The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

6311116044 ศวิตา พลวัฒน์ anyflip (2)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by p_narak_1234, 2022-03-20 03:39:05

6311116044 ศวิตา พลวัฒน์ anyflip (2)

6311116044 ศวิตา พลวัฒน์ anyflip (2)

1

2

3

ชมุ ชนบา้ นโคกขเ้ี หลก็

จดั ทาโดย
นางสาวศวติ า พลวฒั น์
รหสั นกั ศกึ ษา 6311116044
สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร์

นาเสนอ
อาจารยร์ ตั นา ไกรนรา

รายงานเลม่ นเี้ ปน็ ส่วนหนงึ่ ในรายวชิ า สง่ิ แวดลอ้ มและประชากรศกึ ษา (2542107)
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช

4



คานา
รายงานผลการศึกษาชุมชนบ้านโคกขี้เหล็ก หมู่ 2 ตาบลนาโยงใต้ อาเภอเมือง จังหวัดตรัง
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทต่าง ๆ ของชุมชนและจัดทาฐานข้อมูลชุมชน ประวัติศาสตร์ส่ิงแวดล้อมชมุ ชน
แผนที่เดินดินสิ่งแวดล้อมชุมชนรวมถึงปัญหาส่ิงแวดล้อมชุมชนและวิธีการอนรุ ักษ์ หวังเป็นอย่างย่งิ ว่ารายงาน
ผลการศึกษาชุมชนบ้านโคกข้ีเหล็กในครั้งน้ีจะสามารถเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอด
ไปสู่มิติอ่ืน ๆ อันก่อให้เกิดการพัฒนาในชุมชนได้อย่างแท้จริง รวมถึงรายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้ที่ศึกษาถึงข้อมูลและบริบทต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชุมชนบ้านโคกขี้เหล็กหมู่ 2 ตาบลนาโยงใต้ อาเภอเมือง
จงั หวัดตรงั สดุ ท้ายน้ีหากรายงานฉบับนีเ้ กิดข้อผิดพลาดประการใด ผู้จดั ทาต้อองขออภยั ไว้ ณ ทน่ี ดี้ ว้ ย

ศวติ า พลวฒั น์
(นางสาวศวติ า พลวฒั น)์



สารบญั ขค

คานา ..................................................................................................................... หนา้
สารบัญ .................................................................................................................. ก
สารบญั ภาพ ........................................................................................................... ข

บทนา..................................................................................................................... 1
บทที่ 1 ประวตั ิศาสตรส์ งิ่ แวดลอ้ มชุมชน ............................................................... 2
บทท่ี 2 แผนทเ่ี ดนิ ดนิ ส่งิ แวดล้อมชมุ ชน ................................................................ 4
บทท่ี 3 ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มชุมชนและวิธีการอนุรกั ษ์ .............................................. 6
9
อา้ งอิง....................................................................................................................



สารบญั ภาพ จค
แผนภาพ
หน้า
1. ชมุ ชนบ้านโคกขเ้ี หลก็ หมู่ 2 ตาบลนาโยงใต้.............................................................. 2
2. แผนที่เดินดนิ ชุมชนบ้านโคกขเ้ี หล็ก........................................................................... 4
3. ผงั ตน้ ไมแ้ ห่งปัญหาชุมชนบา้ นโคกขเ้ี หล็ก.................................................................. 6

