39 2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553: 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 :123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 3.1 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1
40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง เรขาคณิต โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อน เรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่ง หนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และผลการศึกษาดัง รายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นรายบุคคลและภาพรวม ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 5 25 20 100 2 7 35 14 70 3 8 40 14 70 4 10 50 15 75 5 9 45 16 80 6 8 40 19 95 7 8 40 20 100 8 4 20 15 75 9 4 20 14 70 10 3 15 14 70 11 4 20 16 80 12 5 25 14 70
41 ตารางที่ 1 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (ต่อ) เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 13 1 5 17 85 14 9 45 16 80 15 7 35 14 70 16 4 20 14 70 17 8 40 16 80 18 6 30 18 90 19 8 40 19 95 20 3 15 15 75 21 7 35 15 75 22 6 30 18 90 23 9 45 14 70 24 6 30 14 70 25 5 25 18 90 26 3 15 14 70 27 5 25 16 80 28 5 25 16 80 29 8 40 16 80 30 5 25 15 75 31 6 30 15 75 32 6 30 14 70 33 9 45 16 80 รวม 201 1,005 521 2,605 คะแนนเฉลี่ย( ) 6.09 30.45 15.79 78.94 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(S.D.) 2.18 10.92 1.87 9.33 จากตารางที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.09 คิดเป็นร้อยละ 30.45 และหลังเรียนมี คะแนนเฉลี่ย 15.79 คิดเป็นร้อยละ 78.94 นั่นคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียน
42 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง เรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียนและหลังเรียน 20 คะแนน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่ เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ X S.D. MD S.D.D t Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 6.09 2.18 9.70 2.66 20.92* 0.0000 หลังเรียน 15.79 1.87 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากตารางที่ 7 พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลง ทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ก่อน เรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 6.09 คะแนน และ 15.79 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อน และหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
43 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในรายวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน แห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและ หลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนเรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนเรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่ง หนึ่งในจังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 ห้องเรียน 86 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียน ที่1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 33 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบ จำนวนทั้งสิ้น 4 แผน รวม 11 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง เรขาคณิต ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยมี4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แต่ละข้อมีค่าดัชนี
44 ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 มีความยากง่ายระหว่าง 0.70 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกของ ข้อสอบรายข้อ มีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.60 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับมีค่า 0.83 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละ ขั้น มีดังนี้ 3.1 เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลง เบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ใช้เวลา 30 นาทีในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3.2 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ใช้เวลา 30 นาทีในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3.3 ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 4 แผน ใช้เวลา 11 ชั่วโมง 3.4 ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ฉบับเดียวกัน กับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 30 นาที สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.09 คิดเป็นร้อยละ 30.45 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 15.79 คิดเป็นร้อยละ 78.94 นั่นคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัดความยาว ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียน 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.09 คะแนน และ 15.79 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
45 การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประเด็นในการ นำมาอภิปรายผลตามลำดับ ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.09 คิดเป็นร้อยละ 30.45 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 15.79 คิดเป็นร้อยละ 78.94 นั่นคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง เรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 สอดคล้องกับงานวิจัยของศุภณัฐ มีชัย ไพลิน สังคง และ จิรพงค์ พวงมาลัย (2561) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม โดยการ จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 จากการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้สูง กว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม หลังการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก และยังสอดคล้อง กับของพรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 หรือ 17.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน (ค่าเฉลี่ย = 19.04) 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.56, ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.74) และยังสอดคล้องกับของชยุตม์ ม้าเมือง และ ธนวัฒน์ ศรีศิริวัฒน์(2563) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างทางเรขาคณิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของอรรถพล ปลัดพรหม ได้ทำวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยเน้นการใช้ตัวแทนเพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการทำวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STADโดยเน้นการใช้ตัวแทน เรื่องความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.08/78.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง เรขาคณิต ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.09
