The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

(ประเภทของเครื่องดนตรีไทย)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by music_potato_narak, 2022-03-15 09:08:50

เครื่องดนตรีไทย

(ประเภทของเครื่องดนตรีไทย)

หมายถึง “เคร่ืองสายมีกะโหลกเสียงและใช้น้ิวมือหรือวัสดุอ่ืนๆ
เช่น ไม้ หรือเขาสัตว์ดีด ดีดสายให้สั่นสะเทือนเกิดเสียง แล้ว
ส่งผ่านเสียงนั้นเข้าสู่กล่องเสียง เพื่อให้เกิดความดังกังวาน เป็น
เคร่ืองดนตรปี ระเภทหนึ่งซ่ึงนักประวัติศาสตร์ยืนยนั ว่ามกี าเนิดขึ้น
ในตะวันออกก่อน แล้วฝร่ังมาได้แบบอย่างนาเอาไปสร้างขึ้นเป็น
ดนตรีเคร่ืองสายชนิดต่างๆ”

เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องดีด มี 3 สาย ตัวจะเข้ทาเป็นสองตอน
คือตอนหัวและตอนหาง โดยลักษณะทางตอนหัวเป็นกระพุ้งใหญ่ทาด้วยไม้
แก่นขนุนมลี ูกบดิ ประจาสายละ1อันสาย1ใช้เส้นลวดทองเหลอื งอีก2สายใช้เสน้
เอ็น มีหย่องรบั สายอย่ตู รงปลายหางก่อนจะถึงลูกบดิ ระหว่างตัวจะเข้มีแป้นไม้
เรียกว่า นม รองรับสายติดไว้บนหลังจะเข้ รวมทั้งส้ิน11อันเพื่อไว้เป็นที่
สาหรับน้ิวกดนมแต่ละอันสูงเรียงลาดับขึ้นไปตั้งแต่2ซม.จนสูง3.5ซม.เวลา
บรรเลงใช้ดีดด้วยไม้ดีดทาด้วยงาช้างหรือกระดูกสัตว์ เคียนด้วยเส้นด้าย
สาหรับพันติดกับปลายน้ิวชี้ข้างขวาของผู้ดีดและใช้นิ้วหัวแม่มือกบั นิ้วกลางช่วย
จับให้มีกาลงั เวลาแกว่งมือส่ายไปมาใหส้ มั พันธก์ บั มือขา้ งซา้ ยขณะกดสายดว้ ย

กระจับปี่ เป็นพิณชนิดหน่ึง มี ๔ สาย กระพุ้งพิณมี
ลักษณะเป็นกล่องแบน รูปทรงส่ีเหลี่ยมคางหมูมุมมน
ด้านหน้าทาเป็นช่อง ให้เสียงกังวาน ทวนทาเป็นก้านเรียว
ยาวและกลมกลึงปลายแบน และงอนโค้งไปด้านหลัง ตรง
ปลายทวนมีลิ่มสลักเป็นลูกบิดไม้ สาหรับข้ึนสาย ๔ ลูก
สายส่วนมากทาด้วยสายเอ็น หรือลวดทองเหลือง ตลอด
แนวทวนด้านหน้าทาเป็น "สะพาน"หรือ นม ปักทาด้วยไม้
เขาสตั วห์ รือกระดกู สัตว์ สาหรับหมุนสายมี ๑๑ นมกระจับป่ี
พัฒนามาจากเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งของอินเดีย มีต้น
กาเนิดจากการดีดสายธนูตามหลักฐานพบว่า กระจับปี่มีมา
ตัง้ แต่ สมัยสุโขทัย

