E BOOK
ลักษณะของภาษาไทย
กลุ่มที่ 2
ลักษณะสำคัญของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ภาษาต่าง ๆ ที่ใช้สื่อสารกันทั่วโลกมีอยู่ เป็นจำนวนมาก บาง
ภาษามีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน แต่ในบางภาษาใช้ในการ
สนทนาเท่านั้น มีผู้ให้ ความหมายของ ภาษา ไว้อย่างกว้างขวาง
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ดังนี้
๑. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด
ส่วนใหญ่เป็นคำพยางค์เดียว มีความหมาย
สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำ
เพื่อบอกเพศ พจน์ กาล แต่จะใช้คำอื่นมา
ประกอบหรืออาศัยบริบท
๒. คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา
มาตราตัวสะกดมี ๘ มาตรา คำไทยจะสะกดตรง
ตามมาตราตัวสะกดและไม่มีตัวการันต์
๓. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์
วรรณยุกต์ที่ต่างกันทำให้ระดับเสียงต่างกัน และคำก็มี
ความหมายต่างกันด้วย
๔. การเรียงคำในประโยค
การเรียงคำในประโยคในภาษาไทย ถ้าเรียงคำผิดที่
ความหมายประโยคจะเปลี่ยนไป
๕. คำขยายจะเรียงอยู่หลังคำที่ถูกขยายเสมอ
เว้นแต่คำขยายที่แสดงจำนวนหรือปริมาณจะ
วางไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังคำที่ถูกขยายก็ได้
๖. คำไทยมีลักษณะนาม
คำลักษณะนามมีหลายชนิด คือ ลักษณะนามบอกชนิด
และ ลักษณะนามบอกหมวดหมู่
๗. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและมีจังหวะในการพูด
หากแบ่งวรรคตอนไม่ถูกต้อง ความหมายจะไม่ชัดเจนหรือเปลี่ยนไป
๘. ภาษาไทยมีการใช้คำพูดที่เหมาะสม
กับบุคคลและโอกาส
เป็นลักษณะวัฒนธรรมของภาษา และ
เป็นศิลปะในการใช้ภาษาที่มีเอกลักษณ์
ส่วนประกอบ ภาษาทุกภาษาย่อมมีส่วน
ของภาษาไทย ประกอบของภาษาซึ่งเป็นสิ่งที่
ทำให้ภาษาเกิดความสมบูรณ์และ
สามารถนำไปใช้ในการสื่อสาร
อย่างมีประสิทธิภาพ
เสียงและหน่วยเสียง
๑.เสียงพยัญชนะ เป็นเสียงสำคัญในภาษาไทย ภายในปากกล่อมเกลา
เป็นเสียงพยัญชนะโดยแต่ละเสียงมีความแตกต่างกัน โดยเสียง
พยัญชนะในภาษาไทยมี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง
๒.เสียงสระ - เสียงประสม โดยแท้จริงมี ๓ เสียง คือ เอีย
เสียงสระภาษาไทยมีทั้งหมด ๒๑ เสียง เอือ อัว แต่เนื่องจากแต่ละเสียงมีทั้งเสียงสั้น
แบ่งออกเป็นสระเดี่ยว ๑๘ เสียง และ และเสียงยาว เมื่อนับรวมกันจึงมี ๖ เสียง
สระประสม ๓ เสียง
- สระเดี่ยว ๑๘ เสียง แบ่งเป็นเสียงสั้น ๓.เสียงวรรณยุกต์ มี ๕ เสียงคือสามัญ เอก
๙ เสียง และสระเสียงยาว ๙ เสียง โท ตรี จัตวา และมี ๔ รูปคือเอก โท ตรี จัตวา
ความหมาย
ความหมายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างของภาษาไทยที่มี
ความสัมพันธ์กับเสียงและหน่วยเสียง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
