The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panatdaearn4, 2020-08-06 07:22:36

ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่

ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่

รายงาน
เรื่อง ทฤษฎกี ารเรียนร้กู ลมุ่ ผสมผสานของกาเย่

(Gagne’s eclecticism)

เสนอ
ผศ.ดร.ภัทรดร จ้ันวันดี

จดั ทำโดย
นางสาวปนดั ดา ชัยมุงคุณ
รหัสนักศึกษา 60101209110
สาขาวชิ านวตั กรรมและคอมพวิ เตอร์ศกึ ษา

รายงานน้เี ป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชา พฤติกรรมการสอนนวัตกรรมและคอมพิวเตอร์
ระดบั ประถมศกึ ษา รหสั วชิ า 21023903
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร



คำนำ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา พฤติกรรมการสอนนวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ระดับ
ประถมศกึ ษา รหัสวชิ า 21023903 โดยมจี ุดประสงค์ เพ่อื การศกึ ษาความรู้จากทฤษฎีการเรียนรกู้ ลุ่มผสมผสาน
ของกาเย่ (Gagne’s eclecticism) ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของกาเย่
การถ่ายทอดในแนวตั้งและแนวนอน สมรรถภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ กระบวนการเรียนการสอน การ
ประยุกตใ์ ชท้ ฤษฎีการเรยี นรู้

ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ท่ีสนใจในเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือ
ขอ้ ผิดพลาดประการใด ผ้จู ัดทำขอน้อมรบั ไว้และขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย

นางสาวปนดั ดา ชัยมงุ คุณ
ผจู้ ัดทำ



สารบัญ

เนอ้ื หา หนา้
คำนำ .............................................................................................................................................................. ก
สารบัญ ........................................................................................................................................................... ข
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสานของกาเย่ (Gagne’s eclecticism)................................................................ 1

ทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ญั ญาของกาเย่ .................................................................................................... 2
การถา่ ยทอดในแนวตง้ั และแนวนอน........................................................................................................... 3
สมรรถภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ ................................................................................................................ 3
กระบวนการเรียนการสอน.......................................................................................................................... 4
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรยี นรู้ ................................................................................................................. 6
สรุป ............................................................................................................................................................ 6
อา้ งองิ

1

ทฤษฎกี ารเรียนรูก้ ลมุ่ ผสมผสานของกาเย่ (Gagne’s eclecticism)

โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gagne) เป็นนักปรัชญาและจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกา (1916-2002)
ได้เสนอแนวความคิดเก่ียวกับการสอนคอื ทฤษฎีเงื่อนไขการเรยี นรู้ (Condition of Learning) โดยทฤษฎี การ
เรียนรู้ของกาเย่ จัดอยู่ในกลุ่มผสมผสาน (Gagne’s eclecticism) ซึ่งเชื่อว่าความรู้มีหลายประเภท บาง
ประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องใช้ความคิดท่ีลึกซ้ึง บางประเภทมีความซับซ้อนจําเป็นต้องใช้
ความสามารถในขัน้ สงู

แม้กาเย่ จะมิใช่นักจิตวิทยากลุ่มพุทธินิยมโดยตรง แต่ผลงานของเขาส่วนใหญ่ได้เน้นให้เห็นถึงความ
เชื่อและแนวคิดของกลุ่มพุทธินิยม กาเย่ใช้โมเดลการเรียนรูส้ ะสมเป็นตัวอธบิ ายความเจริญทางสติปญั ญาและ
พฒั นาการของความสามารถใหม่ๆ ท่มี ีผลมาจากการเรยี นรู้

จากทัศนะของกาเย่ เด็กพัฒนาเนื่องจากว่า เขาได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมท่ี
อาศัยกฎที่ซับซ้อนเกิดขึ้นเพราะเด็กได้มีกฎง่ายๆ ที่จำเป็นมาก่อน ในระยะเริ่มแรกเด็กจะได้รับนิสัยง่ายๆ ที่
ช่วยทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งกลไกพื้นฐาน และการตอบสนองทางคำพูด ต่อมาก็จะเป็นการ
จำแนกความคิดรวบยอดเป็นกฎงา่ ยๆ และในทีส่ ุดกจ็ ะเปน็ กฎทซ่ี บั ซ้อน

