ประวัติกีฬาแบดมินตัน Badminton ประวัติกีฬาแบดมินตัน แบดมินตัน (Badminton) เปนกีฬาที่ไดรับการวิจารณเปนอยางมากเพราะไมมีหลักฐานที่แนชัดถึง ที่ มาของกีฬาประเภทนี้ คงมีแตหลักฐานบางอยางที่ทําใหทราบวากีฬาแบดมินตันมีเลนกันในยุโรป โดยเฉพาะใน ประเทศอังกฤษตอนปลายศตวรรษที่ 17 และจากภาพสน้ํามันหลายภาพไดยืนยันวากีฬาแบดมินตันเลนกันอยาง แพรหลายใน พระราชวงศของราชสํานักตางๆ ในทวีปยุโรป แมวาจะเรียกกันภายใตชื่ออื่นก็ตาม ประวัติของกีฬาแบดมินตันบันทึกไดแนนอนในป พ.ศ. 2413 ปรากฏวามีการเลนกีฬาลูกขนไก เกิดขึ้นที่เมืองปูนา (Poona) ในประเทศอินเดีย เปนเมืองเล็กๆ หางจากเมืองบอมเปยประมาณ 50 ไมล โดยไดรวม การเลนสองอยางเขาดวยกันคือ การเลนปูนาของประเทศอินเดีย และการเลนไมตีกับลูกขนไก (Battledore Shuttle Cock) ของยุโรป ในระยะแรกๆ การเลนจะเลนกันเพียงแตในหมูนายทหารของกองทัพ และสมาชิกชนชั้นสูงของ อินเดีย จนกระทั่งมีนายทหารอังกฤษที่ไปประจําการอยูที่เมืองปูนา นําการเลนตีลูกขนไกนี้กลับไปอังกฤษ และ เลนกันอยางกวางขวาง ณ คฤหาสนแบดมินตัน (Badminton House) ของดยุคแหงบิวฟอรด ที่กลอสเตอรเชอร ในป พ.ศ. 2416 เกมกีฬาตีลูกขนไกเลยถูกเรียกวา แบดมินตัน ตามชื่อคฤหาสนของดยุคแหงบิวฟอรดตั้งแตนั้นมา กีฬาแบดมินตันเริ่มแพรหลายในประเทศแถบภาคพื้น ยุโรป เพราะเปนเกมที่คลายเทนนิส แต สามารถเลนไดภายในตัวตึก โดยไมตองกังวลตอลมหรือหิมะในฤดูหนาว ชาวยุโรปที่อพยพไปสูทวีปอเมริกา ได นํากีฬาแบดมินตันไปเผยแพร รวมทั้งประเทศตางๆ ในทวีปเอเชียและออสเตรเลียที่อยูภายใตอาณานิคมของ อังกฤษ เนเธอรแลนด ตางนําเกมแบดมินตันไปเลนยังประเทศของตนอยางแพรหลาย เกมกีฬาแบดมินตันจึง กระจายไปสูสวนตางๆ ของโลก รวมทั้งประเทศไทยดวย การเลนแบดมินตันในระยะแรกๆ มิไดมีกฎเกณฑ แตเปนเพียงตีโตลูกกันไปมาไมใหลูกตกพื้น เทานั้น เสนแบงแดนก็ใชตาขายผูกโยงระหวางตนไมสองตนไมไดคํานึงถึงเรื่องต่ํา สูง เลนกันขางละไมนอยกวา 4 คน สวนมาจะเลนทีมละ 6 ถึง 9 คน ผูเลนแตงตัวตามสบาย สุภาพสตรีสวมกระโปรงยาวทั้งชุด ใสหมวกติดผาลาย ลูกไม สุภาพบุรุษแตงสากลผูกโบวไทด เพราะกีฬาแบดมินตันไดรับความนิยมแพรหลายออกไปตามบาน ขาราชการ พอคา คหบดี และประชาชน จนกระทั่งป พ.ศ. 2436 ไดมีการจัดตั้งสมาคมแบดมินตันแหงประเทศอังกฤษขึ้น ซึ่งนับเปน สมาคมแบดมินตันแหงแรกของโลก มีการจัดแขงขันแบดมินตันชิงชนะเลิศแหงประเทศอังกฤษ หรือที่เรียกกันวา ออลอิงแลนด ตั้งแตป พ.ศ. 2432 เปนตนมา ไดตั้งกฎเกณฑของสนามมาตรฐานขึ้นคือ ขนาดกวาง 22 ฟุต ยาว 45 ฟุต (22 x 45) เปนสนามขนาดมาตรฐานประเภทคูที่ใชในปจจุบัน ตั้งแตนั้นมาการปรับปรุงดัดแปลงในเรื่องอุป กรณการเลนไดกระทําใหดีขึ้น เปนลําดับ ตอมาไดรับความนิยมแพรหลายไปทั่วโลก ประเทศในเอเซียอาคเนยที่มี การเลนกีฬาแบดมินตันและไดรับความนิยมสูงสุดคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย นอกจากประเทศ อังกฤษแลวการเลนที่นาดูมีขึ้นที่ประเทศแคนาดาและเดนมารก ดวยเหตุผลที่ควรสนใจอยางกวางขวางทั่วโลกใน กีฬาประเภทนี้ การแขงขันระหวางประเทศจึงไดจัดใหมีขึ้นในป พ.ศ. 2445 และตลอดเวลาหลายปที่ผานมา จํานวนประเทศที่เขารวมแขงขันกีฬาแบดมินตันระหวางประเทศมีมากวา 31 ประเทศ
แบดมินตันไดกลายเปนเกมกีฬาที่เลนกันระหวางชาติ โดยมีการยกทีมขามประเทศเพื่อแข็งขัน ระหวางชาติในทวีปยุโรป ในป พ.ศ. 2468 กลุมนักกีฬาของประเทศอังกฤษไดแขงขันกับกลุมนักกีฬาประเทศ แคนาดา หาปหลังจากนั้นพบวาประเทศแคนาดามีสโมสรสําหรับฝกแบดมินตันมาตฐานแทบทุก เมือง ในป พ.ศ. 2477 สมาคมแบดมินตันของประเทศอังกฤษเปนผูนําในการกอตั้งสหพันธแบดมินตัน ระหวางประเทศ โดยมีชาติตางๆ อีก 8 ชาติคือ แคนาดา เดนมารก อังกฤษ ฝรั่งเศส ไอรแลนด เนเธอรแลนด นิวซีแลนด สกอตแลนด และเวลล โดยมีศูนยกลางอยูที่กรุงลอนดอน ปจจุบันมีประเทศที่อยูในเครือสมาชิกกวา 60 ประเทศที่ขึ้นตอสหพันธแบดมินตันระหวางประเทศ (I.B.F.) สหพันธมีบทบาทสําคัญในการกําหนดและควบคุม กติการะเบียบขอบังคับตางๆ ของการแขงขันกีฬาแบดมินตันทั่วโลก ในป พ.ศ. 2482 Sir George Thomas นักแบดมินตันอาวุโสชาวอังกฤษเปนผูมอบถวยทองราคา 5,000 ปอนด เพื่อมอบเปนรางวัลใหแกผูชนะเลิศประเภทชายในการแขงขันแบดมินตันระหวาง ประเทศ ซึ่ง สหพันธแบดมินตันไดรับไวและดําเนินการตามประสงคนี้ แมวาตามทางการจะเรียกวา การแขงขันชิงถวยชนะเลิศ แบดมินตันระหวางประเทศ แตนิยมเรียกกันวา โธมัสคัพ (Thomas Cup) การแขงขันจะจัดขึ้นทุกๆ 3 ป โดย สหพันธไดแบงเขตการแขงขันของชาติสมาชิกออกเปน 4 โซน คือ 1. โซนยุโรป 2. โซนอเมริกา 3. โซนเอเชีย 4. โซนออสเตรเลเซีย (เดิมเรียกวาโซนออสเตรเลีย) วิธีการแขงขันจะแขงขันชิงชนะเลิศภายในแตละโซน ขึ้นกอน แลวใหผูชนะเลิศแตละโซนไป แขงขันรอบอินเตอรโซนเพื่อใหผูชนะเลิศทั้ง 4 โซนไปแขงขันชิงชนะเลิศกับทีมของชาติที่ครอบครองดถวย โธมัสคัพอยู ซึ่งไดรับเกียรติไมตองแขงขันในรอบแรกและรอบอินเตอรโซน ชุดที่เขาแขงขันประกอบดวยผูเลน อยางนอย 4 คน การที่จะชนะเลิศนั้นจะตัดสินโดยการรวมผลการแขงขันของประเภทชายเดี่ยว 5 คุ และประเภท ชายคู 4 คู รวม 9 คู และใชเวลาการแขงขัน 2 วัน การแขงขันชิงถวยโธมัสคัพครั้งแรก จัดใหมีขึ้นระหวางป พ.ศ. 2491-2492 ตอมาในการแขงขันแบดมินตันโธมัสคัพ ครั้งที่ 8 ปพ.ศ. 2512-2513 สหพันธไดเปลี่ยนแปลง วิธีการแขงขันเล็กนอย โดยใหชาติที่ครอบครองถวยอยูนั้นเขารวมแขงขันในรอบอินเตอรโซนดวย โดยวิธีการจับ สลากแลวแบงออกเปน 2 สาย ผูชนะเลิศแตละสายจะไดเขาแขงขันชิงชนะเลิศโธมัสคัพรอบสุดทายตอไป สาเหตุที่ สหพันธเปลี่ยนแปลงการแขงขันใหมนี้ เนื่องจากมีบางประเทศที่ชนะเลิศไดครอบครองถวยโธมัสคัพไมรักษา เกียรติที่ ไดรับจากสหพันธไว โดยพยายามใชชั้นเชิงที่ไมขาวสะอาดรักษาถวยโธมัสคัพไวครั้งแลวครั้งเลา สหพันธจึงตองเปลี่ยนขอบังคับใหชาติที่ครอบครองถวยอยูนั้นลงแขงขันใน รอบอินเตอรโซนดังกลาวดวย กีฬาแบดมินตันไดแพรหลายขึ้น แมกระทั่งในกลุมประเทศสังคมนิยมก็ไดมีการเลนเบดมินตัน อยางกวางขวางและ มีการบรรจุแบดมินตันเขาไวในการแขงขันเอเชียนเกมส เซียพเกมส (ซีเกมสในปจจุบัน) การ แขงขันกีฬาของประเทศในเครือจักภพสหราชอาณาจักร รวมทั้งการพิจารณาแบดมินตันเขาสูการแขงขันกีฬา โอลิมปก ลวนแตเปนเครื่องยืนยันวา แบดมินตันไดกลายเปนกีฬาสากลแลวอยางแทจริง ประวัติผูริเริ่มกีฬาแบดมินตัน
จอหน ลอเรน บอลดวิน ผูริเริ่มกีฬาแบดมินตันขึ้นเปนครั้งแรกโดยจัดการเลนที่ คฤหาสน แบดมินตัน (Badmintion House) ในปราสาทของทานดยุค แหงบิวฟอรด ในกลอสเตอรชาร ประเทศอังกฤษ บอลดวินมีความคิดเมื่อใดไมปรากฏแนชัด แตวากันประมาณ 60 ปกวา ของคริสตศตวรรษที่แลวบอลดวิน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2352 ไดรับการศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซฟอรด เขาสนใจกีฬาคริกเกต และละครมาก เขามีความชํานาญใน กีฬาหลายชนิด และไดกอตั้งสโมสรในกรุงลอนดอน (London) หลายแหงจนไดชื่อวา "ราชาสโมสร" ไดมี นิตยสารฉบับหนึ่งชื่อ "แวนิตี้แฟร" ไดกลาววา "เปนเวลากวาครึ่งศตวรรษทีเดียวที่ชื่อเสียงของเขายิ่งใหญในวงการ สังคม สโมสร ซึ่งทุกคนเชื่อฟงโดยความเคารพ และเขาเกงไมมีใครเทาเทียมได ในการสรางขอบังคับ และเปนผูชี้ ขาดเกี่ยวกับปญหาทั่วไป และกําลังอยูระหวางปรับปรุงขอมูลตางๆจากลักษณะดังกลาวนี้ เราจะคิดไมไดหรือวา เขาเปนผูวางกฎขอบังคับกีฬาแบดมินตันขึ้นเปนครั้งแรกสุดถึงแมวาจะไม ปรากฏเปนลายลักษณอักษรก็ตาม" แวนิตี้แฟร บอกใหทราบวา "เขาเปนสหายคนสําคัญของทานดยุคแหงบิวฟอรด" ชีวิตในระยะหลังบอลดวินไดไป อาศัยอยูใกลๆกับวิหาร Tintern Abbey หางจากคฤหาสนแบดมินตันไปทางตะวันตกประมาณ 32 กิโลเมตร เมื่ออยู ที่นั่นเขาไดรับขนานนามวา ทานบิดาแหงทินเทิน ขณะนั้นเขาแกลงมาก ความชราก็ไมไดทําใหเขาลดหยอนงาน อันเปนที่ยอมรับกันเลย ประวัติแบดมินตันในประเทศไทย การเลนแบดมินตันไดเขามาสูประเทศไทยในราวป พ.