รายงาน
เรอ่ื ง ประวตั ิความเป็นมาของกฬี าตะกร้อ
จัดทำโดย
นาย พัชรพล กันติฟอง รหัสนักศึกษา 62151556
คณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษาและนนั ทนาการ
เสนอ
อาจารยส์ รุ ศกั ด์ิ สิงห์สา
รายงานนเี้ ป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาตะกรอ้ (PE 3208-62)
ภาควชิ าพลศึกษาและนันทนาการ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม่
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
ก
คำนำ
รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหน่งึ ของรายวิชาตะกร้อเพ่อื ให้นักศึกษาได้ศึกษาคน้ คว้าเกี่ยวกบั ประวตั ิความเปน็ มา
ของกฬี าตะกรอ้ ท้ังในประเทศและต่างประเทศและยงั รวมไปถึงทกั ษะการเลน่ กีฬาตะกร้อ กฎกติกามารยาท
ประโยชน์เพื่อใหน้ ักศึกษาเกิดการเรียนรปู แบบต่างๆ อาทิเชน่ นักศึกษาสามารถปฏิบตั ิทกั ษะ การเล่นตะกร้อ
ดว้ ยหนา้ ขาและหลงั เท้าเปน็ ต้นผู้จัดท ารายงานเล่มนี้ หวังเปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ รายงานน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
ที่กำาลงั ศึกษาหาข้อมลู ในเร่ืองน้ีอยู่ หากมีขอ้ เสนอแนะหรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จดั ทำข้อน้อมน้อมรับไว้
และขออภยั ไว้ ณ ท่ีนี้ดว้ ย
จดั ทำโดย
นาย พัชรพล กันติฟอง 62151556
สารบญั ข
คำนำ หน้า
สารบญั
1.ประวตั ิความเปน็ มากีฬาตะกร้อในไทยและต่างประเทศ ก
ข
ประวัตคิ วามเป็นมาของกีฬาตะกร้อ 1-6
ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อในประเทศไทย 1
ประวัตคิ วามเปน็ มาของกีฬาตะกร้อในต่างประเทศ 2-5
2.กติกากฬี าตะกร้อ 6
ผู้เลน่ 7-10
ตำแหนง่ 7
การเปลี่ยนตัวผู้เลน่ 7
การเส่ียงและอบอุน่ รา่ งกาย 7
ตำแหนง่ ของผูเ้ ล่นระหว่างการส่งลูกเสริ ฟ์ 7
การเปลย่ี นสง่ 7
การของเวลานอก 8
การนบั คะแนน 8
สนามแข่งขนั ตะกรอ้ 8
เสา 8-9
ตาขา่ ย 9
ลกู ตะกร้อ 9
มารยาทในการเลน่ ที่ดี 9
3.ทักษะของกีฬาตะกร้อ 11
4.ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ 12
การเล่นตะกรอ้ ด้วยขา้ งเท้าด้านใน 13
การเล่นตะกร้อด้วยหลังเทา้
การเล่นตะกร้อดว้ ยเข่าหรือหน้าขา 14
การเล่นตะกร้อดว้ ยศรีษะ
5.บรรณานกุ รม
1
ประวตั ิความเป็นมาของกฬี าตะกร้อ
เปน็ การละเลน่ ของไทยมาแต่โบราณสามารถอ้างองิ กีฬาชนิดนี้ได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังทีว่ ดั พระ
แกว้ กรุงเทพฯ ซึ่งสรา้ งตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1785 ซงึ่ ภาพศิลปะเร่ืองรามเกียรต์ิ มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไวใ้ ห้
อนุชนรนุ่ หลังได้รบั รู้ เปน็ ภาพ หนมุ านกำลงั เล่นเซปัก ตะกรอ้ อยทู่ า่ มกลางกองทัพลิง นอกเหนือจากหลกั ฐาน
ภาพจิตรกรรมดังกล่าว
ในการคน้ ควา้ หลกั ฐานเกย่ี วกับแหล่งกำเนดิ การเล่นกีฬาตะกรอ้ ในอดตี นัน้ ยังไมส่ ามารถหาขอ้ สรปุ ได้
อย่างชดั เจนว่าตะกร้อนน้ั กำเนดิ จากที่ใด การเล่นตะกรอ้ มีววิ ฒั นาการอยา่ งต่อเนอ่ื งมาตามลำดับทัง้ ด้าน
รปู แบบและวัตถดุ ิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผา้ ,หนังสัตว์,หวาย,จนถึงประเภทสารสงั เคราะห์ (พลาสติก) มี
หลายประเทศในแถบเอเชียทีเ่ ล่นกฬี าประเภทนคี้ ล้ายกนั
มหี ลักฐานการเลน่ ตะกร้อในรัฐสุลตา่ นมะละกาชว่ งครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 15 โดยมกี ารบันทกึ ในพงศาวดาร
มลายู พม่ามีการเล่นเปน็ กีฬาท่ีมมี ายาวนาน ซง่ึ เรียกวา่ “ช่ีนโล่น” ฟิลิปปินส์ นยิ มเล่นกีฬาชนิดน้กี ันมานาน
