The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คติชนสร้างสรรค์_วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Areerat.opal, 2023-07-13 13:34:04

คติชนสร้างสรรค์ วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง

คติชนสร้างสรรค์_วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง

คติชนสร้างสรรค์: วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง จัดทำโดย นางสาวชลตะวัน โพธิ์แก้ว รหัสนิสิต 62101010223 นายพุฒิพร ทิมศรีกล่ำ รหัสนิสิต 62101010231 นางสาวภิญญภา ฉ่ำเอี่ยม รหัสนิสิต 62101010233 นางสาวอารีรัตน์ อริยะวงศ์ทอง รหัสนิสิต 62101010631 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ทกศ 341 คติชนวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


คติชนสร้างสรรค์: วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง จัดทำโดย นางสาวชลตะวัน โพธิ์แก้ว รหัสนิสิต 62101010223 นายพุฒิพร ทิมศรีกล่ำ รหัสนิสิต 62101010231 นางสาวภิญญภา ฉ่ำเอี่ยม รหัสนิสิต 62101010233 นางสาวอารีรัตน์ อริยะวงศ์ทอง รหัสนิสิต 62101010631 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ทกศ 341 คติชนวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


ก คำนำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ทกศ 341 คติชนวิทยา ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาไทย การศึกษาบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีเนื้อหาเพื่อรวบรวมความเชื่อ และพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องร่างทรง THE MEDIUM (2021) และวิเคราะห์ความเชื่อ และพิธีกรรม จากภาพยนตร์ที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องร่างทรงเป็นภาพยนตร์ไทยที่นำเสนอเรื่องราวของการสืบทอดร่างทรงทางสายเลือด ในทางภาคอีสาน โดยถ่ายทอดเรื่องราวนำเสนอผ่านทางลักษณะของการถ่ายทำสารคดีติดตามชีวิตของ “ป้า นิ่ม” ร่างทรงของย่าบาหยัน และครอบครัวของป้านิ่มผู้สืบทอดร่างทรงทางสายเลือด แต่ก็เกิดเรื่องราว ประหลาดเกิดขึ้นมากมายภายในเรื่องหลังจากสันนิษฐานว่าจะมีเกิดการสืบทอดร่างทรงรุ่นต่อไปขึ้นกับ หลานสาวของป้านิ่ม ทำให้ในภาพยนตร์ได้ปรากฏให้เห็นถึงความเชื่อ และพิธีกรรมมากมาย ทางคณะผู้จัดทำ จึงได้รวบรวมความเชื่อและพิธีกรรมสำคัญที่ปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ซึ่งทางคณะผู้จัดทำได้ รวบรวมความเชื่อและพิธีกรรมที่สำคัญมา 7 ประการ คือ สืบทอดร่างทรง พิธีบูชาผี ปักธูปกลับหัว ใครเรียก อย่าขานรับ ลากไข่ถอนคุณไสย สังเวยเนื้อควายสด และอาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ และหลังจากรวบรวมความเชื่อ และพิธีกรรมสำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์แล้วนั้น คณะผู้จัดทำได้นำความเชื่อ และพิธีกรรมที่ปรากฏมา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลว่ายังมีการปรากฏให้เห็นในปัจจุบันอยู่หรือไม่ อย่างไร จากการศึกษาผ่านแหล่ง สื่อข่าว บทความ และงานวิจัยต่าง ๆ ทั้งนี้คณะผู้จัดทำรายงานคติชนสร้างสรรค์: วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่าง ทรง ต้องขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์ เป็นอย่างสูง ที่ได้ให้คำแนะนำที่ดี และเสนอ แนวทางความคิดในการจัดทำรายงานฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทางคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการศึกษา คณะผู้จัดทำ


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ............................................................................................................................. ................................... ก สารบัญ ............................................................................................................................................................ ข สารบัญภาพ ................................................................................................................... ................................... ง บทที่ 1 บทนำ ...................................................................................................................................... ............ 1 1.1 ที่มาและความสำคัญ ……………………………………………………………………………………………………… 1 1.2 วัตถุประสงค์ ................................................................................................................................ 1 1.3 ขอบเขตการศึกษา ....................................................................................................................... 2 1.4 วิธีดำเนินการ ............................................................................................................................. .. 2 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ .......................................................................................................... 2 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ...................................................................................................................... 2 1.6.1 ทรงเจ้าเข้าผีในวัฒนธรรมสุขภาพไทย ........................................................................ 2 1.6.2 ร่างทรง : บทบาทที่มีต่อสังคมปัจจุบัน กรณีศึกษาที่อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ……………. 5 บทที่ 2 รวบรวมความเชื่อ พิธีกรรม ที่ปรากฏในภาพยนตร์............................................................................ 7 2.1 การสืบทอดร่างทรง ..................................................................................................................... 7 2.2 พิธีบูชาผี...................................................................................................................................... 9 2.3 ปักธูปกลับหัว ........................................................................................................................... . 10 2.4 ใครเรียกอย่าขานรับ ................................................................................................... ............... 11 2.5 ลากไข่ถอนคุณไสย .................................................................................................................... 13 2.6 สังเวยเนื้อควายสด .................................................................................................................... 14 2.7 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ ............................................................................................................... 16 บทที่ 3 วิเคราะห์ความเชื่อ และพิธีกรรมที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน .................................................... 17 3.1 การสืบทอดร่างทรง .................................................................................................................. . 17 3.2 พิธีบูชาผี........................................................................................................................ ............ 18


ค 3.3 ปักธูปกลับหัว ............................................................................................................................ 18 3.4 ใครเรียกอย่าขานรับ .................................................................................................................. 19 3.5 ลากไข่ถอนคุณไสย .................................................................................................................... 19 3.6 สังเวยเนื้อควายสด .................................................................................................................... 21 3.7 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ ................................................................................................... ............ 22 บทที่ 4 บทสรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ.................................................................................................. 23 4.1 สรุปและอภิปรายผล ................................................................................................................. 23 4.2 ข้อเสนอแนะ............................................................................................... ............................... 23 บรรณานุกรม .................................................................................................................. ............................... 24


ง สารบัญภาพ หน้า ภาพประกอบที่ 1 การเข้าทรง ……………………………………………………………………………………………………………. 7 ภาพประกอบที่ 2 ป้านิ่ม ร่างทรงย่าบาหยัน จากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ………………………………………………… 9 ภาพประกอบที่ 3 พิธีบูชาผี…………………………………………………………………………………………………………….….. 9 ภาพประกอบที่ 4 พิธีบูชาผีจากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง …………..………………………………………………………..… 10 ภาพประกอบที่ 5 ปักธูปกลับหัว ………………………………………………………………………………………………….……. 11 ภาพประกอบที่ 6 ใครเรียกอย่าขานรับ ……………………………………………………………………………………….…….. 13 ภาพประกอบที่ 7 พิธีเลียกดอก ……………………………………………………………..…………………………………….…… 13 ภาพประกอบที่ 8 ลากไข่ถอนคุณไสย ……………………………………………………………………………………………….. 14 ภาพประกอบที่ 9 พิธีกรรมบวงสรวงยักษ์ปู่แสะ-ย่าแสะ ………………………………………………………………….…… 14 ภาพประกอบที่ 10 สังเวยเนื้อควายสด ……………………………………………………………………………………………… 15 ภาพประกอบที่ 11 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ …………………………………………………………………………………………. 16 ภาพประกอบที่ 12 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำจากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ………………………………………….………. 16


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ ความเชื่อเรื่องผีในภาคอีสานมีบทบาทและความสำคัญอย่างมากต่อวิถีชีวิต โดยเกิดความเชื่อจากสิ่งที่ มีอำนาจเหนือมนุษย์ เช่น การเกิดเภทภัยเจ็บไข้ได้ป่วย น้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่ม พืชพันธุ์ธัญญาหารเหี่ยวแห้ง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่เห็นเหตุต่าง ๆ ความเชื่อส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากความกลัวและความไม่รู้ใน ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นผู้กระทำได้ มนุษย์จึงเชื่อว่า มีผู้มีอำนาจเหนือมนุษย์อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่าง ๆ มนุษย์จึงเรียกผู้มีอำนาจเหนือมนุษย์ว่า “ผี” และมี การแสดงความเชื่อออกมาในรูปแบบพิธีกรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่มีการสืบทอดกันมานับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และแม้ปัจจุบันความเจริญด้านเทคโนโลยีจะทำให้วิถีชีวิตหรือความคิดของมนุษย์เปลี่ยนแปลง ไป แต่ความเชื่อเรื่องเหล่านี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมเสมอมา ภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง เป็นภาพยนตร์ไทยแนวระทึกขวัญ–สยองขวัญ กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะ กูล โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงพื้นฐานความเชื่อและพิธีกรรม ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแถบภาค อีสาน ดำเนินเรื่องผ่านการถ่ายทำสารคดีติดตามชีวิตครอบครัวหนึ่งในภาคอีสานของไทย ที่ได้สืบเชื้อสายร่าง ทรงย่าบาหยันจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งเชื่อกันว่าจะเลือกแต่เพียงร่างของผู้หญิงเพื่อสืบทอดทายาท โดยมี นิ่ม เป็นผู้สืบทอดคนปัจจุบัน ก่อนจะพบว่า มิ้ง หลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลมีอาการแปลก ประหลาดที่คาดว่าจะถูกเลือกให้เป็นร่างทรงคนต่อไป แต่มิ้งกลับมีอาการที่น่ากลัวมากขึ้น จนสมาชิกใน ครอบครัวเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เข้ามาอยู่ในร่างมิ้งไม่ใช่ย่าบาหยันแต่เป็นเหล่าภูตผีวิญญาณ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการ ทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อขับไล่สิ่งเหล่านี้โดยภายในภาพยนตร์ปรากฏความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การนับถือผี และการบูชาสิ่งลี้ลับในภาคอีสาน จากความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์รวมถึงการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ ทำให้ภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งพูช็อน ครั้งที่ 25 รวมทั้ง เป็นที่นิยมและเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ต่างมีประเด็นวิเคราะห์ ถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับเรื่องราว ความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพยนตร์ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำจึงเลือกศึกษาความเชื่อและพิธีกรรม ของไทยแถบภาคอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์ และนำความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านั้นมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับ ความเชื่อและพิธีกรรมในปัจจุบัน 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 ศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์ 1.2.2 วิเคราะห์ความเชื่อและพิธีกรรมในภาพยนตร์ที่ยังปรากฏในปัจจุบัน


2 1.3 ขอบเขตการศึกษา รายงานนี้ ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์ เรื่อง ร่าง ทรง และวิเคราะห์ความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยังสามารถพบได้ในปัจจุบัน โดยดำเนินการในระหว่างเดือน ตุลาคม 2564 ถึง เดือนพฤศจิกายน 2564 1.4 วิธีดำเนินการ 1.4.1 รับชมภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง และรวบรวมข้อมูล ความเชื่อ พิธีกรรม ที่ปรากฏในภาพยนตร์ 1.4.2 ศึกษาและเก็บข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรม 1.4.3 วิเคราะห์ความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏข้อมูลในเอกสารต่าง ๆ 1.4.4 เรียบเรียงและสรุปผลการวิจัย 1.4.5 ตรวจสอบความเรียบร้อยและถูกต้อง 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 เป็นแนวทางในการศึกษาคติชนเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในภาพยนตร์ที่ยังคงปรากฏใน ปัจจุบัน 1.5.2 เข้าใจความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์ เรื่อง ร่างทรง 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.6.1 ทรงเจ้าเข้าผีในวัฒนธรรมสุขภาพไทย พัฒนา กิติอาษา (2544: 10-14) กล่าวถึงการทรงเจ้าเข้าผีในวัฒนธรรมไทยว่า คำว่า “เข้าทรงลงผี” หรือ “ทรงเจ้าเข้าผี” (spirit mediumship) เป็นคำในภาษาไทยที่สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในภาษาพูดและ ภาษาเขียน และเป็นคำเก่าแก่แต่มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวพอสมควร แต่เมื่อพิจารณาชุดของคำดังกล่าวใน ฐานะที่เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมจะเห็นได้ว่ากินความหมายกว้างขวางและคลุมเครือ ค่อนข้างมาก ทั้งยังครอบคลุมความเชื่อและพิธีกรรมที่มีวิญญาณและคนทรงเป็นศูนย์กลางในหลากหลาย รูปแบบ เนื้อหา และที่มา การทรงเจ้าเข้าผีโดยทั่วไปหมายถึง การเข้าทรงหรือการติดต่อผีหรือวิญญาณผ่านคน ทรงโดยทั่วไป ไม่ว่าร่างทรงหรือคนทรงจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าการเข้าทรงลงผีแต่ละครั้งจะมีวัตถุประสงค์ ในการรักษาพยาบาลหรือไม่ก็ตาม ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กร การจัดการ และความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะ ต่าง ๆ ระหว่างร่างทรงกับลูกศิษย์และบริบททางสังคมของการทรงเจ้าเข้าผีเรียกว่า “ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผี” (Spirit medium cults) ในบริบทของสังคมไทย ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาดั้งเดิม ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาช้านาน นักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า การทรงเจ้าเข้าผีมีอยู่ใน วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไต/ไทก่อนการรับพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย หลักฐานสำคัญที่