ศ. 2456 โดยเริ่มเลนกีฬาแบดมินตันแบบมี ตาขาย โดยพระยานิพัทยกุลพงษ ไดสรางสนามขึ้นที่บาน ซึ่งตั้งอยูริมคลองสมเด็จเจาพระยาธนบุรี แลวนิยมเลน กันอยางแพรหลายออกไป สวนมากเลนกันตามบานผูดีมีตระกูล วังเจานาย และในราชสํานัก การเลนแบดมินตัน ครั้งนั้น นิยมเลนขางละ 3 คนกันมาก ประมาณป พ.ศ. 2462 สโมสรกลาโหมไดเปนผูจัดแขงขันแบดมินตันทั่วไป ขึ้นเปนครั้งแรก โดยจัดการแขงขัน 3 ประเภทไดแกประเภทเดี่ยว ประเภทคู และประเภทสามคน ปรากฏวาทีม แบดมินตันบางขวางนนทบุรี (โรงเรียนราชวิทยาลัยบางขวางนนทบุรี) ชนะเลิศทุกประเภท นอกจากนี้มีนักกีฬา แบดมินตันฝมือดีเดินทางไปแขงขันยังประเทศใกลเคียงอยู บอยๆ ตอมาป พ.ศ. 2494 พระยาจินดารักษไดกอตั้งขึ้นเปนสมาคมชื่อวา "สมาคมแบดมินตันแหง ประเทศไทย" เมื่อแรกตั้งมีอยู 7 สโมสร คือ สโมสรสมานมิตร สโมสรบางกอก สโมสรนิวบอย สโมสรยูนิตี้ สโมสร ส.ธรรมภักดี สโมสรสิงหอุดม และสโมสรศิริบําเพ็ญบุญ ซึ่งในปจจุบันนี้เหลือเปนสโมสรสมาชิกของ สมาคมอยูเพียง 2 สโมสร คือสโมสรนิวบอย และสโมสรยูนิตี้เทานั้น และในปเดียวกัน สมาคมแบดมินตันแหง ประเทศไทยก็ไดสมัครเขาเปนสมาชิกของสหพันธแบดมินตัน นานาชาติดวย สมาคมแบดมินตันแหงประเทศไทย มีนักกีฬาแบดมินตันที่มีฝมือดีอยูมาก และจากการที่ไดเขาแขงขันในรายการตางๆของโลกไดสรางชื่อเสียงใหกับ ประเทศไทยเปนอยางมาก ทั้งโธมัสคัพ อูเบอรคัพ และการแขงขันออลอิงแลนด ซึ่งวงการแบดมินตันถือวาเปน การแขงขันชิงชนะเลิศของโลกประเภทรายบุคคล ซึ่งนักกีฬาของประเทศไทยก็เคยไดตําแหนงรองชนะเลิศทั้ง ประเภทชายเดี่ยวและ ชายคูมาแลววงการแบดมินตันของไทยยกยอง นายประวัติ ปตตพงศ (หลวงธรรมนูญวุฒิกร) เปนบิดาแหงวงการแบดมินตันของประเทศไทย
ปจจุบันกีฬาแบดมินตันใน ประเทศไทยเปนที่นิยมกันมาก เลนกันทั่วประเทศทั้งเด็ก ผูใหญ ผูหญิง ผูชาย มีการเรียนการสอนในโรงเรียนในสถาบันอุดมศึกษา มีสนามแบดมินตันอยูทั่วประเทศ มีอุปกรณที่ ไดมาตรฐาน ซึ่งผลิตไดเอง มีการอบรมฝกสอนกีฬาแบดมินตันโดยองคกรที่มีมาตรฐาน มีผูฝกสอนทั้งในประเทศ และตางประเทศที่ทํางานเต็มเวลา มีกรรมการผูตัดสินที่เปนมาตรฐาน มีรายการแขงขันภายในประเทศที่จัดขึ้นใน แตละปไมนอยกวา 20 รายการ มีนักกีฬาที่มีความสามารถติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ทั้งชายและหญิง ภายใตการ ทํางานของสมาคมแบดมินตันแหงประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภที่จริงจัง และเขมแข็ง เชื่อวาอีกไมนาน ประเทศไทยคงจะกาวหนาไปเปนผูนําในกีฬาแบดมินตันของโลกใน โอกาสขางหนาอยางแนนอน ประโยชนของกีฬาแบดมินตัน แบดมินตันก็เชนเดียวกับกีฬาชนิดอื่นๆที่มีประโยชนมากสําหรับผูเลน ซึ่งสามารถสรุปไดเปนขอๆ ดังนี้ 1. ทําใหมีพลานามัยสมบูรณแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจ 2. ทําใหมีสายตาและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ววองไว 3. ทําใหเปนผูที่มีการคาดการณลวงหนาได 4. ทําใหเปนผูที่สามารถตัดสินใจไดอยางรวดเร็วทันเวลา 5. ทําใหรูจักแบงหนาที่และรักษาหนาที่ มีการรวมมือกับผูอื่นไดดี 6. สามารถเขากับคนอื่นได และมีมนุษยสัมพันธที่ดี 7. ทําใหเปนผูที่มีน้ําใจเปนนักกีฬารูแพรูชนะ และรูจักใหอภัย 8. ทําใหเปนผูที่รูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน คุณสมบัติของผูเลนแบดมินตัน 1. แบดมินตันเปนกีฬาที่ตองใชความอดทน อดกลั้นทั้งกําลังกายและกําลังใจ 2. นอกจากผูเลนจะตองมีสมรรถภาพรางกายที่ดีเลิศแลวควรตองมีคุณสมบัติตางๆตอไปนี้ 3. มีความสนใจอยางแรงกลา 4. มีความกระตือรือรนในการเรียนรู และหาวิธีการเลนใหมๆอยูเสมอ 5. มีความตองการใหตัวเองมีความสามารถเพิ่มขึ้น 6. มีสายตาปกติและสามารถเคลื่อนไหวไดรวดเร็ว 7. มีรางกายออนตัวดี ยืดหยุนไดดี 8. สามารถใชมือและแร็กเก็ตใหสัมพันธกันไดดี 9. มีความเขาใจในการเลนอยางแจมแจง 10. มีรางกายสมบูรณ จิตใจผองใส และมีพลังจิตที่เขมแข็ง 11. มีระเบียบวินัยที่ดี และมีความรับผิดชอบสูง 12. เชื่อฟงและปฏิบัติตามคําแนะนําของผูฝกสอนอยางเครงครัด
คําแนะนํางาย ๆ สําหรับนักเลนหัดใหม ไมตองคิดมาก ถารักชอบกีฬาแบดมินตัน ก็หาไมแร็กเก็ตกับลูกขนไก หาเพื่อนมาอีกคน แลวหวดกันเขา ไป ตีลูกโดงไปมาอยาใหลูกตก ตีใหนานเทาที่จะทําได เริ่มตนควรจับแร็กเก็ตใหถูก จับเปนรูป V Shape ถาไมเขาใจ หาผูรูสอนให จับไมใหถูก เปนเบสิคสําคัญ เพราะจะทําใหตีลูกไดรอบตัว ไมวาจะเปนหนามือโฟรแฮนด หลังมือแบคแฮนด ลูกงัด ลูกตบ ลูกดาด ฯลฯ ตีได ทั้งนั้น ยิ่งถาเลนเปน เลนเกงถึงขั้นบังคับลูกได สนุกเชียว อยาบอกใคร วันไหนไมไดเลนแบดฯ หงุดหงิดเอาเชียว แหละ! เดี๋ยวจะหาวาไมบอก แนะวิธีจับไมใหก็ได วิธีจับแบบ รูปตัว V คือ ใชมือซายจับแร็กเก็ต แลวหันบิดสันไมใหตรงกับแสกหนา (ดูภาพ) แลวยื่นมือขวาไปขางหนา ในแบบวิธีเช็คแฮนดแบบฝรั่ง แลวใชฝามือสวมจับดามไม งามมือระหวางหัว แมมือกับนิ้วชี้ จะเปนรูปตัว V นั่นแหละ คือการจับไมแร็กเก็ตที่ถูกวิธี เห็นมะ! งายกวาปลอกกลวยซะอีก จับแรกเก็ตแบบถูกวิธี ผิด เพราะจับแบบกําฆอน จับแร็กเก็ตถูกวิธี เหวี่ยงไมไปมาซายขวาหลาย ๆ ครั้ง เพื่อใหชินกับการจับแร็กเก็ต V-Shape สังเกตนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วกอย รวมทั้งหัวแมมือที่จับแร็กเก็ต ควรเรียงเปนแนวมุม 45 องศา (ดูภาพ) ไมใชกําแนน เหมือนจับฆอนตอกตะปู การจับแร็กเก็ตถูกวิธี ไมเพียงจะทําใหตีลูกไดรอบตัวเทานั้น แตยังทําใหไมเกิดอาการ Badminton Elbow หรือ Shoulder คือไมปวดขอศอก หรือหัวไหล แรงของการตีลูกจากแหลงตาง ๆ สามารถถูก สงไปเหวี่ยงตีลูกไดอยางเต็มที่
การจับแร็กเก็ตแบบ V-Shape สันของหนาไมจะตรงกับแสกหนา การตีลูกแตละครั้ง จะตองยึดหลัก ใหญ ๆ 2 ขอ คือ 1) เอียงตัวหันขางใหกับตาขายเล็กนอย และ 2) บิดแขนเพื่อตั้งหนาไมใหตรง เพื่อใหหนาแร็กเก็ต หันตรงไปยังเปาหมายที่ตองการจะตี หนาไมตรงจะทําใหแรงเหวี่ยงสปริงของแร็กเก็ตที่สงตรงไปยังเอ็น ดีดตีลูก ไดอยางเต็มเหนี่ยว ไมเกิดการฝานลูกหรือตีแฉลบหัดตีบอยที่สุดเทาที่จะทําได อยาลืมวา แบดมินตันจะตีไดดี และ เปนเร็ว อยูที่การตีเลนบอย ๆ และจับเคล็ดจังหวะของการเหวี่ยงตีลูก คุณไมสามารถจะเลนแบดมินตันไดดีดวยการ นั่งจองดูคนอื่นเขาเลน หรือนั่งคลําจองมองแร็กเก็ตกับลูกขนไก คุณจะเลนแบดมินตันไดดีและเปนเร็ว ก็ตอเมื่อ คุณลงไปฟาดเจาลูกขนไกใหมากที่สุดเทาที่จะมากได ขอควรจํา “3 อยา” สําหรับการจับแร็กเก็ต คือ 1. อยาจับแร็กเก็ตหนาเดียว 2. อยาจับแร็กเก็ตจนแนนเกร็ง 3. อยาจับแร็กเก็ตรวมนิ้วทีบแบบกําฆอน รูจักแหลงที่มาของแรงตีลูก นักเลนหัดใหมตีลูกไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มจะฉุกคิดขึ้นมาวา ทําไมการตีลูกของตนถึงไมมีแรงสงอยางใจนึก เหวี่ยงแร็กเก็ตหวดตีลูกเต็มแรงแลวลูกยังไปไมถึงหลัง ใหเรามาชวยกันคิดคนดูวาทําไมถึงเปนเชนนั้น คําตอบก็คือ การตีลูกในกีฬาแบดมินตัน ไมเหมือนกับการตีลูกเทนนิส หรือสควอช เพราะเจาลูกขนไกมี น้ําหนักเบา การตีลูกขนไกใหพุงไปขางหนาอยางแรง จึงตองอาศัยจังหวะที่สมบูรณผสมผสานกันของแรงเหวี่ยง ที่มาจากแหลงตาง ๆ ของแรงตีลูก แหลงที่มาของแรงตีลูกจําแนกออกไดจาก 3 แหลงใหญ คือ.- 1. แรงที่เกิดจากการถายเปลี่ยนน้ําหนักตัวจากเทาหลังไปสูเทาหนา 2. แรงที่เกิดจากการเหวี่ยงของลําแขน 3. แรงที่เกิดจากการตวัดและการสะบัดอยางแรงของขอมือ จังหวะการประสานของแรงตีลูกที่มาจากแหลงตาง ๆ สังเกตแขนที่ เหยียดตรงและจังหวะการตวัดของขอมือ การตีลูกใหแรงในกีฬาแบดมินตัน จะตองเกิดจากจังหวะการ ประสานงานระหวางแรงเหวี่ยงตีลูกของแขน เสริมดวยแรงตวัดและแรงสะบัด