การพัฒนาทางสติปัญญา จึงได้แก่การสร้างความสามารถในการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ระยะหรือขั้นของการพัฒนาการดูเหมือนว่าจะสัมพันธ์กับอายุของเด็ก เนื่องจากการเรียนรู้ต้องใช้เวลา มี
ข้อจำกัดทางสังคมเป็นตัวกำหนด หรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราความเร็วในการให้ความรู้และข่าวสารแก่เด็ก
สำหรับกาเย่แลว้ ความสามารถในการเรยี นรอู้ าจตอ้ งรอการฝึกฝนทีเ่ หมาะสม

2

ทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ญั ญาของกาเย่
1. กาเย่ (Gagne) ได้เสนอหลักที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า ไม่มีทฤษฎีหนึ่งหรือทฤษฎีใดสามารถ
อธิบายการเรียนรู้ของบุคคลได้สมบูรณ์ ดังนั้น กาเย่ จึงได้นำทฤษฎีการเรียนรู้แบบสิ่งเร้าและการ
ตอบสนอง (S-R Theory) กับทฤษฎีความรู้ (Cognitive Field Theory) มาผสมผสานกันในลักษณะ
ของการจัดลำดบั การเรยี นรู้ ดังนี้
1.1 การเรียนรู้สญั ญาน(signal-learning) เป็นการเรยี นรทู้ เ่ี กิดจากการตอบสนองต่อส่ิงเร้าท่ีเป็นไป
โดยอัติโนมัติ อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ ผู้เรียนไม่สามารถบังคับพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นได้ การ
เรียนรูแ้ บบน้ีเกิดจากการท่ีคนเรานำเอาลักษณะการตอบสนองทมี่ ีอยู่แล้วมาสมั พนั ธ์กับส่ิงเร้าใหม่
ทมี่ ีความใกล้ชดิ กับส่งิ เร้าเดิม การเรยี นรู้สัญญาน เปน็ ลักษณะการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขของ
พาฟลอฟ
1.2 การเรียนรู้สิ่งเร้า-การตอบสนอง (stimulus-response) เป็นการเรียนรู่ต่อเนื่องจากการ
เชือ่ มโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง แตกตา่ งจากการเรียนรูส้ ัญญาน เพราะผู้เรียนสามารถ
ควบคมุ พฤตกิ รรมตนเองได้ ผเู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรม เนือ่ งจากไดร้ ับแรงเสริม การเรยี นรู้แบบนเ้ี ป็น
การเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงของธอร์นไคด์ และการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข
(operant conditioning) ของสกินเนอร์ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นส่ิงท่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำเองมิใช่
รอให้สงิ่ เรา้ ภายนอกมากระทำพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกเกดิ จากสิ่งเร้าภายในของผเู้ รียนเอง
1.3 การเรียนรู้การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง (chaining) เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและ
กาตอบสนองที่ตอ่ เน่อื งกันตามลำดบั เป็นพฤตกิ รรมท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การกระทำ การเคลอ่ื นไหว
1.4 การเชื่อมโยงทางภาษา (verbal association) เป็นการเรียนรู้ในลักษณะคล้ายกับการเรียนรู้
การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง แต่เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษา การเรียนรู้การรับสิ่งเร้า-การ
ตอบสนอง เปน็ พ้ืนฐานของกาเรยี นร้แู บบต่อเน่อื งและการเชอ่ื มโยงทางภาษา
1.5 การเรียนรู้ความแตกต่าง (discrimination learning) เป็นการเรียนรู้ทีผสมผสานสามารถ
มองเหน็ ความแตกตา่ งของส่ิงต่างๆ โดยเฉพาะความแตกตา่ งตามลกั ษณะของวตั ถุ
1.6 การเรียนรู้ความคิดรวบยอด (concept learning) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถจัดกลุ่มสิ่ง
เร้าที่มีความเหมือนหรือแตกตา่ งกัน โดยสามารถระบุลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันได้ พร้อม
ท้ังสามารถขยายความร้ไู ปยังสิ่งอ่นื ท่ีนอกเหนือจากทีเคยเห็นมาก่อนได้
1.7 การเรยี นรู้กฎ (rule learning) เปน็ การเรยี นรูท้ ่ีเกดิ จากการรวมหรือเช่ือมโยงความคิดรวบยอด
ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป และตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น การที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์จะช่วยให้
ผู้เรยี นสามารถนำการเรียนร้นู ้ันไปใช้ในสถานการณ์ตา่ งๆกันได้
1.8 การเรียนรู้การแก้ปัญหา (problem solving) เป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา โดยการนำ
กฎเกณฑ์ต่างๆ มาใช้ การเรียนรู้แบบนี้เป็นกระบวนการที่เกิดภายในตัวผู้เรียน เป็นการใช้
กฎเกณฑ์ในข้ันสงู เพ่อื การแก้ปัญหาท่ีค่อนข้างซับซ้อน และสามารถนำกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาน้ี
ไปใช้กับสถานการณท์ ีค่ ลา้ ยคลงึ กนั ได้

