The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aranya Wongsawat, 2024-06-19 13:31:32

วิจัยผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง

วิจัยผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง

รายงานการวิจัย เรื่อง ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 โดย นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา ศษ592 การปฏิบัติการสอนและฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2 ตามหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 (งานวิจัยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)


รายงานการวิจัย เรื่อง ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 โดย นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ ……………………………………………… (รองศาสตราจารย์ ดร.สนธยา สีละมาด) คณบดีคณะพลศึกษา ……………………………………………………………. …….……………………………………………….. (อาจารย์ ดร.นภัสวรรณ เจริญชัยภินันท์) (อาจารย์เอกพล ถาวรเจริญ) อาจารย์นิเทศก์ อาจารย์/ครูพี่เลี้ยง


บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่น ลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัย อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ ปริญญา การศึกษาบัณฑิต ปีการศึกษา 2565 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. นภัสวรรณ เจริญชัยภินันท์ การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาถึงผลของการฝึกด้วยโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการ เล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 จำนวน 10คน เลือกแบบเจาะจงสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถในทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ได้ทำการ ฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก T-under ในวันพฤหัสบดี เวลาในการฝึกประมาณ 40 นาที โดยทดสอบความสามารถ ในการเล่นลูกสองมือล่างก่อนและหลังการฝึก สัปดาห์ที่2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระหว่างก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่2 และหลังการฝึก สัปดาห์ที่4 ผลการวิจัยพบว่า ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกในสัปดาห์ที่4 ดีกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


ประกาศคุณูปการ วิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์จากอาจารย์ดร.นภัสวรรณ เจริญชัยภินันท์ อาจารย์นิเทศก์ การศึกษา และอาจารย์นิเทศก์เฉพาะโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาพลศึกษา คณะพลศึกษา มหาทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและให้กำลังใจต่อ ผู้วิจัยตลอดมา พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็น แนะนำอันทำให้รายงานการวิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้วิจัยมีความซาบซึ้งในความเมตตา และ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณอาจารย์ เอกพล ถาวรเจริญ อาจารย์พี่เลี้ยง สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ที่คอยช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาผู้วิจัยเป็นอย่างดี ผู้วิจัยรู้สึกประทับใจที่ได้ร่วมฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ทำให้ผู้วิจัยมีความเข้าใจในวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ที่กรุณาให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์สำหรับ การ วิจัยของผู้วิจัยตลอดจนให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ อาจารย์ดร.นภัสวรรณ เจริญชัยภินันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาพลศึกษา อาจารย์ ผศ.ดร. พิชญาวีร์ ภานุรัชต์ นนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา และ อาจารย์ เอกพล ถาวรเจริญ อาจารย์กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ที่กรุณาให้ข้อมูลอัน เป็นประโยชน์สำหรับการวิจัยตลอดจน ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ เป็นอย่างยิ่งที่อำนวย ความสะดวกในด้านสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยตลอดระยะเวลาในการทำวิจัยฉบับนี้จนทำให้วิจัยฉบับ นี้เสร็จสมบูรณ์ด้วยดี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ ผู้จัดทำ


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ ภูมิหลัง จุดมุ่งหมายในการวิจัย ความสำคัญของงานวิจัย ขอบเขตงานวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ กรอบแนวคิดงานวิจัย 2 เอกสารและงานวิจัยทีเกี่ยวข้อง แนวคิดในกีฬาวอลเลย์บอล ความหมายของการเล่นลูกสองมือล่าง ความสำคัญของการเล่นลูกสองมือล่าง การเล่นลูกสองมือล่าง ประโยชน์ของการเล่นวอลเลย์บอล หลักการฝึกด้วยโปรแกรม หลักการฝึกซ้อมกีฬา งานวิจัยในประเทศ งานวิจัยต่างประเทศ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย บรรณานุกรม


ภาคผนวก หน้า ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค ภาคผนวก ง ภาคผนวก จ ประวัติผู้วิจัย


บทที่ 1 บทนำ ภูมิหลัง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม และกีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพและกีฬา และได้กำหนดให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรียนรู้ในสาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล ซึ่งทางหลักสูตร วิชาพลศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ กำหนดให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2-6 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เรียนรู้ในเรื่องต่างๆของกีฬาวอลเลย์บอล ซึ่งประกอบด้วย ประวัติความเป็นมา ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน การสร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ ทักษะการเสิร์ฟ ทักษะการการเล่นลูกสองมือล่าง (การอันเดอร์) ทักษะการเล่นลูกสองมือบน (การเซต) ทักษะการสกัดกั้น การแข่งขัน กฎกติกาการแข่งขัน และเทคนิคทักษะอื่นๆ ที่สามารถนำมาบูรณาการให้เข้ากับรายวิชา วอลเลย์บอลได้ กีฬาวอลเลย์บอลเป็นกิจกรรมทางพลศึกษาอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายทั้งใน กลุ่มเด็ก และเยาวชนจนมีการบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา (อภิศักดิ์ ขำสุข, 2544) กีฬาวอลเลย์บอลเป็นกิจกรรมพลศึกษาที่ใช้ทักษะการปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ มีสุขภาพที่ดี และทักษะด้านกีฬา สมรรถภาพทางกายที่ดี คือลักษณะร่างกายที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้และทักษะ (Chaisri, 1992) สำหรับทักษะการเล่นวอลเลย์บอล ด้วยการเล่นลูกสองมือล่าง คือการใช้ท่อน แขนบริเวณระหว่างข้อมือกับข้อพับบังคับลูกบอลให้ลอยขึ้นสู่อากาศ ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการเล่นวอลเลย์บอลในขณะที่ลูกบอลลอยต่ำ อยู่กว่าระดับเอว ไม่ว่าจะเป็นเกมการรุกหรือการรับเป็นต้น (Karaket, 2004) จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าทักษะการเล่นลูกสองมือล่างเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญ และจำเป็น อย่างมากในกีฬาวอลเลย์บอล ดังนั้นถ้าผู้เรียนขาดความสามารถ หรือปฏิบัติทักษะผิดจะส่งผลให้การปฏิบัติ ทักษะอื่นๆ ผิดตามไปด้วย หรือประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางลดลง ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรม การเรียนในรายวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ พบว่าลักษณะของผู้เรียนมีความหลากหลาย และมีความสามารถในการเรียนรู้ ปฏิบัติทักษะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์ที่ ดี ปานกลาง และต่ำ


ซึ่งผู้วิจัยสังเกตเห็นว่าการปฏิบัติลักษณะท่าทางที่ผิด เป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมลูกบอล หรือทิศทาง ของบอลได้ จึงทำให้นักเรียนเกิดความวิตกกังวลในลักษณะท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง และ จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยพบว่ายังมีนักเรียนบางกลุ่มที่ยังปฏิบัติทักษะดังกล่าวได้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่น ลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อการส่งเสริมความสามารถ และพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล จุดมุ่งหมายในการวิจัย 1. เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่น ลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ความสำคัญของงานวิจัย ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการ เล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ปีการศึกษา 2565 เพื่อนำมาพัฒนาทักษะการเล่นลูกสองมือล่างในกีฬาวอลเลย์บอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในทักษะวิชาวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ที่เรียนใน รายวิชาวอลเลย์บอล เฉพาะห้องที่รับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนจำนวน 5 ห้องเรียน รวม 146 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก จากนักเรียนที่มีผลการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เลือกแบบเจาะจง)


โรฒ ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรต้น โปรแกรมการฝึก T-under ตัวแปรตาม ความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การเล่นลูกสองมือล่าง หมายถึง การอันเดอร์บอลในกีฬาวอลเลย์บอลในลักษณะที่ใช้ท่อนแขน ทั้ง 2 ข้างบริเวณระหว่างข้อมือกับข้อพับบังคับลูกบอลให้ลอยขึ้นสู่อากาศไปยังตำแหน่งที่ต้องการ 2. โปรแกรมการฝึก T-under หมายถึง การฝึกเล่นลูกสองมือล่างโดยใช้โปรแกรมที่ผู้วิจัยออกแบบขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง 3. T-under หมายถึง นวัตกรรมที่ผู้ทำจัดทำขึ้นเพื่อช่วยฝึก 4. นักเรียนชั้นม.4 หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ องครักษ์ ที่เรียนในรายวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) 5.ความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง หมายถึง ระดับความสามารถในการเล่นลูกสองมืล่าง ของบุคคล กรอบแนวคิดงานวิจัย ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย สมมุติฐานการวิจัย ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลังฝึก มีความแตกต่างกัน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ผลของความสามารถการเล่นลูกสองมือ ล่าง ในกีฬาวอลเลย์บอล โปรแกรมการฝึก T-under โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง ในกีฬาวอลเลย์บอล