๑. ความหมายตามตัว คือคำที่มีความหมายตรงตัว เป็นความ
หมายเดิมของคำซึ่งไม่ต้องตีความเพิ่มเติม เช่น กล้วยหมายถึง
ต้นไม้พวกหนึ่ง ลำต้นเป็นกาบๆ มีหลายชนิด ผลเป็นอาหาร
๒. ความหมายเชิงอุปมา คือคำที่เกิดจากการใช้คำที่มีความหมาย
ตามตัวมาเปรียบเทียบและใช้ในอีกความหมายหนึ่ง เช่น กล้วย
หมายถึงง่าย , ดาวหมายถึงเด่นเป็นพิเศษ เป็นต้น
องค์ประกอบของพยางค์และคำ
พยางค์และคำ เป็นหน่วยของภาษาที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน ซึ่งถือว่า
เป็นหน่วยที่มีความสำคัญในภาษาไทย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้ภาษามีความสมบูรณ์ มี
คุณค่า และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พยางค์
เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการพูดเพื่อสื่อความหมาย เมื่อเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
ประกอบกันจะเป็นพยางค์ ทุกพยางค์ในภาษาไทยจะมีเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ และ
เสียงวรรณยุกต์
พยัญชนะต้น คือ เสียงที่เปล่งออกมาก่อนเสียงอื่น อาจเป็นเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว
หรือพยัญชนะต้นควบก็ได้ เช่น ปา ปลา
เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งออกมาตามเสียงพยัญชนะอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสระ
เดี่ยวเสียงสั้น สระเดี่ยวเสียงยาว หรือสระประสมก็ได้ เช่น ละ ลา เลีย
เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงสูงต่ำที่เปล่งออกมาพร้อมกับเสียงสระ มีทั้งหมด ๕ เสียง
ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา
พยางค์บางพยางค์อาจมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นอีก ๑ ส่วน
คือ เสียงพยัญชนะสะกดหรือเสียงพยัญชนะท้าย โดย
พยัญชนะสะกดของไทยมี ๘ เสียง ได้แก่ เสียงพยัญชนะ
ในแม่กก กด กบ กง กน กม เกย เกอว
พยางค์ ๑ พยางค์ ถ้ามีความหมายก็นับเป็น ๑ คำ แต่
ถ้าไม่มีความหมายก็ไม่ถือว่าเป็นคำ พยางค์จึงเป็นส่วนหนึ่ง
ของคำ
แบบสร้างของพยางค์
การประสมอักษร ๓ ส่วน
พยางค์ที่เกิดจากการประสมของพยัญชนะต้น สระ และ
วรรณยุกต์ เช่น กา ไป
การประสมอักษร ๔ ส่วน
พยางค์ที่เกิดจากการประสมของพยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์ และพยัญชนะท้าย เช่น กิน งาม
การประสมอักษร ๔ ส่วนพิเศษ
พยางค์ที่เกิดจากการประสมของพยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์ และการันต์ เช่น เล่ห์ โพธิ์
การประสมอักษร ๕ ส่วน
พยางค์ที่เกิดจากการประสมของพยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์ พยัญชนะท้าย และการันต์ เช่น ลักษณ์ สิงห์
คำ
เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ประกอบกันเป็นพยางค์ พยางค์ที่มีความหมาย
