The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการให้สุขศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parichat Iamyeam, 2023-07-28 06:04:11

แผนการให้สุขศึกษา

แผนการให้สุขศึกษา

Keywords: นักวิชาการสาธารณสุข,สาธารณสุขศาสตร์,แผนการให้สุขศึกษา

แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง การจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพกับอาชีพเกษตรกรรม ผู้สอน นางสาวณัฐวิภา มาลา และ นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย เกษตรกร และประชาชน ต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จ านวน 80 คน สถานที่อาคารอเนกประสงค์หมู่ 10 ต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วันที่22 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00-11.00 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้และการป้องกันอันตรายจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการตรวจคัดกรองสารเคมีก าจัดศัตรูพืชในเลือด


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้และการ ป้องกันอันตรายจาก สารเคมีก าจัดศัตรูพืชอย่าง ถูกต้อง 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ได้รับการตรวจคัดกรอง สารเคมีก าจัดศัตรูพืชใน เลือด ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวณัฐวิภา มาลา และนางสาว ปาริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ส านักวิชาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วันนี้จะมาให้ สุขศึกษา เรื่องการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพกับ อาชีพเกษตรกรรมค่ะ ขั้นสอน 1. ความหมายของสารเคมีก าจัดศัตรูพืช ส า รเคมีก า จั ดศัต รูพื ช หม า ยถึง ส า ร ห รื อ ส่วนประกอบของสารที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้น หรืออาจสกัดจากธรรมชาติออกมาในรูปของ สารเคมีมีประสิทธิภาพในการป้องกัน ควบคุม และ ท าลายศัตรูพืช (แมลงและวัชพืช) ศัตรูสัตว์ (เชื้อ โรค แมลง และสัตว์ที่เป็นพาหะน าโรค เช่น หนู แมลงสาบ) 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาของการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับ - ความหมายของสารเคมี ก าจัดศัตรูพืช - ประเภทของสารเคมี ก าจัดศัตรูพืช - การได้รับสารเคมีก าจัด ศัตรูพืช - ผลกระทบต่อสุขภาพ จากสารเคมีก าจัดศัตรูพืช - อุปกรณ์ป้องกันสารเคมี ก าจัดศัตรูพืช - การปฐมพยาบาล เบื้องต้น 1 ชั่วโมง 1. PowerPoint 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. ผลการตรวจสารเคมี ก าจัดศัตรูพืชในเลือด


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 2. ประเภทของสารเคมีก าจัดศัตรูพืช สารเคมีก าจัดศัตรูพืชสามารถแบ่งได้ 4 ประเภท 1) สารก าจัดแมลง 2) สารก าจัดวัชพืช 3) สารก าจัดเชื้อรา 4) สารก าจัดหนู หรือสัตว์ฟันแทะ 3. การได้รับสารเคมีก าจัดศัตรูพืช สารเคมีก าจัดศัตรูพืช เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง 1) ทางผิวหนัง 2) ทางการหายใจ 3) ทางปาก หรือการรับประทาน เกษตรกรจะได้รับสารเคมีตอนไหน -ในขณะเตรียมผสมสารเคมีก าจัดศัตรูพืช -ในขณะก าลังฉีดพ่นสารเคมีก าจัดศัตรูพืช -ในขณะซื้อมาจากร้านขายแล้วมาจัดเก็บไว้ที่บ้าน -ในขณะเข้าไปในแปลงเพาะปลูกหลังการฉีดพ่น 5. ตรวจคัดกรองสารเคมี ก าจัดศัตรูพืชในเลือด


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล -ในขณะที่ท าความสะอาดสารเคมีก าจัดศัตรูพืช -ในขณะที่น าภาชนะบรรจุสารไปท าลายทิ้ง 4. ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืช พิษเฉียบพลัน (Acute toxicity) ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงในทันทีหลังจากสัมผัส สารเคมีก าจัดศัตรูพืช เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า แสบตา เป็นต้น พิษเรื้อรัง (Chronic Toxicity) เกิดจากการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพืชเป็น เวลานานและสะสมจนก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาต่อ สุขภาพ เช่น มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนัง ต่างๆ การสูญเสียการได้ยิน การเป็นหมัน การเสื่อม สมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 5. อุปกรณ์ป้องกันสารเคมีก าจัดศัตรูพืช 1) หมวกป้องกัน 2) แว่นตา หรือบังหน้า 3) หน้ากากป้องกัน หรือหน้าการอนามัย 4) ชุดป้องกัน เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว 5) ถุงมือยางป้องกันสารเคมี 6) รองเท้าบูท 6. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น - การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสารเคมีผ่านผิวหนัง 1) ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีและเปลี่ยนเป็นชุด ใหม่ทันที 2) ล้างผิวหนังที่มีการสัมผัสกับสารเคมีด้วยน้ า สะอาดหลายๆ ครั้ง 3) หากสารเคมีเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ าสะอาดทันที ล้างซ้ าๆ นาน 15 นาที