แลว้ โดยมชี ือ่ เรยี กวา่ ซปิ ะก์ ประเทศจีนมีเกมกีฬาท่ีคล้ายตะกร้อ แต่เปน็ การเตะลูกหนังปกั ขนไก่ ซง่ึ ปรากฏใน
ภาพเขียนและพงศาวดารจีน ประเทศเกาหลีมีเกมกฬี าลักษณะคล้ายคลงึ กับของจนี แต่ใช้ดินเหนียวหอ่ ดว้ ย
ผา้ สำลเี อาหางไกฟ่ ้าปกั แทนการใชล้ ูกหนังปกั ขนไก่
เปน็ การละเล่นของไทยมาแต่โบราณสามารถอ้างองิ กีฬาชนิดนี้ได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนงั ทีว่ ัดพระ
แก้ว กรงุ เทพฯ ซึง่ สร้างต้ังแต่ ปี ค.ศ. 1785 ซ่งึ ภาพศลิ ปะเร่ืองรามเกียรติ์ มภี าพการเลน่ ตะกร้อแสดงไวใ้ ห้
อนุชนรุน่ หลังได้รับรู้ เปน็ ภาพ หนุมานกำลงั เลน่ เซปัก ตะกร้อ อย่ทู ่ามกลางกองทัพลงิ นอกเหนือจากหลกั ฐาน
ภาพจิตรกรรมดงั กล่าว
ในการคน้ ควา้ หลกั ฐานเกี่ยวกับแหลง่ กำเนดิ การเลน่ กีฬาตะกรอ้ ในอดตี น้นั ยังไม่สามารถหาขอ้ สรปุ ได้
อย่างชดั เจนว่าตะกรอ้ น้ันกำเนดิ จากทใ่ี ด การเล่นตะกรอ้ มีวิวัฒนาการอยา่ งต่อเน่อื งมาตามลำดบั ท้งั ดา้ น
รปู แบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า,หนังสัตว์,หวาย,จนถึงประเภทสารสังเคราะห์ (พลาสติก) มี
หลายประเทศในแถบเอเชียที่เลน่ กีฬาประเภทน้คี ล้ายกนั
มหี ลกั ฐานการเล่นตะกร้อในรัฐสลุ ต่านมะละกาชว่ งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 15 โดยมกี ารบันทกึ ในพงศาวดาร
มลายู พมา่ มีการเล่นเป็นกฬี าทม่ี มี ายาวนาน ซึ่งเรยี กวา่ “ชีน่ โลน่ ” ฟิลปิ ปนิ ส์ นิยมเลน่ กีฬาชนิดนี้กนั มานาน
แล้ว โดยมชี อ่ื เรยี กว่า ซิปะก์ ประเทศจีนมเี กมกีฬาทค่ี ล้ายตะกร้อ แตเ่ ปน็ การเตะลูกหนังปกั ขนไก่ ซ่ึงปรากฏใน
ภาพเขยี นและพงศาวดารจีน ประเทศเกาหลีมเี กมกฬี าลกั ษณะคล้ายคลึงกับของจนี แตใ่ ช้ดินเหนียวห่อด้วย
ผ้าสำลเี อาหางไกฟ่ ้าปัก แทนการใชล้ กู หนังปักขนไก่
2
ประวัติความเป็นมาของกฬี าตะกร้อในประเทศไทย
ในสมยั โบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผ้กู ระทำความผดิ โดยการนำเอา
นกั โทษใส่ลงไปในสง่ิ กลมๆทสี่ านดว้ ยหวายใหช้ า้ งเตะ แต่สง่ิ ท่ีช่วยสนับสนนุ ประวัตขิ องตะกรอ้ ไดด้ ี คือ ในพระ
ราชนิพนธเ์ ร่ืองอิเหนาของรชั กาลที่ 2 ในเรื่องมบี างตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกรอ้ และที่ระเบียงพระอโุ บสถวัด
พระศรรี ตั นศาสดาราม ซ่ึงเขียนเรอื่ งรามเกียรต์ิ กม็ ีภาพการเลน่ ตะกร้อแสดงไว้ให้อนชุ นรุ่นหลงั ได้รับรู้
โดยภูมศิ าสตรข์ องไทยเองก็สง่ เสรมิ สนับสนุนใหเ้ ราไดท้ ราบประวัตขิ องตะกร้อ คือประเทศของเรา
อดุ มไปดว้ ยไม้ไผ่ หวายคนไทยนยิ มนำเอาหวายมาสานเปน็ สง่ิ ของเครือ่ งใช้ รวมถงึ การละเล่นพนื้ บา้ นด้วย อีก
ท้งั ประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยกม็ หี ลายประเภท เชน่ ตะกรอ้ วง ตะกร้อลอดห่วง ตะกรอ้ ชิงธงและ
การแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซง่ึ การเล่นตะกร้อของประเทศอ่นื ๆน้นั มกี ารเล่นไม่หลายแบบหลายวธิ เี ช่น
ของไทยเรา การเลน่ ตะกรอ้ มีวิวฒั นาการอยา่ งต่อเนอ่ื งมาตามลำดบั ทั้งดา้ นรูปแบบและวตั ถุดบิ ในการทำจาก
สมัยแรกเปน็ ผา้ , หนงั สัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสงั เคราะห์ ( พลาสตกิ )
พ.ศ. 2133-2149 (ค.ศ. 1590-1606) ในยุคของ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ที่ประเทศไทย เดิมชือ่
ประเทศสยาม มี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษตั รยิ ์ และมีกรุงศรีอยุธยาเปน็ เมืองหลวง คน
ไทยหรอื คนสยาม มีการเร่ิมเล่นตะกร้อทที่ ำด้วย หวาย ซ่งึ เป็นการเลน่ ตะกร้อวง