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวของทั้งในและต่างประเทศมาเป็นแนวทางเพื่อ สนับสนุนงานวิจัยครั้ง นี้ พอสรุปได้ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.1 แนวคิดในกีฬาวอลเลย์บอล 1.2 ความหมายของการเล่นลูกสองมือล่าง 1.3 ความสำคัญของการเล่นลูกสองมือล่าง 1.4 การเล่นลูกสองมือล่าง 1.5 ประโยชน์ของการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล 2.การฝึกด้วยโปรแกรม 2.1 หลักการฝึกด้วยโปรแกรม 2.2 หลักการฝึกซ้อมกีฬา 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 งานวิจัยในประเทศ 3.2 งานวิจัยต่างประเทศ แนวคิดในกีฬาวอลเลย์บอล กีหาวอลเลย์บอลเป็นกีฬาประเภททีม ซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่ายๆ ละ 6 คน ในสนามแบ่งแดน ด้วยตาข่าย การเล่นลูกบอลเล่นด้วยมือและแขนหรือส่วนใด ๆของร่างกายตั้งแต่สะเอวขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งลูกบอลให้ข้ามตาข่ายไปลงยังแดนดูต่อสู้ และพยายามป้องกันไม่ให้ถูกบอลตก ในแดนของตนเอง การเริ่มเล่นจะเริ่มโดยผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งหลังขวาเป็นผู้เสิร์ฟถูกบอลให้ข้ามตาข่ายไปยัง แดนคู่ต่อสู้ โดยทีมหนึ่งสามารถเล่นถูกได้ไม่เกิน 3 ครั้ง และการเล่นแต่ละครั้ง ผู้เล่นคนเดียวกันจะต้องไม่เล่น ลูกบอลสองครั้งติดต่อกัน การเล่นจะดำเนินไปเรื่อย ๆจนกระทั่งถูกบอลไห้สัมผัสพื้น หรือทีมนั้นไม่สามารถโต้ ถูกกลับไปได้อย่างถูกต้อง (กองกีฬา ,กรมพลศึกษา. 2535 : 2) อารีย์ อินสุวรรโณ (2560) ได้กล่าวว่า การฝึกทักษะต่าง ๆ ในการเล่นกีฬา วอลเลย์บอล ถือเป็นหัวใจ หลักของผู้เล่นที่จะเริ่มเล่นกีฬาวอลเลย์บอล การฝึกทักษะต้องต้องฝึกแบบเบาไปหาหนักตามลำดับ ความสามารถของนักกีฬา อภิศักดิ์ ขำสุข (2544) กล่าวว่า พื้นฐานในการเล่น วอลเลย์บอล นับเป็นบทเรียนเบื้องต้นที่ผู้เริ่มฝึก วอลเลย์บอล ควรเรียนรู้เป็นการวางพื้นฐานถูกต้องกับผู้ฝึกเล่น ก่อนจะก้าวไปสู่การเรียนรู้ในทักษะอื่น ๆ


ทักษะขึ้นพื้นฐาน และสมรรถภาพพทางกายนับว่ามีความสำคัญมากต่อผู้เล่น หรือผู้ที่จะฝึกวอลเลย์บอล ทั้งนี้เพราะการ ฝึกต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นการเล่นเดียวหรือการเล่นทีมจำเป็นต้องมีความพร้อมของร่างกาย มีสมรรถภาพที่ดีก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็ว และดีขึ้น มีประสิทธิภาพในทักษะแต่ละด้านได้มากขึ้น ความหมายของการเล่นลูกสองมือล่าง อุทัย สงวนพงศ์(2531: 8) กล่าวไว้ว่า การเล่นลูกสองมือล่าง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ลูกอันเดอร์” คือการใช้แขนช่วงล่างทั้งสองข้างบริเวณข้อมือถึงข้อพับเล่นลูกพร้อมกัน ซึ่งการเล่นลูกวิธีนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ และเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นวอลเลย์บอลทุกคน เพราะการรับ และการรุกถ้าหากไม่มีการรับ การรุกก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นทีมฝ่ายตรงข้ามเสิร์ฟ หรือตบลูกมา ฝ่ายรับๆลูกอันเดอร์พลาด หรือรับไม่ได้ การรุกให้ลูกบอลข้ามตาข่ายจึงไม่เกิดขึ้น การเล่นลูกอันเดอร์ได้ดีจึงเป็นการเปิดเกมรุกที่ดีด้วย ในบางโอกาส อาจจะต้องใช้อันเดอร์ด้วยมือเดียว พรสวรรค์สระภักดิ์ (2549, หน้า 22) ได้กล่าวว่า การเล่นลูกสองมือล่างหรืออาจเรียกวา่ “Dig” เป็น ทักษะที่ใช้กันมากในการเล่นวอลเลย์บอลเพื่อใช้ในการส่งลูก หรือใช้ในการรับลูกเสิร์ฟหรือลูกตบ หรือ ถ้าใช้ทักษะอื่นอาจทำให้เกิดความผิดพลาด พิชิต ภูติจันทร์ (2535 : 60) กล่าวว่า การเล่นลูกอันเดอร์เป็นสิ่งจำเป็นมากในการเล่นวอลเลย์บอล เป็นการส่งลูกบอลที่สำคัญอีกแบบหนึ่ง ใช้เล่นลูกบอลที่ต่ำกว่าระดับอก ไม่ว่าจะเป็นเกมรุก หรือเกมรับก็ตาม โดยเฉพาะต้องใช้ในการรับลูกเสิร์ฟ ซึ่งเรียกกันว่า "การสต๊อปลูก" ผู้รับลูกเสิร์ฟครั้งแรกจึงเรียก "สตัอปเปอร์" (Stoper) จากความหมายของการเล่นลูกสองมือล่าง สรุปได้ว่า การเล่นลูกสองมือล่างหมายถึง การงัดลูกด้วยมือสองข้าง โดยใช้แขนท่อนล่างของทั้งสองมือบังคับหรือส่งลูกบอลไปยังทิศทาง หรือตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งการเล่น ลูกสองมือล่างนี้เป็นทักษะพื้นฐานการเล่นทีม และใช้มากในการเล่นวอลเลย์บอล เพื่อใช้ในการส่งลูก หรือ ใช้ในการรับลูกเสิร์ฟ หรือลูกตบ ความสำคัญของการเล่นลูกสองมือล่าง ปราโมทย์พงษ์ไชย และคณะ (ม.ป.ป. หน้า 20) กล่าวถึง ความสำคัญของการเล่นลูกสองมือล่างว่า การเล่นลูกบอลด้วยมือ หรือแขนมีความสำคัญมากต่อการเล่นวอลเลย์บอล เพราะผู้เล่นต้องใช้ทักษะนี้เล่นลูก อยู่เสมอ นับตั้งแต่การรับลูกเสิร์ฟ การรับถูกตบ การตอบโต้ และตั้งลูกบอลเป็นตัน ซึ่งวิธีการเล่นอาจใช้ บริเวณแขนท่อนล่าง มือ นิ้ว หรือสันมือเป็นต้น โดยมีการพิจารณาใช้ให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเหตุการณ์ นั้นๆ การเล่นลูกสองมือล่างเป็นทักษะที่สำคัญ อุทัย สงวนพงศ์ (ม.ป.ป. หน้า 8 ) ได้กล่าวว่า การเล่นลูกบอลสองมือล่าง หรือเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า "อันเดอร์" ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะลูกอันเดอร์เป็นเทคนิคพื้นฐานอย่างหนึ่งของการเล่น วอลเลย์บอล การอันเดอร์ลูกได้ดีและแม่นยำ ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการเซตที่ดีอีกด้วย เนื่องจากลักษณะ


ภาพที่ 1 แสดงท่าการทรงตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเล่นลูกสองมือล่าง ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ ทิศทาง ความเร็ว และวิถีของลูกบอลที่พุ่งมาไม่เหมือนกัน การเล่นลูกอันเดอร์มีหลายวิธี เช่นการเล่นด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง หรือพุ่งตัวอันเดอร์เป็นต้น การเล่นลูกสองมือล่าง ชาญฤทธิ์ วงศ์ประเสริฐ (ม.ป.ป.หน้า 25) ได้กล่าวถึง ท่าทางขั้นพื้นฐานในการเตรียมรับบอลมือล่าง ไว้ว่าผู้เล่นจะต้องยืนแยกเท้าทั้งสองจากกันประมาณ 1 ช่วงไหล่ แต่ปลายเท้าทั้งสองข้างหันเข้าหากันเล็กน้อย ย่อตัวต่ำอยู่ในตำแหน่งใกล้ชิดกับเส้นริมสนาม เท้าที่อยู่ใกล้เส้นริมสนาม จะอยู่ในลักษณะก้าวล้ำไปข้างหน้า เท้าอีกข้างหนึ่ง 1 ก้าว ปล่อยไหล่ทั้งสองข้างตามสบายไม่ต้องเกร็งมือ และแขนทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าลำตัว เล็กน้อยเพื่อเตรียมรับบอล สำนักงานพัฒนากีฬา และนันทนาการกระทรวงการท่องเที่ยว (2548, หน้า 31) ได้กล่าวถึง ลักษณะท่าทางการเตรียมพร้อมเพื่อเล่นวอลเลย์บอลไว้ดังนี้ 1. อยู่ในท่าลักษณะการทรงตัว ย่อเข่าให้ต่ำลง โดยให้ลำตัวตั้งตรง 2. ลักษณะของเท้าทั้งสองคู่ขนานกัน ห่างกันประมาณช่วงไหล่ 3. ให้เท้าใดเท้าหนึ่งอยู่หน้า ให้น้ำหนักตัวลงที่เท้าหน้าชึ่งใช้เป็นหลัก 4. การยืนต้องยืนด้วยปลายเท้าเสมอ เพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่สามารถกระทำได้อย่าง รวดเร็วหรือเรียกกันว่าลักษณะพร้อมในการเคลื่อนที่ อุทัย สงวนพงศ์ (2546, หน้า 27) ได้กล่าวถึงการยืนเตรียมพร้อมเพื่อเล่นลูกอันเคอร์ไว้ดังนี้ 1. ยืนแยกเท้าออกประมาณ 1 ช่วงไหล่ 2. ย่อเข่าลงให้หัวเข่าเลยปลายเท้าเล็กน้อย หัวไหล่อยู่ในระดับของเข่า 3. ยกสันเท้าขึ้นเล็กน้อย น้ำหนักตัวอยู่ที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง 4. ยกมือทั้งสองขึ้นเหนือเข่า ตามองที่ลูก จากท่าการยืนเตรียมพร้อมข้างต้น พอสรุปได้ดังนี้ ยืนหันหน้าเข้าหาลูกบอล ลักษณะเท้านำเท้าตาม ยืนแยกเท้าทั้งสองออกกว้างกว่าช่วงไหล่เล็กน้อย เปิดส้นเท้าขึ้น ย่อเข่า และลำตัวให้มีลักษณะ 3 ส่วน คือจากเท้าถึงเข่า จากเข่าถึงสะโพก และจากสะโพกถึงศีรษะให้น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าหน้า ยกมือทั้งสองขึ้น ข้างหน้าระดับอก แขน ข้อศอกขนานกับพื้น หน้าเงยขึ้นตามองลูกบอลตลอดเวลา


