51
เฉลยแบบฝกึ ทกั ษะที่ 1.1
เรอ่ื ง สำมเหลยี่ มคลำ้ ย
คำช้แี จง ใหน้ ักเรียนแสดงว่าสามเหล่ยี มทีก่ าหนดใหแ้ ตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปน้ีเปน็ สามเหลย่ี มคล้าย
หรอื ไมเ่ พราะเหตใุ ด พร้อมทั้งบอกอัตราสว่ นดา้ นคู่ทีส่ มนัยกัน
โจทยข์ ้อที่ 1
กาหนด1ให้ ABC และ DEF ดังรูป สามเหล่ยี มท่ีกาหนดให้เปน็ สามเหล่ียมคลา้ ยหรือไม่
เพราะเหตุใด พร้อมทั้งบอกอัตราสว่ นด้านคูท่ ี่สมนยั กนั F
C
AB E
D
ขั้นท่ี 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. กาหนดให้ ABC และ DEF
2. ABˆC = DEˆF = 60
3. BAˆC = 40 และ EDˆF = 80
สง่ิ ทีโ่ จทย์ต้องกำรทรำบคอื อะไร
ABC คลา้ ยกับ DEF หรือไมเ่ พราะเหตใุ ด และหาอัตราสว่ นด้านค่ทู ีส่ มนยั กัน
ข้นั ที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมลู ทม่ี ีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วธิ ีคดิ พิจารณาโจทย์และรูปประกอบตอ้ งตรวจสอบดังน้ี
1. ABC และ DEF มีมมุ ภายในเท่ากนั ท้ัง 3 คู่ หรือไม่
2. หาอตั ราสว่ นความยาวของดา้ นค่ทู ี่สมนยั กันทกุ คู่
ขั้นที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ที ำ จาก ABC และ DEF จะได้
1. Bˆ = Eˆ = 60 (กาหนดให้)
2. Cˆ = 180 60 40 = 80 (มุมภายในของรูปสามเหล่ียมรวมกันได้ 180 )
3. Fˆ = 180 80 60 = 40 (มมุ ภายในของรูปสามเหลยี่ มรวมกนั ได้ 180 )
52
Aˆ = Fˆ (ตา่ งเทา่ กบั 40 )
Cˆ = Dˆ (ต่างเท่ากับ 40 )
จะเห็นว่า ABC และ DEF มมี มุ ภายในท่เี ทา่ กนั 3 คู่
ดงั น้ัน ABC คล้ายกับ DEF เพราะมีมมุ ภายในท่ีเทา่ กัน 3 คู่
เขยี นอตั ราสว่ นความยาวของด้านค่ทู ่ีสมนยั กนั ได้ 3 คู่ ดงั นี้
AB = BC = AC
EF DE DF
ขน้ั ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
ABC และ DEF มมี มุ ภายในที่เท่ากนั 3 คู่ คือ
1. Aˆ = Fˆ
2. Cˆ = Dˆ
3. Bˆ = Eˆ
เขียนอตั ราส่วนความยาวของด้านคทู่ สี่ มนัยกนั ได้ 3 คู่ ดงั นี้
AB = BC = AC
EF DE DF
ดังน้ัน ABC คล้ายกบั DEF เพราะมีมุมภายในทีเ่ ท่ากัน 3 คู่
53
โจทย์ขอ้ ท่ี 2
กาหนดให้ ABC และ PQC ให้ AB // PQ ดังรูป สามเหลยี่ มทก่ี าหนดให้เปน็ สามเหลย่ี มคลา้ ย
หรือไม่ เพราะเหตุใด พร้อมทง้ั บอกอัตราสว่ นด้านคทู่ ส่ี มนัยกนั
A
P
C
Q
B
ขัน้ ท่ี 1 S (Search the word problem)ศึกษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. กาหนดให้ ABC และ PQC
2. AB // PQ
สิ่งทโ่ี จทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ABC คลา้ ยกับ PQC หรือไม่เพราะเหตใุ ด และหาอัตราส่วนดา้ นคู่ท่สี มนยั กัน
ขัน้ ที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลท่ีมีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วธิ คี ดิ พิจารณาโจทย์และรปู ประกอบตอ้ งตรวจสอบดังน้ี
1. ABC และ PQC มีมมุ ภายในเท่ากันทั้ง 3 คู่ หรือไม่
2. หาอตั ราส่วนความยาวของด้านคู่ท่ีสมนัยกนั ทกุ คู่
ขัน้ ที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ที ำ จาก ABC และ PQC จะได้
1. Aˆ = Qˆ
2. Bˆ = Pˆ (มุมแยง้ )
3. ACˆB = PCˆQ (มุมแย้ง)
(มมุ ตรงข้ามเส้นตรงตัดกัน)
จะเหน็ ว่า ABC และ PQC มีมุมภายในทเ่ี ทา่ กนั 3 คู่