เรียกว่า คำ คำอาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ คำที่ยังไม่ได้ประกอบกับคำอื่น
เรียกว่า คำมูล ส่วนคำที่เกิดจากการประกอบคำ เรียกว่า คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม และคำ
สมาส โดยขึ้นอยู่กับวิธีการประกอบคำนั้น ๆ
คำอาจแบ่งได้เป็นประเภทต่าง ๆ ตามหน้าที่ของคำในประโยค เช่น คำนาม คำกริยา
คำช่วยกริยา คำบุพบท คำวิเศษณ์ คำบอกจำนวน คำบอกลำดับ คำนำหน้าจำนวน คำหลัง
จำนวน คำสรรพนาม คำลักษณนาม คำบอกกำหนดไม่ชี้เฉพาะ เป็นต้น ในแต่ละภาษาย่อม
แตกต่างกัน สิ่งที่ควรสังเกต คือ ในภาษาไทยมีคำลักษณนาม เช่น เรือน อัน ตัว เป็นต้น
คำที่บอกท่าทีของผู้พูด เช่น ซิ ละ นะ เป็นต้น และคำบอกสถานภาพของผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น
คะ ครับ ขอรับ เป็นต้น
คำบริบท
บริบท หมายถึง ถ้อยคำที่ปรากฏร่วมกับคำหรือ
สถานการณ์แวดล้อมในขณะที่พูดหรือเขียนคำนั้น ในภาษา
ไทยผู้รับสารจะทราบความหมายของคำและความสัมพันธ์กับ
คำอื่นได้จากบริบท เช่น
"เขาพากันออกจากบ้านไปแล้ว" เขา เป็นพหูพจน์
เพราะใช้สรรพนาม กัน เป็นกรรมที่แสดงความเป็นพหูพจน์
ส่วนคำว่า แล้ว เป็นอดีต แสดงว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว
คำว่า ขึ้น มีหลายความหมาย แต่ผู้รับสารสามารถรับรู้
ความหมายได้จากบริบท เช่น
สินค้าขึ้นราคาอีกแล้ว ขึ้น หมายถึง เพิ่ม
มีดเล่มนี้สนิมขึ้นเขรอะเลย ขึ้น หมายถึง มี เกิด
หมอดูคนนี้มีคนขึ้นมาก ขึ้น หมายถึง นิยม นับถือ
การใช้คำหรือกลุ่มคำสร้างประโยค
ให้ตรงตามเจตนาผู้ส่งสาร
ผู้พูดหรือผู้เขียน คือ ผู้ส่งสาร ผู้ฟังหรือผู้อ่าน คือ ผู้รับสาร เมื่อส่งสารให้แก่
ผู้รับสาร ซึ่งผู้ส่งสารอาจมีเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แจ้งให้ทราบ ถามให้ตอบ
ออกคำสั่ง ชักชวน แนะนำ ดังนั้นชนิดของประโยคตามเจตนาของผู้ส่งสารที่สำคัญ
แบ่งออกได้เป็น ดังนี้
ประโยคแจ้งให้ทราบ
ประโยคที่ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้แจ้งข้อความหรือบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้ฟังหรือผู้อ่าน
อาจเป็นประโยคสั้น ๆ เช่น 'ฉันทำการบ้าน' หรือประโยคซับซ้อนขึ้น เช่น 'ฉันทำการ
บ้านที่อาจารย์ภาษาไทยได้มอบหมายไว้ให้' เป็นต้น
ประโยคแจ้งให้ทราบมี ๒ ลักษณะ คือ
- ประโยคแจ้งให้ทราบแบบเนื้อความบอกเล่า
- ประโยคแจ้งให้ทราบแบบมีเนื้อความปฏิเสธ
ซึ่งประโยคแจ้งให้ทราบแบบมีเนื้อความปฏิเสธจะปรากฎคำปฏิเสธ เช่นคำว่า ไม่
หาไม่ได้ มิได้ ในประโยคด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างได้ดังตารางต่อไปนี้
เนื้อความบอกเล่า เนื้อความปฏิเสธ
การทำการบ้านเป็นประโยชน์ การทำการบ้านไม่เป็น
ต่อนักเรียน ประโยชน์ต่อนักเรียน