พ.ศ. 2199-2231 (ค.ศ. 1656-1688) มีหลักฐานพอจะอา้ งอิงได้ว่า ในสมยั สมเด็จพระนารายณ์
มหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตรยิ ใ์ นยุคสมัย กรงุ ศรีอยธุ ยา เป็นเมืองหลวง มีคณะสอนศาสนาชาว ฝร่งั เศส มา
พำนกั ในกรุงศรีอยุธยา เม่ือวันท่ี 22 สิงหาคม 2205 มีการสรา้ งวดั นักบุญยอเซฟ นิกายโรมันคาทอริก ซึ่งมี
บนั ทึกของ บาทหลวง เดรียง โลเนย์ ว่าชาวสยามชอบเล่นตะกร้อกันมาก
พ.ศ. 2315 (ค.ศ. 1771) เปน็ ชว่ งหมดยคุ กรุงศรีอยุธยา ซง่ึ เป็นตอนตน้ แห่งยุคสมัย กรงุ ธนบรุ ี เป็น
เมืองหลวง ได้มชี าวฝร่งั เศสชอื่ นายฟรังซัว องั รี ตรุ ะแปง ไดบ้ ันทึกในหนงั สือชือ่ HISTOIRE DU ROYAUME
DE SIAM พมิ พ์ท่ี กรงุ ปารีส ระบุว่า ชาวสยามชอบเล่นตะกร้อในยามว่างเพ่ือออกกำลังกาย
พ.ศ. 2395 (ค.ศ. 1850) ในยุค กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรงุ เทพมหานคร เปน็ เมืองหลวง ยังมขี ้ออา้ ง
องิ ในหนงั สือ ช่อื NARATIVE OF A FESIDENCE IN SIAM ของชาวอังกฤษชอื่ นายเฟรเดอรคิ อาร์ เซอร์นีล
ระบุว่ามกี ารเล่นตะกร้อในประเทศสยาม
พ.ศ. 2276-2301 (ค.ศ. 1733-1758) ในยุคสมยั พระเจา้ บรมโกศ ครองกรงุ ศรอี ยุธยา ซง่ึ เปน็ ยคุ ท่ี
วรรณคดีหรอื วฒั นธรรมดา้ นอักษรศาสตร์เฟ่ืองฟู กม็ ีกวหี ลายบทเกี่ยวพันถึงตะกร้อ
3
พ.ศ. 2352-2366 (ค.ศ. 1809-1823) เปน็ ยุคตอนตน้ ของ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ (กรุงเทพมหานคร) เปน็
เมอื งหลวง สมัย พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในพระราช
นิพนธร์ อ้ ยกรองของวรรณคดเี ร่ือง อิเหนา และเรื่องสงั ขท์ อง มบี ทความร้อยถ้อยความเกย่ี วพันถึง ตะกร้อ ดว้ ย
พ.ศ. 2366-2394 (ค.ศ. 1823-1851) ในยุคสมัย กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เป็นเมืองหลวง สมัย สมเด็จพระ
นงั่ เกล้าเจา้ อยู่หวั (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ในบทกวีของ สุทรภูก่ วเี อกแห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ได้
เขยี นบทกวี นริ าศเมืองสุพรรณ ในปี พ.ศ. 2384 (ค.ศ. 1841) มรี ้อยถ้อยความเกีย่ วพนั ถงึ ตะกรอ้ ไวเ้ ชน่ กัน
พ.ศ. 2468-2477 (ค.ศ. 1925-1934) ในยุคสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เป็นเมืองหลวง สมยั สมเดจ็
พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงเป็นพระมหากษัตรยิ ์ (รัชกาลท่ี 7) ได้มีการปรับปรงุ หรือดัดแปลงการเลน่ ตะกร้อขึ้น
หลายรูปแบบ ซ่ึงมี ตะกร้อลอดห่วง, ตะกรอ้ ข้ามตาขา่ ย, ตะกร้อชิงธง, ตะกรอ้ พลิกแพลง และ การตดิ ตะกรอ้
ตามรา่ งกาย
พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) โดย หลวงมงคลแมน ชื่อเดิม นายสังข์ บรู ณะศริ ิ เป็นผรู้ ิเร่ิมวธิ ีการเลน่
ตะกร้อลอดหว่ ง และเปน็ ผู้คิดประดิษฐ์ ห่วงชัยตะกร้อ ขึน้ เปน็ คร้งั แรก ซ่งึ เดิมห่วงชัยตะกร้อ เรียงติดกันลงมา
มี 3 หว่ ง แตล่ ะหว่ งมีความกว้างไมเ่ ท่ากนั กลา่ วคือ หว่ งบนเปน็ หว่ งเลก็ , หว่ งกลางจะกวา้ งกวา่ หว่ งบน และ
หว่ งล่างสดุ มคี วามกว้างกว่าทุกห่วง เรียกว่า “หว่ งใหญ”่ ต่อมาไดม้ ีการปรบั ปรงุ -เปลย่ี นแปลง รูปทรงของหว่ ง
ชยั เป็น “สามเส้าติดกัน” โดยทงั้ 3 ห่วง (สามด้าน) มีความกว้างเทา่ กนั ดังที่ใช้ทำการแข่งขนั ในปจั จบุ นั
พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) คนสยามหรอื คนไทย มีความชนื่ ชอบกีฬาตะกร้อกนั อยา่ งแพรห่ ลายขึน้
เพราะตามเทศกาลงานวดั ตา่ ง ๆ ในยุคกรงุ รัตนโกสินทร์ เช่น วัดสระเกศ (ภูเขาทอง), วดั โพธิ์ทา่ เตยี น, วัดอนิ ทร
