การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ปฏิกิริยาแสง
บทท่ี 11 ปฏิกิริยาแสงจะสร้างพลงั งานสูง คือ NADPH
และ ATP ในภาวะที่มีแสงซ่ึงเกิดข้ึนที่ไทลาคอยด์
นาย ศรัณยภ์ ทั ร วชิ ิตพงษ์
ม.5/4 เลขที่ 21
การตรึงคารบ์ อน วฏั จกั รคารบ์ อน
การตรึงคารบ์ อน เป็ นขน้ั ตอนทม่ี ีการสรา้ ง วฏั จกั รคารบ์ อน เป็ นขน้ั ตอนทมี่ ีการสรา้ ง
นา้ ตาลซ่ึงเกดิ ขน้ึ ในสโตรมา โดยจะใช้ NADPH นา้ ตาลซ่ึงเกิดขน้ึ ในสโตรมา โดยจะใช้ NADPH
และ ATP ทไ่ี ดจ้ ากปฏิกริ ิยาแสง และ ATP ทีไ่ ดจ้ ากปฏิกริ ิยาแสง
คลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้ า โฟตอน
เกดิ จากการรบกวนทางแมเ่ หล็กไฟฟ้ า โดย โฟตอนเป็ นอนภุ าคของแสงกาหนดใหเ้ ป็ นกาไม่
การทาใหส้ นามไฟฟ้ าหรือสนามแมเ่ หล็กมีการ ตอ่ เนอ่ื ง (หรือควอนตัม ) ของแมเ่ หล็กไฟฟ้ า
เปลีย่ นแปลง เมอื่ สนามไฟฟ้ ามกี าร พลงั งาน โฟตอนอย่เู สมอในการเคลื่อนไหวและใน
เปลยี่ นแปลงจะเหนยี่ วนาใหเ้ กดิ สนามแม่เหล็ก สญู ญากาศ มีความเร็วคงทีข่ องแสงทีผ่ สู้ งั เกตการณ์
หรือถา้ สนามแมเ่ หล็กมกี ารเปล่ยี นแปลงก็จะ ทงั้ หมด โฟตอนเดนิ ทางท่ีสญู ญากาศความเร็วของ
เหนยี่ วนาใหเ้ กิดสนามไฟฟ้ า แสง ของC = 2.998 x 10 8 m
อนภุ าค แสงท่ีมนษุ ยม์ องเห็นได้
หมายถึงสสารท่ีมีปรมิ าณนอ้ ยมากหรอื เล็กมาก
คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้ าท่ีสามารถมองเห็นไดด้ ว้ ยดวงตาของ
มนษุ ย์ การแผร่ งั สคี ลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้ าในชว่ งความยาวคลน่ื
นบี้ างครั้งก็เรียกวา่ "แสงทต่ี ามองเห็น" หรือ "แสง" เฉยๆ
ความยาวคลน่ื ชว่ งนอ้ี ย่รู ะหว่าง 380-750 นาโนเมตร[1]
สเปคตรมั ของแสงไมไ่ ดม้ สี ที กุ สที ี่ตาและสมองของมนษุ ย์
สามารถรับรู้
สารสี คลอโรฟิ ลล์
สารมีสีท่ที าใหว้ ตั ถอุ ื่นมสี ไี ด้ ไมล่ ะลายในตวั ทา คลอโรพลาสเม็ดเล็ก ๆ มีสีเขยี ว ซึ่งอย่ใู น
ละลาย แตส่ ามารถแขวนลอยอย่ไู ด้ เซลลพ์ ืช โดยเป็ นสว่ นหนง่ึ ของพืชที่เกดิ จาก
กระบวนการทาอาหารของพืชหลงั จากไดร้ บั
แสงอาทติ ย์
แคโรทนี อยด์ แคโรทนี
เป็ นรงควตั ถุ สเี หลือง สม้ แดง และสม้ - เป็ นสารเคมีท่ีพบมากในผกั ผลไมท้ ่มี ีสแี ดง สม้
แดง พบทวั่ ไปในพืช และสิ่งมีชวี ิตที่สามารถ เหลอื ง และเขยี วแคโรทีนเป็ นสารโมเลกลุ ใหญ่
