The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้าฉบับย่อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:12:16

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้าฉบับย่อ

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้าฉบับย่อ

1

2
“ลมุ นํา้ หมัน”

จากตน นา้ํ สูปลายนา้ํ

ลําน้ําหมันมีลักษณะทางกายภาพเปนแทงยาวในแนวทิศเหนือจรดใต ความยาว
กวา 60 กโิ ลเมตร ไหลผา น 3 จงั หวดั ไดแ ก จงั หวดั เลย เพชรบรู ณ และพษิ ณโุ ลก มตี น นา้ํ
เกิดจากภูลมโล (หมันใหญ) และภูทับเบิก(หมันนอย) มีลําน้ําสาขา ไดแก ลําน้ําพาน
ลาํ นาํ้ อู ลาํ นา้ํ อนุ และลาํ นาํ้ ศอก ในเขตอาํ เภอดา นซา ย ลาํ นา้ํ หมนั ไหลผา นตาํ บลกกสะทอน
ตําบลดานซาย ตําบลนาหอ ตําบลนาดี (ที่ต้ังบานนาหมูมน) มาบรรจบกับแมน้ําเหืองท่ี
ตําบลปากหมัน

ฝายหินก้นั ลํานํา้ หมนั ตอนตน ในชว งฤดแู ลงที่บา นหมันขาว
ตาํ บลกกสะทอน อาํ เภอดา นซาย ซง่ึ เปน หมบู านแรกของลํานํ้าสายนี้

3

เนอ่ื งจากลกั ษณะทางกายภาพของลาํ นา้ํ หมนั แคบและชนั มาก มพี น้ื ทเี่ กบ็ กกั นาํ้ นอ ย
การไหลของนาํ้ จงึ เปน ไปอยา งรวดเรว็ เกดิ การกดั เซาะหนา ดนิ สงู พนื้ ทก่ี ารเกษตรมเี ฉพาะ
หมบู านในรองเขาและแองท่รี าบดานซา ย

ลาํ นํ้าหมันตอนกลางชวงไหลผา นเมอื งดา นซายบรเิ วณบานนาเวยี งใหญ
ริมฝง แมน าํ้ มกี ารทาํ เขอื่ นหินเพ่ือกนั นา้ํ กัดเซาะ

แตเดมิ บริเวณนจ้ี ะเตม็ ไปดวยปาไผและตนไมนอ ยใหญ

ลํานาํ้ หมนั ตอนปลายชว งไหลผานบานนาหมูมน (พืน้ ทีว่ ิจัย)
บางชว งลาํ นํ้าจะแคบและมีตล่งิ คอนขา งสูงชัน

4
“นาหมมู น”

ชอ่ื น้มี ที ่ีมา

ในอดีตบริเวณท่ีต้ังหมูบานอุดมสมบูรณมีหมูปาชุกชุม มักมาทําลายขาวของ
ที่นาและพืชผลทางการเกษตร จึงต้ังช่ือหมูบานวา “บานนาหมูดุด” ตอมาเปล่ียนเปน
“บา นนาหมูมน ” (“ดุด” หรอื “มน” มคี วามหมายเดียวกนั คอื การเอาจมกู ขดุ คยุ พื้นดิน)

เชื่อกันวา บรรพบุรุษของคนบานนาหมูมนคือ คน “ไทนอย” หนีศึกสงครามขาม
แมน ้าํ เหอื งมาทางภเู ปาะ (ปจ จุบัน คอื ตาํ บลนามาลา อาํ เภอนาแหว) เมือ่ สงครามสงบ
ไดต งั้ รกรากท่ี “ภเู ถา ” บรเิ วณเนินเขาเหนือ”หวยภ”ู เน่ืองจากมที ําเลเหมาะสม เมื่อเกิด
โรคระบาดและนา้ํ ทว มจงึ ยายบานเรือนมาอยูบรเิ วณบานนาหมูมน ในปจ จุบัน