วหิ าร (บางขุนพรหม) ไดเ้ ชญิ หมอ่ งปาหยิน ไปแสดงโชว์การตดิ ลูกตะกรอ้ ตามร่างกาย ซ่ึงมีการเกบ็ เงนิ ค่าชม
ด้วย หลงั ยคุ หมอ่ งปาหยิน ยังมี หม่อมราชวงศ์อภินพ นวรัตน์ (หมอ่ มปอ๋ ง) เป็นอีกผหู้ นึ่งที่มคี วามสามารถเลน่
ตะกร้อพลิกแพลง ซง่ึ ก็ได้รับเชญิ ไปเดาะตะกรอ้ โชวต์ ามเทศกาลงานวัด, โรงเรยี น และมหาวิทยาลยั ดว้ ย
พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ได้มีการจดทะเบยี นก่อตงั้ สมาคมกฬี าสยาม อยา่ งเปน็ ทางการ โดยมี พระ
ยาภริ มย์ภักดี เปน็ นายกสมาคมกีฬาสยาม คนแรก ซงึ่ ได้จัดให้มีการแข่งขนั ตะกร้อข้ามตาขา่ ย ท่ที ้อง
สนามหลวง เป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) นายผล พลาสนิ ธุ์ รว่ มกับ นายยม้ิ ศรหี งส์, หลวงสำเรจ็ วรรณกจิ และ ขนุ
จรรยาวิทติ ได้ปรับปรงุ แก้ไขวธิ กี ารเล่น ตะกร้อข้ามตาขา่ ย ซ่ึงบางคนกไ็ ด้อ้างว่า กลุ่มของ นายผล พลาสินธุ์
เปน็ ผคู้ ดิ วิธีการเล่นตะกร้อ ขา้ มเชือก มากอ่ น โดยดัดแปลงจากกีฬาแบดมินตนั และไดม้ ีการจดั การแข่งขนั ท่ี
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรก
4
พ.ศ. 2475-2479 (ค.ศ. 1932-1936) นายยิ้ม ศรหี งส์ ซ่งึ เป็นเจา้ ของกิจการ โรงพิมพ์ศรีหงส์ เป็น
นายกสมาคมกีฬาสยาม คนท่ี 2 ไดจ้ ดั การแข่งขันกฬี าไทยหลายอยา่ ง เชน่ กฬี าวา่ ว,ตะกร้อลอดหว่ ง, ตะกร้อ
ขา้ มตาข่าย, ตะกรอ้ วงเลก็ , ตะกรอ้ วงใหญ่ และตะกร้อชงิ ธง ที่ทอ้ งสนามหลวง เปน็ การเฉลมิ ฉลองรฐั ธรรมนูญ
ฉบบั แรกของประเทศสยาม หรอื ประเทศไทย
พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.น. ได้กอ่ ตง้ั กรมพลศกึ ษา และท่านกไ็ ดด้ ำรง
ตำแหน่ง อธบิ ดีกรมพลศึกษา คนแรก จงึ ไดร้ บั สมญานามว่า บดิ าแห่งกรมพลศึกษา ซง่ึ ทา่ นเปน็ ผู้มีความสำคญั
ยง่ิ ในการปรบั ปรงุ แกไ้ ข วธิ ีการเลน่ ตะกร้อ โดยมีผู้ใหค้ วามช่วยเหลือที่สำคญั จำนวน 5 คน คอื คุณพระวบิ ลู ย์,
คณุ หลวงมงคลแมน, คุณหลวงประคูณ, พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวสั ด์ิ และ พระยาภกั ดีนรเศรษฐ (นายเลิด) เป็น
เจ้าของกิจการรถเมล์และโรงน้ำแข็ง
พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) พระยาจนิ ดารักษ์ ไดข้ ้นึ ดำรงตำแหนง่ อธิบดีกรมพลศึกษา คนท่ี 2 ทา่ นได้
เปน็ ประธานคณะกรรมการปรบั ปรงุ แกไ้ ข กติกากีฬาตะกร้อขา้ มตาข่าย ให้สมบูรณ์ยงิ่ ขึ้น ซึ่ง กรมพลศกึ ษา ได้
ประกาศใชก้ ติกากีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย อยา่ งเปน็ ทางการ เมือ่ ปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และจดั ให้มีการ
แขง่ ขนั ระหวา่ งโรงเรียนมธั ยมชาย ข้ึนท่ัวประเทศไทยดว้ ย
พ.ศ. 2480-2484 (ค.ศ. 1937-1941) นาวาเอกหลวงศภุ ชลาศยั ร.น. ไดเ้ ป็น นายกสมาคมกีฬาสยาม
พ.ศ. 2482 (ปี ค.ศ. 1939) ประเทศสยาม ไดเ้ ปลยี่ นชื่อเป็น ประเทศไทย จงึ ทำให้ นาวาเอกหลวง
ศุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหนง่ สองสถานภาพในคราวเดยี วกัน กลา่ วคอื ดำรงตำแหนง่ นายกสมาคมกีฬาสยาม
และ นายกสมาคมกฬี าไทย ด้วย เพราะว่า สมาคมกีฬาสยาม ไดเ้ ปลยี่ นชอื่ เปน็ สมาคมกีฬาไทย ตามการ
เปลยี่ นชอ่ื ของประเทศ น่นั เอง
พ.ศ. 2484-2490 (ค.ศ. 1941-1947) พระยาจนิ ดารกั ษ์ เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย
พ.ศ. 2490-2498 (ค.ศ. 1947-1955) พันเอกหลวงรณสิทธ์ิ เปน็ นายกสมาคมกีฬาไทย
พ.ศ. 2497-2498 (ค.ศ. 1954-1955) จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็น ผ้อู ปุ ถัมภพ์ ิเศษ
พ.ศ. 2498-2500 (ค.ศ. 1955-1957) จอมพลเรือหลวงยทุ ธศาสตรโ์ กศล ร.น. เปน็ นายกสมาคมกีฬา
