1
2
รายงาน
เรอ่ื ง เหตกุ ารณส์ าคญั ในสมยั กลาง
จดั ทาโดย
นางสาวศวติ า พลวฒั น์
รหสั นกั ศกึ ษา 6311116044
สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา คณะครุศาสตร์
นาเสนอ
อาจารยก์ มลทพิ ย์ ธรรมกรี ะติ
รายงานเลม่ นเ้ี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของวชิ า อารยธรรมโลก 1642402
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช
ก
คานา
รายงานเร่ือง เหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง เป็นส่วนหนึ่งของวิชาอารยธรรมโลก
รหสั วชิ า 1642402 และไดศ้ ึกษาอยา่ งเข้าใจเพอ่ื เป็นประโยชนก์ ับการเรยี น รายงานเลม่ นีไ้ ดจ้ ดั ทาข้ึน
เพื่อเป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ประกอบด้วยเนื้อหาสาคัญดังต่อไปน้ี 1. ยุคกลาง
2. ระบอบฟวิ ดลั 3. สงครามครเู สด 4. การฟน้ื ฟูศลิ ปวทิ ยาการ และ5. การปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ที่ผู้ศึกษาไม่มากก็น้อย
และทาให้เห็นความสาคัญของเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง ผู้จัดทาได้ศึกษาข้อมูลในการทารายงาน
เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่อาจารย์ได้กาหนดเอาไว้ รวมถึงเป็นเร่ืองท่ีน่าศึกษาค้นคว้าและน่าสนใจ
ผูจ้ ดั ทาจะตอ้ งขอขอบคุณ อ.กมลทิพย์ ธรรมกรี ะติ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษา ผู้จัดทาหวังว่า
รายงานฉบับนี้จะให้ความรู้และสามารถต่อยอดเป็นความรู้ที่ดีและเป็นความรู้ที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน
ทกุ ๆ ท่าน
ศวิตา พลวฒั น์
ผู้จดั ทา
ข
สารบญั หนา้
คานา...................................................................................................................... ก
สารบญั ................................................................................................................... ข
สารบญั ภาพ............................................................................................................ ค
บทนา..................................................................................................................... 1
บทที่ 1 ยคุ กลาง ................................................................................................... 3
5
ยุคมืด .............................................................................................................. 6
สมยั กลางเรืองอานาจ...................................................................................... 6
การเส่อื มอานาจของพระจกั รพรรดิ.................................................................
11
บทท่ี 2 ระบอบฟวิ ดัล ........................................................................................... 13
อิทธิพลของระบบฟิวดัลที่ทีม่ ีตอ่ พัฒนาการของยโุ รป...................................... 14
ผลกระทบของระบบฟวิ ดลั ต่อพัฒนาการของยโุ รป ......................................... 14
การลม่ สลายของระบบฟวิ ดลั ..........................................................................
16
บทท่ี 3 สงครามครเู สด.......................................................................................... 19
สาเหตุของสงครามครูเสด ............................................................................... 18
ระยะเวลาของสงครามครเู สด.......................................................................... 28
สงครามครูเสดในประวตั ิศาสตร์ของมนษุ ยชาติ............................................... 29
เรอ่ื งราวโดยสรปุ สงครามศาสนา .....................................................................
31
บทที่ 4 การฟน้ื ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ............................................................................. 31
สาเหตุและความปน็ มาของการฟ้ืนฟศู ลิ ปวทิ ยาการ ........................................ 32
ความเจริญในสมัยฟืน้ ฟูศิลปวทิ ยาการ ............................................................ 35
ผลของการฟน้ื ฟูศลิ ปวทิ ยาการ........................................................................
36
บทที่ 5 การปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม ............................................................................. 36
องั กฤษ : ผ้นู าการปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม.. ........................................................... 40
ผลของการปฏิวตั อิ ุตสาหกรรม ........................................................................ 42
บรรณานกุ รม..........................................................................................................
ค
สารบญั ภาพ
แผนภาพ หนา้
1. การลม่ สลายของจกั รวรรดโิ รมัน................................................................................ 3
2. ยคุ มืด ....................................................................................................................... 5
3. โครงสรา้ งระบบฟวิ ดลั ............................................................................................... 11
4. อธบิ ายโครงสร้างระบบฟิวดลั ................................................................................... 12
5. ระบบแมเนอร์........................................................................................................... 13
6. สงครามครเู สด .......................................................................................................... 16
7. กรุงเยรูซาเลม็ ในสงครามครเู สดครั้งแรก ................................................................... 19
8. แผนที่เมอื งเอเดสสา.................................................................................................. 21
9. พระเจา้ ริชารด์ ท่ี 1 แห่งอังกฤษ (Richard I of England) 23 .................................. 23
10. ฟรานเซสโก เพทราร์ก............................................................................................ 32
11. วิลเลยี ม เชก็ สเปยี ร์................................................................................................. 33
12. สลักเดวิด................................................................................................................ 34
13. ภาพวาดโมนาลซิ ่า .................................................................................................. 34
14. ภาพวาดพระมารดาและพระบุตร พรอ้ มนกั บุญ ..................................................... 34
15. เครอื่ งป่นั ดา้ ย.......................................................................................................... 37
16. เครอ่ื งจักรไอนา้ ...................................................................................................... 38
17. หวั รถจักรไอนา้ ถกู ดดั แปลงเข้ามาใชง้ านในการขนสง่ ............................................. 39
18. หอไอเฟล กรุงปารีส ประเทศฝรง่ั เศส..................................................................... 40
1
บทนา
พัฒนาการของโลกยุคโบราณสิ้นสุดลงเม่ือจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งมีศูนย์กลางที่กรุงโรม
ในทวีปยุโรป ล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษท่ี 5 เม่ือ ค.ศ. 476 แต่จักรวรรดิโรมันตะวันออก
หรอื จกั รวรรดไิ บแซนไทน์ (Ryzantine) ซึง่ มศี ูนยก์ ลางอยทู่ ก่ี รงุ คอนสแตนติโนเปิล ยังคงเจรญิ รุ่งเรือง
ต่อมาตลอดช่วงสมัยประวัติศาสตร์ยุคกลาง และได้สร้างสรรค์ความเจริญหลายด้านท้ั งทาง
ด้านการปกครอง เศรษฐกจิ และศลิ ปกรรม ซง่ึ เกิดจากความศรัทธาทางศาสนา
จักวรรดไิ บแซนไทนก์ าเนิดข้ึนเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตนิ ได้สถาปนากรงุ คอนสแตนติโนเปิล
ให้เป็นเมอื งหลวงอีกแห่งหนง่ึ ของจกั รวรรดิโรมนั เมื่อ ค.ศ. 330 เน่ืองจากท่ตี ง้ั ของกรุงคอนสแตนติโน
เปิลอยู่ระหว่าทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย จึงเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
กับอินเดียและจีน ส่งผลให้กรุงคอนสแตนติโนเปิลม่ังคั่งและเจริญรุ่งเรืองขึ้น ภายหลังเม่ือจักรวรรดิ
โรมันตะวันตกล่มสลาย นักปราชญ์จานวนมากได้อพยพมาอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ทาให้
จักรวรรดิ ไบแซนไทน์กลางเป็นผู้สืบสานอารยธรรมของโรมันและรับวัฒนธรรมกรกี เขา้ มาผสมผสาน
โดยได้มีการเปล่ียนภาษาราชการจากภาษาละตินเป็นภาษากรีก และนับถือศาสนาคริสต์นิกายกรีก
ออร์ทอดอกซ์ (Greek Orthodox Church) เป็นภาษาราชการ จักรพรรดิท่ีมีช่ือเสียงของจักรวรรดิ
ไบแซนไทน์ คือ จักรพรรดิจัสตเิ นียน (Justinian) ทรงขยายจักรวรรดิให้กว้างขวางและโปรดให้ชาระ
และรวบรวมกฎหมายโรมันข้ึนเป็นหมวดหมู่เรยี กว่า ประมาลกฏหมายจัสติเนียน (Justinian Code)
ในค.ศ. 529 ซึง่ ได้กลางเปน็ แม่แบบของประมวลกฏหมายยุโรปสบื ตอ่ มา
จักรวรรดิไบแซนไทน์เส่ือมอานาจลง เน่ืองจากถูกชาวต่างชาติรุกรานอย่างต่อเน่ือง
โดยเฉพาะพวกเปอร์เซียและสลาฟ ในที่สุดจักรวรรดิไบแซนไทน์ก็ล่มสลายลงใน ค.ศ. 1453
เมื่อพ่ายแพ้แก่กองทัพมุสลิมเติร์ก และถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิออตโตมันของชางเติร์ก
ในครศิ ตวรรษที่ 15
พัฒนาการของมนุษยชาติในดินแดนของยุโรปในสมัยกลาง เริ่มต้นเม่ือชนเผ่าเยอรมันหลาย
กลุ่มได้อพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานและสามารถสถาปนาอาณาจักรต่าง ๆ ขึ้นในดินแดนของ
อาณาจักรโรมัน อารยธรรมกรีกและอารยธรรมโรมันท่ีเคยรุ่งเรอื งท้ังระบอบการปกครอง ศิลปกรรม
และวิทยาการด้านต่าง ๆ ได้เส่ือมโทรมลง ทาให้มีการเรียกประวัติศาสตร์ยุโรปในช่วงตอนต้นนี้ว่า
ยุคมืด (Dark Ages) ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5-11 อย่างไรก็ตาม ชนเผ่าเยอรมันเหล่าน้ยี อมรับนบั
ถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีสันตะปาปาเป็นประมุขประทับอยู่ที่กรุงวาติกัน ซ่ึงเป็นศูนย์กลางของคริสต์
ศาสนา เป็นช่วงเวลาท่ีคริสต์ศาสนาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดและมีอิทธิพลต่อยุโรปในทุก ๆ
ด้านความศรัทธาต่อคริสต์ศาสนาทาให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปกรรมและความเจริญด้านต่าง ๆ
จงึ เรียกยุโรปสมัยกลางอกี ช่ือหนึ่งว่า ยุคแห่งความศรทั ธา (Age of Faith)
2
หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีใครมีอานาจเข้มแข็งเพียงพอ
ท่ีจะรวบรวมให้เป็นจักรวรรดิเดียวกันได้อีก ชนเผ่าเยอรมันได้ตั้งอาณาจักรกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ
ที่สาคัญ ไดแ้ ก่
1. พวกแฟรงก์ (Frank)ไดต้ ้งั อาณาจกั รแฟรงก์ในดนิ แดนทีป่ ัจจบุ นั คือประเทศฝรง่ั เศส
ประเทศเยอรมนที างตะวันตกเฉยี งเหนือ และประเทศเบลเยียม
2. พวกออสโตรกอท (Ostrogoth) และพวกลอมบาร์ด (Lombard) ตั้งอาณาจกั รในดนิ แดน
ที่ปัจจบุ นั คือเยอรมนีทางตะวนั ตก
3. พวกแองโกล-แซกซนั (Anglo – saxon) พวกไวกิ้ง (Viking) ตัง้ ถ่นิ ฐานบริเวณทะเลเหนอื
อาณาจกั รที่ต้ังคาบสมุทรเดนมารก์ และเกาะอังกฤษ
4. พวกวิซิกอท (Visigoth) ต้ังอาณาจกั รในดินแดนทีป่ จั จุบนั คอื ประเทศสเปน
5. พวกแวนดัล (Vandal) ตัง้ อาณาจกั รในภาคเหนอื ของทวปี แอฟรกิ า ปัจจบุ นั คือประเทศ
โมรอ็ กโกและแอลจเี รีย
ในราวคริสต์ศตวรรษท่ี 7 อาณาจักรต่าง ๆ ของชนเผ่าเยอรมันได้ล่มสลาย ยกเว้นพวกแองโกล
– แซกชันในอังกฤษ และพวกแฟรงก์มีอานาจเพ่ิมข้ึนในสมัยพระเจ้าชาร์เลอมาญ อาณาจักรแฟรงก์
ได้ครอบครองดนิ แดนกว้างขวางและไดร้ บั การสถาปนาจากสนั ตะปาปาทกี่ รงุ โรมใหเ้ ป็นจักรพรรดิของ
ชาวโรมนั
หลังสมัยพระเจ้าชาร์เลอมาญในคริสต์ศตวรรษท่ี 9 อาณาจักรแฟรงก์อ่อนแอลง ดินแดนได้
แบ่งเปน็ ส่วนๆตอ่ มากค็ ือ ฝรงั่ เศส เยอรมนี และอติ าลี ในสมยั กลางหรือในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-15
มีเหตุการณ์สาคัญท่ีมีผลต่อพัฒนาการของมนุษยชาติ ท้ังด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง
และสังคมโลก ซึง่ ส่งผลตอ่ มาจนถงึ ปัจจบุ นั
ดังนั้นเพอ่ื ให้มคี วามร้พู ื้นฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์สาคัญในสมยั กลาง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกบั การจดั
การศึกษาจาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในหัวข้อดังต่อไปน้ี 1.ยุคกลาง 2.ระบอบฟิวดัล
3.สงครามครูเสด 4.การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และ5.การปฏิวัติอุตสาหกรรมซ่ึงสามารถสรุป
เป็นขัน้ ตอนไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
3
บทท่ี 1
ขอ้ มูลทว่ั ไปของประเทศรัสเซยี
ยุคกลาง (Medieval Age) หรือ สมัยกลาง (Middle Ages) เป็นหน่ึงในการแบ่งช่วงเวลาใน
ประวัติศาสตร์โลก เป็นยุคกลาง ซ่ึงก่อนหน้านั้น นาหน้าด้วยอารยธรรมสมัยคลาสสิคและตามหลังก็
เปน็ สมัยใหม่
นักประวัติศาสตร์ได้กาหนดช่วงเวลาสมัยกลางเอาไว้ว่านับจากการล่มสลายของจักรวรรดิ
โรมันตะวนั ตกในปี 476 เป็นจดุ เริ่มต้นของสมัยกลางจนถึงศตวรรษที่ 15 ชาตติ ่าง ๆ ในยุโรปสามารถ
รวมตัวกันเป็นรัฐชาติ (Nation-States) จนพัฒนากลายเป็นประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน
ได้กล่าวคือ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ในปี 1453 ทาให้ความรู้ของกรีกและโรมัน
แพรก่ ระจายไปทว่ั ยโุ รป เกิดการฟื้นฟศู ิลปะวทิ ยา จงึ เรม่ิ ต้นเข้าสู่ยุคฟนื้ ฟูศิลปะวิทยาซ่งึ เป็นจุดส้ินสุด
ของสมัยกลางและเปิดโลกเข้าสู่สมัยใหม่ กระน้ันบางสานักก็นับสมัยกลางว่ามาส้ินสุดในปี 1492
คอื เมอ่ื คริสโตเฟอร์ โคลมั บสั คน้ พบทวปี อเมรกิ า
ภาพท่ี 1 การลม่ สลายของจกั รวรรดโิ รมัน
ทมี่ า : https://zhort.link/GvH
การล่มสลายของโรมันเริ่มจากจักรวรรดิโรมนั แผ่ขยายอาณาเขตรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น