เป็นเคร่อื งดนตรีประเภทดดี มี 4 สาย มีลักษณะคล้าย กระจับปี่ แต่มีขนาดเลก็
กวา่ ความยาวทั้งคันทวนและกะโหลกรวมกันประมาณ 81 ซม. กะโหลกมรี ูปรา่ งกลม
วดั เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางไดป้ ระมาณ 21 ซม. ทงั้ กะโหลกและคันทวนใชไ้ มเ้ นอ้ื แข็งชนิ้ เดยี ว
ควา้ นตอนทเี่ ป็นกะโหลกใหเ้ ปน็ โพรง ตดั แผ่นไมใ้ หก้ ลมแล้วเจาะรูตรงกลางทาเป็นฝา
ปิดดา้ นหนา้ เพื่ออุ้มเสียงใหก้ งั วานคนั ทวนเปน็ เหลีย่ มแบนตอนหน้า เพื่อตดิ ตะพาน
หรอื นมรับนิ้วจานวน9อนั ตอนปลายคันทวนทาเปน็ รปู โคง้ และขุดให้เป็นรอ่ ง เจาะรู
สอดลูกบดิ ขา้ งละ2อัน รวมเป็น4อนั สอดเข้าไปในร่อง สาหรับข้ึนสาย 4 สาย สาย
ของซึงใชส้ ายลวดขนาดเลก็ 2 สาย และ สายใหญ่ 2 สาย ซึงเป็นเคร่ืองดีดท่ีชาว
ไทยทางภาคเหนอื นยิ มนามาเล่นร่วมกบั ปีซ่ อหรือปี่จุมและสะล้อ

เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนาชนิดหนึ่ง เป็นเคร่ืองดนตรีประเภทดีด ลักษณะ
ของพิณเปี๊ยะมีคันทวนยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ตอนปลายคันทวนทาด้วยเหล็ก
ทองเหลือง สาหรับใช้เป็นที่พาดสาย ใช้สายทองเหลืองเป็นพื้น สายทองเหลืองนี้
จะพาดผ่านสลักตรงกะลาแล้วต่อไปผูกกับสลักตรงด้านซ้าย สายของพิณเป๊ียะมีท้ัง
2 สายและ 4 สาย กะโหลกของพิณเปี๊ยะทาด้วยเปลือกน้าเต้าตัดคร่ึงหรือ
กะลามะพร้าว ก็ได้ เวลาดีด ใช้กะโหลกประกบติดกับหน้าอก ขยับเปิดปิดให้เกิด
เสียงตามต้องการ เชน่ เดียวกบั พิณนา้ เต้าของภาคกลาง

“เป็นเครื่องสายอีกประเภทหนึ่งที่ทาให้เกิดเสียงด้วยการใช้คันชักสีเข้า
กับสาย ส่วนสาคัญของเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองสาย ได้แก่ ตัว
ส่ันสะเทือน (Vibrator) และตัวขยายเสียง(Resonator) เราเรียก
เครื่องสายประเภทนี้ด้วยคาในภาษาไทยว่า “ซอ” พัฒนาการมาจาก
เคร่ืองดีด โดยสร้างแรงสั่นสะเทือนบนตัวสายด้วยการใช้คันชักท่ีขึง
ด้วยสายเส้นเล็กๆท่ีเรียกว่า “หางม้า” ซึ่งอาจจะวางแทรกอยู่ระหว่าง
สาย หรอื แยกเปน็ อิสระอยูภ่ ายนอก”

เป็นเคร่ืองดนตรีโบราณชนิดหน่ึงของไทยเรา ตามประวัติศาสตร์
แล้วน่าจะเกิดข้ึนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีชื่อตามลักษณะรูปร่าง คือ
มี3สายเหมือนกับเคร่ืองดนตรีของจีนที่เรียกว่าสานเสียน
(Sanhsien)และเคร่ืองดนตรีของญ่ีปุ่นที่เรียกว่า ซามิเส็ น
(Shamisen)แต่ทั้งสานเสียนของจีน และซามิเส็นของญ่ีปุ้น เป็น
เคร่ืองดนตรีประเภทดีด สานเสียนของจีน กะโหลกเป็นรูป
สเ่ี หล่ียมลบมุมจนเกือบเป็นรูปไข่ ข้ึนหน้า ด้วยหนังงูเหลือม และ
ดีดด้วยน้ิวมือ ส่วนซามิเส็น ของญ่ีปุ่น รูปกะโหลกเกือบจะเป็น
สีเ่ หลยี่ ม ดา้ นข้างโค้งเล็กน้อยท้ังสด่ี ้าน ขึ้น หน้าด้วยไม้ และดีด
ด้วยไม้ดีดรูปร่างคล้ายๆขวาน แต่เคร่ืองดนตรีท้ังสองชนิดน้ี ก็มี
สามสายเช่นเดยี วกบั ซอสามสายเช่นเเดยี วกนั