3

การถา่ ยทอดในแนวต้งั และแนวนอน
กาเยไ่ ด้แบง่ วธิ กี ารท่ปี ระสบการณเ์ ดมิ ถ่ายโอนผลของมันไปสู่พฤติกรรมในอนาคตเป็น 2 วิธี
1. การถ่ายโอนในแนวนอน ซึ่งได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ของเนื้อหาที่เรียนรู้จากสาขาหนึ่งกับวิธกี ารใหม่ๆ
ท่ีใช้กบั สาระในสาขาวชิ าท่ีสัมพันธ์กัน ยกตัวอยา่ งเชน่ นักปรัชญาท่คี ุน้ เคยกบั การนำไปสู่ความไม่
มีเหตุผล (Reduction to Absurdity) ในลักษณะที่เป็นสื่อในการพิสูจน์ข้อความต่างๆ (ว่าไม่
ถกู ต้อง) สามารถท่จี ะนำความร้นู ้ีไปใช้กบั การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ทเี่ ขาเผชิญได้
2. การถ่ายโอนในแนวตั้ง ได้แก่ การเรียนความรู้บางอย่างมาก่อนที่มีความจำเป็นต่อการเรียน
ความรู้อื่นๆ ในสาขาวิชาเดยี วกัน ยกตวั อยา่ งเช่น การจะเรียนการคูณโดยไม่มีความรู้ในเรื่องการ
บวกมาก่อนจะยากมาก

สมรรถภาพการเรียนรูข้ องมนษุ ย์
1. ลักษณะด้านสติปญั ญา (Intellectual Skills) ประกอบด้วยทกั ษะยอ่ ย 4 ประการคอื
1) การจำแนกแยกแยะ (Discriminations) หมายถงึ ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติ
ทางกายภาพของวตั ถุตา่ งๆทรี่ ับรเู้ ขา้ มาว่าเหมือนหรอื ไม่เหมือน
2) การสรา้ งความคดิ รวบยอด (Concepts) หมายถึง ความสามารถในการจดั กลมุ่ วัตถุหรือสิ่ง
ตา่ งๆ โดยระบุคณุ สมบัติร่วมกนั ของวตั ถุหรอื สิ่งนัน้ ๆ แบ่งเปน็ 2 ระดบั ยอ่ ยๆ คือ
· ความคดิ รวบยอดระดบั รปู ธรรม (concrete Concepts)
· ความคิดรวบยอดระดับนามธรรมที่กำหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมต่างๆ
(Defined Concepts)
3) การสร้างกฎ (Rules) หมายถึง ความสามารถในการนำความคิดรวบยอดต่างๆ มารวมเป็น
กลุ่ม ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่อให้สามารถสรุปอ้างอิง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้อย่าง
ถูกต้อง
4) การสร้างกระบวนการหรือกฎชั้นสูง (Procedures of Higher Order Rules) หมายถึง
ความสามารถในการนำกฎหลายๆ ข้อที่สัมพันธ์กันมาประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งนำไปสู่ความ
เขา้ ใจทีซ่ บั ซ้อนยง่ิ ข้นึ
2. กลยุทธ์ทางความคิด (Cognitive Strategies) หมายถึง กระบวนการที่มนุษย์ใช้ในการช่วยให้ตน
ไดร้ บั ข้อมูลและจดั กระทำกบั ข้อมูลจนเกดิ การเรยี นรู้ตามทต่ี นตอ้ งการ ประกอบด้วย
- กลวิธเี กีย่ วกบั การใสใ่ จ (Attending)
- กลวิธเี กี่ยวกบั การทำความเขา้ ใจความคิดรวบยอด (Encoding)
- กลวิธีเก่ยี วกบั การระลึกถึงสิ่งท่อี ยใู่ นความทรงจำ (Retrieval)
- กลวิธเี ก่ียวกับการแกป้ ัญหา (Problem Solving)
- กลวธิ ีเกยี่ วกับการคิด (Thinking)