3 แสดงให้เห็นถึงการปรากฏตัวและการคงอยู่ของการทรงเจ้าเข้าผีในวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ไต/ไท ได้แก่ ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษที่ปรากฏอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยปัจจุบัน เช่น ผีปู่ย่าใน ล้านนา ผีปู่ตาในอีสาน ผีตายายในภาคใต้เป็นต้น การติดต่อวิญญาณของผีบรรพบุรุษผีอื่น ๆ ในวัฒนธรรมไต/ ไทรวมทั้งวิญญาณขององค์เทพที่มาจากวัฒนธรรมอินเดียและจีนส่วนใหญ่อาศัยร่างทรงหรือคนทรงเป็น สื่อกลางและเป็นผู้นำพิธีกรรมคนสำคัญ แม้ว่าความเชื่อและพิธีกรรมของพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จะ ได้รับการรองรับความชอบธรรมโดยชนชั้นผู้ปกครองของไทยนับตั้งแต่การสถาปนารัฐแบบดั้งเดิม (premodern state) อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรศรีอยุธยาเป็นต้นมา แต่ลัทธิ พิธีทรงเจ้าเข้าผีก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้มีบทบาทสำคัญแนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยเรื่อยมาจนถึง ปัจจุบัน ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในสังคมไทยสมัยใหม่ปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อ และพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปในรายละเอียด ในขณะที่เนื้อหาสำคัญจะเน้นเรื่องการทำหน้าที่ของคนทรง หรือร่างทรงเพื่อติดต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของผีหรือวิญญาณ เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่สลับซับซ้อนและความแตกต่างหลากหลายให้ชัดเจนมากขึ้น พัฒนา กิติ อาษา ได้แบ่งลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในสังคมไทยเป็นประเภทต่าง ๆ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในชุมชนชนบท ส่วนใหญ่เป็นการทรงเจ้าเข้าผีที่มีรากฐานมาจากความเชื่อและ พิธีกรรมทางศาสนาดั้งเดิมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์รวมทั้ง วัฒนธรรมประจำท้องถิ่นหรือประจำกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเห็นได้ชัด ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีเป็นหนึ่งในสามเสาหลัก ของความซับซ้อนในระบบความเชื่อและพิธีกรรมศาสนาของสังคมชนบทและสังคมไทยทั่วไป โดยมีพุทธศาสนา นิกายเถรวาทและลัทธิพราหมณ์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกสองส่วนที่เหลือ ในลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในชนบท ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำพิธีหรือคนทรงมากกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด เช่น ม้าขี่ นางเทียม หมอ ลำผีฟ้า หมอลำทรง หมอลำผีฟ้อน หมอลำเหยา ส่วนผู้ชายมักจะมีบทบาทสำคัญในส่วนที่เป็นลัทธิพิธีที่ เกี่ยวเนื่องกับผีบรรพบุรุษบางส่วนและพุทธศาสนา เช่น เฒ่าหรือขะจ้ำ หมอธรรม 2. ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในชุมชนกึ่งเมือง เขตชานเมืองและหัวเมืองต่าง ๆ การปรากฏตัวของลัทธิพิธี ทรงเจ้าเข้าผีในบริเวณดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญเติบโตของชุมชนเมืองและการขยายตัวของ ประชากรในเขตเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะช่วงเวลาหลังจากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ในบริเวณชุมชน ดังกล่าวจะมีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าลัทธิพิธีหลายอย่างที่เคยได้รับการเชื่อถือในหมู่บ้านชนบทเริ่มเคลื่อนย้าย เข้ามาสู่เขตเมืองพร้อมกับการขยายตัวของคนชนบทเข้าสู่เมือง ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในบริเวณนี้จะเน้นเรื่อง เครือญาติและความผูกพันตามประเพณีในระดับครอบครัวและชุมชนน้อยลง แต่หันมาเน้นเรื่องของความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณหรือผู้ที่สำคัญในระดับเหนือกว่าชุมชนเฉพาะท้องถิ่น รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับ อุดมการณ์ของรัฐ ความมั่งคั่งทางวัตถุและบริโภคนิยมมากขึ้น วิญญาณที่สำคัญมักจะเป็นวิญญาณของวีรบุรุษ วีรสตรีในประวัติศาสตร์เจ้านายหรือเชื้อพระวงศ์เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วไป หรือเจ้าพ่อหลัก เมือง เป็นต้น 3. ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในกรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และตัวเมืองขนาดใหญ่ลักษณะพิเศษของ ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีในกลุ่มนี้ได้แก่ การเข้ามาขององค์เทพจากความเชื่อและพิธีกรรมของศาสนาที่มาจาก


4 อินเดีย จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ผสมผสานกับความแพร่หลายขององค์เทพที่เป็นวิญญาณของพระมหากษัตริย์ ไทยในอดีต ตัวละครสำคัญในวรรณคดีไทยและตำนานพื้นบ้าน เจ้านายหรือวีรบุรุษวีรสตรีที่มีบทบาทสำคัญทั้ง ในประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนอกจากนี้คนทรง ตำหนักทรงและการจัดพิธีกรรมในกลุ่ม นี้จะเน้นที่ความยิ่งใหญ่อลังการในการเสริมบารมีของร่างทรงแต่ละคนและการให้ความสำคัญกับลูกศิษย์มาก เป็นพิเศษ หลายกรณีมักจะมีเรื่องของธุรกิจการค้าเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด พรมแดนที่แบ่งแยกลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีแต่ละประเภทนั้นส่วนใหญ่มักจะไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด การจัดแบ่งประเภทข้างต้นเป็นเพียงการแบ่งตามพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้าง ๆ เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ ภาพรวมของปรากฏการณ์ทรงเจ้าเข้าผีในสังคมไทยสมัยใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นเอง ในความเป็นจริงลัทธิ พิธีทรงเจ้าเข้าผีที่กล่าวมานี้ต่างก็ได้ติดต่อ คบหาสมาคมและเรียนรู้จากกันและกันอยู่ตลอดเวลา บรรดาองค์ เทพที่ได้รับความนิยมในตำหนักทรงที่กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา นครสวรรค์ลำพูน เชียงใหม่หรือที่ไหนก็ ตามเป็นองค์เดียวกันและมีความเชื่อและพิธีกรรมที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเสด็จพ่อร. 5 เจ้าแม่ กวนอิม หลวงปู่โต เป็นกลุ่มองค์เทพในลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีที่ได้รับความนิยมในชุมชนแทบทุกหนทุกแห่งของ ประเทศ ในขณะที่วิญญาณของเจ้าหรือเทพบางองค์ก็ได้รับความนิยมเฉพาะถิ่นเฉพาะท้องที่ เช่น ท้าวสุรนารี หรือย่าโมได้รับความนิยมในเขตจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง พระยาชัยภูมิภักดีชุมพลหรือเจ้าพ่อ พญาแลได้รับความนิยมในเขตจังหวัดชัยภูมิเสด็จเตี้ย (กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ได้รับความนิยมใน จังหวัดชุมพร ชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง แน่นอนว่าเจ้าหรือองค์เทพเหล่านี้มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วไปเพราะว่า วิถีชีวิตของคนไทยสมัยใหม่ที่มีพลวัตค่อนข้างมาก มีการเดินทาง การติดต่อสมาคม การประกอบอาชีพและ การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกันอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ลักษณะร่วมประการสำคัญในลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีทั้ง 3 ประเภทก็คือ ทั้งร่างทรงและ ลูกศิษย์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่ผ่านวัยกลางคนและมีครอบครัวแล้ว เหมือนว่าลัทธิพิธีทรงเจ้า เข้าผีจะเป็นพื้นที่ทางสังคมที่แสดงให้เห็นบทบาทและหน้าที่ของเพศหญิงด้านจิตวิญญาณที่ได้รับการสืบทอด มาจากอดีตอย่างชัดเจน ผู้หญิงเป็นผู้นำในพื้นที่ของความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีและวิญญาณ ส่วน ผู้ชายเป็นผู้นำในพื้นที่ของพุทธศาสนาและศาสนาหลักอื่น ๆ การแบ่งแยกบทบาทระหว่างเพศค่อนข้างชัดเจน เช่นนี้ได้รับความสนใจจากนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมไทยพอสมควร นักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่อธิบายว่า การที่ผู้หญิงเป็นร่างทรงและเป็นลูกศิษย์ร่างทรงมากกว่าผู้ชาย อาจเป็นเพราะว่าผู้หญิงตกเป็นฝ่ายที่ถูกบังคับควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ทางศาสนาและสังคมมากกว่าผู้ชาย ทั้งยัง ต้องเป็นฝ่ายรับภาระโดยตรงในการจัดการดูแลกฎระเบียบและข้อห้ามทางศีลธรรมของครอบครัวโดยเฉพาะใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเรื่องเพศสัมพันธ์และสุขภาพอนามัยของผู้หญิง การสืบทอดมรดกผ่านเครือญาติ ฝ่ายหญิงและกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ของครอบครัว ผู้หญิงต้องตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางทางจิตใจ และร่างกายเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาทางโลกภายใต้บริบทแวดล้อมที่สถาบันเครือญาติและครอบครัวในชุมชน ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บทบาททางสังคมของผู้ชายได้รับการสนับสนุนอย่าง ชัดเจนผ่านทางอุดมการณ์พุทธศาสนา การศึกษาในระบบโรงเรียน และความเป็นอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับ ทางเลือกต่าง ๆ ของชีวิตนั้น เครือญาติและการสืบมรดกผ่านสายเลือดฝ่ายหญิงได้ถูกระบบเศรษฐกิจการตลาด และอำนาจจากสังคมภายนอกเข้ามารุกรานจนอ่อนกำลังลง เมื่อพิจารณาจากบทบาทและความคาดหวังทาง