ซอด้วงเป็นซอสองสาย มีเสียงแหลม ก้องกังวาน คัน
ทวนยาวประมาณ 72 ซม. คันชักยาวประมาณ 68 ซม.
ใช้ขนหางม้าประมาณ 120–150 เส้น กะโหลกของ
ซอด้วงนั้น แต่เดิมใช้กระบอกไม้ไผม่ าทา ปากกระบอกของ
ซอด้วงกว้างประมาณ 7 ซม. ตัวกระบอกยาวประมาณ
13 ซม. กะโหลกของซอด้วงน้ี ในปัจจุบันใช้ไม้จริง หรือ
งาช้างทาก็ได้ลักษณะของซอด้วง มีรูปร่างเหมือนกับซอ
ของจนี ท่เี รยี กว่า "หฉู นิ " ทุกอย่าง เหตุที่เรียกว่า ซอด้วง
กเ็ พราะมีรูปร่างคล้ายเคร่ืองดักสตั ว์ เพราะตัวด้วงดักสัตว์
ทาด้วยกระบอกไม้ไผ่เหมือนกัน จึงได้เรียกช่ือไปตาม
ลักษณะน้นั นั่นเอง

ซออู้เป็นซอสองสาย ตัวกะโหลกทาด้วยกะลามะพร้าว โดยตัด
ปาดกะลาออกเสียด้านหน่ึง และใช้หนังลูกวัวขึงข้ึนหน้าซอ
กว้างประมาณ 13 –14 ซม ซออู้มีรูปร่างคล้ายๆกับซอของจีน
ท่ีเรียกว่า ฮู–ฮู้(Hu-hu)เหตุท่ีเรียกว่าซออู้ก็เพราะเรียกตามเสียง
ท่ีได้ยินน่ันเอง ซอด้วงและซออู้ ได้เข้ามามีบทบาทในวงดนตรี
เคร่ืองสายต้ังแต่ปลายรัชกาลท่ี 4 นี่เอง โดยได้ดัดแปลงมา
จาก วงกลองแขกเคร่ืองใหญ่ ซึ่งมีเคร่ืองดนตรีท่ีทาลานา
ประกอบด้วย ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และ ปี่อ้อ ต่อมาได้เอา
กลองแขก ป่ีอ้อ ออก และเอา ทบั กับรามะนา และขลุ่ยเข้ามา
แทน เรียกวงดนตรีชนิดนี้ว่า วงมโหรีเคร่ืองสาย มีคนเล่น
ท้ังหมด 6 คน รวมทั้ง ฉง่ิ ด้วย

เป็นเคร่ืองดนตรีเครื่องสีพ้ืนเมืองล้านนา ซ่ึงสะล้อมีทั้ง 2 สายและ 3 สาย และ
เป็นตัวหลักมักนิยมใช้ข้ึนนาเพลงในวงกับเคร่ืองดนตรีชนิดอื่นๆ เช่น สะล้อ ซอ
ซึง สะล้อน้ันมีขนาด 3 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ เล็ก กลาง ใหญ่ ซ่ึงแต่ละไซต์มี
หน้าท่ีในการเล่นในวงไม่เหมือนกัน ส่วนมากมักนิยมนิยมเล่นกับ ขลุ่ยล้านนา
เพราะ สามารถส่ือเล่าถึงอารมณ์ที่ผู้เล่นต้องสื่อได้ หรือการสีเลียนเสียงมนุษย์ก็
สามารถทาได้ สะล้อเป็นเครื่องดนตรีท่ีละเอียดอ่อน เพราะชนิดของพ้ืนผิวท่ีวางสะ
ล้อเมือ่ เล่นกม็ ผี ลตอ่ เสยี งทอ่ี อกมาทัง้ หมด

เครือ่ งดนตรไี ทยประเภทเคร่อื งตีว่า“นับเป็นเครอื่ งดนตรีประเภทแรกที่
มนุษย์คิดข้ึนเพราะมีลักษณะการเล่นง่ายกว่าชนิดอื่นๆ มี 3 ชนิด
คือ เครื่องตีทาด้วยไม้ เครื่องตีทาด้วยโลหะ และเคร่ืองตีขึงด้วย
หนัง” โดยทั่วไปเคร่ืองตีเป็นของเก่าแก่ของไทย แต่ก็ได้แก้ไขปรับปรุง
ให้วิวัฒนาการมาโดยลาดับ เกิดเสียงจากการกระทบกัน โดยใช้มือ
หรอื ไม้ตี กระทาลงบนวัตถตุ า่ งชนดิ กนั