วัดจอมมณี วัดประจําหมูบ า นนาหมมู น

5

วถิ คี นนาหมมู น

เดมิ คนบา นนาหมมู น ดาํ รงชพี ดว ยการเลย้ี งสตั วพ วกววั ควายและปลกู ขา วเพอ่ื บรโิ ภค
ในครัวเรือน รวมถึงปลูกพืชผักตามหัวไรปลายนา กอนวิถีชีวิตคอยๆ ปรับเปลี่ยนไป
ชาวบา นหนั มาทาํ ไรก นั มากขนึ้ สง ผลใหห ลายครวั เรอื นเลกิ เลยี้ งสตั วเ พราะทที่ างเรม่ิ จาํ กดั
อกี ทง้ั สตั วเ ลยี้ งยงั ถกู มองวา เปน ตวั สรา งความเสยี หายใหพ ชื ผลทางการเกษตร ปจ จบุ นั การ
ทาํ นาของชาวบา นจะเรม่ิ ชว งเดอื นพฤษภาคม-กรกฎาคม เกบ็ เกยี่ วชว งเดอื นพฤศจกิ ายน-
ธันวาคม นอกจากน้ียังมีการปลกู ขาวโพด ถั่วลิสง และทําสวนผลไม

ชวงหลงั การดํารงชวี ติ ของคนนาหมูมนเร่มิ มปี ญหาจากนาํ้ ทวม นาขา ว แปลงพืชผัก
ทปี่ ลกู ไวร มิ นาํ้ เสยี หาย อาหารทเี่ คยหาไดต ามปา ลดลง มกี ารปลกู พชื เชงิ เดยี่ วมากขน้ึ สง ผล
ใหม สี ารเคมที างการเกษตรตกคา งตามแหลง นา้ํ ชาวบา นจงึ ปลกู ผกั ไวร อบบา นพอไดอ ยไู ดก นิ

ผนื นาบานนาหมมู น หลังการปกดาํ

6

การถอนกลา หรอื “หลกกลา ” คอื การดงึ ตน กลาแลวมดั ใชเทา ตดี นิ ออกจากรากตน กลา
ตดั ปลายตน กลา ออกครง่ึ ใบ จากนน้ั แชน า้ํ หรอื พกั ไวห นง่ึ คนื กอ นนาํ ไปปก ดาํ
หลังจากดํานาประมาณ 5 เดอื น ทุงขาวจะเหลอื งอรา มพรอมเก็บเก่ียว
หลังเก็บเกย่ี ว จะตากขา วใหแ หง 2-3 แดด กอ นนาํ ไปสแี ลว เกบ็ ในฉางขา ว

7

“นาํ้ ”

หน่ึงปจจยั สาํ คญั ทางการเกษตร

นอกจาก “นา้ํ ฝน” นาํ้ ทค่ี นนาหมมู น ใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ติ มาจากแหลง นา้ํ สาํ คญั ดงั น้ี
1. เหมอื งหวยภู : เหมือง คือ ทางนํา้ ทีถ่ กู ขดุ เปนทางยาวจากตานํ้าบนภเู ขา ตานา้ํ

จากปา หวยภมู นี า้ํ ไหลตลอดป
2. ลําน้ําหมัน : ลําน้ําหมันมีน้ําไหลตลอดป แมชวงหนาแลงน้ําจะนอย แตชวงป

2550 เปนตน มา มปี ญหาน้าํ ทวมยามนา้ํ หลาก นาํ้ แหง ขอดยามแลง เนอื่ งจาก
มกี ารทาํ ลายพน้ื ทปี่ า ตน นา้ํ มากและมกี ารขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั ทาํ ใหส มดลุ ธรรมชาติ
เสียไป ชาวบานนําน้ําหมันมาใชโดยระบบชลประทาน เคร่ืองสูบน้ํา หรือ
“พัดทดนํา้ ”

“ลองน้าํ ” เปน คูคลองเล็กๆ ผันน้ําจาก
เหมืองลงสูผนื นาและแปลงเกษตร
เหมืองบานนาหมมู นมีการครอบครอง
แบบเครือญาติ ไมม ี “นายเหมือง”

แบบวัฒนธรรมลานนา

8

9

10

กายวภิ าค

“พดั ทดน้ํา”

