The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อธิบายความเป็น กรด เบส เกลือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natwarinnoom, 2021-12-16 21:49:41

กรด เบส เกลือ

อธิบายความเป็น กรด เบส เกลือ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง
ห น  า 0 | คณุ ครณู ัฏฐว รนิ ท สมบรู ณ

วิทยาศาสตรเทคโนโลยีการเกษตรและประมง

ใบความรูท ่ี 2
เร่ือง สารละลาย กรด เบส เกลอื

กรด (acid) คอื สารทเี่ ปลี่ยนสกี ระดาษลิตมสั จากสีน้ำเงินเปนสีแดง ทำปฏิกิริยากบั โลหะบางชนิดให
แกสไฮโดรเจน (H2) ทำปฏกิ ริ ิยากบั เกลอื คารบอเนต หรือไบคารบ อเนตใหแ กส คารบอนไดออกไซด ทำปฏิกริ ิยา
กับเบสไดเกลือ บางทีมีรสเปรี้ยวและมีฤทธิ์กัดกรอน โครงสรางของกรดจะมีธาตุไฮโดรเจนเปนองคประกอบ
รวมอยูกับอโลหะ เชน HCl, HNO3 , H2CO3 , H2SO4 เปนตน กรดทุกชนิดเปนสารประกอบโคเวเลนต
สารละลายของกรดในน้ำ นำไฟฟา ได

เบส (base) คือ สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัส จากสีแดงเปนสีน้ำเงิน ทำปฏิกิริยากับกรดไดเกลือ
มีรสขม ฝาด และลื่นคลายสบู โครงสรางของเบสมักจะมีหมูไฮดรอกซิล (OH) เปนองคประกอบรวมอยูกับ
โลหะหรอื กลมุ ธาตุทีท่ ำหนาทีค่ ลา ยโลหะ เชน NaOH, Ca (OH)2 , NH4OH สารละลายของเบสในน้ำ นำไฟฟา

2.1 นิยามของกรด เบส

1. นยิ ามของอารเรเนยี ส (Arrhenius’s acid – base) กลา ววา กรด คือ สารซึง่ เมอื่ ละลายนำ้ จะแตกตัว

ใหไฮโดรเจนไอออน (H+) เชน สวนเบส คือ สารซึ่งเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวใหไฮดรอกไซดไอออน

(OH– ) เชน NaOH Na+ + OH

ดังนั้นตามนิยามของอารเรเนียส คือ H+ จะแสดงถึงกรด และ OH จะแสดงถึงเบสและตองเปนสารที่

ละลายในน้ำ เชน

HCl(aq) H+ + Cl

H2SO4(aq) 2H+ +

NaOH(aq) Na + OH

Ca (OH)2(aq) Ca2+ + 2(OH)

2. นิยามของบรอนสเตด และโลวรี (Bronsted – Lowry) จากนิยามกรด เบสของอารเรเนียส

มีขอจำกัดที่ใชไดกับสารละลายที่มีน้ำเปนตัวทำละลายเทานั้น แตปฏิกิริยาเคมีไมจำเปนตองเกิดขึ้นในน้ำ

เสมอไป อาจเกิดในตัวทำละลายชนิดอื่นได หรือไมจำเปนตองมีตัวทำละลายเลยในปฏิกิริยา ในป ค.ศ. 1932

นักเคมีชาวเดนมารก ชื่อโยฮานเนส เอ็น. บรอนสเตด (Johannes N. Bronsted) และ ที.เอ็ม.โลวรี (T.M.

Lowry) นกั เคมีชาวอังกฤษไดใหนิยามไวต รงกัน ดงั น้ี

กรด คือ สารที่ใหโปรตอน (H) แกสารอื่น สวนเบส คือ สารที่รับโปรตอนจากสารอื่น เชน ถาใหแกส

ไฮโดรเจนคลอไรด ละลายนำ้ ปฏิกริ ยิ าจะเกดิ ดังน้ี

HCl + H2O Cl– + H3O+

ไฮโดรเจนคลอไรด (HCl) เมื่อละลายในน้ำจะใหโปรตอน (H) และ H กับน้ำจะเกิดเปนไฮโดรเนียม

ไอออน (H3O) ฉะนั้น HCl จะเปนกรด สวน H2O จะเปนเบส ตามนิยาม สำหรับ Cl จะทำหนาที่เปนเบส
โดยอาจรบั โปรตอน (H) จาก H3Oฉะนนั้ H3O ทำหนาทีเ่ ปนกรด เน่อื งจากใหโปรตอนแก Cl

