The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประเพณีลอยกระทง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nonginging_ja, 2021-09-13 23:43:13

ประเพณีลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง

สุวภัทร พฒั นสงิ ห์

รายงานฉบบั น้ีเป็นสว่ นหนึง่ ของรายวิชา วาทวทิ ยาสาหรับครู
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี



ประเพณีลอยกระทง

นางสาวสุวภทั ร พัฒนสงิ ห์
รหัสนักศกึ ษา 6401103001030

รายงานฉบบั นี้เปน็ สว่ นหนงึ่ ของรายวชิ า วาทวิทยาสาหรบั ครู
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี



คานา

รายงานเล่มนีจ้ ดั ทาข้นึ เพือ่ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า ETH0101 วาทวทิ ยาสาหรบั ครู จัดทาขึ้น
เพ่ือรวบรวมเน้ือหาเก่ียวกับเรื่องประเพณีลอยกระทงเกีย่ วกับประวตั ิความเป็นมา ตลอดถึงการจัด
ประเพณีลอยกระทงในแตล่ ะภมู ิภาคในประเทศไทย เพ่ือใหผ้ ู้ทส่ี นใจในเน้อื หาเร่ืองประเพณลี อย
กระทงไดน้ าไปศึกษาคน้ ควา้ เพ่ิมเติม

ผจู้ ดั ทาคาดหวงั เป็นอย่างยงิ่ วา่ การจัดทาเอกสารฉบับนี้จะมขี ้อมลู ที่เป็นประโยชนต์ ่อผทู้ ่สี นใจ
ศกึ ษาเกีย่ วกบั ประเพณลี อยกระทง

หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ทีน่ ้ดี ้วย
สุวภทั ร พฒั นสงิ ห์



สารบัญ

เรือ่ ง หนา้
บทนา....................................................................................................................... ....................1
ประวตั ิความเป็นมาประเพณีลอยกระทง.................................................................................2
ตานานวันลอยกระทง.............................................................................................................3-5
ความเช่อื เกี่ยวกบั ประเพณลี อยกระทง....................................................................................6
กจิ กรรมในวันลอยกระทง........................................................................................................7
ประเพณีลอยกระทงในแตล่ ะท้องถ่ิน......................................................................................8-9
คุณค่าและความสาคญั ของประเพณีลอยกระทง.....................................................................10
วิธกี ารทากระทง..................................................................................................................11-13
บทสรปุ .......................................................................................................................................14
บรรณานกุ รม..............................................................................................................................15
ภาคผนวก...................................................................................................................................16

1

บทนา

วันลอยกระทง เป็นวันสาคัญวันหน่ึงของชาวไทย ตรงกับวันข้ึน 15 ค่า เดือน 12 ตามปฏิทิน
จนั ทรคติไทย ตามปฏิทนิ จันทรคตลิ ้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏทิ นิ สุรยิ คติบาง
ปีเทศกาลลอยกระทงก็จะมาตรงกับเดอื นตุลาคมดว้ ย เชน่ ปีพ.ศ. 2544วนั ลอยกระทงปีน้นั ตรงกบั วันท่ี
31 ตลุ าคมและจะมาตรงกันอีกครั้งในปีพ.ศ. 2563 ประเพณีนีก้ าหนดข้ึนเพื่อเปน็ การสะเดาะเคราะห์
และขอขมาตอ่ พระแม่คงคาบางหลักฐานเช่ือวา่ เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทท่ีริมฝั่งแม่น้านัมทามหา
นที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สาหรับประเทศไทย
ประเพณีลอยกระทงได้กาหนดจัดในทุกพื้นที่ท่ัวประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณท่ีติดกับแม่น้า ลา
คลอง หรือ แหล่งน้าตา่ งๆ ซึง่ แตล่ ะพนื้ ทก่ี ็จะมเี อกลกั ษณ์ท่ีน่าสนใจแตกตา่ งกนั ไป

ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีโบราณของอินเดียท่ีประเทศไทยรับเข้ามาปฏิบัติ ตานาน
กล่าวไว้วา่ ในรัชสมัยพ่อขุนรามคาแหง มีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผูป้ ระดิษฐก์ ระทงขึ้น
คร้ังแรก โดยนาดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวท่ีบานเฉพาะวนั เพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป เพ่ือ
บูชารอยพระพุทธบาท แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงจากการทาจากดอกบัวเป็นต้นกล้วยเพราะดอกบัว
ดังกล่าวหายากและมีน้อยจึงใชต้ ้นกล้วยทาแทนแล้วดูไม่สวยจงึ ใช้ใบตองมาพับแต่งจนสวยในท่ีสุดจน
สืบทอดมาจนปจั จุบัน

