปลือกเพียง 1 อัน พบได้ตั้งแต่ในน้ำ ทะเล น้ำ จืด และบนบก ลักษณะเด่นคือ มีการบิดตัวของลำ ตัว 3. Class Bivalvia ได้แก่หอยสองฝา เช่น หอยแมลงภู่ หอยแครง ส่วนใหญ่เปลือกจะยึดติดกันด้วยกล้ามเนื้อยึด เปลือก 4. Class Scaphopoda ได้แก่ หอยงาช้าง ซึ่งมีลักษณะคล้ายงาช้าง ดำ รงชีวิตโดยการขุดฝังตัวอยู่ในทราย 5. Class Cephalopoda เป็นกลุ่มที่มีวิวัฒนาการสูงสุด แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือหอยงวงช้าง และกลุ่มหมึก ลิ่นทะเล หอยฝาเดียว หอยสองฝา


หอยงาช้าง หอยงวงช้าง หมึก Phylum Annelida ระบบประสาทของกลุ่มนี้จะมีปมประสาทที่บริเวณหัวหรือสมอง มีเส้นประสาทอยู่ทางด้านท้อง แต่ละปล้องจะมีปมประสาท ระบบกล้ามเนื้อของแอนเนลิดประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชุด คือ กล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อ ตามยาว การสืบพันธุ์ส่วนใหญ่จะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยกลุ่มของไส้เดือนทะเลจะแยกเพศและมีการปฏิสนธิภายนอก ร่างกาย ส่วนกลุ่มไส้เดือนดินและทากดูดเลือดจะมีสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน และมักมีการปฏิสนธิภายในร่างกาย สามารถ จำ แนกแอนนาลิดได้เป็น 3 class คือ 1. Class Polychaeta อาศัยอยู่ในน้ำ ทั้งหมด ส่วนใหญ่มีการพัฒนาของส่วนหัวดี สัตว์ในกลุ่มนี้มีเพศแยกและการ ปฏิสนธิภายนอก เช่น ไส้เดือนทะเล บุ้งทะเล 2. Class Oligochaeta ได้แก่ ไส้เดือนดินและไส้เดือนน้ำ ส่วนหัวไม่ค่อยพัฒนา เป็นสัตว์ที่มีสองเพศ อยู่ภายในตัวเดียวกัน 3. Class Hirudinea ได้แก่ พวกปลิงน้ำ จืด ทากดูดเลือด ส่วนหัวไม่ค่อยพัฒนา เป็นสัตว์ที่มีสองเพศอยู่ภายในตัว เดียวกัน ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำ จืด Phylum Nematoda เรียกรวมกันว่า หนอนตัวกลม ระบบประสาทของหนอนตัวกลมไม่ซับซ้อนมาก กลุ่มของเส้น ประสาทอยู่บริเวณหัว และมีเส้นประสาทยาวตลอดตัว การสืบพันธุ์เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยทั่วไปมีการแยก เพศและมีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ในกลุ่มที่ดำ รงชีวิตเป็นปรสิตจะมีโฮสต์สำ หรับการสืบพันธุ์เพิ่มจำ นวนได้ แต่จำ นวน ของโฮสต์จะไม่ซับซ้อนเหมือนกับกลุ่มพยาธิใบไม้ Phylum Nematoda


Phylum Arthropoda การสืบพันธ์ุของอาร์โทรพอดเป็นแบบอาศัยเพศที่มีเพศแยกและส่วนใหญ่มีการปฏิสนธิภายใน ร่างกาย อาร์โทรพอดแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 subphyla ดังนี้ 1. Subphylum Chelicerata สามารถแบ่งออกเป็น 2 คลาส ได้แก่ class Merostomata มีสมาชิกได้แก่แมงดา ทะเล และ class Arachnida ประกอบด้วยแมงมุม เห็บ ไร ซึ่งบางกลุ่มสามารถสร้างใยได้ แมงดาทะเล แมงมุม เห็บ ไร 2. Subphylum Myriapoda กลุ่มนี้มักจะมีลำ ตัวยาว มีหนวด 1 คู่ และมีขาจำ นวนมาก แบ่งออกเป็น 2 คลาส ได้แก่ class Chilopoda เป็นกลุ่มของตะขาบ และ class Diplopoda เป็นกลุ่มของกิ้งกือ ตะขาบ กิ้งกือ 3. Subphylum Hexapoda ได้แก่แมลงชนิดต่างๆ ร่างกายแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ หัว อก และท้อง มีหนวด 1 คู่ สำ หรับเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ตามีทั้งเดี่ยวและประกอบ มีขาเดินที่อก 3 คู่ ส่วนใหญ่มักมีปีก 2 คู่ คือ ปีกคู่หน้า 1 คู่ และปีกคู่หลัง 1 คู่ ระบบหมุนเวียนเลือดเป็นแบบเปิด มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ตัวอย่าง Subphylum Hexapoda