ห น  า 1 | คณุ ครณู ัฏฐว รนิ ท สมบูรณ

วิทยาศาสตรเทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

ในกรณีที่เปน แอมโมเนยี ละลายนำ้ จะเกดิ ปฏิกิรยิ า ดังนี้

จากปฏิกิริยา H2O จะทำหนาที่เปนกรด คือ ให H กับ NH3 เปน NHสวน NHจะเปนกรดโดยให H

กับ OH ซึ่งเปน เบสปฏิกิริยาจะเกดิ การยอ นกลับและเกิดสภาวะสมดุล

3. นยิ ามของลิวอิส (G.N. Lewis) ในป ค.ศ. 1923 จี.เอ็น.ลิวอิส นักเคมชี าวอเมริกนั ไดเ สนอนยิ ามของ

กรด เบส ดังนี้ กรด หมายถงึ สารซงึ่ รบั คอู ิเล็กตรอน และเบส คือ สารซึ่งใหค ูอเิ ลก็ ตรอน โดยปฏิกิริยาระหวาง

กรดลิวอิสกับเบสลิวอิส เปนการนำเอาอิเล็กตรอนมาใชรวมกันระหวางสารทั้ง 2 โดยสารที่เปนเบสจะตองมี

คูอิเล็กตรอนโดดเดี่ยว หรือคูอิเล็กตรอนอิสระอยูในระดับพลังงานนอกสุด และสามารถใหคูอิเล็กตรอนนี้แก

ธาตุอื่นได สวนกรดจะตองขาดคูอิเล็กตรอน และมีออรบิทัลวางที่สามารถซอนกับออรบิทัลของอิเล็กตรอนคู

ดังกลา วได ลักษณะเชน นี้คอื การสรา งพนั ธะโคออรดเิ นตโคเวเลนต เชน

A+ :B A: B

ปฏิกิริยา กรด เบส ตามนิยามของลวิ อิส คือ ปฏิกิริยาทีม่ ีการใหและรับคูอ ิเล็กตรอน กรดลิวอิสและ

เบสลวิ อสิ เปนไดท้งั โมเลกลุ และไอออน ดงั ตัวอยา ง

จากตัวอยางสมการขางบนนี้จะเห็นวา H, HCl และ SO3 เปนกรด เพราะสามารถรับคูอิเล็กตรอนสว น
OH–, NH3 และ CaO เปนเบสเนื่องจากมีคูอิเล็กตรอนซึ่งใหคูอิเล็กตรอนกับกรดเกิดพันธะโดออรดิเนต
โคเวเลนตไดสารใหม

2.2 ความแรงและการแตกตวั ของกรด เบส
กรดและเบสตาง ๆ มีความแรงไมเทากัน ความแรง (strength) ของกรดและเบส หมายถึง

ความสามารถในการแตกตัวเปนไอออน กรดและเบสแตละชนิดมีความสามารถในการแตกตัวเปนไอออนได
ไมเทากัน จึงมีความแรงไมเทากัน ความแรงของกรดขึ้นกับปจจัยหลายอยาง เชน สมบัติของตัวทำละลาย
อุณหภูมิ โครงสรางโมเลกุล สภาพขั้วและพลังงานของพันธะ พันธะยิ่งมีสภาพขั้วสูงกรดจะยิ่งแตกตัวไดงาย
ในทางตรงกันขามพันธะยิ่งแข็งก็ยิ่งแตกตัวไดยาก ตามนิยามของอารเรเนียสความเปนกรดขึ้นอยูกับ H และ

ห น  า 2 | คณุ ครณู ฏั ฐวรนิ ท สมบูรณ

วิทยาศาสตรเทคโนโลยีการเกษตรและประมง

ความเปน เบสขนึ้ กับ OHดังนนั้ ปรมิ าณของไอออนท้งั 2 ชนดิ ในสารละลายจึงบง บอกความแรงของกรดและเบส
ถามีปริมาณ Hมากในสารละลายของกรดใด แสดงวากรดนั้นเปนกรดแก และถามีปริมาณ OHมากใน
สารละลายของเบสใด แสดงวาเบสนั้นเปนเบสแก ในทางตรงกันขาม ถามีไอออนทั้งสองชนิดเพียงเล็กนอยใน
สารละลาย กรดและเบสนัน้ ๆ ก็จะเปนกรดออ นและเบสออน ถาพิจารณากรดแก กรดออน ในสารละลายท่ีมี
นำ้ เปนตัวทำละลาย

กรดแก (strong acid) คอื กรดทล่ี ะลายในนำ้ แลว แตกตวั ได H ไดมาก เรว็ และใหไ ด 100% เชน HCl
, HNO3, HI, HClO3, HClO4, H2SO4 เปนตน กรดออน (weak acid) คือ กรดที่ละลายในน้ำแลวแตกตัวให H
ไดนอย และไมครบ 100% ไดแก CH3COOH, HCN, H2CO3, H2SO3, H3PO4, H2S ในสารละลายของกรด
ออ น ณ จดุ สมดลุ จะประกอบดวยโมเลกลุ ของกรดที่ไมแตกตัว H3Oและอนมุ ูลกรด หรือคเู บสของกรดนั้น เชน
ในสารละลาย CH3COOH จะมี H3O, CH3COOH, CH3COO ดังสมการ
ตารางท่ี 1 แสดงความแรงของกรดบางชนดิ