46 คะแนน และ 15.79 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของวรัญญา ธนบุรี(2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดของโพยา (Polya) เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกหลาบวิทยาลัย ธนบุรีพบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนมีความรับผิดชอบ กระตือรือร้นมากขึ้น และยัง สอดคล้องกับของศุภณัฐ มีชัย ไพลิน สังคง และ จิรพงค์ พวงมาลัย (2561) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการ จัดการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีทักษะการ ทำงานเป็นกลุ่ม หลังการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก และยังสอดคล้องกับของพรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 หรือ 17.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน (ค่าเฉลี่ย = 19.04) 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.56, ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน = 0.74) และยังสอดคล้องกับของชยุตม์ ม้าเมือง และ ธนวัฒน์ ศรีศิริวัฒน์ (2563) ได้ ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างทางเรขาคณิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การ สร้างทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ข้อเสนอแนะ จากผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD วิชา คณิตศาสตร์เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะใน การวิจัย และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ในการจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม นอกจากจะจัดตามความสามารถ (เก่ง กลาง อ่อน) แล้ว ควรที่จะพิจารณาการจัดนักเรียนเข้ากลุ่มในกรณีที่มีนักเรียนเป็นเด็กพิเศษด้วย 1.2 ควรมีการชี้แจงนักเรียนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดปัญหา
47 1.3 ควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างทั่วถึง นักเรียนบางกลุ่มยังไม่ให้ความ ช่วยเหลือภายในกลุ่มในการทำงานเท่าที่ควร ครูควรมีการกระตุ้นให้นักเรียนช่วยเหลือกันในการ ทำงาน และกระตุ้นให้นักเรียนที่เก่งอยากช่วยเหลือคนปานกลาง คนอ่อน ด้วยความเต็มใจ และทำให้ คนปานกลาง และคนอ่อนตระหนักและให้ความสำคัญกับการพยายามที่จะเรียนรู้มากขึ้น พยายาม อธิบายให้เห็นความสำคัญของการทำงานกลุ่มว่าการที่จะทำให้กลุ่มของตนประสบผลสำเร็จ นักเรียน ที่เก่งจะต้องช่วยเหลือนักเรียนที่อ่อน และนักเรียนที่อ่อนจะต้องพยายามที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้นเพื่อให้ กลุ่มของตนประสบความสำเร็จ 1.4 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ต้องใช้เวลาในการจัด กิจกรรมค่อนข้างมาก ควรมีการปรับความยืดหยุ่นของเวลาในแต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม เพื่อให้การ จัดกิจกรรมการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในการ จัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ และระดับชั้นเรียนอื่น ๆ เช่น เรื่อง สถิติชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นต้น 2.2 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในการ จัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการ คิดสร้างสรรค์เป็นต้น 2.3 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD กับวิชา อื่น ๆ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น 2.4 ควรทำการศึกษาจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เปรียบเทียบกับการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคอื่น ๆ เช่น TGT, JIGSAW, TAI เป็นต้น
48 บรรณนานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุนนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2453. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ. (2550). รายงานการวิจัยเรื่อง ความคาดหวังและความพึงพอใจต่อการ มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์พิษณุโลก. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2543). เอกสารชุดเทคนิคการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียน สำคัญที่สุด การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา. แคทรียา ใจมูล. (2550). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนห้วยส้านยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). เชียงราย : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิยาลัยราชภัฎเชียงราย. คมสัน อนทเสน และคณะ. (2560 : 8). ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการขององค์การ บริหารส่วนตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น. การค้นคว้าอิสระ. หลักสูตรปริญญา รัฐศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย. ฉวีวรรณ เศวตมาลย์. (2548). ศิลปะการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ชยุตม์ ม้าเมือง และ ธนวัฒน์ ศรีศิริวัฒน์. (2563), การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้าง ทาง เรขาคณิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา, 4(1), 47-54. ทิศนา แขมมณี และเยาวพา เดชะคุปต์. (2545), ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัด. กระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2551). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2552). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 20. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิรันดร์ จุลทรัพย์. (2551). กลุ่มสัมพันธ์สำหรับการฝึกอบรม. สงขลา