ดังน้นั ABC คลา้ ยกับ PQC เพราะมีมมุ ภายในทีเ่ ท่ากนั 3 คู่
เขียนอัตราส่วนความยาวของดา้ นค่ทู ีส่ มนยั กันได้ 3 คู่ ดังนี้
PQ = CQ = CP
AB AC BC
54
ข้นั ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
ABC และ PQC มีมมุ ภายในท่เี ท่ากัน 3 คู่ คอื
1. Aˆ = Qˆ
2. Bˆ = Pˆ
3. ACˆB = PCˆQ
เขยี นอัตราส่วนความยาวของดา้ นคทู่ ี่สมนยั กันได้ 3 คู่ ดังน้ี
PQ CQ CP
AB = AC = BC
ดงั น้ัน ABC คล้ายกบั PQC เพราะมมี ุมภายในทเี่ ท่ากนั 3 คู่
55
โจทย์ขอ้ ท่ี 3
กาหนดให้ ABC และ PQC ดงั รูป ให้ PQ ต้ังฉากกับ QC ท่จี ุด Q และ AB ตั้งฉากกบั QC
ทจ่ี ดุ B สามเหลี่ยมทีก่ าหนดให้เป็นสามเหลย่ี มคลา้ ยหรอื ไม่ เพราะเหตุใด พรอ้ มทั้งบอกอัตราส่วน
ด้านค่ทู ส่ี มนัยกนั P
A
Q BC
ข้นั ที่ 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. กาหนดให้ ABC และ PQC
2. ABˆC = PQˆ C = 90
ส่ิงทโี่ จทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ABC คล้ายกับ PQC หรือไม่เพราะเหตใุ ด และหาอัตราส่วนดา้ นคู่ท่สี มนยั กัน
ข้ันท่ี 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลที่มีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วิธีคิด พิจารณาโจทย์และรูปประกอบตอ้ งตรวจสอบดังนี้
1. ABC และ PQC มีมุมภายในเท่ากันท้ัง 3 คู่ หรือไม่
2. หาอตั ราสว่ นความยาวของดา้ นคู่ที่สมนยั กนั ทกุ คู่
ขั้นที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วิธที ำ จาก ABC และ ACD จะได้
1. ACˆB = PCˆ Q
2. ABˆC = PQˆ C (มมุ ร่วม)
(มมุ ฉาก)
3. CAˆB = CPˆQ (มมุ ภายในของรูปสามเหลย่ี มรวมกันได้ 180 ขนาด
ของมุมทเ่ี หลือยอ่ มเทา่ กนั )
จะเหน็ วา่ ABC และ ACD มมี มุ ภายในทเี่ ทา่ กัน 3 คู่
ดงั นน้ั ABC คล้ายกับ ACD เพราะมีมมุ ภายในท่เี ทา่ กนั 3 คู่
เขยี นอตั ราส่วนความยาวของดา้ นคูท่ ่ีสมนัยกันได้ 3 คู่ ดังนี้
56
AB = AC = BC
PQ PC QC
ขั้นที่ 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
ABC และ ACD มีมมุ ภายในที่เทา่ กัน 3 คู่ คอื
1. ACˆB = PCˆ Q
2. ABˆC = PQˆ C
3. CAˆB = CPˆQ
เขยี นอัตราสว่ นความยาวของด้านคู่ที่สมนัยกนั ได้ 3 คู่ ดังน้ี
AB = AC = BC
PQ PC QC
ดงั น้นั ABC คลา้ ยกับ ACD เพราะมีมุมภายในท่ีเทา่ กนั 3 คู่
57
โจทยข์ ้อที่ 4
กาหนดให้ ABC และ DEF มีขนาดดังรูป จงพจิ ารณาวา่ สามเหลย่ี มทีก่ าหนดให้เป็นสามเหล่ยี ม
คลา้ ยหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
CD
16 21 14
8
A 12 BE 28 F
ขัน้ ท่ี 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทยก์ ำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. กาหนดให้ ABC และ DEF
2. Aˆ = Dˆ ,Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
สง่ิ ท่ีโจทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ABC คล้ายกบั DEF หรือไมเ่ พราะเหตุใด
ขน้ั ท่ี 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลทม่ี ีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วธิ คี ิด พิจารณาโจทย์และรปู ประกอบตอ้ งตรวจสอบดังน้ี
1. ABC และ DEF มีมมุ ภายในเท่ากันท้ัง 3 คู่ หรือไม่
2. หาอตั ราส่วนความยาวของด้านคทู่ ส่ี มนัยกนั เท่ากนั ทุกคู่