ที่มา : (กฤษณา ชตุ ิมา)
ในการเปรียบเทียบความแรงของกรดที่มีสวนประกอบใกลเคียงกันมีหลักในการสังเกต ดังน้ี

1. กรดซงึ่ ประกอบดวยธาตุสองธาตุ เมอื่ เปนธาตใุ นหมูเดยี วกัน ความแรงของกรดจะเพิม่ ขน้ึ จากบนลง
ลางของหมู เชน กรดของธาตุในหมแู ฮโลเจน มีความแรงเรียงตามลำดบั ดังนี้ HF<< HCl < HBr < HI เน่ืองจาก

ห น  า 3 | คุณครณู ัฏฐวรินท สมบรู ณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

ขนาดอะตอมเพิ่มขึ้นคือ ขนาดอะตอม I > Br > Cl > F ทำให Hหลุดงาย HI จึงเปนกรดแกที่สุดในกลุมนี้
2. กรดซึ่งประกอบดวยธาตุ 3 ชนิด คือ ไฮโดรเจน ออกซิเจน และอโลหะ กรดพวกนี้มีหมูไ ฮดรอกซลิ

และออกซิเจนตอกบั อะตอมกลางทเี่ ปน อโลหะ พิจารณาความแรงของกรดไดดงั น้ี
2.1 พิจารณาจากเลขออกซิเดชันของอะตอมกลาง ยิ่งสูงขึ้นกรดยิ่งแก (แรง) มากขึ้น (ในที่นี้หมายถึง

อะตอมกลางเปนธาตุชนิดเดียวกัน) ตัวอยาง ความแรงของกรด HClO < HClO2 << HClO3 < HClO4 ซึ่ง Cl
มีเลขออกซเิ ดชนั เพมิ่ ขน้ึ คอื +1, +3, +5 และ +7 ตามลำดบั

2.2 กรดที่มีโครงสรางคลายคลึงกัน และอะตอมกลางมีเลขออกซิเดชันเทากัน ความแรงของกรดจะ
เพิ่มขึ้นถาอะตอมกลางมีคาอิเล็กโทรเนกาติวิตี้สูงขึ้น ตัวอยางเชน HClO4 , HBrO4 และ HIO4 จะเห็นวา Cl ,
Br และ I มีเลขออกซิเดชันเทากัน คือ เทากับ +7 แตคาอิเล็กโทรเนกาติวิตี้ของ Cl > Br > I ดังนั้นความแรง
ของกรดจะเรยี งลำดบั ดงั นี้ HClO4 > HBrO4 > HIO4

เบสแก (strong base) คือ เบสท่ลี ะลายน้ำแลว แตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไอออน (OH) ไดดี และสมบูรณ
100% เบสแก ไดแ ก NaOH, KOH, LiOH เปน ตน

เบสออน (weak base) คือ เบสที่ละลายน้ำแลวแตกตัวใหไฮดรอกไซดไอออนไดไมดี ชา และไม
สมบูรณ 100% ไดแก NH4OH CH3COONH4 (แอมโมเนียแอซีเตต) ณ สภาวะสมดุล (ที่อุณหภูมิหนึ่ง) ใน
สารละลายมีโมเลกุลของเบสที่ยังไมแตกตัวไฮดรอกไซดไอออน และไอออนบวกหรือคูกรดของเบส ซึ่งเปนคู
กรดของเบสน้นั ณ สภาวะสมดุลท่ีอณุ หภมู หิ นง่ึ กรดและเบสจะมีความสามารถในการแตกตัวเปน ไอออนไดคา
หนง่ึ เรียกวา คาคงทส่ี มดลุ ของการแตกตัวของกรดและเบส หรือเรียกวา คาคงท่ีการแตกตวั

2.3 ปฏกิ ริ ิยาของกรด – เบส

กรดและเบสเปนสารประกอบที่มีสมบัติตรงขามกัน เมื่อเอากรดมาทำปฏิกิริยากับเบสกรดอาจทำให

เบสหมดสภาพความเปนเบส เรียกวากรดทำใหเบสเปนกลางได ในทำนองเดียวกัน ถาเอาเบสมาทำปฏิกิริยา

กบั กรด เบสอาจทำใหก รดหมดสภาพความเปน กรดได จึงเรียกปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดและเบสวา การสะเทินหรือ

การทำใหเ ปน กลาง (Neutralization)

ตามนิยามของกรดและเบสของอารเรเนียสทำใหเขาใจวาปฏิกิริยาระหวางกรดกับเบสเปนปฏิกิริยา

หวาง Hที่ไดจากกรดกับ OH ซึ่งไดจากเบส แลวเกิดเปน H2O ซึ่งมีสมบัติเปนกลาง ดังนั้นในการทำปฏิกิริยา