ระนาดเอกเป็นเคร่ืองตีชนิดหน่ึง ที่วิวัฒนาการมาจากกรับ แต่เดิมคงใช้กรับสองอัน
ตเี ปน็ จังหวะ ตอ่ มากเ็ กิดความคิดว่าถ้าเอากรับหลายๆอันวางเรียงราดลงไป แล้วแก้ไข
ประดิษฐ์ให้มีขนาดลดหลั่นกัน แล้วทารางรองอุ้มเสยี ง และใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาด
ต่างๆกันน้ันให้ติดกัน และขึงไว้บนรางใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง นาตะก่ัวผสมกับขี้ผึ้งมา
ถว่ งเสยี งโดยนามาตดิ หัวท้ายของไมก้ รับน้ัน ให้เกดิ เสยี งไพเราะย่ิงขึ้น เรียกไม้กรับที่
ประดิษฐ์เป็นขนาดต่างๆกันน้ันว่า ลูกระนาด เรียกลูกระนาดท่ีผูกติดกันเป็นแผ่น
เดียวกันว่า ผืน ระนาดเอกใช้ในงานมงคล เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นมงคลในบ้าน
บรรเลงในวงปีพ่ าทย์และวงมโหรี โดยระนาดเอกน้ีทาหน้าทเี่ ปน็ ผู้นาวงดนตรี

ระนาดทุ้มเป็นเคร่ืองดนตรีที่สร้างขึ้นมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยู่หัว เป็นการสร้างเลียนแบบระนาดเอก ใช้ไม้ชนิดเดียวกันกับระนาดเอก ลูก
ระนาดทุ้มมีจานวน 17 ลูก และลดหล่ันลงมาจนถึงลูกยอด รางระนาดทุ้มน้ัน
ประดิษฐ์ให้มีรูปร่างคล้ายหีบไม้แต่เว้าตรงกลางให้โค้ง โขนปิดหัวท้ายเพ่ือเป็นท่แี ขวน
ผืนระนาดนั้นถ้าหากวัดจากโขนด้านหน่ึงไปยังโขนอีกด้านหน่ึง ทาหน้าทีเ่ ดินทานอง
รอง ในทางของตนเองซง่ึ จะมจี ังหวะโยน ลอ้ ขดั ทที่ าให้เกดิ ความไพเราะสนุกสนาน
และเติมเต็มช่องว่างของเสียง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของระนาดทุ้ม ส่วนมากใน
การเดย่ี วเครอื่ งดนตรรี ะนาดทมุ้ นยิ มเล่นคู่กบั ฆ้องวงเล็กและฉาบเสียมากกว่า

ฆ้องวงใหญ่เป็นเคร่ืองดนตรีที่วิวัฒนาการมาจากฆ้องรางของอินโดนีเซีย
สันนิษฐานว่ามีมาต้ังแต่สมัยสุโขทัย ส่วนประกอบของฆ้องวงใหญ่
ประกอบด้วยลูกฆ้องและวงฆ้อง ลูกฆ้องมี 16 ลูกทาจากทองเหลือง เรียง
จากลูกเล็กด้านขวา วงฆ้องสูงประมาณ 24 เซนติเมตร ใช้หวายโป่งทาเป็น
รางให้หวายเส้นนอกกับเส้นในห่างกัน 14-17 เซนติเมตรใช้หวาย 4 อัน
ด้านล่าง 2 อันขดเป็นวงขนานกัน เว้นท่ีไว้ให้นักดนตรีเข้าไปบรรเลงฆ้อง
วงใหญ่เป็นเครื่องดนตรีที่สาคัญท่ีสุด เพราะคนที่จะเล่นดนตรีในวงปี่พาทย์
ต้องมาเรียนฆ้องวงใหญ่ก่อน ฆ้องวงใหญ่ทาหน้าที่เดินทานองหลัก ซ่ึงถือ
เป็นแมบ่ ทของเพลง