ของขอมือ หนุนดวยแรงที่เกิดจากกการเปลี่ยนน้ําหนักตัวของฟุตเวิรค จากเทาหลังไปสูเทาหนา ที่ผสมผสาน กลมกลืนกัน ถาการประสานงานขององคประกอบทั้งหมดที่กลาวมานี้ เกิดผิดจังหวะในชวงใดชวงหนึ่ง การตีลูกจะ มีผลที่ไมสมบูรณ ลูกที่พุงจากหนาแร็กเก็ตจะไมแรงตามตองการ แรงดีดสะบัดของขอมือ มีชวงเวลาของการดีดตวัด สั้นกวาการเหวี่ยงตีลูกดวยลําแขน แรงที่เกิดการดีด ตวัดและสะบัดของขอมือนี้ จึงมีชวงเวลาจํากัด แรงตีลูกที่วานี้จึง ตองนําออกใชในเสี้ยววินาทีที่ถูกตอง ไมกอนหรือหลังเกินไปในจังหวะที่แร็กเก็ตกระทบตีถูกลูกขนไก แรงดีด ตวัด และสะบัดของขอมือ นอกจากใชเสริมแรงตีลูกในวินาทีที่ถูกตองแลว ยังมีบทบาทในการ บังคับทิศทางวิ่งของลูกขนไกไปสูเปาหมายตาง ๆ ไดหลากหลาย ความเร็วที่เกิดจากการดีด ตวัด สะบัด และพลิก ขอมือ สามารถทําใหคูแขงไมอาจจะจับทางของลูกที่พุงขามตาขายไปได ยากแกฝายตรงขามในการเดาเปาหมาย ของลูก เพื่อการตีลูกที่เกิดจากแรงเหวี่ยงสมบูรณแบบ ผูเลนควรเริ่มตนที่ฟุตเวิรคกอน สําหรับคนถนัดขวา กอน การตีลูกน้ําหนักตัวจะหนักอยูที่เทาขวาหลัง ในชวงที่กําลังจะตีลูก น้ําหนักตัวจะเริ่มถายไปสูเทาซายหนา การถาย เปลี่ยนน้ําหนักตัวนี้จะดําเนินไปพรอมกับแรงตีลูกที่มาจากอีก 2 แหลง คือ การเหวี่ยงของแขน และการดีดตวัด สะบัดขอมือใหกลมกลืนเปนจังหวะเดียวกัน เมื่อเหวี่ยงตีลูกไปแลว แรงตีลูกไดถูกนําออกใชทั้งหมดเปนแรงตีลูก ในครั้งเดียว จะเกิดวงสะวิงของแร็กเก็ตหรือที่ฝรั่งเรียกวา Follow Through ใหเปนไปตามธรรมชาติ การพยายาม ฝนวงสะวิงดวยการกระชากแร็กเก็ตกลับเร็วเกินไป อาจทําใหเกิดการบาดเจ็บที่แขนหรือที่หัวไหลได การฝกหัดตีลูกในขั้นตน ควรเริ่มฝกตีเฉพาะลูกโดงเหนือศีรษะ (Overhead) เพราะเปนลูกเบสิคที่ตีไดงาย เหวี่ยงตีตามถนัด ฝกฝนใหมาก ๆ จนเกิดความแมนยํา จับจังหวะการเหวี่ยงตีและการใชแรงจากแหลงของการตีลูก ตาง ๆ ใหผสมผสานเปนจังหวะเดียว ฟุตเวิรคกับจังหวะของการตีลูก กีฬาแบดมินตัน เปนเกมเลนที่ผูเลนทั้งสองฝายตองมีการเคลื่อนยายตัววิ่งไลตีลูกตลอดเวลา ผูเลนจึงตอง รูจักการวิ่งเขาออก การประชิดลูกในจังหวะที่ถูกตอง เคลื่อนยายตัวเองไปอยูในจุดที่ถูกตอง ตีลูกไดถนัด ตีดวย ความสะดวก ตีลูกดวยความงายดาย และสิ้นเปลืองพลังงานของตัวเองใหนอยที่สุด ฟุตเวิรค หรือจังหวะเทาสําหรับการเลนแบดมินตันมีความสําคัญมากที่สุด ฟุตเวิรคที่ดีจะทําใหการออกตัวสืบเทา พาตัวพุงไปสูทิศทางตาง ๆ รอบสนามกระทํา ไดดวยความคลองแคลวและฉับไว เพราะหลักการสําคัญที่สุดในกีฬาแบดมินตัน สําหรับผูเลนทุกคนที่เลนเพื่อความเปนเลิศในระดับแขงขัน จะตองจําไวใหแมนก็คือ - จะตองวิ่งเขาไปหาลูกเสมอ อยาทิ้งชวงปลอยใหลูกวิ่งมาหา - จะตองพุงตัวเขาตีลูกใหเร็วที่สุด และตีลูกขณะที่อยูในระดับสูงที่สุด เพราะฉะนั้น ในเกมเลนแบดมินตัน การคาดคะเน (Anticipation)เปาหมายการตี กับ วิถีทางตีลูกของฝายตรงขาม จึงจําเปนตองพิถีพิถันเปนพิเศษ บางครั้งยังตองใชเทคนิค การ “ดักลูก” หรือ Interception เขามาชวยอีกดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งการเลนประเภทคู จะตองอาศัยการจับทางของ คูตอสูใหมากที่สุด เพื่อการพุงเขาประชิดตีลูกในระดับบนใหเร็วที่สุดเทาที่จะเร็วได การตีลูกในระดับสูง จะทําใหผูเลนมีโอกาส “กดลูก” บีบเกมเลนใหฝายตรงขามตองตกเปนฝายตั้งรับ อีกทั้งยังมี “มุมลึก” กับ “เปาหมาย” สําหรับการตีลูกไดมากขึ้น ยิ่งตีลูกจากระดับสูงไดมากเทาใด ยอมจะมี “มุมลึก” หรือ
Steepness ของเปาหมายไดมากเทานั้น เชน การกระโดดตบพรอมทั้งใชขอมือตวัดตีลูกจิก จะทําใหลูกสามารถขาม ไปในมุมที่ลึกกวาการตบลูกจากระดับธรรมดา ถาทําอยางนี้ได จะทําใหลูกที่ตีขามไปนั้น เกิดวิถีลูกที่ขามไป หลากหลาย(Varieties of Strokes) ทําใหคูตอสูเดาการเลนของเราไมถูก หรือคาดการณไมออกวาเราจะสงลูกไปใน ลักษณะใด ฟุตเวิรค จังหวะเทาที่ดี เริ่มตนที่ผูเลนทิ้งน้ําหนักตัวบนปลายเทาทั้งสอง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม ควรยืนดวยการทิ้งน้ําหนักตัวบนแผนเทาทั้งสอง ในขณะที่ยืนปลายเทา ควรวางเทาทั้งสองแยกและอยูเหลื่อมกัน เล็กนอยตามถนัด การยืนในลักษณะนี้ทําใหผูเลนพรอมที่จะพาตัวพุงออกจากจุดศูนยกลางไดอยางฉับไว การพุง ออกไปไมวาจะไปทางดานหนา ดานหนาซายขวา ดานขางซายขวา หรือดานหลัง หรือหลังซายขวา ผูเลนสามารถ เคลื่อนยายตัวไปครอบคลุมพื้นที่สนามไดทั้งหมด จังหวะเทาอาจจะซอยถี่ เปนชวงสั้น หรือยาวตามแตสถานการณ ในกรณีที่ตองวิ่งในระยะ ทางไกล ควรสาวกาวยาว เมื่อถึงจังหวะที่จะเขาประชิดลูกก็อาจจะซอยฟุตเวิรคสั้นลง เพื่อเสาะหาจังหวัดการตีลูก ใหกับตัวตามถนัด การสืบเทาเขาประชิดลูก ไมวาเปนกาวสั้นหรือกาวยาว ออกซายหรือขวา จะทําไดงายหรือยาก ขึ้นอยูกับ “เวลา” ที่มีอยูสําหรับการตีแตละลูก (Execution of Stroke) เชน ลูกโยนโดงที่ขามตาขายมา ยอมเอื้อเวลา ใหแกผูตีมากกวาลูกตัดหยอดที่พุงลงหนาตาขาย ระยะทางวิ่งของลูก กับวิถีทางวิ่งของลูก ทําใหเวลาเกิดความ แตกตาง การสืบเทาเขาประชิดลูก ไมสามารถกําหนดตายตัวไดวา ควรจะพาตัวเขาใกลลูกในระยะใด ผู เลนควรคํานึงถึงความจริงวา ถาลูกหางไกลจากตัวมาก ผูเลนจะเอื้อมตีลูกดวยความลําบาก แรงที่สงมาจากแหลง ตาง ๆ ของการตีลูกไมมีโอกาสไดรวมพลังใชอยางเต็มที่ ในทํานองเดียวกัน ถาประชิดลูกในระยะใกลเกินไป วง สะวิงของการเหวี่ยงตีลูกแคบ แขนติดที่ชวงไหล ก็จะทําใหแรงตีลูกไมสามารถนําออกใชไดอยางมีประสิทธิภาพ เชนกัน ระยะหางจากตัวผูเลนในขณะประชิดตีลูกควรจะอยูในระหวาง 2-3 ฟุตจากลําตัว เปนระยะที่กวางพอ สําหรับการเหวี่ยงตีลูกไดอยางถนัดและเต็มเหนี่ยว ฟุตเวิรค หรือจังหวะเทา จะวางอยางไรก็แลวแต ตองไมลืมเบสิคการตีลูกพื้นฐาน ลูกหนามือ เทา ซายอยูหนา เทาขวาอยูหลัง และลูกหลังมือ เทาขวาจะอยูหนา เทาซายจะอยูหลัง (สําหรับผูเลนถนัดขวา ถาถนัด ซายใหสลับกัน) ฝกฟุตเวิรคจังหวะเทาไปสักพักใหญ ๆ ทุกอยางจะดําเนินไปโดยธรรมชาติ ผูเลนจะไมคํานึงหรือ กังวลเรื่องของฟุตเวิรคอีกเลย การตีลูกหลังมือ แบคแฮนด นักเลนหัดใหม หรือแมแตคนที่เลนแบดมินตันมานาน มักจะบนกันเสมอวา การตีลูกหลังมือ หรือแบคแฮนด ทําไมถึงตียากตีเย็น เหวี่ยงตีเต็มที่แตลูกไมวิ่งไกล ตีลูกไมถึงหลังสนามฝายตรงขาม หรือตีไดแรง เหมือนกับการตีลูกหนามือโฟรแฮนด ลองมาคนหาสาเหตุแกไขปญหาของการตีลูกหลังมือ ดังที่ไดกลาวมาแลวในบทกอน แรงของการตีลูกมาจาก 3 แหลงใหญ ๆ คือ