1

1

บทนา

ส่ิงแวดล้อมท่ีเช่ือมโยงกับชุมชนและสามารถตอบสนองความต องการของชุมชนและบริการให กับ
ชุมชนสรางความสัมพันธอนั ดีระหวางชมุ ชนกับส่งิ แวดลอ้ ม ท้ังน้ีประวัตศิ าสตร์ยังมีความสาคัญกับสิ่งแวดล้อม
ในชมุ ชน เนอ่ื งจากเปน็ ปจั จยั เก้อื หนนุ และสง่ เสรมิ ซงึ่ กนั และกัน เมือ่ มสี ง่ิ แวดลอ้ มในชุมชนกก็ อ่ ให้เกดิ การสร้าง
รายได้ อาชีพ และความเป็นอยู่ของคนในสังคม การสร้างแผนท่ีเดินดินในชุมชนทาให้เราทราบถึง
ทรัพยากรธรรมชาติภายในชุมชน ส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยกรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจากัดให้สามารถ
วางแผนการดาเนนิ งานเพอ่ื จัดสรรการใช้ประโยชน์ให้เกิดผลสงู สุดภายในชุมชน ในขณะที่คนในชุมชนกาลังตัก
ตวงผลประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดข้ึนควบคู่กันคือ ปัญหาการเสื่อมโทรมของธรรมชาติ ปัญหาการ
ขาดแคลนทรัพยกรธรรมชาติทม่ี ีไมเ่ พยี งพอต่อความตอ้ งการคนในชุมชน และปัญหาทางธรรมชาติ เช่น ฤดกู าล
เปน็ ต้น จึงต้องมกี ารจดั ทาแผนการดาเนินการอนรุ ักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาตภิ ายในชุมชน เพ่ือให้เพยี งพอต่อ
ความตอ้ งการและสามารถอยรู่ ว่ มกับธรรมชาตไิ ด้อยา่ งสมดุลและเกดิ ประโยชนส์ ูงสุดในการดารงชีวิติของคนใน
ชุมชน

2

ภาพที่ 1 ชมุ ชนบา้ นโคกข้ีเหลก็ หมู่ 2 ตาบลนาโยงใต้

3

ยคุ ท่ี 1 ยุคเกษตรพง่ึ พงิ ธรรมชาติ (บกุ เบกิ กอ่ ตง้ั ชมุ ชนประมาณเมอ่ื พุทธศกั ราช 2472)

บ้านโคกข้ีเหล็กมีการตั้งชุมชนเป็นเวลาประมาณเมื่อพุทธศักราช 2472 สภาพบริบทของชุมชน
ในช่วงเวลาน้นั มีลักษณะเป็นป่ารกทึบ มีต้นไม้ขนาดใหญจ่ านวนมากและหลากหลายชนดิ ขึ้นปะปนกันอยู่เชน่
ต้นขี้เหล็ก ต้นสน ต้นขี้เหล็ก ไม้ยาง ไม้เคียน ต้นอินทนิล เป็นต้น โดยไม้บางชนิดสามารถนามาใช้ประโยชน์
ในการนามาสร้าง ที่อยู่อาศัย และมีการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักทาการเกษตรท้ังทาสวน ทาไร่ ทานา และมีการ
ทาเครื่องมือล่าสัตว์ กลายเป็นลักษณะของภูมิปัญญาของคนในสมัยในลักษณะที่ต้ังเต็มไปด้วยความอุดม
สมบรู ณข์ องพืน้ ทจี่ ึงเป็นปัจจัยสาคญั ท่ีทาให้ผู้ทเี่ ข้ามามีการจับจองและต้ังถิน่ ฐานบริเวณนี้

ผคู้ นสมัยนัน้ เข้ามาต้งั ถน่ิ ฐานและเรมิ่ มกี ารทจ่ี ะปลูกพืชผกั เล้ียงสตั ว์ ทาสวน ปลกู ขา้ ว ในการล่อเล้ียง
ชีวิต เนื่องด้วยพ้ืนท่ีที่ต้ังของหมู่บ้านรอบล้อมไปด้วยสายนา้ ลาธารของชุมชนท่ีเป็นปัจจัยสาคัญให้คนในพน้ื ที่
เร่ิมเข้ามาต้ังถ่ินฐานและขยับขยันกนั ทามาหากินและใช้นา้ ในการทาเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ ตามคาบอกเล่าจาก
รุ่นส่รู ่นุ ไดบ้ อกไวว้ ่าแตเ่ ดิม บ้านโคกขีเ้ หลก็ มลี ักษณะเปน็ ทรี่ าบสงู มีเนนิ ดินขึ้นสูงท่ัวเต็มหมู่บ้าน ซึง่ ในตอนน้ัน
มีพืชที่เป็นพืชท้องถิ่น คือ ต้นขี้เหล็ก ข้ึนเต็มและเห็นได้ชัดท่ัวท้ังหมู่บ้าน ชาวบ้านนิยมใช้ประโยชน์จากต้น
ข้ีเหล็ก เช่น นาไปประกอบอาหาร สมุนไพรยารักษาโลก เคร่ืองใช้ เป็นต้น ต้นขี้เหล็กจึงกลายเป็นสัญลักษณ์
ของหมบู่ า้ น ชาวบ้านจงึ พากันเรยี กวา่ “หมูบ่ ้านโคกขเี้ หล็ก”