49 : ภาคจิตวิทยาและการแนะแนวคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ เปลว ปุริสาร. (2543). การศึกษาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์แบบโครงการ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ :บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. บุญชม ศรีสะอาด. (2556). วิธีการทางสถิติส าหรับการวิจัย เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ประภัสรา โคตะขุน. (2553). การจัดการเรียนรู้แบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD). สืบค้น 29 กันยายน 2564. จาก https://prapasara.blogspot.com/2010/10/stad.html ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิด เลขในใจของนักเรียนที$ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะ การคิดเลขในใจกับนักเรียนที$ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). พระนครศรีอยุธยา : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). จิตวิทยาการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. เผชิญ กิจระการ. (2544).การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา E1 / E2. วารสารการวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. 2548. วิธีวิทยาการสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไป. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ เพ็ญสิริ จีระเดชากุล. (2553 : 112 - 113). การศึกษาของชาวเขาในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะวิจัย. พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. (2542 : 27 - 28). พฤติกรรมกลุ่ม = Group behavior. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ :สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2543. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ภาณุมาส เศรษฐจันทร. (2556). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัดความยาวและการชั่ง ของนักเรียนชั้ประถมศึกษาปีที่3 โดยใช้เกมประกอบการ จัดการเรียนรู้ ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การประถมศึกษา). กรุงเทพฯ :บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ. (2553). การเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์เรื่อง ความนาจะเป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กับการ เรียนรู้แบบปกติ.วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มหาสารคาม : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
50 ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. รัชดา ยาตรา. (2552). “กิจกรรมการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์”. นิตยสาร สสวท.. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เลิฟ แอนด์เลิฟเพรส. วิมลสิทธิ หรยางกูร. (2549). พฤติกรรมมนุษย์กับสภาพแวดล้อม : มูลฐานทางพฤติกรรมเพื่อการ ออกแบบและวางแผน. (พิมพ์ครังที 6). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร. (2555). ครบเครื่องเรื่องควรรู้สำหรับครูคณิตศาสตร์ : หลักสูตร การสอน และการวิจัย. กรุงเทพฯ : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์. ศุภางค์ ไทยสมบูรณ์สุข. (2547). การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ แบบร่วมกลุ่มเรื่อง การบริหารโครงการในห้องเรียนเสมือนจริง สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม คณิตศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว. สนอง อินละคร. (2544). เทคนิควิธีการและนวัตกรรมที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้น นักเรียนเป็นศูนย์กลาง. อุบลราชธานี : อุบลกิจออฟเซทการพิมพ์. สไว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เอมพันธ์. สิริพร ทิพย์คง. (2548). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ. สุภัทรา มิ่งปรีชา. (2550). ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแผนกผู้ป่วยนอกต่อ คุณภาพ. บริการของโรงพยาบาลแพร่. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์ สาขาการบริหารและพัฒนาประชาคมเมืองและชนบท. สมจิตร หงษ์ษา. (2551). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องเซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการสอนด้วยเทคนิคเอส ที เอ ดี [STAD] กับการสอน ปกติ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี/ลพบุรี. DOI : https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI= สมนึก ภัททิยธนี. (2549). การวัดผลการศึกษา. มหาสารคาม : ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมบัติ ท้ายเรือคํา. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. สมพร เชื่อพันธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น
51 มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบสร้างความรู้ด้วยตนเอง กับการจัดการ เรียนการสอนตามปกติ. สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา/พระนครศรีอยุธยา. DOI : https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI= สมหมาย กลางหิน. (2550). ความพร้อมขององค์การบริหารส่วนตำบลในการป้องกันและควบคุม ไข้เลือดออก ในอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. วิทยานิพนธ์ปริญญา รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ :โอเดียนสโตร. อดุสิทธิ์ คิดรัมย์. (2548). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชา สังคม ศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนแบบร่วมมือแบบ STAD กับการ เรียนแบบ ปกติโรงเรียนคลองกุ่ม. มหาวิทยาลัยรามคำแหง. Arends, R. (1994). Learning to Teach. New York : McGraw-Hill Inc. Bandura, Albert. (1977). Social Learning theory. New Jersey: Prentice-Hall. Baroody, A. J. (1993). Problem Solving, Reasoning, and Communicating (K-8) : Helping Kids Think Mathematically. New York, NY: Macmillan. Charles, Randal.; & Lester, Frank. (1982). Teaching Problem Solving. What, Why, & How: Dale Seymour Publications. DeBono, E. (1971). Lateral thinking for management. New York: McGraw-Hill. Ernest, G., & Newell, A. (1969). GPS: A case study in generality and problem solving. New York : Academic Press. Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1987). Learning together and alone: Cooperative, competitive and individualistic learning. (2nd Ed). Englewood Cliffs, NJ: Prentice- Hall,Inc. Likert, R. (1961). New Patterns of Management. New York: McGraw-Hill. Peter F. Drucker. (2006). Classic drucker. Harvard Business School Press. McNamara, C. (1999). Basic guidelines to problem solving and decision making. Available HTTP: http//www.authenticityconsulting.com Newell, A., & Simon. H. A. (1972). Human problem solving. Englewood Cliffs, NJ : Prentice-Hall. Polya, G. (1957). How to Solve It. New Jersey : Princeton University Press. Shelly, Maynard W. (1975). Responding to Social Chang. Pensylvania : Dowder, Hutchinson Press. Shelly, M. W. (1995). Responding to Social Change. Pennsylvania : Down, Hutchinson Press. Slavin, R. E. (1980). Cooperative Learning. Review of Educational Research. 50 : 315-342. Wertheimer, M. (1959). Productive thinking (Enlarged ed.). New York: Harper & Row.