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 4) อย่าใช้ยาแก้แพ้ทางเคมีเพราะความร้อนที่เกิด จากปฏิกิริยาอาจท าให้เกิดอันตรายมากขึ้น 5) รีบน าตัวส่งโรงพยาบาล - การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสารเคมีผ่านการสูดดม 1) รีบย้ายผู้ป่วยออกมาในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ 2) หากอาการไม่รุนแรงควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดการสูดดมสารเคมี 3) ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจถ้าไม่ มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ 4) รีบน าตัวส่งโรงพยาบาล


แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง รู้จักโรค COVID-19 ผู้สอน นางสาวณัฐวิภา มาลา และ นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จ านวน 20 คน สถานที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วันที่24 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00-13.30 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค COVID-19 3. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองและสังคมจากโรค COVID-19


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างกลุ่มเป้าหมายและ ผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค COVID-19 3. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้เกี่ยวกับการ ป้องกันตนเองและสังคม จากโรค COVID-19 ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวณัฐวิภา มาลา และนางสาว ปาริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ส านักวิชาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วันนี้จะมา ให้สุขศึกษา เรื่องโรค COVID-19 ค่ะ ส าหรับบาง ท่านที่มีความรู้อยู่แล้วก็ถือว่าเป็นการทบทวน ความรู้นะคะ ขั้นสอน 1. สาเหตุของโรค COVID-19 โรค COVID-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสาย พันธุ์ใหม่ 2019 เป็นโรคที่เริ่มระบาดในช่วงเดือน ธันวาคมปี 2019 โดยเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มี ชื่อว่า SARS-CoV-2 ซึ่งมีต้นตอการพบเชื้อครั้ง แรกที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และแพร่ระบาดสู่ประเทศอื่นๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีการพบผู้ติดเชื้อในเกือบทุกประเทศ ทั่วโลก 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาของการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับ - สาเหตุของโรค COVID-19 - อาการเบื้องต้นของโรค COVID-19 - กลุ่มเสี่ยงโรค COVID-19 - วิธีการป้องกันตนเองจาก โรค COVID-19 - วิธีการทิ้งหน้ากากอนามัย อย่างถูกต้อง 5. สาธิตวิธีการทิ้งหน้ากาก อนามัยอย่างถูกต้อง 30 นาที 1. Flip Chart 2. Brochure 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. สามารถตอบค าถาม เกี่ยวกับโรค COVID-19 3. สามารถปฏิบัติตาม ขั้นตอนการทิ้งหน้ากาก อนามัยได้อย่างถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 2. อาการเบื้องต้นของโรค COVID-19 - มีไข้ - ไอ, เจ็บคอ - ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยเนื้อตัว, อ่อนเพลีย - สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส - หายใจเหนื่อยหอบ และรู้สึกเจ็บหน้าอก - ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน - ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการ 3. กลุ่มเสี่ยงโรค COVID-19 - หญิงตั้งครรภ์ - เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี - ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป - ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ - ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ปอดอุดกั้น หอบหืด หัวใจ ไตวาย และมะเร็ง - ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ผู้ที่มีน้ าหนักตัวตั้งแต่ 100 กิโลกรัม หรือ BMI ตั้งแต่ 35 kg/m2 - บุคลากรทางการแพทย์


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 4. วิธีการป้องกันตนเองจากโรค COVID-19 - รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากผู้อื่น (อย่างน้อย 1 เมตร) แม้ว่าผู้นั้นจะไม่ได้ป่วยก็ตาม - หลีกเลี่ยงพื้นที่ปิด พยายามอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง และอากาศถ่ายเทสะดวก - สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ - ล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่และน้ า หรือเจลล้างมือ ที่มีส่วนผสมหลักเป็นแอลกอฮอล์ - รับวัคซีนเมื่อได้รับสิทธิ์ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใน พื้นที่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน - ปิดจมูกและปากด้วยข้อพับด้านในข้อศอกหรือ กระดาษช าระเมื่อไอหรือจาม - หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสใบหน้า ปาก เพื่อลด การน าเชื้อเข้าร่างกาย - หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน เช่น การใช้ช้อนร่วมกัน ดื่มน้ าจากแก้วเดียวกัน 5. วิธีการทิ้งหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอาจมีสารคัดหลั่ง เช่น น้ าลาย น้ ามูก หรือเสมหะปนเปื้อนอยู่ ซึ่งอาจมี