- ลักษณะของมือขณะสัมผัสบอล อุทัย สงวนพงศ์ และสมบัติ คุณามาศปกรณ์ (2546, หน้า 28) ได้กล่าวถึงการเล่นลูกสองมือล่าง ต้องคำนึงถึงการจับมือ หรือการให้นิ้วหัวแม่มือชิดกัน มือทั้งสองสัมผัสกันแนบแน่น เพื่อให้แขนทั้งสองเสมอกัน ทำให้การควบคุมลูกเป็นไปตามทิศทางที่ต้องการได้ง่าย วิธีที่ทำให้มือทั้งสองข้างแนบชิดกันมี 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. วิธีซ้อนมือ เป็นวิธีที่นิยมเล่นกันมาก ลักษณะการจับมือแบบซ้อนมือใช้มือทั้งสองซ้อนกัน จะใช้มือไหนช้อนมือไหนก็ได้ให้มือล่างโอบมือบนไว้ให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองวางชิดขนานกันชี้ไปข้างหน้า แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงคู่ขนานกันไปตลอด ขณะสัมผัสบอลให้เกร็งแขนเล็กน้อย ภาพที่ 2 แสดงลักษณะของมือขณะสัมผัสลูกบอล แบบซ้อนมือ ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ 2. วิธีโอบหมัด ลักษณะการจับมือแบบโอบหมัดใช้มือใดมือหนึ่งกำหมัดไว้ แล้วใช้มือโอบหมัดด้านนอก อีกชั้นหนึ่งโดยใช้นิ้วมือทั้งสองวางชิดขนานกันขี้ไปข้างหน้า แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงคู่ขนานกันไปตลอด ขณะสัมผัสบอลให้เกร็งแขนเล็กน้อย ภาพที่ 3 แสดงลักษณะของมือขณะสัมผัสลูกบอล แบบโอบหมัด ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ 3. วิธีกำมือทั้งสองชิดกันหรือแบบต่อหมัด ให้กำหมัดทั้งมือซ้าย และมือขวา แล้วนำมาต่อหมัดให้ทั้ง สองหมัดมาขนานชิดกันให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองมาชิดขนานกันแขนทั้งสองข้างเหยียดตรงคู่ขนานกันไปตลอด ขณะสัมผัสบอลให้เกร็งแขนเล็กน้อย ภาพที่ 4 แสดงลักษณะของมือขณะสัมผัสลูกบอล แบบกำมือทั้งสองชิดกันหรือแบบต่อหมัด ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์


- การสัมผัสลูกบอลในการเล่นลูกสองมือล่าง อุทัย สงวนพงศ์ (2546, หน้า 29) ได้กล่าวถึง การสัมผัสลูกบอลไว้ว่าบริเวณที่ถูกลูกบอลคือบริเวณ ท่อนแขน ด้านหน้าทั้งสองแขนพร้อมๆ กัน 1. จุดสัมผัสถูกบอลให้ลูกบอลกระทบเแขนนั้นอยู่บริเวณตั้งแต่ข้อมือขึ้นมา จนถึงกึ่งกลางของกระดูก แขนท่อนล่างทั้งสองข้าง ภาพที่ 5 แสดงการสัมผัสลูกบอลในการเล่นลูกสองมือล่าง ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ 2. ทิศทางของลูกบอล ให้ลูกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้ยกแขนทั้งสองขึ้น ขณะแขนสัมผัสลูกบอล ให้ยกปลายแขนต่ำกว่าหัวไหล่ต้องการให้ลูกเคลื่อนที่ขึ้น - ลง ในแนวดิ่ง ให้ยกแขนทั้งสองขึ้นขณะที่แขนสัมผัส ลูกต้องการให้ลูกบอลไปข้างหลังให้ยกแขนทั้งสองขึ้นในขณะสัมผัสถูกให้ยกปลายแขนสูงกว่าหัวไหล่ ต้องการ ให้ลูกไปด้านข้าง ให้ยกแขนทั้งสองขึ้น บิดลำตัวให้แขนสัมผัสถูกพร้อมกับก้าวออกไปด้านข้างโดย ให้ปลายแขน ต่ำกว่าหัวไหล่ 3. การใช้แรงส่ง สายตามมองลูกบอล เหยียดแขนอยู่ด้านหน้าลำตัว แขนกับลำตัวทำมุม 40 องศา ให้บอลสัมผัสกับแขนท่อนล่างพร้อมกันทั้งสองแขน ให้เหยียดแขนทั้งสองขึ้นพร้อม ๆกับการส่งแรงจาก ขา ลำตัว เมื่อลูกกระทบแขนให้ยกหัวไหล่ขึ้นเล็กน้อย ภาพที่ 6 แสดงลักษณะท่าทางการใช้แรงส่ง ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์


- ลักษณะของการเล่นลูกสองมือล่างต่างๆ ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ (ม.ป.ป.. หน้า 24-27) ได้กล่าวถึงลักษณะการเล่นลูกสองมือล่าง ดังนี้ 1. ท่าทางการรับลูกบอลด้านหน้าลำตัว (Front reception) 1.1 การรับลูกบอลด้านหน้า จุดสำคัญในการรับแบบนี้ก็คือ แขนทั้งสองข้างเหยียดตึงโดยข้อมือ กดลงไปข้างหน้า และต้องรับบอลขณะที่บอลอยู่ห่างด้านหน้าของลำตัวพอสมควร ทั้งนี้เพราะถ้าลูกบอลอยู่ ชิดลำตัวมากเกินไป หรืออยู่ห่างลำตัวมากเกินไป จะไม่สามารถควบคุมการรับบอลได้ ภาพที่ 7 แสดงลักษณะท่าทางการรับบอลด้านหน้า ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ 2. การรับบอลด้านข้างลำตัว (Reception outside the body) 2.1 การรับบอลด้านข้างของลำตัวระดับสูง เมื่อบอลลอยมาในระดับสูงทางด้านข้างของลำตัว ผู้เล่นต้องเอี้ยวหัวไหล่ที่อยู่ด้านในสนามลงต่ำ และเอี้ยวลำตัวไปทางด้านที่บอลลอยมาเล็กน้อยเหวี่ยงแขน ทั้งสองข้างขึ้นรับบอลแต่ถ้าเป็นไปได้แล้วการรับบอลที่ดีที่สุดควรเคลื่อนที่ให้บอลอยู่ด้านหน้าของลำตัว จะทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมระยะและทิศทางของบอลได้ง่าย ภาพที่ 8 แสดงการใช้แขนทั้งสองข้างรับบอลด้านข้างของลำตัว ที่มา : นางสาว อรัญญา วงศ์สวัสดิ์ ประโยชน์ของวอลเลย์บอล วีระพงษ์ บางท่าไม้ (2545 : 3-6) กล่าวว่า วอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่มีเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับ วัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทย ด้วยการแสดงออกถึงความสุภาพในวิธีการเล่น ดังนั้นผู้เล่นหรือ นักวอลเลย์บอล ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเล่นการฝึกซ้อม และการจัดการ แข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล โดยสรุปได้ดังต่อไปนี้