ระหวา งกรด (ซง่ึ ให H) กับเบส (ซ่ึงให OH) ถา H ทำปฏิกริ ิยากับ OH หมดพอดี สารละลายที่ไดจ ะมีสมบัติเปน

กลาง คอื ไมเ ปน ท้ังกรด (ไมม ี Hเหลอื ) และไมเ ปน ทง้ั เบส (ไมม ี OHเหลือ) ดงั สมการ

H(aq) + OH(aq) H2O( l )

ปฏิกริ ิยาระหวา งกรด – เบส แบงไดด ังน้ี

1. ปฏิกิริยาระหวางกรดแกกับเบสแก

ห น  า 4 | คุณครณู ฏั ฐว รินท สมบูรณ

วิทยาศาสตรเทคโนโลยีการเกษตรและประมง

กรดแก และเบสแก แตกตัวไดอยางสมบูรณในสารละลายที่มีน้ำเปนตัวทำละลาย ปฏิกิริยาระหวาง

กรดแกก ับเบสแกแ สดงไดด งั สมการไอออนกิ ดังนี้

H(aq) + OH(aq) H2O( l )

ถานำกรดแกแ ละเบสแกจ ำนวนทีส่ มมลู กนั มาทำปฏกิ ริ ิยากันจะไดสารละลายทเี่ ปนกลางอยางแทจ รงิ เชน

HCl (aq) + NaOH (aq) NaCl(aq) + H2O( l )

2. ปฏกิ ริ ิยาระหวา งกรดออ นกับเบสแก

เน่ืองจากกรดออนในสารละลายท่ีมีน้ำเปนตัวทำละลายแตกตวั ไดเล็กนอย ในขณะทเี่ บสแกแตกตัวได

หมดอยางสมบูรณ ถานำกรดออนและเบสแกที่มีจำนวนโมลเทากันมาทำปฏิกิริยากัน จะไดสารละลายที่มี

สมบตั ิเปนเบส เนอ่ื งจากในสารละลายมี OHเหลืออยู เชน

CH3COOH(aq) + NaOH(aq) CH3COONa(aq) + H2O(l)

กรดออน เบสแก

จากสมการ CH3COOH แตกตัวไดนอย ไดเปน CH3COO และ H ในขณะที่ NaOH แตกตัวไดหมด

ในสารละลายจึงมีปริมาณ OH มากกวา H ขณะเดียวกัน CH3COO ซึ่งเปนคูเบสของกรดออน (CH3COOH)

สามารถเกดิ ปฏกิ ิรยิ ากับ H2O บา ง (เรียกวา เกิด hydrolysis) ดงั สมการ

CH3COO (aq) + H2O (l) ⇌ CH3COOH(aq) + OH (aq)

เบส 1 กรด 2 กรด 1 เบส 2

เมื่อปฏิกิริยาเกิดอยางสมบูรณ ณ สภาวะสมดุลพบวาสารละลายมีสมบัติเปนเบส เนื่องจากมี

OH เหลอื อยูในสารละลายสวน Na ชอบอยูอ สิ ระโดยมี H2O ลอมรอบ

3. ปฏิกริ ยิ าระหวางกรดแกก ับเบสออ น

เนือ่ งจากกรดแกเมอื่ อยูในสภาพของสารละลายท่ีมีน้ำเปน ตวั ทำละลายจะแตกตัวไดห มดอยา งสมบูรณ

ในขณะที่เบสออนแตกตัวไดเล็กนอย ถานำกรดแกกับเบสออนที่มีจำนวนโมลเทากันมาทำปฏิกิริยากัน จะได

สารละลายท่ีมสี มบัตเิ ปน กรด เนอ่ื งจากในสารละลายมี H เหลอื อยู ตัวอยา ง เชน

HCl(aq) + NH4OH(aq) NH4Cl(aq) + H2O(l)

กรดแก เบสออน

จากสมการ HCl แตกตัวไดอยางสมบูรณให H ในขณะที่ NH4OH แตกตัวไดนอย ในสารละลายจึงมี

ปริมาณ H มากกวา OH ขณะเดียวกัน NH4 ซึ่งเปนคูกรดของเบสออน (NH3) จึงทำปฏิกิริยากับน้ำไดบาง ดัง

สมการ

NH4(aq) + H2O(l) ⇌ NH4OH(aq) + H (aq) หรือ

NH4(aq) + H2O(l) ⇌ NH3(aq) + H3O (aq)

กรด 1 เบส 2 เบส 1 กรด 2

เมื่อปฏิกิริยาเกิดอยางสมบูรณ ณ สภาวะสมดุลจะไดสารละลายมีสมบัติเปนกรด เนื่องจากมี

H เหลืออยูใ นสารละลาย สวน Cl ชอบท่ีจะอยอู ยางอสิ ระโดยมโี มเลกุลของน้ำลอ มรอบ

ห น  า 5 | คณุ ครณู ฏั ฐวรินท สมบูรณ

วิทยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

4. ปฏิกิรยิ าระหวา งกรดออนกบั เบสออน

ทั้งกรดออนและเบสออนเมื่ออยูในสารละลายที่มีน้ำเปนตัวทำละลายจะแตกตัวไดนอย แตสารใดจะ