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล เชื้อโรคติดอยู่ หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจึงถือเป็น ขยะติดเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ดังนั้นเพื่อ ไม่ให้หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วเป็นอันตรายต่อ ผู้อื่นควรทิ้งหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี เพื่อ ป้องกันการแพร่เชื้อ และน าไปสู่กระบวนการ ก าจัดขยะติดเชื้อต่อไป โดยปฏิบัติตามค าแนะน า ดังนี้ 1. พับหน้ากาก ให้ส่วนที่สัมผัสใบหน้าดูด้านใน 2. ม้วนสายรัดแล้วพันรอบหน้ากาก 3. ใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น 4. เขียนก ากับบนถุงว่า “ขยะติดเชื้อ ” 5. ทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ ถังขยะที่มีฝาปิด 6. ล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ เจลหลังทิ้งขยะทุกครั้ง


แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง โภชนาการผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ผู้สอน นางสาวณัฐวิภา มาลา และ นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จ านวน 20 คน สถานที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโป่งผา อ าเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วันที่28 มกราคม 2564 เวลา 09.00-09.30 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมส าหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง 3. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีความรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างกลุ่มเป้าหมายและ ผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ผู้ป่วย โรคเบาหวานและโรคความ ดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด สูงมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโภชนาการส าหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรค ความดันโลหิตสูง และโรค ไขมันในเลือดสูง 3. เพื่อให้ผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง และโรคไขมันใน เลือดสูงมีความรู้ในการดูแล ตนเองได้อย่างถูกต้อง ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวณัฐวิภา มาลา และนางสาวปา ริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาธารณสุขศาสตร์ ส านักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วันนี้จะมาให้สุขศึกษา เรื่องโภชนาการผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงค่ะ ส าหรับบางท่าน ที่มีความรู้อยู่แล้วก็ถือว่าเป็นการทบทวนความรู้ และ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันนะคะ ขั้นสอน 1. โภชนาการผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารที่ควรรับประทาน - อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง ข้าวร า - ควรรับประทานผักใบเขียวชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาด แตงกวา กะหล่ าปลี มะเขือเทศ 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาของการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับ - โ ภ ช น า ก า ร ผู้ ป่ ว ย โรคเบาหวาน - โภชนากา รผู้ป่วยโรค ความดันโลหิตสูง - โภชนากา รผู้ป่วยโรค ไขมันในเลือดสูง - สุขภาพดีเริ่มที่ ลด หวาน มัน เค็ม 30 นาที 1. Flip Chart 2. Board 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. สามารถตอบค าถาม เกี่ยวกับโภชนาการที่ เหมาะสมส าหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูง และโรค ไขมันในเลือดสูง 3. สามารถปฏิบัติตน ตามหลักโภชนาการได้ อย่างถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง - ผลไม้รสหวานจัด เช่น กล้วยหอม สับปะรด ทุเรียน ฯลฯ โดยรับประทานให้น้อยลง - อาหารที่มีรสหวานจัด ขนมหวาน น้ าตาลทุกชนิด - เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ าอัดลม ชา กาแฟ 2. โภชนาการผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อาหารที่ควรรับประทาน - อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น เต้าหู้ ผักใบเขียว - นมพร่องมันเยน เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ า - ผักสดทุกชนิด เช่น กะหล่ าปลี ผักกาดขาว - ไขมันจากพืช เช่น น้ ามันร าข้าว น้ ามันถั่วเหลือง น้ ามันงา น้ ามันดอกค าฝอย อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง - อาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารรสเค็ม ควรงดการเติม เครื่องปรุงรส เช่น ผงชูรส ผงฟู - อาหารหมักดอง เช่น เต้าเจี้ยว กะปิ ปลาเค็ม - อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หมูแฮม