2

ประวตั ิความเป็นมาประเพณลี อยกระทง

ประเพณีลอยกระทงน้ัน ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเร่ิมต้ังแต่เม่ือใด แต่เชื่อว่าประเพณีน้ีได้สืบ
ต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคาแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า
“พธิ ีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศลิ าจารกึ หลักท่ี 1 กลา่ วถงึ งานเผา
เทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงท่ีใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทาให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงาน
ลอยกระทงอย่างแน่นอนในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั รัชกาลท่ี 5 ไดท้ รงสันนิษฐานวา่ พธิ ีลอยกระทงเปน็ พิธขี องพราหมณ์ จดั ข้นึ เพื่อ
บูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นาพระพุทธศาสนาเข้าไป
เกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพ่ือบูชารอยพระบาทของ
พระพุทธเจ้า ก่อนท่ีนางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์
กระทงดอกบัวข้ึนเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า “ครั้นวันเพ็ญ
เดอื น 12 ข้าน้อยไดก้ ระทาโคมลอย คดิ ตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกานัลท้งั ปวงจึงเลือกผกา
เกษรสีต่างๆ มาประดบั เป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญป่ ระมาณเทา่ กงระแทะลว้ นแตพ่ รรณ
ดอกไมซ้ ้อนสสี ลับใหเ้ ปน็ ลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอ
พระราชหฤทยั จึงโปรดใหถ้ ือเป็นเยยี่ งอย่าง และให้จดั ประเพณลี อยกระทงข้ึนเปน็ ประจาทกุ ปี โดยให้
ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดารัสท่ีว่า “ต้ังแต่น้ีสืบไปเบื้องหน้า โดยลาดับกษัตริย์ใน
สยามประเทศถึงกาลกาหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทาโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศ
สักการบูชาพระพทุ ธบาทนมั มทานทตี ราบเทา่ กลั ปาวสาน”

พิธีลอยกระทงจึงเปล่ียนรูปแบบต้ังแต่นั้นเป็นต้นมา ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเร่ือยมา
จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลท่ี 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนาง
นิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซ่ึงต้องใช้แรงคนและเงินจานวนมาก
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิก
การประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทาเรือลอยประทีปถวายองค์ละลา
แทนกระทงใหญ่ และเรยี กชือ่ วา่ “เรือลอยประทีป” ตอ่ มาในรัชกาลท่ี 5 และรชั กาลที่ 6 ไดท้ รงฟ้ืนฟู
พระราชพธิ ีนข้ี ้ึนมาอีกคร้ัง ปัจจุบนั การลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงกระทา
เปน็ การสว่ นพระองคต์ ามพระราชอัธยาศยั

3

ตานานวนั ลอยกระทง

เรอื่ งแรก ว่ากนั วา่ การลอยกระทง มตี น้ กาเนิดมาจากศาสนาพทุ ธนั่นเอง

กล่าวคือก่อนทพ่ี ระพุทธองคจ์ ะตรัสรู้ เปน็ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไดป้ ระทับอยู่ใตต้ ้นโพธิ์
ใกล้แม่น้าเนรัญชรา กาลวันหน่ึง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นาข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหุงด้วย
น้าผึ้งหรือนา้ อ้อย) ใสถ่ าดทองไปถวาย เม่อื พระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตัง้ สัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวัน
ใดจะสาเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้า ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภนิ ิหาร ถาดก็
ลอยทวนนา้ ไปจนถึงสะดอื ทะเล แล้วกจ็ มไปถกู ขนดหางพระยานาคผ้รู กั ษาบาดาล

พระยานาคต่ืนขึ้น พอเหน็ วา่ เปน็ อะไร ก็ประกาศก้องวา่ บดั นี้ได้มีพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ อุบัตขิ ึ้น
ในโลกอีกองค์แล้ว คร้นั แล้วเทพยดาท้ังหลายและพระยานาค ก็พากันไปเขา้ เฝ้าพระพุทธเจ้า และพระ
ยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระบาทไว้บนฝ่ังแม่น้าเนรัญชรา เพ่ือพวกเขาจะได้ข้ึนมา
ถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทาตาม ส่วนสาวใช้ก็นาความไปบอกนางสุชาดา ครน้ั ถึงวันนั้นของทุก
ปี นางสุชาดาก็จะนาเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้า เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็น
ประจาเสมอมา และต่อๆ มากไ็ ด้กลายเป็นประเพณีลอยกระทง ตามทีเ่ ห็นกันอยูใ่ นปัจจุบนั