ดวงทำนายว่าการเรียนจะรุ่ง ดวงทำนายว่าการเรียนจะไม่รุ่ง
การเรียนดีพ่วงสุขภาพดี การเรียนดีไม่พ่วงสุขภาพดี
ประโยคถามให้ตอบ
ประโยคที่ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้ถามเรื่องราวบางประการเพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านตอบ
คำถาม เรียกว่า ประโยคถามให้ตอบ ประโยคชนิดนี้จะมีรูปแบบเช่นเดียวกับประโยค
แจ้งให้ทราบ จะแตกต่างกันตรงที่ประโยคถามให้ตอบปรากฎคำที่แสดงเจตนาอยู่หน้า
หรือหลังประโยค เช่น ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ไหน บ้างไหม เท่าไร กี่ หรือ
ไม่ ใช่ไหม เป็นต้น
ถ้าประโยคถามให้ตอบนั้นมีเนื้อความปฏิเสธ จะปรากฎคำปฏิเสธ ไม่ ในประโยค
ด้วย ยกเว้นประโยคถามให้ตอบใช้คำ ไหม อยู่ท้ายประโยค ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเนื้อ
ความปฏิเสธได้ เช่น คุณเหนื่อยไหม ไม่อาจเปลี่ยนเนื้อความเป็นปฏิเสธว่า คุณไม่
เหนื่อยไหม เป็นต้น
ยกตัวอย่างได้ดังตารางต่อไปนี้ ประโยคคำถามแบบมีเนื้อความปฏิเสธ
ประโยคคำถาม ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบฉันทำไม
เธอไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอีก
เธอชอบฉันทำไม ใช่ไหม
เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหม วันนี้เราไม่คุยกันใช่ไหม
วันนี้เราจะคุยกันกี่โมง
ประโยคคำสั่ง
ประโยคประเภทนี้ผู้พูดต้องการบังคับให้ฟังผู้ฟังปฏิบัติตาม มักมีคำว่า จง ต้อง
นำหน้าประโยค และคำลงท้าย ซิ นะ เช่น
ตอบกลับฉันด้วยนะ
เธอต้องลงไปทานข้าวก่อน
ต้องรักษาคำพูดนะ
ประโยคชักชวน
ประโยคประเภทนี้ผู้พูดมีเจตนาชวนให้ผู้ฟังทำตามความคิดของผู้พูด มักมีคำว่า
กัน นะ เถอะ เถิด ปรากฏในประโยค
ไปคุยกับโต๊ะนั้นกัน
พักก่อนเถอะนะ
รีบไปเถิดเพื่อน
ประโยคขอร้อง
ประโยคประเภทนี้ผู้พูดมีเจตนาขอให้ผู้ฟังช่วยทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักมีคำว่า ช่วย ที
กรุณา โปรด หน่อย เถอะ ปรากฏในประโยค
ช่วยลุกไปขอเบอร์คนนั้นให้หน่อยสิ
กรุณาไปเองเถอะครับ
ถ้าเช่นนั้นช่วยขยับด้วยครับ
ประโยคแนะนำ
ประโยคแนะนำ ผู้พูดมีเจตนาเสนอแนะข้อคิดเห็นให้ผู้ฟังปฏิบัติมักมีคำว่า ลอง ดู
ควร นะ ซิ ปรากฏในประโยค
ลองทักไปคุยกับคนนั้นเขาดูนะ
เราควรรักนวลสงวนตัวนะ
เริ่มจากชวนเขาทำการบ้านคณิตดูซิ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับประโยคแสดงเจตนาของผู้ส่งสาร
๑. คำที่ประกฏในประโยค มีส่วนช่วยให้ผู้รับสารสังเกตได้ว่า ผู้ส่งสารมีเจตนา
อย่างไร เรียกว่า การพิจารณาของผู้ส่งสารโดยอาศัยรูปประโยค เช่น ประโยคแจ้งให้
ทราบ ประโยคถามให้ตอบ ประโยคสั่งให้ทำ ดังกล่าวมาแล้ว
วันนี้ครูจะสอนนิดเดียว ประโยคแจ้งให้ทราบ
ตรงนี้นักเรียนเข้าใจไหม ประโยคถามให้ตอบ
กลับไปทบทวนด้วยนะ ประโยคสั่ง