จนมีอาณาเขตสูงสุดในศตวรรษที่ 2 แต่อาณาจักรโรมันท่ีใหญ่เกินไปทาให้ยากแก่การปกครอง
ทาให้ต้องแบ่งจักรวรรดิออกเป็นตะวันออกและตะวันตกในปี 330 โดยจักรพรรดิคอนสแตนติน
มหาราชตั้งเมืองไบแซนติอุม (Byzantium) เป็นเมืองหลวงใหม่แทนท่ีโรม ต้ังชื่อใหม่เป็นโรมใหม่
(NovaRoma) แต่ผู้คนมักจะเรียกว่า เมืองของพระเจ้าคอนสแตนตินหรือคอนสแตนติโนเปิล
(Constantinople)
ในศตวรรษท่ี 4 พวกชนฮน่ั (Huns) จากเอเชียบุกเข้ามาในยุโรปสงั หารเผ่าเยอรมานิกต่าง ๆ
อย่างโหดเห้ียม ทาให้เผ่าเยอรมานิกต่าง ๆ ต้องมาขออาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมัน แลกเปล่ียนกับการ
ถกู เกณฑ์ไปรบ แตป่ รากฏว่า
4
ในปี 378 ในการรบท่ีเอเดรียโนเปิล (Adrianople) เผ่าวิสิกอธซ่ึงเป็นเยอรมานิกเผ่าแรก ๆ
ที่เข้ามาในโรมได้ก่อกบฏขึ้นและสามารถเอาชนะทัพโรมันได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถยึดโรมได้
พวกน้ียกทัพเข้าไปยึดแคว้นดาเชีย (Dacia คือโรมาเนียในปัจจุบัน) ซ่ึงขณะนั้นเป็นส่วนหน่ึง
ของจกั รวรรดแิ ลว้ ใช้เป็นทม่ี ่ันของตนเอง
ในปี 391 จักรพรรดิธีโอโดซอิ ุสออกกฎหมายใหค้ ริสต์ศาสนาเป็นศาสนาเพียงหน่งึ เดยี วของ
จักรวรรดิโรมัน ความเช่ือตามหลักของคริสต์ศาสนานั้นบรรเทาความกระหายสงครามของชาวโรมนั
จนเกือบหมด ทาให้ต้องจ้างทหารเผ่าเยอรมานิกเพ่ือให้สู้กับพวกเยอรมานิกเอง กองทัพโรมัน
ทเี่ คยเกรยี งไกรจึงยิ่งออ่ นแอลงไปอกี
ในปี 409 เผ่าแวนดัล (Vand als) เป็นเยอรมานิกอีกพวกที่ทนการโจมตีของพวกฮั่นไม่ไหว
จึงข้ามแม่น้าไรน์ที่เป็นน้าแข็งเข้ามาในแคว้นกอล (Gaul) ปล้นสะดมไปตามทางและต้ังรกราก
ทคี่ าบสมทุ รไอบีเรยี
ในปี 410 พระเจ้าอลาริค (Alaric) แหง่ พวกวสิ กิ อธจากแคว้นดาเชยี ก็นาทัพบุกเขา้ ยึดกรุงโรม
อีกครั้ง ครานี้ทาสาเร็จพวกเขาเผาทาลายเมืองจนพินาศจนจักรพรรดิโฮโนริอุส แห่งจักรวรรดิโรมัน
ตะวันตก ต้องยอมยกแคว้นอากีแตนในฝร่ังเศสปัจจุบันให้กับพวกวิสิกอธ พวกวิสิกอธจากอากีแตน
ในเวลาต่อมาถูกพวกแฟรงค์เยอรมานิกอีกกลุ่มหนึ่งรุกราน เลยต้องอพยพเข้าไปบุกไอบีเรียท่ีพวก
แวนดัลปักหลักอยู่สามารถขับพวกแวนดัลตกทะเลต้องหนีไปต้ังหลังท่ีแอฟริกาเหนือในปี 429
แต่ปรากฏว่าในเวลาต่อมาพวกแวนดัลจากแอฟริกาเม่ือส่ังสมอานาจพอแล้ว ก็ยกทัพเรือวกกลับมา
โจมตที าลายกรงุ โรมในปี 455 ทาใหโ้ รมอ่อนล้าลงอย่างเตม็ ที
ในปี 476 โอโดอาเซอร์ (Odoacer) จากเผ่าเยอรมานกิ ก็เข้าโจมตกี รงุ โรม และปลดจักรพรรดิ
องค์สดุ ท้ายแหง่ ฝัง่ ตะวันตก คือ จักรพรรดิโรมุลุสออกุสตุส (Romulus Augustus) ทาใหจ้ ักรพรรดฝิ ั่ง
ตะวันออกส่งพระเจ้าธีโอโดริค (Theodoric) ซึ่งเป็นชาวออสโตรกอธ (Ostrogoths) มายึดโรมคืน
แต่ธีโอโดริคไม่ได้คืนอานาจให้แก่โรมันตะวันออกกลับตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่เสียเองในโรมจึงเกิดการ
จลาจลจนพินาศและล่มสลายลงในท่ีสุด บรรดาอนารยชนเยอรมานิกจึงแยกย้ายกันไปตั้งเมืองหรือ
อาณาจักรของตนเองข้ึนมาทั่วยุโรป เปล่ยี นโฉมประวตั ิศาสตรโ์ ลกให้ก้าวเขา้ สู่ยุคกลางมานับแต่นนั้
นักประวัติศาสตร์มักแบ่งช่วงของยุคกลางออกเป็น 2 ส่วน คือ ยุคแรกเรียกว่า ยุคมืด
และยุคต่อมา เป็นยุครุ่งเรือง กล่าวคือ ยุคมืดนั้นอยู่ระหว่างส้ินสุดโรมันไปจนถึงสมัยศตวรรษท่ี 9
เม่ือจักรพรรดิชาร์เลอมาญแห่งอาณาจักรแฟรงค์สวมมงกุฎและขนึ้ เป็นจักรพรรดิแหง่ จกั รวรรดิโรมัน
อันศักด์ิสิทธิ์ หรือช่วงท่ีเร่ิมเกิดระบบศักดินาสวามิภักด์และยุครุ่งเรือง ก็เป็นช่วงต่อมากระท่ังส้ินสุด
สมัยนี้
5
สมยั ยคุ มืด
สมัยยุคมืดนี้ ชนเผ่าเยอรมานิกกลุ่มต่าง ๆ ได้เข้ามาแทนท่ีจักรวรรดิโรมันโดยได้เข้า
ครอบครองและตั้งอาณาจักรของตนเองข้ึนท่ัวยุโรปที่สาคัญได้แก่ ชาวแองโกลและชาวแซกซัน
ในอังกฤษ ชาวแฟรงค์ในฝร่ังเศส ชาววิซิกอธในสเปน ชาวแวนด์ลในแอฟริกา ชาวออสโตรกอธใน
อติ าลี มกี เ็ พยี งจกั รวรรดโิ รมันตะวันออกท่คี อนสแตนติโนเปีลเทา่ นั้นที่ยงั อยู่ย้ังยนื ยง ในยโุ รปตะวนั ตก
น้นั อารยธรรมโรมันคอ่ ย ๆ สญู สลาย เมอ่ื บา้ นเมอื งไมม่ ีขอ่ื แป การคา้ ขายและคุณภาพชีวิตจงึ เส่ือมลง
มเี พียงสถาบันศาสนาที่ยังคงประดิษฐานมนั่ คงเปน็ ที่พ่ึงของประชาชน สมยั นีจ้ ึงเรยี กว่า ยคุ มดื
ภาพท่ี 2 ยคุ มืด (Dark Age)
ท่มี า : https://zhort.link/GvK
ยุคมืด ซึ่งไม่เกี่ยวกับความมืดมนแต่อย่างใด แต่เป็นสมัยที่บันทึกและหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ไม่มีหรือหากมีก็คลุมเครือจนยากจะเชื่อถือ จักรพรรดิจัสติเนียนแห่งโรมัน
ตะวันออกทรงต้องการจะร้ือฟ้ืนจักรวรรดิโรมันท่ียิ่งใหญ่เลยทรงทามหาสงครามยึดดินแดนต่าง ๆ
คืนโดยทรงทาลายอาณาจักรพวกแวนดัลในปี 533 และพวกออสโตรกอธในปี 552 แต่ดินแดน
ท่ีพระองค์ยึดมาได้นั้นก็หลุดมือไปอย่างรวดเร็ว เพราะการรุกรานของชาวมุสลิมในศตวรรษที่ 7
และ 8 โดยชาวอาหรับยึดได้แอฟริกาเหนือทั้งหมดและทาลายอาณาจักรชาววิชิกอธและยึดสเปน
ในปี 711 รวมท้ังบกุ อิตาลดี ว้ ย
การรุกรานของชาวมสุ ลิมก็สามารถต้านทานไว้ได้โดยชาวแฟรงคภ์ ายใต้ราชวงศ์คาโรลงิ เจียน
ท่ีครอบครองอาณาจักรของพวกแฟรงค์เรืองอานาจในศตวรรษท่ี 9 สามารถปราบปรามเผ่าเยอร
มานกิ อนื่ ๆ และพิชติ เยอรมนแี ผ่ขยายอิทธิพลของคริสตศ์ าสนา
ในเวลาต่อมาจักรวรรดิไบแซนไทน์อ่อนแอลงทาให้ควบคุมอิตาลีไม่ได้ ชาวลอมบาร์ด
(Lombards คือเผา่ เยอรมานิกอีกเผ่า) จงึ เขา้ รุกรานอิตาลีสนั ตะปาปาทรงขอให้พระเจ้าชาร์เลอมาญ
(Charlemagne) แห่งชาวแฟรงค์ช่วยเหลือ พระเจ้าชาร์เลอมาญทรงสามารถขับชาวลอมบาร์ดได้
6
และสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิโรมันในปี 800 เป็นจุดเร่ิมต้นของจักรวรรดิโรมันอันศักด์ิสิทธิ์
(Holy Roman Empire) ไม่ได้มีศูนยก์ ลางทโ่ี รมอกี ต่อไป
จักรวรรดิของพระเจ้าชาร์เลอมาญถูกแบ่งเป็นสามส่วนตามสนธิสัญญาแวร์ดัง (Verdun)
ในปี 843 เป็นอาณาจักรแฟรงค์ตะวันออก ตะวันตก และกลางแต่อิทธิพลของราชวงศ์คาโรลิงเจยี น
ก็เส่ือมลง ประจวบกับการรุกรานของชาวไวกิ้ง (Vikings) จากสแกนดิเนเวียบุกปล้นสะดมเมือง
ชายฝั่งต่าง ๆ ท่ัวยุโรป ทาให้การค้าล่มสลาย กษัตริย์ทรงมิอาจจะต้านการรุกรานได้ ประชาชน
จึงต้องพ่ึงขุนนางท้องถิ่น ทาให้ขุนนางท้องท่ีมีอานาจข้ึนมาก่อเกิดระบอบศักดินาสวามิภักด์ิ
(Feudalism) ที่อานาจเปน็ ของขุนนาง ขณะทกี่ ษัตรยิ น์ ้ันอ่อนแอลงทกุ วัน
สมยั กลางเรอื งอานาจ (High Middle Ages)
การเกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ทาให้ช่วงเวลาเร่ิมก้าวล่วงเข้าสู่ยุคสมัยกลางเรืองอานาจ
(High Middle Ages) ระบอบศักดินาสวามิภักดใ์ิ นอาณาจักรแฟรงคต์ ่าง ๆ น้นั จะเปน็ ลกั ษณะในแบบ
ของสมัยกลาง คือ นาย (lord) มีท่ีดิน แบ่งท่ีดิน (fief) ให้ลูกน้อง (vassal) ไปเพาะปลูกเกษตรกรรม
และสร้างกองทัพ ขณะเดยี วกันลกู นอ้ งต้องทาหน้าทค่ี ือ จงรกั ภักดี (homage) และช่วยรบในสงคราม
และลูกน้องก็อาจจะมีลูกน้องอีกทีเป็นข้ัน ๆ นายที่ใหญ่ที่สุด คือ กษัตริย์ แบ่งที่ดินเป็นแคว้น ๆ
ให้ขุนนางใหญ่ปกครองและขุนนางเหลา่ นน้ั กม็ ีขุนนางใต้บังคบั บัญชาอกี ที
ราชวงศ์คาโรลิงเจียนในอาณาจักรแฟรงค์ตะวันอกและตะวันตกสิ้นสุดอาณาจักรแฟรงค์
ตะวันออกกลายเป็นจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธ์ิในปี 962 ด้วยการสวมมงกุฎโดยพระสันตะป่าปา
ของจักรพรรดอิ อตโตท่ี 1
ในปี 1072 พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 ทรงมีความขัดแย้งกับจักรพรรดิเฮนรีที่ 4
ในการแย่งชิงอานาจการแต่งตั้งสงฆ์ เรียกว่า ข้อขัดแย้งในอานาจการแต่งต้ังสงฆ์ (Investiture
Controversy) จนจักรพรรดิเฮนรีต้องทรงเดินข้ามเทือกเขาแอลป์เพ่ือขอโทษพระสันตะปาปา
เป็นชัยชนะของสถาบันศาสนาต่อการปกครองบ้านเมืองพร้อมกับภาพที่ปรากฎก็คือ ความเสื่อม
ของสถาบนั จกั รพรรดิ
การเส่อื มอานาจของพระจักรพรรดิ
การเสื่อมอานาจของพระจักรพรรดิทาให้นครรัฐต่าง ๆ ในอิตาลีเรืองอานาจขึ้นมา ในเวลา
ต่อมาอาณาจักรแฟรงค์ตะวันตกกลายเป็นอาณาจักรฝร่ังเศสภายใต้ราชวงศ์กาเปเชียง อาณาจักร
ฝร่ังเศสเป็นท่ีที่ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ส่งผลร้ายแรงท่ีสุด ฝร่ังเศสแตกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย
กษตั รยิ ์ฝรัง่ เศสทรงไมม่ ีพระราชอานาจในการควบคมุ ขนุ นาง ทรงมีเพยี งทดี่ นิ รอบ ๆ กรุงปารีสเทา่ น้นั
ขุนนางฝร่ังเศสคนหน่ึงได้เป็นกษัตริย์อังกฤษและด้วยการแต่งงานทาให้ได้ที่ดินมากมายในฝรั่งเศส
เป็นของตน ทาให้มีอานาจมากกว่ากษัตริย์ฝร่ังเศสเองเสียอีก หลังจากนั้นไม่นานด้วยอานาจ
ของศาสนจกั รทีม่ อี ยเู่ หนืออานาจทางการเมืองของแต่ละอาณาจักรในดนิ แดนยุโรป อีกท้งั การเผยแพร่
7
ความคิดและความเช่ือในคริสต์ศาสนาอย่างงมงายซ่ึงเคลือบแฝงด้วยผลประโยชน์นามาสู่การยุยง
กระท่ังนามาสู่การเกดิ สงครามคร้งั สาคัญ ที่ส่งผลกระทบตอ่ ทัง้ ยุโรปและเอเชียน้นั ก็คอื สงครามครูเสด
สงครามครูเสดเป็นสงครามศาสนา ท่ีเกี่ยวข้องโดยตรงกับสมัยกลางนี้ แม้ชาวมุสลิมจะยึด
ครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ คือ กรุงเยรูซาเลม (Jerusalem) อยู่ในเวลาน้ัน แต่มุสลิมก็ได้ให้เสรีภาพแก่ผู้
แสวงบุญชาวคริสต์ท่ีจะเดินทางไปยังดินแดนศักด์ิสิทธ์ิเป็นปกติ แต่ปรากฏว่าในศตวรรษท่ี 11
เมื่อเซลจุกเติร์ก อันเป็นชนชาวเติร์กกลุ่มหนึ่งนับถือศาสนาอิสลามเข้ายึดครองดินแดนศักด์ิสิทธิ์
พวกน้จี ึงขดั ขวางการเดนิ ทางเข้าไปแสวงบุญของชาวครสิ ต์
ในช่วงเวลาน้ันในสเปนซ่ึงถูกชาวมุสลิมครอบครองอยู่ อยู่ในช่วงของการยึดดินแดนคืน
ของชาวยุโรป ชัยชนะของชาวสเปนที่เกิดข้ึนเสมอจึงกลายเปน็ แรงบนั ดาลใจและพลัง ทาให้ชาวยุโรป
ท่ัวไปรู้สึกว่า หากพวกตนลุกข้ึนมาเรียกร้องหรือทาสงครามด้วย การร่วมแรงร่วมใจก็น่าจะสามารถ
ทาไดไ้ ม่ยาก
กอปรกับช่วงเวลาน้ัน ราชสานักว่าติกันซึ่งมีอานาจมากได้รับการร้องขอจากจักรพรรดิ
อเล็กชิอุสที่ 1 แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ให้ขอช่วยชาวยุโรปคริสต์เตียนทั้งมวลให้มาช่วยรบกับพวก
เติร์กท่ีเวลานั้นกาลงั เขา้ รุกรานไบแซนไทน์
พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 1 จึงประชุมสภาเคลอร์มองต์ (Council of Clermont) จึงรวบ
ยอดเร่อื งไบแซนไทนก์ บั ดินแดนศักด์ิสิทธิ์ของชาวคริสต์ที่เยรซู าเลม โดยประกาศว่าทกุ คนท่ีไปช่วยยึด
ดินแดนศักด์ิสิทธิ์คืนจะได้รับการไถ่บาป (indulgence) ทาให้ท้ังขุนนางและชาวบ้านพากันยกพลไป
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จนสามารถยึดดินแดนเยรูซาเลมได้ในปี 1099 ต่อจากน้ันกป็ ักหลักต้ังอาณาจักรครู
เสดต่าง ๆ เช่น ราชอาณาจักรเยรูซาเลม โดยมีอัศวินคณะต่าง ๆ ดูแลและควบคุม
เช่น อัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) หรืออัศวินฮอสพิทัลเลอร์ (Hospitallers) ทาสงคราม
กับพวกเติร์ก แตร่ ัฐครูเสดเหล่าน้ีอยูไ่ ด้ร้อยกวา่ ปี ก็เสียใหช้ าวมุสลิมไปในที่สุด โดยเฉพาะเม่อื สุลต่าน
ซาลาดินแหง่ ไคโรไดเ้ ข้ายดึ กรุงเยรูซาเลมคืนในปี 1291 ชาวยุโรปจึงถูกขับออกจากตะวันออกกลางไป
ในท่ีสุด
สงครามครูเสดครั้งต่อ ๆ มาเปลี่ยนเป้าหมายไปอย่างสิ้นเชิง ท้ังนี้เพราะพวกนักรบท่ีอาสา
มาจากยุโรปน้นั มที งั้ ทีเ่ ปน็ ทหารอาชพี และทหารท่มี าจากพวกตกยากกกั ขฬะหวังจะมาร่ารวยจากการ
ทาสงครามในปี 1204 สงครามครูเสดครั้งท่ี 4 ลงเอยด้วยการท่ีนักรบครูเสดเข้ายึดจักรวรรดิไบแซน
ไทน์แล้วต้ังจักรวรรดิลาติน (Latin Empire) และต้ังรัฐครูเสดต่าง ๆ ในกรีซหรือสงครามครูเสดตอน
เหนือโดยอศั วินทิวทนั (Teutonic Knights) ปราบปรามชาวบอลตกิ อยา่ งโหดร้ายใหม้ าเข้ารีตศาสนา
ครสิ ต์
ส่วนในยโุ รปน้ัน กเ็ กิดความแตกแยกและแย่งชงิ อานาจกนั กลา่ วคือฝร่งั เศสในศตวรรษที่ 13
พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ปราบปรามและยึดที่ดินจากขุนนางต่าง ๆ ขยายอานาจของกษัตริย์
ฝร่ังเศสจนกลายเป็นมหาอานาจของสมัยกลาง ขณะที่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จักรพรรดิ
ทรงมุ่งจะกู้เมืองต่าง ๆ ในอิตาลีท่ีเป็นอิสระและสนับสนุนพระสันตะปาปา ทรงให้อานาจขุนนาง
8
ในเยอรมนีทาให้เยอรมนแี ตกเป็นแควน้ เล็กแคว้นนอ้ ยมากมาย กล่าวได้ว่า สงครามครูเสดหลายครง้ั
ท่ีเกดิ ขึน้ มาไมม่ ผี ้แู พ้และผชู้ นะ มันจบลงด้วยความแตกแยกจากภายในของยโุ รปเอง พร้อมกันอานาจ
ของมุสลิมในตะวันออกกลางก็อ่อนล้า สุดท้ายการแย่งชิงเยรูซาเลมก็กลายเป็นเพยี งเร่ืองของข้ออ้าง
เพ่ือการแสวงหาผลประโยชนเ์ ท่าน้ัน
ยุคกลางมาส้ินสุดลงเม่ือจักรวรรดีไบแซนไทนถ์ ูกเติร์กอกี กลุ่มหนึ่ง น่ันคือพวกออตโตมันยดึ
ครองในปี 1453 วิทยาการและความรู้ของกรีก-โรมัน ที่เคยถูกลืมเริ่มถูกนากลับมาพิจารณาใหม่
และนามาสู่ยุคสมยั ของการฟน้ื ฟู นาพายโุ รปกา้ วเขา้ ส่โู ลกสมยั ใหม่ในเวลานั้น
สรุปความเป็นสมัยกลางได้ดังนี้ เร่ิมจากจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ดินแดนส่วนใหญ่ของทวปี
ยุโรปแตกแยกเป็นแว่นแคว้นโดยการรุกรานของชนเผ่าเยอรมานิก คริสตจักรก็เข้ามามีอิทธิพล
ต่อการดาเนินชีวิตทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปะวิทยาการ โดยมีพระสันตะปาปา
ที่นครวาติกันเป็นผู้นาเกิดระบบศักดินาสวามิภักด์ิ หรือ ระบบฟิวดัล ซึ่งคนในสังคมมีความสัมพันธ์
แบบเจ้าของท่ีดิน (land Iord) กับผู้รับมอบให้ถือกรรมสิทธ์ิที่ดิน (vassal) ผู้รับมอบที่ดินต้อง
จงรกั ภกั ดตี อ่ เจา้ ของท่ีดนิ มีการแบง่ ชนช้ันคนในสงั คมออกเป็นชนชน้ั ปกครอง ไดแ้ ก่ กษตั รยิ ์ ขุนนาง
อัศวนิ พวกนี้สวนใหญ่เปน็ เจ้าของท่ีดนิ มคี วามเปน็ อยู่หรูหรา
สามัญชน ประกอบด้วย ชาวนาอิสระ และ ทาสท่ีติดท่ีดิน (serf) ชาวนาอิสระคือ ชาวนา
ทเ่ี ปน็ เจ้าของทดี่ นิ ขนาดเลก็ สว่ นทาสตดิ ทีด่ นิ คอื ชาวนาทอี่ าศัยอยู่ตามที่ดนิ ผนื ใหญ่ของเจ้าของที่ดิน
ต้องแบ่งเวลาทางานต้องส่งสวยผลิตผลให้เจ้าของที่ดิน เมื่อมีการโอนสิทธ์ิที่ดิน ทาสจะติดที่ดิน
นัน้ ไปด้วย
พระ มีบทบาทมากในสังคมสมัยกลาง วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นศูนย์กลางของความ
เชอื่ ความศรทั ธาในศาสนาของประชาชนพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ
ในสมัยกลางข้ึนอยู่กับการเกษตรกรรม ทรัพยากรท่ีสาคัญคือ ท่ีดินและแรงงาน ระบอบ
การปกครองเป็นแบบกษัตริย์แต่อานาจอยู่กับขุนนางมากกว่าในสมัยกลาง นอกจากชนช้ันผู้นา
และประชาชนแล้ว ผู้ท่ีมีบทบาทในด้านการเมืองและสังคมอีกกลุ่มหน่ึง ที่มีอานาจและบทบาทอย่าง
มากก็คอื ศาสนจกั รของคริสตศ์ าสนานับแต่ในปี 394 จกั รพรรดทิ ีโ่ อโดซิอุสท่ี 1 (Theodosius I ค.ศ.