ในเรื่องการประทับรอยพระบาทน้ี บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ไปแสดง
ธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรยี ์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธ
องค์จึงไดท้ รงอธิษฐาน ประทบั รอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่นา้ นัมมทา และพวกนาคทั้งหลาย จงึ พา
กันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ทาการบูชารอยพระบาท
สืบต่อกันมา โดยนาเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้าไป ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11
หรือวันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจา
พรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ช้ันดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาน้ัน ก็ด้วยวันดงั กล่าว เหล่า
ทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเคร่ืองสักการบูชา และเป็นวันท่ีพระ
พุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทง
เพ่ือเฉลิมฉลองรับเสดจ็ พระพุทธเจ้า

สาหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ช้ัน
ดาวดึงส์น้ัน ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันท่ีพระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาท่ีริมฝ่ังแม่น้าอโนมา ทรงใช้
พระขรรค์ตดั พระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธษิ ฐาน พระอินทร์จึงนาผอบแกว้ มาบรรจุ
แล้วนาไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจดุ ประทีป หรือ

4

จุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซ่ึงทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอย
หรอื โคมไฟท่เี รยี กวา่ ว่าวไฟ ข้ึนไปในอากาศเพ่อื บูชาพระเกศแกว้ จฬุ ามณดี ว้ ย

เรอ่ื งท่ีสอง ตามตาราพรหมณค์ ณาจารย์กล่าวว่า
พธิ ีลอยประทีปหรอื ตามประทีปน้ี แตเ่ ดมิ เปน็ พธิ ีทางศาสนาพราหมณ์ ทาขึน้ เพื่อบูชาเทพเจ้าทง้ั

สามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคูก่ ับลอยกระทง ก่อนจะลอยกต็ ้องมีการ
ตามประทีปก่อน ซึง่ ตามคัมภีร์โบราณอินเดยี เรยี กว่า “ทปี าวลี” โดยกาหนดทางโหราศาสตรว์ า่ เม่อื
พระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยรู่ าศีพฤกษ์เมอ่ื ใด เม่อื น้ันเปน็ เวลาตามประทปี และเมือ่ บูชาไว้
ครบกาหนดวนั แลว้ กเ็ อาโคมไฟน้นั ไปลอยน้าเสีย ต่อมาชาวพทุ ธเห็นเปน็ เร่ืองดี จึงแปลงเป็นการบูชา
รอยพระพุทธบาท และการรับเสด็จพระพทุ ธเจ้า ดังที่กลา่ วมาข้างตน้ โดยมักถอื เอาเดือน 12 หรอื
เดือนยเ่ี ป็งเป็นเกณฑ์ (ยเ่ี ปง็ คือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ทน่ี ับเดือนทางจนั ทรคติ เรว็ กว่าภาค
กลาง 2 เดอื น)
เรอ่ื งทีส่ าม เป็นเรื่องของพม่า

เล่าว่า คร้ังหน่ึงในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ 84,000
องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หน่ึง คือ พระอุปคุต
ช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย พระยานาครับปาก และปราบพระ
ยามารจนสาเร็จ พระเจ้าอโศกมหาราช จงึ สร้างเจดีย์ได้สาเรจ็ สมพระประสงค์ ตง้ั แต่นั้นมา เมอื่ ถึงวัน
เพญ็ เดือน 12 คนท้ังหลายก็จะทาพิธีลอยกระทง เพือ่ บูชาคณุ พระยานาค เร่ืองน้ี บางแหง่ ก็ว่า พระยา
นาค ก็คอื พระอปุ คุตท่อี ยู่ท่ีสะดือทะเล และมีอทิ ธิฤทธ์ิมาก จึงปราบมารได้ และพระอุปคุตนี้ เป็นท่ีนับ
ถอื ของชาวพมา่ และชาวพายัพของไทยมาก

