พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย
จัดทำโดย
นางสาวนันท์นภัส บางจาก ม.4/10 เลขที่22
เสนอ
คุณครูศศธร เรืองวิริยะชัย
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง
อาณาจักรสุโขทัย หรือราชวงศ์พระร่วง มี
พระนามเดิมว่า พ่อขุนบางกลางหาว แห่ง
เมืองบางยาง พระองค์ทรงร่วมกับพระสหาย
พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ช่วยกันรวบรวม
คนไทยยึดเมืองสุโขทัยจากขอมสมาดโขลญ
ลำพง
พระราชกรณียกิจ
1. ทรงก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย โดยพระองค์ทรงรวบรวมผู้คนยึด
อำนาจจากขอม
2. ทำศึกสงครามเพื่อป้องกันและขยายอาณาเขต
3.ทรงส่งทูตไปลังกาพร้อมกับคณะทูตเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อขอ
พระพุทธสิหิงค์และอัญเชิญมาไว้สักการะที่อาณาจักรสุโขทัย
พ่อขุนรามคำแหง
เป็นกษัตริย์องค์ที่สาม
แห่งอาณาจักรสุโขทัย
พระราชกรณียกิจ
พระองค์ทรงทำสงคราม เพื่อขยายพระราชอาณาเขตออกไป
อย่างกว้างขวางกว่าสมัยใดๆ
ปกครองแบบปิตาธิปไตย(พ่อปกครองลูก)
กระจายอำนาจให้เจ้านายปกครองเมือง
ช่วยพระบิดาสู้รบกับขุนสามชน
พระมหาธรรมราชาที่ 1
(พญาลิไทย)
พระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือ พระบาทกมรเตงอัญศรีสุริยพงศ์รามมหา
ราชาธิราช พระบาทกมรเตงอัญฦๅไทยราช พระยาฦๅไทย หรือ พญาลิไทย
(ประสูติ พ.ศ. 1843 - 1911) เป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัยลำดับที่ 6 ใน
ราชวงศ์พระร่วง เป็นพระราชโอรสของพระยาเลอไทย และพระราชนัดดาของ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ด้านศาสนา-ทรงสร้างเจดีย์ที่เมืองนครชุม (กำแพงเพชร) ผนวชในพระพุทธ
ศาสนาเมื่อ พ.ศ. 1905 ที่วัดป่ามะม่วง
การสร้างเมือง-ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ
ด้านภาษา-และวรรณคดีด้วยทรงเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกจึงทรงนิพนธ์ถึงเรื่อง
ราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ประเพณีในพระพุทธศาสนา โลกมนุษย์ สวรรค์ และ
นรก
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
(พระเจ้าอู่ทอง)
กษัตริย์องค์แรกของอยุธยา เมื่อขึ้นก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว
ได้ทรงรับลัทธิเทวราชา เป็นลัทธิที่ถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ
พระราชกรณียกิจ
ทรงตรากฎหมาย 10 ฉบับ
สถาปนาราชธานี
ทำศึกสงครามกับเขมร
นำระบบจตุสดมภ์มาใช้ในการปกครองบ้านเมือง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8
แห่งอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์สุพรรณภูมิ
พระราชกรณียกิจ
-จัดระเบียบการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
-ตราพระราชกำหนดศักดินา ซึ่งทำให้มีการแบ่งแยกสิทธิ
-ตั้งกฎมณเฑียรบาล ขึ้นเป็นกฎหมายสำหรับการปกครอง
-ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งหนังสือมหาชาติคำหลวง
นับว่าเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เรื่องแรกของกรุง
ศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2
มีพระนามเดิมว่าพระนเรศ หรือ
"พระองค์ดำ" เป็นพระราชโอรสใน
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและ
พระวิสุทธิกษัตรีย์ เสด็จพระราช
สมภพเมื่อ พ.ศ. 2098 ที่พระราชวัง
จันทน์ เมืองพิษณุโลก
พระราชกรณียกิจ
-ทำสงครามยุทธหัตถีกับพม่า
-สงครามตีเมืองทะวายและตะนาวศรี
-ตีได้หัวเมืองมอญเมืองฝ่ายใต้มาเป็นเมืองขึ้น
-ตีเมืองหงสาวดีครั้งแรก กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้า
สู่กรุงหงสาวดีในปี พ.ศ. 2138 และครั้งที่สอง พ.ศ.2142
-ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ ให้ดำรงตำแหน่งพระอุปราชแต่มี
ยศเสมอกษัตริย์
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3)
-ทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมือง
มีกำลังสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์นั้นสามารถยึดหัว
เมืองของพม่าได้คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
-มีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ
-ทรงรักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาว
ต่างชาติและรับผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่
ชนต่างชาตินำเข้ามา
สมัยธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระราชกรณียกิจ
ทำการปราบชุมนุมหลังจากยึดกรุงศรีคืนจากพม่า
มีการทำสงครามขยายพระราชอาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยาออกไปอย่างกว้าง
ขวาง โดยได้ทำศึกสงครามกับพม่า และอาณาจักรอื่น ๆ รวม ๑๒ ครั้งคือ
พ.ศ.๒๓๑๐ ศึกพม่าที่บางกุ้ง
พ.ศ.๒๓๑๒ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๑
พ.ศ.๒๓๑๔ ศึกเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๑๔ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๒
พ.ศ.๒๓๑๕ - ๒๓๑๖ ศึกพม่าตีเมืองพิชัย
พ.ศ.๒๓๑๗ ศึกเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกพม่าที่บางแก้ว
พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก
พ.ศ.๒๓๑๙ ศึกเมืองนครจำปาศักดิ์
พ.ศ.๒๓๑๙ ศึกพม่าตีเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๒๑ ศึกตีเมืองเวียงจันทน์