5 เพศในสังคมไทยโดยรวมที่บอกว่า “ลูกผู้ชายเป็นกำลังทางเกียรติยศส่วนลูกผู้หญิงเป็นกำลังทางเศรษฐกิจของ ครอบครัว” ความกดดันในชีวิตประจำวันจึงน่าจะตกอยู่ที่ฝ่ายหญิงมากกว่าฝ่ายชาย การหันหน้าเข้าหาตำหนัก ทรงหรือเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่าง ๆ ของผู้หญิงจึงสะท้อนให้เห็นถึงภาวะการดิ้นรนแสวงหาทางออกให้กับชีวิตและหา คำตอบว่าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความบีบคั้นกดดันและความทุกข์ด้วยปัญหาทางโลกทั้งหลายได้อย่างไร ในลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีส่วนใหญ่ ผู้หญิงมีอำนาจ บารมีและความเป็นอิสระที่จะใช้เทคโนโลยีของ พิธีกรรมเพื่อปลดเปลื้องความคาดหวังและความกดดันต่าง ๆ ที่พวกเธอต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเธอ เป็นร่างทรง เธอก็มีลูกศิษย์หรือคนมาขอความช่วยเหลือ ให้ความเคารพเชื่อฟัง รวมทั้งมีบทบาทในการเป็นที่ พึ่งทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณได้ด้วย นักมานุษยวิทยาหลายท่านเรียกพฤติกรรม การแสดงออกและ ความหมายที่ผู้หญิงแสดงออกมาในขณะทำหน้าที่เป็นร่างทรงว่าเป็น “ พฤติกรรมขบถที่เกิดขึ้นในรูปของ พิธีกรรม” (ritualized rebellion) คนทรงผู้หญิงอาศัย “เสียงพูดและอำนาจของผี” เพื่อแสดงพฤติกรรมหรือ ความต้องการที่ถูกกดบังคับหรือห้ามปรามในชีวิตจริงออกมาแล้วสังคมยอมรับได้พิธีกรรมการทรงเจ้าเข้าผีใน ที่นี้จึงเป็นเสมือนภาวะการชดเชยที่ลึกลับซับซ้อน (mystical compensation) เป็นการใช้อำนาจของผี แสดงออกทางพฤติกรรม คำพูดและสัญลักษณ์เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปหรือถูกกดบังคับไว้ในชีวิตจริง 1.6.2 ร่างทรง : บทบาทที่มีต่อสังคมปัจจุบัน กรณีศึกษาที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา นิภาวรรณ วิรัชนิภาวรรณ (2532: 10-14) ได้กล่าวถึง การเข้าทรงและร่างทรงดังนี้ 1. ประเภทของร่างทรง การเข้าทรงสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะการเข้าทรง ดังนี้ 1.1 การเข้าทรงประเภทพรม เป็นการเข้าทรงที่เจ้าหรือเทพที่เข้ามาจับทรงส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของพราหมณ์ เช่น พระ พรหม พระวิษณุ พระกฤษณะ และเจ้าแม่อุมาเทวี เป็นต้น ผู้ที่เป็นร่างทรงประเภทพรหมนี้ส่วนใหญ่จะแต่ง กายชุดขาวทั้งหมดคล้ายพวกพราหมณ์ 1.2 การเข้าทรงประเภทเทพ เป็นการเข้าทรงที่เจ้าที่มาจับทรงจะเป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ องค์กุมาร ยักษ์หรือกษัตริย์ ขุนนาง แม่ทัพนายกองของไทยหรือของชาติอื่นที่เคยมีชีวิตและมีชื่อเสียงอยู่ในอดีต โดยมีชื่อเรียกซ้ำกัน หรือต่างกัน บ้าง ผู้ที่เป็นร่างทรงประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะแต่งกายทรงไทยโบราณและเสื้อผ้ามีสีสันฉูดฉาด 1.3 การเข้าทรงประเภทจีน เป็นการเข้าทรงที่เจ้ามาจับทรงเป็นเจ้าจีน เช่น เจ้าแม่กวนอิม เซียนซือ กวนอู เป็นต้น สำหรับภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน ซึ่งมีการแสดงออกโดยการพูดหรือเขียนเป็นภาษาจีน ผู้เป็นร่างทรง ประเภทนี้ ส่วนใหญ่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทรงจีนสีขาว สวมหมวกจีน


6 2. สาเหตุที่เจ้ามาจับทรง สำหรับสาเหตุที่เจ้ามาจับทรงนั้น ทั้งร่างทรงและประชาชนที่เชื่อเรื่องการเข้าทรงได้แสดงความเห็นว่า มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่สำคัญมีอยู่ 4 ประการคือ เนื่องจากความเสื่อมของศาสนาพุทธและ ศีลธรรมจรรยาของมนุษย์ ทำให้เจ้าต้องมาช่วยจรรโลงศาสนา และมาช่วยให้มนุษย์อยู่ในศีลธรรม และเกิดจาก การที่โลกมีความสับสนวุ่นวายมาก เช่น เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเกิดสงคราม จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าที่จะต้องมา ช่วยเหลือมนุษย์ เช่น มาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัย ตลอดจนมาให้คำแนะนำปรึกษา นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากการที่เจ้ามีความผูกพันกับร่างทรงในอดีตชาติ ทำให้เจ้าต้องติดตามมาช่วยเหลือ ดูแล ปกป้องและคุ้มครอง สำหรับสาเหตุประการสุดท้าย ซึ่งเป็นสาเหตุที่เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันคือการ ตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เจ้าซึ่งเคยสิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ๆ ในป่าไม่มีที่อาศัย จึงต้องมาจับทรงในร่างมนุษย์ และเมื่อมาจับทรงแล้ว เจ้าก็พยายามช่วยเหลือมนุษย์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า สาเหตุสำคัญที่เจ้ามาจับทรงก็คือ มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ เจ้าจะได้รับจากการช่วยเหลือมนุษย์คือ เจ้าได้มีโอกาสสร้างสมบารมีซึ่งความดีที่สร้างสมจะทำให้เจ้าได้รับการ ยกระดับให้เป็นเจ้าที่มีระดับสูงขึ้น 3. คุณสมบัติของร่างทรง ผู้ที่ถูกเลือกเป็นร่างทรง จะมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ ซึ่งผู้เป็นร่างทรงและผู้ที่สนใจและรู้เรื่องการ เข้าทรง ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติที่สำคัญของร่างทรงไว้ 2 แนวคิด คือ แนวคิดแรก มีความเชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นร่างทรงนั้นจะต้องเป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม รวมทั้งเป็นผู้ที่ต้อง รักษาศีลด้วย ซึ่งอาจสรุปได้ว่า เฉพาะคนดีเท่านั้นที่จะเป็นร่างทรงได้ แนวคิดที่สอง มีความเชื่อว่า ผู้ที่เป็นร่างทรงไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป แต่ต้องเป็นผู้ที่ถูกกำหนด หรือถูกเลือกโดยเจ้าที่มาจับทรง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้เป็นร่างทรงนั้นกำลังชะตาขาด เจ้าจึงต้องมาช่วยเหลือ หรือผู้เป็นร่างทรงกับเจ้าที่มาจับนั้น เคยมีความผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติก่อนหรือเจ้าที่มาจับทรงมีลักษณะ ส่วนตัวอย่างไร ก็จะมาเลือกร่างทรงที่มีลักษณะคล้ายตน เช่น เจ้าชอบแต่งตัว ก็จะเลือกร่างทรงที่ชอบแต่งตัว เป็นต้น จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่เป็นร่างทรงไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป แต่ต้องเป็นคนที่เจ้าเลือกหรือเจ้าต้องการ ให้เป็นร่างทรง 4. สาเหตุที่ร่างทรงยอมรับการเป็นร่างทรง ทั้งร่างทรงที่เป็นร่างทรงด้วยความเต็มใจและจำใจกล่าวว่า สาเหตุที่ยอมรับการเป็นร่างทรงเพราะ เกิด จากอาการเจ็บป่วยอย่างมาก และอาการป่วยได้มากขึ้น ๆ จนเกือบเสียชีวิตหรือถึงขั้นเกือบวิกลจริต ซึ่งร่าง ทรงทุกคนได้เคยผ่านการรักษาพยาบาลทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือทางไสยศาสตร์มาแล้วไม่มากก็น้อย แต่ อาการเจ็บป่วยก็ยังไม่ดีขึ้น หรืออาจมีบางครั้งที่อาการเจ็บป่วยทุเลาไปเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีร่างทรงบางรายที่การเจ็บป่วยหรือภัยอันตรายได้เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวของร่างทรงด้วย ต่อเมื่อได้มีการยอมรับเป็นร่างทรงแล้ว อาการเจ็บป่วยนั้นก็เริ่มทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีร่างทรงบางราย อาการเจ็บป่วยได้หายขาดไปในที่สุด ดังนั้น จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่า สาเหตุสำคัญที่สุดของการที่ร่างทรง ยอมรับการเป็นร่างทรง คือ ความล้มเหลวของการรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างทรงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ นั่นเอง


7 บทที่ 2 รวบรวมความเชื่อ พิธีกรรม ที่ปรากฏในภาพยนตร์ 2.1 การสืบทอดร่างทรง ภาพประกอบที่ 1 การเข้าทรง ที่มา : https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2238704 การเข้าทรง เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ มีรากเหง้าก่อเกิดขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการทาง จิตวิญญาณของมนุษย์ สำหรับสังคมไทยการทรงเจ้าเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานเมื่อไหร่ไม่ชัดเจน แต่การทรงเจ้า ถูกปลูกฝังไปพร้อมกับความเชื่อของไทยโบราณ ซึ่งในสังคมไทยโบราณนั้นมีการนับถือผีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น พลังเหนือธรรมชาติ พลังจากบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ความเชื่อแบบนี้อยู่ในสังคมไทยมาอย่าง ยาวนาน และการทรงเจ้านั้นก็ยังถูกปลูกฝังไปพร้อมกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง ศาสนาฮินดูที่นับถือเทพเจ้ามากมายจนหล่อหลอมเกิดเป็นวัฒนธรรมร่างทรงขึ้นมา การทรงเจ้าและร่างทรงนั้นมีมานานแล้ว ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บันทึกไว้ว่ามีการลงโทษคน ทรงเจ้า เพราะว่าคนเหล่านี้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงปล่อยข่าวลือก่อนเกิดเหตุไฟไหม้อยู่เสมอ เพื่อเป็น การข่มขู่ให้ราษฎรหวาดกลัวไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่าง อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางเพลิง ดัง คำกล่าวที่ว่า “เมื่อกลัวจะมิสมคำดังว่า ก็คิดอ่านการทุจริตทิ้งไฟประกอบเหตุ” ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนา ไปสู่ยุค 4.0 ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและ สังคม เช่น อัตราการแข่งขันในหน้าที่การงานและการศึกษาสูงขึ้น หลายหน่วยงานนำเทคโนโลยีและสื่อ ออนไลน์เข้ามาใช้กันมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งต้องลด ต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้เกิดการ “เลิกจ้างงาน” หรือ “ปลดพนักงานออก” สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้คนไทย เกิดความวิตกกังวล มีอาการตึงเครียด และในบางรายคิดสั้นฆ่าตัวตาย ไปจนถึงก่อปัญหาอาชญากรรมขึ้น เมื่อ


8 หาทางออกไม่ได้ บรรดาผู้ที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจต้องการที่พึ่งทางใจ และแน่นอนว่าหลายคนส่วนใหญ่ เลือกไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นอันดับแรก โดยอาจจะไป ปรึกษาหมอดูหรือไปหาร่างทรง จากการสำรวจอาชีพหมอดู และอาชีพร่างทรงแล้ว พบว่าจะมีการให้บริการ หลัก ๆ สองประเภทคือ การตรวจดวงชะตา และ การสะเดาะเคราะห์ทว่าบางสำนัก อาชีพร่างทรงยังรับรักษา โรคและแก้ไขปัญหาอื่นๆ แก่ผู้รับบริการ เช่น การแก้ไสยผีเข้า หรือการเรียกเทพเจ้าต่างๆ มาประทับร่างให้ดู และยิ่งในปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงร่างทรงได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก และกลุ่มไลน์ที่เป็น แหล่งรวมตัวของสาวกร่างทรงเพื่อพูดคุยกันหรือกระจายข่าวสาร หรือแม้แต่การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ สามารถทำได้ผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์หรือทวิตเตอร์ ร่างทรงจะมี 2 แบบ กลุ่มแรก จะเป็นกลุ่มที่ไม่สืบทอดทางสายเลือด คือ อยากจะอัญเชิญองค์ไหนมา ลงก็ได้ (ส่วนมากเป็นสมัยใหม่) ส่วนอีกกลุ่ม คือ การสืบทอดทางสายเลือด (เหมือนกับในหนัง) กลุ่มที่มีการสืบ ทอดทางสายเลือด ร่างทรงไม่ได้เข้าแบบสะเปะสะปะเหมือนสมัยนี้ แต่เขาจะเลือกคนที่จะเข้า เช่น เฉพาะคน ในตระกูลนี้เท่านั้น เป็นต้น การสืบทอดทางสายเลือด เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะจากที่ได้ไปดูจารึก “สด๊ก ก๊อกธม” อายุประมาณ 1,800 ปี ได้ระบุว่า เวลาจะนับสายสกุลการสืบทอด เขาจะนับผ่านทางสาย “ผู้หญิง” แสดงว่า วิธีการนับญาติโดยผ่านทางสายเลือดคงอยู่มาแล้ว 1,800 ปี ถึงแม้ที่ผ่านมา การเผยแผ่ ศาสนา โดยเฉพาะมาจากอินเดีย จะนับสายผู้ชายอย่างเข้มข้น แต่ทุกวันนี้เรากลับพบว่าการนับญาติ การสืบ ทอดกลับเป็นฝ่ายหญิง จากบันทึกใน “สด๊กก๊อกธม” ได้บันทึกเรื่องราวการคัด “เทวราชา” เพื่อดูแลอาณาจักร เขมรโบราณ (ทำหน้าที่คล้ายกับ “พระสยามเทวาธิราช” ของไทย) โดยมีการบันทึกถึง “ตระกูล” ที่มาทำพิธี โดยต้องมาจากตระกูลพราหมณ์ “พราหมณ์ศิวไกวัลย์” ซึ่งคนที่จะทำพิธีจะต้องมาบวชเป็นพราหมณ์ ไม่ สามารถมีลูกได้ ฉะนั้น ทายาทที่จะสืบทอด โดยมากก็จะเป็นลูกของน้องสาวหรือพี่สาวเท่านั้น โดยไม่นับ น้องชายหรือพี่ชาย “ถึงแม้อิทธิพลที่แผ่จากอินเดียจะใช้ผู้ชายที่เป็นพราหมณ์ในการทำพิธี แต่พอเวลานับญาติกลับใช้ฝ่าย ผู้หญิง ซึ่งแตกต่างจากในอินเดียอย่างสิ้นเชิง เพราะอินเดียบอกว่าจะต้องนับจากฝ่ายชายเท่านั้น นี่ขนาดรับ วัฒนธรรมที่เข้มข้นจากอินเดียมา แต่สุดท้ายก็มาโอนอ่อนลงในแถบบ้านเรา” ซึ่งหากจะให้วิเคราะห์ก็เป็นไปได้ ว่า เพราะมีพราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดีย แล้วมาได้กับนางโสมา ซึ่งเป็นลูกผู้มีอำนาจสืบทอดวงศ์วานของ กษัตริย์ที่ปกครองแถวนี้ ฉะนั้น คนที่เป็นพื้นถิ่นจริงๆ คือผู้หญิง ขาจึงนับสายสกุล จากสายผู้หญิง โดยเฉพาะ อารยธรรมเขมร และ จามปา (เคยอาศัยอยู่ตอนเหนือของเวียดนาม ก่อนล่มสลาย) เรื่องนี้ในทางปกครอง ที่อยู่ ในจารึกที่เขียนเรื่องทาส เขามักจะนับญาติจากผู้หญิง เช่น เขียนว่านายคนนี้เป็นลูกใคร เขาก็จะบอกชื่อผู้หญิง เพราะชีวิตผู้ชายสมัยนั้นไม่แน่นอน เช่น ถูกเกณฑ์แรงงาน ไปออกรบ เสียชีวิต ซึ่งมันอาจจะยากต้องการ สืบสายสกุล ในขณะที่ผู้หญิง ไม่ค่อยได้ไปไหน อยู่บ้านเลี้ยงลูก ความรู้ต่างๆ จึงถูกสืบทอดต่อๆ กันมา ทั้งนี้ ในเชิงการปกครอง ก็เหมือนกับการแบ่งหน้าที่กันระหว่างชายหญิง ชายอาจจะนำไปในทางปกครอง แต่ ผู้หญิงจะกลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ


9 ภาพประกอบที่ 2 ป้านิ่ม ร่างทรงย่าบาหยัน จากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393 เป็นภาพขณะที่ป้านิ่มผู้เป็นร่างทรงย่าบาหยันกำลังทำพิธีบูชาย่าบาหยัน บริเวณรูปปั้นย่าบาหยัน 2.2 พิธีบูชาผี ภาพประกอบที่ 3 พิธีบูชาผี ที่มา : http://www.clm.up.ac.th/project/local_database/read.php?record=183 ผีปู่ ย่า ตา ยาย หมายถึงผีประจำตระกูล หรือที่เรียกกันว่าผีบรรพบุรุษ กล่าวคือถ้า ปู่ ย่า ตา ยาย ล่วงลับไปแล้วพวกลูกหลานก็จะสร้างหอไว้ทางเบื้องทิศหัวนอน หรือในสถานที่ที่เห็นว่าสมควร บนหอจะมีหิ้ง วางเครื่องบูชา เช่น พานดอกไม้ ธูปเทียน น้ำต้น(คนโท) วางเอาไว้ ในปัจจุบันคำว่า “ผีปู่ ย่า ตา ยาย ” กร่อม ลงมาเหลือเพียงคำว่า “ผีปู่ย่า” ซึ่งเพื่อเป็นการสะดวกในการเรียกจะได้ไม่ยาวเกินไป การนับถือผีปู่ ย่า ตา ยาย ก็มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า เวลาพ่อ แม่ ตายลงไป ในสมัยก่อนลูกหลานไม่ได้กินได้ทานอุทิศส่วนกุศลให้ดังเช่น สมัยนี้ สาเหตุเพราะว่าอาจจะไม่มีวัดหรือไม่ก็อยู่ห่างไกลวัดก็อาจเป็นได้ ลูกหลานมีความรักเอ็นดูห่วงใยพ่อแม่


10 จึงสร้างศาลสูงเพียงตาขึ้น แล้วมีดอกไม้ ธูปเทียน อาหาร หวานคาว ลูกส้มของหวาน บวงสรวงอัญเชิญดวง วิญญาณของพ่อแม่ให้มาอยู่ในศาล เพื่อพิทักษ์รักษาลูกหลานตลอดจนเครือญาติจะต้องถือผีปู่ ย่า ตา ยาย อัน เดียวกัน แล้วก็ห้ามแต่งงานในวงศ์ที่ถือผีอันเดียวกัน ผีปู่ ย่า ตา ยาย จะอยู่กับลูกหญิงตลอดไปโดยมากจะอยู่ กับผู้หญิงคนหัวปี และจะต้องทำศาลให้ถ้าลูกคนหัวปีตายหรือหนีไปอยู่ที่อื่น ก็จะอยู่กับลูกหญิงคนถัดไปใน เครือญาติที่เป็นปึกแผ่น การเลี้ยงผีปู่ ย่า ตา ยาย ในสมัยก่อนนั้น จะมีการส่งอาหารให้ทุกมื้อเมื่อมีการกิน อาหาร ต่อมาเห็นว่าเป็นการลำบากต่อลูกหลานซึ่งจะต้องทำมาหากิน ขอส่งวันละครั้ง เดือนละครั้ง จนต่อมา ในปัจจุบันเป็นปีละครั้ง ภาพประกอบที่ 4 พิธีบูชาผีจากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ ภาพขณะที่ป้านิ่มทำพิธีบูชาย่าบาหยันร่วมกับชาวบ้าน บริเวณบนภูเขา 2.3 ปักธูปกลับหัว การปักธูปกลับหัว เกี่ยวกับความเชื่อยังไง แบ่งออกได้ 6 ประการ ดังนี้ 1. การปักธูปกลับหัวในพิธีสาบาน ธูปกลับหัวหลังจากการกล่าวคำสาบาน มีความเชื่อว่าคำสาบานนั้นจะ ส่งผลรวดเร็วและรุนแรงกว่าการปักธูปแบบปกติ 2. การปักธูปกลับหัวในงานศพ หรือต่อหน้าศพ การกระทำแบบนี้ถือเป็นการสะกดวิญญาณ เพื่อไม่ให้ วิญญาณมาทำร้ายผู้ปักธูป หรือไม่ให้มาเรียกร้องทวงความยุติธรรม 3. การทำให้ศพคืนชีพอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และแสดงการไม่ให้อโหสิกรรม หรือไม่ยกโทษให้ เพราะขัดกับประเพณีที่นิยมทำกันโดยทั่วไป 4. การอัญเชิญวิญญาณเร่ร่อน หรือผีไร้ญาติ มารับเครื่องเซ่นไหว้ 5. การปักธูปกลับหัวที่ไม่เกี่ยวกับพิธีใด ๆ หากไม่ได้อยู่ในพิธีสำคัญใด ๆ อาจหมายถึง การไม่ยอมรับคำ ตัดสิน หรือเป็นการเชิญผีเร่ร่อน 6. การอนุญาตให้ดวงวิญญาณบางดวงที่ไม่มีชื่อมากินของเซ่นไหว้ได้


11 ภาพประกอบที่ 5 ปักธูปกลับหัว ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ ภาพขณะที่ป้าน้อยกำลังปักธูปกลับ เพื่อให้ภูตผีวิญญาณที่ถูกสะกดคืนชีพอีกครั้ง 2.4 ใครเรียกอย่าขานรับ ในสมัยโบราณเมื่อจะสร้างเสาหลักเมืองหรือประตูเมือง เจ้าเมืองก็จะให้เสนากลุ่มหนึ่งออกไปเดินตาม หมู่บ้านในเวลากลางคืน แล้วร้องตะโกนเรียก อิน จัน มั่น คง เมื่อมีคนขานรับครบทั้ง ๔ คนแล้ว ก็จะนำมา เลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมัน จนเมื่อถึงฤกษ์ลงเสาก็จะผลักคนทั้ง ๔ นี้ลงหลุม แล้วปล่อยเสาลงมาทับ กลบดินลง หลุม เป็นการฝังอาถรรพ์ให้คนที่ง ๔ เป็นผีเฝ้ารักษาเมือง ถ้าข้าศึกเข้ามาก็ให้มาบอกเพื่อเตรียมการรับได้ทัน เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเล่ากันในยุครัตนโกสินทร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ที่คนไทยเรียกกันว่า “วันวลิต” นายห้างฮอลันดาซึ่งเข้ามาอยู่กรุงศรีอยุธยานานถึง ๑๕ ปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ ๕ เล่ม ได้กล่าวถึงการสร้างประตูเมืองของกรุงศรีอยุธยาไว้ว่า “..พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันทรงเปลี่ยนประตูทั้งหมด... ประตูเหล่านี้ถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ในประเทศ สยาม พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งให้โยนหญิงมีครรภ์ ๒ คนลงใต้เสาแต่ละเสา และจำเป็นต้องใช้หญิงมีครรภ์ถึง ๖๘ คน สำหรับประตู ๑๗ ประตูนี้...” วันวลิตยังเล่าอีกว่า ไม่เพียงแต่ประตูวังเท่านั้น การสร้างที่ประทับในพระบรมมหาราชวังก็ได้ทำพิธีนี้ เช่นเดียวกัน เสาแต่ละต้นก็จะต้องต้องโยนหญิงมีครรภ์คนหนึ่งลงไป หญิงผู้ตายในเวลาใกล้คลอดยิ่งดี เชื่อว่า ผู้หญิงเหล่านี้เมื่อตายแล้วจะเป็นผีปีศาจที่ดุร้าย ไม่เพียงคอยปกป้องเสาซึ่งตนถูกโยนลงมาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ บ้านเมืองพ้นจากโรคร้ายอีกด้วย วันวลิตเล่าอีกว่า หญิงมีครรภ์ที่กวาดต้อนมานี้ เกิดมี ๕ คนได้คลอดบุตรก่อน ถึงฤกษ์ ทำให้เกิดความสังเวชกันขึ้น ออกญาจักรีจึงกราบทูนขอให้ปล่อยตัวหญิงทั้ง ๕ นี้ไป นอกจากเรื่องสยองเรื่องนี้แล้ว นายวันวลิตยังเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นของเมืองไทยไว้อีก อย่างการประหาร ชีวิต ออกหลวงมงคล จอมขมังเวทย์ผู้ภักดีต่อพระศรีศิลป์และตกเป็นกบฏ ซึ่งได้แสดงอภินิหารครั้งสุดท้ายที่ หลักประหารไว้ว่า “...เมื่อเขาอยู่ในอาการสงบเพื่อรับดาบที่ฟันลงมา เพชฌฆาตก็ไม่สามารถทำให้เกิดบาดแผลใน ร่างกายของเขาได้ แม้จะได้ฟันเต็มแรงจนใบดาบชนิดโค้งนั้นคดไปก็ตาม ทุกครั้งที่เพชฌฆาตฟันก็เกิดเสียงดัง เหมือนคมดาบกระทบทั่งตีเหล็ก หลังจากนั้นออกหลวงมงคลก็ก็ลุกขึ้นดึงเชือกที่มัดตัวออก จับเพชฌฆาตไว้ และบีบคอจนตาย เสร็จแล้วก็ขอน้ำ เขาเสกคาถาลงไปในน้ำ แล้วดื่มไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือใช้ลูบไล้ร่างกาย และ