ขั้นท่ี 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วิธีทำ จาก ABC และ DEF จะได้
1. Aˆ = Dˆ
2. Bˆ = Eˆ (กาหนดให้)
3. Cˆ = Fˆ (กาหนดให้)
(กาหนดให้)
หาอัตราสว่ นความยาวของด้านค่ทู ี่สมนัยกันได้ 3 คู่ ดงั นี้
AC = AB = BC
FD ED EF
AB = 8 = 4
ED 14 7
BC = 12 = 4
EF 21 7
58
BC = 16 = 4
EF 28 7
จะเห็นวา่ อตั ราสว่ นความยาวของด้านคทู่ ี่สมนัยกันเท่ากันทุกคู่
ดังนั้น ABC คลา้ ยกบั DEF เพราะอัตราสว่ นความยาวของดา้ นค่ทู ส่ี มนัยกนั เท่ากันทกุ คู่
ข้นั ที่ 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
ABC และ DEF มมี มุ ภายในเท่ากนั ทั้ง 3 คู่ คอื
1. Aˆ = Dˆ
2. Bˆ = Eˆ
3. Cˆ = Fˆ
อัตราส่วนความยาวของดา้ นคู่ทสี่ มนยั กนั เทา่ กันทุกคู่ ดังนี้
AC = AB = BC = 4
FD ED EF 7
ดงั นั้น ABC คล้ายกบั DEF เพราะอัตราสว่ นความยาวของด้านคู่ท่ีสมนัยกันเท่ากันทกุ คู่
59
เฉลยแบบฝกึ ทกั ษะท่ี 1.2
เร่ือง สำมเหล่ียมคล้ำยกับกำรนำไปใช้
คำชแี้ จง ให้นักเรียนแสดงวิธกี ารหาคาตอบแตล่ ะข้อใหถ้ ูกต้องสมบรู ณ์
โจทย์ขอ้ ท่ี 1 กาหนดให้ ABC DEF และมีความยาวของด้านดังรปู จงหา AB และ DF
จะยาวเทา่ ใด D
A
c4fe
B3 C F
E
6
ข้ันท่ี 1 S (Search the word problem)ศึกษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บ้ำง
1. ABC DEF
2. Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
3. AC = 4 , BC = 3 และ EF = 6
สิ่งท่โี จทยต์ ้องกำรทรำบคืออะไร
AB และ DF จะยาวเทา่ ใด
ข้ันท่ี 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลที่มีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วธิ คี ดิ พจิ ารณาโจทยแ์ ละรูปประกอบไดด้ ังน้ี
ABC DEF เพราะว่า Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดังน้นั จะได้ AB = AC = BC
DE DF EF
นนั้ คอื AB = AC = 3
f e 6
ข้นั ท่ี 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ีทำ เนื่องจาก ABC เป็นสามเหลย่ี มมุมฉาก ดงั น้นั จะได้
60
AB2 = AC2 BC2
= 42 32
= 16 9
AB2 = 25
AB = 5
จากโจทย์ ABC DEF จะได้ว่า
BC = AC
EF DF
3= 4
6 DF
DF = 6x4
3
∴ DF = 8
ขนั้ ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ ABC DEF เพราะวา่ Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดงั นั้น AB = AC = BC
DE DF EF
จะได้ 3 = 4
68
1 = 1 เป็นจริง
22
61
โจทย์ขอ้ ท่ี 2 A
กาหนดให้ ดังรูป BC // PR C
ถ้า AB = 2 , BP = 4 และ AC = 3 แล้ว CR จะยาวเท่าใด
B
P R
ขัน้ ที่ 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. กาหนดให้ BC // PR
2. AB = 2 , BP = 4 และ AC = 3
สงิ่ ทีโ่ จทย์ต้องกำรทรำบคอื อะไร
CR จะยาวเท่าใด
จากรปู สามเหล่ยี มและความยาวทกี่ าหนดใหส้ ามารถสรา้ งรูปสามเหล่ียมได้ 2 รูป ดงั นี้
นัน่ คอื APR ABC
AA
B
23
C
BC
PR
ขัน้ ท่ี 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลท่ีมีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วิธคี ดิ พิจารณาโจทย์และรูปประกอบไดด้ ังน้ี
ABC APR เพราะวา่ Aˆ = Aˆ , Bˆ = Pˆ และ Cˆ =Rˆ
ดังนน้ั จะได้ AR = AP = PR
AC AB BC
x 3 = 6
3 2
น้นั คอื
62
ข้ันที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ที ำ จากโจทย์ APR ABC