ฆอ้ งวงเล็กเป็นเครื่องดนตรีไทยสร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเหมือนกับฆ้องวงใหญ่ แต่ลูกฆ้องมีขนาดเล็กกว่า
มีลูกฆ้อง 18 ลูก บรรเลงทานองรองคล้ายระนาดเอก แต่ตีเก็บถี่กว่า
ระนาดเอกฆ้องวงเล็กใช้วงปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์ไม้นวม วงปี่พาทย์
นางหงส์ และวงมโหรี

ตะโพน เป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนัง ตัวตะโพนทา
ด้วยไม้สักหรือไม้ขนุนเรียกว่า หุ่น ขุดแต่งให้เป็น
โพรงภายใน ขึ้นหนัง 2 หน้า ดึงด้วยสายหนังโยง
เร่งเสียงเรียกว่า หนังเรียด หน้าใหญ่มีความกว้าง
ประมาณ 25 ซม เรียกว่า หน้าเท่ง ติดหน้าด้วยข้าว
สุกบดผสมกับข้ีเถ้าเพื่อถ่วงเสียง อีกหน้าหน่ึงเล็กกว่า
มีขนาดประมาณ22ซม.เรียกว่าหน้ามัดตะโพนนี้ ถือเป็น
บรมครูทางดุริยางคศิลป์ นับว่าพระประโคนธรรพ
เป็นครูตะโพน เมื่อจะเริ่มการบรรเลง จะต้องนา
ดอกไม้ธูปเทียน บูชาตะโพนก่อนทุกคร้ัง และถือเป็น
ประเพณสี บื ตอ่ กันมา

ขิมเป็นเครื่องดนตรีทไ่ี ด้รับอิทธิพลและนาเข้ามาจากจีน ต่อมานักดนตรีไทยนาขิมมา
บรรเลงในสมัยต้นรัชกาลท่ี 6 โดยแก้ไขบางอย่าง คือเปล่ียนสายลวดทองเหลืองให้
มีขนาดโตขึ้นเทยี บเสียงเรียงลาดับไปตลอดจน ถึงสายต่าสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายกบั
มือขวามีระดับเกือบตรงกัน เปล่ียนไม้ตีให้ใหญ่และก้านแข็งขึ้น หย่องท่ีหนุนสายมี
ความหนา กว่าของเดิมเพ่ือให้เกิดความสมดุลและมีความประสงค์ให้เสียงดังมากขึ้น
และไม่ให้เสียงที่ออกมาแกร่งกร้าวเกินไปให้ทาบสักหลาดหรือหนังตรงปลายไม้ตี
ส่วนท่ีกระทบกับสาย ทาให้เสียงเกิดความนุ่มนวล และได้รับความนิยมบรรเลงร่วม
อยู่ในวงเคร่อื งสายผสมจนถึงปัจจบุ ัน

“เคร่อื งเปา่ ทม่ี นุษยร์ ู้จักใชแ้ ต่เดิม กค็ งเป็นหลอดไม้รวก ไม้ไผ่ เช่น ใช้
เป่าเป็นสัญญาณในการล่าสัตว์ ต่อมาก็ใช้เป่าเขาสัตว์ภายหลังรู้จักเจาะรู
และทาล้ินให้เปล่ียนเสียงเพ่ือให้เกิดระดับเสียงจึงนาเอามาเล่นเป็น
ทานอง เช่น ขลุ่ย และ ปี่ สันนิษฐานว่าเป็นเคร่ืองดนตรีประเภทที่
2 ท่ีมนุษย์คิดขึ้น” ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทตามลักษณะ
การเกดิ เสยี งคือ เคร่อื งเปา่ ทไ่ี ม่มีลนิ้ เครือ่ งเป่าทีม่ ลี นิ้ ”