การทําพัดทดน้ําตองใชการสั่งสมประสบการณเชิงชางเพื่อสรางวิศวกรรมพ้ืนบาน
พัดทดนา้ํ ประกอบดวยโครงสรา งหลกั 4 สวน คือ

1. คอกและชาน คอื โครงสรา งทล่ี อ มใหพ ดั ทรงตวั อยไู ดแ ละสาํ หรบั เปน ชานเดนิ
2. หลักหรวย คือ โครงสรางสําหรับบังคับทิศทางนํ้าเพื่อใหไหลเขาสูพัด โดยจะ

สรางไวดานหนาพัดทําจากเศษไมท่เี หลือจากการทําพัด เศษหญาหรือฟางขาว
นาํ มากน้ั นา้ํ เปนการทาํ ฝายกันนํา้ ใหไ หลไปลงชองพัด และเพอื่ ใหนํ้าไหลแรงข้ึน
3. ตัวพัด ประกอบดวย กงพัด ดุมพัด ขาธนู ข่ือพัด ตาดพัดและบั้งพัด
โดยมี ล่ิมพัด ไลพัดและด้ิวพัดเปนตัวยึดสวนประกอบตางๆ เขาดวยกัน
ความแตกตา งของ “พัด” กับ “ระหัด”อยูที่โครงสรางขาธนู กลาวคือ พัดจะ
ขัดขาธนูในลักษณะไขวถาเปนระหัดขาธนูจะไมขัดไขวกัน การไขวขาธนูตอง
อาศยั ความชาํ นาญในเชงิ ชา งสงู กวา ขาธนแู บบตรง ซง่ึ สง ผลใหพ ดั มคี วามแขง็ แรง
กวา ระหดั เน่ืองจากการไขวขาธนูภายในกงพดั นัน่ เอง
4. ระบบรางและทอ สง นาํ้ ประกอบดวย ฮางตง และ ฮางรอง

หลกั หรว ยกลางลาํ นา้ํ หมนั บา นนาหมมู น

11

นอกจากโครงสรางหลกั 4 สวนแลว ยังมสี วนประกอบยอยอ่นื ๆ อกี ดงั น้ี
รัว้ หนาพดั : ทาํ จากไมไ ผป ก ลงไปในนา้ํ มดั เปน ชอ งๆ เพอื่ ปอ งกนั ไมใ หท อ นไมท ่ี

ลอยมาตามน้ําชนกับพัด
หลกั พัด : ทําจากไมเน้ือแข็งปกลงไปในรองพัดใหสูงพอท่ีจะวางฮางตง

เพ่ือใหนา้ํ ไหลเขา ทพ่ี ้นื นา
แพพดั : ใชไมไผเปนลํา เจาะรูแตละขอ วางลงไปชั้นแรกปองกันดินไมให

ไหลมาทับถมพัด
ตาดพ้นื พัด : ทาํ จากไมไ ผส บั ใหเ ปน แผน ปลู งไปในพนื้ แพพดั เพอ่ื ไมใ หน าํ้ ดนั ลงไป

พนื้ ดิน
ไมร องดมุ พดั : ใชไ มเน้อื ออ นเพ่ือปองกนั การเสียดสขี องดมุ พัด
การทําพัดน้ําไมใชเร่ืองงาย คนทําพัดบานนาหมูมนกลาวเปนทํานองเดียวกันวา
“พดั ทดนา้ํ ทาํ ยากพอพอกบั สรา งบา นเปน หลงั ” มกี ารออกแบบโดยมี “พมิ พเ ขยี ว” วางอยู
ในใจ มคี วามละเอยี ดและตอ งใชอ งคค วามรมู ากมาย หลงั จากทาํ พดั เสรจ็ ตอ งคอยดแู ลเกบ็
เศษไมท ี่ไหลมาตามน้าํ ไมใ หกระทบพัด ปองกนั ความเสียหายทจี่ ะเกิดขน้ึ บรเิ วณทายพดั
เกิดน้ําวนทาํ ใหเกดิ เปน “วงั นาํ้ ” มีปลา กงุ และสัตวนํา้ อ่นื ๆ อาศัยอยู เปนแหลงอาหาร
ธรรมชาติท่ีอดุ มสมบูรณ