ไทย
พ.ศ. 2500-2503 (ค.ศ. 1957-1960) พลเอกประภาส จารุเสถยี ร เปน็ นายกสมาคมกีฬาไทย
พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) พลเอกประภาส จารุเสถยี ร ไดน้ ำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยูห่ วั (รัชกาลที่ 9) ขอให้ สมาคมกีฬาไทย อยู่ในพระบรมราชูปถมั ภ์
5
วนั ที่ 18 เมษายน 2503 (18 April 1960) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว (รชั กาลที่ 9) ได้ทรงรบั สมาคมกฬี า
ไทย ไว้ใน พระบรมราชูปถมั ภ์ สมาคมกีฬาไทย จึงได้เปล่ียนสถานภาพเป็น สมาคมกีฬาไทยในพระบรม
ราชปู ถัมภ์ ตัง้ แต่บดั น้ันเป็นต้นมา
พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ประเทศไทย เปน็ เจ้าภาพจดั การแขง่ ขนั กีฬาแหลมทอง หรือ เซยี พเกมส์
ครงั้ ที่ 1 ประเทศพมา่ ไดน้ ำนักกีฬาตะกรอ้ (พม่า เรยี กตะกร้อว่า ชนิ ลง) มาเลน่ หรอื แสดงตามรูปแบบของพม่า
ให้คนไทยไดช้ มในลักษณะแลกเปลยี่ นวัฒนธรรม
พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) ประเทศพม่า เป็นเจ้าภาพจดั การแขง่ ขัน กีฬาเซยี พเกมส์ ครงั้ ที่ 2 ได้เชิญ
นกั กีฬาตะกรอ้ ไทยไปร่วมโชว์แสดง ซง่ึ ประเทศไทย ได้ส่งทีมตะกร้อลอดห่วง ไปทำการโชว์แสดง และไดร้ บั
การชื่นชอบจากชาวพม่าเป็นอย่างมาก
พ.ศ. 2504-2511 (ปี ค.ศ. 1961-1968) พลเอกประภาส จารเุ สถยี ร เปน็ นายกสมาคมกีฬาไทยใน
พระบรมราชปู ถัมภ์ ปฐมเหตุแห่งการบรรจุเข้าสู่กีฬาระดับชาติ
6
ประวัติความเปน็ มาของกฬี าตะกร้อในต่างประเทศ
ในการค้นควา้ หาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนดิ การกีฬาตะกร้อในอดีตน้ัน ยังไมส่ ามารถหาขอ้ สรุปไดอ้ ยา่ ง
ชัดเจนวา่ กีฬาตะกร้อน้ันกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตผุ ลดงั นี้
ประเทศพมา่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พมา่ มาตง้ั ค่ายอยู่ที่โพธส์ิ ามต้น กเ็ ลยเล่นกีฬาตะกร้อกนั ซึ่งทางพมา่
เรียกว่า "ชิงลง"
ทางมาเลเซียก็ประกาศวา่ ตะกรอ้ เป็นกีฬาของประเทศมาลายเู ดมิ เรียกวา่ ซีปักรากา (Sepak Raga)
คำวา่ Raga หมายถึง ตะกรา้
ทางฟิลปิ ปนิ ส์ กน็ ิยมเลน่ กันมานานแลว้ แตเ่ รยี กวา่ Sipak
ทางประเทศจนี ก็มีกีฬาที่คล้ายกฬี าตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนดิ ทเี่ ป็นลูกหนงั ปักขนไก่ ซึง่ จะ
ศกึ ษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจนี ชาวจนี กวางตุง้ ทีเ่ ดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาไดน้ ำการเลน่ ตะกร้อ
ขนไกน่ ้ีไปเผยแพร่ แตเ่ รียกวา่ เตกโก (Tek K'au) ซง่ึ หมายถึงการเตะลูกขนไก่
ประเทศเกาหลี ก็มลี ักษณะคล้ายกบั ของจีน แตล่ ักษณะของลกู ตะกร้อแตกตา่ งไป คือใช้ดินเหนยี วห่อ
ดว้ ยผา้ สำลเี อาหางไก่ฟ้าปัก
7
กตกิ ากีฬาตะกร้อ
1.ผู้เล่น
ประเภทเดย่ี ว มีผเู้ ลน่ ตวั จรงิ 3 คน สำรอง 1 คน ประเภททีม ประกอบดว้ ย 3 ทีม มีผู้เลน่ 9 คน และ
ผู้เล่นสำรอง 3 คน
2. ตำแหน่ง
ของผู้เล่น มี 3 ตำแหน่งคือ
2.1 หลงั ( Back ) เป็นผู้เตะตะกร้อจากวงกลม
2.2 หนา้ ซา้ ย
2.3 หน้าขวา
3. การเปลย่ี นตัวผู้เล่น
ในทมี เดย่ี วเปล่ียนตวั ได้ 1 คน และถ้าเหลือน้อยกวา่ 3 คน ถอื วา่ แพ้ ผู้มีชอื่ ในทมี เดี่ยวทีเ่ ล่นมานาน
แล้ว จะลงเล่นในทีมเด่ยี วต่อไปไม่ได้
4. การเสี่ยงและการอบอุ่นร่างกาย
มีการเสี่ยง ผู้ชนะการเสยี่ งจะไดเ้ ลอื กขา้ งหรือส่งลูก ทีมที่ได้สง่ ลกู จะได้อบอนุ่ รา่ งกายก่อน เปน็ เวลา 2
นาที พรอ้ มเจา้ หนา้ ที่และนกั กฬี าไมเ่ กนิ 5 คน
5. ตำแหนง่ ของผเู้ ลน่ ระหวา่ งการสง่ ลกู เสิรฟ์