5

เรื่องทีส่ ี่ เกดิ จากความเชือ่ แต่ครั้งโบราณในลา้ นนาวา่

เกดิ อหิวาตร์ ะบาดทอ่ี าณาจกั รหรภิ ุญชยั ทาให้คนล้มตายเป็นจานวนมาก พวกทไ่ี ม่ตายจึงอพยพ
ไปอยู่เมืองสะเทิมและหงสาวดีเป็นเวลา ๖ ปี บางคนก็มีครอบครัวอยู่ที่น่ัน ครั้นเมื่ออหิวาต์ได้สงบลง
แล้ว บางส่วนจึงอพยพกลับ และเม่ือถงึ วันครบรอบท่ีได้อพยพไป ก็ได้จัดธปู เทยี นสักการะพรอ้ มเคร่ือง
อุปโภคบริโภคดังกล่าวใส่ สะเพา ( อ่านว่า " สะ - เปา หมายถึง สาเภาหรือกระทง ) ล่องตามลาน้า
เพอ่ื ระลึกถงึ ญาติทีม่ ีอยู่ในเมืองหงสาวดี ซึ่งการลอยกระทงดังกล่าวจะทาในวนั ยี่เพง คือ เพ็ญเดือนสิบ
สอง เรียกกันวา่ การลอยโขมด แต่มิไดท้ าทวั่ ไปในลา้ นนา ส่วนใหญ่เทศกาลยเ่ี พงน้ี ชาวล้านนาจะมพี ิธี
ตั้งธัมม์หลวง หรือการเทศน์คัมภีร์ขนาดยาวอย่างเทศน์มหาชาติ และมีการจุดประทีปโคมไฟอย่าง
กว้างขวางมากกว่า(การลอยกระทง ท่ีทางโบราณล้านนาเรียกว่า ลอยโขมดน้ี คาว่า " โขมด อ่านว่า
ขะ-โหฺมด เป็นชือ่ ผีปา่ ชอบออกหากินกลางคืนและมไี ฟพะเหนียงเห็นเป็นระยะๆคล้ายผีกระสือ ดังน้ัน
จึงเรียกเอาตามลักษณะกระทงท่ีจุดเทียนลอยในน้า เห็นเงาสะท้อนวับๆแวมๆคล้ายผีโขมดว่า ลอย
โขมด ดังกล่าว)

เรือ่ งทหี่ ้า กลา่ วกันว่าในประเทศจีนสมยั ก่อน

ทางตอนเหนือ เมื่อถึงหน้าน้า น้าจะท่วมเสมอ บางปีนา้ ท่วมจนชาวบ้านตายนบั เป็นแสนๆ และ
หาศพไม่ได้ก็มี ราษฎรจึงจัดกระทงใสอ่ าหารลอยน้าไป เพ่ือเซ่นไหว้ผีเหลา่ นั้นเป็นงานประจาปี ส่วนท่ี
ลอยในตอนกลางคืน ทา่ นสันนิษฐานว่า อาจจะต้องการความขรมึ และขมุกขมัวให้เห็นขลงั เพราะเป็น
เรื่องเกยี่ วกับผๆี สางๆ และผีก็ไมช่ อบปรากฏตัวในตอนกลางวนั การจุดเทียนก็เพราะหนทางไปเมืองผี
มันมืด จึงต้องจุดให้แสงสว่าง เพื่อให้ผีกลับไปสะดวก ในภาษาจีนเรียกการลอยกระทงว่า ปล่อยโคม
น้า (ป่ังจุ๊ยเต็ง) ซ่ึงตรงกับของไทยว่า ลอยโคม จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วน
ใหญจ่ ะเปน็ การแสดงความกตญั ญู ระลึกถึงผูม้ ีพระคุณต่อมนุษย์ เชน่ พระพุทธเจ้า เทพเจา้ พระแม่คง
คา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่อง
สกั การะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้า หรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหน่ึง
ท่ีบอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชน ได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซ่ึงเป็นสัญลักษณ์แห่ง
ความดงี ามทัง้ ปวงนน่ั เอง

6

ความเช่ือเกี่ยวกับประเพณีลอยกระทง

1. เปน็ การขอขมาพระแมค่ งคา ทีม่ นษุ ย์ได้ใชน้ ้า ไดด้ ่ืมกนิ รวมไปถงึ การทิ้งสง่ิ ปฏิกลู ตา่ งๆลงในแมน่ า้
2. การลอยกระทง เพอ่ื บูชาพระผเู้ ปน็ เจา้ ตามคตพิ ราหมณ์
3. เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทบั รอยพระบาทไวห้ าดทรายแม่น้านัม
มทานที ในประเทศอนิ เดยี
4. เป็นการลอยทุกข์ ความโศกรวมถงึ โรคภัยต่างๆให้ลอยไปกบั น้า
5. ชาวไทยในภาคเหนอื มีความเชอื่ ว่า การลอยกระทงเปน็ การบูชาพระอปุ คตุ ตามตานานเลา่ วา่ พระ
อปุ คุตทรงสามารถปราบพญามารได้
6. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพทุ ธเจ้า ในวนั ทีเ่ สดจ็ กลับจากเทวโลก เม่อื คร้งั เสดจ็ ไปจาพรรษาอยู่
บนสวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์ เพ่อื ทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพทุ ธมารดา
7. การลอยกระทง เพือ่ บูชาพระจฬุ ามณีบนสวรรค์ ซ่ึงเป็นทีบ่ รรจุพระเกศาของพระพุทธเจา้
8. การลอยกระทง เพอ่ื บชู าท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชน้ั พรหมโลก
9. การลอยกระทง เพอ่ื บชู าพระอุปคุตเถระ ซง่ึ บาเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลกึ หรือ
สะดอื ทะเล