- ด้านร่างกาย 1. สุขภาพร่างกายของผู้เล่นโดยรวมมีความสมบูรณ์แข็งแรง เพราะวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่มีการเล่นที่ ต่อเนื่อง มีผลต่อระบบการหายใจ การไหลเวียนโลหิต และระบบกล้ามเนื้ออย่างดี 2. ผู้เล่นจะมีทรวงทรงสมส่วนสวยงาม เนื่องจากวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่ใช้อวัยวะในการเล่นทุกส่วน สมดุลกันทั้งแขน ขา และลำตัว 3. กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย จะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ กระฉับกระเฉงในการใช้ชีวิตประจำวัน 4. ร่างกายของผู้เล่นสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานโรคได้ดี 5. ผู้เล่นจะมีระบบประสาทสั่งงานดี เพราะในการฝึกต้องอาศัยความสัมพันธ์ของระบบประสาทสั่งงาน กับกล้ามเนื้อ ทำให้กลไกการเคลื่อนไหวของร่ายกายดีขึ้น - ด้านจิตใจ อารมณ์ 1. ส่งเสริมให้ผู้เล่นมีความมั่นคงทางอารมณ์ สมาธิ รอบคอบ มีความเชื่อมั่นในตนเอง 2. ส่งเสริมให้ผู้เล่นมีจิตใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจน การเคารพต่อกฎระเบียบ และกติกา 3. ช่วยให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตื่นเต้น เร้าใจ ทั้งในการเล่น การฝึกซ้อม การแข่งขัน และ การเข้าชม 4. ช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ความวิตกกังวล 5. ส่งเสริมให้ผู้เล่นเกิดความเชื่อมั่น มีความกล้าในการตัดสินใจ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ - ด้านสังคม 1. เกิดความสามัคคีกัน 2. เกิดความมีวินัย เนื่องจากในการเล่นผู้เล่นต้องอยู่ในกฎกติกา จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 3. เป็นกีฬาที่สร้างความมีน้ำใจนักกีฬา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน 4. กีฬาวอลเลย์บอลเป็นสื่อในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำให้ผู้เล่น และผู้ชมห่างไกลจาก อบายมุขและยาเสพติด ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสังคมได้วิธีหนึ่ง สรุปได้ว่า วอลเลย์บอลเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ที่นำมาเล่นเกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เช่น ทำให้ร่างกายแข็งแรง กลไกการทำงานของร่างทายดีขึ้น ฝึกสมาธิ ความมีน้ำใจนักกีฬา เคารพในกฎเกณฑ์และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์


การฝึกด้วยโปรแกรม เจริญ กระบวนรัตน์ (2545 : 94-100) กล่าวว่า ถ้าโปรแกรมการฝึกที่ได้สร้างขึ้นมาถูกต้องตาม หลักของการฝึก และมีความเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักกีฬาขั้นตอนในการนําโปรแกรม ดังกล่าวไปใช้ก็เป็นสิ่งจําเป็นที่จะทําให้การฝึกซ้อมบรรลุตามความมุ่งหมายที่ต้องการซึ่งขั้นตอนใน การนําโปรแกรมการฝึกไปใช้กับนักกีฬา มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน คือ 1. การอบอุ่นร่างกาย (Warm–up) การอบอุ่นร่างกายจะมีทั้งแบบทั่วไป (General) และแบบ เฉพาะของทักษะกีฬา (Specific) ผลของการอบอุ่นร่างกายจะทําให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้นให้ถึง จุดที่นักกีฬามีความพร้อมต่อการแข่งขันมากที่สุด และพยายามให้จุดความพร้อมดังกล่าวอยู่ก่อนการ แข่งขันประมาณ 5 นาทีจากนั้นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าว (Keep warm) จนถึงเวลาแข่งขันโดย อาจใส่เสื้อคลุม หรือเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ระยะเวลาของการอบอุ่นร่างกายของนักกีฬาจะต้อง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ร่างกาย ผู้ฝึกสอนไม่ควรกำหนดเวลาในการอบอุ่นร่างกายให้นักกีฬาแต่ละคน แต่ควรให้นักกีฬาอบอุ่นร่างกายจนถึงจุดที่นักกีฬามีความพร้อมต่อการฝึกหรือแข่งขันมากที่สุด 2. การยืดกล้ามเนื้อ (Stretch exercise) ภายหลังการอบอุ่นร่างกาย หรือในช่วงของการอบอุ่น ร่างกายจำเป็นอยางยิ่งที่ต้องมีการยืดกล้ามเนื้อที่จะต้องใช้ในการทํางาน ซึ่งมีประโยชน์ในการป้องกันการ บาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้น หรือใช้คลายความปวดเมื่อยหลังการฝึกซึ่งวิธีการยืดกล้ามเนื้อนั้นจะต้องจัด ท่าทางให้ถูกต้อง หยุดนิ่งในจุดที่ต้องการประมาณ 5-20 วินาทีและทําซ้ำหลาย ๆ ครั้งการยืดกล้ามเนื้อ จะต้องเริ่มจากอยู่กับที่ไปหาการเคลื่อนที่โดยให้เหมาะสมกับประเภทกีฬา เป็นผลให้การประสานสัมพันธ์ ระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อดีขึ้น สําหรับการแข่งขันหากไม่มีเวลามากพอการยืดกล้ามเนื้อแบบอยูกับที่ อาจไม่จําเป็นแต่การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่เป็นสิ่งจําเป็นอย่างมาก 3. การฝึกทักษะพื้นฐาน (Drills) คือการฝึกทักษะพื้นฐานที่เหมาะสมกับกีฬานั้น ๆ เช่นการวิ่ง สลับขา ฯลฯ จะต้องฝึกจากง่ายไปหายาก เบาไปหาหนัก ทักษะย่อยไปหาทักษะรวมการฝึกดังกล่าว จะทําให้ระบบ ประสาทสั่งงานได้ดีขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมกับการฝึกในขั้นต่อไป 4. การฝึกทักษะเฉพาะ (Special exercise) เป็นการฝึกทักษะให้ต่อเนื่องและสมบูรณ์ เช่น การทําท่าเฉพาะในกีฬานั้นๆ 5. โปรแกรมการฝึกซ้อม ในขั้นนี้จะดําเนินการได้เมื่อได้ดําเนินการตามข้อ 1-4 มาแล้ว การฝึกจะมีอยู่ 4 แบบ คือ 5.1 แอโรบิค(Aerobic) คือการออกกาลังกายที่กระตุ้นให้ร่างกายต้องสร้างพลังงานแบบให้ออกซิเจน เช่น การฝึกแบบเป็นช่วง (Interval training) หรือการฝึกโดยการวิ่งในสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันเป็นต้น 5.2 แอนแอโรบิค (Anaerobic) คือการออกแรงในช่วงสั้นๆ จะใช้พลังงานที่มีสํารองในกล้ามเนื้อ เช่น การฝึกแบบวงจร (Circuit training) เป็นต้น


5.3 สปีด (Speed) คือ การที่สามารถเอาชนะแรงต้านทานด้วยความเร็ว ขึ้นอยู่กับพลังกล้ามเนื้อ การฝึกความเร็วต้องเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกำลังเคลื่อนที่และการเคลื่อนที่โดยใช้ความเร็วสูงสุด เช่นการวิ่งระยะทาง 30 เมตร หรือการยกนํ้าหนักด้วยความเร็วสูงสุด 5.4 ทักษะ (Skill) คือการฝึกทักษะในกีฬานั้นๆ ควรให้นักกีฬารู้จักประยุกต์ใช้ทักษะในทุก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน โดยเริ่มจากง่ายไปหายากและจากทักษะย่อยไปหาทักษะร่วม และควรทําซํ้าบ่อย ๆ ในท่าที่ให้ผลดีที่สุด ในการฝึกกีฬานั้น หากมีการฝึกหลายแบบ ผู้ฝึกสอนควร จัดลําดับขั้นตอนของการฝึกให้ดี กล่าวคือควรจะฝึกทักษะก่อนเพราะร่างกายยังไม่เกิดความล้าทําให้การฝึก ทักษะได้ผลดีจากนั้นจึงฝึกความเร็ว ดังนั้นลําดับขั้นตอนของการฝึกจึงเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนควรคํานึง 6. การฝึกความเร็วแบบอดทน ( Speed endurance ) การฝึกความเร็วแบบอดทนทําให้ร่างกาย สามารถทนต่อสภาพการทํางานในลักษณะนั้นๆ ได้นานที่สุด เช่น สามารถทําเวลาในการวิ่ง 100 เมตร เป็นต้น ข้อควรคํานึงถึงลักษณะนี้จะใช้ความหนักของงานไม่มากเกินไป 7. การฝึกความแข็งแรง (Strength training) คือ การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนโดยใช้มือเปล่า หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบ เช่น การฝึกยกนํ้าหนัก ( Weight training ) เป็นต้น 8. การคลายกล้ามเนื้อ( Cool down ) เป็นขั้นตอนที่จําเป็น เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และ ระบบหายใจของร่างกายกลับสู่สภาวะปกติเร็วขึ้นการฝึกซ้อมเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ฝึกสอนควรศึกษา ติดตามความเคลื่อนไหวและ ความก้าวหน้าทาง ทฤษฎีและข้อค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อที่จะได้นําไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับนักกีฬา ต่อไป การฝึกด้วยโปรแกรม หมายถึง การฝึกโดยใช้โปแกรมที่ผู้ทำวิจัย ได้ออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะการ เล่นลูกสองมือล่าง โดยจะใช้ควบคู่กับนวัตกรรม T-under ที่ผู้ทำวิจัยได้จัดทำขึ้น หลักการฝึกซ้อมกีฬา เจริญ กระบวนรัตน์ (2544) กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่แล้วการเล่นกีฬาให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ ความสามารถของร่างกายของผู้เล่นอย่างน้อย 2 ด้าน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในความ แข็งแรง ความเร็ว และความอดทน อันจะมีผลทำให้นักกีฬาสามารถเคลื่อนไหว และใช้ทักษะได้อย่างมีคุณภาพ ความคล่องตัวเป็นความสัมพันธ์ทีซับซ้อนขึ้นระหว่าง ความเร็วกับการทำงานประสานกันระหว่างความหยุ่น ของร่างกาย และกำลังของกล้ามเนื้อการที่ นักกีฬาได้รับการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจึงทำให้เกิดการ พัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ช่วงระยะเวลาการฝึก 6-8 สัปดาห์ จะทำให้เกิดการพัฒนาในด้านกำลัง และความ แข็งแรง และการฝึก 4 สัปดาห์ เป็นช่วงของความถี่ที่เหมาะสมในการฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายและ ทักษะ อย่างไรก็ตามการที่จะกำหนดความหนักเบาของงานได้อย่างเหมาะสมนั้นจึงจะช่วยพัฒนา ความสามารถในการเคลื่อนไหว และระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพเพิ่ม มากขึ้นส่วนการที่ขาดความต่อเนื่องหนักหรือเบาเกินไปไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น