12 เอานิ้วขวาจุ่มลงในน้ำมนต์ ทำเครื่องหมายลงบนลำตัวด้านซ้ายใต้ซี่โครง ในประเทศสยามถ้าผู้ใดถูกตัดสินให้ ตายด้วยคมดาบ ก็จะต้องถูกฟันตรงนั้นซึ่งไส้จะไหลออกมาอย่างเร็วที่สุด แล้วออกหลวงมงคลก็นอนลงแล้วสั่ง ให้เพชฌฆาตอีกคนที่ถูกนำตัวมาใหม่ให้ฟันเขาตรงที่ๆเขาทำเครื่องหมายเอาไว้ ถ้าหากฟันพลาดออกหลวง มงคลจะบีบคอให้เหมือนกับที่ทำกับเพื่อนเขาคนก่อน เพชฌฆาตฟันดาบลงไป แต่ด้วยความกลัวพลาดจึงทำให้ ฟันผิด ฟันไม่ถึงตาย ออกหลวงมงคลร้องดังลั่นและสั่งให้ฟันตรงหัวใจมิฉะนั้นจะบีบคอเพชฌฆาตนี้เสียอีกคน นี่ คือวาระสุดท้ายของออกหลวงมงคล บุคคลผู้น่าเกรงขาม ผู้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินและทุกคนในราชสำนักตกอยู่ ในความกลัว...” วันลิตเข้ามาอยู่กรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าปราสาททอง แต่เรื่องกบฏครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระเจ้า ปราสาททองจะขึ้นครองราชย์ แสดงว่านายวันวลิตไปเอาเรื่องที่ชาวบ้านเล่ากันมาเขียนเอามันเพื่อให้คนยุโรป อ่าน แม้นายวันวลิตจะได้ชื่อว่าเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ไทยในยุคที่ผู้บันทึกอยู่ร่วมยุคสมัยก็ตาม แต่เรื่อง ประเภทนี้ก็แสดงว่านายวันวลิตตอกไข่ใส่เพื่อให้ฝรั่งอ่านสนุกสร้างเรตติ้ง เรื่องที่ไม่น่าเชื่อเหล่านี้ เมื่อเล่ากันซ้ำไปซ้ำมา ก็เลยทำให้หลายคนเชื่อเป็นเรื่องจริงได้ อย่าง “ขุนช้าง ขุนแผน” ก็เป็นแค่วรรณคดีเรื่องเด่น มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในหนังสือประวัติจังหวัดภูเก็ต ฉบับฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้กล่าวถึงการฝังหลักเมืองไว้ว่า “เมื่อท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้ถึงอสัญกรรมแล้ว พระยาถลาง (ทองพูน) ได้เป็นเจ้าเมือง ถลาง ได้จัดหาสถานที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น และได้ตกลงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง ในปัจจุบันนี้ โดยเรียกว่า “บ้านเมืองใหม่” เมื่อจัดหาที่ได้แล้ว จึงได้ประกอบพิธีกรรมขึ้นเพื่อฝังหลักเมือง โดย นิมนต์พระภิกษุสงฆ์รวม ๓๒ รูป เจริญพระพุทธมนต์อยู่ ๗ วัน ๗ คืน แล้วจึงให้อำเภอ ทนาย ป่าวร้องหาตัวผู้ที่ จะเป็นแม่หลักเมือง (ผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมืองได้ ต้องเป็นคนที่เรียกกันว่า สี่หูสี่ตา คือกำลังมีครรภ์นั่นเอง) การ ป่าวร้องหาตัวแม่หลักเมืองนี้ ได้ประกาศป่าวร้องไปเรื่อยๆไปตลอดทุกหมู่บ้านว่า ไอ้เจ้ามั่น เจ้าคง อยู่ที่ไหนมา ไปประจำที่ ในที่สุดจึงไปได้ผู้หญิงชื่อนางนาค ต้องแก่ประมาณ ๘ เดือนแล้ว นางนาคได้ขานตอบได้ ๓ ครั้งแล้ว ได้เดินตามผู้ประกาศไป ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เมื่อไปถึงหลุมที่จะฝังหลักเมือง นางนาคก็กระโดดลงไป ในหลุมนั้นทันที ฝาหลุมก็เลื่อนปิด เจ้าพนักงานก็กลบหลุมฝังหลัก เป็นอันเสร็จพิธีการฝังหลักเมือง” เรื่องนี้ก็ไม่เคยปรากฏในพงศาวดารเมืองภูเก็ต แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนกับเรื่องราชาธิราชตอน พระเจ้าฟ้ารั่วสร้างปราสาทและทำพิธีฝังเสาหลักเมือง ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “ครั้นวันฤกษ์พร้อมกันคอยหาฤกษ์ และนิมิตกึ่งฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริม หลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่าได้ฤกษ์ แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเอาเสาปราสาทนั้นลงหลุม” ตามตำรา “พระราชพิธีนครฐาน” ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงยึดถือใน การทำพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครนั้น มีมาแต่โบราณกาลหลายฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดกล่าวว่า ใช้ตนชื่ออินจันมั่นคงและผู้หญิงท้องมาฝังลงในหลุมอย่างโหดร้ายแบบนี้เลย ตามตำรานั้นกล่าวว่า ให้เอาดินจากทิศทั้ง ๔ มาปั้นเท่าผลมะตูม สมมุติเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ให้คน ถือคนละก้อนยืนอยู่ที่ปากหลุมคนละทิศ เมื่อพราหมณ์ผู้ทำพิธีถามว่าดินแต่ละก้อนนั้นมีคุณประการใด คนที่ถือ ก้อนธาตุดินก็บอกคุณของดินในมือตนว่า พระนครนั้นจะมีอายุยืนยาว เป็นที่ประชุมของประชาชนชั่วกัลปว สาน คนถือก้อนธาตุ


13 ภาพประกอบที่ 6 ใครเรียกอย่าขานรับ ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ เป็นภาพขณะที่มิ้งขานรับคำเรียกชื่อจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งป้านิ่มสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวิญญาณ ของผีเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น 2.5 ลากไข่ถอนคุณไสย ภาพประกอบที่ 7 พิธีเลียกดอก ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/415588 พิธีกรรมตอกไข่ ไล่สิ่งชั่วร้าย เป็นความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวเขมร มีชื่อเรียกในภาษาเขมรว่า “เลียกดอก” แปลว่า ลากถอน ‘ไข่’ หนึ่งในอาหารหลัก ที่ผูกพันกับความเชื่อทางไสยศาสตร์มายาวนาน ทั้ง การนิยมนำไข่ต้มไปแก้บน การนำไข่เป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ หรือแม้กระทั่งการนำไข่มาทำ พิธีถอนคุณไสย ชาวบ้านมีความเชื่อว่าหากผู้ใดได้รับคุณไสย หรือมีสิ่งชั่วร้ายเข้าตัว สามารถนำไข่มาไล่สิ่งชั่ว


14 ร้ายออกไปได้ ด้วยการนำไข่มาลากถูไปมา บริเวณร่างกายของผู้นั้น แล้วตอกไข่ออกมา จะทำให้ไข่มีสีดำ กลิ่น เหม็นเน่า อาจมีของที่ถูกทำคุณไสย เช่น ตะปู เส้นผม ออกมาด้วย ภาพประกอบที่ 8 ลากไข่ถอนคุณไสย ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ เป็นภาพขณะที่ป้านิ่มทำพิธีลากไข่ถอนคุณไสยให้กับมิ้ง บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่พี่ชายของมิ้ง ผูกคอฆ่าตัวตาย 2.6 สังเวยเนื้อควายสด ภาพประกอบที่ 9 พิธีกรรมบวงสรวงยักษ์ปู่แสะ-ย่าแสะ ที่มา : http://www.lannacorner.cmu.ac.th/lanna2016/view.php?id=00265&group=1


15 พิธีกรรมนี้มีที่มาจากพิธีกรรมบวงสรวงยักษ์ปู่แสะ-ย่าแสะ ขั้นตอนของพิธีเริ่มจากการนำควายดำตัวผู้ ที่มีลักษณะเขายาวเท่าหู จะถูกพามาเชือดที่บริเวณลานโล่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ดง จากนั้นจะมีการแห่พระบฏ (ผ้าซึ่งเป็นภาพของพระพุทธเจ้า ปางห้ามญาติ อายุเก่าแก่ประมาณ 100 ปี) เข้ามาที่ดง เพื่อเป็นตัวแทนของ พระพุทธเจ้า จากนั้นจะมีผู้เฒ่าผู้แก่เชิญวิญญาณผีปู่แสะย่าแสะ และเหล่าบรรดาลูกๆ อีก 32 ตนมาเข้าร่าง ทรงซึ่งไม่เปิดเผยชื่อสลับกับเสียงพระสวด โดยเริ่มจากผีปู่แสะก่อน เมื่อผีเข้าร่างทรงก็จะเข้ามากัดกินเนื้อควาย ดิบ และของเซ่นอื่นๆ ซึ่งพิธีกรรมในวันนี้นั้นมีประชาชนที่ให้ความสนในทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและ ต่างประเทศรวมถึงสื่อมวลจากต่างประเทศกว่า 5,000 คนมาร่วมชมพิธีกรรมที่เก่าแก่นี้ สำหรับพิธีกรรมเลี้ยง ดง ของชาวเชียงใหม่นั้นจัดขึ้นติดต่อกัน 100 กว่าปีแล้ว โดยตำนานปู่แสะย่าแสะ ในอดีตมีเมืองหนึ่งชื่อ บุพ พนคร เป็นเมืองชนเผ่าลัวะ ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงและดอยอ้อยช้าง ชาวบ้านแห่งนี้อยู่กันแบบไม่เป็นสุขเพราะ ถูกยักษ์ 3 ตน ยักษ์พ่อแม่ลูก จับเอาชาวเมืองไปกินทุกวันๆ จนชาวเมืองต้องหนีออกจากเมืองเนื่องจากกลัว ยักษ์ ต่อมาพระพุทธเจ้า รับรู้ความเดือดร้อนของชาวเมืองลัวะ จึงได้เสด็จมาโปรดและแสดงอภินิหาร แสดง ธรรม ให้ยักษ์สามตนได้เห็น จนยักษ์สามตนนั้นเกิดความเลื่อมใส และให้ยักษ์ทั้งสามตนสมาทานศีลห้าสืบไป ต่อมายักษ์ทั้งสามตนนึกได้ว่าพวกตนเป็นยักษ์ต้องประทังชีวิตด้วยการกินเนื้อ จึงได้ขอพระพุทธเจ้ากินควายปี ละ 1 ตัว พระพุทธเจ้าไม่ตอบ ยักษ์ทั้งสามตนจึงได้ไปขอกับเจ้าเมืองลัวะ ซึ่งทางเจ้าเมืองก็ได้นำควายมาถวาย ให้ปีละ 1 ตัว และยักษ์ก็จะดูแลชาวบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป ซึ่งยักษ์ตัวพ่อชื่อปู่แสะ ยักษ์ตัวแม่ชื่อย่า แสะ หลังสิ้นสมัยปู่แสะย่าแสะ แล้วชาวบ้านชาวเมืองก็ยังเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์อยู่และหวังให้ปู่แสะย่าแสะ ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา พร้อมช่วยกันดูแลชาวบ้านชาวเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข จึงได้มีพิธีเซ่นดวงวิญญาน ที่เรียกกันว่า เลี้ยงดง ตลอดจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อถึงเดือนเก้าออกของเมืองล้านนา ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องจะเอา ผืนผ้ามาแต้มเป็นรูปพระบฏให้ดูเหมือนพระพุทธเจ้าเสด็จมาร่วมพิธีกรรมเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ หรือชาวบ้าน เรียกผืนผ้ากันว่า ตุงพระบฏมาแขวนให้แกว่งไปมาเหมือนดั่งภาพมีชีวิต โดยของเซ่นไหว้คือควายกีบเผิ้ง หรือ ควายหนุ่มที่มีกีบเท้าสีเหลือง เขาควายยาวเท่าหู พร้อมกับเครื่องพลีกรรมอื่นๆ กล้วย อ้อย ของหวานสถานที่ คือดงหลวงใกล้ๆกับดอยคำ ทิศใต้ของดอยสุเทพนครเชียงใหม่ ภาพประกอบที่ 10 สังเวยเนื้อควายสด ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ ภาพจากฉากที่หมอผีและลูกศิษย์กำลังจูงควายเข้าไปยังโรงงานร้าง แล้วนำควายมาชำแหละ เพื่อสังเวยให้กับวิญญาณ


16 2.7 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ ภาพประกอบที่ 11 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ ที่มา : https://www.thaich8.com/news_detail/51835 น้ำมนต์คือน้ำอาคม ที่เสกคาถา ตามที่จะใช้ เช่นคาถาไล่ผีไล่คุณ ถอนมนต์ดำต่างๆ น้ำมนต์จึงเป็นน้ำ ที่ถูกเสกด้วยคาถา มนต์อาคมลงมนต์ในน้ำ จึงเรียกว่าน้ำมนต์ และน้ำมนต์เป็นอาคมธาตุน้ำ มีความเชื่อกันว่า บุคคลใดเมื่อได้รับการอาบน้ำมนต์ จะบังเกิดสิริมงคลต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งป้องกันเภทภัย เสริมดวง เสริม บารมี และพิธีอาบน้ำมนต์ "แก้คุณไสย ไล่มนต์ดำ" เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ภาพประกอบที่ 12 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ จากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ที่มา : https://www.sanook.com/movie/112393/ ภาพในขณะที่มิ้งเข้าร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำแล้วอ้วกออกมาเป็นสิ่งสกปรกสีดำ