7

กจิ กรรมในวนั ลอยกระทง

1. การลอยกระทงในปัจจุบัน ยังคงรักษารปู แบบเดิมเอาไวไ้ ด้ตามสมควร เม่ือถงึ วันเพญ็ พระจนั ทร์เตม็
ดวงในเดอื น 12 ชาวบ้านจะจดั เตรยี มทากระทงจากวสั ดุท่ีหางา่ ยตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วย และ
ดอกบัว นามาประดิษฐเ์ ปน็ กระทงสวยงาม ปักธปู เทยี นและดอกไม้ เครื่องสักการบชู า ก่อนทาการ
ลอยในแมน่ ้ากจ็ ะอธษิ ฐานในส่ิงท่ีมงุ่ หวงั พร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา ตามคมุ้ วัดหรือสถานทจ่ี ัดงาน
หลายแหง่ มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคนื
นอกจากนั้นยงั มีการจดุ ดอกไม้ ไฟ พลุ ตะไล ซง่ึ ในการเลน่ ตอ้ งระมดั ระวังเป็นพิเศษ วสั ดุที่นามาใชท้ า
กระทง ควรเป็นของท่ีสามารถยอ่ ยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ
2. ให้การสนบั สนุนกจิ กรรมต่าง ๆ ในวันลอยกระทง เชน่ การประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ
การละเล่นพ้นื เมอื ง เช่น ราวงเพลงเรือ เพ่อื สืบสานวฒั นธรรมไทย
3. จัดนทิ รรศการ หรอื พิธลี อยกระทง เพื่อเผยแพร่และอนุรักษป์ ระเพณีไทย
4. จดั รณรงค์ใหม้ ีการใชว้ ัสดจุ ากธรรมชาติมาทากระทง เพ่ือไม่ให้เกิดมลภาวะแกแ่ ม่นา้ ลาคลอง

8

ประเพณีลอยกระทงในแต่ละทอ้ งถ่ิน

ภาคเหนอื ตอนบน นิยมทาโคมลอย เรียกวา่ “ลอยโคม” หรือ “วา่ วฮม” หรือ “วา่ วควัน” ทา
จากกระดาษบางๆ กระดาษท่ีใช้ทาวา่ ว แล้วสุมควนั ข้างใตใ้ ห้ลอยข้นึ ไปในอากาศอยา่ งบัลลนู
ประเพณขี องชาวเหนอื นี้เรยี กว่า “ยี่เปง็ ” หมายถงึ การทาบุญในวนั เพญ็ เดือนย่ี(ซึ่งนับวนั ตามแบบ
ล้านนา ตรงกับวันเพญ็ เดือนสิบสองในแบบไทย)

– จังหวดั เชียงใหม่ มปี ระเพณี “ยเ่ี ป็ง” เชียงใหม่ ในทุกๆ ปีจะมกี ารจัดงานข้นึ อย่างยงิ่ ใหญต่ ระการตา
และมกี ารปลอ่ ยโคมลอยข้ึนเต็มทอ้ งฟา้
– จงั หวดั ตาก จะลอยกระทงขนาดเล็กทยอยเรียงรายไปเป็นสาย เรยี กว่า “กระทงสาย”
– จังหวดั สุโขทยั ขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลตุ ะไล ไฟพะเนยี ง