379 -395) ของโรมนั ได้ประกาศให้ครสิ ตศ์ าสนาเป็นศาสนาประจาจักรวรรดโิ รมัน ทาให้คริสต์ศาสนา
ขยายตัวมีผู้นับถือมากขึ้น ครั้นมาถึงสมัยกลาง เม่ือชนชาวเยอรมานิกส่วนใหญ่หันมานับถือคริสต์
ศาสนา บทบาทและอทิ ธิพลของศาสนจกั รกม็ เี พม่ิ มากยิ่งขึ้น
เซนต์ออกุสตนิ (ค.ศ.354 -430) ชาวเมอื งทาเกสท์ (Tagaste) แถบแอฟริกา เปน็ ผู้ท่เี ผยแพร่
แนวความคิดที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองในสมัยน้ันมาก โดยอ้างว่าบรรดาสรรพสิ่งท้ังปวง
ย่อมอยู่ใต้คาบังคับบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า เม่ือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเจริญรุ่งเรืองข้ึน
ในตอนต้นสมัยกลาง ศาสนจักรจึงเร่ืองอานาจมากเหนืออาณาจักรท้ังปวงในยุโรป โดยมีการอ้างอิง
ว่ากฎหมายธรรมชาติเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ธรรมชาติ"
9
(Nature) ทวี่ า่ น้ันคือ พระผู้เปน็ เจ้า (God) ลทั ธอิ านาจสงู สดุ ของพระผูเ้ ปน็ เจ้ากเ็ ร่มิ เปน็ ท่ีกล่าวอ้างกัน
ท่ัวไปอยา่ งกว้างขวางจากแนวคดิ ของนกั บวชคริสต์
นักชีววิทยาอ้างว่า ทฤษฎีเช่นนี้มีรากฐานความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เม่ือมนุษย์
เริ่มรู้จักการนับถือผีสางเทวดา (Theism) โดยมนุษยร์ จู้ ักกันว่าจะตอ้ งมีสงิ่ สงู สุดสิง่ หน่ึงคอยดลบันดาล
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติและลิขิตความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งมนุษย์
เกดิ จากลขิ ติ ของส่งิ นน้ั และมนษุ ยจ์ ะตอ้ งกลบั ไปหาสง่ิ ท่ลี ิขิตชวี ติ ในบัน้ ปลาย
ในเม่ือสมัยกลางสังคมมีแต่ความวุ่นวายและความเส่ือม ผู้ท่ีปรารถนาจะหลบหนี
จากความวุ่นวายได้พบว่า คริสต์ศาสนาสามารถให้ความรู้สึกท่ีม่ันคงทางจิตใจได้ คริสต์ศาสนา
จึงแผ่อทิ ธพิ ลไปท่วั ยโุ รปอย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษท่ี 12 และ 13 ศาสนจกั รมอี านาจ
สูงสุดเหนือสถาบันใด ๆ และเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง คริสตจักร
ได้เสริมสร้างระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพตามแบบโรมัน ด้วยการสร้างความเป็นเอกภาพ
ของคริสต์ศาสนิกชนและคริสตจักร ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรทางโลก เช่น การสถาปนา
จักรพรรดิโรมันในสมัยกลาง ทาให้คริสตจักรมีความสัมพันธ์กับรัฐ พร้อมกับสร้างความชอบธรรม
ทางการเมอื งใหแ้ ก่ ศาสนจกั ร
ในสมยั กลาง คริสตจักรได้เขา้ มามีบทบาทต่อวถิ ีชีวิตของชาวยโุ รปเป็นอย่างมากต้ังแตก่ าเนิด
จนเสียชีวิต เป็นสถาบันท่ีมีอานาจสูงสุดโดยผูกอานาจในการตีความพระธรรม และนาพาให้มนุษย์
หลุดพ้นทางวิญญาณ เน่ืองจากศาสนจักรเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์ต้องดาเนิน
ชวี ติ ตามคาสอนของศาสนาอย่างเครง่ ครัด การปฏิบตั ติ ามคาสอนของศาสนจักรเป็นทางให้มนุษย์พบ
ความสงบสุขในโลกของพระเจ้า ดังน้ันชาวยุโรปในสมัยกลางจึงมีความเช่ือฝังแน่นอยู่กับความเช่ือ
ทางศาสนาและปฏิบัติตามคาสอนอย่างเคร่งครัด ถ้าผู้ใดหรือชนกลุ่มใดมีความเห็นขัดแย้ง
กับศาสนจกั ร จะต้องถกู ศาสนจกั รไต่สวนและลงโทษเชน่ การไลอ่ อกจากศาสนาหรือบพั พาชนียกรรม
(excommunication) เป็นการห้ามผู้ต้องโทษไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมหรือพิธีกรรมใด ๆ ทางศาสนา
ทาให้วญิ ญาณไมไ่ ด้หลุดพ้นรวมทั้งหา้ มตดิ ต่อกับศาสนิกชนอ่นื ๆ ด้วย
การตัดขาดจากศาสนาทั้งชุมชน (interdiction) เป็นการลงโทษประชาชนท้ังดินแดนโบสถ์
ในดินแดนนั้นจะปีดไม่ประกอบพิธีกรรมใด ๆ ท้ังสิ้นเท่ากับทาให้ประชาชนในดินแดนน้ันขาด
การติดต่อกับพระเจ้าและไม่ได้หลุดพ้นส่วนมากกฎข้อน้ีใช้ในการลงโทษการกระทาของผู้นารัฐ
การลงโทษทาให้ศาสนจักรมอี านาจเหนอื ประชาชนในสังคมทุกระดับชั้น ต้ังแต่กษัตริย์ ขุนนางจนถึง
ข้าตดิ ทีด่ นิ ระดับลา่ งสดุ การลงโทษดังกล่าว ศาสนจักรใช้ต่อสู้ทางอานาจกับอาณาจกั รตลอดช่วงสมัย
กลาง ประชาชนในยุคสมัยกลางมีความเกรงกลัวการลงโทษของคริสตจักรเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความ
เคารพเชื่อฟังศาสนา และทาใหศ้ าสนจกั รมีความแขง็ แกรง่ มน่ั คง
การที่ศาสนจักรมีอานาจมาก ทาให้ศาสนาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการเมืองของยุโรป
ทั้งในระบบกษัตรยิ ์และระบบฟิวดัลรวมท้งั ระบบศาล โดยในระบบกษตั ริย์น้ันศาสนจกั รได้อ้างอานาจ
เหนือกษัตริยแ์ ละขนุ นางในฐานะของผู้สถาปนากษัตริย์ สนั ตะปาปาอา้ งอานาจได้ตงั้ แต่สันตะปาปาลี
10
โอท่ี 3 (ค.ศ.795-816) ทรงประกอบราชพิธีสวมมงกุฎแก่จักรพรรดิชาร์เลอมาญในปี 800
การอ้างอานาจของสันตะปาปานาไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างศาสนจักรกับจักรพรรดิเยอรมนั
ในสมยั กลาง
ขณะท่ีในระบบฟิวดัล ศาสนจักรได้เข้ามามีบทบาทในการยุติสงครามการแย่งที่ดินระหว่าง
เจ้านายที่ดินตา่ ง ๆ และการที่ศาสนจักรมีทีด่ นิ จานวนมากทาให้ศาสนจกั รตอ้ งไปเกย่ี วข้องกบั เจ้าของ
ท่ีดินส่วนระบบการศาลนั้น ศาสนจักรได้จัดระบบการพิจารณาศาล จึงอ้างในสิทธิที่จะพิจารณาคดี
ทั้งศาสนาและทางโลกไม่เพียงเท่านั้น ศาสนจักรยังมีบทบาททางเศรษฐกิจอีก กล่าวคือ ศาสนจักร
เป็นแหล่งรวมความมั่งค่ังในสมัยกลาง เนื่องจากศาสนจักรได้เงนิ ภาษีจากประชาชนและบรรณาการ
ทีด่ ิน ที่ชนชน้ั ปกครองมอบใหศ้ าสนจกั ร
ปัจจัยสาคัญท่ีทาให้ศาสนจักรมีอานาจในสมัยกลาง ได้แก่ การจัดการอานาจแบบรวมศูนย์
ที่มีประสิทธิภาพของศาสนจักร โดยคริสตจักรได้วางรูปแบบการบริหารเลียนแบบการบริหาร
ของจักรวรรดิโรมันทาให้คริสตจักรเป็นสถาบันที่มีกฎระเบียบและมีเป้าหมายชัดเจน โดยมี
สันตะปาปา (Pope) เป็นประมุขสูงสุดและมีคาร์ดินัล (cardinal) เป็นที่ปรึกษาในส่วนภูมิภาค
แบ่งเป็นมณฑลซ่ึงมีอาร์คบิชอป (archbishop ) เป็นผู้ปกครองถัดจากระดับมณฑลคือ ระดับแขวง
ภายใต้การปกครองของบิชอป (bishop) ส่วนหน่วยระดับล่างสุด คือ ระดับตาบล มีพระ
หรือบาทหลวง (priests) เป็นผู้ปกครอง เรียกว่าในสมัยกลางนั้น บางครั้งกษัตริย์ยังต้องยินยอม
ต่อศาสนจักร แต่น้อยครั้งนักที่ศาสนจักรจะยินยอมต่อกษัตริย์ด้วยอานาจและบารมีของศาสนจักร
ท่ีมีอยู่ในเวลาน้ันจึงไม่ใช่เร่ืองแปลกเลย ที่สงครามครูเสดจะสามารถจุดติดข้ึนมาได้อย่างง่ายดาย
และสามารถรวบรวมจิตใจของคนท้งั ทวีปให้ลกุ มารวมตวั ตอ่ ส้ไู ดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
11
บทที่ 2
ระบอบฟวิ ดลั
ระบบฟิวดัล (Feudalism) เป็นระบบการปกครองในยุโรปสมัยกลางที่กระจายอานาจ
สู่ท้องถ่ินและมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์และการดารงชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก
ทั้งทางการเมอื ง เศรษฐกิจ และสงั คม
กาเนดิ ระบบฟวิ ดลั
ระบบฟิวดัลมีพัฒนาการมาตั้งแต่จักรวรรดิโรมันเส่ือมอานาจ และปรากฏชัดเจนในปลาย
สมัยราชวงศค์ าโรแลงเจยี น (Carolingian) ของพวกแฟรงค์ เม่อื กษัตรยิ เ์ สื่อมอานาจลงได้เกิดการแย่ง
ชิงอานาจระหว่างกลุ่มผู้ปกครองทาใหพ้ วกเยอรมนั เผ่าอ่ืนรกุ ราน ส่งผลให้ประชาชนขาดความมน่ั คง
และหันไปพ่ึงขุนนางท่ีปกครองท้องถิ่นของตนซึ่งมีอานาจสิทธ์ิขาดในการจัดต้ังกองทัพและออก
กฎหมายของตนเอง ต่อมาจักรพรรดิชาร์ลมาญ (Charlemagne ค.ศ. 768-814) แห่งราชวงศ์
คาโรแลงเจยี นส้ินพระชนม์ อาณาจักรของพวกแฟรงค์ถูกแบ่งแยกเปน็ 3 สว่ นและมกี ารแย่งชงิ อานาจ
กันระหว่างผู้ปกครองทั้งสาม ซ่ึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากขุนนางท่ีมีอานาจปกครองเขตต่าง ๆ
ส่วนราษฎรที่อาศัยอยู่ในแต่ละเขตก็ต้องพึ่งพาขุนนางของตนด้วย ทาให้ขุนนางแต่ละเขตปกครอง
มีอานาจมาก สว่ นกษตั รยิ ์หรอื ประมขุ ของดินแดนตา่ ง ๆ ไม่มีอานาจท่แี ท้จริง
ภาพที่ 3 โครงสร้างระบบฟิวดัล
ท่มี า https://slideplayer.com/slide/14353000/
ความสัมพันธ์ภายใต้ระบบฟิวดัลเป็นระบบอุปถัมภ์ มีที่ดิน (fief) เป็นสิ่งกาหนดฐานะ
และความสัมพันธ์ของคนในสังคม โดยเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างลอร์ด (lord) หรือ “เจ้า”
หรือผู้ให้ถือครองท่ีดินกับ “ข้า” หรือ วาสซาล (vassal) หรือผู้ถือครองท่ีดินว่าแต่ละฝ่ายมีพันธะ
หน้าท่ีต่อกัน โดยเจ้าจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่ข้าเพื่อทาประโยชน์ในท่ีดินน้ัน รวมท้ังให้ความ
คุ้มครองดูแลเม่ือเกิดภัยสงครามส่วนข้าต้องสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเจ้า รวมทั้งส่งเงินและกองทพั
12
ไปร่วมรบในสงครามด้วย ในทางปฏบิ ัตกิ ษัตรยิ ์มีสถานะเปน็ “เจ้า” ของขุนนางทั้งหลาย เน่ืองจากใน
สมัยกลางถือว่าที่ดินท้ังหมดเป็นของกษัตริย์ ดังนั้นขุนนางที่ครอบครองดินแดนต่าง ๆ ในเขตของตน
จึงเป็น “ข้า” ของกษัตริย์และนาท่ีดินทั้งหมดไปแบ่งให้แก่ “ข้า” ของตน คือ ขุนนางลาดับรอง ๆ
ลงไปอีกทอดหนึ่ง ขุนนางแต่ละคนซง่ึ รับท่ีดินไปจะเป็นเจ้าของหนว่ ยปกครองหรือแมเนอร์ (manor)
ของตนและมีฐานะเป็น “เจ้า” ของราษฎรที่เข้าอาศัยอยู่ในเขตปกครองของตน อนึ่ง พระซ่ึงดแู ลวดั
ในเขตปกครองต่าง ๆ ก็มีสถานะเป็น “ข้า” ของขุนนางด้วยเพราะวัดก็รบั ที่ดินจากขุนนาง ในสังคม
ระบบฟวิ ดลั ยังมีทาสตดิ ที่ดิน (serf) ซ่งึ ต้องทางานในที่ดนิ ของเจ้าและไมส่ ามารถเดนิ ทางออกนอกเขต
ปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังมีพวกเสรีชนซ่ึงเช่าท่ีดินจากเจ้าของแมเนอร์
และสามารถเดนิ ทางออกนอกเขตแมเนอร์ไดโ้ ดยอิสระ
ภาพที่ 4 อธบิ ายโครงสร้างระบบฟิวดัล
ทีม่ า : http://freedom-thing.blogspot.com/2011/09/feudalism.html
สภาพสังคมในสมัยฟิวดัล ระบบสังคมในสมัยฟิวดัลซ่ึงรวมถึงระบบสังคม เศรษฐกิจ
และการปกครองเรียกว่าระบบแมเนอร์ (Manorialism) มีศูนย์กลางอยู่ท่ีแมเนอร์ของขุนนาง
แต่ละคน แมเนอร์แต่ละแห่งมีลักษณธคล้ายคลึงกันกล่าว คือ มีคฤหาสน์หรือปราสาทของขุนนาง
เป็นศูนย์กลางมีป้อมและกาแพงล้อมรอบ ภายนอกคฤหาสน์รายล้อมด้วยหมู่บ้านขนาดเล็ก
ของชาวนาท่ีเป็นข้าของขุนนาง รวมทั้งโบสถ์และพื้นที่เพาะปลูกแต่ละแมเนอร์เป็นหน่วยเศรษฐกิจ
ท่ีพึ่งพาตนเองไม่จาเป็นต้องอาศัยการผลิตจากภายนอก เว้นแต่สินค้าจาเป็น เช่น เกลือ เหล็ก
และน้ามันดิบในระบบแมเนอร์ พวกข้าจะแบ่งผลผลิตของตนให้แก่เจ้า รวมท้ังการอุทิศแรงงาน
ทาการเพาะปลูกในที่ดินของเจ้า ผ้ทู ี่อาศัยอย่ใู นแมเนอร์จะได้รับความคมุ้ ครองจากขุนนางเมื่อถูกศัตรู
รุกราน เช่น สามารถหลบหนีเขา้ ไปอยใู่ นเขตกาแพงของคฤหาสนห์ รอื ปราสาทได้
13
ภาพท่ี 5 ระบบแมเนอร์
ทมี่ า : https://slideplayer.in.th/slide/17531529/
อทิ ธพิ ลของระบบฟวิ ดลั ท่ีท่ีมตี อ่ พฒั นาการของยโุ รป
ดา้ นการปกครอง
ระบบฟิวดัลเป็นรากฐานการกระจายอานาจสู่ท้องถิ่น ซ่ึงเป็นรูปแบบของการปกครองทอ้ งถิน่
ของดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป นอกจากนี้เมื่อระบบฟิวดัลล่มสลาย กษัตริย์สามารถสถาปนาอานาจ
ทางการเมอื งได้อยา่ งม่นั คงทาให้เกิดการสรา้ งรัฐชาตแิ ละพฒั นาเป็นประเทศในเวลาต่อมา
ดา้ นสถาปตั ยกรรม
สถาปัตยกรรมในสมัยฟิวดัลสะท้อนอยู่ในปราสาทหรือคฤหาสน์ของลอร์ดที่เป็นศูนย์กลาง
ในแมนเนอร์ ซึ่งในระยะแรกรับอิทธิพลจากส่ิงก่อสร้างของโรมันท่ีให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแกร่ง
สาหรับเป็นท่ีอยู่อาศัยและป้องกันศัตรูท่ีมารุกรานได้ ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ลักษณะ
ของสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะแบบโกธิคท่ีมีความอ่อนช้อยงดงามมากขึ้น ส่วนสถาปัตยกรรม
ทางศาสนานิยมสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สง่างาม เช่น มหาวิหารโนเทรอดามในฝรั่งเศส มหาวิหาร
เซวิญาในสเปน
ดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คม
ในช่วงปลายระบบฟิวดัล เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงข้ึนมากทาให้เกิดชนช้ันกลางซ่ึงเป็นกลุ่ม
พ่อค้าและพวกช่าง เรียกว่า ชนช้ันกระฏมพี หมายถึง ชนช้ันที่เป็นอิสระไม่อยู่ในระบบแมนเนอร์
แล้วได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาคมช่างฝีมือหรือสมาคมอาชีพเพื่อพัฒนาแรงงานและคุณภาพสินค้า
ซ่ึงมีบทบาทสาคัญในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ นอกจากนี้ที่ดินของขุนนางได้เปลี่ยนมาเป็นท่ีดิน
ของนายทุน ส่งผลให้การเกษตรกรรมเปลี่ยนแปลงการผลิตใหม่มาเป็นการส่งออกตลาดแทน
มรดกทางวฒั นธรรมของระบบฟิวดลั ท่ีมีตอ่ ยุโรปคือตาแหน่งขนุ นาง เชน่ ดุ๊ก เคานส์ บารอน เอิร์ล
14
ผลกระทบของระบบฟิวดลั ต่อพัฒนาการของยุโรป
ระบบฟิวดัลก่อให้เกิดผลกระทบที่สาคัญต่อพฒั นาการของยุโรป ทั้งด้านการเมืองและสังคม
พฒั นาการทางการเมือง ระบบฟิวดลั สง่ เสรมิ พฒั นาการทางการเมืองของยโุ รปเพราะมีบทบาทสาคัญ
ในการวางรากฐานการปกครองท้องถ่ินของดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป การส่งเสริมให้ท้องถ่ินปกครอง
ตนเอง ทาให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและมีจิตสานึกร่วมกัน ซ่ึงเป็นรากฐานสาคัญของการพัฒนารัฐชาติ
และอุดมการณเ์ สรีนิยม
พัฒนาการทางสังคม สังคมยุโรปในระบบฟิวดัลมีประชากร 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้ปกครอง
หรือเจ้าและกลุ่มผู้อยู่ใต้ปกครองหรือข้า เม่ือเศรษฐกิจขยายตัวในช่วงปลายสมัยฟิวดัลได้เกิดกลุ่ม
พ่อคา้ และสมาคมช่างฝีมอื หรือสมาคมอาชพี (Guild) ซ่งึ เป็นชนชั้นกลางทม่ี บี ทบาทสาคญั ในการผลิต
สินค้าอุตสาหกรรมและการขยายการค้ากลุ่มชนชั้นกลางเหล่านี้มีฐานะดีและมีบทบาทสาคัญ
ทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ของยโุ รปในเวลาตอ่ มา
การลม่ สลายของระบบฟวิ ดลั
การท่ีระบบฟิวดัลล่มสลายนั้นเป็นผลจากการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมในยุโรป
โดยเฉพาะในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทาให้เกิดชุมชนพาณิชย์อุตสาหกรรมข้ึน ส่งผลให้ชาว
ชนบทละท้ิงที่นาเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายหรือประกอบการผลิตสินค้าหัตถกรรมในเขตเมือง
ทาให้สังคมเมืองมีการขยายตัวเกดิ เป็นสังคมเมืองข้ึนมาใหม่ ซ่ึงผู้คนท่ีมาอยู่ในเมืองไม่ได้อยู่ในระบบ
ฟิวดัลแต่เป็นกลุ่มคนท่ีประกอบอาชีพทางการค้าและอุตสาหกรรมและเม่ือมีประชาชนเพิ่มมากขึ้น