วิจัยในประเทศ ศิวชัย สมเกียรติและ สมเกียรติเนตรประเสริฐ (2562) ได้ทำวิจัยเรื่องผลการฝึกทักษะการเล่นลูก สองมือล่างวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาแบบฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล และเพื่อเปรียบเทียบทักษะกีฬา วอลเลย์บอลก่อน และหลังการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคันคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองร่ม จังหวัดตาก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบทักษะการ เล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล 2 แบบ ได้แก่แบบทดสอบที่ 1 การเล่นลูกสองมือล่างอยู่กับที่ และ แบบทดสอบที่ 2 การเล่นลูกสองมือล่างกระทบฝาหนัง โดยมีรูปแบบการฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา 3 ชุด ดังนี้ 1) แบบการเล่นลูกสองมือล่าง 1 จังหวะ 2) แบบการเล่นลูกสองมือล่าง 2 จังหวะ และ 3) แบบการเล่นลูกสองมือล่างเคลื่อนที่ แบบฝึกทั้ง 3 ชุด จะเริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากซับซ้อนน้อยไปหาซับซ้อนมาก ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล มีพัฒนาการทางทักษะกีฬา วอลเลย์บอลเพิ่มขึ้น ดังนี้ ในสัปดาห์ที่ 1 มีนักเรียนที่ไม่ผ่านแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ในสัปดาห์ที่ 4 มีนักเรียนที่ไม่ผ่านแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 36.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 46.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.67 ในสัปดาห์ที่ 6 มีนักเรียนที่ไม่ผ่านแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 56.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 26.67 และในสัปดาห์ที่ 8 มีนักเรียนที่ไม่ผ่านแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 26.67 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 จำนวน 9 คน คิด เป็นร้อยละ 30.00 แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 43.33 จะเห็นว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ที่ไม่ผ่านแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 จะมีจำนวนลดลง ในขณะเดียวกันแบบฝึกทักษะชุดที่ 3 มีนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมี การพัฒนาทักษะที่ดีขึ้นการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอลของกลุ่มเป้าหมายทั้งสอง แบบทดสอบ กลุ่มเป้าหมายสามารถทำได้ดังนี้ แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล แบบที่ 1 การเล่นลูกสองมือล่างอยู่กับที่ ก่อนได้รับการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล กลุ่มเป้าหมายทำได้เฉลี่ย 14.37 ครั้งในเวลา


30 วินาทีหลังจากได้รับการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล ในเวลา 10 สัปดาห์ กลุ่มเป้าหมายทำได้เฉลี่ย 16.17 ครั้ง 30 วินาที แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล แบบที่ 2 การเล่นลูกสองมือล่างอยู่กับที่ ก่อนได้รับการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล กลุ่มเป้าหมายทำได้เฉลี่ย 11.17 ครั้งในเวลา 30 วินาทีหลังจากได้รับการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล ในเวลา 10 สัปดาห์ กลุ่มเป้าหมายทำได้เฉลี่ย 14.53 ครั้ง 30 วินาที จากการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการด้านทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่ดีขึ้น หลังจากได้รับการฝึกแบบฝึกทักษะ 1-2 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล สามารถพัฒนาการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอลได้ ชัยพร ปรมาธิกุล (2556) ได้ทำการวิจัย เรื่องการใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นกลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนาภาคพายัพ เชียงใหม่ ที่เรียนวิชาพลศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ซึ่งได้มาจากการสุ่ม แบบเจาะจง จำนวน 1 ห้องเรียน ผลการศึกษาพบว่า 1. นักศึกษามีพัฒนาการทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลดีขึ้นโดยก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยทักษะพื้นฐานกีฬา วอลเลย์บอล เท่ากับ 16.28 มีระดับคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ/ระดับคะแนนเท่ากับ 1 และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล เท่ากับ 43.34 มีระดับคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี/ระดับคะแนนเท่ากับ 4 2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์การ พัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลหลังเรียนดีขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. นักศึกษามีความพึงพอใจการใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเล่ย์บอล อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81 อัฑฒ์สนันตน์ ธรรมคงทอง (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาคันคว้าเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะทาง วอลเลย์บอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยการพิจารณา ความเหมาะสมในด้านต่าง ๆของแบบฝึกทักษะพบว่าแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม ซึ่งมีค่าดัชนี ความสอดคล้อง ( IOC ) อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 และจากการนำแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ โดยทดลองใช้กับนักเรียนรายบุคคล หรือทดลอง หนึ่งต่อหนึ่ง จำนวน 3 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 63.89 /71.67 ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ เมื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขจากนั้นนำไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเล็กจำนวน 9 คนได้ค่าประสิทธิภาพ 77.96 / 78.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ จำนวนนักเรียน 18 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 78.33/ 82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ได้กำหนดไว้ และทดลองใช้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนเบญจมานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จำนวนนักเรียน 40 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 84.35/91.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 7575 ที่ได้กำหนดไว้


2. ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะทางวอลเลย์บอลก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะทางวอลเลย์บอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะทางวอลเลย์บอลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นริศ ประธรรมสาร (2554 : บทคัดย่อ) การพัฒนาทักษะกีพาวอลเลย์บอลโดยใช้แบบฝึกทักษะ วอลเลย์บอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังลิ้นฟ้าวิทยาคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังลิ้นฟ้าวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะกีพาวอลเลย์บอล 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึง พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะกีฬาวอลเลย์บอโดยการใช้แบบฝึกทักษะ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale)จำนวน 20 ข้อ ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะกีฬาวอลเลย์บอล โดยการใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.06/ 81.08 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะกีพาวอลเลย์บอล มีค่าเท่ากับ 0.6159 แสดงว่านักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความก้าวหน้าทางการเรียน ร้อยละ 61.59 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนทักษะกีพา วอลเลย์บอล โดยการใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะกีพาวอลเลย์บอล โดยการใช้ แบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.52 อยู่ในระดับมากที่สุด วิจัยต่างประเทศ แบรดดี้ (Brady, 1945) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องความสามารถในการเล่นวอลเลย์บอล โดยสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถทั่ว ๆไปในการเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งใช้วิธีการดิ๊กบอลกับผนัง ขีดเส้นบนผนังกว้าง 5 ฟุต และเส้นระดับสูง 11 ฟุต 6 นิ้ว ผู้เข้ารับการทดสอบจะยืนอยู่ที่ใดก็ได้ โดยดิ๊กบอลกระทบผนังที่เส้น หรือเส้นระดับทำเช่นนี้ให้ได้จำนวนครั้งมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่า แบบทดสอบนี้มีความเที่ยงตรงเท่ากับ 0.86 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 ครองวิสท์ และบรุมบาซ (จารุวรรณ ยองจา. 2540 : 36 ; อ้างอิงจาก Krongvist and Brumbach. 1986 : 116-120) ได้ศึกษาแบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษา โดยได้นำแบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอลของแบรดตี้ (Brady) มาปรับปรุงใช้กับนักเรียนชายระดับ 10-11 จำนวน 71 คน โดยใช้ผนังเรียบกว้าง 5.5 ฟุต สูงจากพื้นขึ้นไป 11 ฟุต และให้มีเส้นต่อขนานขึ้นไปอีก 4 ฟุต ให้ผู้เข้ารับการทดสอบยืนที่ใดก็ได้ เมื่อได้ยินสัญญาณ "เริ่ม" ให้โยนลูกบอลกระทบผนังในเขตที่กำหนด