ภาคอสี าน ในอดตี มกี ารเรยี กประเพณลี อยกระทงในภาคอสี านว่า สิบสองเพง็ หมายถงึ วันเพญ็
เดือนสิบสองซึ่งจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป เชน่
– จังหวัดร้อยเอ็ด มชี ่ืองานประเพณวี า่ “สมมาน้าคืนเพ็ง เสง็ ประทปี ” ตามภาษาถน่ิ มีความหมายถงึ
การขอขมาพระแม่คงคา ในคืนวนั เพญ็ เดอื นสบิ สอง การประกวดประทปี โคมไฟและกระทงอัน
สวยงาม มีการจาลองแหห่ ัวเมืองสาเกตนุ ครทง้ั 11 หัวเมอื ง
– จังหวัดสกลนคร ในอดตี จะมกี ารลอยกระทงจากกาบกลว้ ย ลกั ษณะคล้ายกับการทาปราสาทผง้ึ
โบราณ เรียกงานนวี้ ่าเทศกาลลอยพระประทีปพระราชทาน สิบสองเพ็งไทสกล

9

– จงั หวดั นครพนม จะตกแต่งเรอื แล้วประดบั ไฟ เป็นรูปต่างๆ เรยี กวา่ “ไหลเรอื ไฟ” โดยเฉพาะที่
จงั หวัดนครพนมเพราะมคี วามงดงามและอลังการทีส่ ุดในภาคอสี าน

ภาคกลาง มกี ารจดั ประเพณลี อยกระทงขึน้ ท่วั ทุกจังหวัด
– กรุงเทพมหานคร จะมีงานภูเขาทอง เป็นรูปแบบงานวัด เฉลิมฉลองราว 7-10 วัน กอ่ นงานลอย
กระทง และจบลงในช่วงหลงั วนั ลอยกระทง
– จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา มีการจัดงานประเพณีลอยกระทงกรงุ เกา่ ขนึ้ อย่างย่ิงใหญ่บริเวณอุทยาน
ประวัตศิ าสตรพ์ ระนครศรีอยุธยา ภายในงานมกี ารจัดแสดงแสง สี เสยี ง อยา่ งงดงามตระการตา

ภาคใต้ อย่างที่อาเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา ก็มีการจัดงานอยา่ งย่งิ ใหญ่ นอกจากนั้น ใน
จังหวัดอ่นื ๆ กจ็ ะจัดงานวนั ลอยกระทงดว้ ยเชน่ กนั
นอกจากน้ีในแต่ละท้องถน่ิ ยงั อาจมีประเพณีลอยกระทงทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป และสบื ทอดตอ่ กันเรอ่ื ยมา

10

คณุ ค่าและความสาคัญของประเพณีลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง นับเปน็ ประเพณีที่มีคุณคา่ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา
กล่าวคอื
คุณคา่ ตอ่ ครอบครัว ทาให้สมาชกิ ในครอบครวั ได้ทากจิ กรรมรว่ มกัน เชน่ การประดิษฐ์กระทง แล้ว
นาไปปล่อยนา้ เพ่ือแสดงความกตัญญูกตเวทตี อ่ นา้ ทีใ่ ห้คณุ ประโยชน์แก่เราบางท้องถิ่นจะลอยเพื่อเปน็
การแสดงความระลกึ ถงึ บรรพบรุ ุษอกี ดว้ ย
คณุ ค่าต่อชุมชน ทาใหเ้ กดิ ความสมคั รสมานสามคั คีในชมุ ชน เช่น รว่ มกันประดษิ ฐ์กระทง เป็นการ
ส่งเสรมิ และสบื ทอดศิลปกรรมด้านชา่ งฝีมอื อีกด้วย ทง้ั ยงั เปน็ การพบปะสังสรรค์ สนุกสนานรน่ื เริง
บนั เทงิ ใจร่วมกัน
คณุ ค่าต่อสงั คม ทาใหม้ ีความเอือ้ อาทรต่อส่งิ แวดล้อม ด้วยการชว่ ยกันรักษาความสะอาดแมน่ ้าลา
คลอง โดยการขุด ลอก เกบ็ ยะในแมน่ ้าลาคลองใหส้ ะอาด และไม่ท้ิงปฏิกูลลงไปในแม่นา้ ลาคลองอกี
ดว้ ย
คณุ ค่าต่อศาสนา ชว่ ยกันรกั ษาทานุบารงุ ศาสนา เชน่ ทางภาคเหนอื ลอยกระทงเพื่อเป็นการบูชารอย
พระพุทธบาทของพระพุทธเจา้ และยงั จัดใหม้ ีการทาบญุ ให้ทาน การปฏิบัตธิ รรม และฟงั เทศดว้ ย