ยุคท่ี 2 ยุคพ่ึงพาเทคโนโลยี (ช่วงประมาณพทุ ธศักราช 2504)
ข้าราชการชาวเจ้าเมืองตรัง ได้พัฒนาเมืองให้เจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นเมืองเกษตรกรรมและได้
พัฒนาปรับปรุงสภาพหลายอย่างในเมืองตรังให้เจริญรุ่งเรืองหลายอย่าง เช่น การตัดถนนที่ไม่มีผู้ใดเหมือน
รวมทั้งส่งเสรมิ ชาวบา้ นใหก้ ระทาการเกษตร เชน่ ให้เล้ยี งไกโ่ ดยบอกวา่ เจา้ เมอื งต้องการไข่ไกใ่ ห้เอากาฝากออก
จากต้นไม้ โดยบอกว่าเจ้าเมืองต้องการเอาไปทายา ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟและยางพารา ซึ่งเป็น
จุดเร่มิ ตน้ ของการนายางพารามาปลูกทีภ่ าคใต้ จนกลายเปน็ พชื เศรษฐกจิ ที่สาคัญเช่นในปัจจบุ ัน
ยคุ ท่ี 3 ยุคเกษตรแสวงหาทางเลอื กใหม่ (ชว่ งประมาณพุทธศกั ราช 2530 – ปัจจบุ นั )
เกษตรกรเรมิ่ หาทางเลือกในการทาการเกษตร เพราะมีการสรา้ งเหมืองชลประทานในการกกั เก็บนา้ ให้
คนได้ใช้น้าตลอดท่ังปี โดยเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรที่สัมพันธ์กับการดาเนินชีวิตของ
เกษตรกรและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นระบบเกษตร กรรมยั่งยืนที่
เก่ียวข้องกับความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านโคกข้ีเหล็ก ชาวบ้านได้ร่วมมือกันคิดรูปแบบการทาการเกษตรท่ี
สอดคล้องกับระบบนิเวศ การทาการเกษตรในหมู่บ้านมีการพิจารณาว่าสภาพพ้ืนท่ีเหมาะแก่การทา
เกษตรกรรมประเภทไหน เช่น การทานาข้าว ทาสวนยางพารา เล้ยี งววั ไก่ หมู และการปลูกพืชผักเกษตรกรใน
ปัจจุบันจะปรับเปล่ียนวิถีชีวิตและปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับการทาการเกษตรกรรม
ยง่ั ยืน

แผนทเ่ี ดนิ ดนิ สง่ิ แวดลอ้

ภาพที่ 2 แผนท่ีเดนิ

อมชมุ ชนบา้ นโคกขีเ้ หลก็ 4

นดนิ ชมุ ชนบา้ นโคกขเ้ี หลก็

5

ท่ตี ั้ง : บา้ นโคกขีเ้ หลก็ หมู่ 2 ตาบลนาโยงใต้ อาเภอเมอื งตรัง จงั หวดั ตรงั
พน้ื ที่ท้ังหมด : 850 ไร หรอื 1.288 ตารางกิโลเมตร
พิกัด GPS : https://www.google.co.th/maps/@7.5670571,99.6658482,17z?hl=th
อาณาเขต

หมูท่ี 2 ตั้งอยู่ในตาบลนาโยงใต้ อาเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หางจากอาเภอไปทางทิศ
ตะวันออก 6 กโิ ลเมตร หางจากจงั หวดั ตรงั ไปทางทิศตะวนั ออก 6 กโิ ลเมตร มีอาณาเขตติดตอดงั นี้