4

3. ขา่ วสารจากคำพดู (Verbal Information)
- คำพูดท่ีเปน็ ชือ่ ของสิ่งต่างๆ (Names or Labels)
- คำพดู ที่เปน็ ขอ้ ความ/ข้อเทจ็ จรงิ (Facts)

4. ทักษะทางกลไก (Motor Skills) เป็นความสามารถ ความชำนาญในการปฏิบัติหรือการใช้อวัยวะ
ส่วนต่างๆของร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ ผู้ที่มีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีนั้น พฤติกรรมที่แสดง
ออกมาจะมลี ักษณะรวดเร็ว คลอ่ งแคลว่ และถูกตอ้ งเหมาะสม

5. เจตคติ (Attitudes) กาเย่ มีความเชื่อต่อไปอีกว่า การเรียนรู้และความจำที่เกิดขึ้นในโครงสร้างของ
สมองมนุษย์เปรียบเทียบได้หรืออธิบายได้โดยทฤษฎีการจัดระบบข้อมูล (Information-Processing
Theories) กล่าวคือ เมื่อเราได้รับข้อมูลจากภายนอก สมองของเราก็จะรับรู้และบันทึกเอาไว้ บ าง
เรอ่ื งก็เกบ็ เอาไว้ในความทรงจำระยะสนั้ ถ้าเรื่องนน้ั ๆ มีความสำคญั สมองก็จะบนั ทึกไว้ในความทรงจำ
ระยะยาว เปรียบเสมือนส่วนที่เก็บบันทึกข้อมลู ของเครือ่ งสมองกล เมื่อถึงคราวทีจ่ ะใช้ข้อมูลที่บันทึก
ไว้นี้ สมองก็จะส่งข้อมูลออกมาในรูปของความจำ หรือการระลึกได้ แล้วนำข้อมูลนั้นๆ ไปใช้ตามที่
ตอ้ งการ

กระบวนการเรียนการสอน
กาเย่ ได้นําเอาแนวความคิดมาใช้ในการเรียนการสอนโดยยดึ หลักการนําเสนอเนือ้ หาและจัดกิจกรรม

การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการสอน 9 ประการ ได้แก่ 1) เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) 2)
บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective) 3) ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) 4) นําเสนอ
เนื้อหาใหม่ (Present New Information) 5) ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning) 6) กระตุ้นการ
ตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) 7) ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) 8) ทดสอบ ความรู้ใหม่
(Assess Performance) และ 9) สรุปและนําไปใช้ (Review and Transfer) รายละเอียดแต่ละ ขั้นตอน
มีดงั นี้

1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) กระตุ้นหรือเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจกับบทเรียนและ
เนื้อหาที่จะเรียนการเร้าความสนใจผู้เรียน นี้อาจทําได้โดย การจัดสภาพแวดลอ้ มให้ดงึ ดูดความสนใจ
เช่น การใช้ภาพกราฟกิ ภาพเคล่ือนไหว และ/ หรือการใชเ้ สียงประกอบบทเรยี นในสว่ นบทนํา