11

วธิ ีการทากระทง

แบบท่ี 1 กลบี ผกา

วิธีทา
1. ตัดใบตองขนาดความกวา้ ง 1.5 นว้ิ ยาว 6 นว้ิ โดยประมาณ
2. พับตามรปู จานวน 3 กลบี จากนน้ั นามาวางซ้อนใหล้ ดหลน่ั กันไปตามภาพ ซึง่ จะนบั เป็น 1 ตบั
3. นาไปติดโดยรอบท่ีขอบฐานกระทง ซงึ่ เปน็ ต้นกล้วยตัดเป็นแวน่ ความหนา 1.5-2 นิ้ว โดยประมาณ
ทงั้ นี้ปรมิ าณของกลีบกระทงที่ใชจ้ ะมากหรือนอ้ ยนั้นข้นึ อย่กู ับขนาดของตวั ฐาน
4. จากนน้ั ประดบั ด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทยี นลงไปเป็นอันเสรจ็

แบบท่ี 2 กลีบกุหลาบ

12

วธิ ที า
1. ตดั ใบตองขนาดความกวา้ ง 1.5 นว้ิ ยาว 6 น้วิ โดยประมาณ
2. พบั เปน็ กลบี กุหลาบตามรปู จานวน 3 กลบี จากนน้ั นามาสวมเรียงกนั ใหม้ ีระยะหา่ งพองามตาม
ความชอบ ควรจดั ให้ยอดของกลบี และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดยี ว ซึ่งจะทาให้ผลงาน
ออกมาดสู วยงามเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย
3. ใชด้ ้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรอื สีดามาเยบ็ ติดด้วยกันดว้ ยด้นถอยหลังให้เปน็ แนวตรงเสมอ
กันโดยตลอด
4. พับกลีบใบตองแลว้ เยบ็ ต่อเนอ่ื งไปเร่ือยๆ จนกระท่ังสามรารถหุม้ ขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ
ตรงึ กลีบใบตองกับฐานของกระทรวงด้วยหมุด และขลบิ ส่วนท่ีเลยพน้ ฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับ
ฐานเม่ือทาเสร็จแลว้ จะมลี ักษณะคล้ายกบั มงกฎุ สวมศรี ษะ
5. จากน้นั ประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไปเปน็ อันเสรจ็

แบบท่ี 3 หวั ขวาน

13

วธิ ีทา
1. ตดั ใบตองขนาดความกว้าง 1.5 น้ิว ยาว 6 นิว้ โดยประมาณ
2. พบั ตามรปู จานวน 3 กลบี จากนน้ั นามาสวมเรยี งกันให้มรี ะยะห่างพองามตามความชอบ เพ่ือให้
ผลงานออกมาดสู วยงามเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย ควรพับแตล่ ะกลบี ให้ได้ขนาดเทา่ กนั ทกุ จุด
3. ใช้ดา้ ยสีเขยี วใกล้เคียงกบั ใบตอง หรอื สดี ามาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เปน็ แนวตรงเสมอกนั โดย
ตลอด
4. พบั กลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนอ่ื งไปเร่ือยๆ จนกระท่ังสามารถสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้
โดยรอบ ตรึงกลีบใบตองกบั ฐานของกระทงด้วยหมุน แลว้ ขลบิ สว่ นทเี่ ลยพ้นฐานลงมาให้เรยี บร้อย
เสมอกบั ฐานเมอื่ ทาเสรจ็ แล้วจะมลี กั ษณะอ่างนา้
5. จากน้นั ประดบั ด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไปเป็นอันเสร็จ

14

บทสรปุ

ด้วยประวัติศาสตร์ ความเป็นมาอันยาวนาน ของประเพณีลอยกระทง ย่อมเป็นส่ิงแสดงให้เห็น
ว่าประเพณีน้ีมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของ ชาวไทยมาตั้งแต่อดีต จวบจนกระท่ังถึงปจั จุบัน ทุกวันเพ็ญ
ขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ อันเป็นช่วงเวลาท่ีพระจันทร์เต็มดวงทอแสงนวลอยู่เหนือลา น้า และ
ขณะเดยี วกัน ณ ริมฝั่งนา้ เราจะได้เห็นภาพของประชาชนต่างพากนั ต้ังจิตอธษิ ฐานเพื่อ ขอสง่ิ ท่ีมุ่งหวัง
และขอขมาแม่น้า ท่ีหล่อเล้ียงชีวิตมาตลอดทั้งปีไปกับกระทงท่ีประดษิ ฐ์ ข้ึนด้วยความงดงาม เม่ือแสง
เทียนจากกระทงนับร้อยนับพันใบลอยกระทบผิวน้า เหมือน จะแข่งความสว่างไสวกับแสงจันทร์วัน
เพ็ญ ไดท้ า ใหค้ วามสวยงามของค่า คืนแห่งประเพณี ลอยกระทงเปน็ ที่โจษจันไปทัว่ โลก และดึงดูดให้
นักท่องเที่ยวมาร่วมชื่นชมและสัมผัสกับ วัฒนธรรมประเพณีอันงดงามของไทย เราคนไทยจึงมิได้เป็น
เพียงผู้ต้อนรับนักท่องเท่ียว แต่หากคือผู้ท่ีจะธารงรักษาสาระคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีลอยกระทง
ประเพณีท่แี สดง ถึงความกตัญญตู อ่ สายน้า ให้คงอย่สู บื ไป