๑. บางกรณีรูปประโยค มีส่วนช่วยให้ผู้รับสารสังเกตได้ว่า ผู้ส่งสารมีเจตนา
อย่างไร เรียกว่า การพิจารณาของผู้ส่งสารโดยอาศัยรูปประโยค เช่น ประโญคแจ้ง
ให้ทราบ ประโยคถามให้ตอบ ประโยคสั่งให้ทำ ดังกล่าวมาแล้ว
ก. เรื่องนี้ผิดกฏหมาย ฉันไม่ทำหรอก
ข. เรื่องนี้ผิดกฏหมาย ใครจะกล้าทำ
จากกรณีตัวอย่างนี้ ประโยค ข. มีคำว่า "ใคร" ซึ่งเป็นคำแสดงเจตนาถาม คือ มี
รูปเป็นประโยคถามให้ตอบ แต่เจตนาของประโยคนี้ คือ ต้องการแจ้งให้ทราบว่า เรื่องนี้
ไม่มีใครกล้าทำ และฉันก็ไม่กล้าทำเช่นกัน กล่าวคือ มีความหมายหลัก เช่นเดียวกับ
ประโยค ก. คือ ต้องการแจ้งให้ทราบว่า "ฉันไม่ทำเรื่องนี้"
๕. การร้อยเรียงประโยค
การร้อยเรียงประโยคที่ดีทั้งเนื้อความและถ้อยคำในประโยดจะต้องสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน
การทำให้ประโยคมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันนั้น อาจเกิดจากวิธีการต่างๆ ดังนี้
๕.๑ การเชื่อมประโยค
การเชื่อมประโยคให้ต่อเนื่องเป็นประโยคเดียวกันอาจใช้คำเชื่อมที่เรียกว่า คำสันธาน
หรือ อาจใช้กลุ่มคำที่เรียกว่า สันธานวลี และเมื่อเชื่อมประโยดให้เกี่ยวเนื่องกันแล้ว เนื้อ
ความของประโยคอาจมีหลายลักษณะ ดังนี้
๑) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวดี แล้วมีเนื้อความคล้อยตามกัน
เช่น และ รวมทั้ง ทั้ง...และ เป็นต้น
ตัวอย่าง หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกดีและมีสาระประโยชน์ด้วย
ขณะที่รักษาศีลเขาต้องทำจิตใจให้สงบรวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่วัด
ฉันไม่ชอบทั้งบัวลอยและเต้าส่วน
๒) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวลี แล้วมีเนื้อความขัดแย้งกัน เช่น
แต่ แต่ว่า แต่..ก็ ถึง...ก็ อย่างไรก็ตาม ถึงกระนั้นก็ดี เป็นต้น
ตัวอย่าง ฉันไปโรงเรียนแต่พ่อไปทำงาน
ฉันมาถึงแล้วแต่ว่าเขาไปเสียก่อน
พ่อพาเจ้ามอมมาถึงโรงพยาบาลแต่มันก็สิ้นลมไปเสียก่อน
ถึงเขาจะเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากแต่ก็มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานเส้มอ
ฉันไม่ชอบกล้วยบวชซีแต่ถึงกระนั้นก็ดีแม่ยังซื้อมาให้กินทุกวัน
ลูกๆ เถียงกันเป็นประจำแต่ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็รักกันมากที่สุด
๓) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวลี แล้วมีเนื้อความให้เลือกอย่างใด
อย่างหนึ่ง เช่น หรือ มิฉะนั้น หรือไม่เช่นนั้นก็ เป็นต้น
ตัวอย่าง พ่อจะพาพวกเราไปเที่ยวทะเลหรือภูเขา
ถ้าหนูไม่ไปล้างจานมิฉะนั้นก็ต้องไปช่วยพ่อล้างรถ
เธอควรจะขับรถไปหรือไม่เช่นนั้นก็ควรขึ้นรถรับจ้าง
๔) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวลี แล้วเนื้อความเป็นเหตุเป็นผล
กัน เช่น เพราะ...จึง เพราะฉะนั้น...จึง ด้วยเหตุที่ เป็น