2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective) การบอกให้ผู้เรียนทราบถึงจุดประสงค์ของบทเรียนนี้มี
ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการ เรียนการสอนบนเว็บท่ีผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนของ
ตนเองได้โดย การเลอื กศกึ ษาเนื้อหาท่ีต้องการ ศึกษาได้เอง ดงั น้ันการที่ผเู้ รยี นได้ทราบถึงจุดประสงค์
ของบทเรียนล่วงหน้าทําให้ผู้เรียนสามารถมุ่งความ สนใจไปที่เนื้อหาบทเรียนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยัง
สามารถเลือกศึกษาเนื้อหาเฉพาะที่ตนยังขาดความเข้าใจที่จะ ช่วยทาํ ให้ผู้เรยี นมีความรู้ความสามารถ
ตรงตามจุดประสงคข์ องบทเรียนทไ่ี ด้กาํ หนดไว้

3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) การทบทวนความรู้เดิมช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียน
สามารถเรียนรู้เนื้อหาใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบ การทบทวนความรู้เดิมในบทเรียนบนเว็บทําได้

5

หลายวิธี เชน่ กจิ กรรมการถาม-ตอบคําถาม หรือการ แบ่งกลุม่ ให้ผเู้ รียนอภิปรายหรือสรุปเนื้อหาท่ีได้
เคยเรียนมาแล้ว เปน็ ต้น
4. นําเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information) การนําเสนอบทเรียนบนเว็บสามารถทําได้
หลายรูปแบบด้วยกัน คือ การนําเสนอด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง หรือแม้กระทั่ง วีดิทัศน์ อย่างไรก็
ตามสงิ่ สําคญั ที่ผู้สอนควรให้ความสําคญั ก็คือผู้เรยี น ผู้สอน ควรพจิ ารณาลักษณะของผ้เู รียนเป็นสําคัญ
เพ่ือให้การนําเสนอบทเรียนเหมาะสมกบั ผเู้ รียนมากทสี่ ดุ
5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning) การชี้แนวทางการเรียนรู้ หมายถึง การชี้แนะให้
ผเู้ รยี นสามารถนาํ ความรูท้ ่ไี ดเ้ รยี นใหม่ ผสมผสานกับความรเู้ ก่าทเี่ คยได้เรยี นไปแล้ว เพือ่ ให้ผู้เรียนเกิด
การเรยี นรทู้ ่รี วดเรว็ และมีความแม่นยํามาก ยงิ่ ขนึ้
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) นักการศึกษาต่างทราบดีว่าการเรียนรู้เกิดขึ้น
จากการท่ผี ู้เรยี นได้มโี อกาสมสี ่วนรว่ มใน กระบวนการเรียนการสอนโดยตรง ดังนัน้ ในการจัดการเรียน
การสอนบนเว็บจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการเรียน ซึ่งอาจทําได้โดยการจัด
กจิ กรรมการสนทนาออนไลน์รปู แบบ Synchronous หรอื การแลกเปล่ียนความคิดเหน็ ผา่ นเว็บบอร์ด
ในรปู แบบ Asynchronous เปน็ ต้น
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) ลักษณะเด่นประการหนึ่งของการเรียนการสอนบนเว็บก็
คอื การท่ผี ้สู อนสามารถติดต่อส่ือสารกับ ผเู้ รยี นไดโ้ ดยตรงอย่างใกลช้ ิด เนือ่ งจากบทบาทของผู้สอนน้ัน
เปลย่ี นจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แต่เพียงผู้เดียวมาเปน็ ผู้ให้คาํ แนะนาํ และชว่ ยกํากับการเรียนของ
ผู้เรียนรายบุคคล และด้วยความสามารถของ อินเทอร์เน็ตที่ทําให้ผู้เรยี นและผู้สอนสามารถติดต่อกนั
ได้ตลอดเวลา ทําให้ผู้สอนสามารถติดตามก้าวหน้าและ สามารถให้ผลย้อนกลบั แก่ผู้เรียนแต่ละคนได้
ด้วยความสะดวก
8. ทดสอบความรูใ้ หม่ (Assess Performance) การทดสอบความร้คู วามสามารถผเู้ รยี นเป็นขั้นตอนท่ี
สาํ คัญอกี ขน้ั ตอนหนึง่ เพราะทําให้ท้งั ผูเ้ รียนและผสู้ อนได้ทราบถึงระดับความรู้ความเข้าใจท่ีผู้เรียนมี
ตอ่ เนอ้ื หาในบทเรียนน้ันๆ การทดสอบความรู้ ในบทเรียนบนเว็บสามารถทาํ ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะ
เป็นข้อสอบแบบปรนัยหรืออัตนยั การจัดทํากิจกรรม การอภิปรายกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยเป็นต้น ซ่ึง
การทดสอบนผ้ี เู้ รยี นสามารถทาํ การทดสอบบนเวบ็ ผ่านระบบ เครือข่ายได้
9. สรุปและนําไปใช้ (Review and Transfer) การสรุปและนําไปใช้ จัดว่าเป็นส่วนสําคัญในขั้นตอน
สุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของ เนื้อหาเฉพาะประเด็นสําคัญ ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวน ความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว ใน
ขณะเดียวกันบทเรียนต้องช้ีแนะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือ ให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อแนะแนวทางให้
ผูเ้ รยี นได้ศึกษาต่อในบทเรียนถดั ไปหรอื นําไปประยุกตใ์ ชก้ บั งาน อื่นตอ่ ไป