15

บรรณานุกรม

กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรม. (2557). ลอยกระทง. สบื ค้นเมื่อ 4 กนั ยายน 2564,
จาก http://book.culture.go.th/newbook/day/loy.pdf

Pornchanokcind. (2555). ประเพณีลอยกระทง. สืบค้นเมือ่ 4 กนั ยายน 2564, จาก
https://sites.google.com/site/pornchanokcind/home/withi-kar-tha-krathng-bitxng

อมรรัตน์ เทพกาปนาท. (ม.ป.ป.). วนั ลอยกระทง. สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2564, จาก
https://www.sanook.com/campus/910912/

ชฎาพร ชแู ก้ว, ศุทธนิ ี อนิ ทรสวุ รรณ, และอรอมุ า หยุ้ บตุ ร. (ม.ป.ป.). ประเพณวี ันลอยกระทง.
สืบค้นเมือ่ 4 กนั ยายน 2564, จาก
https://sites.google.com/a/bswschool.ac.th/prapheni-wanlxy-krathng/tidtx-rea

สถาบันการพลศกึ ษา วิทยาเขตลาปาง. (2555). เทศกาลวนั ลอยกระทง. สืบคน้ เมื่อ 4 กันยายน
2564, จาก http://www.ipelp.ac.th/Dayss/2555/loykrathong2012/pavat/pavat-
loykrathong-2012.html

16

ภาคผนวก

ประวัตินางนพมาศ

นางนพมาศ หรือ เรวดีนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นสตรีท่ีปรากฏอยู่ใน "เร่ืองนางนพ
มาศ หรือ ตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" ท่ีอ้างอิงว่าถูกรจนาขึ้นต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีเน้ือความว่านาง
นพมาศบอกเล่าถึงความเปน็ ไปภายในรฐั สุโขทัยว่ามีความเจรญิ ร่งุ เรอื งสมบูรณ์พูนสขุ นานัปการ ในรัฐ
มีคนต่างชาติต่างภาษาและศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกัน และเร่ืองท่ีเด่นที่สุดคือการที่นางประดิษฐ์กระทง
ข้ึนมา จนนางนพมาศได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีลอยกระทง กล่าวกันว่านางนพมาศมีรูป
โฉมงดงาม ในยุคหลังเม่ือคราเทศกาลลอยกระทงก็มีการประกวดประขนั นางนพมาศสืบมา

อย่างไรก็ตามได้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีตัวตนจริงของนางนพมาศ มีนักประวัติศาสตร์หลายท่าน
อาทิ สมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุภาพ, นธิ ิ เอยี วศรีวงศ์ และสุจติ ต์ วงษ์เทศ เหน็ ว่าเร่อื งนางนพมาศ
น้ันเปน็ เพยี งเรอ่ื งท่ีแต่งขึ้นชว่ งตน้ กรงุ รตั นโกสินทรเ์ ทา่ นน้ั เอง

ใน เร่ืองนางนพมาศ หรือ ตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ระบุว่า นางนพมาศเป็นธิดาของพราหมณ์ในราช
สานักสมัยกรุงสุโขทัย รับราชการเป็นพระปุโรหิตตาแหน่งพระศรีมโหสถ ยศกมเลศครรไลหงส์ พงศ์
มหาพฤฒาจารย์ กับมารดาช่ือนางเรวดี นางนพมาศจึงมีอีกช่ือหน่ึงว่า เรวดีนพมาศตามนามมารดา
ต่อมาบิดามารดาของนางได้ถวายตัวนางแก่พระรว่ งเจ้า (บางแห่งว่าคือพญารามราช บ้างว่าเป็น พญา
เลอไท) และเลื่อนเป็นพระสนมเอกในตาแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เน่ืองด้วยคิดค้นประดิษฐ์กระทงรูป
ดอกบัวในพระราชพิธีจองเปรยี งเปน็ ท่ถี ูกพระราชหทยั พระรว่ งเจา้


Click to View FlipBook Version