ตัวอย่าง เพราะฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตารถจึงติดหนักเขาตั้งใจทำแต่ความดีเพราะฉะนั้น
เขาจึงได้รับการนับถือจากคนทั่วไปคนป่วยเป็นโรคเครียดกันมากด้วยเหตุที่ต้อง
เผชิญกับสภาวะบีบคั้นในชีวิตประจำวัน
๕) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวลี แล้วแสดงความเกี่ยวข้องกัน
ทางเวลา เช่น แล้ว ต่อจากนั้น เป็นต้น
ตัวอย่าง เขาอ่านหนังสือเสร็จแล้วจึงเข้านอน
แม่ไปส่งน้องที่โรงเรียนต่อจากนั้นจึงไปจ่ายตลาด
๖) ประโยคที่เชื่อมความด้วยคำสันธานหรือสันธานวลี แล้วแสดงความเกี่ยวข้องกัน
ในด้านที่เป็นเงื่อนไข เช่น หากว่า ถ้าหาก ถ้าหากว่า เป็นต้น
ตัวอย่าง พ่อจะพาไปเที่ยวหากว่าพวกเราตั้งใจเรียน
เธอจะสอบได้คะแนนดีถ้าหากขยันเรียนมากกว่านี้
เธอควรจะมีไมตรีต่อผู้อื่นถ้าหากว่าต้องการให้ผู้อื่นมีไมตรีด้วย
๕.๒ การซ้ำคำหรือวลี
ถ้าประโยค ประโยคมีการซ้ำคำหรือวลีที่กล่าวถึงบุดคล สิ่งของ เหตุการณ์ การกระทำ
หรือสภาพเดียวกัน แสดงว่าประโยค ๒ ประโยด มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น
ตัวอย่าง เพื่อนๆ สอบช่อมวิชาภาษาไทยผ่านแล้ว แต่ผมยังไม่ผ่าน
ประโยคหน้าและประโยดหลังกล่าวถึงบุคคลเดียวกัน คือ ท่าน และ ลูกน้อง
จึงมีดำสรรพนามคือคำว่า ท่าน และนามวลี คือ ลูกน้องทุกคน ซ้ำกัน
ตัวอย่าง ฉันซื้อรองเท้ากับกระเป๋าใหม่ ส่วนรองเท้ากับกระเป๋าเก่าก็ยกให้น้องไปใช้
ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงสิ่งของสิ่งเดียวกัน คือ รองเท้า กับ กระเป๋า
จึงมี คำว่า รองเท้า และ กระเป๋า ซ้ำกัน
ข้อสังเกตในการซ้ำคำหรือวลี
๑. ในกรณีที่มีคำซ้ำกัน คำที่ซ้ำาอาจมีคำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ เช่น นี้ นั้น นี่ โน่น
มาขยายเพื่อชี้เฉพาะว่าเป็นสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว
ตัวอย่าง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นถิ่นกำเนิดของเพลงพื้นบ้านหลายประเภท จังหวัดนี้
เป็นถิ่นกำเนิดของนักร้องลูกทุ่งดังๆ หลายคน
ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน คือ จังหวัดสุพรรณบุรี จึงมีคำว่า
จังหวัด ซ้ำกัน และมีคำ นี้ ขยาย เพื่อให้รู้ว่าเป็นสถานที่เดียวกับประโยดหน้า
๒. หากคำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะใช้ขยายคำคำเดียวกันในประโยคหน้าแล้ว คำที่อยู่
ในประโยคหลังมักไม่มีคำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะขยายอีก
ตัวอย่าง บ้านหลังนี้เดิมเป็นของคุณแม่ ปั จจุบันบ้านเป็นของฉัน
ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน คือ บ้าน และมีคำว่า นี้ ขยายคำว่า
บ้าน ในประโยคหน้า
๓. คำที่นำมาขยายคำที่ซ้ำกันนั้นนอกจากคำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะแล้ว อาจมีคำ