อยา่ งรวดเร็ว ชมุ ชนเมอื งขยายตวั เพม่ิ มากข้ึนมเี มืองใหม่ ๆ เกดิ ข้ึนท่วั ท้ังยโุ รปในคริสต์ศตวรรษท่ี 11-
12 หัวเมืองในอิตาลี เช่น เมืองเวนิส เมืองเจนัวและเมืองในบริเวณเนเธอร์แลนด์เป็นเมืองสาคัญ
ทางด้านการค้าและอุตสาหกรรม การค้าทางทะเล มีความสาคัญเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตทะเล
เหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองที่เกิดขึ้นใหม่น้ีมีการจัดการปกครองแบบทศาภิบาล
(municipality) มีการเก็บภาษีท้องถ่ินเพื่อที่จะพัฒนาเมืองและมีระบบสร้างความ ปลอดภัย
ใหก้ ับเมืองพวกพอ่ ค้าและพวกช่างมีความมง่ั ค่ังข้นึ ชนช้ันกลางเหลา่ นเี้ ม่ือมอี านาจมากขน้ึ จงึ ได้หันไป
สนับสนุนกษัตริย์เพ่ือให้คุ้มครองกิจการและผลประโยชน์ของตน การฟื้นฟูทางเศษฐกิจมีผลต่อ
การเปลย่ี นแปลงสงั คมและระบอบการเมืองการปกครอง เพราะทาให้ระบอบการปกครองแบบฟิวดัล
เริ่มเส่ือมอานาจลงในช่วงนี้ ขุนนางท่ีเคยเป็นใหญ่และมีอานาจอิสระในการปกครองตามระบบ
แมเนอร์ของตนต้องล่มสลาย ซ่ึงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากขุนนางต้องออกไปทาสงครามและเสียชีวิต
จานวนมากและผลจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากจะทาให้ชนช้ันกลางมีความมั่งคั่ง
เพิ่มข้ึนแล้วยังทาให้พวกขุนนางยากจนลง พวกทาสติดที่ดินได้อพยพเข้าเมืองเป็นจานวนมาก
ทาให้พวกชนช้ันกลาง (bourgeoie) ข้ึนมามีอานาจแทนท่ีขุนนาง สังคมได้เปลี่ยนค่านิยม
จากเรื่องชาติกาเนิดตามชนชั้นมาเป็นฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคล พวกขุนนางต้องขายท่ีดิน
ให้แก่พวกชนชั้นกลาง ทาให้เกิดการพัฒนาที่ดินให้เป็นเกษตรกรรมเพื่อการค้า โดยเจ้าของที่ดิ น
15
ยกเลกิ วิธีการดั้งเดิมมาใหช้ าวนาเช่าที่ดินและจา่ ยเงนิ ให้กบั เจ้าของแทน ทาใหพ้ นั ธะตามระบอบฟิวดัล
สิ้นสุดลง ระบอบกษัตริย์สามารถดึงอานาจกลับคืนมาได้และสถาปนาอานาจการปกครองสูงสุดตาม
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้อีกครั้งหน่ึง ทาให้การปกครองระบบฟิวดัลซึ่งมีมาในช่วง
คริสต์ศตวรรษที่ 11-13 เริ่มเส่ือมลงในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 14 และล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 16
16
บทท3่ี
สงครามครูเสด
ภาพท่ี 6 สงครามครเู สด
ทมี่ า : https://hilight.kapook.com/view/76761
สงครามครูเสด (The Crusades) คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงคราม
ระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่
มกั หมายถงึ สงครามครั้งใหญร่ ะหว่างชาวมสุ ลิมและชาวคริสต์ในชว่ งศตวรรษท่ี 11 ถึง 13
ในตอนเร่ิมสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินแดนศักด์ิสิทธ์ิอยู่ ดินแดนแห่งน้ีเป็นสถาน
ท่ีสาคญั ของสามศาสนาได้แก่ อสิ ลาม ยไู ด และ ครสิ ต์ ในปจั จบุ ันดนิ แดนแหง่ นี้คอื ประเทศอสิ ราเอล
หรอื ปาเลสไตน์
ชาวมุสลิมครอบครอง เมืองนาซาเรธ เบธเลเฮม และเมืองสาคัญทางศาสนาอีกหลายเมือง
ในยคุ ของคอลฟี ะหอฺ มุ รั (634-44) ซงึ่ เปน็ ผู้นาทางศาสนาและการเมืองของอาณาจักรอสิ ลามในยคุ น้ัน
บทสรปุ ของสงครามในครัง้ น้ันคือกองทพั มสุ ลิมสามารถยึดดนิ แดนศักดสิ์ ิทธคิ์ ืนจากชาวคริสต์
ได้ และขับไล่ผู้รกุ รานตา่ งดนิ แดนออกไป ซงึ่ ยังคงดารงชาติมุสลมิ สบื ตอ่ มาจนถงึ ทกุ วันน้ี
สาเหตุของสงครามครเู สด
- เนือ่ งจากพวกคริสตก์ ลุ่มหน่ึงมีความเช่ือกนั วา่ โลกนีจ้ ะถงึ การอวสานเมอ่ื ครบ ค.ศ. 1000
เรียกว่า Millennium และเช่ือว่าพระเยซูพร้อมด้วยสาวกจะเสด็จมาโปรดชาวโลกในวันน้ัน
พวกคริสเตียนจานวนมากจึงได้ละถ่ินฐานบ้านชอ่ งของตนเดินทางไปชุมนมุ กันในปาเลสไตน์ เพอ่ื รอวัน
โลกแตก แต่เมื่อถึง ค.ศ. 1000 โลกไม่ได้อวสานตามที่พวกนค้ี ิดไว้ประกอบกับพวกคริสต์จานวนมาก
ไม่ไดร้ ับการปฏิบัติด้วยดีจากพวกสัลยูก ซึ่งเปน็ ผมู้ อี านาจปกครองอยู่ในเวลานน้ั ทาใหพ้ วกคริสเตียน
น้ีเมื่อกลับบ้านไปแล้ว (คือทวีปยุโรป) ต่างพกเอาความเคียดแค้น ไปเล่าเรื่องแล้วแต่งเติมสิ่งท่ีได้
ประสบในปาเลสไตน์ให้พวกคริสเตียนด้วยกันฟังมีคริสเตียนคนหนึ่ง ชื่อ ปิเตอร์ ได้ฉายาว่า ปิเตอร์
17
เดอะ เฮอร์มติ (ปเิ ตอร์ นกั พรต ถอื ไม้เทา้ ทอ่ งเท่ียวไปในเมืองต่าง ๆ ในทวปี ยโุ รป ได้ป่าวประกาศข่าว
เรื่องท่ีพวกคริสเตียนไปอยู่ในปาเลสไตน์เพ่ือรอวันโลกแตก แล้วได้รับการข่มเหงจากพวกสัลยูก
พรอ้ มทั้งไดป้ ลกุ ระดมให้พวกครสิ เตียนรวมกาลังกนั ไปตีปาเลสไตนก์ ลับคืนมา)
- สัลยกู เปน็ พวกตุรกสี ายหนึ่ง กาลงั รงุ่ เรืองอานาจและมีอิทธพิ ลเหนือเคาะลฟี ะฮ.ของอับ
บาสยิ ะฮ. ในกรุงแบกแดด พวกน้ปี กครองประเทศปาเลสไตน์และมอี าณาเขตคุกคามกรงุ คอนสแตนติ
โนเป้ิล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพวกคริสต์นิกายออร์ทอด๊อกซ์ ซ่ึงนิกายน้ีไม่ถูกกับนิกายคาธอลิค
แต่เมื่อถูกคุมคามจากพวกสัลยูก จึงจาเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพวกคริสต์นิกายคาธอลิค
ซ่ึงโป๊ปแห่งกรุงโรมเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะแผ่อิทธิพลครอบคลุมพวกคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์
ได้จึงถือข้อน้ีเป็นสาเหตุอันหนึ่งในการประกาศสงครามครูเสด เพื่อทาลายหลักการของคริสต์นิกาย
ออรโ์ ธดอกซใ์ ห้หมดสน้ิ ไป
- พวกครสิ ต์ ในยุโรปขณะน้ัน ได้มแี นวความคดิ ร่วมกนั ว่า พลเมอื งท่ัวทั้งโลกน้ีต้องนบั ถือ
ศาสนาคริสต์ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ถือเป็นครูเสดประการหนึ่ง ซ่ึงพวกนี้ได้มีการพิมพ์เอกสาร
หรือหนังสือใส่รา้ ยศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาอสิ ลามและได้กระทาต่อมานับรอ้ ย ๆ ปี แม้หลังจาก
สงครามครเู สดแล้วกต็ ามในโรงเรียนตา่ ง ๆ ของพวกมชิ ชั่นนารจี ะมตี าราเรยี นหลายชนิดให้ร้ายศาสนา
อิสลาม ท้ังน้ีเพราะพวกคริสต์พ่ายแพ้สงครามครูเสดในที่สุดน่ันเองถึงแม้จะรบกันกว่า 150 ปี
ซึ่งเพิ่งจะรู้ความจริงของอิสลามและรู้ว่าถูกพวกคริสต์ด้วยกันเองหลอกมาตลอด เม่ือไม่กี่ปีหลัง
จากสงครามโลกคร้ังที่ 2 เพราะโลกได้มีการติดต่อกันอย่างกว้างขวางข้ึนมีการชุมนุมผู้แทนประเทศ
ตา่ ง ๆ และพบปะกนั มากขึ้น
- เน่ืองจากพวกสลั ยูก คุมปาเลสไตน์และเอเชียนอ้ ย ทาใหพ้ วกอิตาลเี ดนิ ทางไปมหาสมุทร
อินเดียไม่สะดวกพวกพ่อค้าแห่งเมืองเวนิสและเจนัวก็กาลังประสบปัญหาในการค้าขาย จึงอยากให้มี
สงครามขน้ึ เพ่ือพวกตนจะได้ทาการคา้ คลอ่ ง
สงครามครูเสด (แปลว่า "สงครามไม้กางเขน" เป็นชุดสงครามรบนอกประเทศทางศาสนา
ที่ถูกทาให้ศักดิ์สิทธ์ิโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันท่ี 2 และศาสนจักรคาทอลิก มีเป้าหมาย
ที่แถลงไว้เพื่อฟื้นฟูการเข้าถึงท่ีศักดิ์สิทธิ์ในและใกล้เยรูซาเล็มของคริสเตียน เยรูชาเล็มเป็นนคร
ศักดิ์สิทธ์ิและสัญลักษณ์ของศาสนาเอบราฮัมหลักท้ังสาม (ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์และศาสนา
อิสลาม) ภูมิหลังสงครามครูเสดเกิดเม่ือเซลจุคเติร์กมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองทัพไบแซนไทน์
เม่ือ ค.ศ. 1071 และตัดการเข้าถึงเยรูซาเล็มของคริสเตียน จักรพรรดิไบแซนไทน์ อเล็กซิสท่ี 1
ทรงเกรงว่าเอเชียไมเนอร์ทั้งหมดจะถูกบุกรุก พระองค์จึงทรงเรียกร้องผู้นาคริสเตียนตะวันตก
และสันตะปาปาให้มาช่วยเหลือโดยไปจาริกแสวงบุญหรือสงครามศาสนาเพ่ือปลดปล่อยเยรูซาเล็ม
จากการปกครองของมุสลิม อีกสาเหตุหน่ึงเป็นเพราะการทาลายล้างสถานท่ีศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียน
เปน็ จานวนมากและการเบยี ดเบยี นคริสต์ศาสนกิ ชนภายใตอ้ ลั -ฮาคิม กาหลปิ ราชวงศ์ฟาตมิ ยี ะห์
นักรบครูเสดประกอบด้วยหน่วยทหารแห่งโรมันคาทอลิกจากทั่วยุโรปตะวันตก และไม่อยู่
ภายใต้อานาจบังคับบัญชารวม สงครามครูเสดชุดหลักโดยเฉพาะอย่างย่ิงท่ีพุ่งเป้าต่อมุสลิม
18
ในเลแวนต์ (Levant) เกดิ ขนึ้ ระหวา่ ง ค.ศ. 1095 ถึง 1291 นกั ประวัตศิ าสตรใ์ ห้ตวั เลขสงครามครูเสด
ก่อนหน้านั้นอีกมากหลังมีความสาเร็จในช่วงแรกอยู่บ้าง สงครามครูเสดช่วงหลังกลับล้มเหลว
และนักรบครูเสดถูกบังคับให้กลับบ้านทหารหลายแสนคนกลายเป็นนักรบครูเสดโดยกา รกล่าว
ปฏิญาณ สมเด็จพระสันตะปาปาให้การไถ่บาปบริบูรณ์ (plenary indulgence) แก่ทหารเหล่าน้ัน
สญั ลักษณ์ของนกั รบเหลา่ นี้ คอื กางเขน คาว่า "ครูเสด"มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึง การยกกางเขน
ข้ึน ทหารจานวนมากมาจากฝร่ังเศสและเรียกตนเองว่า "แฟรงก์" ซ่ึงกลายเป็นคาสามัญท่ีมุสลิม
ใชค้ าวา่ "ครูเสด" ยงั ใชอ้ ธิบายการทัพท่ีมเี หตุจงู ใจทางศาสนาท่ีดาเนินระหวา่ ง ค.ศ. 1100 และ 1600
ในดินแดนอกเหนือไปจากเลแวนต์ โดยมักเป็นสงครามกับพวกนอกศาสนานอกรีตและประชาชน
ภายใต้การห้ามบัพพาชนียกรรม (excommunication) ด้วยเหตุผลด้านศาสนา เศรษฐกิจ
และการเมืองผสมกัน การแข่งขนั กนั ระหว่างครสิ เตียนและมุสลิมยังนาไปสพู่ นั ธมิตรระหวา่ งกลุ่มแยก
ศาสนาต่อคู่แข่งของตน เช่น คริสเตียนเป็นพันธมิตรกบั รฐั สุลต่านรมู ท่ีนับถืออิสลามระหว่างสงคราม
ครูเสดครั้งที่ 5
สงครามครูเสดส่งผลกระทบใหญ่หลวงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมต่อยุโรปตะวันออก
มันส่งผลให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ที่นับถือคริสต์อ่อนแอลงมากและเสียให้แก่เติร์กมุสลิม ในอีกหลาย
ศตวรรษต่อมาเรกองกิสตา สงครามอันยาวนานในคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งกาลังคริสเตียนพิชิต
คาบสมทุ รคืนจากมสุ ลิมมคี วามสมั พนั ธใ์ กล้ชดิ กับสงครามครูเสด
ระยะเวลาของสงครามครเู สด
สงครามครเู สดครง้ั ท่ี 1
เรมิ่ ต้นเม่อื ปี 1095 โดยสมเดจ็ พระสันตะปาปาเออร์บนั ท่ี 2 (Urban II) แห่งกรุงโรม รวบรวม
กองทัพชาวคริสต์ไปยังกรุงเยรูซาเลม ช่วงแรกกองทัพของปีเตอร์ นักพรต (Peter the Hermit)
นาล่วงหน้ากองทพั ใหญไ่ ปก่อน ส่วนกองทัพหลักมีประมาณ 50,000 คนซ่ึงสว่ นใหญ่ มาจากประเทศ
ฝร่งั เศสนาโดย โรเบิรต์ เคอรโ์ ทสด ยคุ แหง่ นอรม์ งั ดโี อรสของสมเดจ็ พระเจา้ วลิ เลียมท่ี 1 แห่งองั กฤษ
ภาพที่ 7 กรงุ เยรูซาเลม็ ในสงครามครูเสดครงั้ แรก
ทม่ี า :http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5c/1099jerusalem.jpg
19
ในที่สุดเมื่อปี 1099 กองทัพก็เดินทางจากแอนติออคมาถึงกาแพงเมืองและยึดฐานท่ีมั่นใกล้
กาแพงเข้าปิดล้อมเยรูซาเลมไว้ กองกาลังมุสลิมที่ได้รับการขนานนามว่า ซาระเซ็น ได้ต่อสู้ด้วยความ
เขม้ แข็ง ทว่าท้ายท่สี ุดนกั รบครูเสดก็บกุ ฝ่าเข้าไปและฆ่าล้างทกุ คนท่ไี ม่ใช่ชาวคริสต์ กระทง่ั ชาวมุสลิม
ในเมืองหรือชาวยิวในสถานท่ีทางศาสนาก็ล้วนถูกฆ่าจนหมดเหลือเพียงผู้ปกครองเดิม ในขณะนั้น
ซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปได้แต่ทว่าข่าวการรบน้ันไม่อาจไปถึงพระสันตะปาปา เนื่องจากพระองค์
สิน้ พระชนมใ์ นอีกไม่ก่ีวนั ถดั มา
ผู้นาเหล่านักรบศักด์ิสิทธ์ิที่ได้รับเลือก คือ ก็อดฟรีย์ แห่งบูวียอง อยู่ในตาแหน่งนาน 1 ปี
จึงเสียชีวิตเดือนกรกฎาคมปี 1100 บอลด์ วินจากเอเดสซาจึงข้ึนสืบเป็นกษัตริย์ พระองค์อภิเษก
กับเจ้าหญิงอาร์เมเนียแต่ไร้รัชทายาทพระองค์สวรรคตในปี 1118 ผู้เป็นราชนัดดา นามบอลด์วิน
จึงครองราชย์เป็นกษัตริย์บอลด์วินท่ี 2 แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มีราชธิดา 3 พระองค์และท่ีนา่ สนใจ
คือ ครั้งนี้บัลลงั ก์สืบทอดทางธิดาองคโ์ ตหรอื มเหสแี ละพระสวามจี ะครองราชย์แทนกษตั รยิ ์องคก์ อ่ น
สงครามครูเสดมีสาเหตุหลักมาจากความแตกต่างทางความเช่ือในศาสนาแต่ละศาสนา
จนทาให้ไม่เข้าใจซ่ึงกันและกัน ซ่ึงผู้เร่ิมต้น คือ ชาวมุสลิมต้องการครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์
คือ กรงุ เยรูซาเลม นอกจากน้นั เหตผุ ลทางการเมอื งก็เปน็ อกี สาเหตุของสงครามด้วย เพราะในสมยั นั้น
เศรษฐกจิ ในยุโรบตกตา่ บิช๊อปผู้นาศาสนาในโรมันคาทอลกิ เรืองอานาจมากและมอี านาจเหนอื กษัตริย์
แ ล ะ ค ร อ บ ค ร อ ง ท รั พ ย์ สิ น ม ห า ศ า ล ข น า ด มี ค ว า ม เ ชื่ อ ใ น ต อ น น้ั น ว่ า ถ้ า เ ป็ น ไ ป ไ ด้ พ่ อ แ ม่ ทุ ก ค น
อยากให้บตุ รชายของตนเปน็ นักบวชเพ่อื จะเป็นบิช๊อบหรือโบ๊ปผนู้ าศาสนา
สงครามครูเสดได้คร่าชีวิตและทรัพยส์ ินของมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาล เพราะบิช๊อบ
อ้างว่าเขาสามารถล้างบาปให้กับนักรบครูเสดได้และอนุญาตให้ปล้น ฆ่า ยึดทรัพย์พวกนอกศาสนา
ได้ ซ่ึงหลัการนี้ไม่มีในพระคาภีร์ไบเบ้ิล อีกท้ังขุนนางในสมัยนั้นต้องการยึดทรัพย์สินของพวกยิว
ที่ร่ารวยและต้องการมีอิทธิพลในยุโรบไปจนถึงตะวันออกกลางจึงใช้ข้ออ้างของศาสนามาอ้าง
ในการทาสงครามคร้ังน้ี ผลของสงครามครูเสดนี้ได้ฆ่าคนไปจานวนมากมายนับจากยิวในยุโรบ
ไปจนถึงยิวในเยรูซาเร็มและทาให้ชาวมุสลิมและคริสเตียนบาดหมางกัน ทั้ง ๆ ท่ีก่อนหน้าน้ีทั้งสอง
ศาสนาแม้ทั้งสองจะมีความต่างกันแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในดินแดนแถบนั้นและสงครามครูเสด
ทาให้ความขัดแยง้ เหล่าน้ันยังคงหลงเหลอื มาจนถึงปจั จบุ ัน
แต่ผลของสงครามครูเสดนั้นทาให้ยุโรปเกิดความเปล่ียนแปลงไปมากมาย ทาให้เกิดการ
ติดต่อระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกในรูปแบบการทาการค้าซึ่งเรียกว่า ยุคปฏิรูปการค้า
และทาให้เกิดยุคฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการ การสร้างสถาปัตยกรรมท่ีรวมกันของสอง ศาสนา ตลอดจน
ความรู้ การศึกษาข้ึนมาด้วย
สงครามครเู สดครง้ั ที่ 2
ลัทธิเจ้าครองนคร (Feudalism) ฟิวดัลลิสม์ ท่ีพวกครูเสดนามาใช้ในเอเชียน้อย
(Asia minor) ได้เผยแพร่เข้าไปสู่พวกสัลยูกเช่นกัน พวกน้ีต่างแก่งแย่งชิงอานาจกันจนแตกออกเปน็
หลายนคร พวกที่ล้ีภัยสงครามครูเสดได้หนีไปกรุงแบกแดดเป็นจานวนมาก ในขณะน้ันเป็นเดือน
20
เราะมะฎอน เคาะลีฟะฮของแบกแดด ซื่อ มุสตะซิร บิลลาฮ ( ปกครองต้ังแต่ ปี ค.ศ.1094 ถึง
ปีค.ศ.1118) ส่งผู้แทนไปยังสุลฎอน เพ่ือขอความช่วยเหลือจาก บัรกี ยารูก (คือพวกสัลยูก เป็นบุตร
คนที่ 2 ของมาลิกชาฮ ซ่ึงเป็นคนข้ีเมานาความเสื่อมมาสู่วงศ์สัลยูก ปกครองปี ค.ศ.1094
ถึงปี ค.ศ.1140 ) เพ่อื ยกทพั ไปปราบครเู สด แต่ไม่ไดร้ บั ความชว่ ยเหลือ
ปี ค.ศ. 1108 พวกมุสลิมในเมืองตริโปลี ส่งผู้แทนมาขอความช่วยเหลืออีกแต่ก็ไม่ได้ผล
หลังจากน้ันอีก 3 ปี ชาวเมืองอเลปโปส่งผู้แทนออกมาขอความช่วยเหลืออีกหนนี้ พวกเขาเข้าไป