และสมบัติของสามเหลย่ี มท่คี ลา้ ยกัน จะได้วา่
AR = AP
AC AB
x3 = 6
32
x3 = 9
x = 93
x =6
∴ CR ยาวเท่ากบั 6 ตอบ
ข้ันที่ 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ ABC APR เพราะวา่ Aˆ = Aˆ , Bˆ = Pˆ และ Cˆ =Rˆ
ดังนั้นจะได้ AR = AP = PR
แทนค่า AC AB BC
x3 = 6
32
63 = 6
32
9=6
32
2 = 2 เปน็ จริง
63
โจทย์ข้อท่ี 3
ตึกหลังหนงึ่ สูง 20 เมตร มเี งาทอดยาว 9 เมตร ตน้ ไม้ซง่ึ สงู 15 เมตร จะมเี งาทอดยาวเท่าไร
วิธีทำ จำกโจทย์วำดรูปได้ดงั น้ี C F
20 15
A9 B Dx E
ขั้นที่ 1 S (Search the word problem)ศึกษำโจทยปญหำ
โจทยก์ ำหนดอะไรให้บ้ำง
1. ABC DEF
2. Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
3. AC 20, AB 9,DF 15
ส่งิ ท่ีโจทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ความยาวของเงาต้นไม้ DE
ขั้นที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมูลท่ีมีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วธิ คี ิด พจิ ารณาโจทยแ์ ละรูปประกอบได้ดงั นี้
ABC DEF เพราะวา่ Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดงั นั้นจะได้ AB = AC = BC
DE DF DE
นน่ั คือ AB = AC
DE DF
ขั้นที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ที ำ ABC DEF เพราะว่า Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดังนั้นจะได้ AB = AC = BC
DE DF DE
นนั่ คอื AB = AC
DE DF
9 = 20
x 15
x = 9x15
20
∴ x = 6.75
64
ข้นั ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ ABC DEF เพราะวา่ Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดังนั้นจะได้ AB = AC = BC
DE DF DE
นัน่ คอื AB = AC
แทนค่า DE DF
9 = 20
6.75 15
9x15 = 20x6.75
135 = 135 เปน็ จริง
65
โจทยข์ ้อที่ 4
ชายคนหนงึ่ ยืนบนพนื้ ราบท่จี ดุ M มองเสาไฟฟ้าและยอดตึกหลงั หน่งึ อยู่ในแนวเสน้ ตรงเดียวกัน ดงั รูป
ถ้าชายคนนยี้ ืนหา่ งจากเสาไฟฟา้ 30 เมตร เสาไฟฟ้าห่างจากตกึ 18 เมตร และเสาไฟฟ้าสูง 16.2 เมตร
ตึกจะสงู กเี่ มตร
ขั้นท่ี 1 S (Search thตeกึ word proเbสlาeไmฟฟ)ศ้าึกษำโจทยปญหำ M
โจทย์กำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. จากรูป MNO MPQ
2. Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
3. NO เป็นความสงู ของเสาไฟฟา้ สงู 16.2 เมตร
สง่ิ ทโี่ จทยต์ ้องกำรทรำบคอื อะไร
ความสงู ของตกึ หรอื PQ
ขนั้ ท่ี 2 T (Translate the problem)แปลงขอมลู ท่มี ีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วธิ คี ดิ พิจารณาโจทยแ์ ละรูปประกอบได้ดังนี้
Q
O
16.2
P 18 N 30 M
MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดงั นนั้ จะได้ PM = MQ = PQ
MN MO NO
นัน่ คือ PM = PQ
MN NO
66
ขน้ั ที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วิธที ำ MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดงั นนั้ จะได้ PM = MQ = PQ
MN MO NO
น่นั คือ PM = PQ
MN NO
30 18 = PQ
30 16.2
PQ = 48x16.2
30
= 25.92
ดงั น้ันตึกหลังนี้สงู 25.92 เมตร
ขัน้ ที่ 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดงั นั้นจะได้ PM = MQ = PQ
MN MO NO
นน่ั คอื PM = PQ
แทนคา่ MN NO
48 = 25.92