“บั้ง” ตกั นา้ํ จากลํานาํ้ หมัน เมอ่ื พัดหมุนถงึ จดุ สูงสดุ นาํ้ จะไหลลงสู “ฮางตง”

12

การประกอบสราง

“พดั ทดน้ํา”

การสรา งพดั ทดน้าํ ตองคาํ นึงถึงปจจยั ตา งๆ ดังนี้
1. ความกวา งและลึกของลาํ นํา้ ตอ งกวางพอทจี่ ะเบ่ียงทางนาํ้ เขาหาพัดและตอ ง

ลึกพอทจ่ี ะต้ังพดั ได
2. ทศิ ทางของกระแสนา้ํ ชว งทล่ี าํ นา้ํ ไหลเปน เสน ตรงและยาวกบั ชว งโคง กระแสนา้ํ

จะไหลตางกัน โดยชวงลําน้ําที่ตรงและทอดยาวจะสามารถกะระยะการ
ปกหลกั หรวยและคอกไดง า ย
3. ความกวาง ความสูงของตล่ิงและความสูงของท่ีนา เปนสิ่งท่ีตองพิจารณา
ตําแหนง ในการตัง้ พัดและตองใชความรเู ร่ืองกระแสนาํ้ ประกอบดว ย
ข้ันตอนการประกอบสรา งพัด
1. ปก หลักดว ยไมเ นื้อแข็งหรืออาจใชไ มไ ผปา เพื่อยดึ โครงสรางท้ังหมด
2. เตรียมทําสวน “ดุม” และ “กงพัด” ซ่ึงเปนกลไกสําคัญในการแปลง
พลังงานนํ้าเปน พลังงานกล
3. ทํา “ขาธน”ู โดยคํานวณใหเ หมาะสมกบั ความสูงของตลงิ่ และพน้ื ท่ีเกษตร
4. สาน “ใบตาด” เพ่ือใชตดิ “บง้ั ” ซ่งึ ทาํ หนา ทีต่ ักนํา้ ไปบนฮางตง
5. ลง “หลักหรวย” โดยนําไมไผปาท่ีมีความแข็งแรงปกลงเปนฟนปลากลาง
ลําน้ําหมันเปนแนวเฉียงกับลํานํ้าเพ่ือบังคับทิศทางน้ําใหไหลเขาพัด แลวนํา
เศษไม ใบมะพรา วและก่งิ ไผม าใสไวเ หมือนฝายธรรมชาติ
6. ทําระบบสงน้ํา คือ ฮางตงและฮางรอง เม่ือบั้งพัดหมุนข้ึนไปถึงจุดสูงสุด
น้าํ จะไหลจากบัง้ ลงในฮางตง สง ตอ ไปยงั ฮางรอง กอ นไหลลงสูพืน้ ทเ่ี กษตร
การทาํ พดั หลงั หนง่ึ ตอ งใชแ รงคนอยา งนอ ย 3-4 คน เพอ่ื ประกอบแตล ะโครงสรา ง
การหาวัสดุและการคํานวณผานการฝกฝนจากประสบการณ หากมีแรงงานมากสามารถ
แยกสวนกนั ทําได แลว จึงยกมาประกอบกัน

13

การประกอบ “ขาธน”ู เขากบั “ดมุ ” ของชาวบา นนาหมมู น
ชาวบา นนาหมูมน ประกอบ “ขาธนู” เขากบั “กงพดั ”

ซึง่ เปนขั้นตอนสําคัญ ท่ีทําใหพดั เขารูปทรงและมีความสมมาตร

14
“พดั ทดนํา้ ”

ภมู ิปญญาและภาพสะทอ นการจัดการลาํ น้ําหมัน

นาหมูมนเปนหมูบานที่ต้ังอยูในลุมนํ้าหมันตอนปลาย ชาวบานมีการจัดการน้ําที่
โดดเดนทงั้ การทําเหมืองฝายและพัดทดนา้ํ