52 ภาคผนวก
53 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
54 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นายอภิรักษ์สรรพโส รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 2. นางสาวณัฐกฤตา หลานวงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์อ.เมือง จ.อุดรธานี41000 3. นางพิมลวรรณ ลาชะเลา ครูชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
55 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
56 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต คำชี้แจง ขอให้ท่านผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัดความยาว โดยใส่เครื่องหมายถูก (√) ลงในช่องความคิดเห็นของท่าน พร้อมเขียนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 1. แผนการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนและ สัมพันธ์กัน 2. รูปแบบการสอนมีความเหมาะสมกับเนื้อหา และ วัยของผู้เรียน 3. การเขียนสาระการเรียนรู้ที่สำคัญในแผนกระชับ ครอบคลุม 4. เนื้อหาสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 5. เนื้อหาสาระในแผนถูกต้องตามหลักวิชาการ 6. เนื้อหา/กิจกรรมการสอนเหมาะสมกับเวลา 7. กิจกรรมการสอนเน้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด 8. กิจกรรมการสอนตามแผนมีความน่าสนใจ กระตุ้น ให้นักเรียนตื่นเต้น และสนุกกับการเรียน 9. มีการใช้สื่อเหมาะสมกับวัยและเนื้อหาสาระ 10. มีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 หมายถึง เหมาะสม, 0 หมายถึง ไม่แน่ใจ, -1 หมายถึง ไม่เหมาะสม ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ...................................... ผู้เชี่ยวชาญ (.........................................................)
57
58
59
60
61
62
63
64
65
66 ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
67 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่3 1. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 2. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 5. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6. +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 7. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 9. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12. 0 +1 -1 0 0 ปรับปรุง/ตัดทิ้ง 13. +1 +1 -1 1 0.33 ปรับปรุง/ตัดทิ้ง 14. +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 15. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 16. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 17. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 18. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 19. 0 +1 0 1 0.33 ปรับปรุง/ตัดทิ้ง 20. 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 21. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 22. 0 +1 0 1 0.33 ปรับปรุง/ตัดทิ้ง 23. +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 24. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 25. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 26. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 27. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 28. +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
68 หมายเหตุการแปลค่า IOC ใช้เกณฑ์ดังนี้ IOC < 0.5 หมายถึง ข้อสอบนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรตัดข้อสอบข้อนี้ทิ้งไป IOC > 0.5 หมายถึง ข้อสอบนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา สามารถใช้ข้อสอบข้อนั้นได้
69 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต แผน ที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่3 1. +1 +1 +1 3 1 คัดเลือกไว้ 2. +1 +1 +1 3 1 คัดเลือกไว้ 3. +1 +1 +1 3 1 คัดเลือกไว้ 4. +1 +1 +1 3 1 คัดเลือกไว้
70 ภาคผนวก ง ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ (t – test for One Sample and t-test for Dependent Sample)
71 ผลการหาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ข้อที่ ประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ผลการวิเคราะห์ ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) 1. 0.7 0.2 ใช้ได้ 2. 0.7 0.2 ใช้ได้ 3. 0.7 0.2 ใช้ได้ 4. 0.7 0.2 ใช้ได้ 5. 0.7 0.2 ใช้ได้ 6. 0.7 0.2 ใช้ได้ 7. 0.7 0.6 ใช้ได้ 8. 0.7 0.2 ใช้ได้ 9. 0.7 0.6 ใช้ได้ 10. 0.8 0.4 ใช้ได้ 11. 0.7 0.2 ใช้ได้ 12. 0.7 0.2 ใช้ได้ 13. 0.5 0.2 ใช้ได้ 14. 0.8 0.4 ใช้ได้ 15. 0.7 0.2 ใช้ได้ 16. 0.7 0.2 ใช้ได้ 17. 0.7 0.2 ใช้ได้ 18. 0.8 0.4 ใช้ได้ 19. 0.8 0.4 ใช้ได้ 20. 0.8 0.4 ใช้ได้ หมายเหตุการพิจารณาค่าความยาก (p) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.80 การพิจารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป
72 ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ (t-test for Dependent Sample) ระหว่างคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ (t – test for One Sample) ระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน การทดสอบ n คะแนนเต็ม Mean S.D. % of Mean t Sig หลังเรียน 33 20 15.79 1.87 78.94 5.50 * 0.0000 Paired Samples Statistics Mean N Std. Deviation Pair 1 Pre-test 6.09 33 2.18 Posttest 15.79 33 1.87 Paired Samples Test Paired Differences Mean Std. Deviation Std. Error Mean t df Sig.(2-tailed) Sig.(1- tailed) Pair 1 Posttest - Pretest 9.70 2.66 0.46 20.9163 32 0.0000 0.0000
73 ภาคผนวก จ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
74
75
76
77
78
79
80
81
82
83
84
85
86
87
88