30 16.20
30x25.92 = 48x16.20
777.60 = 777.60 เป็นจริง
67
เฉลยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะท่ี 1
เรือ่ ง สำมเหล่ยี มคล้ำยกับกำรนำไปใช้
คำชแี้ จง ให้นักเรยี นแสดงวธิ ีการหาคาตอบแตล่ ะข้อให้ถูกตอ้ งสมบูรณ์
โจทยข์ อ้ ท่ี 1
กาหนดให้ ABC PQR และมีความยาวของด้านดังรูปRจงหาขนาดของ p
C
10 15
A
8 P
P
r
B
Q
ขน้ั ที่ 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทย์กำหนดอะไรให้บ้ำง
1. ABC PQR
2. Aˆ =Pˆ , Bˆ = Qˆ และ Cˆ =Rˆ
3. AC 10,BC 8,PR 15
สิง่ ทีโ่ จทยต์ ้องกำรทรำบคืออะไร
p จะยาวเทา่ ใด
ข้ันที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมลู ท่มี ีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วธิ ีคดิ พจิ ารณาโจทย์และรูปประกอบไดด้ ังน้ี
ABC PQR เพราะวา่ Aˆ =Pˆ , Bˆ = Qˆ และ Cˆ =Rˆ
ดงั น้นั จะได้ AB = AC = BC
PQ PR QR
ขั้นที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วิธีทำ จากโจทย์ ABC PQR จะได้วา่
AB = AC = BC
PQ PR QR
68
หา q จาก AC = BC
PR QR
10 8
15 = p
P = 15x8
10
∴ p = 12
ขนั้ ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
จากโจทย์ ABC PQR จะได้ว่า
AB = AC = BC
PQ PR QR
หา q จาก AC = BC
แทนค่า PR QR
10 = 8
15 12
2 = 2 เปน็ จริง
33
69
โจทย์ข้อที่ 2 A
กาหนดให้ ดังรปู BC // PR
ถา้ AC 4 , BP 4 และ CR 8 แล้ว AB จะยาวเทา่ ใด
BC
P R
ขัน้ ที่ 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ 4
โจทยก์ ำหนดอะไรให้บ้ำง C
1. กาหนดให้ BC // PR
2. AC 4 , BP 4 และ CR 8
สิง่ ทีโ่ จทยต์ ้องกำรทรำบคืออะไร
AB จะยาวเท่าใด
จากรปู สามเหลย่ี มและความยาวทีก่ าหนดให้สามารถสรา้ งรูปสามเหล่ียมได้ 2 รูป ดงั นี้
นัน่ คอื APR ABC
A
4A
BC x
4 8B
PR
ขนั้ ท่ี 2 T (Translate the problem) แปลงขอมูลท่ีมอี ยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณิตศำสตร
วธิ คี ิด พิจารณาโจทยแ์ ละรูปประกอบไดด้ งั นี้
ABC APR เพราะว่า Aˆ = Aˆ , Bˆ = Pˆ และ Cˆ =Rˆ
ดังน้ันจะได้ AR = AP = PR
AC AB BC
นน้ั คอื AR = AP
AC AB
70
ขน้ั ที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ีทำ จากโจทย์ APR ABC จากสมบตั ิของสามเหลย่ี มทคี่ ล้ายกนั จะไดว้ า่
AR = AP
AC AB
12 = x 4
4x
12(x) = 4(x 4)
12x = 4x 16
12x 4x = 16
8x = 16
x = 16
8
x=2
∴ AB ยาวเท่ากับ 2 ตอบ
ขน้ั ที่ 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ ABC APR เพราะวา่ Aˆ = Aˆ , Bˆ = Pˆ และ Cˆ =Rˆ
ดังน้ันจะได้ AR = AP
แทนคา่ AC AB
12 = x 4
4x เป็นจรงิ
12 = 2 4
42
3= 6
2
3=3
71
โจทยข์ ้อที่ 3
กาหนดให้ ABC DEF และมคี วามยาวของด้านดังรปู จงหาความยาวของ EF
D 1.5 F
A1 C
2
B
E
ขน้ั ที่ 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทยก์ ำหนดอะไรให้บำ้ ง
1. ABC DEF
2. Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
3. AC 1,BC 2,DF 1.5
สิ่งทีโ่ จทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ความยาวของ EF
ขั้นที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมลู ทีม่ ีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วธิ คี ดิ พจิ ารณาโจทยแ์ ละรูปประกอบได้ดงั น้ี