ครวั เรอื นจะใชพ ดั วดิ นา้ํ จากลาํ นา้ํ หมนั เขา นาชว งเดอื นพฤษภาคม-ตลุ าคม หลงั จากนน้ั
น้ําหมันจะลดระดับลงทําใหพัดหยุดหมุน ซึ่งตรงกับชวงใกลฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทําใหพ้ืนที่
นาแหง งายตอการเกบ็ เกย่ี ว

บานนาหมูมนเคยมีพัดจํานวนมากถึง 41 หลัง แตราวป 2552 มีโครงการ
ขุดลอกลํานํ้าหมัน ทําใหเจาของพัดบานนาหมูมนตองร้ือพัดออก แตมีชาวบานจํานวน
หน่ึงขอตอรองไมใหร้ือพัดแตจะลดความสูงของหลักหรวยลง จึงทําใหปจจุบันยังมีพัดคง
เหลอื อยจู าํ นวน 14 หลัง

หลังจากมีการขุดลอกลํานํ้าหมันในป 2552 สงผลใหระบบนิเวศลุมน้ําหมันเปล่ียน
ไปอยางส้ินเชิง ไมมีกอไผริมนํ้าชวยยึดเกาะดินไวทําใหเกิดการกัดเซาะตล่ิงยามน้ําหลาก
วังปลาท่เี คยมีหายไปเกือบหมด

คนที่จะใชนํ้าจากพดั ทดนํา้ จะตองมีพน้ื ท่ีทาํ การเกษตรติดกับลาํ นา้ํ หมัน
แตถ า ไมม ีทต่ี ิดลําน้าํ ก็สามารถใชวธิ ขี อปน นาํ้ ผาน “ลอ งน้าํ ” ได

โดยจะตองชว ยดแู ลซอ มแซมพัดและเมอื่ ถงึ ฤดูสรา งพดั ก็ตอ งมาลงแรงชว ยดว ย

15
“พัดทดนาํ้ ”

“ประตมิ ากรรมมชี วี ติ ” แหง ลํานํา้ หมนั

“พัดทดน้ํา” ถือเปนภูมิปญญาทองถ่ินอันเปนอัตลักษณของคนลุมนํ้าหมัน อําเภอ
ดานซา ย จงั หวดั เลย ทถี่ กู สบื ทอดมาอยา งยาวนาน โดยเฉพาะบา นนาหมูมน ลุมนาํ้ หมัน
ตอนปลาย ถือเปนชุมชนท่ีมีการสืบทอดภูมิปญญาดานการจัดการนํ้าแขนงน้ีมาหลาย
ชั่วอายุคน หากถามถึงความเปนมาจากชาวบานตางบอกเปนเสียงเดียวกันวา “พัดนี้ทํา
มาตงั้ แตส มยั รนุ พอ รุนแมแลว”

การใชพัดทดนา้ํ เขานามีขอ ดีหลายดาน คือ ไมตองรอน้าํ จากฟาฝน อกี ทงั้ นํ้ายังไหล
ตลอดวันตลอดคืน เหมาะกับพื้นที่แถบนี้ซ่ึงเปนดินปนทราย ทําใหมีนํ้าหลอเล้ียงนาขาว
ตลอดเวลา และหากนํ้าในผืนนาเพียงพอแลวก็สามารถหยุดไดตามตองการ ประหยัดคา
นา้ํ มนั เชอื้ เพลงิ แมจ ะตอ งซอ มแซมทกุ ปแ ตว สั ดทุ ใ่ี ชท าํ พดั สว นใหญเ ปน วสั ดจุ ากธรรมชาติ
ซ่ึงหาไดจากบริเวณรอบๆ ชมุ ชน

พัดทดนา้ํ เรยี งรายตามลาํ นา้ํ หมัน บา นนาหมูมน

จดั พมิ พโดย : ภาควิชามานุษยวทิ ยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
พิมพท ่ี : บรษิ ทั รงุ แสงธรุ กจิ การพมิ พ จาํ กดั


Click to View FlipBook Version