แล้วดิ๊กลูกบอลกระทบผนังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ในเวลา 20 วินาที ทำการทดสอบ 3 ครั้ง เป็นผลการ ทดสอบ ผลการศึกษาพบว่า แบทดสอบนี้มีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ 0.767 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.817 บาเสท แกลสโซ และล็อค (สมศักดิ์ มณีเรื่องสิน. 2542 : 45 ; อ้างอิงจาก Bassett,Glassow, and Loke. 1973 : 60-72) ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาแบบทดสอบทักษะกีฬาวอลเลย์บอล ทำการทดสอบ กับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยใช้แบบทดสอบทักษะกีฬาวอลเลย์บอล 2 รายการ คือ การเสิร์ฟลูกบอล และการดิ้กลูกบอลกระทบผนัง ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบทดสอบทักษะด้านการเสิร์ฟ มีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ .79 และด่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 2. แบบทดสอบทักษะการดิ้กลูกบอลกระทบผนัง มีค่ความเที่ยงตรงเท่ากับ .51 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .84 ดันนิงแฮม และการริตัน (จารุวรรณ ยองจา. 2540 : 34 อ้างอิงจาก Cumringham and Garrison. 1968 : 486-490) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง แบบทดสอบวอลเลย์บอลกระทบผนังสำหรับผู้หญิงโดยทำการทดสอบ กับนักเรียนหญิง ชั้นปีที่ 1 และ 2 ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในเซนต์หลุยส์จำนวน 111 คน ซึ่งเคยเรียน วอลเลย์บอลมาแล้ว โดยใช้ผนังเรียบที่มีเป้าหมายขนาดกว้าง 3 ฟุต ยาว 3 ฟุต วิธีการทดสอบให้ผู้เข้ารับการ ทดสอบยืนที่จุดใดก็ได้ เมื่อได้ยินสัญญาณ "เริ่ม" ให้โยนลูกบอลกระทบผนังบริเวณเป้า แล้วดิ๊กลูกบอลกระทบ ผนังให้ได้มากที่สุด ภายในเวลา 30 วินาทีทำการทดสอบ 2 ครั้ง และคิดจำนวนครั้งที่ดีที่สุด ผลการศึกษา พบว่า แบบทดสอบการเล่นลูกวอลเลย์บอลนี้มีคำความเที่ยงตรงเท่ากับ .72 และค่าความเชื่อมั่น .87 รัสเซล และแลนจ์ (สมศักดิ์ มณีเรืองสิน. 2542 : 46 : อ้างอิงมาจาก Russell and Lange. 1940 : 33-41) ได้ศึกษาแบบทดสอบวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาโดยได้นำแบบทดสอบ ของเฟรนซ์และคูเปอร์ มาปรับปรุงกับนักเรียนหญิงในระดับ 7-9 ซึ่งประกอบด้วยแบบทดสอบ 2 รายการ คือ การเสิร์ฟลูกบอล และการดิ้กกระทบผนัง การเสิร์ฟมีค่าความเที่ยงตรง .677 การดิ้กลูกบอลกระทบผนังมี ค่าความเที่ยงตรง 80 สำหรับค่าความเชื่อมั่นทั้ง 2 รายการอยู่ระหว่าง .870 ถึง .915 รัสเซล และแลนจ์ ได้กล่าวไว้ว่าแบบทดสอบนี้มีความเหมาะสมที่จะใช้กับนักเรียนหญิง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น


บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย ในการวิจัยได้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. การกำหนดกลุ่มประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ทั้งระดับชั้นมีจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2, 3, 4, 5 และ6 จำนวน 146 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ห้อง 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 10 คน ที่มีผลการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 1. นวัตกรรม T-under 2. โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง - การฝึกลักษณะท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อตัว - การฝึกลักษณะท่าทางการเล่นลูกสองมือล่างโดยใช้นวัตกรรม T-under ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อตัว จุดสัมผัสบอล และแรงในการตีบอล - การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกบอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย กับลูกบอล ของ ศิวัช ชัยธรณ์และสมเกียรติ เนตรประเสริฐ.(2562) - การฝึกแบบเดี่ยว โดยฝึกการอันเดอร์เข้าหากำแพง เมื่อลูกกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่าง ของศิวัช ชัยธรณ์และสมเกียรติ เนตรประเสริฐ.(2562) -การฝึกแบบคู่ โดยการฝึกจับคู่ห่างกัน 1เมตรให้คู่โยนบอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่างตีโต้ ของศิวัช ชัยธรณ์และสมเกียรติ เนตรประเสริฐ.(2562)


2. เปรียบเทียบความแตกต่างของผลการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง ก่อนการฝึกและ หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 โดยจะหาค่าพัฒนาการและนำเสนอในรูปแบบแผนภูมิ และตาราง การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 1.โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง 1.1 ศึกษาจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกด้วยโปรแกรมการเล่น ลูกสองมือล่าง 1.2 นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา มาออกแบบโปรแกรมการฝึกลูกสองมือล่างเพื่อเพิ่ม ทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง 1.3 นำโปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพื่อปรับปรุง และแก้ไขให้มีเหมาะสม 1.4 นำโปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง ที่ผู้วิจัยออกแบบขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ได้พิจารณา ตรวจสอบ ปรับปรุง และแก้ไขให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อให้มีความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา (Content validity) 1.5 นำโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง 2.อุปกรณ์ 2.1 นวัตกรรม T-under 2.2 ใบบันทึกผล 2.3 ลูกวอลเลย์บอล 2.4 สนามวอลเลย์บอล 2.5 นาฬิกาจับเวลา วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.ผู้วิจัยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกให้กับกลุ่มตัวอย่าง 2.ผู้วิจัยเป็นคนนำการฝึกด้วยตนเอง 3.ผู้วิจัยจัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ในการเก็บข้อมูลการวิจัย 4.มีการทดสอบตั้งแต่ก่อนและหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 5.กลุ่มทดลองทำการฝึกสัปดาห์ละ 3วัน ในวันจันทร์ วันพฤหัสบดีและศุกร์เวลา 13.00 น.–14.00 น. การจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าเฉลี่ยคะแนนการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ก่อนและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 และ 4 โดยนำเสนอผล ในรูปแบบของแผนภูมิและตาราง


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล N แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง ̄ แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) S.D แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Stangard Deviation) t แทน ค่าสถิติทดสอบความแตกต่างแบบ (t-test independent) * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึก ด้วยผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565


รวิโรฒ ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลังการฝึก คนที่ ชื่อ ก่อนการฝึก (Pre-test) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 (Post-test2) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (Post-test4) 1 นางสาว ปาณิศา วงศ์ฉายา 14 21 29 2 นางสาว วรัมพร นุ่มรอด 15 18 23 3 นางสาว ชญานิศ บุญยะวาศ 9 11 18 4 นางสาว ธารทิพย์ พวงผล 13 27 37 5 นางสาว กุลสินี จิวเจริญ 5 11 16 6 นางสาว นันท์นภัส โพธิ์หร่าย 4 10 15 7 นางสาว ปาลิกา แจ่มจำรัช 2 5 12 8 นางสาว กัญญาวีร์ รัสมี 5 7 12 9 นางสาว สิปาง ดอกบัว 6 15 31 10 นางสาว ชาลิสา จรเจริญ 4 6 14 รวม 77 131 207 ค่าเฉลี่ย 7.7 13.1 20.7 จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ดังนี้ ก่อนการฝึกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ 77 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ 131 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ 207 จากการฝึกทั้ง 4 สัปดาห์ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินท องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ที่เรียนในรายวิชาพลศึกษา 4 (พ 31101) วอลเลย์บอล มีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างก่อนและหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 ของกลุ่มทดลองทั้ง 10 คน พบว่า ก่อนการฝึกมีค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ 77 และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ 207


ภาพประกอบ 9 แผนภูมิแสดงค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รายวิชา พ31101 (วอลเลย์บอล) ก่อนการฝึก และหลังการฝึก ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 คนที่ ชื่อ ก่อนการฝึก (Pre-test) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 (Post-test2) ค่าพัฒนาการ 1 นางสาว ปาณิศา วงศ์ฉายา 14 21 +7 2 นางสาว วรัมพร นุ่มรอด 15 18 +3 3 นางสาว ชญานิศ บุญยะวาศ 9 11 +2 4 นางสาว ธารทิพย์ พวงผล 13 27 +14 5 นางสาว กุลสินี จิวเจริญ 5 11 +6 6 นางสาว นันท์นภัส โพธิ์หร่าย 4 10 +6 7 นางสาว ปาลิกา แจ่มจำรัช 2 5 +3 8 นางสาว กัญญาวีร์ รัสมี 5 7 +2 9 นางสาว สิปาง ดอกบัว 6 15 +9 10 นางสาว ชาลิสา จรเจริญ 4 6 +2 รวม 77 131 +54


จากตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565ก่อน และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2 โดยรวมแล้วมีค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูก สองมือล่างเท่ากับ +2 +3 +6 +7 +9 และ +14 ตามลำดับ โดยคะแนนรวมเท่ากับ +54 ภาพประกอบ 10แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รายวิชา พ31101 (วอลเลย์บอล) ก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 คนที่ ชื่อ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 (Post-test2) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (Post-test4) ค่าพัฒนาการ 1 นางสาว ปาณิศา วงศ์ฉายา 21 29 +8 2 นางสาว วรัมพร นุ่มรอด 18 23 +5 3 นางสาว ชญานิศ บุญยะวาศ 11 18 +7 4 นางสาว ธารทิพย์ พวงผล 27 37 +10 5 นางสาว กุลสินี จิวเจริญ 11 16 +5 6 นางสาว นันท์นภัส โพธิ์หร่าย 10 15 +5 7 นางสาว ปาลิกา แจ่มจำรัช 5 12 +7 8 นางสาว กัญญาวีร์ รัสมี 7 12 +5 9 นางสาว สิปาง ดอกบัว 15 31 +16 10 นางสาว ชาลิสา จรเจริญ 6 14 +8 รวม 131 207 +76


จากตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 โดยรวมมีค่าพัฒนาการความสามารถ ในการเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ +5 +7 +8 +10 และ+16 ตามลำดับ โดยผลรวมของค่าพัฒนาการอยู่ที่ +76 ภาพประกอบ 11แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รายวิชา พ31101 (วอลเลย์บอล) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ตารางที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 คนที่ ชื่อ ก่อนการฝึ ก (Pre-test) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (Post-test4) ค่าพัฒนาการ 1 นางสาว ปาณิศา วงศ์ฉายา 14 29 +15 2 นางสาว วรัมพร นุ่มรอด 15 23 +8 3 นางสาว ชญานิศ บุญยะวาศ 9 18 +9 4 นางสาว ธารทิพย์ พวงผล 13 37 +24 5 นางสาว กุลสินี จิวเจริญ 5 16 +11 6 นางสาว นันท์นภัส โพธิ์หร่าย 4 15 +11 7 นางสาว ปาลิกา แจ่มจำรัช 2 12 +10 8 นางสาว กัญญาวีร์ รัสมี 5 12 +7 9 นางสาว สิปาง ดอกบัว 6 31 +25 10 นางสาว ชาลิสา จรเจริญ 4 14 +10 รวม 77 207 +130


ภาพประกอบ 12 แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบค่าพัฒนาการความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รายวิชา พ31101 (วอลเลย์บอล) ก่อน และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ความมุ่งหมายในการวิจัย 1. เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่น ลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ความสำคัญของงานวิจัย ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการ เล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 เพื่อนำมาพัฒนาทักษะการเล่นลูกสองมือล่างในกีฬาวอลเลย์บอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในทักษะวิชาวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สมมุติฐานการวิจัย ผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลังฝึก มีความแตกต่างกัน วิธีการดำเนินงานวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก จากนักเรียนที่มีผลการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เลือกแบบเจาะจง) ฝึกโดย โปรแกรมการฝึก T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง จำนวน 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 1. โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง 1.1 นวัตกรรม T-under 1.2 การฝึกลักษณะท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อตัว 1.3 การฝึกลักษณะท่าทางการเล่นลูกสองมือล่างโดยใช้นวัตกรรม T-under ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อตัว จุดสัมผัสบอล และแรงในการตีบอล


1.4 การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกบอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย กับลูกบอล 1.5 การฝึกแบบเดี่ยว โดยฝึกการอันเดอร์เข้าหากำแพง เมื่อลูกกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่าง 1.6 การฝึกแบบคู่ โดยการฝึกจับคู่ห่างกัน 1เมตรให้คู่โยนบอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่างตีโต้ 2. แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง 3. ใบบันทึกผลการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ดังนี้ 1. ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทำการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง 2. คัดเลือกนักเรียนที่มีผลการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมา 10 คน 3. ก่อนการฝึกอธิบายวัตถุประสงค์และวิธีการฝึกโปรแกรมการเล่นลูกสองมือล่างให้กับกลุ่มทดลอง 4. จัดเตรียมสถานที่ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. ทำการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างก่อนการฝึก 6. ทำการฝึกด้วยโปรแกรมการเล่นลูกสองมือล่างระยะเวลาในการฝึกรวมทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ ฝึกตาม โปรแกรมสัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ เวลาในการฝึก 40 นาทีต่อวัน ระหว่างเวลา 13.00 น. ถึง 14.00 น. ทำการทดสอบทักษะการเล่นลูกสองมือล่างหลังการฝึกสัปดาห์ ที่ 2 และ 4 7. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ทำการหาค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อน และหลัง การฝึกสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 เป็นรายบุคคล และนำเสนอในรูปแบบตารางและแผนภูมิ 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการเล่นลูกสองมือล่างก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 โดยนำมาทำการหาค่าพัฒนาการ และนำเสนอในรูปแบบ ตารางและแผนภูมิ


สรุปผลการวิจัย จากการวิจัยสามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ยของความสามรถในการเล่นลูกสองมือล่างก่อนการฝึก และหลังการฝึกด้วย โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง พบว่าก่อนการฝึกมีค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง เท่ากับ 77 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 พบว่ามีค่าเฉลี่ยความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง เท่ากับ 131 และ หลังจากการฝึกสัปดาห์ที่ 4 พบว่ามีค่าเฉลี่ยความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง เท่ากับ 207 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีค่าพัฒนาการของการเล่นลูกสองมือล่าง ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 และหลัง การฝึกสัปดาห์ที่ 4 โดยมีค่าพัฒนาการโดยรวมเท่ากับ +54 +76 และ+130 ตามลำดับ จากค่าพัฒนาการ พบว่านักเรียนมีความสามารถในการพัฒนาสูงสุดในสัปดาห์ที่ 4 ผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อนการฝึก และหลังการฝึกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ.05 อภิปรายผล จากการวิจัยผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือ ล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์และสมมุติฐานดังนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรม T-under ที่มีต่อความสามารถใน การเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ปีการศึกษา 2565 โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภายหลังการฝึกด้วยโปรแกรมฝึก T-under ที่มีผลต่อความสามารถ ในการเล่นลูกสองมือล่าง พบว่านักเรียนมีพัฒนาการในการเล่นลูกสองมือเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนมี ความตั้งใจตลอดการฝึกฝนตามโปรแกรมที่จัดไว้ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาสภาพภูมิอากาศ มาเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นการฝึก ศิวชัย สมเกียรติ และ สมเกียรติ เนตรประเสริฐ (2562) ทำวิจัยเรื่องผลการ ฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างวอลเลย์บอล เพื่อศึกษาแบบฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล และเพื่อเปรียบเทียบทักษะกีฬาวอลเลย์บอลก่อน และหลังการฝึกทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง แบบทดสอบ ทักษะการเล่นลูกสองมือล่างกีฬาวอลเลย์บอล 2 แบบ ได้แก่แบบทดสอบที่ 1 การเล่นลูกสองมือล่างอยู่กับที่ และแบบทดสอบที่ 2 การเล่นลูกสองมือล่างกระทบฝาหนัง โดยมีรูปแบบการฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา 3 ชุด


ซึ่งถ้านักเรียนสนใจ และขยันฝึกซ้อมตามแบบฝึกทักษะ และวิธีการเล่นที่ถูกต้องแล้วก็จะสามารถเล่นกีฬาชนิด นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนได้ฝึกฝนทักษะตามโปรแกรมที่ได้จัดไว้ให้อย่างเป็นประจำ ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จึงสามารถพัฒนานักเรียนได้เป็นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ แต่มีบางสาเหตุที่ เป็นผลกระทบต่อการฝึกของนักเรียน อาทิ ติดภารกิจส่วนตัวของนักเรียน แต่จากผลการเปรียบเทียบ ความสามรถในการเล่นลูกสองมือล่างก่อน และหลังการฝึกนักเรียนมีพัฒนาการมากขึ้นตามลำดับ โดยนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ภายหลังจากที่ได้รับการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก T-under มีค่าพัฒนาการ ในการเล่นลูกสองมือล่างที่ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่าการใช้โปรแกรมการ ฝึก T-under สามารถพัฒนาความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างของนักเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับ เจริญ กระบวนรัตน์ (2545 : 94-100) กล่าวว่า ถ้าโปรแกรมการฝึกที่ได้สร้างขึ้นมาถูกต้องตามหลักของการฝึก และมีความเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักกีฬาจะทำให้การฝึกซ้อมบรรลุตามความมุ่งหมายที่ต้องการ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย ข้อเสนอแนะในการนำวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติ 1. ผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก T-under ที่มีต่อความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หลังได้รับการฝึกเกี่ยวกับลักษณะท่าทาง และเทคนิคในการเล่นลูกสองมือล่าง อย่างถูกต้องแล้ว ทำให้นักเรียนมีความสามารถในการเล่นลูกสองมือล่างที่ดีขึ้น 2. ครูควรศึกษาเทคนิคในการสร้างโปรแกรมการฝึกและการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิด ความก้าวหน้าและเกิดการพัฒนาเมื่อนำไปถ่ายทอดสู่นักเรียน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1.ควรศึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมการฝึกในรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้น และนำมาปรับใช้ในการออกแบบ โปรแกรมครั้งต่อไป 2.ควรเพิ่มระยะเวลาในการฝึกมากกว่านี้ เพื่อจะได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น


บรรณานุกรม


บรรณานุกรม Brady. (1945). Preliminary Investigation of Volleyball Playing Ability. Yale University, New Haven. กองกีฬา,กรมพลศึกษา. (2535). คู่มือการเล่นวอลเลย์บอล. กรุงเทพฯ : หจก. ไอเดียสแควร์ จารุวรรณ ยองจา. (2540), การสร้างแบบประเมินและแบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอลสำหรับ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนดัน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ฉลอง ชาตรูประชีวิน. (2532). การวิเคราะห์องค์ประกอบของทักษะวอลเลย์บอล. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ชัยพร ปรมาธิกุล. (2556). การใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับ นักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ, เชียงใหม่. ชาญชัย ขันติศิริ (2542). กีฬาวอลเลย์บบอล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ เอส พี เอฟ พริ้นดิ้งกรุ๊ป จำกัด. ชูพันธ์ สังข์เนตร. (2549),. ระดับทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2548. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. วีระพงษ์ บางท่าไม้. (2545). หนังสือเสริมความรู้สำหรับครูและนักเรียนเรื่องวอลเลย์บอล. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ศรีนวน จารุอินทร์. (2544). การสร้างแบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนตัน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. สมศักดิ์ มณีเรืองสิน. (2542). ระดับทักษะวอลเลย์บอลของนิสิตวิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรณ ปีการศึกษา 2541. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. อมรพงศ์ สุธรรมรักษ์. (2539) วอลเลย์บอลพื้นฐาน. กรุงเทพ ฯ: ภาควิชาพลศีกษา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อภิศักดิ์ ขําสุก. (2544). การฝึกวอลเลย์บอล 2000. กรุงเทพ ฯ: รั้วเขียว. อุทัย สงวนพงศ์. (2538). คู่มือการเล่นวอลเลย์บอล. กรุงเทพ ฯ: รั้วเขียว.