ทิศเหนือ ติดตอกบั หมู่ท่ี 6 , 7 ตาบลนาโยงใต้
ทิศใต ตดิ ตอกบั หมทู่ ่ี 1 , 3 , 6 ตาบลนาบินหลา
ทิศตะวันออก ติดตอกับ หม่ทู ่ี 4 ตาบลนาโยงใต้
ทศิ ตะวันตก ติดตอกบั หมทู่ ี่ 1 ตาบลนาโยงใต้
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
ภูมปิ ระเทศส่วนใหญ่คอ่ นข้างเปน็ ทร่ี าบลุ่ม ทางทิศตะวนั ออกของหมู่บ้านมีลักษณะเปน็ ทร่ี าบเนินสูง
ลักษณะดินทั่วไปเป็นดินรว่ นสีดา
ครวั เรือน : 462 หลัง
จานวนประชากร : 1,324 คน
บา้ นโคกขเ้ี หลก็ เดินทางโดยถนนทางหลวงสายตรัง-พทั ลุง ก่อนถึงส่แี ยกทา่ ปาบ ถนนฝ่ังขาเข้าเมืองมุ่ง
หน้าเข้าตาบลนาโยงใต้ ภายในหมู่บ้านมีถนน 9 สาย ดังน้ี ถนนลาดยาง 7 สาย ถนนคอนกรีต 1 สาย
ถนนลกู รงั 1 สาย บ้านโคกขี้เหลก็ ยังเช่ือมต่อในการเดนิ ทางดงั นี้
1. ถนนนาทุ่งตาล ม.2 ต.นาโยงใต้
2. ถนนดอนดนิ สอ ม.2 ต.นาโยงใต้
3. ถนน ควนตอ-บ้านควน ม. 4 ต.นาโยงใต้
4. ถนนสายโคกววั -โคกขเ้ี หล็ก ม.3 ต.นาบนิ หลา
5. ถนนสายชลประทานนานอ้ ย ม.3 ต.นาบินหลา
6. ถนนควนตอ เชอ่ื มถนน ม.ราม
คนส่วนใหญใ่ นหมบู่ า้ นจะประกอบอาชีพ
1. เกษตรกรรม ผลผลติ ทางการเกษตรที่สาคัญได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มนา้ มัน
2. ทางานโรงงานอุตสาหกรรมเล้อื ยไมใ้ นหมบู่ ้าน
3. คา้ ขาย
4. เลยี้ งสัตว์ เชน่ กลมุ่ เล้ียงโค กลมุ่ เลีย้ งกบ ฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ เปน็ ตน้

6

ภาพที่ 3 ผงั ตน้ ไมแ้ หง่ ปญั หาชมุ ชนบา้ นโคกขเ้ี หลก็

7

ปญั หา : นา้ อุปโภคบรโิ ภคไมเ่ พยี งพอตอ่ คนในหมบู่ ้าน
สาเหตุ

1. ฤดแู ลง้ ทาใหไ้ มม่ นี า้ ใชอ้ ปุ โภคบรโิ ภค
ปจั จยั ทก่ี ่อใหเ้ กดิ ฤดแู ล้ง ทาให้ไม่มีนา้ ใช้อปุ โภคบรโิ ภคของชุมชนมีหลายปจั จัยดังนี้

- ฤดกู าลทางธรรมชาติ ฤดูรอ้ นของภาคใต้ ซึง่ จังหวดั ตรงั ทตี่ งั้ อยตู่ รงสว่ นฝั่งตะวันตกหรือฝัง่
ทะเลอนั ดามันฤดรู ้อนของตรังจะอยใู่ นชว่ งเดอื นพฤศจกิ ายน-เมษายน อากาศจะคอ่ นข้างรอ้ นอบอา้ ว

- การเปลยี่ นแปลงความสัมพันธร์ ะหว่างบรรยากาศกับน้าทะเลหรอื มหาสมุทร
- การเปลยี่ นแปลงของสภาพภมู อิ ากาศและสงิ่ แวดล้อม เชน่ หากไมม่ ีพายเุ คลือ่ นเขา้ มาหรอื มีน้อยกจ็ ะ
ทาให้ปริมาณน้าฝนลดน้อยเชน่ เดียวกัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความแห้งแล้งได้
2. การใช้น้าในเวลาตรงกันหรอื ไลเ่ ลีย่ กนั เชน่ ชว่ ง 7.00 - 9.00 และ 17.00 - 19.00 น.