1. แรงเหวี่ยงของแขน 2. แรงตวัดบวกกับการสะบัดของขอมือ และ 3. แรงโถมจากการเปลี่ยนน้ําหนักตัวจากเทาหลังไปสูเทาหนา แตการตีลูกหลังมือ จะมีแรงตีลูกที่มาจาก 2 แหลงแรกเทานั้น โดยไมมีแรงโถมจากตัวที่เกิดจาก การเปลี่ยนน้ําหนักตัวที่ถวงจากเทาหลังไปสูเทาหนาเปนแรงเสริม เมื่อเปนเชนนี้ ผูเลนจะตองใชแรงตีลูกทั้ง 2 ที่มี อยูใหเกิดประสิทธิผลมากที่สุดเทาที่จะกระทําได ในการตีลูกหนามือ โฟรแฮนด ในขณะที่แร็กเก็ตกระทบสัมผัสลูกขนไกนั้น แขนของผูเลน จะตองเหยียดอยูในแนวตรง เพื่อเปดโอกาสใหแรงเหวี่ยงตีลูกจากทั้ง 3 แหลงผองถายไปสูการปะทะตีลูกอยางเต็ม เหนี่ยว ตั้งหนาแร็กเกตใหตรง เพื่อใหเอ็นมีสวนผลักดันลูกใหพุงออกจากแหลงอยางเต็มที่อีกแรงหนึ่ง เมื่อเปนเชนนี้ การตีลูกหลังมือ ผูเลนจะตองไมลืมเทคนิคขั้นพื้นฐานดังกลาว นํามาใชกับการตีลูก หลังมืออยางเต็มที่เชนกัน กลาวคือ ขณะที่เหวี่ยงตีลูกหลังมือนั้น ขอศอกตองงอพับเพื่อสรางวงสะวิงในการเหวี่ยง ตีลูก แตในขณะที่แร็กเก็ตกระทบสัมผัสตีลูกขนไกนั้น แขนของผูเลนตองเหยียดตรง (ดูภาพประกอบ) เพื่อใหแรง เหวี่ยงตีลูกที่มาจาก 2 แหลง ไดผองถายไปสูการปะทะตีลูกหลังมืออยางสุดกําลัง ตั้งหนาแร็กเก็ตใหตรง ใน ลักษณะเดียวกับการตีลูกหนามือ หรือโฟรแฮนด ลูกหลักในเกมแบดมินตัน ลูกหลักในกีฬาแบดมินตัน แบงออกไดเปน 4 จําพวกใหญ ๆ คือ - ลูกโยน (Lob or Clear) - ลูกตบ (Smash) - ลูกดาด (Drive) - ลูกหยอด (Drop) ไมวาคุณจะเปนนักเลนหัดใหม หรือเลนถึงระดับแชมเปยน คุณก็หนีการเลนลูกจําพวกนี้ไมพน เปนลูกหลักอัน เปนแมบทของการเลนแบดมินตัน แตละจําพวกของการตีลูกที่กลาวมานี้ จะมีวิธีการตี การวางเทาหรือฟุตเวิรค กับ จังหวะการตีลูกที่แตกตางกัน ผูเลนที่ชํานาญแลว จะสามารถตีและบังคับลูก 4 จําพวกนี้ ใหขามตาขายไปดวยความหลากหลาย อาจจะมีความ แตกตางกันในรูปแบบตาง ๆ อาทิ เชน วิถี ความเร็ว ความยาว ความกวาง ความสูง ความลึก การฉีกมุม ความหนัก แรง เบา ความเฉียบคม ถาทําอยางนี้ได และสามารถนําเอาความหลากหลายไปใชในสถานการณที่ถูกตองนั่นคือ ศิลปสุดยอด ของการเลนกีฬาแบดมินตันที่จะยังผลใหผูเลนมีสไตลหลากหลายของการตีลูก (Varieties of Strokes) ทําใหอีกฝายหนึ่งคิดไมถึง เดาไมออกวาเราจะสงลูกขามไปในลักษณะใด แตละลูกที่ตีขามไปนั้น ลวนแตแฝงไป ดวยอัตราสวนแหงการหลอกลอ(Deception)แฝงอยูในตัวอยางมีประสิทธิพล สรางแบบฉบับเกมเลนแบดมินตัน ของตนเองใหเขมแข็ง มีสไตลการเลนในเชิงรุก ดุดัน ยากแกการพายแพ
ลูกโยน (Lob or Clear) คือ ลูกที่ตีพุงโดงขามไปในระดับสูง และยอย ตกลงมาในมุม 90 องศาในแดนตรงขาม เปนลูกที่ตี จากเหนือศีรษะ หรือ Overhead หรือจะงัดจากลาง หรือ Underhand ก็ได ตีไดทั้งหนามือ โฟรแฮนด และ หลังมือ แบ็คแฮนด ลูกโยน เปนลูกเบสิคขั้นพื้นฐาน นักเลนหัดใหมจะเริ่มจากการหัดตีจากลูกโยน จึงเปนลูกเบสิค ที่สุดในกีฬาแบดมินตัน มองเผิน ๆ แลวสวนมากจะคิดวา ลูกโยนเปนลูกที่ใชสําหรับแกไขสถานการณ โยนลูก ขามไปสูงโดงมากเทาใด ก็จะมีเวลาสําหรับการกลับทรงตัวของผูเลนมากเทานั้น แตในความเปนจริง ลูกโยน อาจจะใชสําหรับเปนการเลนในเชิงรุกก็ได เชน การตีลูกโยนแบบพุงเร็วจี้ไปยังมุมหลังทั้งสองดาน (Attacking Clear) จะทําใหฝายตรงขามตกเปนฝายรับ ถาอยูในสถานการณเสียหลักจวนตัว จะทําใหการแกไขกลับการทรงตัว ไดยากยิ่งขึ้น ลูกโยน มีจังหวะการตีคลายคลึงกับการตบลูก แตไมตองใชแรงกดมากเทา แทนที่จะตีกดลูกลงต่ํา กลับเปนการตีเสยลูกใหพุงโดงขึ้นไปดานบน สุดแทแตวาผูเลนจะบังคับใหลูกพุงขามไปในระดับ วิถี ความเร็ว ตามตองการลูกโยนที่ขามไปอยางสมบูรณแบบ จะตองมีแรงวิ่งไกลถึงสุดสนามตรงขาม และตองไมดาดจนคูแขง สามารถดักตะปบตีลูกไดครึ่งทาง ลูกโยนที่ไมถึงหลัง หรือตีเขาสูมือคูตอสู จะทําใหฝายเราเสียเปรียบ การตีลูกโยน ใหกลับไปดูบทกอน ๆ ที่วาดวยการตีลูก แรงของการตีลูก และจังหวะฟุตเวิรคของการตีลูก ฝกฝนให ดีจนสามารถจับจังหวะการเหวี่ยงตีลูกโยนไปถึงดานหลังของฝายตรงขามไดอยางงาย ๆ และสบาย ๆ ในจังหวะ วิถี และระดับที่เราสามารถบังคับใหลูกขามไปตามที่เราตองการ ซูซี่ ซูซานติ แชมเปยนโลกเดี่ยวหญิง และแชมเปยนเหรียญทองโอลิมปคหญิงเดี่ยวคนแรกของ โลกจากอินโดนีเซีย มีลูกโยนที่เลนไดเยี่ยมสุดยอด ลูกโยนของเธอตีงาย ๆ ตีเนิบ ๆ แตหนักแนนและลึกถึงหลัง เธอสามารถตีปอนโยนเขามุมหลังทั้งสองขางไดลึก และแมนยํา จึงทําใหเธอไดครองความเปนราชินีแหงการเลน เดี่ยวหญิงของโลกอยางตอเนื่องหลายปดวย ลูกโยน อาจจะแบงออกมาได 3 ประเภทใหญ ๆ คือ - ลูกโยนหนามือ (Forehand Clear) - ลูกโยนหลังมือ (Backhand Clear) - ลูกงัดโยน (Underhand Clear) ลูกโยนหนามือ แรงตีเกิดจากการประสานของแรงเหวี่ยง แรงตวัด การสะบัดของลําแขน ขอมือ จังหวะฟุตเวิรคที่ ถูกตอง บวกกับการเปลี่ยนน้ําหนักตัวจากเทาหลังไปสูเทาหนา โดยที่แรงตีที่ผานแร็กเก็ตไปสัมผัสลูกในชวงวินาที ที่ถูกจังหวะจะโคน รวมแรงดีด ผลัก ดันใหลูกพุงสูงโดงไปยังสนามตรงขาม ตามเปาหมายที่ตองการ (ดูภาพสาธิต ประกอบ) ลูกโยนหลังมือ แรงตีเกิดจากการประสานงานเชนเดียวกับการตีลูกหนามือ แตการวางฟุตเวิรคสลับกัน และไมมีแรงโถมที่มาจาก
การเปลี่ยนน้ําหนักตัวจากเทาหลังไปสูเทาหนา แรงตีลูกหลังมือเกือบทั้งหมดจึงมาจากแรงเหวี่ยง แรงตวัด และการ สะบัดของลําแขน กับขอมือ เทานั้น โดยเหตุที่การตีลูกหลังมือ แหลงที่มาของแรงตีลูกมีจํากัด แรงเหวี่ยง แรงตวัด ของลําแขนที่มาจากหัวไหล กับแรงที่เกิดจากการสะบัดขอมือ จึงจําเปนตองประสานงานสอดคลองกันอยาง กลมกลืนเปนจังหวะเดียว โดยทฤษฎีแลว ลูกหลังมือนาจะเปนลูกรับสําหรับแกไขสถานการณมากกวาเปนลูกบุก แตถาฝกตี ลูกใหแรง และมีความคลองแคลวชํานาญ จะกลายเปนการตีลูกที่ผูเลนสามารถสรางเขี้ยวเล็บใหแกการตีลูกหลังมือ ของตนกลายเปนการเลนเชิงรุก(Offensive Play)ได จังหวะของการดีด สะบัดขอที่กระทําไดในเสี้ยววินาทีกับแรง เหวี่ยงของแร็กเก็ตอยางรวดเร็ว ทําใหผูเลนสามารถพลิกโฉมจากเกมรับเปนเกมรุกไดในบัดดล เพียงแตบิดหนา แร็กเก็ต เปลี่ยนจุดเปาหมายการตี ลูกก็จะวิ่งไปอีกทางหนึ่ง ทําใหผูเลนสามารถสรางสัดสวนของการเลนลูกหลอก (Deceptive Play)ไดอยางแพรวพราวดวยลูกหลังมือ ไมวาจะเปนลูกโยนหลังมือกระแทกไปมุมหนึ่งมุมใดของสอง มุมหลัง หรือแตะหยอดดวยหลังมือ บังคับใหลูกวิ่งเขาสูมุมซายขวาดวยความเร็ว หรือบางทีอาจจะใชขอตวัดตบ ดวยหลังมือขนานเสน หรือทะแยงมุมก็สามารถจะทําได ลูกงัดโยน ลูกงัด คือการตีลูกโดยชอนตวัดตีลูกจากลาง สะบัดขึ้นดานบน หรือ Underhand เปนการชอนตีลูก จากต่ําไปสูสูง เปนลูกที่ไมตองใชแรงเหวี่ยงตีมาก เทาไหร ใชขอกระตุกหรือสะบัดลูกก็จะปลิวออกจาก แร็กเก็ตอยางงายดาย สวนมากจะเปนลูกที่เขาประชิด ดานหนาของสนาม เชน การเขารับลูกแตกหยอดหรือ ลูกหยอดที่ฝายตรงขามสงขามมา หรือการรับลูกตบ เปนตน ลูกงัดใชตีไดทั้งหนามือและหลังมือ เปนลูกที่ไดแรงตีมาจากการตวัด กระตุกหรือสะบัดของ ขอมือมากกวาแรงตีจากแหลงอื่น การตีลูกงัดผูเลนตองยืดแขนและตีลูกสุดชวงแขนลูกงัดบริเวณหนาตาขาย ถาเขา ประชิดลูกไดเร็ว มีโอกาสตีลูกในระดับสูง จะใชเปนลูกหลอกลอคูตอสูดวยการเลนลูกสองจังหวะ เหยียดแขนยื่น แร็กเก็ตออกไป จะทิ้งเปนลูกหยอดก็ได หรือจะกระแทกลูกไปดานหลังของสนามตรงขามก็ได จะเปนการเลนลูก หลอกสองจังหวะที่สําคัญอีกลูกหนึ่งในเกมเลนแบดมินตันที่ผูเลนทุกคนจะมองขามไมได