เป็นเครื่องเป่าชนิดไม่มีล้ิน ทาจากไม้รวกปล้องยาวๆด้านหน้าเจาะรูเรียงกัน
สาหรับปิดเปิดเพ่ือเปล่ียนเสียงตรงที่เป่าไม่มีลิ้นแต่มีดาก ซ่ึงทาด้วยไม้อุด
เหลาเป็นท่อนกลมๆยาวประมาณ 2 น้ิว สอดลงไปอุดท่ีปากของขลุ่ย แล้ว
บากด้านหน่ึงของดากเป็นช่องส่ีเหล่ียมเล็กๆ เราเรียกว่าปากนกแก้ว เพื่อให้
ลมส่วนหนึ่งผ่านเข้าออกทาให้เกิดเสียงขลุ่ยลมอีกส่วนจะว่ิงเข้าไปปลายขลุ่ย
ประกอบกับนิ้วที่ปิดเปิดบังคับเสียงเกิดเป็นเสียงสูงต่าตามต้องการใต้
ปากนกแก้วลงมาเจาะ 1 รู เรียกว่า รูน้ิวค้า เวลาเป่าต้องใช้หัวแม่มือค้าปิด
เปดิ ท่รี ูนี้ บางเลาดา้ นขวาเจาะเป็นรูเย่ือ ปลายเลาขลุ่ยมีรู 4 รู เจาะตรงกนั
ข้ามแต่เหล่ือมกันเล็กน้อย ใช้สาหรับร้อยเชือกแขวนเก็บหรือคล้องมือจึง
เรียกว่า รรู อ้ ยเชือก รวมขลุ่ยเลาหน่งึ มี 14 รู ด้วยกนั

ขลุ่ยหลิบ หรือ ขลุ่ยหลีก เป็นขลุ่ยท่ีมีขนาดเล็กทสี่ ุดในบรรดาขลุ่ยไทยมี
ความยาวประมาณ 25 เซนตเิ มตร มีเสียงสงู กว่าขลุ่ยเพียงออเป็นคู่สี่ คือ
ปิดหมดทุกนิ้วเป่าเป็นเสียงฟา นิยมใช้เป่าในวงมโหรีเครื่องคู่ เครื่องใหญ่
และวงเคร่ืองสายคู่ โดยเป็นเครื่องนาในวงเช่นเดียวกับระนาด หรือซอ
ด้วง นอกจากน้ียังใช้ในวงเครื่องสายป่ีชวา โดยบรรเลงเป็นพวกหลัง
เชน่ เดยี วกับซออู้

ปี่ชวา : เป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่งที่กาเนิดเสียงจากการสั่นสะเทือนของ

ลิ้นปี่ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลและดัดแปลงมาจากป่ีไฉนของอินเดีย
โดยเข้ามามีบทบาทเก่ียวข้องกับพระราชพิธีสาคัญต่างๆ แต่ครั้งอยุธยา
ตอนต้น เช่น กระบวนพยุหยาตรา การราอาวุธ หรือเข้าไปประสมในวง
ป่ีพาทยน์ างหงส์ วงปช่ี วากลองแขก (วงบัวลอย) เป็นต้น

ป่ีนอกเป็นป่ีท่ีมีเสียงสูงสุดในบรรดาเครื่องเป่าตระกูลปี่ใน ลักษณะมีขนาดเล็กและ
เสียงแหลม มีความยาวประมาณ 31 เซนติเมตร มีความกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร
มีลักษณะบานหัวบานท้ายเช่นเดียวกับปี่ใน บริเวณเลาปี่ท่ีป่องเจาะรู 6 รู ปี่นอกใช้
เลน่ ในวงปพี่ าทยไ์ มแ้ ข็งและวงป่พี าทย์ชาตรี

ปี่ใน เป็นปี่ที่มีขนาดใหญ่และมีเสียงต่า ในบรรดาเคร่ืองเป่าท่ีมีล้ินตระกูลป่ีใน
ลักษณะเป็นปี่ท่อนเดียว ลาป่ีท่ีทาหน้าทเี่ ป็นตัวขยายเสยี งเรียกว่า"เลา" เป็นเครื่องเป่า
ที่มีลิ้น ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์มาแต่โบราณ ท่ีเรียกว่า " ป่ีใน " ก็เพราะว่า ปี่ชนิดนี้
เทียบเสียงตรงกับระดับเสยี งทเี่ รียกว่า " เสียงใน " ซ่ึงเป็นระดับเสียงที่วงป่ีพาทย์ไม้
แข็ง บรรเลงเป็นพ้ืนฐาน ปี่ในใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์เคร่ีองห้า วงป่ีพาทย์เครื่องคู่
วงป่ีพาทยเ์ ครอ่ื งใหญ่ และได้ใช้ประกอบการแสดงละครใน


Click to View FlipBook Version