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล - ไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ ามันมะพร้าว น้ ามันปาล์ม น้ ามันหมู 3. โภชนาการผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง อาหารที่ควรรับประทาน - รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี - รับประทานอาหารที่ไม่ใช้น้ ามัน เช่น ย าต่างๆ แกง เลียง แกงส้ม แกงเหลือง แกงป่า แกงจืด ต้มย า ปลา นึ่งกับผัก ปลาย่าง มะเขือเผา (ไม่ไหม้) อาหารที่ผัดใส่ น้ ามันน้อย อาหารทอดที่ไม่อมน้ ามัน ปลาทอดโดยไม่ ชุบแป้ง ไข่เจียวทอดใส่น้ ามันน้อยแทนอาหารผัด น้ ามันนองจาน อาหารทอดอบน้ ามัน เช่น ไข่ฟู ปาท่องโก๋ ไก่ชุบแป้งทอด - รับประทานถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง และปลาทู ปลาโอ ปลาทูน่า ปลาซาบะ - รับประทานนมชนิดไขมันต่ า (นมพร่องมันเนย)


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง - ไขมันสัตว์ เช่น มันหมู หมูสามชั้น สันคอหมู ขาหมู - กะทิ ส าหรับขนมใส่กะทิ (จากมะพร้าว) เช่น กล้วย บวชชี บัวลอย แกงบวดต่างๆ สามารถใช้กะทิเทียม หรือกะทิธัญพืชหรือนมพร่องมันเนยแทนได้ - อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่ปลา ไข่แดง ตับ ไต มันสมอง ปลาหมึก หอยนางรม - หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มชูก าลัง เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ - หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ 4. สุขภาพดีเริ่มที่ ลด หวาน มัน เค็ม ลดหวานใน 1 วัน ควรกินน้ าตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ลดมันใน 1 วัน ควรกินน้ ามันไม่เกิน 6 ช้อนชา ลดเค็มใน 1 วัน ควรกินน้ าปลาไม่เกิน 4 ช้อนชา


แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง การดูแลเท้าส าหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สอน นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สถานที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วันที่11 มกราคม 2566 เวลา 09.00-09.30 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลเท้าส าหรับผู้ป่วยเบาหวาน 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีพฤติกรรมการดูแลเท้าที่ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการดูแลเท้าส าหรับ ผู้ป่วยเบาหวาน 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีพฤติกรรมการดูแล เท้าที่ถูกต้อง ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุข ศ า ส ต ร์ ส า นั ก วิ ช า วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ สุ ข ภ า พ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วันนี้จะมาให้สุข ศึกษา เรื่องการดูแลเท้าส าหรับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ ส าหรับบางท่านที่มีความรู้อยู่แล้วก็ถือว่าเป็นการ ทบทวนความรู้นะคะ ขั้นสอน 1. การดูแลเท้าส าหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย หาก ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ไม่ดีมีโอกาสเกิด โรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น ปลายประสาทเท้า เสื่อมท าให้เกิดแผลที่เท้าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ เรื้อรัง และน าไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงอาจท าให้ เกิดการสูญเสียเท้าได้ 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาชองการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับ - การดูแลเท้าส าหรับผู้ป่วย เบาหวาน - วิธีดูแลเท้า 30 นาที 1. Brochure 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. สามารถตอบค าถาม เกี่ยวกับการดูแลเท้า ส าหรับผู้ป่วยเบาหวาน ได้ถูกต้อง ร้อยละ 70 3. มีพฤติกรรมการดูแล เท้าที่ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 2. วิธีดูแลเท้า 1) ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดและตรวจเช็ค ค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 2) ท าความสะอาดเท้าทุกวัน เช็ดเท้าให้แห้ง ด้วยผ้านุ่มที่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอก นิ้วเท้าควรเช็ดให้แห้งสนิท 3) ส ารวจเท้าและเล็บเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ว่ามีแผล รอยแดงบวม หรือมีเล็บขบหรือไม่ โดยเฉพาะตามซอกระหว่างนิ้วเท้า 4) ใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆ บริเวณหลังเท้า และฝ่าเท้าเป็นประจ า 5) หากต้องใช้น้ าอุ่น ควรตรวจระดับความร้อน ของน้ าก่อนทุกครั้ง อุณหภูมิที่ปลอดภัย คือ ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส 6) หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้ใส่ ถุงเท้า ห้ามใช้กระเป๋าน้ าร้อน กระเป๋าไฟฟ้า วางทาบบริเวณเท้าโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิด แผลลวก หรือเท้าพองโดยไม่รู้สึกตัว