ในมัสญิดและเร่งรัดให้เคาะลีฟะฮ์ ส่งกองทัพไปช่วยทางแบกแดดจึงส่งทหารไปจานวนหนึ่ง
แตถ่ ูกพวกครเู สดฆ่าตายหมด
สมัยเคาะลีฟะฮ์ (วงศ์อับบาสิยะฮ) แห่งกรุงแบกแดด จึงปล่อยให้พวกครูเสดปกครอง
ปาเลสไตน์และเอเชียน้อยบางส่วน เพราะปัญหาความแตกแยกและไม่สามัคคีในหมู่พวกเดียวกัน
ของมุสลิม ต่อมาสมัยเคาะลีฟะฮ อัล-มุกตะฟี (วงศ์อับบาสิยะฮ ปี ค.ศ.1136 1160) ชาวลัลยูก
ชื่อ อิมาดุดดิน ซังงี (Imaduddin Zangi) เป็นลูกชายของแม่ทัพสุลฏอนมาลิกซาฮ ชื่อ อักสังการ
ฉายาวา่ กอลมิ อดั เดาละฮ เมื่ออักสังการเสยี ชวี ิต ซงั งขี ณะนน้ั อายเุ พยี ง 14 ปแี ตม่ คี วามสามารถทาง
การทหารและการปกครองได้รวบรวมพลฝึกทหารและเข้าตีเมืองต่าง ๆ ใน ปี ค.ศ. 1128 ยึดเมือง
อเลปโปคืนมาจากพวกครูเสดได้ ในขณะน้ันพวกครูเสดก็ได้รับการสนับสนุนจากยุโรปและกรีก
โดยการนาของจกั รพรรดยิ อน คอมเนนุส (John Comnenus) ยึดเมืองบซุ าอะ (Buzaa) ฆา่ พวกผู้ชาย
แล้วกวาดตอ้ นผหู้ ญงิ และเดก็ ไปเป็นทาส
ภาพที่ 8 แผนท่ีเมืองเอเดสสา (Edessa)
ทมี่ า : https://bit.ly/3tITWAX
21
ซังงีได้ยกกองทัพมาช่วยต้านทัพพวกครูเสดไว้ได้และยึดเมืองเอเดสสา ( Edessa)
หรืออัรรูหะฮได้ เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1144 ตอนแรกซังงีคิดจะแก้แค้นให้พวกมุสลิมีนด้วยกัน
แต่ก็ล้มเลิกความคิดและขอให้ชาวเมืองยอมแพ้แต่กลับถูกพวกแฟรงค์เยาะเย้ย ถากถางเขาจึงฆ่า
ทหารและพวกบาทหลวงท่ีเป็นตัวการในสงครามน้ี แต่ไว้ชีวิตผู้หญิง เด็ก และทรัพย์สินของพวกเขา
เหล่าน้นั แตใ่ นท่ีสุดแลว้ เขาก็ถกู พวกเดียวกันหกั หลังโดยการลอบฆ่า เมื่อวันที่ 5 เราะบีอษุ ษานยี 541
ตรงกับวันท่ี 14 กนั ยายน ปี ค.ศ.1146
พวกสัลยูกได้สูญเสียนักรบชาติทหาร ซึ่งเป็นท่ีรู้จักกันว่าเป็นคนที่มีใจกล้าหาญ ชอบศึกษา
และเผยแพร่ความรู้ ซังงีมีบุตร 4 คน ล้วนมีความสามารถทั้งส้ิน ในช่วงท่ีเกิดเหตุการณ์ยุ่งยากน้ี
พวกคริสต์ในเมืองเอเดสสาได้เกิดคิดกบฏข้ึน ฆ่าทหารมุสลิมที่รักษาเมืองซึ่งได้รับการช่วยเหลือ
จากพวกแฟรงค์ ภายใต้การนาของโยสเซลิน (Joscelin) ยึดเมืองเอเดสสาได้แต่บุตรคนท่ี 2 ของซงั งี
ชื่อนูรุดดีน มะหมูด (Noradius) สามารถตีคืนมาได้ พวกอาร์มิเนียนที่เป็นต้นคิดการก่อกบฏ
ไดถ้ ูกเนรเทศออกจากประเทศ ทหารพวกแฟรงค์ถูกฆ่าและนรู ดุ ดีนสั่งใหร้ ือ้ กาแพงเมือง
การสูญเสียเมืองเอเดสสาคร้ังท่ี 2 นี้ก่อให้เกิดการปลุกระดมให้พวกคริสเตียนหันมาปอ้ งกนั
สถานกาเนิดแห่งศาสนาของตนโดยนักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ดที่ได้ฉายาว่า ปีเตอร์-นักพรต คนที่ 2
พวกกษัตริย์ก็เข้ามามีส่วนร่วมในครั้งน้ีด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝร่ังเศส ถือเอาสงครามครูเสด
เป็นฉากบังหน้า เพื่อปิดบังซ่อนเร้นการกระทาอันโหดร้ายต่อพลเมืองที่เป็นกบฏต่อพระองค์
กษตั ริยค์ อนราดท่ี 3 แหง่ เยอรมันกเ็ ขา้ รว่ มทพั ดว้ ย ซง่ึ เกิดขึน้ ในปี ค.ศ. 1147 มเหสีของพระเจา้ หลุยส์
ที่ 7 ชื่อ อิเลเนอร์ (Eleanor of Guienne) ซึ่งต่อมาได้สมรสกับพระเจ้าเฮนร่ีท่ี 2 ของอังกฤษ
ได้เข้าร่วมกองทัพด้วย ทาให้ผู้หญิงฝรั่งเศสจานวนมากอาสาออกรบด้วยอย่างมากมายแต่กองทัพ
ของกษัตริย์ท้ัง 2 ได้รับการต่อต้านและเสียหายอย่างหนกั ส่วนหนึ่งของกองทัพของกษัตริยค์ อนราด
ถกู ทาลายท่ีเมอื งลาฎกิ ยี ะฮ (Laodicea หรือ Latakia) ส่วนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ยกทัพมาทางทะเล
ถูกโจมตีท่ีเมืองคัดมุส (Cadmus ) พวกตุรกีเรียกว่า บาบาดาฆ พวกครูเสดนั้นมีกาลังพลมาก
จึงรอดเหลือมาถึงเมืองอันติออก ขณะน้ันเรย์มอง (ลุงของราชินีอีเลเนอร์) ปกครองอยู่ พวกขุนนาง
อัศวินนักรบและสตรีผู้สูงศักดิ์อื่น ๆ พักอยู่ในเมืองจานวนมาก พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าล้อมเมือง
ดามัสกัส แต่ไม่สาเร็จเพราะนูรุดดีนและสัยฟุดดีน ฆอซี ( พี่ชายของนูรุดดีน ) ยกทัพมา
ช่วยกองทัพของกษัตริย์ท้ังสอง จึงได้เลิกทัพกลับยุโรป พวกครูเสดจึงรู้สึกท้อใจและต้องล่าทัพกลับ
เมอื งดว้ ยความผิดหวังและสูญเสียอย่างมาก
สงครามครูเสดครง้ั ท่ี 3
เม่ือศอลาฮุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตี
พวกนขี้ ณะเดนิ ทพั อยูแ่ ตพ่ วกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมอื งอักกะ (Acre) พวกครูเสดไดต้ ั้งทัพล้อม
เมืองนี้ไว้และปีกข้างหน่ึงจดทะเล ทาให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าศอลาฮุดดีนได้เร่ิม
โจมตีพวกนี้ขณะเดินทางก็คงไม่ประสบสถาณะคับขนั เช่นนี้ พวกตุรกจี ากเมืองใกล้ ๆ ก็ยกทัพมาช่วย
และในวันที่ 1 ชะอฺบาน 585 (14 กันยายน 1189 ) ศอลาฮุดดีนได้เร่ิ มโจมตีพวกครูเสด
22
หลานชายของท่านคนหนึ่งชอ่ื ตะกียุดดนี ไดแ้ สดงความกล้า หาญมากในการรบ ตอนนท้ี หารศอลาฮดุ
ดีนมีกาลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกาลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่าง ๆ
เช่นทีย่ นื ยัน เขตแดนตดิ เมืองตรโิ ปลี, เอเดสสา, อนั ติออก อเล็กซานเดรยี ฯลฯ ในรอบนอกเมอื งอกั กา
น้ัน พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดโรคระบาดข้ึนเพราะด้วยศพทหารเหล่าน้ี เน่ืองจากติด
พันอยู่การสงครามไม่สามารถรักษาท่ีรบให้สะอาดได้ ศอลาฮุดดีนเองได้รับโรคระบาดน้ีด้วย
แพทย์แนะนาให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปต้ังมั่นอยู่ที่อัลคอรรบู ะหฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอัก
กาและเรม่ิ ขุดคูรอบตวั เมือง
ศอลาฮุดดีนได้มีหนังสือไปยังสุลฎอนของมอร็อคโคให้ยกทัพมาสมทบช่วยแต่พวกนี้ได้
ปฏิเสธในฤดูใบไม้ผลิ ศอลาฮุดดีนได้ยกทัพมาโจมตีเมืองอักกาอีก พวกครูเสดได้เสริมกาลังมั่น
และสร้างหอคอยหลายแห่งแต่ทั้งหมดถูกกองทัพศอลาฮุดดีนยิงด้วยด้วยลูกไฟ เกิดไฟ ไหม้ทาลาย
หมด ตอนน้ีกาลังสมทบจากอียิปต์มาถึงทางเรือและกาลังการรบจากที่อื่นมาด้วย พวกแฟรงก์เสีย
กาลังการรบทางแก่อียิปต์อย่างยับเยิน พวกครูเสดถูกฆ่าและเสียกาลังทัพมากแต่ในปลายเดือน
กรกฎาคม 1190 เคานต์เฮนรี่แห่งแชมเปญ ผู้มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินฝรงั่ เศสได้ยกทพั หนนุ
มาถึง ศอลาฮุดดีนได้ถอยทัพไปต้ังมั่นที่อัลคอรรูบะหฺอีกได้ทิ้งกองทหารย่อย ๆ ไว้ ซ่ึงได้ต่อสู้พวกครู
เสดอย่างกล้าหาญ ตอนนี้พวกครูเสดไม่สามารถคืบหน้าได้จึงจดหมายไปยังโปีปขอให้จัดทัพหนุน
มาช่วย พวกคริสเตียนได้หล่ังไหลกลับมาสมทบพวกครูเสดอีกครั้งเพราะถือว่าการรบ "พวกนอก
ศาสนา" ครั้งน้ที าให้ตนถกู เว้นบาปกรรมท้งั หมดและไดข้ ้นึ สวรรค์ ศอลาฮดุ ดนี จัดทัพรบั มอื พวกน้อี ยา่ ง
เต็มท่ี ให้ลูกชายของตนชื่อ อะลีย์ อุษมานและฆอซีอยู่กลางทัพส่วนปีกทางขวาให้น้องชายชื่อสัยฟดุ
ดีนเป็นแม่ทัพทางซ้ายให้เจ้านครต่าง ๆ คุมแต่ในวันประจัญบานกันนั้นตัวศอลาฮุดดีนเองป่วย
จึงได้เฝ้าดูการสู้รบจากยอดเขาแห่งหน่ึง พวกครูเสดถูกตีพ่ายตกทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก
พวกนเ้ี ร่ิมขาดแคลนอาหารและโดยท่ฤี ดหู นาวยา่ งเขา้ มาจึงพกั การรบ
ภาพที่ 9 พระเจ้าริชารด์ ที่ 1 แห่งองั กฤษ (Richard I of England)
ที่มา : https://www.blockdit.com/posts/5e67a69ccd4b0910fd2bbb17
23
เม่ือถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือเดือนเมษายน 1191 พวกครูเสดได้รับทัพหนุนเพิ่มขึ้นอีก
โดยพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพมาพร้อมกันนั้น พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษก็ยกทัพมา
อีกด้วยมีเรือรบมา 20 ลาเต็มไปด้วยทหารและกระสุนกาลังหนุนของศอลาฮุดดีนมาไม่พร้อมทหาร
มุสลิมในเมืองอักกามีกาลังน้อยกว่าจึงขอยอมแพ้พวกครุเสด โดยแม่ทัพมุสลิมมีนคนหน่ึงช่ือ มัชตูบ
ผู้คุมกาลังป้องกันอักกาได้ อุทรต่อพระเจ้าแผ่นดินฝร่ังเศสแต่ถูกปฏิเสธเว้นแต่พวกมุสลิมจะยอมยก
เมืองเยรซู าเลมใหพ้ วกมุสลมิ จึงกลับสรู้ บอกี จนสุดชีวิตขณะการล้อมเมืองและการสรู้ บอยเู่ ปน็ เช่นนี้ได้
เกิดโรคระบาดเกิดขึ้นในท่ีสุดมีเง่ือนไขว่าพวกมุสลิมจะต้องคืนไม้กางเขน (ด้ังเดิมสมัยพระเยซู)
และต้องเสียค่าปรับเป็นทอง 200,000 แท่ง แต่เน่ืองจากต้องเสียเวลาหาทองจานวนเท่านี้
กษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษผู้ที่นักประวัติศาสตร์เคยยกย่องและชื่นชมกันน้ันได้จับทหารมุสลมิ
จานวน 27,000 คน ออกจากเมืองและสับต่อหน้าต่อตาคนท้ังหลาย เมืองอักกาตกอยู่ในมือพวกครู
เสดทบ่ี ้าศาสนาเหล่าน้ี สว่ นทัพศอลาฮุดดีนต้องถอยทัพไปตง้ั ท่อี นื่ เพราะกาลังนอ้ ยกว่าและกาลงั หนุน
ไม่มพี อ ตอนหนึ่งมีเรือจากอียิปต์ลาเลียงเสบียงมาชว่ ยแต่เกือบถกู ครูเสดยึดได้นายเรือจึงส่งั ให้จมเรือ
พรอ้ มท้งั คนในเรอื ท้งั หมด
กองทัพครูเสดภายใต้การนาของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ได้บกุ ไปยังอัสก็อลาน ศอลาฮดุ ดนี
ได้ยกกองทัพไปยันไว้ไดม้ กี ารรบกันอย่างกลา้ หาญถงึ 11 คร้ัง ในการรบทอี่ รั สฟู ศอลาฮุดดีนเสยี ทหาร
ราว 8,000 คน ซ่ึงเป็นทหารชั้นดีและพวกกล้าตาย เมื่อเห็นว่าอ่อนกาลังป้องกันปาเลสไตน์ไม่ได้
จึงยกทัพไปยังอัสก็ออลานอพยพผู้คนออกหมดแล้วร้ืออาคารทิ้ง เม่ือพระเจ้าริชาร์ดมาถึงก็เห็น
แต่เมืองร้างจึงทาสัญญาสงบศึกด้วย โดยได้ส่งทหารไปพบน้องชายศอลาฮุดดีนช่ือ สัยฟุดดีน ท้ังสอง
ได้พบกัน ลูกของเจ้านครครเู สดคนหนง่ึ เปน็ ลา่ ม พระเจา้ ริชารด์ จึงให้บอกความประสงคท์ ่ีอยากให้ทา
สัญญาสงบศึกพร้อมท้ังบอกเง่ือนไขด้วย ซ่ึงเป็นเงือนไขท่ีฝ่ายมุสลิมยอมรับไม่ได้การพบกันคร้ังน้ัน
ไมไ่ ด้ผล
ฝ่ายมาร์ควิสแห่งมองเฟอร์รัดผู้ร่วมมาในกองทัพด้วยเห็นว่าการทาสัญญาโอ้เอ้ จึงส่งสาร
ถึงศอลาฮุดดีน โดยระบุเงื่อนไขบางอย่างแต่สัญญานี้ไม่เป็นผลเช่นกัน ต่อมาพระเจ้าริชาร์ด
ขอพบศอลาฮุดดีนและเจรจาเรื่องสัญญาสงบศึกอีก โดยเสนอเง่ือนไขว่าพวกครูเสดต้องมีสิทธิ
ครอบครองเมืองต่าง ๆ ที่ได้ตีไว้และฝ่ายมุสลิมต้องคืนเยรูซาเลมให้พวกครูเสด พร้อมกับไม้กางเขน
ที่ทาด้วยไม้ ซ่ึงพวกเขาเชื่อว่าเป็นไม้ท่ีพระเยซถู ูกพวกยิวตรึงทรมานด้วย ศอลาฮุดดีนปฏิเสธที่จะยก
เมืองเยรูซาเลมให้พวกครูเสดแต่ยอมในเรื่องให้เอาไม้กางเขนที่กล่าวใน เงื่อนไขท่ีว่า พวกครูเสดต้อง
ปฏิบัตติ ามสัญญาของตนอย่างเคร่งครดั การเจรจานี้ก็ไม่เปน็ ผลอกี เช่นกัน
1. พระเจ้าริชาร์ดจึงหันไปเจรจากับสัยฟุดดีนใหม่โดยให้ความเห็นว่าการเจรจาน้ี
จะเป็นผลบังคับเม่ือศอลาฮดุ ดีนยนิ ยอมด้วยในป้ันปลาย เง่ือนไขมีว่า กษัตริย์ริชาร์ดยินดียกน้องสาว
ของเขาผู้เป็นแมห่ มา้ ย (แต่เดิมเป็นมเหสีของกษัตรยิ ์ครองเกาะสิซิลี) ให้แก่สัยฟุดดีน (น้องชายศอลา
ฮดุ ดนี )
24
2. ของหม้ันในการสมรสนี้คือ กษัตริย์ริชาร์ดจะยกล้อเล่นในเม่ืองท่ีพระองค์ตีได้
ตามชายทะเลให้น้องสาวของตนและศอลาฮุดดีนกต็ ้องยกเมืองต่าง ๆ ที่ยึดได้ให้น้องชายเป็นการทา
ขวัญเช่นกนั
3. ให้ถือเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองกลาง ยกให้แก่คู่บ่าวสาวนี้และศาสนิกของท้ังสองฝ่าย
มีสิทธิ์ที่จะใปมาพานักอยู่ในเมอื งน้อี ย่างเสรี บ้านเมืองและอาคารทางศาสนาที่ปรักหังพงั ต่างชว่ ยกนั
ซอ่ มแซม
ศอลาฮุดดีนยอมตามเง่ือนไขนี้แต่สัญญาก็ไม่เป็นผลอีกเพราะพวกพระในศาสนาคริสต์
ไม่ยอมให้พวกคริสเตียนยกลูกสาว, น้องสาวหรือผู้หญิงฝ่ายตนไปแต่งงานกับมุสลิมผู้ที่พวกเขาถอื วา่
เป็น "พวกนอกศาสนา" พวกบาทหลวงไดช้ ุมนุมกนั ท่ีจะขับพระเจ้าริชาร์ดออกจากศาสนาคริสต์ให้ตก
เปน็ คน นอกศาสนาไปด้วยและไดข้ ูเ่ ข็ญน้องสาวของพระองคต์ ่าง ๆ นานา
กษัตริย์ริชาร์ดจึงได้เข้าพบสัยฟุดดีนอีกขอให้เปล่ียนจากการนับถืออิสลามมาเป็น
คริสเตียน แต่สัยฟุดดีนปฏิเสธในขณะเดียวกัน กษัตริย์ริชาร์ดเกิดการราคาญการแทรกแซงของมาร์
ควสิ แหง่ มอง เฟอรัดจงึ จ้างใหช้ าวพ้นื เมืองลอบฆา่ เมื่อเรื่องมาถึงเช่นน้ี กษตั รยิ ร์ ชิ ารด์ กท็ ้อใจอยากยก
ทัพกลับบ้านเพราะตีเอาเยรูซาเลมไม่ได้จึงได้เสนอเงื่อนไขท่ีจะทาสัญญาสงบศึกกับศอลาฮุดดีน
ไม่ยอมต่อเงื่อนไขบางข้อ เพราะบางเมืองท่ีกล่าวน้ันมีความสาคัญต่อการป้องกันอาณาจักรอย่างยิ่ง
ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้แต่ความพยายามของนักรบทั้งสองนี้ยังคงมีต่อไป จนในที่สุด
เมื่อวันท่ี 22 ชะอฺบาน 588 (2 กันยายน 1192) ท้ังสองฝ่ายได้ทาสัญญาสงบศึกเป็นการถาวร
และกษัตริย์ริชาร์ดได้ยกทัพกลับบ้านเมือง เขายกทัพผ่านทางตะวันออกของยุโรปโดยปลอมตัว
แต่กลบั ถูกพวกเปน็ ครสิ เตยี นจบั ไว้ไดค้ ุมขังไว้ทางองั กฤษตอ้ งส่งเงินจานวนมากเพอื่ ไถ่ตวั เขา
สงครามครูเสดคร้ังที่ 3 ก็ยุติลงเพียงนี้ ด้วยการสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสนผู้คนนับล้านไร้
ท่ีอยู่บ้านเมืองถูกทาลาย หลังจากนั้นศอลาฮุดดีนได้ยกทหารกองเล็ก ๆ ไปตรวจตามเมืองชายฝั่ง
และซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ และได้กลับมาพักที่ดามัสคัสพร้อมครอบครวั จนกระท่ังถึงแก่ความตาย
เมื่อวันท่ี 27 ศอฟรั 589 (4 มนี าคม 1193) มอี ายเุ พยี ง 55 ปี
สงครามครูเสดครง้ั ที่ 4
เมื่อเศาะลาหุดดีนเสียชีวิตแล้ว ได้เกิดปัญหาความวุ่นวายต่าง ๆ จากลูก ๆ ของเขา
เศาะลาหุดดนี มีลกู ชาย 3 คน คอื อะลยี อษุ มาน และฆอซี ตา่ งก็ได้รับสิทธปิ กครองเขตแดนตา่ งกนั ไป
รวมท้ังน้องชายของเศาะลาหุดดีนช่ือสัยฟุดดีน (ผู้ได้รับฉายาว่า อัล-มาลิก อัล-อาดีล เป็นแม่ทัพ
ที่มีความสามารถและชานาญการรบไม่แพ้ผู้ใด) เมื่อลูก ๆ ของเศาะลาหุดดีนทะเลาะกัน สัยฟุดดีน
จึงได้รวบอานาจไว้ เมื่อพวกครูเสดยกทัพมาทางทะเลยึดเมืองบัยรตุ ได้ เป็นการทาลายสัญญาทท่ี าไว้
ในสมยั ของเศาะลาหดุ ดนี สยั ฟดุ ดีนจงึ ไดย้ กกองทพั ไปปราบพวกครเู สด และทาสญั ญาสงบศึกอีก 3 ปี
แลว้ จึงยกกองทัพกลับ ในตอนต้น ๆ โปป็ เซเลสตีน (Celestine III) เป็นผ้ทู ีย่ ใุ ห้เกิดสงครามครเู สด
สงครามครูเสดครั้งที่ 5
25
หลังจากนั้นอีก 3 ปีต่อมา โป๊ปอินโนเซ็นท์ที่ 3 (Innocent III) ได้ทาการประกาศสงคราม
อีก โป๊บได้ปลุกระดมให้กษัตริย์ในทวีปยุโรปยกทัพมาร่วมรบเพื่อตีเมืองเยรูซาเล็ม แต่ครั้งน้ี
พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษไม่ทรงเห็นด้วย โป๊ปรวบรวมผู้คนได้เป็นกองทัพขนาดใหญ่
ในคราวน้ีเป็นโชคดีของมุสลิม เพราะพวกนีไ้ ด้ยกทัพมุ่งไปเมอื งคอนสแตนติโนเป้ิลแทนท่ีจะไปเอเชยี
น้อยเมืองคอนสแตนติโนเป้ิลเป็นที่ต้ังของพวกคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล
จึงถูกพวกครูเสดยดึ ไดง้ ่าย เมืองถูกเผาทาลายนกั ประวตั ิศาสตรไ์ ด้บันทึกไวว้ ่าไฟลุกโชติช่วงสูงเกนิ 1
ลีก ( ประมาณ 3 ไมล์) เป็นเวลา 8 วัน 8 คืน แม้โป๊ปจะรู้สึกสลดใจต่อการกระทาของพวกครูเสด
แต่กไ็ มส่ ามารถทจี่ ะยบั ย้ังได้ ท้งั ผู้หญิงและเดก็ ถูกฉุดฆา่ และสับเปน็ ท่อน ๆ โดยพวกครสิ เตียนเหลา่ นี้
พวกครูเสดโรมันได้ครองเมืองอยู่ถึง 40 ปีเศษ ในท่ีสุดพวกกรีกสามารถกอบกู้เมืองคนื มาได้
และปกครองอยู่อีกราว 200 ปี จึงได้เสียเมืองให้พวกตุรกอี ุษมานิยะฮ ( ท่ฝี รั่งเรียกว่า อาณาจักรออต
โตมัน แห่งตรุ กี)
สงครามครูเสดครงั้ ท่ี 6
นับเป็นสงครามครง้ั ทีร่ ุนแรงและโหดรา้ ยท่ีสุด เพราะมกี ารปลกุ ระดมปลกู ฝังแนวความคิดให้
พวกเด็ก ๆ และผู้หญิงเข้าไปร่วมรบในปาเลสไตน์ด้วย โดยเด็กฝร่ังเศสชื่อ สตีเฟน อายุ 12 ปี
บอกว่าพระเยซูมีบัญชาให้ตนเองยกกองทัพครูเสดของพวกเด็ก ๆ ไปช่วยกอบผม้สุสานบริสุทธ์ิ
ของพระองค์ เดก็ ๆ เกดิ ความต่ืนเตน้ กบั คาพูดอวดอา้ งของสตเี ฟน ต่างพากันไปชมุ นมุ เพ่อื นสนับสนุน
พวกคล่ังศาสนา ประกอบกับได้มีการอ้างถึงคัมภีร์ไบเบลิ้ ใหม่ เช่น มัดธาย 21 : 17 ความว่า "เสียงท่ี
ออกจากปากเด็กอ่อนและทารกน้ันเป็นคาสรรเสริญอันแท้จริง" พวกเด็ก ๆ ในเยอรมันจึงรวมตัว
กันเกือบ 4 หมื่นคนเดินทางข้ามภูเขาแอลป์มุ่งหน้าที่จะไปยังประเทศอิตาลี โดยหวังว่าจะเห็น
ปาฏิหาริย์ทะเลแยกออกให้พวกเขาเดินผ่านไปยังปาเลสไตน์ได้แต่การเดินทางท่ียาวไกลต้องพบกับ
ความยากลาบากและความหนาวเหน็บทาให้เดก็ ๆ ตอ้ งลม้ ตายลงเป็นจานวนมาก
ฝ่ายเด็ก ๆ ชาวฝรั่งเศสเกอื บ 3 หมื่นคน แม้จะเดินทางมาถงึ เมืองท่ามาร์เซลสไ์ ด้แตพ่ วกเขา
ก็ผิดหวังเพราะไม่เห็นทะเลแยกออกจากกันจึงพากันกลับ โป๊ปได้ขอให้พวกเด็ก ๆ ชาวเยอรมัน
เดินทางกลับบ้านยังคงมีแตเ่ ด็ก ๆ ชาวฝรั่งเศส 4-6 พนั คนทย่ี งั คงปกั หลักอยทู่ เี่ มืองมารเ์ ซลส์ ทาให้ถูก
พวกพ่อค้าท่ีเห็นแกต่ ัวทั้งหลาย ได้อาสาจัดเรือเพื่อนาเด็ก ๆ เหล่าน้ันไปยังปาเลสไตน์เพยี งเพอื่ การ
มุ่งหาแต่ผลกาไร แม้จะเป็นจากกลุ่มเด็ก ๆ ก็ตามโดยการนาเด็กเหล่านั้นไปยังเมืองอเล็กซานเดรีย
และเมืองท่าอ่ืน ๆ ซ่ึงเป็นตลาดค้าทาสแทนแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ลูกหลานคริสเตียนครูเสด ก็ยังถูก
พวกคริสเตียนด้วยกันเองนาตัวไปขายเป็นทาส เจตนาการทาสงครามครูเสดนั้นได้เปลี่ยนไปนับ
แตน่ น้ั เพราะผู้ที่เขา้ ไปเก่ยี วขอ้ งกบั เหตกุ ารณน์ ั้น ต่างมงุ่ ทจ่ี ะกอบโกยประโยชน์อยา่ งไรม้ นษุ ยธรรม
ในระหว่างปี ค.ศ. 1216 - 1217 โป๊ปอินโนเซ็นท์ที่ 3 ได้ประกาศสงครามอีกครั้ง
ในครั้งนี้กษัตริย์เมืองฮังการี ดยุกแห่งเมืองออสเตรียและบาวาเรียน พร้อมท้ังเจ้าเมืองต่าง ๆ
ได้รวบรวมคนถึง 250,000 คน เดินทางไปอียิปต์เพื่อตีเมืองดิมยาต (Damietta) สัยฟุดดีนยกทัพ
จากทางเหนือเพ่ือมาช่วยแต่ได้เสียชีวิตกลางทาง หลังจากพวกครูเสดล้อมเมืองไว้ถึง 18 เดือน
26
จึงเข้ายึดดิมยาตได้และทาการทารุณชาวเมืองดิมยาต หลังจากนั้นจึงได้ยกกองทัพต่อไปท่ีไคโร
ขณะนั้นเองลูกชายของสัยฟุดดีน มีนามตามตาแหน่งว่า อัล-มาลิก อัล-กามิล เป็นผู้ปกครองเมือง
อยู่ ได้ขอทาสัญญาสงบศึกกับพวกครเู สด โดยยอมคืนเมืองต่าง ๆ ที่เศาะลาหุดดีนตีมาได้ ให้พวกครู
เสด แต่พวกครูเสดไม่ยอม ชาวมุสลิมจึงได้พังเขื่อนก้ันน้า เพราะขณะน้ันน้าในแม่น้าไนล์กาลังข้ึน
และพวกครูเสดอยู่ในท่ีลุ่ม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พวกครูเสดและกองกาลังได้ล้มตายลงเป็น
จานวนมาก ขาดการติดต่อกับเมืองอ่ืน ๆ พวกครูเสดจงึ เป็นฝา่ ยขอทาสัญญาสงบศกึ เสียเอง โดยยอม
คนื เมืองดิมยาตให้แก่มสุ ลมิ และไดย้ กทัพกลับในเวลาตอ่ มา
สงครามครเู สดครงั้ ท่ี 7
ในระหว่าง ค.ศ 1216-1217 โป๊บอินโนเซนต์ที่ 7 ได้ประกาศสงครามครูเสดอีก คราวนี้เจ้า
เมือง ฮังการี,ดยุ๊คแห่งออสเตรียและบาวาเรียและพวกเจ้านครต่าง ๆ ได้รวมกาลังกันประมาณ
250,000 คน เพ่ือไปตีพวกมุสลิมมีน พวกน้ีมาทางซีเรียแล้วมุ่งไปทางอียิปต์เพ่ือตีเมืองดิมยาต
(damietta) สัยฟุดดีนได้ยกทัพจากทางเหนือมาช่วยแต่ตายเสียกลางทาง มุสลิมมีนได้สูญเสียแมท่ ัพ
สาคัญอีกคนหนึ่งรองจากเศาะลาหุดดีนหลังจากล้อมเมืองอยู่ 18 เดือน พวกครูเสดจึงเข้ายึดเมือง
ดิมยาดได้และไดป้ ระกอบอาณารยธรรมต่าง ๆ อย่างๆทีพ่ วกเขาได้เคยกระทามาแลว้ พวกน้ีจงึ ยกทพั
ไปไคโร เวลาน้ันลูกชายของสัยฟุดดีน ชื่อ นะศีรุดดีน มีนามตามตาแหน่งว่า อัล-มาลิก อัลกามิล
ปกครองอยู่ได้ขอร้องทาสัญญาสงบศึกโดยจะคืนเมืองต่าง ๆ ท่ีเศาะลาหุดดีนตีได้แก่พวกครูเสด
แตพ่ วกน้ไี ม่ยอม เวลานั้นแมน่ ้าไนลกื าลงั ขึน้ พวกครเู สดอยู่ทางลุ่ม พวกมุสลมิ มีนจึงได้พังเขื่อนก้ันน้า
ทาใหน้ ้าท่วมพวกนี้เสียหายเป็นจานวนมากขาดการติดต่อจากเมืองอน่ื และคนตายลอยเปน็ แพ
พวกครูเสดจึงทาสัญญาสงบศึกโดยยอมคืนเมืองดิมยาตคืนให้แก่มุสลิมมีนแล้วยกทัพกลับ
ยังไม่ทันที่ไอสงครามจะจางหาย พวกพี่น้องเหล่าน้ีซึ่งเป็นลูกของสัยฟุดดีนเกิดทะเลาะกันอีก
คนหน่ึงไปทาสัญญาลับ ๆ กับพระเจ้าเฟรดเดอริกท่ี 2 แห่งเยอรมันนี ทาให้เกิดสงครามครูเสด
ครง้ั ตอ่ ไป
สงครามครูเสดครง้ั ท่ี 8
ลูกชายคนที่ 2 ของสัยฟุดดีน ชื่อว่า อีสา มีนามตามตาแหน่งว่า อัล-มาลิก อัล-มุอัซซัม
ต้องการแยกอานาจจากพ่ี คือ อัล-มาลิก อัก-กามิล จึงไปทาสัญญากับศัตรู คือ พวกเฟรดเดอริกท่ี 2
เม่ือมุอัซซัมเสียชีวิตลง ในปี ฮ.ศ 624 (ค.ศ. 1227 ) ลูกชายช่ือดาวูด มีนามตามตาแหน่ง
ว่า อัล-มาลิก อันนาศิร ได้ปกครองดินแดนในส่วนนน้ั ต่อมา พ่ีคนโตของมุอัซซมั คือกามิลและนอ้ งคน
27
เล็กช่ือ อัชรัฟ จึงยกทัพเข้ายึดเมืองดามัสกัส แล้วให้ดาวูดปกครองเมืองฮัรรอน เอเดสสาและร็อก
กะแทน
ใน ค.ศ 1229 เฟรดเดอริกที่ 2 ยกทัพมาถึงซีเรีย เฟรดเดอริกได้เจรจากับกามิ ล
ตกลงทาสัญญาซึ่งในสัญญาน้นั มีอายุเป็นเวลา 10 ปี 6 เดือน 10 วัน ความว่าให้เฟรเดอริกเข้าครอง
เมืองเยรูซาเล็ม เมืองบัยตุลละหัม (เมือง เบธเลเฮม) เมืองนาซาเรส และเมืองอ่ืน ๆ ระหว่างยัฟฟะ
ถึงอักกะได้และยอมให้มุสลิมมีสิทธิประกอบศาสนกิจในเมืองเหล่าน้ีได้อย่างเสรี แต่ทั้งมุสลิม
และคริสต์เตียนไม่เห็นด้วยกับสัญญาฉบับนี้ ทางฝ่ายมุสลิมเกิดความแค้นเคืองที่กามิลยกเมือง
ท่ีเศาะลาหุดดีนตีมาได้ให้แก่พวกครูเสด ส่วนพวกครูเสดก็ไม่ยอมรับพวกมุสลิม เพราะถือเป็นพวก
นอกศาสนา ไม่ยอมให้ประกอบศาสนกิจได้ โป๊ปเองก็ไม่พอใจเฟรดเดอริกท่ียกทัพไปตามลาพัง
จึงประกาศใหเ้ ป็นพวกนอกศาสนา เมอ่ื ทาสัญญาเสร็จ เฟรดเดอรกิ จงึ ไดย้ กทัพกลบั
กามลิ เสยี ชีวิตลง ในวันท่ี 8 มนี าคม 1238 มีลกู ชายคนหน่ึงชอ่ื อบบู ักร ครองราชสมบตั ิแทน
แตเ่ นื่องด้วยความเป็นเด็กทไ่ี มร่ ูจ้ กั โต ทาให้ลูกผู้พคี่ ือ ดาวูด ไดย้ ดึ เมอื งคืนและกอบผมเ้ มอื งเยรซู าเล็ม
ใหก้ ลับมาเปน็ ของมสุ ลมิ อีกครงั้
สงครามครูเสดครัง้ ท่ี 9
กษัตริย์ของฝร่ังเศส หลุยส์ที่ 9 ได้ยกกองทัพมาทางทะเลข้ึนบกที่ดิมยาตและเข้ามายดึ เมือง
ได้ซึ่งในขณะนั้น อัล-มาลิก อัศ-ศอลิห นัจญ์มุดดีน อัยยุบ ได้เสียชีวิตลง เม่ือลูกชายของศอลิห
ชื่อ ตุรอนซาฮ เดินทางกลับมาจากเมโสโปเตเมีย ได้ทราบข่าว แต่เน่ืองจากไม่ถกู กบั พวกบ่าวของพอ่
คอื พวกมมั ลกู จึงไดถ้ กู แม่เล้ียงช่อื นางชะญรั สั่งใหค้ นลอบฆา่ แลว้ นางกส็ ถาปนาตนขน้ึ เปน็ ราชนิ ีมุสลิม
แตผ่ ูอ้ ย่เู บอ้ื งหลังท่ีแท้จรงิ คือ มัมลกู (ชือ่ มอุ ีซุดดีน อยั บาก) น่ันเอง ซง่ึ ตอ่ มาน้นั เป็นตน้ ราชวงศ์มัมลูก
กยิ ะฮ วงศ์น้ีปกครองตง้ั แต่ ค.ศ.1250 ถึง 1390 เปน็ เวลาถึง 140 ปี
ตอ่ มาอยั บาย เกิดความขดั แย้งกับพวกหลานของเศาะลาหุดดนี ซึง่ เปน็ ทส่ี ดุ ของราชวงศ์อัยยู
บิยะฮ ก่อให้เกิดการลม่ สลายของราชวงศ์ลง และวงศม์ ัมลูกกิยะฮ ก็ไดข้ ึน้ มาแทน
ในช่วงเวลานี้ ทางตะวันออกก็เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงข้ึน คือ พวกมองโกเลียโดยการนาของ
เ จ ง กิ ส ข่ า น ไ ด้ เ ดิ น ท า ง ม า ท า ง ยุ โ ร ป แ ล ะ บ ร ร ด า ลู ก ห ล า น ข อ ง เ จ ง กิ ส ข่ า น ไ ด้ ยึ ด เ มื อ ง แ บ ก แ ด ด
ซึ่งมีชาวเมืองประมาณ 2 ล้านคนและเผาทาลายบ้านเมืองลงหมด ทาให้วงศ์อับบาสิยะฮสิ้นสุดลง
โดยมีเคาะลีฟะฮ องค์สุดท้าย คือองค์ที่ 37 ชื่อ อัลมุสตะอศิมบิลลาฮ เป็นผู้ปกครอง เมื่อ ฮ.ศ. 640
( ค.ศ. 1242 ) พวกมัมลูกสามารถต้านกองทัพของพวกมองโกเลียไว้ได้ และเป็นการกันไม่ให้รุกราน
ไปจนถงึ ซเี รีย และอียิปต์
สงครามครเู สดครง้ั ท่ี 10
พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส เดินทางกลับทวีปยุโรป และขอให้โป๊ปอภัยโทษให้พระเจ้า
เฟรดเดอริกท่ี 2 ของเยอรมัน ใน ปี ค.ศ. 1270 พระองค์ได้ทรงชักชวนให้ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1
ของอังกฤษมาร่วมทาสงครามครูเสดอีกแต่พระเจ้าหลุยส์ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคระบาดท่ีเมืองคาร์
เธจเสียก่อน พระเจา้ เอ็ดเวิร์ดได้เสดจ็ กลับจากปาเลสไตน์เมือ่ ปี ค.ศ. 1271 ถึงอังกฤษ ปี ค.ศ. 1274
28
ครั้งสุดท้ายมีการเคล่ือนไหวที่จะทาให้เกิดสงครามครูเสดขึ้นมาอีกโดย ปิอุสที่ 2 ในช่วงปี
ค.ศ. 1460 แต่เมื่อโป๊ปเสียชีวิตลง ในปี ค.ศ. 1464 เรื่องสงครามครูเสดก็ได้ยุติลง สงครามครูเสด
ทาใหเ้ กิดผลลพั ธท์ างอ้อมหลายประการด้วยกันคือ
- บา้ นเมืองของชาวตะวันตกได้รบั การทานบุ ารงุ จากเงนิ ของพวกเจา้ ขุนมูลนาย อัศวนิ
นักรบทั้งหลายท่ีไปทาสงครามแล้ว ไม่ได้กลับมา ส่วนพวกที่ไม่ได้เสียชีวิตในการรบ ก็ต้องจ่ายเงิน
เพ่ือช่วยทาสงคราม ทาใหเ้ สียดุลยใ์ นการมีทรพั ย์ อานาจของกษตั ริย์มีมากข้ึน
- ชาวตะวันตกได้รับความรใู้ หม่ ๆ หลายอยา่ งจากชาวมสุ ลมิ เช่นเร่อื งโรงสลี ม การใช้เขม็
ทิศเดินเรือ ทาให้อุตสาหกรรมเจริญก้าวหนา้ มากขนึ้ ส่วนชาวอิสลามเองก็ได้รับความรู้จากพวกคริสต์
มากมายเชน่ กัน
- ในการสารวจพื้นทเ่ี พื่อทาการสงครามที่ตอ่ เนอื่ งนน้ั ทาให้ชาวเวนสิ ผู้หนึ่งมีช่อื เสียง
ขึ้นมา คอื มาร์โคโปโล
สงครามครูเสด ในประวัติศาสตร์ของมนษุ ยชาติ
มีรอยจารึกอันย่ิงใหญ่ที่พยายามลบเท่าไรก็ไม่เลือนหายแห่งสงครามศาสนาอยู่รอยหน่ึง
มีช่ือชัดเจนว่า สงครามครูเสด หรือสงครามไม้กางเขน โดยที่สงครามใหญ่คร้ังนี้มีไม้กางเขน
อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์เป็นตรา คือ นักรบจากแผ่นดินยุโรป ทั้ง นาย ไพร่ ที่จะบุกบั่น
มารบกับพวกแขกในอาหรับน้ันมีตราไม้กางเขนติดท่ีหน้าอกเส้ือโดยทั่วไปทุกตัวคน ซ่ึงตราน้ี
มีความสาคัญมากใครหลวมตัวคล่ังไคล้ไปติดตรานั้นเข้าแล้วจะต้องมาร่วมรบโดยเด็ดขาดเปล่ียนใจ
ไม่ได้ ถ้าเปล่ียนใจแล้วจะต้องถูกขับออกให้เป็นคนนอกศาสนาทันที ซึ่งเท่ากับถูกลงโทษประหาร
ทางศาสนานน่ั เอง
เรือ่ งราวของสงครามใหญท่ ่ีมเี คร่อื งหมายของศาสนาประกาศความเป็นสงครามศาสนาชดั ๆ
นี้กันสักนิดนึง โดยอาศัยเอกสารท่ีเช่ือถือได้ คือ ประวัติศาสตร์สากลของ พลตรี หลวงวิจิตวาทการ
และ ผลงานการศึกษาเรือ่ งสงครามครเู สดนไี้ วโ้ ดยเฉพาะ ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ชว่ ยประสิทธ์ิ
แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซ่ึงศึกษาจากเอกสาร
ต่างประเทศหลากหลายเปน็ หลกั ฐานอา้ งองิ
สงครามศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนน้ี เพียงดูระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้
คือต้ังแต่ พ.ศ. 1639 ถึง 1813 เท่านั้น ก็ชวนให้เห็นถึงความเห้ียมเกรียมในจิตใจคน ภายใต้เงา
ของศาสนาชนิดน้ันอยู่มิใช่น้อยจนแทบจะไม่น่าเช่ือว่าบทบาทน้ันเป็นบทบาทที่ซึ่งเรียกกันว่า
ศาสนาไดก้ ่อขน้ึ เพราะเปน็ การสงครามท่ีมีระยะเวลาขา้ มศตวรรษกนั เลยทีเดียว รบกันแล้วรบกนั เล่า
อยู่ได้ต้ังนมนานเกือบ 200 ปี ซ่ึงความจริงแล้วความรู้สึกเช่นนี้ มิใช่จะเกิดมีแก่เราและท่านท้ังหลาย
ซ่ึงอยู่ในฐานะคนวงนอกเท่าน้ัน แม้พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนวงในของเขาและเป็นนักวิชาการทาง
ประวัติศาสตร์ท่ีมีช่ือเสียงติดอันดับโลก เขาก็เคยรู้สึกกันมาแล้วเช่นท่ี รองศาสตราจารย์ สาคร
ท่านได้อา้ งไว้ คอื นกั ประวัตศิ าสตรฝ์ ร่งั ชื่อว่า แอนเน เฟรแมนเตลิ (Anne Fremantle)
29
"จากสงครามทง้ั หมดท่ีมนษุ ย์เคยรบ ไม่มีคร้ังใดท่ไี ดก้ ระทาไปด้วยใจจดจ่อยิ่งไปกว่าสงคราม
ท่ีมีศรัทธาเป็นท่ีต้ังและจากสงครามศักดิ์สิทธ์ิทั้งหมดไม่มีครั้งใดที่จะมีการสูญเสียเลือดเนื้อ
และมีความยืดเย้ือมากไปกว่าสงครามครูเสดในยุคกลาง ครูเสดซ่ึงได้มีอิทธิพลเหนือคนในยุคกลาง
เป็นเวลา 200 ปี จากตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 13 ความศรัทธา
อย่างแรงกล้าเป็นส่ิงกระตุ้นให้เกิดข้ึนและจบส้ินลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง ประกอบทั้งความ
ยุ่งยากนานัปการ" แน่นอนนักประวัติศาสตร์ผู้นี้ เขียนเร่ืองเก่ียวกับศรัทธา ย่อมเน้นการมองสงคราม
หฤโหดในแง่ของศรัทธาเป็นหลักแต่ศรัทธาน้ัน ในทัศนะที่ใสสะอาดของพระพุทธศาสนาเรียกว่า
มิจฉาศรัทธา คือ ศรัทธาท่ีผิด เพราะเป็นศรัทธาที่นาไปสู่การล้างผลาญกันอย่างน่าเอน็จอนาถ
เป็นท่ีสุด และท่ีเขากล่าวว่า จบสิ้นลงด้วยความเข้าใจท่ีแจ่มแจ้งนั้น จะเป็นความเข้าใจในฐานะ
ของผู้สานึกผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ท้ังน้ีทั้งน้ัน ก็ถือได้ว่า ถ้อยคาของเขาไม่ก่ีประโยคน้ัน
ก็เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนวา่ สงครามท่ีบรรพบุรุษทางศาสนาของเขาสร้างขึ้นไวเ้ ป็นตราบาปอนั
ใหญ่หลวงในประวตั ิศาสตร์นี้ มคี วามเ!ย้ มหฤโหดอยา่ งเหลอื เชอื่ จริง ๆ
พิษสงของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนท่ีว่านี้ ในประวัติศาสตร์สากลของท่าน พลตรี
หลวงวิจิตรวาทการ ระบุไว้ว่า "การไปรบนี้ ก็โดยความขอร้องของพระสังฆราชกรุงโรมชาวยุโรป
ได้เสียชีวิตไปในสงครามครูเสดราว 7 ล้านคน โดยท่ีไม่สามารถกาจัดหรือกวาดล้างพวกเติร์ก
ได้จานวนคนต้ัง 7 ล้านคน ในสมัยที่โลกมนุษย์ยังไม่มีมนุษย์ล้นโลกเช่นทุกวันนี้ ย่อมถือได้ว่ามิใช่
จานวนเล็กน้อยเลย ย่ิงคิดกันให้ละเอียดไปถึงฝ่ายอาหรับด้วยแล้ว คงจะต้องเพ่ิมจานวนการสูญเสีย
แห่งมนษุ ยชาติเข้าไปอกี นบั ล้าน
เรอื่ งราวโดยสรุปสงครามศาสนา
ซงึ่ หลวงวจิ ติ รวาทการทา่ นได้กลา่ วไวใ้ นหนงั สอื ประวตั ิศาสตรส์ ากลของทา่ น ดงั นี้
- คร้ังที่ 1 ต้ังแต่เมือ่ พทุ ธศักราช 1635 ถงึ พุทธศักราช 1642 เป็นครัง้ ท่ีครกึ ครน้ื ท่ีสดุ
พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นคร้ังเดียวที่เอาชนะพวกเตอร์กเปิดทางให้
ครสิ ต์ศาสนกิ ชนไปนมัสการท่ฝี งั ศพพระเยซูได้สะดวก
- ครง้ั ท่ี 2 ตง้ั แต่พุทธศกั ราช 1690 ถงึ พุทธศกั ราช 1692 พระเจา้ หลยุ สท์ ี่ 7 ของฝรงั่ เศส
กบั พระเจา้ คอนราดท่ี 3 ของเยอรมันได้ไปในครัง้ น้ีแต่ยอ่ ยยบั กลับมา
- ครง้ั ที่ 3 ตั้งแตพ่ ทุ ธศักราช 1732 ถึง พุทธศกั ราช 1735 พระเจา้ เฟรเดริกที่ 1 (เยอรมัน)
ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝร่ังเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ (อังกฤษ) ได้ไปในคร้ังน้ีพากันแพ้กลับ
มาและพระเจา้ เฟรเดรกิ จมน้าตาย
- คร้ังที่ 4 ตัง้ แตพ่ ทุ ธศกั ราช 1745 ถงึ พุทธศักราช 1747 ไมไ่ ด้ผลอะไรเลย และแทน
ที่กองทัพครเู สดจะไปรบพวกเตอรก์ กลับไปรบพวกครสิ เตยี นด้วยกนั เอง
- คร้งั ที่ 5 ตัง้ แตป่ ีพุทธศกั ราช 1760 ถึง พทุ ธศกั ราช 1764 เซนเญอรข์ องฝร่ังเศสคนหนึ่ง
30
ช่ือ ยองเลอเบรียนกับพระเจ้าแผ่นดินฮังการีไปรบพวกเตอร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทาง
ชยั ชนะ
- ครั้งที่ 6 ต้งั แต่ปพี ทุ ธศักราช 1771 ถึง ปีพุทธศกั ราช 1772 พระเจ้าเฟรเดรกิ ท่ี 2
(เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไปแต่แทนท่ีจะไปรบกลับไปทาไมตรีกับพวกอาหรับ ซ่ึงมีผลดีกว่าไปรบ
เพราะทาให้พวกอาหรับยอมใหพ้ วกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรซู าเลมไดอ้ ีก
- ครั้งท่ี 7 ต้งั แต่ปีพุทธศักราช 1791 ถงึ พุทธศกั ราช 1792
- ครั้งท่ี 8 ในปพี ุทธศักราช 1813 นน้ั สงครามครูเสดไดท้ ากันในประเทศอยี ปิ ต์
เพราะ พวกหัวหน้าเตอร์กมีถ่ินสาคัญต้ังอยู่ท่ีนั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝร่ังเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครู
เสดทั้งสองคร้ังน้ี จนแซงหลุยส์ส้ินพระชนม์เมื่อพุทธศักราช 1813 และสงครามครูเสดก็สุดสิ้นลง
ในครง้ั นี้
31
บทท่ี 4
ฟน้ื ฟศู ลิ ปะวทิ ยาการ
การฟน้ื ฟูศิลปวทิ ยาการ (Renaissance) เกดิ ในช่วงเวลาระหว่างครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 14-16 คอื
ปลายสมัยกลางถึงต้นสมัยใหม่ ถือว่าเป็นจุดเช่ือมต่อ (transitional period) ของประวัติศาสตร์สอง
ยุค การฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการเร่ิมขึ้นที่นครรัฐต่าง ๆ บนคาบสมุทรอิตาลี ซึ่งมีความมั่งคั่งและร่ารวย
จากการค้าขายต่อมาจึงแพร่หลายไปสู่บริเวณอ่ืน ๆ ในยุโรปคาว่า Renaissance แปลว่า เกิดใหม่
(rebirth) หมายถงึ การนาเอาศิลปวิทยาการของกรีกและโรมันมาศกึ ษาใหม่ ทาให้ศิลปวิทยาการกรกี -
โรมันเจริญรุ่งเรืองอกี คร้ังหน่ึงเป็นสมัยท่ีชาวยุโรปเกิดความกระตือรอื รันสนใจอารยธรรมกรีก-โรมัน
จึงถือว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองที่ชาวยุโรปมีสิทธิและเสรีภาพ ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นขบวนการข้ัน
สุดทา้ ยท่ีจะปลดปล่อยยโุ รปจากลังคมในยุคกลางท่ีเคยถูกจากดั โดยกฎเกณฑ์และข้อบงั คับของคริสต์
ศาสนา
สาเหตแุ ละความเปน็ มาของการฟน้ื ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ
สาเหตุและความเป็นมาของการฟื้นฟศู ลิ ปวิทยาการ มดี ังนี้
1. การขยายตัวทางการค้า ทาให้พ่อค้าชาวยุโรปและบรรดาเจ้าผู้ครองนครในนครรัฐอิตาลี
มีความม่ังคั่งขึ้น เช่น เมืองฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน หันมาสนใจศิลปะและวิทยาการความเจริญ
ในดา้ นตา่ ง ๆ ประกอบกบั ทตี่ ัง้ ของนครรัฐในอิตาลีเปน็ ศนู ยก์ ลางของจักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ตกมาก่อน
ทาให้นกั ปราชญ์และศิลปนิ ตา่ ง ๆ ในอิตาลจี ึงใหค้ วามสนใจศิลปะและวิทยาการของโรมัน
2. ความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ และการเกดิ รัฐชาตใิ นปลายยคุ กลาง ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หลายดา้ น ทัง้ ดา้ นองคก์ รทางการเมือง องคก์ รทางเศรษฐกิจซึง่ ต้องใช้ความรู้ความสามารถมาบริหาร
จัดการ แต่การศึกษาแบบเดิมเน้นปรัชญาทางศาสนาและสังคมในระบบฟิวดัล จึงไม่สามารถ
ตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ดังน้ันนักปราชญ์สาขาต่าง ๆ จึงหันมาศึกษาอารยธรรมกรีก
และโรมัน เช่น นักกฎหมายศึกษากฎหมายโรมันโบราณเพื่อนามาใช้พิพากษาคดีทางการค้า
นักรัฐศาสตร์ศึกษาตาราทางการเมือง เพ่ือนามาใช้ในการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ก็ค้นหาความจริงและสนใจศึกษา
อารยธรรมกรีก-โรมันเชน่ กนั เป็นตน้
3. ทัศนคติของชาวยุโรปในช่วงปลายสมยั กลางต่อการดาเนนิ ชีวติ เปล่ียนแปลงไปจากเดมิ
จากการท่ีเครง่ ครดั ต่อคาสงั่ สอนทางครสิ ต์ศาสนา มงุ่ แสวงหาความสขุ ในโลกหนา้ ใฝใ่ จ
ท่ีจะหาทางพันจากบาป และปฏบิ ตั ิทุกอยา่ งเพื่อเสริมสร้างกศุ ลใหแ้ ก่ตนเอง ได้เปลย่ี นมาเปน็ การมอง
โลกในแง่ดีและเบื่อหน่ายกับระเบียบสังคมท่ีเข้มงวดกวดขันของคริสตจักร รวมท้ังมีอคติต่อการ
กระทามิชอบของพวกพระจงึ หันไปสนใจผลงานสรา้ งสรรค์ส่งิ ใหม่ ๆ ของมนุษยชาตแิ ละเหน็ ว่ามนุษย์
สามารถพัฒนาชีวิตตนเองให้ดีและมีคุณค่าข้ึนได้ ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวเป็นท่ีมาของแนวคิดแบบ
มนุษยนยิ ม (humanism) ท่ีสนใจโลกปัจจุบนั มากกวา่ หนทางมงุ่ หนา้ ไปสู่สวรรค์ดงั เช่นเคย
32
4. การล่มสลายของจักรวรรดิไบแชนไทน์หรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก เพราะถูกพวก
มุสลิมเติร์กยึดครองใน ค.ศ. 1453 ทาให้วิทยาการแขนงต่าง ๆ ท่ีจักรวรรดิไบแชนไทน์สืบทอด
ไว้หล่ังไหลคืนสยู่ ุโรปตะวันตก
ความเจรญิ ในสมยั ฟน้ื ฟศู ิลปวทิ ยาการ
การฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการเป็นการศึกษาอารยธรรมกรีก-โรมัน ทั้งด้านวรรณกรรม
ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวิทยาการด้านต่าง ๆ โดยใหค้ วามสาคญั ของมนษุ ย์กับการดาเนนิ -ชีวิต
ในโลกปัจจุบันที่เรียกว่า มนุษยนิยม (Humanism) โดยผู้ท่ีมีความคิดความเชื่อเช่นน้ีเรียกตนเอง
ว่า นักมนุษยนิยม (humanists) ซ่ึงได้พยายามปลดเปล้ืองตนเองจากการครอบงาของคริสตจักร
และระบบฟวิ ดัล ลักษณะทใี่ ห้ความสาคญั ของความเจรญิ ในสมยั ฟืน้ ฟศู ลิ ปวิทยาการ คือ ถึงแมจ้ ะเป็น
ความสนใจศึกษาความรู้จากอารยธรรมกรีก-โรมัน แต่มิใช่การลอกเลียนแบบจุดมุ่งหมายสาคัญ
คือ การศึกษาความรูเ้ พอ่ื ประโยชนต์ อ่ สงั คมและสร้างสรรค์สง่ิ ใหม่ ๆ ขึน้ มาผลงานสาคัญ ได้แก่
1. วรรณคดีประเภทคลาสสกิ นักมนษุ ยนยิ มที่กระตุน้
จินตนาการของชาวยุโรปให้มาสนใจงานวรรณคดีและปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดา
แห่งมนุษยนิยม คือ ฟรานเซสโก เพทราร์ก(Francesco Petrarca : ค.ศ. 1304-1374) ชาวอิตาลี
ผู้ซึ่งชี้ความงดงามของภาษาละตินและการใช้ภาษาละตินให้ถูกต้อง ผู้ท่ีสนใจและนิยมงานเขียน
วรรณคดีประเภทคลาสสิกจะค้นคว้าศึกษางานของปราชญ์สมัยโรมันตามห้องสมุดของวัดและโบสถ์
วิหารในยุโรป แล้วนามาคัดลอกรวมทั้งนาวรรณคดีและแนวคิดของปรัชญากรีกมาแปลเป็นภาษา
ละตนิ เผยแพรท่ ่ัวไป
ภาพที่ 10 ฟรานเซสโก เพทรารก์
(นักปราชญ์ ชาวอติ าลที ่ไี ดร้ ับการยกย่องว่าเป็นบดิ าแห่งลทั ธมิ นษุ ยนยิ ม)
ทมี่ า : https://bit.ly/3ITtJ73
33
ภาพที่ 11 วิลเลียม เชก็ สเปียร์
(ผู้ประพนั ธบ์ ทละครโรมโิ อ และจูเลยี ตและเวนิส วานชิ )
ทม่ี า : https://bit.ly/35kNpmR
นอกจากน้ียังมีผลงานของนิคโคโล มา-เคียเวลลี (Niccolo Machiaveli : ค.ศ. 1469-1527)
เร่อื งเจ้าผู้ครองนคร (The Prince) กล่าวถึงลักษณะการเป็นผู้ปกครองรัฐทีด่ ีและเซอรธ์ อมสั มอร์ (Sir
Thomas More : ค.ศ. 1478-1536) เขยี นเร่อื งยโู ทเปยี (Utopia) กล่าวถึงเมอื งในอดุ มคตทิ ีป่ ราศจาก
ความเลวร้ายซึ่งผลงานของนักมนุษยนิยมเหล่าน้ีนาไปสู่การต่อต้านการปกครองและวิธีปฏิบัติของ
คริสตจักรท่ีขัดต่อคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งส่งผลทาให้เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นใน ค.ศ. 1517 ส่วนงาน
วรรณกรรมท่ีเป็นบทละครนักประพันธ์ที่สาคัญ คือ วิลเล่ียม เช็กสเปียร์ (William Shakespeare:
ค.ศ. 1564-1616) ซ่ึงเขียนบทละครที่มีช่ือเสียง คือ โรมิโอและจูเลียต (Romeo and Juliet)
และเวนิสวาณชิ (The Marchant of Venice)
2. ศลิ ปกรรม
ในยุคกลางศิลปกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาโดยเฉพาะ ทาให้ไม่สามารถ
ถ่ายทอดจนิ ตนาการอย่างเสรไี ด้ ผลงานสว่ นใหญ่จงึ ขาดชีวิตชวี าแต่ศิลปกรรมในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยา
นิยมงานศิลปะของกรีก-โรมันท่ีเป็นธรรมชาติ จึงให้ความสนใจความสวยงามในสรีระของมนุษย์
มิติของภาพ สี และแสงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมให้สมจริง สมดุลและกลมกลืนสอดคล้อง
มากขึน้ ศลิ ปินท่สี าคัญ เชน่
- ไมเคลิ แอนเจโล บูโอนารโ์ รตี (Michelangelo Buonaroti : ค.ศ. 1475-1564)
เป็นศิลปินท่ีมีผลงานท้ังด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ผลงานประติมากรรม
ที่สาคัญและมีช่ือเสียง คือ รูปสลักเดวิด (David) เป็นชายหนุ่มเปลือยกาย และปีเอตา (Pieta)
เป็นรูปสลักพระมารดากาลังประคองพระเยซูในอ้อมพระกร ส่วนผลงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียง
คอื จิตรกรรมฝาผนงั ท่ีเขียนไว้บนเพดานและฝาผนงั ของโบสถช์ ีสตนิ (Sistine Chapel) ในมหาวิหาร
เชนต์ปเี ตอรท์ กี่ รงุ โรมทม่ี ีลกั ษณะงดงามมาก
34
ภาพท่ี 12 สลักเดวิด
(ประตมิ ากรรมทมี่ ชี ือ่ เสยี งของไมเคลิ แอนเจโล บูโอนาร์โรตี)
ทีม่ า : https://bit.ly/3qLS8Fv
- เลโอนาร์โด ดา วนิ ชี (Leonardo da Vinci : ค.ศ. 1452-1519) เปน็ ศลิ ปนิ ทมี่ ี
ผลงานเป็นเลิศในสาขาต่าง ๆ ภาพเขียนที่มีชื่อเสียง คือ ภาพอาหารม้ือสุดท้าย (The LastSupper)
ซ่ึงเป็นภาพพระเยซูกับสาวกน่ังท่ีโต๊ะอาหารก่อนที่พระเยซูจะถูกนาไปตรึงไม้กางเขนและภาพ
โมนาลิซ่า (Monalisa) เป็นภาพหญิงสาวทม่ี รี อยย้มิ ปริศนากับบรรยากาศของธรรมชาติ
- ราฟาเอล (Raphael : ค.ศ. 1483-1520) เปน็ จิตรกรท่ีวาดภาพเหมอื นจริง ภาพท่ี
มีชื่อเสียง คือ ภาพพระมารดาและพระบุตร พร้อมด้วยนักบุญจอห์น (Madonna and Child with
St. John)
ภาพที่ 13 วาด โมนาลิซา่ ภาพที่ 14 ภาพวาด พระมารดาและพระบุตร พร้อมนกั บุญ
(งานจิตรกรรมที่มชี ือ่ เสยี งของเลโอนาร์โด ดา วนิ ชี) (จอห์น งานจติ รกรรมทมี่ ีชือ่ เสียงของราฟาแอล)
ทีม่ า : https://bit.ly/3wLB9a5
ทม่ี า : https://bit.ly/3LrzTgn
35
3. ดา้ นวิทยาการความเจรญิ อ่ืน ๆ ได้แก่
- ด้านดาราศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่ชาวยุโรปสนใจกันมากในช่วงเวลาน้ี นักดาราศาสตร์ที่
สาคัญ คือ คอเปอร์นิคัส (ค.ศ. 1473-1543) ได้เสนอทฤษฎีที่ขัดแย้งกับคาสอนของคริสต์ศาสนา
โดยระบวุ า่ โลกไม่ไดแ้ บนและไมไ่ ด้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแต่เปน็ บรวิ ารที่โคจรรอบดวงอาทติ ย์
- ด้านการพิมพ์ ในช่วงสมัยนี้ได้มีการคิดค้นการพิมพ์ท่ีใช้วิธีการเรียงตัวอักษรได้สาเร็จ
เป็นคร้ังแรก โดยโยฮัน กูเตนเบิร์ก ( Johannes Gutenburg : ค.ศ. 1400-1468) ชาวเมืองไมนซ์
(Mainz) ในเยอรมนีทาให้ราคาหนงั สอื ถูกลงและเผยแพร่ไปไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง
ผลของการฟ้นื ฟศู ิลปวิทยาการ
ในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ศิลปกรรมและวทิ ยาการตา่ ง ๆ ได้เจรญิ กา้ วหนา้ มากขึน้ สง่ ผล
ใหค้ นยุโรปมีลกั ษณะ ดังนี้
1. ความสนใจในโลกปัจจุบัน ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ชาวยุโรปยังคงนับถือศรัทธา
ในพระเจ้าแตจ่ ากการไดร้ บั อิทธพิ ลจากแนวคิดแบบมนษุ ยนยิ ม ทาให้ชาวยโุ รปมแี นวคิดในการดาเนิน
ชวี ติ ในโลกปจั จุบันให้ดีและสร้างสง่ิ ต่าง ๆ เพื่อความสขุ และความม่นั คงให้แก่ตน ทัง้ หมดน้สี ะท้อนใน
งานศิลปกรรมต่าง ๆ ที่สร้างข้ึนเพ่ือนสนองความพึงพอใจของตนเอง เช่น สร้างบ้านเรือนอยา่ งวจิ ติ ร
สวยงาม การมีรูปปั้นประดบั อาคารบา้ นเรือน การวาดภาพเหมอื นของมนุษยเ์ ปน็ ตน้
2. ความต้องการแสวงหาความรู้ การที่มนุษย์ต้องการหาความรู้และความสะดวกสบาย
ให้แก่ชีวิตทาให้ต้องมีการคิดสร้างสรรค์ผลงานและวิทยาการต่าง ๆ ดังน้ันมนุษย์ในสมัยฟ้ืนฟู
ศิลปวิทยาการจึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การคิคค้น การทดลอง การพิพากษ์วิจารณ์
อย่างมีเหตุผลเป็นผลให้วิทยาการด้านต่าง ๆ พัฒนามากข้ึน สภาพสังคมของมนุษย์ในสมัยน้ี คือ
การต่นื ตัวในการคนั หาความจรงิ ของโลกทาให้มนุษย์ตอ้ งการแสวงหาความรแู้ ละสารวจดินแดนต่าง ๆ
อันนาไปสู่การปฏริ ปู ศาสนา การสารวจทางทะเล และการปฏิวตั ทิ างวิทยาศาสตรใ์ นเวลาต่อมา
36
บทท่ี 5
การปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) หมายถึง กระบวนการเปล่ียนแปลง
ในวิธีการผลิตและระบบการผลิต จากเดิมระบบการผลิตมักทากันภายในครอบครัว พ่อค้ามักเป็น
นายทุนช้ือวัตถุดิบแล้วแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมาทาแล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑท์ ่ีสาเร็จแล้วไป
ขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ รวมทั้ง
พลังงานจากธรรมชาติ เครื่องมือแบบง่าย ๆ มาเป็นการใช้เคร่ืองจักรกลแทน เร่ิมจากแบบง่าย ๆ
จนถึงแบบชับซ้อนที่มีกาลังผลิตสูง จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน (factory system)
การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อย ๆ หมดไปและผู้คนจานวนมากตามชนบทต้องอพยพเข้ามาทางาน
เป็นกรรมกรในโรงงาน
การปฏิวัติอุตสาหกรรมคร้ังแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 และได้แพร่
ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่น ๆ ทั่วโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่
ท่ีมผี ลกระทบต่อการเมืองการปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรมของมนษุ ยชาตทิ ่ัวโลก
อังกฤษ : ผู้นาการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นท่ีอังกฤษเพราะอังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทาง
อุตสาหกรรมครบถว้ น คือ มที ุน วัตถดุ บิ แรงงาน และตลาดการคา้