แตกตัวไดมากหรือนอยกวากันขึ้นอยูกบั คา Ka และ Kb ของกรดและเบสนั้น ๆ เชน ปฏิกิริยาระหวาง กรด

ออน CH3COOH กับเบสออน NH4OH หรือ NH3 สมการท่ีเกดิ ขน้ึ คอื

CH3COOH(aq) + NH3(aq) CH3COO (aq) + NH4(aq)

ในกรณนี ี้ท้ังไอออนบวก (NH4) และไอออนลบ (CH3COO) ตา งก็ทำปฏกิ ิรยิ ากับ H2O ไดดงั สมการ

CH3COOH + H2O(l) ⇌ CH3COOH(aq) + OH(aq)

NH4(aq) + H2O(l) ⇌ NH3(aq) + H3O(aq)

เมื่อปฏิกิริยาเกิดสมบูรณแลว สารละลายที่ไดจะมีฤทธิ์เปนกรดหรือเบส หรือเปนกลาง ขึ้นกับวา

CH3COO และ NH4 ทำปฏิกิริยากับน้ำไดมากนอยเพียงใด ถา CH3COO และ NH4 ทำปฏิกิริยากบั น้ำไดพอ ๆ

กัน สารละลายที่ไดจะเปนกลาง หรือกลาวอีกนัยหนึ่งไดวาถา CH3COOH และ NH3 หรือ NH4OH แตกตัวได

พอ ๆ กัน (ให H และ OH ไดเทากัน) สารละละลายที่ไดจะเปนกลาง คือ ไมมี H หรือ OH เหลืออยูใน

สารละลาย

ประโยชนข องกรด

กรดมปี ระโยชนต อ สิง่ มีชวี ติ และรูจักกันโดยทัว่ ๆ ไป มีดังน้ี

1. กรดไฮโดรคลอริก (HCl) หรือกรดมูเรียติก (muriatic acid) ซึ่งเปนชื่อทางการคา ใชมากใน

อุตสาหกรรม งานในหองปฏิบัติการ และในทางการแพทยตามปกติแลวในน้ำยอยอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก

ซึ่งสำคัญอยางยิ่งในการยอยอาหารพวกโปรตีนในกระเพาะอาหาร คนไขซึ่งมีปริมาณของกรดไฮโดรคลอริกต่ำ

กวา ปกตใิ นน้ำยอยอาหารเรยี กวาเกิดอาการ ไฮโพแอซดิ ิตี (hypoacidity) แพทยจะแนะนำใหรับประทานกรด

ไฮโดรคลอรกิ เจือจางกอนอาหาร

2. กรดไนตริก (HNO3) เปนสารเคมที ีใ่ ชในหอ งปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาปริมาณของโปรตีน กรดนี้เมอื่

ถูกกับผิวหนัง ผิวหนังจะกลายเปนสีเหลือง นอกจากนี้ยังใชกรดไนตริกเปนสารชวยตรวจหาโปรตีนประเภท

แอลบมู นิ (albumin) ในน้ำปส สาวะ และกรดนี้ยงั ใชเ ปนสารที่ขจดั หูดหรือไฝไดอีกดวย

3. กรดซัลฟวริก (H2SO4) เปนกรดที่ไมมีสี กลิ่น มีลักษณะเปนของเหลวขน หนักกวาน้ำ สวนใหญใช

ในหองปฏิบัติการเคมีในการเปนออกซิไดซิงเอเจนต และเปนตัวขจัดไอน้ำออกจากแกส กรดนี้เมื่อถูกกับไม

ฝายและสัตวจะสลายใหกลายเปนถานเหลืออยู กรดนี้จะละลายน้ำแลวใหความรอนออกมาสูง ดังนั้นเม่ือ

ตองการทำใหเจือจางดวยน้ำตองระมัดระวัง อยาเทน้ำลงในกรด ใหเทกรดลงในน้ำ กรดกำมะถันนี้ใชเตรียม

กรดอื่น ๆ ในทางอุตสาหกรรม เพราะมคี วามแรงและมีจดุ เดือดสงู

4. กรดแอซิติลซาลิไซลิก (acetylsalicylic acid) หรือแอสไพริน ใชเปนยารักษาความปวดและลดไข

บรรเทาโรคหวัด กลา มเน้ืออกั เสบ ปวดศรี ษะ เนื่องจากเช้ือหวัด แตไ มสามารถรักษาโรคติดเช้อื ได

5. กรดแอสคอบิก หรอื วติ ามินซีพบในนำ้ ผลไม ใชรักษาและปองกันโรค ลักปด ลกั เปด

6. กรดไฮโพคลอรัส (HClO) ใชเ ปนยาฆา เชื้อโรคตามพนื้ หรือกำแพงในโรงพยาบาล

ห น  า 6 | คุณครณู ฏั ฐว รินท สมบูรณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยีการเกษตรและประมง