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 7) ควรบริหารเท้าอย่างสม่ าเสมอทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 5-10 นาที 8) ควรตัดเล็บทุกสัปดาห์ ถ้าเล็บหนาตัดเอง ไม่ได้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้าตัดเล็บให้ 9) ควรสวมถุงเท้าหรือถุงน่องที่ไม่แน่นเกินไป ก่อนใส่รองเท้าเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดแผลจาก การเสียดสีและควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน 10) ตรวจดูรองเท้าภายในและภายนอกก่อน สวมใส่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการมีสิ่งแปลกปลอม อยู่ข้างใน เช่น เศษหินกรวด หรือวัตถุใดๆ ตกค้าง อยู่ ซึ่งอาจท าให้เกิดแผลโดยไม่รู้ตัว 11) ควรเลือกใส่รองเท้าที่พอดี ถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับรูปเท้า 12) ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ าเสมอ เพื่อตรวจการประเมินของเท้าอย่างละเอียดตาม เวลาที่เหมาะสม


แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง ท่ากายบริหารส าหรับผู้สูงอายุ ผู้สอน นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย จ านวน 20 คน สถานที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วันที่22-23 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00-09.30 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการมีความรู้ในการออกก าลังกายที่เหมาะสมกับวัยที่ถูกต้อง 3. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการได้ออกก าลังกายและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างกลุ่มเป้าหมายและ ผู้ให้ความรู้ 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้ในการออก ก าลังกายที่เหมาะสมกับวัย ที่ถูกต้อง 3. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการได้ออกก าลังกายและ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ส านัก วิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงราย วันนี้จะมาให้สุขศึกษา เรื่อง ท่ากายบริหาร ส าหรับผู้สูงอายุค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเรามาออกก าลังกาย ไปพร้อมกันนะคะ ขั้นสอน 1. ประโยชน์ของการออกก าลังกาย - ช่วยให้กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ แข็งแรงและยืดหยุ่น - ช่วยให้กระดูกแข็งแรงชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน - ช่วยให้เคลื่อนไหวและทรงตัวได้ดี ระบบขับถ่าย ท างานดีขึ้น - ช่วยให้หัวใจ หลอดเลือด และปอดแข็งแรง - ช่วยให้มีพลังและรู้สึกสบาย มีความสุข 2. ท่ากายบริหาร 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาชองการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับ - ประโยชน์ของการออก ก าลังกาย - ท่ากายบริหาร 30 นาที 1. สื่อบุคคล 2. Brochure 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. สามารถออกก าลัง กายได้ถูกต้องเหมาะสม และใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1) ท่าวางส้นเท้า สลับชกมือ ให้วางส้นเท้าไปข้างหน้า สลับกับชกมือไปข้างหน้า โดยขากับแขนที่เหยียดออกมา จะเป็นคนละข้าง ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ 2) ท่าชูแขน ยกส้นเท้า ให้ยกแขนทั้งสองข้างขนานกับไหล่แล้วชูขึ้น พร้อม กับยกส้นเท้าขึ้น พยายามเหยียดแขนให้สุด หลังตรง ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ 3) ท่านั่งวิ่ง ให้นั่งบนเก้าอี้ ย่ าเท้าอยู่กับที่ แกว่งแขนขึ้นบริเวณ หน้าอก โดยใช้หัวไหล่เหมือนการเดินหรือการวิ่ง ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ 4) ท่ายืดหลัง และขา ให้ยกแขนทั้งสองข้างขนานกับไหล่แล้วก้มลงค่อยๆ ไล่มือลงไป ตั้งแต่ต้นขา หัวเข่า หน้าแข้ง และปลาย เท้า พร้อมกระดกปลายเท้าขึ้น พยายามไม่ให้หลังงอ ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 5) ท่ายืดคอ ให้ยืนหรือนั่งตัวตรง ผสานมือทั้งสองข้างไว้ที่บริเวณ ต้นคอหรือท้ายทอย แล้วกดคอลงเก็บคางชิดอก ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ 6) ท่ายืดล าตัว และหัวไหล่ ให้ยืนหรือนั่งตัวตรง ผสานมือทั้งสองข้างแล้วยกขึ้น ให้ขนานกับหัวไหล่ เหยียดแขนให้สุด และหลังตรง ท าสลับไปมาทั้งหมด 10 ครั้ง และท าซ้ า 3 รอบ


แผนการให้สุขศึกษา เรื่อง โรคที่มากับฤดูหนาว ผู้สอน นางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4) กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล ต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สถานที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนางแล อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วันที่6 มกราคม 2566 เวลา 10.00-10.30 น. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่มากับฤดูหนาว 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากโรคที่มากับฤดูหนาว