17 บทที่ 3 วิเคราะห์ความเชื่อ และพิธีกรรมที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ในปัจจุบันความเชื่อ และพิธีกรรมทางคติชนวิทยาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนตามยุค และสมัยที่แปรเปลี่ยนไป ในปัจจุบันอาจจะยังมีความเชื่อและพิธีกรรมที่ยังคงดำรงไว้ เพื่อเป็นดั่งคุณค่าทาง สังคม และทางด้านคติชนที่สืบต่อกันมา หรือมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หลังจากที่ได้รวบรวม ข้อมูลด้านความเชื่อ และพิธีกรรมต่าง ๆ ทางด้านคติชน จากภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ในบทนี้จะมารวบรวม ข้อมูลและวิเคราะห์ให้เห็นว่าในปัจจุบันยังคงมีความเชื่อ และพิธีกรรมอยู่อีกหรือไม่ ยังมีการดำรงไว้ หรือมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 3.1 การสืบทอดร่างทรง ฉลาดชาย รมิตานนท์ (2537, หน้า 246) กล่าวว่า แม้ว่าอิทธิพลของวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้น แต่ความเชื่อเรื่อง ผี ไสยศาสตร์ พราหมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาที่มิได้สูญหาย แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อ วิถีชีวิตของคนไทยอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่ก็ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งจิตสำนึกทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย และนอกจากนั้นการดำรงอยู่ ของระบบความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มิได้ขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อวิถีชีวิตของผู้คน ตรงกันข้ามกลับได้รับการ ปรับแต่งให้คล้องจอง และดำรงอยู่ควบคู่ไปอย่างน่าสนใจที่ผู้คนต่าง แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ สังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันแข่งขันกันในทุกด้านเพื่อพัฒนาปรับปรุงตนเองให้อยู่รอดทั้งในด้านการดำรงชีวิต การทำงาน การศึกษาเล่าเรียนให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทุกขณะ ทำให้ผู้คนมากมายเกิดความท้อแท้ ขาดที่พึ่ง ขาดกำลังใจเ พราะไม่สามารถปรับตัวได้ใหม่ทันต่อการ เปลี่ยนแปลง สิ้นหวังที่จะต่อสู้และใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างเป็นสุข เกิดภาวะต้องการที่พึ่ง ต้องการกำลังใจ จนกระทั่งในบางครั้งคิดหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อทำให้ตนเองมีจิตใจที่เข้มแข็งเมื่อ เกิดภาวะวิกฤติและมีกำลังใจที่จะสามารถผชิญปัญหาที่กำลังประสบอยู่ให้ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ดังจะสังเกตเห็นได้ทั้งในครัวเรือน เช่น ศาลพระภูมิ รูปเคารพ และในชุมชน เช่น ศาลเจ้า หรือในสถานที่ราชการ ที่ทำงาน เช่น รูปเคารพ เทวรูป เป็นต้น ที่มีผู้สร้างไว้เพื่อก่อเกิดผลในในด้านจิตใจ และมีความหวังว่าหากบนบาน ขอร้อง หรือแสดงความเคารพนอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่มีอำนาจเหนือ ธรรมชาติ ปัจจุบันการทรงเจ้าหรือการเข้าทรงได้มีการพัฒนาไปมาก โคยคนทรงมิได้ประกอบพิธีทรงเข้าเฉพาะ ในตำหนักทรงหรือหอผีเฉพาะในชุมชนตนเองเท่านั้น แต่ยังได้มีการพบปะสังสรรค์และได้มีการสร้างความ สัมพันธ์ะหว่างกันด้วยการเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมทรงเจ้าในงานประจำปีที่คนทรงอื่นขัดขึ้น เช่น งานไหว้ครู ประจำปีของบรรดาร่างทรง ที่มีอยู่ทั่วประเทศตามแต่ที่ได้รับการเชื้อเชิญอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ต่อกันให้เกิดขึ้นในกลุ่มของคนทรงแล้ว ยังเป็นการถ่ายทอด และตอกย้ำความเชื่อของคนที่มีความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติให้มั่นคงยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งทรงเจ้าให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ด้วยเช่นกัน จากข้อความของ ฉลาดชาย รมิตานนท์ (2537, หน้า 246) ที่ปรากฏอยู่ในงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องการ ทรงเจ้าในชุมชน จากคำกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าไปมากทางด้าน วิทยาศาสตร์มากเพียงใด แต่ความเชื่อเรื่อง ผี ไสยศาสตร์ พราหมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาที่ไม่ได้ เลือนหายไป แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยอยู่อย่างเหนียวแน่น ยังคงมีการสืบทอดร่าทรงอยู่ แต่ก็ได้


18 มีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งจิตสำนึกทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย การปรับเปลี่ยนทางสังคมไทยในเรื่องของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใน สังคมปัจจุบัน ไม่ได้ส่งผลต่อความเชื่อทางด้านผี ไสยศาสตร์ พราหมณ์ หรือพระพุทธศาสนา มีการเลือนหายไป แต่อย่างใด แต่อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงในด้านความเชื่อ หรือพิธีการบ้าง เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงตาม กาลเวลา การพัฒนาของสังคมไทย และพัฒนาการตามสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยหรือแม้แต่ สังคมโลก 3.2 พิธีบูชาผี วารสารศิลปการจัดการ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2562), ศึกษาวิเคราะห์การบูชา และความเชื่อผีตาแฮกของชุมชนตำบลเกษม อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ตามหลัก พระพุทธศาสนา พิธีกรรมการบูชาและความเชื่อเรื่องผีตาแฮกของชาวอีสานในชุมชนตำบลเกษมนั้น มีมาตั้งแต่ ครั้งบรรพบุรุษแล้ว วิญญาณจิตสำนึกอยู่เสมอว่าธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็น ป่า เขา ไร่นา จะมีภูตผี วิญญาณสิงสถิตอยู่ซึ่งมองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ด้วยความรู้สึกที่มีอยู่ในทัศนะเช่นนี้ จึงเกิดมีการทำพิธีบูชาผีเพื่อ เป็นการระลึกถึงบุญคุณ กตัญญูเป็นการเอื้อต่อการดำเนินชีวิตให้มีความสมดุลย์ในสังคมอีสาน และมีพิธีกรรม ดังต่อไปนี้ (1) พิธีกรรมการบูชาและความเชื่อเรื่องผีตาแฮกของชุมชนตำบลเกษม ความเชื่อของชาวอีสานของ ชุมชนตำบลเกษมเชื่อว่า ผีตาแฮก เป็นผีประจำท้องไร่ท้องนา ที่ปกปักรักษาพืชสวนไร่นา และดูแลทำให้ข้าว กล้าเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ การทำนาจะได้ผลดี จึงมีการเซ่นไหว้ผีตาแฮกทุกปี คือก่อนลงมือปักดำ ฉะนั้นในที่นาของแต่ละคนจะมีที่ที่ให้ผีตาแฮกอยู่ซึ่งบางคนอาจปลูกกระท่อมหลังเล็ก ๆ บางคนอาจปักเสาเป็น สัญญลักษณ์ว่าที่ตรงนี้ คือที่อยู่ของผีตาแฮก หรือบางแห่งอาจทำรั้วถี่ ๆ ล้อมบริเวณใดบริเวณหนึ่งไว้ ซึ่งชาวบ้านจะทราบดีถึงที่อยู่ของผีตาแฮกนี้ การไหว้ผีตาแฮกหรือทำพิธีปักกกแฮก จะดำเนินการตอนช่วงจะ เริ่มปักดำ สิ่งที่ใช้ในการทำพิธีปักกกแฮก ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ต้มสุกพร้อมเครื่องใน 1 ตัว บางคนอาจมีข้าวดำ ข้าวแดง ปลาร้า ด้วยก็ได้ ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลู บุหรี่ น้ำ1 ขวด แก้ว 2 ใบ กระติ๊บข้าวเหนียว หลังจากนั้น นำของเซ่นไหว้ไปที่ที่อยู่ของตาแฮก แล้วจัดแต่งสำรับ ที่นำมาใส่ถาดเหล้า เปิดฝา กระติ๊บข้าวเหนียวเปิดออก น้ำและเหล้าเทใส่แก้วคนละใบ จุดเทียนตั้งไว้พร้อมกับกล่าวเชิญให้ผีตาแฮก มารับหรือมากินของเช่นไหว้ พร้อมกับบนบานให้ข้าวกล้าในนาของตนอุดมสมบูรณ์ จากตัวอย่างของงานวิจัยใน วารสารศิลปการจัดการ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2562) ได้มีการทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาวิเคราะห์การบูชา และความเชื่อผีตาแฮกของ ชุมชนตำบลเกษม อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีในปี พ.ศ 2562 แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันก็ยัง ปรากฏการทำพิธีในลักษณะของพิธีบูชาผี จากตัวอย่างงานวิจัยเป็นในพื้นที่ของทางภาคอีสานยังคงมีความเชื่อ และยังคงมีดำรงไว้ซึ่งการทำพิธีกรรมในลักษณะการบูชาผีอยู่จนถึงปัจจุบัน 3.3 ปักธูปกลับหัว คมชัดลึกออนไลน์ (2563) กล่าวว่า เปิดความหมาย "ปักธูปกลับหัว" ตามความเชื่อหลังลุงพลทำตอน สาบานที่วัดถ้ำภูผาแอก กรณีที่ลุงพลได้ไปเข้าร่วมทำพิธีดื่มน้ำสาบานต่อหน้ารูปปั้นเหมือนหลวงปู่ลิ้น ที่วัดถ้ำภูผาแอก โดยมีพระอธิการบุญมา โดยในคำสาบานของพ่อตาบอกว่า ให้ตายใน 3 วัน 7 วัน แต่ลุงพลขอ พ่อตาเพิ่มถ้อยคำของคำสาบาน ว่าใครเกี่ยวข้อง คดีน้องชมพู่ ขอให้ครอบครัววิบัติฉิบหายตายโหงตามน้อง