อังกฤษเป็นผู้นาในการปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) โดยนาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์มาปรับปรุงการเกษตรให้พัฒนาขึ้นโดยในคริสต์ศตวรรษท่ี 16 อังกฤษนาระบบล้อม
เขตที่ดิน (enclosure system) มาใช้เพ่ือเพ่ิมผลผลิตทางเกษตรอย่างแพร่หลาย ซ่ึงเป็นผลให้
เจ้าของท่ีดินรายใหญ่สามารถรวบรวมที่ดินของตนเป็นผืนใหญ่และสร้างรั้วล้อมท่ีดินของตน
เพื่อป้องกนั ความเสียหายของพืชผลจากการทาลายของคนและสัตว์ นอกจากนย้ี ังนาวทิ ยาการใหม่ ๆ
มาใช้ในการผลิตการปรับปรุงวิธีการทานาให้มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน การปฏิวัติเกษตรกรรมนาไปสู่
การปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม
การเกษตรกรรมในอังกฤษได้ผลดีขึ้นทาให้การค้าขายเจริญรุ่งเรอื งขึ้น ประเทศมีความมงั่ คง่ั
ขึน้ ใน ค.ศ. 1694 รัฐบาลจัดตง้ั ธนาคารแหง่ ประเทศองั กฤษ (Bank of England) เพอื่ เป็นแหล่งระดม
ทุนของรัฐ ทรัพยากรมนุษย์ของอังกฤษก็มีความพร้อมสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพราะชาว
อังกฤษไม่เคร่งครัดต่อการแบ่งแยกชนช้ัน เช่น สังคมอ่ืน ๆ ในยุโรป ท้ังยังให้การยอมรับชนทุกชั้น
ท่ีสามารถสรา้ งฐานะเป็นปีกแผ่น ดงั นั้น ขุนนางองั กฤษจงึ ไม่รงั เกยี จท่จี ะทาการค้าเช่นเดียวกับคนชั้น
กลางที่พยายามยกสถานภาพทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมขุนนาง นอกจากนี้รัฐยังส่งเสริมให้การค้า
ขยายตวั เชน่ มีการออกพระราชบัญญัติสร้างถนน ท่าจอดเรอื และขุดคคู ลองต่าง ๆ เป็นจานวนมาก
เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางการค้า มีการยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่านและมีนโยบายการค้า
แบบเสรี ซ่งึ เปน็ การกระตุ้นใหม้ กี ารขยายตวั ของตลาดการค้าภายในอย่างกว้างขวาง
37
ปัจจัยสาคัญที่ทาให้อังกฤษเป็นประเทศผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากในระหว่าง
คริสต์ศตวรรษท่ี 17-18 อังกฤษมีอาณานิคมที่อยู่โพ้นทะเลที่เป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดท้ังใน
ทวีปเอเชยี และอเมรกิ า จนในทีส่ ดุ การคา้ ไดก้ ลายเปน็ นโยบายหลกั ของประเทศ เรอื รบขององั กฤษทา
หน้าท่ีรักษาเส้นทางทางการค้าทางทะเลและให้ความคุ้มครองแก่เรือพาณิชย์ที่เดินทางไปค้าขาย
ทั่วโลก สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยท่ีทาให้ชาวอังกฤษคิดค้นประดิษฐ์เคร่ืองจักรมาใช้ในโรงงานอตุ สาหกรรม
อยา่ งตอ่ เน่อื ง
การปฏิวัติอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก
ในระหว่าง ค.ศ 1760 -1840 เป็นระยะท่ีมีการประดิษฐ์เคร่ืองจักรช่วยในการผลิตและการปรับปรงุ
โรงงานอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะท่ี 2 ระหว่าง ค.ศ. 1861-
1865 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมส่ือสาร ซ่ึงเป็นผลมาจากความสาเร็จของอุตสาหกรรมเหล็ก
และเครอื่ งจกั รไอนา้
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรก คือ การประดิษฐ์เพ่ือตอบสนองอุตสาหกรรม
การทอผ้าเช่น ใน ค.ศ. 1733 จอห์น เคย์ (John Kay) แห่งเมืองแลงคาเชียร์ (Lancashire)
ได้ประดิษฐ์ก่ีกระตุก (ftlying shuttle) ซ่ึงช่วยให้ช่างทอผ้าสามารถผลิตผ้าได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า
ค.ศ. 1764 เจมส์ ฮาร์กรฟี ส์ (James Hargreaves) สามารถผลิตเครอื่ งปั่นด้าย (Spinning Jenny) ได้
สาเร็จ ต่อมา ค.ศ. 1769 ริชาร์ด อาร์กไรต์ (Richard Arkwright) ได้ปรับปรุงเครื่องป่ันด้าย
ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึนและพัฒนาเป็นเคร่ืองจักรกลที่ใช้พลังน้าหมุนแทนพลังคนเรียกว่า
Water Frame ทาใหเ้ กิดโรงงานทอผา้ ตามริมฝั่งแมน่ ้าทั่วประเทศ มีการขยายตวั ทาไร่ฝ้ายในอเมริกา
ต่อมาวิตนีย์ (Eli Whitney) สามารถประดิษฐ์เครื่องแยกเมล็ดฝ้ายออกจากใย (Cotton Gin)
ได้เม่ือ ค.ศ. 1793 การพัฒนาอุตสาหกรรมการทอผ้าของอังกฤษเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จนถงึ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 19
ภาพที่ 15 เครอ่ื งป่นั ด้าย (Spinning Jenny)
ท่ีสามารถปนั่ ได้พร้อมกนั ได้ทีละหลายเสน้
ทม่ี า : https://bit.ly/3qJkY9G
38
การประดิษฐ์ท่ีพัฒนาควบคู่กับการทอผ้า คือ การประดิษฐ์เคร่ืองจักรไอน้า โดยเจมส์ วัตต์
(James watt) ชาวสกอต ประดิษฐ์ได้ใน ค.ศ. 1769 โดยใช้ขับเคลื่อนเคร่ืองจักรกลแทนพลังงานน้า
ซ่ึงส่งผลให้นาไปใช้ในอตุ สาหกรรมตา่ ง ๆ เชน่ เหมืองแร่และการทอผา้ ต่างใช้เคร่ืองจกั รไอนา้ เปน็ พลัง
ขับเคลื่อนเครื่องจักรกลทั้งสิ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กเม่ือมีการพัฒนาเคร่ืองจักรกลไอน้า
ทาให้อุตสาหกรรมเหล็กขยายปริมาณการผลิตได้อย่างรวดเร็วและเมื่อเฮนรี คอร์ต (Henry Cort)
ชาวอังกฤษคิดค้นวิธีการหลอมเหล็กให้มีคุณภาพดีข้ึน ก็ส่งผลให้มีการปรับปรุงคุณภาพของปืนใหญ่
ตลอดจนยทุ โธปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีประสทิ ธภิ าพขน้ึ
ภาพที่ 16 เคร่ืองจกั รไอน้าซึง่ ประดษิ ฐ์ (โดย เจมส์ วตั ต)์
ท่ีมา : https://bit.ly/3qMzc9Q
ต่อมาใน ค.ศ. 1807 ชาวอังกฤษได้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมจาหน่ายเครื่องจักร
ณ เมืองลีจ (Liege) ประเทศเบลเยียม ทาให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในเบลเยียม แต่อย่างไร
กต็ าม ในต้นครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 19 องั กฤษยังครองความเปน็ ผู้นาในการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม โดยใน ค.ศ.
1851 องั กฤษไดจ้ ดั แสดงนิทรรศการคร้งั ใหญ่ (Great Exhibition) แสดงความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี
และอตุ สาหกรรมเหลก็ ของอังกฤษ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมสื่อสาร ซ่ึงเป็นผลมาจาก
ความสาเร็จของอุตสาหกรรมเหลก็ และเครอ่ื งจักรไอน้า โดยใน ค.ศ. 1804 รชิ าร์ด เทรวีทิก (Richard
Trevitick) นาพลังงานไอน้ามาขับเคล่ือนรถบรรทุก รถจักรไอน้าจึงมีบทบาทสาคัญในอุตสาหกรรม
ขนส่งท่ีมีชื่อเสียงมาก คือ หัวรถจักรไอน้า ช่ือ ร็อกเกต (Rocket) ของจอร์จ สตี-เฟนสัน (George
Stephenson) ทาให้มีการเปิดบริการรถจักรไอน้าบรรทุกสินค้าเป็นคร้ังแรก ต่อมามีการดัดแปลง
มารับส่งผู้โดยสารถือเป็นจุดเร่ิมต้นการเข้าสู่ยุคการใช้รถไฟ ซ่ึงเป็นผลทาให้ความเจริญขยายตัวจาก
เขตเมืองไปสู่ชนบทเปล่ียนชนบทให้กลายเป็นเมือง นอกจากนี้รถไฟยังเป็นพาหนะสาคัญในการ
39
ลาเลียงกาลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ และเป็นสิ่งกระตุ้นให้ยุโรปสนใจกระบวนการปฏิวัติ
อุตสาหกรรมในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19
ภาพที่ 17 หัวรถจักรไอน้าถกู ดัดแปลงเขา้ มาใชง้ านในการขนสง่
เชน่ รถไฟ ในชว่ งปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมระยะที่ 2
ทีม่ า : https://bit.ly/36VJ8H1
ฝร่งั เศสภายหลังการปฏิวัตใิ น ค.ศ. 1789 (French Revolution : ค.ศ. 1789) ได้หนั มาสนใจ
ปฏิวตั ิอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับเยอรมนแี ละสหรัฐอเมรกิ า และก้าวขนึ้ เปน็ คแู่ ข่งกับองั กฤษ
ส่วนการคมนาคมทางน้าใน ค.ศ. 1807 โรเบิร์ต ฟุลตัน (Robert Fulton) ชาวอเมริกัน
ประสบความสาเร็จในการนาพลังไอน้ามาใช้กับเรือเพื่อรับส่งผู้โดยสาร ต่อมา ค.ศ. 1840 แชมมวล
คูนาร์ด (Semuel Cunard) เปิดเดินเรือกลไฟแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ภายใน 14 วัน
และมกี ารปรับปรงุ เรือกลไฟใหม้ ปี ระสิทธิภาพย่งิ ขึน้
ทางด้านรถยนต์มกี ารนาพลังไอน้ามาใช้กับรถสามล้อ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการ
ประดิษฐ์เคร่ืองยนต์ที่ใช้น้ามันเบนซิน จนถึง ค.ศ. 1857 คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) และกอตต์ลีบ
เดมเลอร์ (Gottieb Daimler) สามารถนาเครื่องยนต์ที่ใช้น้ามันเบนชินมาใช้กับร ถยนต์
ทาให้อุตสาหกรรมรถยนตเ์ จริญกา้ วหน้าข้นึ
ในยุคนี้ยังได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบลูกกลิ้งข้ึนใช้ใน ค.ศ. 1812 ทาให้การพิมพ์
พัฒนาได้ปริมาณมากข้ึนและเร็วทันเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์จึงแพร่หลาย การเผยแพร่ความรู้
และข่าวสารก็แพร่หลายในวงกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังมีการริเร่ิมระบบไปรษณีย์ในอังกฤษ
ในค.ศ.1840 ทาให้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วข้ึน ปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 19 แซมมวล มอร์ส
(SemuelMorse) ประดษิ ฐโ์ ทรเลขได้สาเรจ็ เป็นคนแรก ใน ค.ศ. 1837 อเลก็ ชานเดอร์ เกรแฮม เบลล์
(Alexander Graham Bell) ประดิษฐ์โทรศัพท์ได้สาเร็จใน ค.ศ. 1876 และใน ค.ศ. 1901 ก็มีการ
ประดิษฐ์วิทยุโทรเลขได้และส่งโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สาเร็จ ธอมัส แอลวา
40
เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ชาวอเมริกันประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า เครื่องเล่นจานเสียง และกล้อง
ถ่ายภาพยนตร์ได้
ผลของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม
ผลของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม มีดังน้ี
1. ประชากรทัว่ โลกเพมิ่ ขน้ึ อย่างรวดเรว็ เพราะความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และทางด้าน
การแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมท้ังความสมบูรณ์ของอาหาร ระบบสาธารณสุข
และการดแู ลสุขภาพอนามยั การเพิม่ ประชากรอย่างรวดเร็วทาใหเ้ กิดการอพยพจากชนบทมาหางาน
ทาในเมอื งจนเกดิ ปญั หาความแออัดของประชากรในเขตเมือง
2. การกอ่ สร้างอาคารบา้ นเรือนและสถาปัตยกรรมพฒั นากา้ วหนา้ มากข้ึน เพราะการพัฒนา
อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้าง ทาให้อาคารแข็งแรงข้ึน การออกแบบก่อสร้างหอไอเฟล
(Eiffel Tower) ท่ีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1889 ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการ
กอ่ สรา้ งท่ที ันสมัยของโลก
ภาพท่ี 18 หอไอเฟล
กรุงปารสี ประเทศฝร่งั เศส
ท่มี า : https://bit.ly/3qNxXHh
3. เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ มากมาย เช่น ชุมชนแออัดการแพร่กระจายของเช้ือโรค ปัญหา
อาชญากรรม การใช้แรงงานเด็ก การเอารัดเอาเปรียบกัน ทาให้เกิดแนวคิดของลัทธิสังคมนิยม
(Socialism) ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ท่ีเรียกร้องให้กรรมกรรวมพลังกันเพ่ือก่อการปฏิวัติ
โคน่ ลม้ ระบบทุนนยิ ม ทาให้ลทั ธิสงั คมนิยมมบี ทบาทและอิทธพิ ลมากข้ึน
4. เกิดลัทธิเสรีนิยม (liberalism) ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และแนวคิดน้ีแพร่หลายกว้างขวางขึ้น ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ค.ศ. 1776 แอดัม สมิธ
(Adam Smith) ได้พิมพ์งานเขียนช่ือ The Wealth of Nations เพ่ือเสนอแนวคิดว่าความมั่งค่ัง
ของประเทศจะเกดิ จากระบบการค้าแบบเสรี (laissez faire)
41
กล่าวได้ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการแบ่งค่ายระหว่างลัทธิทุนนิยมกบั ลัทธิสังคม
นิยมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาใน ค.ศ. 1889 ได้มีการประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี
เป็นวันเมย์เดย์หรือวันแรงงานสากล (May Day)นอกจากนี้ยังทาให้เกิดวรรณกรรมแนวสัจนิยม
(Realism) ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ท่ีพยายามเสนอเร่ืองความเป็นจริงเบื้องหลัง ความสาเร็จ
ของระบบสงั คมอุตสาหกรรม ทีช่ นชั้นกรรมกรมชี ีวิตท่ียากไรแ้ ละถกู เอารัดเอาเปรียบ
5. การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ทาให้เกิดการ
เปล่ียนแปลง ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเมือง และทาให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มี "วัฒนธรรม
รว่ ม" ตามตะวันตกไปด้วย
42
บรรณานกุ รม
ครบู า้ นนอก.คอม. สงครามครเู สด. (2551). สืบคน้ เมือ่ 23 มีนาคม, 2565,
จาก https://www.kroobannok.com/1355.
บา้ นจอมยทุ ธ. การปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม. (มปป.). สืบคน้ เมอื่ 29 มีนาคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSv.
ประวตั ศิ าสตรส์ ากล. การปฏิวัติอุตสาหกรรม. (มปป.). สืบคน้ เม่อื 29 มีนาคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSq.
ประวัติศาสตรส์ ากล. การฟ้ืนฟศู ลิ ปะวิทยาการ. (มปป.). สบื คน้ เมื่อ 25 มนี าคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSq.
ประวัติศาสตร์ ม.5. เหตกุ ารณ์สาคัญในยุโรปสมยั กลาง. (มปป.). สืบคน้ เมอื่ 23 มนี าคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSz.
พชิ ชา ขาวสะอาด. ระบบแมนเนอร์. (2557). สบื คน้ เมอ่ื 18 มีนาคม, 2565,
จาก https://zhort.link/Gv4.
ยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร์. ระบบฟิวดัล. (2556). สืบคน้ เมอื่ 15 มนี าคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GvO.
ศริ ิพร เนียมหอม. ระบบฟวิ ดัลหรือระบบศักดินาสวามภิ ักด์ิ. (มปป.). สืบคน้ เม่ือ 15 มีนาคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GvS.
สมภพ อมรดิษฐ์. การฟนื้ ฟศู ิลปวิทยาการ. (2565.). สบื ค้นเมื่อ 25 มนี าคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSs.
หนงั สือเรยี นสงั คมศึกษาฯ ม.4-6. เหตกุ ารณ์สาคญั ในสมัยกลางถงึ คริสตศ์ ตวรรษที่ 20. (มปป.).
สบื ค้นเม่อื 23 มีนาคม, 2565, จาก https://zhort.link/Gx2.
Freedom of thought. ระบบฟวิ ดลั ( Feudalism )ระบบศักดนิ าสวามภิ ักด์ิ. (2554). สืบค้นเม่ือ 18
มีนาคม, 2565, จาก http://freedom-thing.blogspot.com/2011/09/feudalism.html.
MODERN MANUFACTURIRG. Industrial Documentary: องั กฤษ อรุณรงุ่ แหง่ การปฏวิ ัติ
อตุ สาหกรรม. (2561). สืบค้นเม่ือ 29 มีนาคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSx.
World History. การฟื้นฟูศลิ ปวทิ ยาการ. (มปป.). สืบค้นเมือ่ 25 มนี าคม, 2565,
จาก https://zhort.link/GSs.