"ลักษณะของการเขาประชิดตีลูกงัดโฟรแฮนด และแบคแฮนด หนาแร็กเก็ตจะวางเหมือนกับ การหยอดลูก ที่สามารถใชเปนลูกหลอกสองจังหวะดวยการผลักลูกไปดานหลังสนามแบบงัด ดาดได" การงัดลูกแบงเปนสองวิถีใหญ ๆ คือ การงัดลูกใหพุงขามไปโดยไมโดงนัก ใชเปนการงัดลูกแบบ รุก อีกวิถีหนึ่งคือการงัดลูกโดง ดึงใหคูตอสูไปดานหลังสนาม เพื่อใหเวลาสําหรับการกลับทรงตัวสูจุดศูนยกลาง ไดมากขึ้นฝกหัดตีลูกโยนตามหลักวิธีที่แนะนํามาถึงขั้นตอนนี้ โปรดอยาลืมหลักขั้นพื้นฐานที่ไดอธิบายไวแลวใน บทกอน ๆ ทุกครั้งที่ตีลูก จะตองไมลืมหลักการตีลูกใหญ ๆ ดังนี้ คือ หนาแร็กเก็ตตองตั้งใหตรงขณะตีลูก ขณะที่แร็กเก็ตสัมผัสกระทบตีลูกนั้น แขนของผูเลนจะตองเหยียดอยูในแนวตรงเสมอ วิ่งเขาไปหาลูก อยารอใหลูกวิ่งเขามาหาเรา เขาประชิดตีลูกในระดับสูงที่สุดเทาที่เราสามารถจะทําได และ ตองรูจักดักลูก และเขาปะทะ (Intercept) ลูกใหเร็วขึ้นเสมอ วิธีตีลูกหลัก ในเกมแบดมินตัน - การตบลูกไดอธิบายวิธีการตี ลูกโยน ลูกงัด ซึ่งเปนลูกหลักในเกมแบดมินตันไวใน บทกอน คราวนี้จะไดกลาวถึงวิธีการตีลูกหลักอีกลูกหนึ่ง คือ ลูกตบ (Smash) ลูกตบ (Smash) ในเกมแบดมินตัน ลูกตบ เปนลูกเด็ดขาดที่ตีจากเบื้องสูง กดลูกลง สูงเปาหมายใหพุงลงสูพื้นในวิถีตรงที่รุนแรง และรวดเร็ว (ดูภาพ ) เปนลูก ที่พุงไปสูเปาหมายดวยความเร็วที่สูงกวาเกมเลนอื่น ๆ ที่ใชแร็กเก็ต เปน ลูกที่ใชบีบบังคับใหคูตอสูตองตกเปนฝายรับ มีเวลาจํากัดสําหรับการ เตรียมตัวตอบโต ลูกตบเปนลูกฆา เปนลูกทําแตมที่ไดผล ถารูจักใชอยาง ถูกตอง ลูกตบใชในโอกาสตาง ๆ คือ 1. เมื่อคูตอสูโยนลูกขามตาขายมาเพียงครึ่งสนาม หรือสงลูกขามมา ไมถึงหลัง 2. เมื่อตองการบีบใหคูตอสูเสียหลัก ผละออกจากจุดศูนยกลาง 3. เมื่อตองการใหคูตอสูกังวลใจ พะวงอยูกับการตั้งรับ 4. เพื่อผลของการหลอกลอ เมื่อคูตอสูเกิดความกังวลใจ ทําใหประสิทธิผลของการใชลูกหลัก อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น 5. เมื่อตองการเผด็จศึก ยุติการตอบโต หรือใชเมื่อคูตอสูเผลอตัว หรือเสียหลักการทรงตัว บุกทํา คะแนนดวยลูกเด็ดขาด ลักษณะของการตบลูก และ การเหวี่ยงตามของแขน (ฟอลโลวทรู)
วิถีที่ดีของลูกตบ ลูกตบที่สมบูรณแบบ ตองพุงจากแร็กเก็ตมีวิถีขามตาขายไปเปน เสนตรง พุงเฉียดผานตาขายโดยไมเปดโอกาสใหคูตอสูดักลูกสวนโตกลับมาได ตอง พุงปกหัวไปยังแดนตรงขามดยความเร็วและรุนแรง โดยใชแหลงที่มาของการตีลูก ทั้งหมดโถมใชเสริมพลังในการตบลูก ความหนักหนวงของลูกตบ ไมไดเกิดจากแรง ตีที่ใชอยางหักโหมความหนักหนวงของลูกตบ ไมไดเกิดจากแรงตีที่ใชอยางหักโหม แตความเร็วกับความรุนแรงของลูกตบที่หนักหนวงมาจากจังหวะการประสานงาน อยางกลมกลืนของจังหวะฟุตเวิรค การเวี่ยงตีของแขน การตวัดของขอมือเสริมดวย แรงปะทะที่เกิดจากการเปลี่ยนน้ําหนักตัวจากเทาหลังไปสูเทาหนา(Transference of body weight) ลูกตบเปนลูกที่กินแรง แตแรงที่ใชไปนั้น คุมแกการเสียแรง ถาลูกที่ตบ ไปนั้นสามารถยุติการตอบโตและทําคะแนนได แตจะสูญเสียแรงเพิ่มเปนทวีคูณถา ฝายตรงขามสามารถรับลูกตบกลับมายังมุมไกลหางตัวผูตบ ทําใหผูตบนอกจาก สูญเสียแรงในการตบลูกแลว ยังตองสูญเสียพลังงานในการวิ่งไลลูกอีกดวย เมื่อเปน เชนนี้ ผูเลนควรฝกการกลับทรงตัวหลังตบลูกใหเร็ว รูจักปรับฟุตเวิรคของตัวเองใหเบาที่สุด เพื่อประหยัดพลังงาน ในการตบลูกทุกครั้ง วิถีของลูกตบ วิถีของลูกตบ การตบลูกไมควรตบขามไปในวิถีเดียว ควรบังคับใหลูกตบขามไปในลักษณะตางกัน สั้นบาง ยาว บางสลับกันไป การตบลูกใหขามไปในลักษณะชวงสั้น จะทําไดก็ตอเมื่ออีกฝายหนึ่งโยนขามมาครึ่งสนาม หรือ บางครั้งผูเลนที่มีรูปรางสูงยาว อาจจะใชการกระโดดตัวลอยจากพื้น เพื่อสรางมุมตบลูกไดในระดับสูง เพื่อปกหัวลูก ใหลึกไปยังแดนตรงขามไดมากตามระดับที่ตัวเองสามารถกระโดดลอยตัวขึ้นตบลูกได (ดูภาพที่ ) ซึ่งบางครั้งผูตบยัง สามารถใชลูกทอปสะปน หรือครึ่งตบครึ่งตัด สรางลูกตบขามไปในวิถีประหลาด ๆ ยากแกการเดาของคูตอสูได การกระโดดถีบตัวขึ้นตบลูก นอกจากทําใหผูตบตีลูกในระดับสูงได และทําใหมีมุมลึกในการตบ ลูกแลว บางครั้งยังใชเปนการหลอกลอ (Deception) คูตอสูได แทนที่จะตบลูกดวยความรุนแรงเพียงอยางเดียว อาจจะแตะหยอดสลับก็ได ทําใหเกิดความหลากลายในการตีลูก เกิด Varieties of Strokes ลักษณะของการตบลูก และ การเหวี่ยงตามของแขน (ฟอลโลวทรู)
วิถีหลากหลายของลูกตบ ลูกตบครอมศีรษะ (Overhead Smash) ลูกตบครอมศีรษะ หรือที่เรียกกันทั่วไปวา ลูกตบโอเวอรเฮ็ด บางทีก็เรียกกันวาลูกตบออมศีรษะ เปนลูกที่ใชเลนแทนลูกหลังมือ หรือแบ็คแฮนดกันบอยที่สุด ผูเลนที่ใชสไตลการเลนแบบรุก จะนิยมใชลูกโยน หรือลูกตบครอมศีรษะกันมาก เพราะจูโจมคูตอสูไดดีกวา มีประสิทธิผลมากกวา แทนการใชตีดวยลูกหลังมือที่ ตองหันขาง หรือหันหลังใหตาขายกับคูตอสู ลูกครอมศีรษะ เปนการตีลูกจากระดับสูง ผูเลนจึงมีโอกาสเลือกมุมกับเปาหมายการตีไดกวางลึก กวา เล็งกําหนดเปาหมายใหเปนลูกตบยาว หรือสั้นก็ได เปนการตีลูกที่ผูเลนหันหนาเขาหาสนามคูแขง การ เคลื่อนไหวหรือตําแหนงที่ยืนของคูแขงยอมอยูในสายตา การกําหนดวางเปาหมายยอมกระทําไดงายขึ้น เปาหมายการตบลูกครอมศีรษะที่ใชกันมาก และใชไดผลมากที่สุด ไดแกการตบขนานเสนขาง (Pararel Smash) และการตบทแยงสนาม (Cross Court Smash) (ดูภาพที่ หมายเลข 1 และ 2) เพราะเปนการตบลูกที่ทําใหคูตอสูเดา หรือคาดคะเนไดยาก ดูไมออกวาเปาหมายการตบนั้นจะพุงไปสูดานซายหรือดานขวาของสนาม เปนการตบตวัด ลูกที่มีความเร็วในการเปลี่ยนทิศทางของเปาหมาย ถาทําไดอยางแนบเนียน จะสรางความปนปวนระส่ําระสายแก ฝายตรงขามเปนอยางมาก การตบลูกขนานเสนขาง (หมายเลข 1) มีแนวโนมที่จะตบออกนอกเสนไดงาย เพราะการจับแร็ก เก็ตแบบตัว วี. หนาแร็กเก็ตจะหันออกดานซาย ลูกที่ตบขามไปมักจะเฉออกทางดานซายของสนาม การเล็ง เปาหมายตบลูกจึงตองเล็งเผื่อเขามาในสนามเล็กนอย ในทํานองเดียวกัน การตบลูกขนานเสนดานขวา (หมายเลข 4) ลูกที่ตบขามไปจะมีความแนนอนกวา เพราะวิถีของลูกจะมีแนวโนมเฉเอียงเขามาในสนาม การตบลูกทแยงสนาม ตองตวัดลูกขามไปดวยการพุงเร็ว และพึงระวังการดักลูก (Intercept) ของคูตอสู ณ จุด หมายเลข 3 การตบลูกทแยงสนามสามารถทําไดทั้งสองดาน ทั้งครอมศีรษะและดานโฟรแฮนด (ดูภาพที่ ) จะเปน ลูกตบที่สรางความลําบากใจแกฝายตรงขามเปนอยางมาก เพราะวิถีกับมุมของลูกตบที่ขามไปมีหลากหลาย ยากแก การเดาและคาดคะเนของอีกฝายหนึ่ง แตก็เปนลูกที่ขามตาขายอยางเฉียดฉิว งายแกการตีติดตาขายถาการตบมีการ กดลูกมากเกินไป เปาหมายของการตบลูก เปาหมายของลูกตบ แบงออกไดเปน 1. ตบลูกใหหางตัวผูรับ 2. ตบลูกพุงเขาหาตัวผูรับ ตบลูกหางตัวผูรับ – เปนการตบลูกแบบเบสิคพื้นฐาน บีบบังคับใหคูตอสูผละออกจากศูนยกลาง
สนาม ละจากจุดศูนยกลางเพื่อไปรับลูก ณ อีกจุดหนึ่ง ระหวางที่ตองเคลื่อนยายผละจากที่มั่นเดิม คูแขงอาจจะ กระทําการผิดพลาดในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง ยังผลใหตีหรือรับลูกกลับมาผิดพลาด สั้นไปหรือยาวเกินไป ทําให เปดโอกาสใหเราซ้ําเติมในลักษณะการรุกโจมตีซ้ําดาบสองได ในทํานองเดียวกัน การฉีกแยกคูแขงออกจากจุดศูนยกลาง ยอมทําใหอีกดานหนึ่งของสนามเกิด ชองวางมากขึ้น ทําใหเราสามารถตีโยกบีบใหอีกฝายหนึ่งเกิดการเพลี่ยงพล้ําขึ้นโดยงาย หรือบางครั้งอาจจะบีบให ตีลูกเสียเอง หรือเกิด Unforced Error อยางคาดไมถึงก็ได ตบลูกพุงเขาหาตัวผูรับ – เปนการตบลูกสวนทางกับหลักการเลือกเปาหมายการตีลูกในเกม แบดมินตัน แตอาศัยที่ลูกตบเปนลูกที่พุงเร็วและแรง การตบลูกพุงเขาหาตัวคูตอสูอาจจะทําใหเกิดความเพลี่ยงพล้ํา อยางงายๆ ก็ได เพราะความเร็วกับความแรงของลูกทําใหอีกฝายหนึ่งไมมีเวลาสําหรับเตรียมการตอบโต ยิ่งผูเลนที่ ออนฟุตเวิรคจัดจังหวะเทาไมถูก จัดจังหวะเทาไมคลองตัว ก็อาจจะเอี้ยวตัวหลบไมทัน เพื่อเปดมุมสะวิงสําหรับ เหวี่ยงตีลูกไดถนัด หรือบางครั้งคาดไมถึง คิดวาผูตบมีแนวโนมที่จะกําหนดเปาหมายการตบลูกไปอยาง สวนวางของสนามมากกวาที่จะตบลูกพุงเขามาหาตัว ก็ได การตีลูกหลักในเกมแบดมินตัน - ลูกดาด ลูกดาด (Drive) คือ ลูกดาดที่พุงเฉียดขามตาขาย มีวิถีพุงขามขนานไปกับพื้นสนาม ผูเลนตีลูกดาด สูงในระดับอก ตีไดทั้งหนามือโฟรแฮนด และหลังมือแบ็คแฮนดทั้งจากดานซายและขวาของลําตัว (ดูภาพที่ 1) (ภาพที่ 1) วิถีของลูกดาด ลูกดาดที่ตีจากระดับต่ํา ลูกที่ขามไปจะเปนลอยสูงไมขนานกับพื้นสนาม มีแนวโนมที่จะขามตา ขายไปใน ลักษณะของลูกงัดโดง ลูกดาดใชสําหรับสรางสถานการณเปนฝายรุกโจมตี ไมเปดโอกาสใหอีกฝายหนึ่งตอบโตกลับมา ดวยลูกตบ เปนลูกที่พุงขามตาขายดวยความเร็วในวิถีตรง โดยที่ผูเลนสามารถวางเปาหมายใหลูกพุงไปสูทุกจุดของ สนามตรงขาม อาจจะเปนลูกดาดสุดสนาม (ดูภาพที่ หมายเลข 1) ดาดครึ่งสนาม (หมายเลข 3) หรือตีเบา ๆ ให กลายเปนลูกแตะหยอด (หมายที่ 2) (ภาพที่ 2) ลูกดาดวิถีตาง ๆ ลูกดาดใชกันมากในประเภทคู เพราะลูกดาดรักษาความเปนฝายรุก หลีกเลี่ยงการสงลูกโดงเปด