7. กรดบอรกิ (H3BO3) ใชเ ปนยาฆา เชื้อรา และยาลางตา
ประโยชนข องเบส
เบสทีส่ ำคญั และใชประโยชนไ ดท ่ัว ๆ ไป มีดงั น้ี

1. โซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) บางทีรจู ักกนั ในช่อื โซดาไฟ ใชก ำจดั ไขมนั และสง่ิ สกปรกจากไขมนั อุดตัน
ในทอน้ำท้งิ

2. แคลเชียมไฮดรอกไซด Ca (OH) 2 หรืออกี ชื่อหนง่ึ ไลมวอเตอร (lime water) ใชทำลายกรดท่ีมีอยมู าก
ในกระเพาะและยงั ทำลายพษิ ของกรดออกซาลคิ ใหเปนแคลเซยี มออกซาเลต

3. แมกนเี ซียมไฮดรอกไซด Mg (OH) 2 หรอื เรียกวา มิลคออฟแมกนเี ซยี (milk of magnesia) ถา อยใู น
สภาพที่เปน สารละลายเจอื จางใชเปนยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และยงั ใชเปนยาถายดวย

4. แอมโมเนยี มไฮดรอกไซด (NH4OH) ใชด มเพอื่ บำรุงหวั ใจ ชว ยในการหายใจ
5. แอมโมเนยี มคารบ อเนต (NH4) 2CO3 ใชแกน ำ้ กระดา ง เพื่อนำมาใชใ นการซกั ผา หรืออาบชะลาง
2.4 มาตราสว น pH

การวัดคา ของความเปนกรดหรอื เบสโดยใชเคร่ืองมือทเี่ รียกวา พีเอชมิเตอร (pH meter) ซ่งึ คำวา p มา
จากภาษาเดนนิชวา “ potenz ” ซึ่งหมายถึง strength สวน H มาจากคำวา “ Hydrogen ion ” ดังนั้น pH
หมายความวา ” The strength of the hydrogen ion ” แปลวา ความมากนอยหรือปริมาณของไฮโดรเจน
ไอออนและยังเปน คา แสดงถงึ ปริมาณของไฮโดรเจนไอออนในสารละลายตาง ๆ เชน
ถาคา pH ในสารละลายชนดิ หนงึ่ มคี า เทากับ 7 แสดงวาสารละลายนั้นมสี มบตั เิ ปน กลาง
ถา วดั pH มคี าตำ่ กวา 7 ประมาณ 5-7 แสดงวา สารละลายนั้นเปนกรดอยางออน
ถา วดั pH มคี า ระหวา ง 2-5 แสดงวา สารละลายเปนกรดแกป านกลาง
ถา วัด pH มีคา ระหวา ง 0-2 แสดงวาสารละลายเปนกรดแกมาก
ถา วัด pH สงู กวา 7 แสดงวาสารละลายนัน้ เปน เบส
ถา วดั pH ของสารละลายมีคา ระหวาง 7-9 สารละลายน้ีเปนเบสอยางออ น ๆ
ถา วดั pH ของสารละลายมคี า ระหวาง 9-12 สารละลายนเี้ ปนเบสปานกลาง
ถาวดั pH ของสารละลายมคี า ระหวา ง 12-14 สารละลายน้ีเปนเบสอยา งแรง

สรปุ คาของ pH ของสารละลายทเี่ ปน กรด กลาง และเบส ดังน้ี

0 ↔ 7 ↔ 14

กรด กลาง เบส
(acidic) (neutal) (basic)

ห น  า 7 | คุณครณู ัฏฐวรินท สมบูรณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

สำหรบั pH ของของเหลวในรา งกาย ไดแ ก เลือด จะมีสมบัตเิ ปน เบสอยางออ น น้ำยอยมีสมบัตเิ ปน กรด
นำ้ ดเี ปน เบสออน ๆ นำ้ ปสสาวะเปนกรดออน ๆ นำ้ บรสิ ทุ ธม์ิ คี า pH เทา กับ 7

pH ที่มีคาแตกตางกันอยูเพียง 1 จะมีความแตกตางระหวางความเปนกรดหรือเบสอยู 10 เทา เชน
สารละลาย A วัดคา pH ได 4.5 สาร B วัดคา pH ได 5.5 ดังนั้นคาของความเปนกรดของสารละลาย A จะมี
ความเปน กรดสงู กวาสารละลาย B อยู 10 เทา จงึ สรปุ ไดวา ถาคา pH เปลย่ี นไปเล็กนอย จะทำใหคา ของความ
เปนกรดหรือเบสแตกตางกันมากทีเดียว เครื่องมือที่ใชวัดเพื่อหาคา pH ในหองปฏิบัติการเรียกวา พีเอช
มเิ ตอร (pH meter) ดงั ภาพ