4. Subphylum Crustacea กลุ่มนี้อาศัยอยู่ในน้ำ เกือบทั้งหมด เช่น กุ้งก้ามกราม กั้ง ปูม้า และอาร์โทรพอดขนาด เล็กในน้ำ บางชนิดที่ดำ รงชีวิตเป็นแพลงก์ตอน บางกลุ่มอาจอาศัยอยู่บนบกในที่ที่ชื้นแฉะได้ เช่น แมลงสาบทะเล ตัวกะปิ ลักษณะเด่นของกลุ่มนี้ คือ มีหนวด 2 คู่ มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด มีการขับถ่ายออกมาในรูปของแอมโมเนีย การ สืบพันธุ์ของสัตว์กลุ่มนี้เป็นแบบอาศัยเพศเป็นหลัก กุ้ง กั้ง ปูม้า แมลงสาบทะเล ตัวกะปิ Phylum Echinodermata ส่วนใหญ่มีการเคลื่อนที่ช้าหรืออาจเกาะอยู่กับที่ พบอาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมด สมาชิกกลุ่มนี้ เช่น ดาวทะเล ดาวเปราะ เม่นทะเล เหรียญทะเล อีแปะทะเล ปลิงทะเล พลับพลึงทะเล สัตว์กลุ่มนี้มีผิวหนังที่ขรุขระ ร่างกายปกคลุมด้วยหนาม สัตว์กลุ่มนี้มีระบบน้ำ ซึ่งเป็นระบบที่มีความสำ คัญเกี่ยวข้องกับทั้งการเคลื่อนที่ของสัตว์ การ ลำ เลียงสารอาหารและของเสียไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย สัตว์กลุ่มนี้สามารถเกิดการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศโดยผ่าน การงอกใหม่ และการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศส่วนใหญ่จะมีการแยกเพศและมีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย เอไคโนเดิร์ม สามารถจำ แนกออกได้เป็น 5 คลาส ได้แก่ 1. Class Asteroidea ได้แก่ ดาวทะเลทั่วไป ดาวทะเลมักมีแขนจำ นวน 5 แขน ส่วนใหญ่มีการดำ รงชีวิตเป็นผู้ล่า กินอาหารจำ พวกหอยเป็นอาหาร ดาวทะเลสามารถดันส่วนของกระเพาะออกมาภายนอกและปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อย อาหารได้ 2. Class Ophiuroidea ได้แก่ กลุ่มของดาวเปราะ ดาวงู หรือดาวตะกร้า กลุ่มนี้มักมีแขนยาวและสามารถขยับแขน ไปมาได้คล้ายงู 3. Class Echinoidea ได้แก่ เม่นทะเล ซึ่งมีหนามยาวเพื่อใช้ป้องกันอันตราย สิ่งมีชีวิตในคลาสนี้ยังรวมถึงเหรียญ ทะเลหรืออีแปะทะเล ซึ่งตัวจะแบนกว่าเม่นและมักฝังตัวอยู่ในทราย 4. Class Holothuroidea ได้แก่ กลุ่มของปลิงทะเล มีรูปร่างลำ ตัวค่อนข้างยาว มีหนวดช่วยในการจับอาหาร โดย อาจกินอาหารแขวนลอยอยู่ในน้ำ หรืออาจเป็นกลุ่มที่กินตะกอนดินก็ได้ 5. Class Crinoidea ได้แก่ กลุ่มของขนนกทะเลหรือพลับพลึงทะเล มักจะเกาะอยู่กับที่และกินอาหารแขวนลอยอยู่ ในน้ำ