6

การประยุกตใ์ ช้ทฤษฎีการเรยี นรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักในการจดั การเรียนการสอน ได้ ในลักษณะ

ตา่ งๆ เชน่ การจัดสภาพท่ีเหมาะสมสำหรบั การเรยี นการสอน การจูงใจ การรบั รู้ การเสริมแรง การถ่ายโยงการ
เรียนรู้ ฯลฯ

การจัดสภาพทีเ่ อื้อต่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ เพื่อเกิด
ประสทิ ธภิ าพสงู สุดนนั้ จะตอ้ งคำนึงถึงหลักการทีส่ ำคัญอยู่ 4 ประการคอื

1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง เช่นการให้เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ
ประกอบกิจกรรม และเสาะแสวงหาความรู้เอง ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้เรียนมีความสนใจสูงขึ้น
เทา่ นน้ั แต่ ยงั ทำใหผ้ ้เู รียนต้องต้ังใจสังเกตและตดิ ตามดว้ ยการสังเกต คดิ และใครค่ รวญตาม ซึ่ง
จะมีผลตอ่ การเพิ่มพนู ความรู้

2. ให้ทราบผลย้อมกลบั ทันที เมอ่ื ใหผ้ ู้เรียนลงมือปฏิบัตหิ รือตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็จะมีผลสะท้อน
กลับให้ทราบวา่ นักเรยี นตัดสินใจถูกหรือผิด โดยทนั ท่วงที

3. ให้ได้ประสบการณ์แห่งความสำเรจ็ โดยใชก้ ารเสริมแรง เมอ่ื ผ้เู รียนแสดงพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์
หรอื ถูกตอ้ ง กจ็ ะมรี างวลั ให้ เพอื่ ให้เกิดความภาคภมู ใิ จ และแสดงพฤตกิ รรมน้นั อกี

4. การให้เรียนไปทีละน้อยตามลำดับขั้น ต้องให้ผู้เรียนต้องเรียนทีละน้อยตามลำดับข้ันที่พอเหมาะ
กับความสนใจและความสามารถของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ
จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรยี น และเกดิ การเรียนรู้ท่ีมั่นคงถาวรขน้ึ

สรุป
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสานของกาเย่ (Gene’s eclecticism) แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของ

ทฤษฏนี ี้ คือ ความรูม้ ีหลายประเภท บางประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องใช้ความคิดทล่ี ึกซึ้ง บาง
ประเภทมีความซับซ้อนมาก จำเป็นต้องใช้ความสามารถในขั้นสูง หลักการเรียนรู้ที่สำคัญของกาเย่ สามารถ
สรปุ ได้ดังน้ี

1) ประเภทการเรยี นรูเ้ ปน็ ลำดบั ขน้ั ตอน งา่ ยไปหายาก 8 ประเภท
- การเรียนร้สู ัญญาณ (signal-learning)
- การเรยี นรู้สิง่ เรา้ การตอบสนอง (stimulus-response)
- การเรยี นรู้การเชอ่ื มโยงแบบตอ่ เนอื่ ง (chaining)
- การเชอื่ มโยงทางภาษา (verbal association)
- การเรียนรู้ความแตกต่าง (discrimination learning)
- การเรยี นรู้ความคิดรวบยอม (concept learning)
- การเรียนรู้กฎ (rule learning)
- การเรยี นรู้การแกป้ ญั หา (problem solving)

7

2) การเยไดแ้ บง่ สมรรถภาพการเรยี นรู้ไว้ 5 ประการ
- สมรรถภาพในการเรียนรขู้ ้อเท็จจรงิ (verbal information)
- ทกั ษะเชาว์ปัญญา (intellectual skills)
- ยุทธศาสตรใ์ นการคดิ (cognitive strategies)
- ทกั ษะการเคลอ่ื นไหว (motor skills)
- เจตคติ (attitudes)

3) การจัดการเรียนรูอ้ ยา่ งเป็นระบบซึ่งเร่ิมจากงา่ ยไปหายากมีท้ังหมด 9 ข้นั ดงั นี้
ขน้ั ที่ 1 สรา้ งความสนใจ (Gaining attention)
ข้ันที่ 2 แจ้งจดุ ประสงค์ (Informing the learning)
ขั้นที่ 3 กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จำเป็น (Stimulating recall of prerequisite
learned capabilities)
ขน้ั ท่ี 4 เสนอบทเรยี นใหม่ (Presenting the stimulus)
ขั้นท่ี 5 ใหแ้ นวทางการเรียนรู้ (Providing learning guidance)
ขั้นท่ี 6 ใหล้ งมอื ปฏบิ ัติ (Eliciting the performance)
ขน้ั ที่ 7 ให้ขอ้ มลู ป้อนกลบั (Feedback)
ข้ันที่ 8 ประเมนิ พฤตกิ รรมการเรียนรูต้ ามจดุ ประสงค์ (Assessing the performance)
ขน้ั ท่ี 9 ส่งเสรมิ ความแม่นยำและการถา่ ยโอนการเรียนรู้ (Enhancing retention and transfer)

เอกสารอ้างองิ

071sutamad. (02 สิงหาคม 2563). ทฤษฎีการเรยี นรู้กล่มุ ผสมผสานของกาเย่ (Gagne’s eclecticism).
เข้าถึงไดจ้ าก https://071sutamadchuaychoonoo.blogspot.com/2018/07/gagnes-
eclecticism.html?fbclid=IwAR1VcAQDZyMt4DlPXeI

EDU_KPRU. (02 สิงหาคม 2563). เข้าถึงไดจ้ าก Pdf
Winita Kaeokham. (02 สงิ หาคม 2563). ทฤษฎีการเรียนรู้กลมุ่ ผสมผสานของกานเย (Gagne’s

eclecticism). เข้าถึงไดจ้ าก http://064winitakaeokham.blogspot.com/2018/07/064-winita-
gagnes-eclecticism.html
ทัศนศิลป์. (02 สิงหาคม 2563). หลักการออกแบบการสอนของโรเบริ ต์ กาเย่. เขา้ ถงึ ได้จาก
https://sites.google.com/site/wichathasn/4-ro-beirt-ka-ye/hlak-kar-xxkbaeb-kar-sxn-
khxng-ro-beirt-ka-ye


Click to View FlipBook Version