ซึ่งมผี ูใ้ ช้นา้ พรอ้ มกันเปน็ จานวนมากทาให้ไมม่ นี ้าเพยี งพอต่อการอุปโภคบริโภค
- จากระบบการทางานของโรงงานอุตสาหกรรมในพ้ืนที่ชมุ ชน ทมี่ ีพนกั งานมากกว่า 70 %
เป็นคนในชุมชนบ้านโคกข้ีเหล็กจึงทาให้มีเวลาเข้างาน – เลิกงานที่ตรงกันตามกฎระเบียบของโรงงาน
ดังน้ันทาให้มีคนจานวนไม่น้อยภายในหมู่บ้านรวมถึงคนในชุมชนท่ีต้องออกไปทางานในพ้ืนท่ีต่าง ๆ
นอกชุมชนใชน้ ้าเพื่อทาภารกิจตอนเช้าและตอนเย็นในเวลาที่ตรงกันหรือไล่เล่ียกัน จงึ เกิดการแยง่ นา้ กนั ใช้ จน
ทาให้น้ามปี ริมาณทีไ่ ม่เพยี งพอตอ่ การใช้งานภายในชุมชน
3. แหลง่ กกั เกบ็ นา้ ในชมุ ชนมนี อ้ ย ไมเ่ พยี งพอตอ่ คนในชมุ ชนเนอ่ื งจากคนในชมุ ชนมจี านวนมากกวา่

ปรมิ าณแหลง่ นา้ ทกี่ กั เกบ็
- ฝนทิง้ ชว่ งยาวนานหรือฝนตกไม่กระจายอย่างสม่าเสมอ ทาใหม้ ีปริมาณน้าเกบ็ กักในอา่ งเก็บน้าน้อย
ลดลงไปจากปกติมาก เกดิ การขาดแคลนในพ้ืนทช่ี ลประทานเพื่อการเกษตรและเพ่อื การอปุ โภคบริโภค
- พน้ื ทีป่ า่ ไมใ้ นชมุ ชนมปี รมิ าณลดลงอยา่ งต่อเนื่อง จึงทาให้เกิดปญั หาแหลง่ กักเกบ็ นา้ ในชุมชน
ไม่เพียงพอ เช่น เม่ือฝนตกน้าฝนบางส่วนจะถูกต้นไม้ดูดซับไวแ้ ล้วค่อย ๆ ปลดปล่อยให้ไหลลงสู่ผิวดินเพราะ
บริเวณท่ีต้ังของชุมชนมีลักษณะเป็นเนิน ทาให้ต้นไม้เป็นตัวกักเกบ็ น้าตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันพ้ืนที่ในชุมชน
บ้านโคกขี้เหล็กได้ปรับเปล่ียนเป็นสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยมากข้ึน จนเกิดขึ้นแทนพื้นท่ีป่าไม้ จึงทาให้มี
ปริมาณพื้นที่ป่าและจานวนต้นไม้ลดน้อยลง แหล่งการกักเก็บน้าจากธรรมชาติก็ลดลงไปด้วย และนี้จึงถือว่า
เป็นอีกหน่ึงปัจจัยที่ก่อให้เกดิ ปญั หาแหล่งกกั เก็บน้าในชุมชนมนี ้อย ไม่เพียงพอตอ่ คนในชมุ ชน เน่ืองจากคนใน
ชุมชนมจี านวนมากกว่าปริมาณแหล่งนา้ ทีก่ ักเกบ็ ไวใ้ ช้
- ปญั หาความหนาแน่นของประชากรและขยายตวั ของชมุ ชนและในบรเิ วณพ้ืนท่ีชุมชนบ้านโคก
ขี้เหล็กมีพื้นที่อุตสาหกรรมจึงทาให้มีการอพยพยา้ ยถิ่นของประชากรจานวนมากเข้ามายังพ้นื ที่เพื่อมาทางาน
ทาให้เกิดความหนาแน่นของประชากรส่งผลให้ระบบสาธารณูปโภคไม่พอเพียงต่อความต้องการ ก่อให้เกิด
ปญั หาส่ิงแวดล้อม เช่น ปรมิ าณนา้ ทงิ้ และความสกปรกจะเพ่ิมขึ้น ทาใหเ้ กดิ ความเสอื่ มโทรมของทรพั ยากรน้า
ขาดน้าท่ีสะอาดใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในชุมชน และทาให้มีน้าใช้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในชุมชน
กอ่ ให้เกิดเป็นปญั หาการขาดแคลนนา้ ของคนในชมุ ชน
ผลกระทบ