Class Asteroidea Class Ophiuroidea Class Echinoidea Class Holothuroidea Class Crinoidea Phylum Chordata สมาชิกกลุ่มนี้ได้แก่ เพรียงหัวหอม (tunicate) แอมฟิออกซัส (amphioxus) และสัตว์มีกระดูก สันหลัง (vertebrate) ชนิดต่างๆตั้งแต่ปลา (fish) สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก (amphibian) สัตว์เลื้อยคลาน (reptile) สัตว์ปีก (avian) รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammal) คอร์เดตสามารถจำ แนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ Subphylum Cephalochordata ได้แก่ แอมฟิออกซัส (amphioxus) มีรูปร่างแบนด้านข้างคล้ายกับมีด อาศัยอยู่ ในทะเลทั้งหมดโดยมักฝังตัวในทรายแล้วโผล่เฉพาะทางด้านหน้าของร่างกายออกมาในน้ำ เพื่อจับอาหาร แอมฟิออกซัสมี การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศที่มีเพศแยกและมีการปฏิสนธิภายนอก ตัวอ่อนมีการดำ รงชีวิตเป็นแพลงก์ตอน (plankton) กินอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ Amphioxus Subphylum Urochordata อาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมด มีทั้งกลุ่มที่เกาะอยู่กับพื้นผิวโดยอาจอยู่เดี่ยวๆหรืออยู่อยู่รวม กันเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น เพรียงหัวหอม หรือบางชนิดอาจลอยอยู่ในมวลน้ำ เป็นแพลงก์ตอนก็ได้ เช่น เพรียงลอย สัตว์ใน กลุ่มนี้มีการกินอาหารโดยกินอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ บางกลุ่มสามารถสร้างตาข่ายที่เป็นเมือกขนาดใหญ่เพื่อจับสิ่งมี ชีวิตขนาดเล็กกินเป็นอาหาร เพรียงหัวหอมส่วนใหญ่จะมีสองเพศในตัวเดียว เพรียงหัวหอม เพรียงลอย


Subphylum Vertebrata กลุ่มนี้มีวิวัฒนาการต่างๆเพิ่มขึ้น เช่น การวิวัฒนาการของกระดูกสันหลัง (vertebral column) สำ หรับค้ำ จุนและป้องกันอันตรายให้กับเส้นประสาททางด้านหลัง สามารถแบ่งกลุ่มต่างๆของสัตว์มีกระดูกสัน หลังได้ดังนี้ ปลาปากกลม (Agnatha) กลุ่มนี้จะไม่มีขากรรไกร จึงนิยมเรียกว่าปลาไม่มีขากรรไกรหรือปลาปากกลมซึ่งแบ่งออก ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปลา hagfish และปลา lamprey โดยทั่วไป hagfish จะกินซากสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร พบเฉพาะ ในทะเลเท่านั้น มักอยู่ทะเลที่มีอุณหภูมิต่ำ ปลาในกลุ่มนี้ไม่มีตาแต่รับกลิ่นได้ดี ปลากลุ่มนี้พบเฉพาะกะโหลกศีรษะที่ เป็นกระดูกอ่อน แต่ไม่มีกระดูกสันหลัง อีกอย่างคือปลากลุ่มนี้สามารถสร้างเมือกได้จำ นวนมากเมื่อถูกกระตุ้น จึงอาจเรียก อีกชื่อหนึ่งว่า slime fish ส่วน lamprey มักมีการดำ รงชีวิตเป็นปรสิต พบได้ทั้งในน้ำ ทะเลและน้ำ จืด lamprey hagfish ปลากระดูกอ่อน (Chondrichthyes) ปลาในกลุ่มนี้ได้แก่ ปลากระเบน (rays) ปลาโรนัน (guitarfish) ฉลาม (shark) โครงร่างภายในร่างกายเป็นกระดูกอ่อนซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ปลากระดูกอ่อนทุกชนิดมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำ ปลากระดูกอ่อนจะจมลงตลอดเวลา ดังนั้นปลากระดูกอ่อนจึงต้องมีการว่ายน้ำ ตลอดเวลาเพื่อให้ร่างกายสามารถลอยอยู่ได้ นอกจากนี้ปลากระดูกอ่อนจะไม่มีกระเพาะลมสำ หรับช่วยลอยตัว แต่ฉลามจะมีการสะสมไขมันจำ นวนมากที่ตับเพื่อเพิ่มแรง ลอยตัว การสืบพันธ์ุของปลากระดูกอ่อนจะเป็นการปฏิสนธิภายใน ฉลามส่วนใหญ่จะมีไข่เจริญอยู่ภายในลำ ตัวแล้วจึงฟัก เป็นตัวออกมาภายนอก แต่บางชนิดก็ออกลูกเป็นไข่หรือบางชนิดก็ออกลูกเป็นตัวได้ ปลากระเบน ปลาโรนัน ฉลาม