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 1. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคที่มากับฤดู หนาว 2. เพื่อให้ประชาชนที่มารับ บริการมีความรู้เกี่ยวกับการ ป้องกันตนเองจากโรคที่มา กับฤดูหนาว ขั้นน า สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวปาริชาติ เอี่ยมแย้ม นักศึกษา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ส านัก วิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงราย วันนี้จะมาให้สุขศึกษา เรื่อง โรคที่มากับฤดู หนาวค่ะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่มากับฤดูหนาว ขั้นสอน 1. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัวมาก อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อยในฤดูหนาว การดูแลรักษา : ควรพบแพทย์หากมีไข้สูงมาก การป้องกัน : ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกัน ไข้หวัดใหญ่โดยผู้ที่ควรรับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุแพทย์ และพยาบาล 1. กล่าวทักทาย 2. แนะน าตัว 3. ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และ เนื้อหาชองการให้ความรู้ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับโรค ที่มากับฤดูหนาว - โรคไข้หวัดและไข้หวัด ใหญ่ - โรคปอดบวม - โรคหัด - โรคหัดเยอรมัน - โรคอีสุกอีใส - โรคอุจาระร่วง 30 นาที 1. Brochure 1. สังเกตจากการมีส่วน ร่วมในการท ากิจกรรม 2. สามารถตอบค าถาม เกี่ยวกับโรคที่มากับฤดู หนาวได้ถูกต้อง ร้อยละ 70


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 2. โรคปอดบวม อาการ : ไข้ ไอ เสมหะมาก แน่นหน้าอกเหมือน หายใจไม่ออก หอบ หายใจเร็ว การดูแลรักษา : ญาติที่ป่วยเป็นไข้หวัดหรือหลอดลม อักเสบเรื้อรัง ควรพบแพทย์ในเบื้องต้น การป้องกัน : ท าร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ าอุ่น อยู่ในที่ ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และเวลาไอหรือจามควรมี ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากจมูกทุกครั้ง และหมั่นล้างมือ 3. โรคหัด อาการ : เริ่มแรกคล้ายอาการของหวัดธรรมดา ต่อมา มีไข้สูง ตาแดงแฉะ แสบเคืองตา ประมาณ 3 – 4 วัน จะเริ่มมีผื่นจากหลังหู ลามไปยังหน้า และร่างกาย ผื่นจะมีขนาดโตขึ้นสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ พบมีตุ่มเล็กๆ ในปากตรงกระพุ้งแก้มตรงฟันกรามบน หลังผื่นออก ได้ประมาณ 1 - 2 วัน จะมีอาการดีขึ้น การดูแลรักษา : ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา กินยา


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล ลดไข้ รักษาตามอาการ การป้องกัน : โรคนี้มีวัคซีนป้องกัน เด็กทุกคนควร ได้รับวัคซีนตามที่ก าหนด อายุ 9 - 12 เดือน และ กระตุ้นซ้ าที่อายุ 6 ปี 4. โรคหัดเยอรมัน อาการ : มีไข้ มีผื่นแดงเล็กน้อยกระจายอยู่ทั่วตัว ต่อมน้ าเหลืองโตตรงหลังหูหลังคอ ท้ายทอยและข้าง คอทั้ง 2 ข้าง อาการแทรกซ้อนอาจท าให้ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้าอักเสบเล็กน้อย และอาจพบสมองอักเสบ การรักษา : ถ้าพบในเด็ก หรือผู้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ ตั้งครรภ์ ให้การรักษาตามอาการ การป้องกัน : โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีด วัคซีน ครั้งแรกในตอนอายุ 9 - 2 เดือน และฉีด วัคซีนป้องกันโรคนี้ในโรงเรียน


วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการสอน เวลา สื่อการสอน การวัดและประเมินผล 5. โรคอีสุกอีใส อาการ : มีไข้ต่ า อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะกลายเป็นตุ่ม นูน มีน้ าใสๆ และมีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็น หนอง จากนั้น 2 - 4 วัน จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มจะ ขึ้นตามไรผมแล้วลามไปตามหน้า และร่างกาย การดูแลรักษา : ให้รักษาตามอาการ การป้องกัน : สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน 6. โรคอุจาระร่วง อาการ : ถ่ายเหลวเป็นน้ า ร่วมกับมีไข้ อาเจียน และ ก้นแดง หายได้เองใน 3 - 7 วัน การดูแลรักษา : รักษาตามอาการ เน้นเรื่องการ ทดแทนการสุญเสียน้ าและเกลือแร่ โดยการจิบ สารละลาย ORS ไม่ต้องงดอาหาร


Click to View FlipBook Version