เม่อื เร่ิมเล่นทั้ง 2 ทีมพรอ้ มในแดนของตนเอง ผเู้ ล่นฝ่ายเสริ ์ฟจะต้องอยูใ่ นวงกลมของตนเอง เมื่อเสิร์ฟ
แล้วจงึ เคลอ่ื นที่ได้ ส่วนผู้เลน่ ฝา่ ยรบั จะยืนทีใ่ ดก็ได้
8
6. การเปล่ียนส่ง
ให้เปล่ียนการสง่ ลูกเม่ือฝา่ ยส่งลกู ผิดกตกิ า หรอื ฝ่ายรบั ทำลกู ใหต้ กบนพ้ืนท่ีของฝา่ ยส่งได้
7. การขอเวลานอก
ขอได้เซตละ 1 ครงั้ ๆ ละ 1 นาที
8. การนบั คะแนน
การแข่งขนั ใช้แบบ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และเซตที่ 2 จะมีคะแนนสูงสุด 15 คะแนน ทีมใดได้ 15
คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะในเซตนัน้ ๆ ทั้ง 2 เซต จะไม่มีดวิ ส์ หากท้ังสองทีมได้ 13 ก่อน หรอื 14 เท่ากนั พัก
ระหวา่ งเซต 2 นาที ถ้าเสมอกัน 1:1 เซต ใหท้ ำการแข่งขนั เซตท่ี 3 ด้วยไทเบรก โดยเริ่มด้วยการเสี่ยงใหม่ โดย
ใชค้ ะแนน 6 คะแนน ทีมใดได้ 6 คะแนนก่อนเป็นผชู้ นะ แต่จะต้องแพ้ชนะอย่างนอ้ ย 2 คะแนน ถ้ายงั ไม่แพ้กัน
ไมน่ อ้ ยกวา่ 2 คะแนน ก็ให้ทำการแขง่ ขนั อีก 2 คะแนน แต่ไม่เกิน 8 คะแนน เชน่ 8:6 หทรอื 8:7 ถอื เป็นการ
ยุติการแข่งขันระบบไทเบรก เมอื่ ฝา่ ยใดกต็ ามได้ 3 คะแนน และขอเวลานอกไดเ้ ซตละ 1 คร้ัง ครงั้ ละ 1 นาที
สำหรบั ไทเบรก ขอเวลาได้ 1 ครัง้ ครั้งละ 30 วินาที
9.สนามแข่งขันะกร้อ
9.1 พนื้ ทข่ี องสนามมคี วามยาว 13.40 เมตร และกวา้ ง 6.10 เมตร จะต้องไมม่ ีสง่ิ กดี ขวางใดๆ เมื่อวัดจากพ้ืน
สนามสูงข้ึนไป 8 เมตร (พน้ื สนามไม่ควรเปน็ สนามหญา้ หรือสนามทราย )
9.2 เส้นสนาม ขนาดของเส้นสนามทกุ เส้นท่ีเปน็ ขอบเขตของสนามต้องไมก่ ว้างกว่า 4 เซนตเิ มตร ใหต้ ีเส้นจาก
กรอบนอกเขา้ มาในสนามและถอื เป็นส่วนของพื้นทสี่ นามแข่งด้วย เส้นเขตสนามทุกเสน้ ต้องห่างจากส่งิ กีดขวาง
อย่างน้อย 3 เมตร
9.3 เส้นกลาง มีขนาดกว้างของเส้น 2 เซนติเมตร โดยจะแบง่ พ้นื ท่ีของสนามออกเป็นดา้ นซา้ ยและดา้ นขวา
เทา่ ๆกนั
9.4 เส้นเสีย้ ววงกลม ที่มมุ สนามของแตล่ ะดา้ นตรงเส้นกลางใหจ้ ุดศูนยก์ ลางอยทู่ ่ีกึ่งกลางของเส้นกลางตดั กับ
ขอบด้านในของเสน้ ขา้ งเขียนเส้นเส้ียววงกลมทงั้ สอง ดา้ นรัศมี 90 เมตร ใหต้ ีเส้นขนาดความกว้าง 4
เซนตเิ มตร นอกเขตรัศมี 90 เซนตเิ มตร
9.5 เส้นเสี้ยววงกลม ท่ีมุมของสนามของแตล่ ะดา้ นตรงเสน้ กลางใหจ้ ุดศนู ย์กลางอยู่ทกี่ ่งกลางของเสน้ กลางตัด
กับขอบดา้ นในของเส้นข้าง เขียนเส้นเส้ยี ววงกลมทง้ั สองด้านรัศมี 90 เซนติเมตร ให้ตีเส้นนขนาดความกว้าง 4
เซนติเมตร นอกรศั มี 90 เซนติเมตร
9.6 วงกลมเสริ ฟ์ ให้รศั มี 30 เซนติเมตร โดยวัดจากจดุ กงกลางของเสน้ หลังไปในสนาม 2.45 เมตร และวัดจาก
ขอบดา้ นนอกของเส้นข้างไปในสนาม 3.05 เมตร แ ละวดั จากขอบด้านนอกของเสน้ ข้างเขา้ ไปในสนาม 3.05
9
เมตร ใชต้ รงจุดตดั จากเส้นหลังและเสน้ ขา้ งเป็นจุดศูนย์กลาง ให้เขียนเสน้ วงกลมขนาดความกวา้ ง 4 เซนตเิ มตร
นอกเขตรัศมี 30 เซนติเมตร ( ดรู ูปขนาดสนามจากภาคผนวก )
10.เสา
10.1 เสามีความสงู 1.55 เมตร ( ผู้หญิง 1.45 เมตร ) ต้ังอยู่อยา่ งม่ันคงพอทจี่ ะทำใหต้ าข่ายตึง โดยตอ้ งทำจาก
วสั ดุที่มคี วามแข็งแกร่งและมรี ัศมไี ม่เกิน 4 เซนติเมตร
10.2 ตำแหน่งของเสา ใหต้ ้ังหรอื วางไวอ้ ยา่ งม่ันคงนอกสนามตรงกบั แนวเส้นกลาง ห่างจากเส้นข้าง 30
เซนติเมตร
11.ตาขา่ ย
11.1 ตาขา่ ยให้ทำด้วยเชือกอยา่ งดีหรือไนล่อน มรี ูตาข่ายกวา้ ง 6 – 8 เซนตเิ มตร ความกว้างของผนื ตาข่าย
70 เซนติเมตร และความยาวไม่น้อยกวา่ 6.10 เมตร ให้มวี สั ดทุ ี่ทำเปน็ แถบ ขนาดความกวา้ ง 5 เซนติเมตร