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้ ทางานร่วมกบั มีสตู รทางเคมี C40H56 และมคี ณุ สมบตั เิ ป็ นโป
คลอโรฟิ ลล์ ซ่ึงเป็ นรงควตั ถทุ ม่ี สี ีเขยี ว รวิตามินเอ (provitamin A) คือเมอื่ แคโรที
นแตกตวั จะไดว้ ิตามินเอ
แซนโทฟิ ลล์ สถานะพื้น
เป็ นสารสเี หลืองหรือสีนา้ ตาล มอี ะตอมของ หมายถึงอะตอมที่อิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่อยู่
ออกซิเจนอย่ใู นโมเลกลุ จึงมขี ว้ั มากกว่าและ รอบนวิ เคลยี สมพี ลงั งานเฉพาะตวั อยใู่ นระดบั
ละลายใน lipid ไดน้ อ้ ยกว่าแคโรทนี อยดก์ ลมุ่ พลงั งานตา่ อะตอมในสถานะพื้นจะมคี วาม
แรก ทาใหส้ ารกลมุ่ นย้ี ึดกบั สารตวั กลางได้ เสถียรเนอื่ งจากมพี ลงั งานตา่
ดกี วา่
สถานะกระตนุ้ ปฎิกิริยาแสง
หมายถึงอะตอมทีไ่ ดร้ บั พลงั งาน ปฏิกริ ิยาที่พืชดดู กลืนแสงไวใ้ นคลอโรพลาสตแ์ ละ
เพ่ิมขนึ้ ทาใหอ้ ิเล็กตรอนถกู กระตนุ้ ใหอ้ ย่ใู น เปลยี่ นพลงั งานแสงใหเ้ ป็ นพลงั งานเคมใี นรปู ของ
ระดบั พลงั งานสงู ขนึ้ ที่สถานะกระตนุ้ อะตอม ATP และ NADPH ท่ีพืชสามารถนาไปใชต้ อ่ ได้
จะไมเ่ สถียร เนอ่ื งจากมีพลงั งานสงู
แอนเทนนา ศนู ยก์ ลางปฏิกิริยา
เป็ นรงควตั ถชุ นดิ คลอโรฟิ ลล์ เอ ชนดิ พิเศษ
ประกอบดว้ ยรงควตั ถตุ า่ งๆ และมีการเรียง
ตวั อย่างเป็ นระบบ ทาหนา้ ท่ถี ่ายทอดพลงั งาน
แสงไปยงั ศนู ยก์ ลางของปฏิกิริยา
รีเจเนอเรชนั คารบ์ อกซิเลชนั
การสรา้ งเนอื้ เยื่อหรืออวยั วะใหมข่ ึ้นมา เป็ นปฏิกิริยาการตรึง CO2 ซึ่งมี คารบ์ อน 1
ทดแทนเนอ้ื เย่ือหรืออวยั วะเกา่ ท่หี ลดุ หรือขาด อะตอมจะเขา้ สวู่ ัฎจกั คลั วิน โดยการทาปฏิกิริยากบั
ออกไป ไรบโู ลสบิสฟอสเฟต ซ่ึงมี C 5 อะตอม โดยมีเอนไซม์
รบู ิสโก(rubisco) เป็ นคะตะลสิ ต์ ไดส้ ารประกอบใหม่
ที่มี C 6 อะตอม แตเ่ ป็ นสารท่ีไมค่ งตวั และจะ
เปลย่ี นเป็ นสารประกอบ ฟอสโฟกลีเซอเรตซ่ึงมี 3
อะตอม จานวน 2 โมเลกลุ
ปัจจยั จากดั
จากดั จะกาหนดเฉพาะปัจจยั ส่ิงแวดลอ้ มท่ีไมม่ ี
ชวี ิต ซึ่งปัจจยั เหลา่ นา่ จะมผี ลตอ่ ส่ิงมีชวี ิตอย่าง
มาก โดยเป็ นตวั จากดั การเจริญเตบิ โต การ
ดารงชวี ิตและแพรก่ ระจาย เชน่ แสง อณุ หภมู ิ
ความชน้ื ปริมาณออกซิเจน ความเป็ นกรดเป็ น
ดา่ ง ตลอดจนปริมาณของแรธ่ าตตุ า่ ง ๆ