19 ชมพู่ไปด้วย แต่พ่อตาบอกพ่อเป็นคนกำหนดคำสาบานเองไม่ใช่ลุงพล แต่ในขณะเดียวกัน สังคมเกิดคำถาม หลังจากลุงพลทำการ “ปักธูปกลับหัว” ซึ่งบุคคลที่สั่งให้ลุงพล “ปักธูปกลับหัว” ก็คือ หมอปลา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางเราได้ไปหาความหมายของการปักธูปกลับหัว ซึ่งจากการหาข้อมูลได้มีการตีความออกไปในหลากหลาย รูปแบบและพอจะสรุปความหมายได้ดังนี้ - แนวความคิดที่ 1 เมื่อมีการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณการปักธูปกลับหัว หมายถึง การอนุญาตให้ดวง วิญญาณบางดวงที่ไม่มีชื่อมากินของเซ่นไหว้ได้ - แนวความคิดที่ 2 มีความเชื่อว่า การปักธูปกลับหัว ทำให้ศพฟื้นคืนชีพได้ - แนวความคิดที่ 3 ธูป หมายถึงคำตัดสิน การปักธูปกลับหัวนั้นหมายความว่า ไม่ยอมรับคำตัดสิน - แนวคิดที่ 4 การมาเคารพด้วยการจุดธูป 1 ดอก ก็คือการมาลา, ขออโหสิกรรมให้ดวงวิญญาณ ผู้เสียชีวิตอย่างสงบ การปักธูปกลับหัวจึงมีความหมายตรงข้ามกันนั่นเอง ทั้งนี้ การปักธูปกลับหัว ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์นั้นส่วนมากเป็นการกระทำโดยเจตนาร้าย และขัดกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย จากข่าวจากสำนักข่าวคมชัดลึกออนไลน์ (2563), ได้มีการให้ความหมายเรื่องความเชื่อในการปักธูป กลับหัวของลุงพล สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อในเรื่องการปักธูปกลับหัวยังคงมีให้เห็นจนถึงในปัจจุบัน ความเชื่อ ในเรื่องการปักธูปกกลับหัว ยังคงมีความหมายที่เกิดการตีความจากความเชื่อนี้ได้ ในปัจจุบันก็ยังคงมีความเชื่อ ในเรื่องนี้อยู่ อีกทั้งยังมีการปรากฏให้เห็นในสื่อต่าง ๆ 3.4 ใครเรียกอย่าขานรับ ข่าวเดลินิวส์ (2557), 10 สุดยอดประโยคร้องทัก 'โบราณว่า' เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคร้อง ทัก “โบราณว่า..” จากปากผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำเตือนที่ไว้สำหรับทักหรือห้ามปรามลูกหลานเมื่อเห็น พฤติกรรมไม่เหมาะสม และคงไม่มีชนชาติใดมีความเชื่อเหล่านี้มากกว่าประเทศไทยอีกแล้ว เสียงเรียกปริศนายามค่ำคืน สมัยก่อน (หรือสมัยนี้) เชื่อว่าถ้ามีเสียงคนเรียกตอนกลางคืนอย่าขานรับ เพราะเป็นเสียงของดวงวิญญาณ และถ้าหากตอบรับจะเหมือนเป็นการอนุญาตให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นเข้ามา ในบ้าน บางทีก็จะเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัวได้!! แต่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นการสอนมารยาทก็เป็นได้ เพราะการตะโกนตอบรับในสมัยนั้นถือว่าไม่สุภาพสุด ๆ ไปเลย จากข้อความข้างต้น เป็นการอ้างอิงนำเนื้อหามาจากบทความข่าวของสำนักข่าวเดลินิวส์ เมื่อปี พ.ศ. 2557 เป็นการรวบรวมความเชื่อประโยคร้องทักที่โบราณได้กล่าวไว้ 10 ข้อ ซึ่ง 1 ในข้อที่ทางข่าว เดลินิวส์มีนั้นคือเรื่องใครเรียกอย่าขานรับ การขานรับเสียงเรียกในตอนกลางคืน โดยมีการบอกถึงความหมาย ทางความเชื่อโบราณ และบอกถึงความเชื่อที่อิงถึงหลักความเป็นจริง หรือหลักการความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ หลักการทางเหตุและผล ในปัจจุบันอาจจะยังคงปรากฏความเชื่อเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็ได้มีการอ้างอิงถึงหลักการ ทางเหตุและผลมากขึ้น ความเชื่อเรื่องใครเรียกอย่าขานรับจึงอาจมีความหมายในสองนัยคือหลักความเชื่อ โบราณ และหลักการความเชื่อที่อ้างอิงหลักความเป็นจริงตามเหตุผลที่อาจจะเป็นไปได้อย่างเหมาะสม 3.5 ลากไข่ถอนคุณไสย ข่าวอมรินทร์ทีวี (2563), “จากกรณีหนุ่มอายุ 19 ปี ในจังหวัดนครสวรรค์ โพสต์เฟซบุ๊กระบายความ ในใจ หลังถูกสาวรุ่นพี่อายุห่างกัน 20 ปี ทำให้หลงรัก แม่สังเกตอาการแปลก ได้จึงพาไปทำพิธีถอนของออก มีคลิปความยาว 1.04 นาที ในคลิปจะเห็นว่าไข่ที่ถูกนำมาทำพิธี จะมีเส้นผม ผีตายโหง เข็มกับด้ายออกมาด้วย นั้น ข้อความระบุว่า “เหตุเกิดก่อนปีใหม่ ผมอยู่กรุงเทพฯ เกิดอาการกระวนกระวาย ขี่จักรยานยนต์กลับมา


20 จ.นครสวรรค์ 2 รอบ รอบแรกไปหาพระ พระทักบอกว่ากุมารตาม พอไปอีกที่เจอทักว่ามีผู้หญิงทำของใส่ ตอนแรกเขาจะทำให้หลง พอตนทิ้งเขาไป ผู้หญิงจะทำให้ตนบ้า จากนั้นจึงหาของไปแก้ของในตัว จนเป็นผู้เป็น คนทุกวันนี้” ล่าสุด วันที่ 8 มิ.ย. 63 นายดนัย (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ผู้โพสต์ เปิดใจว่า เรื่องเกิดขึ้นกับตนจริง ที่ตนนำไปโพสต์เป็นวันที่หมอคุณไสยแก้ของในตัวออกให้หมดแล้ว เรื่องมาจากช่วงกลางปี 2561 คบกับผู้หญิง คนหนึ่ง จากการที่เจอกันโดยบังเอิญในพื้นที่ จ.นนทบุรี ชื่อว่า น.ส.กิ๊ก (นามสมมติ) อายุ 39 ปี อายุมากกว่าตน 20 ปี กระทั่งคบกันเรื่อยมา จากนั้น ตนมีอาการแปลก ๆ ช่วงปลายปี 2561 ตนกระวนกระวาย หวงผู้หญิงคน นี้มาก ก่อนจะรู้สึกเสียใจ เรียกร้องความสนใจจากหญิงคนนี้ บางทีเอามีดมากรีดข้อมือข้างซ้ายตัวเองต่อหน้า ผู้หญิง และพฤติกรรมผู้หญิงคนนี้คือจะซื้อของมาให้และนำกลับไป คล้ายนำไปดัดแปลง ทำอะไรใส่ก่อนนำ กลับมาให้ตน เคยเห็นมีตุ๊กตาคล้ายสิงตัวเล็ก ตา 2 ข้างคล้ายถูกควักออก และถูกด้ายสีดำเย็บปิดดวงตาแทน และตนเคยสังเกตว่าลูกอมรูปหัวใจสีแดงที่เคยซื้อให้นานหลายเดือน ผู้หญิงนำไปเก็บไว้ไม่กิน มุมขวาของ เปลือกลูกอม ถูกตัดออก 1 มุม และพับปิดด้วยเทปใส กระทั่งตนกลับมาอยู่บ้าน หลังจากทำงานไม่ไหว ตนมาเล่าให้แม่ฟังว่ารู้สึกเหมือนโดนทำของใส่ จากนั้นแม่พาไปหาพระ พระรดน้ำมนต์ให้ และทักว่ากุมารตาม ตัวตนเองอยู่ ตอนนี้กุมารแตกแล้ว หลังจากรดน้ำมนต์ จากนั้น แม่เจอพระธุดงค์ 2-3 องค์ ทักว่าลูกโยมกำลัง ถูกทำของใส่เรื่อย ๆ ทั้งที่พระไม่เคยเจอตน ตอนนั้นตนกลับไปมาหาผู้หญิง 2 รอบ จนเป็นหนัก พอรู้ว่าตนรู้ตัว ว่าถูกทำของและไม่กลับไป ผู้หญิงโทรมาหาตนและร้องไห้ ก่อนตนจะมาแก้ของที่ จ.นครสวรรค์ ตอนนี้รู้สึกดี ขึ้น จากแต่ก่อนแทบอยู่ไม่ได้ มีอาการเหนื่อยไม่มีเหตุผล แต่พอแยกทางกับผู้หญิง ก็รู้สึกดีมาก ใช้ชีวิตปกติ น.ส.น้ำหวาน อายุ 42 ปี แม่ของนายดนัย เปิดเผยว่า ตอนแรกที่รู้ว่าลูกคบกับผู้หญิงอายุมากกว่า ก็เตือนลูกไป กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะมาหลอก ตอนแรกทั้ง 2 คนชอบกันรักกันตามปกติ จากนั้นช่วงปลายปี 2561 ลูกชายเริ่มมีอาการแปลก ขี่รถจักรยานยนต์จาก จ.นนทบุรี หนีผู้หญิงคน นั้นกลับมาหาตนที่บ้าน จ.นครสวรรค์ จากนั้นลูกมีอาการมือเขียวตัวเย็น จึงพาไปหาพระที่วัดแถวบ้าน พระก็รดน้ำมนต์แก้และไล่ผีให้ และพาไปหาหมอแก้คุณไสยที่ จ.สุรินทร์ จากนั้นต้นปี 2562 ลูกชายกลับไปหา ผู้หญิงคนนี้อีก และกลับมาหาตนกลางปี 2562 ลูกถูกทำของหนักมากเหมือนผู้หญิงคนนั้นรู้ตัว จึงโกรธที่ลูกตี ตัวออกห่าง จึงทำใส่หนักกว่าเดิมจนลูกสติไม่อยู่กับตัว จากนั้นมีพระธุดงค์ 3 องค์เดินมา ทักว่าน้องต้องหาพระ หลวงปู่ทวดมาใส่ จากนั้นลูกเป็นหนักอีกต้นปี 2563 ตนพาไปแก้กับหมอคุณไสย หมอดูบอกว่าต้องถอน ถ้าไม่แก้เขาจะเอาถึงตาย ตอนนั้นลูกไม่ยอมกินข้าว 7 วัน บอกว่ามีคนกระซิบบอกไม่ให้กิน จากนั้นลูกเห็นผี และฝันไม่ดี แต่เมื่อแก้ของเสร็จ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไข่ที่ตนนำไปให้หมอแก้คุณไสย 3 วันติดต่อกันวันละ 6 ฟอง มีของสีดำออกมาทุกวัน มีเศษเข็ม เศษเส้นผม เศษขี้เถ้า สายสิญจน์ ตะปู เข็ม เยอะมาก “ไม่คิดว่าของจะ ออกมาแบบนี้ และถ้าไม่เจอกับตัวไม่รู้ และถ้าคน ๆ นั้นไม่ใช่ลูกของเรา เราจะไม่เชื่อ อีกอย่างเราเห็นมากับตา บางอย่างสิ่งที่ลี้ลับ ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้” ทีมข่าวทดสอบนำเส้นผมและเข็มใส่เข้าไปในไข่ไก่ โดยเตรียมอุปกรณ์ เข็มฉีดยา คัตเตอร์ ตะปู เข็ม เทปกาว เส้นผม เลือดปลอม หรือน้ำหนองปลอม ซึ่งใช้น้ำแดงและน้ำเขียวผสมกัน จะได้เลือดปลอม จากนั้นใช้ เทปติดลงบนไข่เพื่อป้องกันไข่แตก แล้วเจาะรูสอดเส้นผมเข้าไป เป็นอันเสร็จสิ้น ด้านมุมวิทยาศาสตร์ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีการทำไข่มายากล ไข่มนตร์ดำทำเสน่ห์เพื่อ หลอกลวง ซึ่งมีให้เห็นนานแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมีการหลอกลวงแบบนี้ไม่หมดเสียที โดยวิธีการคือนำเอาไข่ดิบ มาเจาะรู ก่อนจะนำสิ่งของใส่ลงไป และนำไปทำพิธีทางคุณไสย นอกจากนี้ จะมีการทำสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อปกปิดรูเจาะ ซึ่งทำได้ง่ายมาก ก่อนจะตอกออกให้คนดูว่ามีสิ่งของมากมายอยู่ในไข่ เช่น เจอหนอง และเข็ม