ตรงดา้ นข้างของตาข่ายท้ังสองดา้ นจากด้านบนถงึ ด้านล่างตรงกบั แนวเสน้ ขา้ งซึ่งเรยี กว่า “แถบแสดงเขต
สนาม”
11.2 ตาข่ายให้มีขนาดความกว้าง 5 ซนตเิ มตร ทัง้ ดา้ นบนและด้านลา่ ง โดยมเี ชือกธรรมดาหรือเชอื ก ไน
ล่อนอยา่ งดี ร้อยผ่านแถบและขงึ ตาขา่ ยใหต้ ึงเสมอระดับหัวเสา ความสงู ของตาข่ายโดยวดั จากพ้ืนถึงสว่ นบน
10
ของตาข่ายที่กง่ึ กลางสนามมีความสงู 1.52 เมตร ( ผหู้ ญงิ 1.42 เมตร ) และวดั ตรงเสาทั้งสองดา้ นมีความสงู
1.55 เมตร ( ผ้หู ญิง 1.45 เมตร )
12.ลูกตะกรอ้
ลูกตะกร้อต้องมีลักษณะเป็นทรงกลม ทำด้วยหวายหรอื ใยสงเคราะหช์ นั้ เดยี วมี 12 รู กบั 20 จดุ ตดั ไขว้ หากทำ
ดว้ ยหวายต้องมจี ำนวน 9 – 11 เสน้ ขนดของเส้นรอบวงต้องไมน่ ้อยกวา่ 42 เซนติเมตร และไม่มากกวา่ 44
เซนติเมตร ( ผูห้ ญิง 43 – 45 เซนติเมตร) นำ้ หนักก่อนใช้แข่งขนั ตอ้ งไมน่ ้อยกวา่ 170 กรมั และไมเ่ กินกว่า
180 กรมั ( ผหู้ ญิง 150 – 160 กรมั )
11
13.มารยาทในการเล่นทด่ี ี
การเลน่ กีฬาทุกชนดิ ผู้เล่นจะต้องมีมารยาทในการเลน่ และการแขง่ ขนั ประพฤตปิ ฎิบัตติ นให้เป็นไปตาม
ขน้ั ตอนของการเล่นกีฬาแตล่ ะประเภท จงึ จะนับว่าเปน็ ผู้เล่นท่ีดแี ละมีมารยาท ผู้เล่นควรตอ้ งมีมารยาทดังนี้
คือ
13.1. การแสดงความยนิ ดี ชมเชยดว้ ยการปรบมอื หรือจบั มือเม่ือเพอ่ื นเล่นไดด้ ี แสดงความเสียใจเมื่อตนเอง
หรือเพื่อนรว่ มทมี เลน่ ผดิ พลาดและพยามปลอบใจเพ่ือน ตลอดจนปรับปรุงการเล่นของตัวเองใหด้ ขี ้นึ
13.2. การเลน่ อยา่ งสุภาพและเล่นอย่างนักกีฬา การแสดงกริ ยิ าทา่ ทางการเลน่ ต้องให้เหมาะสมกับการเป็น
นกั กีฬาท่ดี ี
13.3. ผู้เล่นทดี่ ีตอ้ งไม่หยิบอปุ กรณข์ องผอู้ นื่ มาเล่นโดยพลการ
13.4. ไม่วา่ จะชนะหรือแพ้ต้องไมแ่ สดงอาการดีใจหรือเสียใจจนเกินไป
13.5. ผ้เู ล่นต้องเช่อื ฟังคำตดั สินของกรรมการ หากไม่พอใจคำตดั สนิ กย็ ่ืนประท้วงตามกติกา
13.6. ผูเ้ ล่นต้องควบคุมอารมณ์ให้สุขุมอยู่ตลอดเวลา
13.7. ก่อนการแข่งขันหรอื หลังการแข่งขนั ไมว่ ่าจะเป็นฝ่ายแพห้ รอื ชนะก็ตาม ควรจะต้องจับมอื แสดงความ
ยนิ ดี
13.8. หากมีการเลน่ ผดิ พลาด จะตอ้ งกลา่ วคำขอโทษทนั ทแี ละต้องกลา่ วให้อภยั เม่ือฝา่ ยตรงขา้ มกล่าวขอโทษ
ดว้ ยความย้มิ แยม้ แจ่มใจ
13.9. ตอ้ งแต่งกายรัดกมุ สุภาพ ถกู ต้องตามกติกาท่ีกำหนดไว้
13.10. ไมส่ ่งเสียงเอะอะในขณะเล่นหรือแขง่ ขันจนทำใหผ้ ู้เลน่ อื่นเกิดความรำคาญ
13.11. ตอ้ งปฏิบตั ิตามกฎข้อบงั คับตามกติกาอยา่ งเครง่ ครัด
13.12. มีความอดทนต่อการฝึกซ้อมและการเลน่
13.13. หลังจากฝึกซ้อมแลว้ ต้องเก็บอุปกรณใ์ หเ้ รยี บร้อย
13.14. เล่นและแข่งขันดว้ ยชั้นเชงิ ของนักกีฬา รแู้ พ้ รชู้ นะ รู้อภยั ในการเล่นกีฬา
12
ทกั ษะของกีฬาตะกรอ้
การเล่นตะกรอ้ ด้วยขา้ งเทา้ ด้านใน
1. ผู้เลน่ เตรยี มรับลกู ทีล่ อยมา โดยยืนทรงตวั แยกขาท้ังสองขา้ งย่อตวั ลงเลก็ นอ้ ยตามองตรงไปยงั ลกู ตะกร้อ ยก
เท้าทจี่ ะเตะให้ขา้ งเทา้ ดา้ นในขนานกับพนื้ แล้วเตะลูกเปน็ แนวตรงและเอนตัว ไปด้านหลัง
2. เมือ่ ลกู ท่ีเตะลอยข้ึน ผู้เล่นย่อเข่าขา้ งที่ไม่ไดเ้ ตะ ให้เท้าที่จะใชเ้ ตะอยู่ดา้ นหลงั เหวี่ยงเท้าขา้ งทจ่ี ะเตะสมั ผัส
ลูกด้วยข้าง เทา้ ด้านในเพื่อสง่ ลกู ไปตามทศิ ทางทต่ี ้องการ
การเลน่ ตะกรอ้ ด้วยหลังเทา้
หมายถงึ การเตะตะกร้อด้วยหลังเท้า เบาๆ ซำ้ กันหลายๆครงั้ เปน็ การเตะเพ่ือบงั คับลูกให้อยู่ใกล้ตวั ในระดบั สงู
เกนิ สะเอว หลักการฝกึ เช่นเดียวกับการเตะตะกรอ้ ดว้ ยหลงั เทา้ แต่มขี ้อแตกตา่ งกนั เพยี งเล็กน้อย ซ่งึ มหี ลักการ
เตะตะกร้อด้วยหลังเทา้ ดงั นี้