พ.ศ.๒๓๒๓ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๓
พ.ศ.๒๓๒๔ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และ
เจ้าพระยาสุรสีห์ ยกทัพไปปราบเขมร แต่ต้องยกทัพกลับเนื่องจากทางกรุงธนบุรี
เกิดจราจล โดยพระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ
พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(รัชกาลที่ 1)
ด้านการสงคราม
-ทรงทำศึกสงครามป้องกันและขยายพระราชอาณาจักรหลายครั้ง ครั้ง
สำคัญในรัชกาล คือ สงครามเก้าทัพใน พ.ศ. 2328
ด้านกฎหมายบ้านเมือง
ประทับตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราของสมุหนายก
สมุหพระกลาโหม และพระคลัง เพื่อใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร กฎหมายนี้
เรียกกันว่ากฎหมายตราสามดวง
ด้านศาสนา
-พ.ศ. 2331 โปรดเกล้าฯให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วัดนิพพานา
ราม
-โปรดให้ตรากฎพระสงฆ์ควบคุมสมณปฏิบัติและข้อพึงปฏิบัติของ
พุทธศาสนิกชน รวมทั้งพระราชกำหนดกวดขันศีลธรรมข้าราชการและ
พลเมือง
ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม
-โปรดให้สร้างปราสาทพระราชวัง วัดวาอาราม
-ฟื้ นฟูทำนุบำรุงงานศิลปกรรม ขนบธรรมเนียมและราชประเพณีต่าง ๆ ที่มี
มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
(รัชกาลที่ 2)
ด้านศิลปะวัฒนธรรม-เป็นยุคทองของวรรณคดี
-ทรงส่งเสริมศิลปะทุกประเภททรงพระปรีชาสามารถในงานวรรณกรรมและบท
ละครเป็นอย่างยิ่ง
ด้านการค้า-ทำการค้าขายกับจีนเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก
ด้านการปกครอง-ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกด้าน
ด้านสังคม-ทรงตราพระราชกำหนดห้ามมิให้ซื้อขายและสูบฝิ่ น ทรงกำหนดบท
ลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืไว้อย่างหนัก
ด้านศาสนา-ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มการประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้นใน
พ.ศ. 2360 เป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 3)
ทรงได้รับการถวายราชสดุดีจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่า “พระองค์ท่านเป็นหัวใจแผ่นดิน”
ทรงแก้ไขวิธีเก็บภาษีอากรแบบเดิม
ด้านพระศาสนา ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกตามพระราชประเพณี
ผลที่เกิดจากการที่ทรงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา คือ ความ
เจริญรุ่งเรืองทางศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ
ด้านการค้า ทรงเชี่ยวชาญในด้านการค้ากับต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 4)
“พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”
ทรงรักษาเอกราชของชาติ ดำเนินนโยบายการเจรจาผ่อนปรนทางการทูต
ทำสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์กับประเทศต่างๆโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์จอห์น เบาว์ริง
เข้าเฝ้าเพื่อเจรจากันเป็นการภายในแบบมิตรภาพก่อน ซึ่งเป็นที่ประทับใจของ
อัครราชทูตอังกฤษมาก ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ อังกฤษและสยามได้ลงนามในสนธิ
สัญญาไมตรีและพาณิชย์ต่อกันในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 เป็นที่รู้จักกันในนามว่า
สนธิสัญญาเบาว์ริง
ทรงวางรากฐานในการยอมรับความเจริญก้าวหน้าแบบอารยประเทศมาใช้ในสยาม
ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทรงก่อตั้งคณะธรรมยุติกนิกาย
ทรงบูรณะและปฏิสังขรณ์พระอารามที่สร้างค้างในรัชกาลก่อน
ทรงริเริ่มสนับสนุนการศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการสมัยใหม่ของโลกตะวันตก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 5)
ทรงเลิกทาส โดยใช้วิธีผ่อนปรนเป็นระยะ พอมีเวลาให้ผู้เป็นนายและตัวทาสเองได้ปรับตัว ปรับใจ
ทรงพระราชดำริเริ่มจัดการศึกษาในทุกระดับ ทรงตั้งโรงเรียนหลวงขึ้น เพื่อให้การศึกษาแก่คนทุกชนชั้น
ปฏิรูประบบการเงินการคลังของประเทศและการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน
ทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2416
ทรงยกเลิกระบบเสนาบดีแบบเดิมแล้วทรงแบ่งราชการเป็นกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง
โปรดเกล้าฯ ให้ทดลองจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นเป็นแห่งแรกที่ตำบลท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร
ริเริ่มกิจการด้านไฟฟ้า ประปา และโทรเลข ส่วนด้านการสาธารณสุข
โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นเป็นแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. 2431 พระราชทานนามว่า“โรงศิริราชพยาบาล”
ปัจจุบัน คือ “โรงพยาบาลศิริราช”
พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุด คือ การที่ทรงรักษาอิสรภาพของชาติไว้ได้รอดปลอดภัย ในขณะที่ประเทศ
เพื่อนบ้านโดยรอบทุกทิศต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 6)
พระบิดาแห่งลูกเสือไทย
ปรับปรุงโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งตั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็น “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”
-โปรดสร้างอาคารเรียนที่อำเภอปทุมวัน เมื่อ พ.ศ. 2458
ต่อมาทรงสถาปนาขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-โปรดให้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ใน พ.ศ. 2461
-ขยายงานด้านประถมศึกษาให้กว้างขวางขึ้น
-เปลี่ยนธงชาติจากธงช้างเผือกเป็น “ธงไตรรงค์”
-จัดตั้งคลังออมสิน
-ก่อตั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทย
-จดตั้งกองเสือป่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 7)
วางรากฐานระบบข้าราชการพลเรือนไทยในยุคปัจจุบัน อันมาจากแนวพระราชดำริ 4
ประการ คือ
1) ให้ข้าราชการพลเรือนอยู่ในระเบียบเดียวกัน
2) ให้เลือกสรรผู้มีความรู้ความสามารถเข้ารับราชการ
3) ให้ข้าราชการพลเรือนยึดถือการเข้ารับราชการเป็นอาชีพ และ
4) ให้ข้าราชการพลเรือนมีวินัย ซึ่งจากแนวพระราชดำรินี้ ทรงร่างกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็นครั้งแรก
-ด้านการศึกษาและการศาสนา ทรงปฏิรูปมหาวิทยาลัย โดยทรงสร้างกลไกการปฏิรูปมี
การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงและ
ผู้ชายได้รับความเสมอภาคทางการศึกษา มีโอกาสเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรี
คณะแพทยศาสตร์
-ด้านศาสนา ทรงจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยสมบูรณ์ ขนานนามว่า “พระ
ไตรปิฎกสยามรัฐ”
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร
(รัชกาลที่ 8)
พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขความบาดหมางระหว่างชาวไทย - จีน โดยพระองค์ได้
เสด็จประพาสสำเพ็ง อย่างเป็นทางการ โดยมีพระราชประสงค์
สำคัญที่จะเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชาวไทยกับชาวจีน
เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนามกองทหารสหประชาชาติ
พร้อมด้วยลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเตน ผู้บัญชาการทหารฝ่าย
สัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลที่ 9)
ทรงเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านำไปสู่การพัฒนา
เน้นการเกษตรเป็นหลัก
พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทรงเน้นคนเป็นศูนย์กลางตลอดมา พระองค์เป็นต้นแบบการบริหาร
จัดการที่ดีในทุกพระราชภารกิจ
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชสมัยของพระองค์มีทั้งสิ้น
มากกว่า 4,000 โครงการ
งานทางด้านวรรณศิลป์ พระองค์ทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลายภาษาทรง
พระราชนิพนธ์บทความ แปลหนังสือ
งานทางด้านดนตรี พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมาก และ
รอบรู้ในเรื่องการดนตรีเป็นอย่างดี พระองค์ทรงดนตรีได้หลายชนิด
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10
ด้านการศึกษา ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสนับสนุนให้กรมสามัญศึกษา กระทรวง
ศึกษาธิการ ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร 6 แห่ง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์
พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ และในด้านการอุดมศึกษา
ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลทุกแห่งและทรงเยี่ยมโรงพยาบาลอย่าง
สม่ำเสมอ รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย
ด้านสังคมสงเคราะห์ ทรงเยี่ยมชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ หลายแห่งและพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุน
โครงการของชุมชน
ด้านการต่างประเทศ ทรงเยือนมิตรประเทศทั่วทุกทวีป
ด้านเกษตรกรรม เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชอื่น ๆ เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อ
พระราชทานแก่เกษตรกร
ด้านพระศาสนา ทรงเสด็จฯ แทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาเป็นประจำสม่ำเสมอ
ด้านการกีฬา ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดงานกิจกรรมปั่ นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ในงาน “อุ่น ไอ
รัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ทรงพระราชทานเสื้อสำหรับใส่ปั่ นจักรยาน และน้ำดื่ม
พระราชทาน ให้กับประชาชนผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม และทรงนำประชาชนปั่ นจักรยาน
ด้านการทหาร ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอดตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.2518 และทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3
เหล่าทัพ ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม
ทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จ.ตราด อีกทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินไปใน
พิธีการด้านทหาร อาทิ งานวันราชวัลลภ
ด้านการบิน พ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737–400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่ง
ครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้
ด้านราชการ 9 มกราคม พ.ศ. 2535 - ปัจจุบัน ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความ
ปลอดภัย สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปัจจุบันคือ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็น
ส่วนราชการในพระองค์