โอกาสใหคูแขงใชลูกตบได อีกทั้งยังบีบบังคับใหคูแขงมีเวลาสําหรับการตีโตกลับมาดวยชวงเวลาสั้น ยิ่งถาคูแขง เสียหลักถลําไปอีกซีกหนึ่งของสนาม ลูกดาดที่พุงไปอีกดานหนึ่งของสนาม จะทําใหอีกฝายหนึ่งไมสามารถจะ กลับตัวมาตีลูกได ในการเลนประเภทคู ลูกดาดแทงครึ่งสนามยังใชสําหรับหลบผานผูเลนที่อยูดานหนาของอีกฝาย หนึ่ง ในขณะเดียวกันวิถีดาดของลูกที่ขามไป ผูเลนมือหลังก็ไมอาจจะตอบโตกลับมาดวยลูกตบได ถาใชลูกดาดพุง ไปยังมุมที่สามของฝายตรงขาม ในหลาย ๆ ครั้งจะพลิกสถานการณจากการเปนฝายรับใหกลายเปนฝายรุกไดทันที ลูกดาด เปนแรงตีที่มาจากแรงเหวี่ยงของแขน ผสมผสานกับแรงตวัดของขอมือ อาจจะมีแรงโถม ของน้ําหนักตัว หรือไมมีเลยก็ได การกําหนดแรงตี จะทําใหลูกดาดขามไปยังเปาหมายที่แตกตางกัน ถาเปนลูกดาดสุดสนาม แรง เหวี่ยงตีกับการตวัดของขอมือก็ตองออกแรงเต็มที่ ถาเปนลูกดาดครึ่งสนามก็ตองลดความแรงลงบางสวน แตก็ยัง ตองใชการดีดตวัดของขอมือชวยสงลูก เพื่อใหลูกดาดที่ขามตาขายไปนั้น มีวิถีวิ่งที่ฉวัดเฉวียนรวดเร็ว คูตอสูไม อาจจะมาดักตะปบลูกไดหรือบางครั้งจะใชเปนลูกหลอก แทนที่จะเปนลูกดาดพุงเร็ว อาจจะตีเปนลูกแตะหยอดทิ้ง ไวหนาตาขายของอีกฝายหนึ่งก็ได แตตองเปนวิถีการตีลูกที่เร็ว ไมออยอิ่งจนอีกฝายหนึ่งพุงเขามาแยปได ลูกดาดที่สมบูรณ ตองขามตาขายไปในวิถีตรง ลูกพุงขามไปดวยความเร็ว ในขณะเดียวกันตอง ขามไปในวิถีวิ่งเลียดตาขาย ลูกดาดที่พุงสูเปาหมายหางตัวคูตอสูมากเทาใด จะเปนการวางลูกที่สรางความปลอดภัย ใหแกผูตี และบีบใหอีกฝายหนึ่งตกอยูในสภาพเสียเปรียบเปนฝายรับ ในหลาย ๆ กรณีตองตอบโตกลับมาเปนลูก งัด หรือลูกโยนโดง เปดโอกาสใหเราเปนฝายทํา เปนฝายรุกโจมตีได ลูกดาดที่ตีงาย และถนัด ไดแกลูกที่พุงมาสองดานของลําตัว เพราะมีมุมสําหรับเหวี่ยงตีลูก แตใน บางกรณี ลูกที่พุงตรงเขามาหาลําตัว ผูเลนจําเปนที่จะตองใชจังหวะเทาฟุตเวิรคดันตัวเองใหพนวิถีลูก เพื่อเปดมุม สําหรับเหวี่ยงตีลูกได ควรกําหนดระยะการประชิดใหพอที่จะตีลูกไดอยางสบาย ปลอยลําแขนเหวี่ยงตีลูกและตวัด ขอมือไดอยางเสรี ควรตีลูกในระดับสูง และเปนฝายวิ่งเขาไปหาลูกเสมอ ลูกดาด - ดวยการนั่งยอตี การตีลูกดาดดวยการนั่งยอตี กลาวไดวาเปนวิธีการตีแบดมินตันที่ คนไทยริเริ่มขึ้น มาจากการเลนประเภทสาม หรือเกมเลนที่มีผูเลนฝายละ สามคนการนั่งยอตัวตีสวนลูกใชไดผลดีในประเภทคู ถึงกระนั้นก็ไมควรใช บอย เพราะการนั่งยอตัวตีลูก ทําใหการกลับลําทรงตัวชา บางครั้งอาจจะทํา ใหพลาดพลั้งหรือเสียการทรงตัว แตการนั่งยอตีสวนลูกดาดในจังหวะที่ เหมาะสม กลายเปนวิธีการเลนที่สงลูกขามตาขายไปในวิถีที่ฝายตรงขามคาด ไมถึง อาจใชในกรณีที่จวนตัว หรือลูกที่พุงตรงเขาหาลําตัว เปนการแกไข พลิกสถานการณจากฝายรับใหเปนฝายรุกได การฝกตีลูกดาด ใหผูเลนสองคนอยูคนละฝายของสนาม ตีลูกดาดดวยการ ยืนอยูประมาณครึ่งสนาม ตีซายขวาขามไปมาชา ๆ พยายามบังคับใหลูกวิ่งเลียดขามโดยไมติดตาขาย ในระยะแรก ๆ ใหเผื่อขามเลยตาขายไวกอน เมื่อเกิดความชํานาญ เกิดทักษะ จึงคอยทวีความแรง กับความเร็วมากขึ้น
คํานิยาม ผูเลน บุคคลใดก็ตามที่เลนแบดมินตัน แมทช การแขงขันแบดมินตันระหวางฝายตรงขามฝายละ 1 หรือ 2 คน เดี่ยว การแขงขันที่มีผูเลนฝายละ 1 คน คู การแขงขันที่มีผูเลนฝายละ 2 คน ฝายสงลูก ฝายที่มีสิทธิ์สงลูก ฝายรับลูก ฝายตรงขามกับฝายสงลูก การตีโต เปนลําดับของการตีหนึ่งครั้งหรือมากกวาหนึ่งครั้งจนกวาจะมีการยุติการตี 1. สนามและอุปกรณสนาม 1.1 สนามจะเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผาประกอบดวยเสนกวางขนาด 40 มม. ตามภาพผัง ก. 1.2 เสนทุกเสนตองเดนชัด และควรทาดวยสีขาวหรือสีเหลือง 1.3 เสนทุกเสนเปนสวนประกอบของพื้นที่ซึ่งกําหนดไว 1.4 เสาตาขายจะตองสูง 1.55 เมตรจากพื้นสนาม และตั้งตรงเมื่อขึงตาขายใหตึงตามที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 1.10 โดยที่ จะตองไมมีสวนหนึ่งสวนใดของเสายื่นเขามาในสนาม (เฉพาะรายการที่รับรองโดย IBF จะตองใชระเบียบนี้ จนกระทั่ง 1 สิงหาคม 2547 ทุกรายการที่แขงขันจะตองยึดตามระเบียบนี้) 1.5 เสาตาขายจะตองตั้งอยูบนเสนเขตขางของประเภทคูตามที่ไดแสดงไวในภาพผัง ก. โดยไมตองคํานึงวาจะเปนประเภทเดี่ยว หรือเลนคู 1.6 ตาขายจะตองถักดวยเสนดายสีเขม และมีขนาดตากวางไมนอยกวา 15 มม. และไมเกิน 20 มม. 1.7 ตาขายตองมีความกวาง 760 มม. และความยาวอยางนอย 6.1 เมตร 1.8 ขอบบนของตาขายตองมีแถบผาสีขาวพับสอง ขนาดกวาง 75 มม. ทับบนเชือกหรือลวดที่รอยตลอดแถบผาขาว 1.9 เชือกหรือลวดตองมีขนาดพอที่จะขึงใหตึงเต็มที่กับหัวเสา
1.10 สุดขอบบนตาขายตองสูงจากพื้นที่ตรงกึ่งกลางสนาม 1.524 เมตร และ 1.55 เมตร เหนือเสนเขตขางของประเภทคู 1.11 ตองไมมีชองวางระหวางสุดปลายตาขายกับเสา ถาจําเปน ตองผูกรอยปลายตาขายทั้งหมดกับเสา 2. ลูกขนไก 2.1 ลูกขนไกอาจทําจากวัสดุธรรมชาติ และ/หรือ วัสดุสังเคราะหไมวาลูกนั้นจะทําจากวัสดุชนิดใดก็ตาม ลักษณะวิถี วิ่งทั่วไป จะตองเหมือนกับลูกซึ่งทําจากขนธรรมชาติ ฐานเปนหัวไมกอก หุมดวยหนังบาง 2.2 ลูกขนไกตองมีขน 16 อัน ปกอยูบนฐาน 2.3 วัดจากปลายขนถึงปลายสุดของฐาน โดยความยาวของขนในแตละลูกจะเทากันหมด ระหวาง 62 มม. ถึง 70 มม. 2.4 ปลายขนแผเปนรูปวงกลม มีเสนผาศูนยกลางระหวาง 58 มม. ถึง 68 มม. 2.5 ขนตองมัดใหแนนดวยเสนดายหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม
2.6 ฐานของลูกตองมีเสนผาศูนยกลาง 25 มม. ถึง 28 มม. และสวนลางมนกลม 2.7 ลูกขนไกจะมีน้ําหนักตั้งแต 4.74 ถึง 5.50 กรัม 2.8 ลูกขนไกที่ไมใชขนธรรมชาติ 2.8.1 ใชวัสดุสังเคราะหแทนขนธรรมชาติ 2.8.2 ฐานลูก ดังที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 2.6 2.8.3 ขนาดและน้ําหนักของลูกตองเปนไปตามที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 2.3, 2.4 และ 2.7 อยางไรก็ ตาม ความแตกตางของความถวงจําเพาะ และคุณสมบัติของวัสดุสังเคราะหโดยการเปรียบเทียบกับ ขนธรรมชาติยอมใหมีความแตกตางไดถึง 10% 2.9 เนื่องจากมิไดกําหนดความแตกตางในเรื่องลักษณะทั่วไป ความเร็วและวิถีวิ่งของลูกอาจมีการเปลี่ยนแปลง คุณลักษณะดังกลาวขางตนไดโดยการอนุมัติ จาก องคกรแหงชาติที่เกี่ยวของในที่ซึ่งสภาพความกดอากาศสูงหรือ สภาพดินฟาอากาศ เปนเหตุใหลูกขนไกตามมาตรฐานที่กําหนดไวไมเหมาะสม 3. การทดสอบความเร็วของลูก 3.1 การทดสอบ ใหยืนหลังเสนเขตหลังแลวตีลูกใตมืออยางสุดแรง โดยจุดสัมผัสลูกอยูเหนือเสนเขตหลัง ลูกจะ พุงเปนมุมสูง และอยูในแนวขนานกับเสนเขตขาง 3.2 ลูกที่มีความเร็วถูกตอง จะตกหางจากเสนเขตหลังของอีกดานหนึ่งไมนอยกวา 530 มม. และไมมากกวา 990 มม. (ภาพผัง ข.) 4. แรกเกต 4.1 เฟรมของแร็กเกตยาวทั้งหมดไมเกิน 680 มม. และกวางทั้งหมดไมเกิน 230 มม. สวนตาง ๆ ที่สําคัญไดอธิบาย ไวในกติกาขอ 4.1.1 ถึง 4.1.5 และไดแสดงไวในภาพผัง ค.