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก โปรแกรมการฝึกการยิงประตู


โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง ในกีฬาวอลเลย์บอล โปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่างทำการทดสอบเป็นเวลา 40 นาที 3ครั้ง/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา รวม 4 สัปดาห์ ซึ่งในการฝึกตามโปรแกรมจะเพิ่มความก้าวหน้าให้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จุดประสงค์ : เพื่อพัฒนาทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง ตารางฝึกโปรแกรมการฝึกการเล่นลูกสองมือล่าง สัปดาห์ที่ 1 วันจันทร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - ฝึกจัดท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของบอล - ใช้นวัตกรรม T-under เข้ามาช่วยฝึกท่าทางการจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของลูกวอลเลย์บอล และแรงในการตีลูกวอลเลย์บอล ที่อยู่กับนวัตกรรม T-under 15 ครั้ง - การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ 1-5 ครั้งต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 1 วันพฤหัสบดี ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - ฝึกจัดท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของบอล - ใช้นวัตกรรม T-under เข้ามาช่วยฝึกท่าทางการจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของลูกวอลเลย์บอล และแรงในการตีลูกวอลเลย์บอล ที่อยู่กับนวัตกรรม T-under 15 ครั้ง - การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ 1-5 ครั้งต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


สัปดาห์ที่ 1 วันศุกร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - ฝึกจัดท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของบอล - ใช้นวัตกรรม T-under เข้ามาช่วยฝึกท่าทางการจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของลูกวอลเลย์บอล และแรงในการตีลูกวอลเลย์บอล ที่อยู่กับนวัตกรรม T-under 15 ครั้ง - การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ 1-5 ครั้งต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 2 วันจันทร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - ใช้นวัตกรรม T-under เข้ามาช่วยฝึกท่าทางการจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของลูกวอลเลย์บอล และแรงในการตีลูกวอลเลย์บอล ที่อยู่กับนวัตกรรม T-under 10 ครั้ง - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่างจำนวน 1-5 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ 5-10 ครั้ง ต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


สัปดาห์ที่ 2 วันพฤหัสบดี ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - ใช้นวัตกรรม T-under เข้ามาช่วยฝึกท่าทางการจับมือ การวางเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของลูกวอลเลย์บอล และแรงในการตีลูกวอลเลย์บอล ที่อยู่กับนวัตกรรม T-under 10 ครั้ง - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่างจำนวน 1-5 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ 5-10 ครั้ง ต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 2 วันศุกร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่างจำนวน 1-5 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ 5-10 ครั้ง ต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกวอลเลย์บอล จำนวน 3 เซต - เก็บข้อมูล 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


สัปดาห์ที่ 3 วันจันทร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่าง จำนวน 5-10 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 เซต - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้กลับมา จำนวน 10 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 2 นาที จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 3 วันพฤหัสบดี ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่าง จำนวน 5-10 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 เซต - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้กลับมา จำนวน 10 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 2 นาที จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


สัปดาห์ที่ 3 วันศุกร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนัง หรือกําแพงเมื่อ ลูกวอลเลย์บอลกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือล่าง จำนวน 5-10 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 เซต - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้กลับมา จำนวน 10 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 2 นาที จำนวน 4 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 4 วันจันทร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 15 นาที 15 นาที - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้ต่อเนื่องจำนวน 1-10 ครั้ง 5 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว โดยให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 3 นาที จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


สัปดาห์ที่ 4 วันพฤหัสบดี ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 15 นาที 15 นาที - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้ต่อเนื่องจำนวน 1-10 ครั้ง 5 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว โดยให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 3 นาที จำนวน 3 เซต 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down ) สัปดาห์ที่ 4 วันศุกร์ ลำดับ เวลา รายการ 1 5 นาที - อบอุ่นร่างกาย ( Warm up ) 2 10 นาที 10 นาที 10 นาที - การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1 เมตรให้คู่โยนวอลเลย์บอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่าง ตีโต้ต่อเนื่องจำนวน 1-10 ครั้ง 3 เซต - การฝึกแบบเดี่ยว โดยให้ผู้ฝึกใช้หน้าแขนตีลูกวอลเลย์บอลให้ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ ต่อเนื่อง 3 นาที จำนวน 3 เซต -เก็บข้อมูล 3 5 นาที - คลายอุ่น ( Cool down )


ขั้นตอนการฝึกเล่นลูกสองมือล่าง 1. จัดท่าทางการเล่นลูกสองมือล่าง ได้แก่ การจับมือ การวางเท้าเท้า การย่อขา จุดสัมผัสของบอล วิธีปฏิบัติ 1.1 การจับมือที่นิยม 4 แบบ - แบบมือซ้อนมือ - แบบโอบหมด - แบบกำมือทั้งสองข้างชิดกัน - แบบผสานมือ


1.2 การวางเท้า - ยืนเท้าใดเท้าหนึ่งอยู่ข้างหน้าห่างกัน ประมาณ 1 ช่วงไหล่ - ย่อเข่าลงให้หัวเข่าเลยปลายเท้าเล็กน้อยก้มลำตัวให้หัวไหล่อยู่ในแนวระดับของเข่า - ยกส้นเท้าขึ้นเล็กน้อย น้ำหนักตัวอยู่ที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง 1.3 จุดกระทบของบอล - ให้บอลโดนท่อนแขนทั้งสองข้าง ห้ามงอแขนเข้าหาตัว 2. ใช้นวัตกรรมT-under เข้ามาช่วยฝึกลักษณะท่าทางการจับมือ การวางเท้าการย่อขา จุดสัมผัสของบอล และ แรงในการตีบอลที่อยู่กับนวัตกรรม T-under วิธีปฏิบัติ 2.1 ยืนในลักษณะที่เตรียมพร้อม


2.2 ทำมือในลักษณะที่เตรียมการเล่นลูกสองมือล่าง 2.3 ย่อตัวเตรียมท่าอันเดอร์ 2.4 ยืดตัวขึ้นอันเดอร์บอล (โดยให้บอลโดนท่อนแขนทั้ง 2 ข้าง)


3. การฝึกแบบเดี่ยว โดยการใช้หน้าแขนตีลูกบอลให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะ วิธีปฏิบัติ 3.1 ยืนในท่าที่เตรียมพร้อม 3.2 โยนบอลขึ้นเหนือศีรษะ 3.3 ตั้งท่าเตรียมรับบอลที่ตกลงมาโดยย่อตัว ตั้งแขน เพื่อให้บอลตกลงมากระทบท่อนแขนทั้งสองข้าง 3.4 เมื่อลูกวอลเลย์บอลตกกระทบแขนให้ยืดตัวขึ้นพร้อมออกแรงเล็กน้อย (โยนบอล 1 ครั้ง ตีบอล 1ครั้ง ไปเรื่อย ๆจนครบกำหนด หากใครเริ่มถนัดสามารถเพิ่มจำนวนครั้ง ในการตีได้)


4. การฝึกแบบเดี่ยว ให้ผู้ฝึกโยนลูกวอลเลย์บอลเข้าหาผนังหรือกําแพงเมื่อลูกกระดอนออกมาให้เล่นลูกสองมือ ล่าง วิธีปฏิบัติ 4.1ยืนในลักษณะเตรียมพร้อม 4.2 โยนบอลให้กระทบผนัง 4.3 ตั้งท่าเตรียมตัวเล่นลูกสองมือล่าง 4.4 ตีลูกวอลเลย์บอลเข้าหากำแพง 4.5 จับบอล ทำแบบนี้ต่อเนื่องจนครบตามเวลาที่กำหนด


5. การฝึกแบบคู่ จับคู่ห่างกัน 1เมตรให้คู่โยนบอลให้ผู้ฝึกเล่นลูกสองมือล่างตีโต้กลับมา วิธีปฏิบัติ 5.1 จับคู่ห่างกัน 1 เมตรยืนท่าเตรียมพร้อม 5.2 โยนบอลให้ผู้ฝึก 5.3 ผู้ฝึกอยู่ในท่าเตรียมพร้อมตีบอล ตามองที่เป้าหมาย ออกแรงตีบอล 5.4 รับลูกที่อันเดอร์ไป และโยนลูกวอลเลย์บอลกลับฝั่งตรงข้าม ให้ครบตามเวลาที่กำหนด


Click to View FlipBook Version