1. พชื พรรณทางการเกษตรเสียหาย เนอื่ งจากไมม่ นี า้ เพยี งพอตอ่ การทาเกษตร

ฤดูแลง้ ของภาคใตม้ กั เกดิ ในช่วงฤดูฝนท่ีมีฝนท้งิ ช่วงเปน็ เวลานาน ซึง่ ภัยแล้งลกั ษณะน้ีจะเกิดข้นึ เป็นประจา

ทุกปี ทาให้มีผลกระทบโดยตรงกับการอุปโภค บริโภค การใช้น้าของคนในชุมชนในช่วงเวลาน้ันซ่ึงการขาด

8

แคลนน้าในครั้งนี้ส่งผลให้เกษตรกรรมและแหล่งน้าส่งผลเสียหายต่อกิจกรรมทางการเกษตร เช่น พ้ืนดินขาด
ความชมุ่ ชื้น พชื ขาดน้า พชื ชะงกั การเจรญิ เติบโต ผลผลิตทไ่ี ด้มคี ุณภาพต่า ทาให้เกิดผลกระทบตอ่ การเกษตร

2. ชาวบ้านไม่มีนา้ ใช้ท่ีเพียงพอในชว่ งฤดแู ลง้ ในครัวเรือน
ภาคใต้มีเพียง 2 ฤดู ฤดูฝนและฤดูร้อน หากเมื่อถึงฤดูร้อนซึ่งจังหวัดตรังที่ตั้งอยู่ในฝ่ังตะวันตกหรือฝ่ัง
ทะเลอันดามัน ฤดูร้อนของตรังจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน อากาศจะค่อนข้างร้อนอบอ้าว เกิด
ความเสียหายตอ่ ภาคการเกษตร ในสว่ นของปศสุ ัตว์ทม่ี ีการเล้ยี งสัตว์ของคนในชุมชน เชน่ วัว หมู ไก่ กบ เป็น
ต้น เกิดภาวะขาดน้า ขาดสารอาหาร เน่ืองจากไม่มีน้าใช้ในการดูแลทาความสะอาดฟาร์มอย่างเพียงพอ
และเพ่ิมโอกาสเกิดโรคระบาดในสัตว์ ทาให้ประชาชนเดือดร้อน เน่ืองจากภาวะการขาดน้าอย่างต่อเนื่องใน
ชว่ งเวลานัน้ ในการใชอ้ ุปโภคบริโภค
3. คา่ ใชจ้ ่ายเพมิ่ สงู ขน้ึ เนอ่ื งจากชาวบา้ นตอ้ งซอื้ นา้ มาใช้ในการอปุ โภคบรโิ ภค
ฤดูแล้งในช่วงน้ีจะเกิดขึ้นเม่ือสภาพภูมิอากาศเปล่ียนแปลงตามฤดูกาลทางธรรมชาติ โดยภัยแล้งใน
ลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผลผลิตพืชปรับตัวลดลงแต่ราคาสินค้าเกษตร
ปรับตัวเพิ่มข้ึน เช่น ยางพาราในช่วงฤดูร้อนจะไม่นิยมกรีดยางแต่ราคาน้ายางกลับเพ่ิมสูงมากข้ึน เพราะ
ปริมาณน้ายางที่ได้น้อยลงตามฤดูกาล อากาศร้อนภัยแล้งไม่เพียงส่งผลกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเท่าน้ัน
สัตว์ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เช่น หมู สัตว์ที่ไม่มีต่อมเหง่ือที่ช่วยระบายความรอ้ น เมื่อต้องเผชิญกับสภาพ
อากาศที่รอ้ น อบอ้าว หมูจะแสดงอาการหอบ หายใจถ่ี จะกระทบถึงการตงั้ ท้องเกดิ การแท้งเฉียบพลันแถมหมู
กินอาหารนอ้ ยลง อัตราการเจริญเตบิ โตจะต่าลงโตไม่สม่าเสมอ การสรา้ งภมู ิคุ้มกนั ลดลง หมูออ่ นแอ สง่ ผลให้