4.1.1 ดานจับ เปนสวนของแรกเกตที่ผูเลนใชจับ 4.1.2 พื้นที่ขึงเอ็น เปนสวนของแร็กเกตที่ผูเลนใชตีลูก 4.1.3 หัว บริเวณที่ใชขึงเอ็น 4.1.4 กาน ตอจากดามจับถึงหัว (ขึ้นอยูกับกติกาขอ 4.1.5) 4.1.5 คอ (ถามี) ตอกานกับขอบหัวตอนลาง 4.2 พื้นที่ขึงเอ็น 4.2.1 พื้นที่ขึงเอ็นตองแบนราบ ดวยการรอยเอ็นเสนขวางขัดกับเสนยืนแบบการขึงเอ็นทั่วไป โดยพื้นที่ ตอนกลาง ไมควรทึบนอยกวาตอนอื่น ๆ และ 4.2.2 4.2.2 พื้นที่ขึงเอ็นตองยาวทั้งหมดไมเกิน 280 มม. และกวางทั้งหมดไมเกิน 220 มม. อยางไรก็ ตามอาจขึงไปถึงคอเฟรม หากความกวางที่เพิ่มของพื้นที่ขึงเอ็นนั้นไมเกิน 35 มม. และความยาว ทั้งหมดของพื้นที่ขึงเอ็นตองไมเกิน 330 มม. 4.3 แรกเกต 4.3.1 ตองปราศจากวัตถุอื่นติดอยู หรือยื่นออกมา ยกเวนจากสวนที่ทําเพื่อจํากัดและปองกันการสึกหรอ ชํารุดเสียหาย การสั่นสะเทือน การกระจายน้ําหนัก หรือการพันดามจับใหกระชับมือผูเลน และมี ความเหมาะสมทั้งขนาดและการติดตั้งสําหรับวัตถุประสงคดังกลาว และ 4.3.2 ตองปราศจากสิ่งประดิษฐอื่น ๆ ที่ชวยใหผูเลนเปลี่ยนรูปทรงของแร็กเกต
5. การยอมรับอุปกรณ สหพันธแบดมินตันนานาชาติจะกําหนดกฎเกณฑเกี่ยวกับปญหาของแร็กเกต ลูกขนไก หรืออุปกรณตนแบบ ซึ่งใช ในการเลนแบดมินตันใหเปนไปตามขอกําหนดตาง ๆ กฏเกณฑดังกลาวอาจเปนการริเริ่มของสหพันธเองหรือจาก การยื่นความจํานงของคณะบุคคล ที่มีผลประโยชนเกี่ยวของอยางแทจริงกับผูเลน ผูผลิต หรือองคกรแหงชาติหรือ สมาชิกขององคกรนั้น ๆ 6. การเสี่ยง 6.1 กอนเริ่มเลน จะตองทําการเสียง ฝายที่ชนะการเสียง มีสิทธิ์เลือกตามกติกาขอ 6.1.1 หรือ 6.1.2 6.1.1 สงลูกหรือรับลูกกอน 6.1.2 เริ่มเลนจากสนามขางใดขางหนึ่ง 6.2 ฝายที่แพการเสี่ยง มีสิทธิ์ที่เหลือจากการเลือก 7. ระบบการนับคะแนน 7.1 แมทชหนึ่งตองชนะใหไดมากที่สุดใน 3 เกม เวนแตจะไดกําหนดเปนอยางอื่น 7.2 ในประเภทชายคูและประเภทชายเดี่ยว ฝายที่ได 15 คะแนนกอนเปนฝายชนะในเกมนั้น ยกเวนตามที่ไดกําหนดไวใน กติกาขอ 7.5 7.3 ในประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู คูผสม ฝายที่ได 11 คะแนนกอนเปนฝายชนะในเกมนั้น ยกเวนตามที่ไดกําหนดไวใน กติกาขอ 7.5 7.4 ฝายสงลูกเทานั้น เปนฝายไดคะแนน (ดูกติกาขอ 10.3 หรือ 11.5) 7.5 ถาได 14 คะแนนเทากัน (10 คะแนนเทากันในประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู คูผสม) ฝายที่ได 14 (10) คะแนนกอน มี สิทธิ์เลือกในกติกาขอ 7.5.1 หรือ 7.5.2:- 7.5.1 ตอเกมนั้นถึง 15 (11) คะแนน กลาวคือ “ไมเลนตอ” ในเกมนั้น หรือ 7.5.2 7.5.2 “เลนตอ” เกมนั้นถึง 17 (13) คะแนน 7.6 ฝายชนะ เปนฝายสงลูกกอนในเกมตอไป 8. การเปลี่ยนขาง 8.1 ผูเลนจะเปลี่ยนขาง:- 8.1.1 หลังจากจบเกมที่ 1 8.1.2 กอนเริ่มเลนเกมที่ 3 (ถามี) และ 8.1.3 ในเกมที่ 3 หรือในการแขงขันเกมเดียว เมื่อคะแนนนําถึง - 6 คะแนน สําหรับเกม 11 คะแนน - 8 คะแนน สําหรับเกม 15 คะแนน
8.2 ถาผูเลนลืมเปลี่ยนขางตามที่ไดระบุไวในกติกาขอ 8.1 ผูเลนตองเปลี่ยนขางทันทีที่รูตัวและลูกไมอยูในการเลน และ ใหนับนับคะแนนตอจากคะแนนที่ไดในขณะนั้น 9.การสงลูก 9.1 ในการสงลูกที่ถูกตอง 9.1.1 ทั้งสองฝายตองไมประวิงเวลาใหเกิดความลาชาในการสงลูกทันทีที่ผูสงลูก และผูรับลูกอยูในทาพรอม แลว 9.12 ผูสงลูกและผูรับลูก ตองยืนในสนามสงลูกทะแยงมุมตรงขามโดยเทาไมเหยียบเสนเขตของสนามสงลูก 9.13 บางสวนของเทาทั้งสองของผูสงลูกและผูรับลูก ตองแตะพื้นสนามในทานิ่งตั้งแตเริ่มสงลูก (กติกาขอ 9.4) จนกระทั่งสงลูกแลว (กติกาขอ 9.5) 9.14 จุดสัมผัสแรกของแร็กเกตผูสงตองตีที่ฐานของลูก 9.15 ทุกสวนของลูกจะตองอยูต่ํากวาเอวของผูสง ขณะที่แร็กเกตสัมผัสลูก 9.16 กานแร็กเกตของผูสงลูกในขณะตีลูก ตองชี้ลงต่ําจนเห็นไดชัดวา สวนหัวทั้งหมดของแร็กเกตอยูต่ํากวาทุก สวนของมือที่จับแร็กเกตของผูสงลูก ตามภาพผัง ง. 9.17 การเคลื่อนแร็กเกตของผูสงลูกไปขางหนา ตองตอเนื่องจากการเริ่มสงลูก (กติกาขอ 9.4) จนกระทั่งไดสง ลูกแลว และ 9.18 วิถีลูกจะพุงขึ้นจากแร็กเกตของผูสงลูกขามตาขาย และถาปราศจากการสะกัดกั้น ลูกจะตกลงบนพื้นสนาม สงลูกของผูรับลูก (กลาวคือ บนหรือภายในเสนเขต) 9.2 ถาการสงลูกไมถูกตอง ตามกติกาของขอ 9.1.1 ถึง 9.1.8 ถือวาฝายทําผิด “เสีย” (กติกาขอ 13) 9.3 ถือวา “เสีย” ถาผูสงลูกพยายามจะสงลูก โดยตีไมถูกลูก 9.4 เมื่อผูเลนอยูในทาพรอมแลว การเคลื่อนแร็กเกตไปขางหนาของผูสงลูกถือวา เริ่มสงลูก 9.5 ถือวาไดสงลูกแลว (กติกาขอ 9.4) ถาแร็กเกตของผูสงสัมผัสลูกหรือพยายามจะสงลูกแตตีไมถูกลูก 9.6 ผูสงลูกจะสงลูกไมไดถาผูรับลูกยังไมพรอม แตถือวาผูรับลูกพรอมแลวถาพยายามตีลูกที่สงมากลับไป 9.7 ในประเภทคู คูขาจะยืน ณ ที่ใดก็ไดโดยไมบังผูสงลูกและผูรับลูก
10. ประเภทเดี่ยว 10.1 สนามสงลูกและรับลูก 10.1.1 ผูเลนจะสงลูกและรับลูกในสนามสงลูกดานขวา เมื่อผูสงลูกทําคะแนนไมได หรือคะแนนที่ไดเปน เลขคูในเกมนั้น 10.1.2 ผูเลนจะสงลูกและรับลูกในสนามสงลูกดานซาย เมื่อผูสงลูกไดคะแนนเปนเลขคี่ในเกมนั้น 10.2 ผูสงลูกและรับลูกจะตีโตลูกจนกวาจะเกิด “เสีย” หรือลูกไมอยูในการเลน 10.3 คะแนนและการสงลูก 10.3.1 ถาผูรับทํา “เสีย” หรือลูกไมอยูในการเลนเพราะตกลงบนพื้นสนามของผูรับ ผูสงลูกไดคะแนน ผูสง จะไดสงลูกตอไปในสนามสงอีกดานหนึ่ง 10.3.2 ถาผูสงทํา “เสีย” หรือลูกไมอยูในการเลนเพราะตกลงบนพื้นสนามของผูสง ผูสงหมดสิทธิ์การสง ลูก และผูรับก็จะไดเปนผูสงลูก โดยผูเลนทั้งสองฝายไมไดคะแนน 11.ประเภทคู 11.1 เมื่อเริ่มเลนแตละครั้ง ฝายที่ไดสิทธิ์สง ตองเริ่มสงจากสนามสงลูกดานขวา 11.2 ผูรับลูกเทานั้นเปนผูตีลูกกลับไป ถาลูกถูกตัว หรือคูขาของผูรับตีลูก ถือวา “เสีย” ผูสงลูกได 1 คะแนน 11.3 ลําดับการเลนและตําแหนงยืนในสนาม 11.3.1 หลังจากไดรับลูกที่สงมาแลว ผูเลนของฝายสงคนหนึ่งคนใดตีลูกกลับไป และผูเลนคนหนึ่งคนใด ของฝายรับโตลูกกลับมา เปนอยางนี้เรื่อยไปจนกวา ลูกไมอยูในการเลน 11.3.2 หลังจากไดรับลูกที่สงมาแลว ผูเลนคนหนึ่งคนใดจะตีโตลูกจากที่ใดก็ไดภายในสนามของตนโดยมี
ตาขายกั้น 11.4 สนามสงลูกและรับลูก 11.4.1 ผูเลนมีสิทธิ์สงตอนเริ่มตนของแตละเกม จะสงหรือรับลูกในสนามสงดานขวา เมื่อผูเลนฝายนั้น ไมไดคะแนน หรือคะแนนในเกมนั้นเปนเลขคูและในสนามสงลูกดานซายเมื่อคะแนนในเกมนั้น เปนเลขคี่ 11.4.2 ผูเลนที่เปนผูรับตอนเริ่มตนของแตละเกม จะรับหรือสงลูกในสนามสงลูกดานขวา เมื่อผูเลนฝายนั้น ไมไดคะแนน หรือคะแนนในเกมนั้นเปนเลขคู และในสนามสงลูกดานซาย เมื่อคะแนนในเกมนั้น เปนเลขคี่ 11.4.3 ใหคูขาของผูเลนปฏิบัติในทางกลับกัน 11.5 คะแนนและการสงลูก 11.5.1 ถาฝายรับทํา “เสีย” หรือลูกไมอยูในการเลน เพราะลูกตกลงบนพื้นสนามของฝายรับ ฝายสงได 1 คะแนน และผูสงยังคงไดสงลูกตออีก 11.5.2 ถาฝายสงทํา “เสีย” หรือลูกไมอยูในการเลน เพราะลูกตกลงบนพื้นสนามของฝายสง ผูสงหมดสิทธิ์ สงลูก โดยผูเลนทั้งสองฝายไมไดคะแนน 11.6 การสงลูกทุกครั้ง ตองสงจากสนามสงลูก สลับกันไป ยกเวนตามที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 12 และ ขอ 14 11.7 ในการเริ่มตนเกมใดก็ตาม ผูมีสิทธิ์สงลูกคนแรก สงลูกจากสนามดานขวาไปยังผูรับลูกคนแรกและจากนั้นไปยัง คูขาของผูรับตามลําดับไป จนกระทั่งเสียสิทธิ์และเปลี่ยนสงไปใหฝายตรงขามที่จะตองเริ่มสงจากสนามดานขวา (กติกาขอ 11.4) จากนั้นจะใหคูขาสง จะเปนเชนนี้ตลอดไป 11.8 หามผูเลนสงลูกกอนถึงเวลาที่ตนเปนผูสง หรือรับลูกกอนถึงเวลาที่ตนเปนผูรับ หรือรับลูกติดตอกันสองครั้งใน เกมเดียวกัน ยกเวนตามที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 12 และ 14 11.9 ผูเลนคนหนึ่งคนใดของฝายชนะ จะเปนผูสงลูกกอนในเกมตอไปก็ไดและผูเลนคนหนึ่งคนใดของฝายแพจะเปน ผูรับลูกกอนก็ได 12. ความผิดในสนามสงลูก 12.1 ความผิดในสนามสงลูกเกิดขึ้นเมื่อผูเลน 12.1.1 สงลูกกอนถึงเวลาที่ตนเปนผูสง 12.1.2 สงลูกจากสนามสงลูกที่ผิด หรือ 12.1.3 ยืนผิดสนามและไดเตรียมพรอมที่จะรับลูกที่สงมา 12.2 ถาพบความผิดในสนามสงลูกกอนสงลูกครั้งตอไป 12.2.1 หากฝายหนึ่งทําผิดและชนะในการตีโต ให “เอาใหม” 12.2.2 หากฝายหนึ่งทําผิดและแพในการตีโตไมมีการแกไขความผิด 12.2.3 หากทั้งสองฝายทําความผิดดวยกัน ให “เอาใหม” 12.3 ถามีการ “เอาใหม” เพราะความผิดในสนามสงลูก ใหเลนใหมพรอมกับแกไข 12.4 ถาพบความผิดในสนามสงลูกหลังจากไดสงลูกครั้งตอไปแลว จะไมมีการแกไขความผิดนั้น ใหเลนตอไปโดยไม มีการเปลี่ยนสนามสงลูกใหมของผูเลน (หรือใหเปลี่ยนลําดับใหมของการสงลูกในกรณีเดียวกัน)