ปลากระดูกแข็ง (Osteichthyes) ปลากระดูกแข็งจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ปลา ray-finned fish ได้แก่ปลา ทั่วไปที่พบในธรรมชาติ และปลา lobe-finned fish ได้แก่ปลาปอด ปลา coelacanth เกร็ดของปลากระดูกแข็งจะมี ลักษณะค่อนข้างเรียบและมีเมือกปกคลุมตัวจำ นวนมาก เพื่อลดแรงต้านเมื่อปลาเกิดการว่ายน้ำ นอกจากนี้ปลากระดูกแข็ง ยังมีกระเพาะลม สำ หรับช่วยเพิ่มแรงลอยตัว แต่บางชนิดอาจจะใช้การสะสมไขมันในกล้ามเนื้อแทนได้ เช่น ปลาทูนา การ สืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศของกลุ่มปลากระดูกแข็ง ส่วนใหญ่จะมีการปฏิสนธิภายนอก โดยเพศเมียจะปล่อยไข่ออกมาแล้ว เพศผู้จึงปล่อยเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปปฏิสนธิได้ ปลากลุ่ม ray-finned fish จะเคลื่อนที่โดยใช้กล้ามเนื้อที่อยู่ภายในร่างกายเป็นตัวควบคุม ส่วนปลากลุ่ม lobe finned fish จะอาศัยกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในครีบปลาโดยตรงในการเคลื่อนที่ ปลาการ์ตูน ปลาทูน่า ปลา coelacanth สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก (Amphibian) สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบกมีการดำ รงชีวิตอยู่บนบกได้บ้าง แต่จะต้องลงไป ในน้ำ เพื่อเกิดการสืบพันธุ์ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบกจะมีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ไข่ ของสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบกมีวุ้นหุ้มช่วยในการลอยตัว ตัวอ่อนจะดำ รงชีวิตอยู่ในน้ำ ก่อนจะเกิดการ metamorphosis ขึ้น มาเป็นตัวเต็มวัยต่อไป แต่บางชนิดก็ไม่จำ เป็นต้องมีการสืบพันธ์ุในน้ำ แล้ว สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน (Reptile) ได้แก่ งู เต่า กิ้งก่า โดยทั่วไปสัตว์เลื้อยคลานจะมีหัวใจห้องบน 2 ห้อง ห้องล่าง 2 ห้อง ไม่สมบูรณ์ แต่ในกลุ่มของจระเข้จะมีหัวใจห้องล่าง 2 ห้องแยกออกจากกันชัดเจน สัตว์เลื้อยคลานมีการรักษาอุณหภูมิ ร่างกายเป็นแบบ ectotherm ที่ได้รับความร้อนจากภายนอกร่างกาย สัตว์เลื้อยคลานแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆได้หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Testudines มีสมาชิกได้แก่เต่า มีลักษณะเด่นคือการมีกระดองแข็งปกคลุมร่างกาย กลุ่มต่อมาคือ Squamata พวกกิ้งก่า ตัวเงินตัวทอง และงู มีขากรรไกรที่สามารถขยายได้กว้างกว่าปกติจึงสามารถกินเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวได้ กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม Crocodilia พวกจระเข้


ตัวอย่าง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก (Avian) ได้แก่ นกชนิดต่างๆ สัตว์ในกลุ่มนี้จำ นวนมากสามารถบินได้ ส่วนสัตว์ปีกบางกลุ่มจะไม่สามารถ บินได้ แต่เปลี่ยนไปใช้การเดินหรือการวิ่งเป็นการเคลื่อนที่แทน หรือในบางกลุ่มเช่น เพนกวิน ก็จะมีความสามารถในการ ว่ายน้ำ ได้ เป็นต้น ตัวอย่าง สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นม (Mammal) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมมีลักษณะเฉพาะที่สำ คัญอยู่หลายลักษณะ เช่น การมีต่อ น้ำ นม (mammary gland) สำ หรับสร้างและหลั่งน้ำ นมให้กับลูกอ่อน การมีขนเป็นเส้น และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมจะมี การสร้างความร้อนในร่างกายได้ ฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมมีจำ นวน 2 ชุด และมีรูปร่าง 4 แบบ เพื่อให้เหมาะสมกับ การกินอาหาร นอกจากนี้ลักษณะของกะโหลกศีรษะก็จะมีขนาดใหญ่เพื่อบรร จุสมองที่มีขนาดใหญ่ รวมไปถึงกระดูกหู 3 ชิ้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมสามารถจัดกลุ่มได้ 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่ม Prototheria (Monotremata) ออกลูกเป็นไข่ ได้แก่ ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมดคล้ายเม่น กลุ่มต่อมาเป็นกลุ่มที่เลี้ยงลูก ด้วยถุงหน้าท้อง เรียกกลุ่มนี้ว่า Metatheria (Marsupial) พบเฉพาะในออสเตรเลีย เช่น จิงโจ้ หมีโคอาล่า กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่ม Eutheria ที่มีโครงสร้างของรกได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่เหลือทั้งหมด Prototheria ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมดคล้ายเม่น


จิงโจ้ หมีโคอาล่า สิงโต สุนัข Metatheria Eutheria The End.


จัจั จั ดจั ดทำทำ ทำทำโดย นางสาวฐิฐิ ฐิ ติฐิ ติ ติ ภติ ภรณ์ณ์ ณ์ณ์ แก้ก้ ก้ ว ก้ วสะอาด ชั้ชั้ชั้ นชั้ นม.5/10 เลขที่ที่ ที่ที่23


Click to View FlipBook Version