ค่าใช้จา่ ยท้งั เรอ่ื งคา่ อาหาร นา้ และค่าเวชภัณฑ์เพอื่ การดแู ลหมจู ึงสูงข้นึ อย่างมาก
วธิ กี ารอนรุ กั ษ์
1. การใช้
การปลกู ฝังและสร้างจิตสานึกให้เกิดขึ้นกับคนในชมุ ชน ใหท้ กุ คนรับรูถ้ ึงผลระทบระยะยาวหากไม่รู้จักการ
ใช้น้าอย่างประหยัดและไม่รู้คุณค่า ทุกคนต้องมีจิตอาสาในการช่วยกันอนุรักษ์และคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม
มากกว่าส่วนตน และสุดท้ายต้องช่วยกันรณรงค์การรู้คุณค่าของน้าและวิธีการใช้น้าอย่างถูกต้องและเป็น
ประโยชน์สูงสุดของคนในชุมชน เพราะหากเราใชน้ า้ อย่าถกู วธิ ีจะทาใหเ้ รามนี า้ ใช้ในระยะยาว และไม่เกดิ ภาวะ
ขาดแคลนน้าในชุมชน
2. การกกั เกบ็ และการพฒั นา
มีการสร้างท่ีกักเก็บน้าเพ่ิมมากข้ึนเพ่ือให้เพยี งพอต่อความต้องการของคนในชุมชน เช่น การสร้างอ่างกกั
เกบ็ นา้ ทเี่ พมิ่ ขึน้ ภายในชุมชน การขุดอา่ งกกั เกบ็ นา้ ให้ลึกว่าเดิม การขุดลอกคูนา้ แมน่ า้ ลาคลองภายในหมูบ้าน
และการขุดลอกทางเดนิ นา้ ชลประทานเพ่ือเพม่ิ การกกั เก็บนา้ และไหลเวียนน้ามากข้ึน เปน็ ต้น
3. การฟ้ืนฟู
มีการปลูกต้นไม้บริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้าเพื่อช่วยในการสะสมน้าโดยธรรมชาติ และยังเป็นการฟื้นฟู
ธรรมชาติโดยการใช้ธรรมชาติบาบัดตัวเอง เพม่ิ พ้ืนทีส่ ีเขยี วภายในชุมชนเพื่อปอ้ งกนั ภัยแลง้ หรอื อากาศที่ร้อน
จนเกนิ ไปในฤดูร้อน และการฟน้ื ฟูนจ้ี ะต้องรณรงค์ให้ทาในทุกครัวเรอื น เพราะทุกวิธกี ารอนรุ กั ษเ์ พ่ือชว่ ยแก้ไข
ปัญญาการขาดแคลนน้าของคนในชุมชนจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากทุกคนในชุมชน เพื่อท่ีจะร่วมแรง
รว่ มใจชว่ ยเหลอื ทรัพยากรธรรมชาติของเราเอง ซง่ึ ทุกคนเปน็ เจ้าของดังน้ันทุกบา้ นจะตอ้ งปลกู ต้นไมเ้ พมิ่ พน้ื ทีส่ ี
เขียวในบริเวณที่ดินตัวเองและจะต้องสลับหมุนเวียนเวรเพื่อมาดูแลพ้ืนที่ปลูกต้นไม้รอบอ่างเก็บน้าในพื้นท่ี
สว่ นกลางของชมุ ชน เพอื่ เป็นการฟนื้ ฟูและอนรุ กั ษใ์ ห้มีนา้ ใชอ้ ย่างเพยี งพอและยง่ั ยืนต่อไปในอนาคต

9

อา้ งองิ

องค์การบริการส่วนตาบลนาโยงใต้. ชุมชนบ้านโคกข้เี หลก็ . (2560). สบื คน้ เม่อื 1 มนี าคม, 2565, จาก
https://www.nayongtai.go.th/general4.php

10

11


Click to View FlipBook Version