1. การเดาะลูกด้วยหลงั เทา้ ปลายเทา้ ท่เี ดาะลกู จะกระดกข้ึน และลกู ตะกร้อจะถูกหลงั เท้าค่อนไปทางปลาย
เทา้ บริเวณโคนน้วิ เทา้ ทงั้ ห้า ใช้ปลายเท้าตวัดลูกตะกรอ้ ให้ลอยข้นึ มาตรง ๆ
2. ยกเทา้ ทีเ่ ดาะลูกให้ต่ำที่สดุ เทา่ ทีจ่ ะทำได้
3. ขณะที่เดาะลูกควรกม้ ตวั ไปขา้ งหน้าเล็กน้อย
4. ควรฝกึ เดาะลูกตะกร้อด้วยหลงั เท้าให้ได้ทงั้ สอง
การเลน่ ตะกรอ้ ดว้ ยเขา่ หรอื หนา้ ขา
ยืนในท่าเตรียมพร้อม มือถอื ลูกตะกรอ้ โยนแล้วเดาะดว้ ยเขา่ ขา้ งถนัดต่อเน่ืองกันจนกวา่ ลูกตะกร้อจะ ตกพนื้
แล้วหยิบลูกตะกร้อขึน้ มาเดาะใหม่ ปฏิบัติเหมือนเดมิ หลาย ๆ คร้ัง เม่ือพิจารณาแล้วเห็นวา่ การเดาะดว้ ยเข่า
ขา้ งท่ถี นัดดีแลว้ ให้เปลย่ี นเดาะด้วยเขา่ ขา้ งที่ไม่ถนัดบา้ ง หรืออาจจะสลับการเดาะดว้ ยเข่าท้ังสองข้างก็ได้
การเลน่ ดว้ ยตะกร้อด้วยศรี ษะ
เปน็ ทกั ษะพน้ื ฐานท่มี ีความสำคัญสำหรับการเลน่ กีฬาเซปักตะกร้อเปน็ อย่างมาก นยิ มใช้ในการเปดิ ลกู เสิรฟ์
การรุกดว้ ยศรี ษะ ( การเขก ) การรบั การสง่ การชงลูก หรือการต้งั ลูกตะกร้อ และการสกดั กัน้ หรือการบล็อก
ลกู จากการรุกของฝ่ายตรงขา้ ม ผเู้ ลน่ จะต้องฝึกหดั การเล่นตะกร้อดว้ ยศีรษะได้หลาย ๆ ลกั ษณะ โดยเฉพาะผู้
เลน่ ตำแหน่งหนา้ ซา้ ยและหน้าขวา จะตอ้ งเลน่ ตะกรอ้ ด้วยศีรษะได้เปน็ อยา่ งดี
13
ประโยชนข์ องกีฬาตะกรอ้
1. ประโยชน์ทางด้านรา่ งกาย
1.1. ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดขี ้ึน
1.2. ทำใหเ้ ซลล์และกล้ามเนื้อเจรญิ เตบิ โตแข็งแรงและมปี ระสทิ ธภิ าพ
1.3. ทำให้อวยั วะตา่ งๆ ทำงานสมั พันธก์ ันดีขึ้น
1.4. ช่วยระบบการขับถา่ ยและรกั ษาอุณหภูมขิ องร่างกาย
1.5. ช่วยส่งเสรมิ บุคลกิ ภาพใหด้ ีขึ้น
2. ประโยชน์ทางด้านอารมณ์
2.1. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้อารมณแ์ จ่มใส
2.2. ช่วยฝึกการควบคุมอารมณ์ ทำให้อารมณ์มัน่ คง
3. ประโยชน์ทางด้านสังคม
3.1. ชว่ ยเสริมสรา้ งมนษุ ยสัมพันธ์ทีด่ ี มเี พื่อนมาก
3.2. ฝึกฝนให้รู้จกั การเสียสละ
3.3. รู้จกั ใชเ้ วลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์
4. ประโยชน์ทางดา้ นจิตใจ
4.1. ทำใหเ้ กิดความภมู ิใจและมัน่ ใจในความสามารถของตน
4.2. ส่งเสรมิ ใหร้ ู้จกั การแก้ปัญหาเฉพาะหนา้ และมีปฏิภาณไหวพริบดี
4.3. ปลกู ฝังความมนี ้ำใจเปน็ นกั กฬี า ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อ่นื
4.4. เปน็ กิจกรรมนนั ทนาการท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ในทางทถี่ กู ที่ควร
5. ประโยชนท์ างดา้ นเจตคติ
5.1. ส่งเสริมให้รู้จกั เคารพในสทิ ธิของผูอ้ น่ื
5.2. ส่งเสรมิ ใหร้ ้จู ักเคารพกฎกตกิ าการแข่งขัน และรักษาความยตุ ิธรรม
5.3. สามารถนำทกั ษะจากการฝกึ ซ้อมไปใช้ประโยชนท์ างนนั ทนาการได้
5.4. แนวโนม้ ท่ีจะเป็นภยั หรือปญั หาสังคมนอ้ ยลง เพราะมีโอกาสได้แสดงออกทางกฬี า
14
บรรณานกุ รม
ประวัตคิ วามเป็นมาตะกรอ้
https://www.nanitalk.com/interesting-story/15015
ประวัตคิ วามเป็นมาตะกร้อในประเทศไทย
https://sites.google.com/site/kiaetthichai10451/
ประวัตคิ วามเปน็ มาตะกร้อในต่างประเทศ
https://sites.google.com/site/smakhmkilatakrx/prawati-kila-sepak-takrx-tang-prathes
กติกากีฬาตะกรอ้
http://banloveben000.blogspot.com/2013/02/blog-post_3541.html
https://surasak2541.wordpress.com/2013/09/04/
สนามตะกร้อ | prakit4466 (wordpress.com)
ทักษะของกีฬาตะกร้อ
https://www.gotoknow.org/posts/582867
ประโยชนข์ องกีฬาตะกร้อ
https://sites.google.com/site/31306thanapol/prayochn-khxng-kar-len-kila-sepak-takrx