ABC DEF เพราะว่า Aˆ = Dˆ , Bˆ = Eˆ และ Cˆ = Fˆ
ดงั นน้ั จะได้ AB = AC = BC
DE DF EF
น่นั คอื 1 = 2
1.5 EF
ขั้นท่ี 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วธิ ีทำ จากโจทย์ ABC DEF
ดงั นน้ั จะได้ AB = AC = BC
DE DF EF
หา q จาก AC = BC
DF EF
1 2
1.5 = EF
72
EF = 1.5x2
∴ EF = 3
ข้นั ท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ
จากโจทย์ ABC DEF จะได้วา่
AB = AC = BC
DE DF EF
AC = BC เปน็ จรงิ
DF EF
1=2
หา q จาก 1.5 EF
1 =2
1.5 3
1x10 2
1.5x10 = 3
10 = 2
15 3
2=2
33
73
โจทยข์ อ้ ที่ 4
ชายคนหนึง่ ยนื บนพ้ืนราบท่จี ุด M มองเสาไฟฟา้ และยอดตกึ หลงั หนง่ึ อยูใ่ นแนวเสน้ ตรงเดียวกัน ดังรูป
ถา้ ชายคนน้ียืนห่างจากเสาไฟฟ้า 30 เมตร เสาไฟฟ้าหา่ งจากตึก 18 เมตร และตกึ สงู 50.4 เมตร เสา
ไฟฟ้าจะสูงกี่เมตร
ตกึ สูง เสาไฟฟ้า M
ขัน้ ท่ี 1 S (Search the word problem)ศกึ ษำโจทยปญหำ
โจทยก์ ำหนดอะไรให้บ้ำง
1. จากรูป MNO MPQ
2. Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
3. PQ เป็นความสูงตึก สูง 50.4 เมตร
สง่ิ ทโี่ จทย์ต้องกำรทรำบคืออะไร
ความสงู ของเสาไฟฟา้ หรอื NO
ขัน้ ที่ 2 T (Translate the problem)แปลงขอมลู ท่ีมีอยูในโจทยปญหำไปสูสมกำรทำงคณติ ศำสตร
วธิ ีคิด พิจารณาโจทย์และรูปประกอบไดด้ ังนี้
Q
O
50.4
P 18 N 30 M
MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดังนน้ั จะได้
PM = MQ = PQ
น่นั คอื MN MO NO
PM = PQ
MN NO
74
ขัน้ ที่ 3 A (Answer the problem) หำคำตอบของโจทยปญหำ
วิธีทำ MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดงั นั้นจะได้ PM = MQ = PQ
MN MO NO
นั่นคือ PM = PQ
MN NO
30 18 = 50.4
30 NO
NO = 50.4x30
48
= 31.50
ดงั น้นั เสาไฟฟา้ น้สี งู 31.50 เมตร
ขั้นท่ี 4 R (Review the solution) ทบทวนคำตอบ
ตรวจคำตอบ MNO MPQ เพราะว่า Qˆ = Oˆ ,Pˆ = Nˆ และ Mˆ = Mˆ
ดังนนั้ จะได้ PM = MQ = PQ
MN MO NO
น่นั คือ PM = PQ
MN NO
48 = 50.40
30 31.50
30x50.40 = 48x31.50
1512 = 1512 เป็นจริง
75
แบบทดสอบหลังเรยี นชุดที่ 1
เร่อื ง สำมเหล่ียมคล้ำย
1. 2 2. 4 3. 4
4. 1 5. 1 6. 2
7. 2 8. 3 9. 1
10. 2
76
บรรณำนุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพร้าว, 2551.
โรงเรยี นรามวทิ ยา รชั มังคลาภเิ ษก. หลกั สตู รกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ พุทธศักราช 2558
กระทรวงศึกษาธิการ. สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. หนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน
คณิตศาสตร์ เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว, 2554.
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. คู่มือวดั ผลประเมนิ ผลคณติ ศาสตร์, 2546.
สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ค่มู ือการจัดการเรยี นรู้กล่มุ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์,
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว, 2545.
สถาบันพัฒนาคุณภาพวชิ าการ(พว.) แผนการจดั การเรียนรสู้ องแนวทางที่เน้นผู้เรยี นเป็นสาคญั . กรงุ เทพฯ :
สานักพิมพ์บรษิ ัทพัฒนาคณุ ภาพวิชาการ(พว.) จากดั , 2544.