ภาพท่ี 1 พเี อชมิเตอร
แตถาตองการทราบคา pH อยางหยาบ ๆ และรวดเร็วก็ใชกระดาษอินดิเคเตอรที่มีคา pH ตาง ๆ โดย
จมุ กระดาษลงในสารละลาย แลว นำไปเทียบสีกระดาษ pH ก็จะทำใหทราบคา pH ได
ตารางท่ี 2 แสดงคา pH ของของเหลวบางชนิด

pH มผี ลตอสภาพการละลายไดของสารละลายหลายชนิด สารบางชนดิ ละลายไดมากข้ึนเม่ือพีเอชสูงขึ้น
แตส ารบางชนิดกล็ ะลายไดม ากข้นึ เมอื่ pH ลดลง ตวั อยางเชน สารละลายแมกนเี ซียมไฮดอกไซด

Mg(OH)2(S) ⇌ Mg+2(aq) + 2OH–(aq)
ถาเติม OH– ไอออนลงไปในสารละลาย (ทำให pH ของสารละลายสูงขึ้น) สมดุลจะเลื่อนจากขวา
ไปซาย ทำให Mg(OH)2 ละลายไดนอยลง ในทางตรงกันขามถาเติม H+ ไอออนลงไปในสารละลาย (ทำใหคา
pH ของสารละลายลดลง) จะทำใหสมดลุ เล่ือนจากซายไปทางขวา ทำให Mg(OH)2 ละลายไดมากข้ึน ดังน้ัน
เบสทีไ่ มละลายในน้ำจะละลายไดในสารละลายกรด และในทำนองเดียวกนั กรดทไี่ มล ะลายในน้ำกจ็ ะละลายได

ห น  า 8 | คณุ ครณู ัฏฐวรินท สมบรู ณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

ในสารละลายเบส สำหรับเกลือที่ไอออนลบไมเกิดไฮโดรไลซิส (เชน Cl– Br– I– ) pH จะไมมีผลตอสภาพ
การละลาย
2.5 อนิ ดิเคเตอร (Indicator)

อินดิเคเตอร หมายถึง สารทีใ่ ชเ ปนตัวช้ีบอกความเปนกรดเปนเบสของสารละลายอินดิเคเตอรสำหรับ
กรด เบส เปนสารอินทรียที่มีสมบัติเปนกรดออน หรือเบสออน ซึ่งเมื่ออยูในรูปของโมเลกุลที่ไมแตกตัวจะมีสี
แตกตางจากเมื่อแตกตัวเปนไอออน การที่เปนเชนนี้ได ขึ้นกับพีเอชของสารละลายที่เปนตัวกลาง เราใชการ
เปลี่ยนสีของอินดิเคเตอรเปนประโยชนในการบอกจุดยุติ (end point) ของปฏิกิริยาการไทรเทรชัน อยางไรก็
ตามอินดิเคเตอรตาง ๆ มิไดเปลี่ยนสีที่พีเอช คาเดียวกัน ดังนั้นการเลือกใชอินดิเคเตอรในการไทเทรตแตละ
คร้ังจะข้ึนอยูกบั ชนิดของกรดและเบสท่ีใชในการไทเทรต เราใช HIn แทนสูตรทวั่ ไปของอนิ ดเิ คเตอร เม่ืออยูใน
สารละลายตวั กลางจะแตกตวั ดังน้ี

HIn (aq) + H2O(l) ⇌ In–(aq) + H3O+(aq)
สกี รด สีเบส

ถาสารละลายเปนกรด (ให H+) อินดิเคเตอรจะอยูในรูปที่ไมแตกตัวคือ HIn ซึ่งจะมีสีหนึ่ง แตถา
สารละลายเปนเบส (ให OH– หรอื รบั H+ ) อนิ ดเิ คเตอรจะอยใู นรูป In– ซ่ึงจะมอี กี สีหน่ึงทตี่ างไปจากสีของ HIn
เราสามารถทำนายสีของอินดิเคเตอรไดจากอัตราสวนความเขมขน HIn และ In– ถาในสารละลายตัวกลางมี
ปริมาณของ HIn มากกวา In– อินดิเคเตอรจ ะแสดงสีของ HIn ซึ่งจะเห็นสารละลายตัวกลางเปนสีน้ันดวย แต
ถาในสารละลายตัวกลางมีปริมาณของ In– มากกวา HIn สารละลายนั้นจะแสดงสีของ In– เดนชัดขึ้น แตถา
ปริมาณหรือความเขมขนของ HIn เทากับ In– สีของสารละลายจะอยูกลาง ๆ ระหวางสีของ HIn และสีของ
In– ตัวอยางเชน ถาสี HIn เปนสีแดง และสีของ In– เปนสีเหลือง สีกลาง ๆ จะเปนสีสม อินดิเคเตอรใน
สารละลายตวั กลางจะเปล่ยี นสีเมื่อปริมาณ H+ ในสารละลายนัน้ เปลย่ี น ดังนัน้ อนิ ดเิ คเตอรจึงบอกหรือใชวัดคา
ความเปนกรด-เบส (pH) ของสารละลายไดฟนอลฟทาลีนเปนอินดิเคเตอรที่เหมาะสมกับการไทเทรตระหวาง
NaOH กับ HCl เมื่ออยูในสารละลายกรด และสารละลายที่เปนกลาง ฟนอลฟทาลีนจะไมมีสี แตถาอยูใน
สารละลายเบสจะมีสชี มพูแกมแดง จากการทดลองพบวา ถาพีเอชนอยกวา 8.3 ฟนอลฟทาลีนจะไมมีสี แตถา
pH มากกวา 8.3 ฟนอลฟ ทาลีน (หรอื สารละลาย) จะมีสีชมพูแกมแดง ซง่ึ สีของอนิ ดิเคเตอรแสดงดงั ภาพ