13. การทําเสีย ถือวา "เสีย" 13.1 ถาการสงลูกไมถูกตอง (กติกาขอ 9.1) หรือตามกติกาขอ 9.3 หรือ 11.2 13.2 ถาในขณะเลน ลูกขนไก 13.2.1 ตกลงบนพื้นนอกเสนเขตสนาม (กลาวคือ ไมอยูบนหรือภายในเสนเขตสนาม) 13.2.2 ลอดผานหรือลอดใตตาขาย 13.2.3 ไมขามตาขาย 13.2.4 ถูกเพดาน หรือ ฝาผนัง 13.2.5 ถูกตัวผูเลน หรือเครื่องแตงกายผูเลน 13.2.6 ถูกวัตถุหรือตัวบุคคลภายนอกที่อยูใกลเคียงลอมรอบสนาม (ในกรณีที่มีความจําเปนเกี่ยวกับ โครงสรางของตัวอาคารผูมีอํานาจเกี่ยวกับ แบดมินตันทองถิ่น อาจวางกฎเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกถูกสิ่งกีดขวางได ทั้งนี้ยอมแลวแตสิทธิความ เห็นชอบของภาคีสมาชิก) 13.3 ถาในระหวางการเลน ผูเลนตีลูกกอนที่ลูกขามตาขายมาในเขตสนามของตัวเอง (อยางไรก็ดีผูตีอาจใชแร็กเกต ตามลูกขามตาขายในระหวางตีลูก) 13.4 ถาลูกอยูในระหวางการเลน ผูเลน 13.4.1 ถูกตาขายหรืออุปกรณที่ขึง ดวยแร็กเกต ดวยตัว หรือดวยเครื่องแตงกาย 13.4.2 ล้ําบนตาขายเขาไปในเขตสนามของคูตอสู ดวยแร็กเกต ดวยตัว ยกเวนตามที่ไดรับอนุญาตไวใน กติกาขอ 13.3 13.4.3 ล้ําใตตาขายเขาไปในเขตสนามของคูตอสูดวยแร็กเกต หรือดวยตัว จนเปนการกีดขวางหรือทําลาย สมาธิคูตอสู 13.4.4 กีดขวางคูตอสู กลาวคือ กันไมใหคูตอสูตีลูกที่ขามตาขายมาอยางถูกตองตามกติกา 13.5 ถาในระหวางการเลน ผูเลนคนหนึ่งคนใดจงใจทําลายสมาธิคูตอสูดวยการกระทําตาง ๆ เชน รองตะโกนหรือ แสดงทาทาง 13.6 ถาระหวางการเลน ลูกขนไก 13.6.1 ติดอยูในแร็กเกต แลวถูกเหวี่ยงออกไปในระหวางตีลูก 13.6.2 ถูกตีสองครั้งติดตอกัน โดยผูเลนคนเดียวกัน 13.6.3 ถูกตีโดยผูเลนคนหนึ่ง และคูขาของผูเลนคนนั้นติดตอกัน หรือ 13.6.4 ถูกแร็กเกตของผูเลนคนหนึ่ง แลวลอยไปทางทายสนามดานหลังของผูเลนคนนั้น 13.7 ถาผูเลนทําผิดอยางโจงแจง ซ้ําแลวซ้ําอีก หรือผิดพลาดอยูตลอด ตามกติกาขอ 16 13.8 ถาหลังจากสงลูกแลวลูกไปติดและคางอยูบนตาขาย หรือลูกขามตาขายแลวติดคางอยูในตาขาย
14. การ "เอาใหม" 14.1 การ “เอาใหม” จะขานโดยกรรมการผูตัดสิน หรือ โดยผูเลน (ถาไมมีกรรมการผูตัดสิน) ขานใหหยุดเลน 14.1.1 ให "เอาใหม" ถาผูสงลูก สงลูกโดยที่ผูรับลูกยังไมพรอม (ดูกติกาขอ 9.6) 14.1.2 ให "เอาใหม"” ถาในระหวางการสงลูก ผูรับและผูสงลูกทํา “เสีย” พรอมกันทั้งสองฝายในเวลา เดียวกัน 14.1.3 ให "เอาใหม" ถาลูกไปติดและคางอยูบนตาขาย หรือลูกขามตาขายแลวติดคางอยูในตาขายยกเวนใน การสงลูก 14.1.4 ให "เอาใหม" ถาในระหวางการเลน ลูกขนไกแตกแยกออกเปนสวน ๆ และฐานแยกออกจากสวนที่ เหลือของลูกโดยสิ้นเชิง 14.1.5 ให "เอาใหม" ถากรรมการกํากับเสนมองไมเห็น และกรรมการผูตัดสินไมสามารถตัดสินใจได 14.1.6 การ “เอาใหม” สําหรับกรณีที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดในสนามสงลูก ตามที่ระบุในกติกาขอ 12.2.1 หรือ 12.2.3 หรือ 14.1.7 ให “เอาใหม” สําหรับกรณีที่เกิดขึ้นโดยไมคาดคิดมากอน หรือโดยเหตุบังเอิญ 14.2 เมื่อมีการ “เอาใหม” การเลนหลังจากการสงลูกครั้งสุดทายถือเปนโมฆะ และผูเลนที่สงลูกจะไดสง ลูกอีกครั้งหนึ่ง ยกเวนหากเปนไปตามกติกาขอ 12 15. ลูกไมอยูในการเลน ลูกไมอยูในการเลน เมื่อ 15.1 ลูกชนตาขายแลวติดอยูที่ตาขาย หรือคางอยูบนขอบตาขาย 15.2 ลูกชนตาขายหรือเสาตาขายแลวตกลงบนพื้นสนามในดานของผูตีลูก 15.3 ลูกถูกพื้นสนาม หรือ 15.4 เกิดการ “เสีย” หรือการ "เอาใหม" 16. การเลนตอเนื่อง, การทําผิด, การลงโทษ 16.1 การเลนตองตอเนื่องตั้งแตเริ่มสงลูกครั้งแรกจนสิ้นสุดการแขงขัน ยกเวนตามที่ไดอนุญาตไวในกติกาขอ 16.2 และ 16.3 16.2 พักระหวางการจบเกมที่ 1 และเริ่มเกมที่ 2 ไดไมเกิน 90 วินาที และไมเกิน 5 นาที ระหวางจบเกมที่ 2 และเริ่มเกมที่ 3 อนุญาตสําหรับทุกแมทชของการแขงขัน (ในการแขงขันที่มีการถายทอดโทรทัศนกรรมการผูชี้ขาดอาจตัดสินใจ กอนเริ่มการแขงขันวา การพักตามกติกาขอ 16.2 อยูในอาณัติและเวลากําหนด) 16.3 พักการเลน เมื่อมีความจําเปนจากสภาพแวดลอมที่มิไดอยูภายใตการควบคุมของผูเลน กรรมการผูตัดสินอาจสั่งใหพักการเลน ชั่วคราวตามที่พิจารณาเห็นวาจําเปน
ภายใตสภาพแวดลอมอื่น ๆ ที่ผิดปกติกรรมการผูชี้ขาดอาจแนะนําใหกรรมการผูตัดสินพักการเลน 16.3.1 เมื่อมีความจําเปนจากสภาพแวดลอมที่มิไดอยูภายใตการควบคุมของผูเลน กรรมการผูตัดสินอาจสั่ง ใหพักการเลนชั่วคราวตามที่พิจารณาเห็นวาจําเปน 16.3.2 ภายใตสภาพแวดลอมอื่น ๆ ที่ผิดปกติกรรมการผูชี้ขาดอาจแนะนําใหกรรมการผูตัดสินพักการเลน 16.3.3 ถามีการพักการเลน คะแนนที่ไดจะอยูคงเดิม และจะเริ่มใหมจากคะแนนนั้น 16.4 การถวงเวลาการเลน 16.4.1 ไมวากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น หามถวงเวลาการเลนเพื่อใหผูเลนฟนคืนกําลัง หรือหายเหนื่อย 16.4.2 กรรมการผูตัดสินจะวินิจฉัยความลาชาแตเพียงผูเดียว 16.5 คําแนะนําและการออกนอกสนาม 16.5.1 หามผูเลนรับคําแนะนําระหวางการแขงขัน ยกเวนการพักตามกติกาขอ 16.2 และ 16.3 16.5.2 หามผูเลนเดินออกนอกสนามระหวางการแขงขันโดยมิไดรับอนุญาตจากกรรม การผูตัดสิน ยกเวนระหวางพัก 5 นาที ตามที่ไดกําหนดไวในกติกาขอ 16.2 16.6 ผูเลนตองไม จงใจถวงเวลา หรือพักการเลน จงใจแปลงหรือทําลายลูกเพื่อเปลี่ยนความเร็วและวิถี แสดงกิริยากาวราว หรือ กระทําผิดนอกเหนือกติกา 16.7 กรรมการผูตัดสินจะตองดําเนินการกับความผิดตามกติกาขอ 16.4, 16.5 หรือ 16.6 โดย 16.7.1 เตือนผูกระทําผิด 16.7.2 ตัดสิทธิ์ผูกระทําผิดหลังจากไดเตือนกอนแลว 16.7.3 ในกรณีผิดอยางเห็นไดชัด หรือผิดอยูตลอด ใหตัดสิทธิ์ผูกระทําผิด แลวรายงานใหกรรมการผูชี้ขาด ทราบทันทีซึ่งกรรมการผูชี้ขาดมีอํานาจสั่งใหผูกระทําผิดออกจากการแขงขัน 17. กรรมการสนามและการอุทธรณ 17.1 กรรมการผูชี้ขาดเปนผูดูแลรับผิดชอบการแขงขันทั้งหมด 17.2 หากมีการแตงตั้ง กรรมการผูตัดสิน ใหมีหนาที่ควบคุมการแขงขัน สนาม และบริเวณโดยรอบสนามแขงขัน กรรมการผูตัดสินตองรายงานตอกรรมการผูชี้ขาด 17.3 กรรมการกํากับการสงลูกเปนผูขาน “เสีย” สําหรับการสงลูกที่ผูสงลูกเปนผูกระทําผิด (กติกาขอ 9) 17.4 กรรมการกํากับเสนเปนผูใหสัญญาณ “ดี” หรือ “ออก” ในเสนเขตที่ไดรับมอบหมาย 17.5 การตัดสินใจเกี่ยวกับขอเท็จจริงทั้งหมดของกรรมการสนามที่รับผิดชอบถือวาสิ้นสุด 17.6 กรรมการผูตัดสินจะตอง 17.6.1 ควบคุมการแขงขันใหดําเนินไปภายใตกฏกติกาอยางเครงครัด โดยเฉพาะอยางยิ่งการขาน “เสีย” หรือ “เอาใหม” เมื่อมีกรณีเกิดขึ้น 17.6.2 ตัดสินคําอุทธรณเกี่ยวกับการโตแยง ซึ่งมีขึ้นกอนการสงลูกครั้งตอไป
17.6.3 แนใจวา ผูเลนและผูชมไดทราบถึงความคืบหนาของการแขงขัน 17.6.4 แตงตั้งหรือถอดถอนกรรมการกํากับเสน หรือกรรมการกํากับการสงลูก หลังจากไดปรึกษากับ กรรมการผูชี้ขาดแลว 17.6.5 หากไมมีการแตงตั้งกรรมการสนามอื่น จะตองปฏิบัติหนาที่นั้นใหเรียบรอย 17.6.6 หากกรรมการสนามที่ไดรับการแตงตั้งมองไมเห็น ตองดําเนินการในหนาที่ของกรรมการนั้น หรือ ให "เอาใหม" 17.6.7 บันทึกและรายงานตอกรรมการผูชี้ขาดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกติกาขอ 16 และ 17.6.8 เสนอคําอุทธรณที่ไมพึงพอใจในปญหาเกี่ยวกับกติกาตอกรรมการผูชี้ขาด (คําอุทธรณดังกลาว จะตองเสนอกอนการสงลูกครั้งตอไป หรือเมื่อการแขงขันสิ้นสุดลงกอนที่ฝายอุทธรณจะเดินออก จากสนาม) ............................................................