21 เป็นต้น "ไข่เหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวัน ฉะนั้นคนที่ พร้อมจะหลอกลวงเรามีเยอะ อะไรที่นักมายากลสามารถทำได้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด เป็นเรื่องเทคนิคมากกว่า โดยเอาความเชื่อของเรามาใช้ในการหลอกลวง" อ.เจษฎา กล่าว จากเนื้อหาข่าวจากสื่อข่าวอมรินทร์ทีวี (2563) ได้ระบุเนื้อหาของข่าวที่แสดงให้เห็นความเชื่อเรื่องลาก ไข่ถอนคุณไสยในทางหลักความเชื่อด้านไสยศาสตร์และทางด้านวิทยาศาสตร์ ข่าวนำเสนอในกรณีเรื่องราวของ บุคคลท่านหนึ่งที่มาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์เรื่องลากไข่ถอน คุณไสย และทางสำนักข่าวได้นำมาเกิดการทดลองขึ้นว่าสามารถใส่สิ่งของต่าง ๆ เข้าไปในไข่ไว้ได้หรือไม่ และได้เสนอความคิดมในมุมมองทางด้านวิทยาศาสตร์ของรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้เห็นถึงมุมมองความเชื่อที่แตกต่างกัน ของสองแง่มุม เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบันนี้ 3.6 สังเวยเนื้อควายสด ข่าวมติชน (2561), “หนึ่งเดียวในโลก! ประเพณีเลี้ยงดง ร่างทรงยักษ์ปู่-ย่าแสะ กินเนื้อควายสด ๆ เชื่อช่วยปกป้องผืนป่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่นับพันคนร่วมชม ประเพณีเลี้ยงดง ปูแสะ ย่าแสะ ที่จัดขึ้นบริเวณลานพิธีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย (แม่เหียะ) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระครูสุนทร เจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดดอยคำ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีทางศาสนา จากนั้นได้อันเชิญพระบฎ หรือแผ่นผ้ารูปวาดพระพุทธเจ้ามาแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อ แกว่งไปมา เป็นการสมมุติว่าพระพุทธเจ้ายังคงดำรงพระชนม์ชีพ ก่อนที่ปู่อาจารย์จะทำพิธีอันเชิญผีปู่แสะ ย่าแสะมาเป็นประธานของผีทั้งหลายและรับเครื่องสังเวย ก่อนที่จะประทับร่างทรงและหยิบอาหารจากกระทง ทั้ง 12 มากินพร้อมดื่มสุราที่จัดไว้ จากนั้น จะเดินทางมาจากศาลาพิธีเพื่อบอกกล่าวท้าวจตุโลกบาล และหอผี ทั้ง 12 หอที่สร้างจากโครงไม้ไผ่ ก่อนจะมากินเครื่องบวงสรวงที่เป็นเนื้อและเลือดควายดิบ พิธีนี้เป็นพิธีที่แปลก พิสดาร มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นการล้มควายหนุ่ม นำมาชำแหละ นำส่วนหัวและส่วนหนังมาปูพื้น ให้ร่างทรงดวงวิญญาณของปู่แสะย่าแสะ ยักษ์ปู่ย่าผู้คอยดูแลปกป้องผืนป่าบริเวณดอยคำ และดอยสุเทพ มากินเครื่องบวงสรวงที่เป็นเนื้อควายและเลือดสด ๆ โดยเชื่อกันว่าการเลี้ยงดงด้วยเครื่องเซ่นไหว้ จะทำให้เกิด ความร่มเย็น ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาล ประชาชนไม่เจ็บไข้มีสุขภาพดี ขณะที่ผู้ทำลายป่าจะมีอัน เป็นไป ประเพณีเลี้ยงดงเป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของชาวลัวะ และสืบทอดมานานกว่า 200 ปี โดยถือเอาวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 เหนือ หรือ ก่อนฤดูทำนาเป็นวันประกอบพิธี ปัจจุบันยังคงรักษา และถือปฏิบัติตามรูปแบบดั้งเดิมเป็นประจำทุกปี ภายใต้การสนับสนุนของเทศบาลเมืองแม่เหียะ และสภา วัฒนธรรมตำบลแม่เหียะ เป็นประเพณีที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ ไม่เพียงแต่เป็นการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ความเชื่อนี้ยังเป็นการปกป้องรักษาป่าในบริเวณดอยคำและดอยสุเทพ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าบุกรุกทำลายป่า แต่ในการกลับกันชาวบ้านก็ได้ช่วยกันดูแลผืนป่า ขณะที่เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ได้ถือโอกาสเข้าร่วม พิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ด้วย โดยได้นำพานขันดอกพร้อมนำภาพบ้านป่าแหว่งมาถวายและให้พ่อปู่ดู เพื่อขอให้ พ่อปู่ช่วยเหลือให้การทวงคืนป่าดอยสุเทพกลับคืนมา และเร่งฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จากข้อความข้างต้น ในหัวข้อข่าวของสำนักข่าวมติชน (2561), การสังเวยเนื้อควายสดยังคงเป็น พิธีกรรมที่ปรากฏในบางพื้นที่ ที่ยังคงมีความเชื่อและมีผู้คนให้ความศรัทธาในการเข้าร่วมและมีการประกอบ พิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่โดยเชื่อกันว่าการเลี้ยงดงด้วยเครื่องเซ่นไหว้ จะทำให้เกิดความร่มเย็น ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาล ประชาชนไม่เจ็บไข้มีสุขภาพดี ขณะที่ผู้ทำลายป่าจะมีอันเป็นไป ประเพณีดังกล่าวใน


22 เนื้อความข่าวถูกกล่าวว่าเป็นประเพณีสุดแปลก เป็นประเพณีที่น่าจะพบเจอได้ยากในปัจจุบัน หรืออาจปรากฏ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย แต่ก็ยังคงมีการปรากฏให้เห็น มีการเผยแพร่ในสื่อข่าวทางโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางที่ทำให้สืบค้นและรับรู้เรื่องราวได้ว่ายังคงมีการดำรงไว้ซึ่งพิธีกรรม ประเพณีความเชื่อในเรื่องนี้อยู่ แม้อาจจะไม่แพร่หลายนัก และเป็นประเพณีที่ค่อนข้างหาชมได้ยากในปัจจุบัน 3.7 อาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำ The smarter way (2563), “สายมูต้องอ่าน! 4 วิธีแก้คุณไสยมนต์ดำ โดนแล้วอาการเป็นอย่างไร แก้ด้วยตัวเองได้ไหม รู้ไว้ไม่เสียหาย เมื่อพูดถึงเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำหลายคนคงรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เป็นความเชื่อ ของคนไทยและประเทศแถบเอเชียมานับตั้งแต่โบราณ แม้ว่าปัจจุบันเรื่องราวลี้ลับเหล่านี้จะดูห่างไกลจากตัว เรามาก แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่ยังคงมีความเชื่อในท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องของคุณไสย ละคร ซีรีส์ หรือนิยายก็ยังคง นำความลี้ลับของเรื่องไสยศาสตร์มานำเสนอให้เราได้รับรู้อยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่หลายๆ คนสนใจที่สุดก็คือ เรื่องของมนต์ดำนั่นเอง เพราะมนต์ดำมักทำให้ร่างกายหรือจิตใจเกิดอาการผิดปกติจนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต จนหลายคนอยากรู้วิธีแก้คุณไสยมนต์ดำติดตัวเอาไว้ก่อน วันนี้ ShopBack Blog จึงอยากมานำเสนอวิธีแก้คุณ ไสย ความเชื่อโบราณที่น่าสนใจและรู้ติดตัวไว้ก็ไม่เสียหาย แต่อย่าลืมว่านี่คือเรื่องของความเชื่อเท่านั้นควรอ่าน อย่างมีสติและวิจารณญาณ อาบน้ำมนต์จากวัด น้ำมนต์จากวัดถือเป็นน้ำที่ผ่านการปลุกเสกด้วยบทสวดมนต์ที่ มีพลังพระพุทธคุณ โดยทั่วไปเราสามารถนำมาปะพรมตัวเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนความเชื่อเรื่องวิธีแก้คุณ ไสยมนต์ดำโดยการอาบน้ำมนต์นั้นก็สามารถทำได้โดย นำน้ำมนต์จากวัดมาผสมน้ำอาบเป็นประจำทุกวัน จนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือหากอาการหนักมากจะนำมาต้มผสมน้ำดื่มก็ได้” จากข้อความข้างต้นเป็นข้อความจากบล็อกในเว็บไซต์ออนไลน์มีชื่อว่า ShopBack Blog ในปี พ.ศ. 2563 แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อเรื่องของการอาบน้ำมต์ไล่มนต์ดำ ยังคงมีการปรากฏให้เห็นใน ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องการไล่มนต์ดำอาจจะการปรากฏให้เห็นน้อยลง เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ สังคมและยุคสมัยในปัจจุบัน ในเรื่องของด้านความเชื่อ ไม่ว่าในปัจจุบันหรืออดีตย่อมต้องอาศัยวิจารณญาณใน การพิจารณาของตนเองตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการของเหตุผล หรือความเชื่อที่เป็นไปตาม ความเป็นมาในครั้งโบราณก็ตาม ความเชื่อเรื่องการอาบน้ำมนต์ไล่มนต์ดำยังคงปรากฏให้เห็นตามความเชื่อ และจะเชื่อหรือไม่อย่างไรนั้น ก็เป็นตามวิจารณญาณของแต่ละบุคคล


23 บทที่ 4 บทสรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 4.1 สรุปและอภิปรายผล จากการทำวิจัยเรื่อง คติชนสร้างสรรค์ : วิเคราะห์พิธีกรรมและความเชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง ร่าง ทรง สรุปและอภิปรายผลได้ ดังนี้ ภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง พูดถึงความเชื่อเรื่องการบูชาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่มาคอยปกปักรักษาคนใน หมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสาน โดย “ร่างทรง” จะถูกสืบทอดทางสายเลือดครอบครัว ๆ หนึ่ง และผู้ที่จะ มาเป็นร่างทรง จะต้องเป็น “ผู้หญิง” เท่านั้น กระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างเป็นวงกว้าง และ วิพากษ์วิจารณ์ได้หลายด้าน ทั้งเรื่องความเชื่อ พฤติกรรมด้านจิตวิทยา โดยอนุภาคต่าง ๆ ที่ปรากฎในภาพยนต์ เรื่อง ร่างทรง นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางคติชนวิทยา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องร่างทรง การเปลี่ยนผ่าน การเป็นร่างทรง การบูชาผี พิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การปักธูปกลับ-หัว การสังเวยเนื้อควายสด การเคารพและการ ประนีประนอมกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องเคล็ดลางคุณไสย หรือคติความเชื่อทางศาสนาผีบาง ประการและความเชื่อสำคัญของคนในภาคอีสานที่ว่า ผีมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ หรือผู้คน ที่ มีให้พบเห็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบันนี้ แม้บางความเชื่อหรือพิธีกรรมต่าง ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง ตามยุคตามสมัย แต่ก็ยังคงปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ 4.2 ข้อเสนอแนะ งานวิจัยในครั้งนี้เป็นเพียงแค่การศึกษาวิเคราะห์ พิธีกรรมและความเชื่อต่าง ๆ ที่ยังปรากฎอยู่ใน ปัจจุบันจากตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้น หากต้องการให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ควรมีการศึกษาวิจัยใน ด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศึกษาพิธีกรรมและความเชื่อที่เคยมีแต่ไม่ปรากฏในปัจจุบัน เป็นต้น อีกทั้งรายงานวิจัย ครั้งนี้จัดทำในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 การออกไปรับชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์มี ความเสี่ยง และราคาตั๋วค่อนข้างสูง ทำให้ไม่สามารถรับชมซ้ำหลายครั้งได้ ข้อมูลจึงอาจจะไม่ครบถ้วนในทุก รายละเอียด ข้อเสนอแนะในครั้งต่อไป เนื่องจากการวิจัยในครั้งนี้ ศึกษาเฉพาะพิธีกรรมและความเชื่อที่ปรากฏใน ภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งหากมีการศึกษาในครั้งต่อไป ควรศึกษาในภาพยนตร์เรื่องอื่น ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลพิธีกรรมความเชื่อที่ปรากฎในภาพยนตร์ประเภทนั้น ๆ อย่าง หลากหลายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


24 บรรณานุกรม คมชัดลึก. (2563). ความหมาย "ปักธูปกลับหัว" ตามความเชื่อหลังลุงพลทำตอนสาบาน. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.komchadluek.net/news/438648 ฉลาดชาย รมิตานนท์. (2537). ความเชื่อเรื่องร่างทรงในปัจจุบัน. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2564, จาก https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2547/noned0447nk_ch1.pdf เดลินิวส์. (2557). 10สุดยอดประโยคร้องทัก'โบราณว่า'. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.dailynews.co.th/regional/285520/ เดอะ สมาร์ตเตอร์ เวย์. (2563). วิธีแก้คุณไสยมนต์ดำ. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.shopback.co.th/blog/li-ho นิภาวรรณ วิรัชนิภาวรรณ. (2532). ร่างทรง : บทบาทที่มีต่อสังคมปัจจุบัน กรณีศึกษาที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2564, จาก http://www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?id=0000000136 พัฒนา กิติอาษา. (2544). ทรงเจ้าเข้าผีในวัฒนธรรมสุขภาพไทย. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2564, จาก http://sutir.sut.ac.th:8080/sutir/bitstream/123456789/939/2/bib49.2.pdf มติชน. (2561). บูชาเนื้อควายสด. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.matichon.co.th/region/news_974197 วารสารศิลปการจัดการ. (2562). การบูชาผีตาแฮก. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2564, จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jam/issue/view/11872 อมรินทร์ทีวี. (2563). ถอนมนต์ดำใส่ไข่. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.amarintv.com/news/detail/33958 Sanook. (2564). ถอดรหัส พิธีกรรมความเชื่อสุดหลอน จากหนัง "ร่างทรง". สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.sanook.com/movie/112393/


Click to View FlipBook Version