ภาพท่ี 2 แสดงชวง pH ที่เปลย่ี นสขี องยนู เิ วอรแซลอินดเิ คเตอร

ห น  า 9 | คุณครณู ัฏฐว รนิ ท สมบูรณ

วิทยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง

ลิตมัสเปนอนิ ดิเคเตอรที่นิยมใชกันมาก ซึ่งมีทั้งเปนสารละลายและเปนกระดาษลติ มัส ลิตมัสเปนกรด
ออน ซึ่งเมื่ออยูในสารละลายกรดจะมีสีแดง และเมื่ออยูในสารละลายเบสจะมีสีน้ำเงิน ถาตองการทดสอบวา
สารละลายมีความเปนกรดหรือเบส อาจใชลิตมัสในการทดสอบ เนื่องจากมีชวงการเปลี่ยนสี pH อยูท่ี
ประมาณ pH 5 – 8 เปนตน

ภาพที่ 3 กระดาษลิตมัส
นอกจากนี้ยงั มอี ินดเิ คเตอรบ างชนิดทไ่ี ดจากพชื และดอกไม ดังตวั อยางในตาราง
ตารางท่ี 3 แสดงอินดิเคเตอรท ส่ี กดั จากดอกและใบของพืช

2.6 เกลอื
เกลอื คอื สารประกอบท่เี กิดจากโลหะท่ปี ระจุบวกเขาไปแทนที่ไฮโดรเจน ( H ) ในโมเลกลุ ของกรด

สมบัตขิ องเกลอื
1. มีรสเคม็
2. เมือ่ ละลายน้ำจะไดส ารละลายที่นำไฟฟาได
3. สารละลายของเกลอื จะมฤี ทธเ์ิ ปนไดท ัง้ กรด เบส และกลาง
ตัวอยางของเกลอื ไดแก โซเดียมคลอไรดหรือเกลือแกง ( NaCl ) ,โซเดียมคารบอเนตหรอื โซดาซกั ผา

(Na2CO3) ,โพแทสเซียมเปอรแมงกาเนตหรอื ดงั ทบั ทิม (KMnO4) ,โพแทสเซียมไนเตรตหรอื ดินประสิว (KNO3)

ห น  า 10 | คุณครูณฏั ฐวรินท สมบรู ณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยีการเกษตรและประมง

ใบงานท่ี 2.1
กรด เบส เกลือ

1. จงบอกสมบตั ิของกรดและเบส
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. จงยกตัวอยา งและอานชื่อกรด 3 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. จงยกตวั อยา งและอา นชื่อเบส 3 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. จงยกตัวอยา งและอานชื่อเกลอื 3 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ห น  า 11 | คณุ ครณู ฏั ฐว รนิ ท สมบรู ณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยีการเกษตรและประมง

แบบทดสอบ
หนวยท่ี 2 กรด เบส เกลอื

1. จงเขียนสตู ร อา นช่ือกรดที่ใชใ นชีวติ ประจำวันหรอื ในงานอาชีพ และระบุการใชประโยชน 3 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. จงเขยี นสูตร อานชื่อเบสใชในชีวติ ประจำวันหรอื ในงานอาชพี และระบุการใชป ระโยชน 3 ชนิด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. จงเขยี นสูตร อานชื่อเกลือทใ่ี ชใ นชวี ิตประจำวนั หรือในงานอาชีพ และระบุการใชประโยชน 3 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. คา pH บอกอะไร มคี วามสำคัญตอ ส่งิ มีชวี ติ อยา งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. เขียนปฏิกริ ยิ าการเกดิ เกลือ 1 ชนดิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ห น  า 12 | คุณครูณฏั ฐว รนิ ท สมบูรณ

วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยกี ารเกษตรและประมง
ห น  า 13 | คณุ ครณู ฏั ฐว รนิ ท สมบรู ณ


Click to View FlipBook Version