ชนิดอื่นอีก
ตัวอย่าง เพลงพื้นบ้าน ของไทยมีหลายชนิด เช่น เพลงอีแซว ลำตัด เพลงเรือ
เพลงเกี่ยวข้าวที่ยังพอหาฟั งกันได้ แต่ยังมีเพลงพ้ืนบ้านที่เด็กในปั จจุบันไม่เคยฟั ง
เช่น เพลงบอก เพลงขอทาน เป็นต้น แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ บางคนก็ไม่เคยฟั ง
ส่วนใหญ่แล้วก็จะคุ้นเคยกับเพลงพื้นบ้านกลุ่มแรกเสียมากกว่า
ใช้คำว่า กลุ่มแรก แทนเพลงอีแซว ลำตัด เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว
๕.๓ การละคำหรือวลี
การละคำหรือวลีจะกระทำได้เมื่อประโยดหน้าและประโยดหลังมีส่วนที่กล่าวถึงบุคคล
เหตุการณ์ การกระทำ หรือสภาพเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก
ตัวอย่าง เพื่อนๆ สอบช่อมวิชาภาษาไทยผ่านแล้ว แต่ผมยังไม่ผ่าน
ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงการกระทำอย่างเดียวกัน
คือ สอบซ่อมวิชาภาษาไทย
ประโยคหลังละข้อความเป็นกริยาวลี คือ สอบซ่อมวิชาภาษาไทยจึงเหลือเพียงประโยค
ผมยัง (สอบซ่อมวิชาภาษาไทย) ไม่ผ่าน
ตัวอย่าง นารีไม่สบาย วันนี้คงไม่มาโรงเรียน (ละคำว่า นารี)
เธอชอบร้องเพลง แต่ฉันไม่ชอบ (ละวลีว่า ร้องเพลง)
สมชาติเคยไปทัศนศึกษาที่อยุธยา แต่ผมไม่เคย (ละวลีว่าไปทัศนศึกษาที่อยุธยา)
๕.๔ การแทนด้วยคำหรือวลี
การแทนด้วยคำหรือวลีจะใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการซ้ำคำหรือวลี และการละคำหรือวลีก็จะใช้
วิธีการแทนด้วยคำหรือวลี
ตัวอย่าง นักเรียนคนนั้นมารยาทเรียบร้อย เขาเรียนอยู่โรงเรียนอะไร
ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงบุคคลเดียวกันคือ นักเรียนคนนั้น แต่ใน
ประโยคหลังใช้คำสรรพนาม เขา แทน นักเรียนคนนั้น
ตัวอย่าง นารีไม่มาโรงเรียน เธอคงไม่สบาย (ใช้คำว่า เธอ แทน นารี)
กระเป๋าใบนั้นไม่สวยหรอก นี่สวยกว่า (ใช้คำว่า นี่ แทน กระเป๋าอีกใบหนึ่ง)
เธอเคยอ่านเรื่องสี่แผ่นดินไหม นวนิยายเรื่องนี้สนุกมาก (ใช้วลีว่า นวนิยาย
เรื่องนี้ แทน เรื่องสี่แผ่นดิน)
การสื่อสารของมนุษย์อาศัยประโยคเพื่อแสดงความรู้ ความคิด หรือเรื่องราวต่างๆ ซึ่ง
การสื่อสารโดยอาศัยประโยคย่อมเกิดจากการนำคำมาเรียงกันเข้าเป็นประโยคตามหลัก
ไวยากรณ์ ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยคจะช่วยให้สามารถส่งและรับ
สารได้ตรงตามจุดประสงค์และมีประสิทธิภาพ
สมาชิก ม.6/1
กัณฐรัตน์ สุดตะกู [เลขที่ 5]
พีระวิชญ์ ถิรพัฒนาพร [เลขที่ 12]
ณัฐธิดา พิทักพงษ์ [เลขที่ 17]
นพวิชญ์ อนงค์วรรณ [เลขที่ 21]
พงศ์ภวัฒน์ ไตรรัตน์ [เลขที่ 23]
ปิยะปาณ พินิจชัย [เลขที่ 32]
อัครวัฒน์ ทวีโรจน์ภิญโญ [เลขที่ 33]
ณิชาภัค เอมย่านยาว [เลขที่ 34]
ธิดารัตน์ สังข์ทอง [เลขที่ 35]
วิลาศิณี แนบสุข [เลขที่ 37]
กชพรรณ ศิริวัฒนสกุล [เลขที่ 42]