หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์
(E-book)
“การจัดการศึกษายุคใหม่”
เรียบเรียงโดย
นายอภิรัก เทพนรัตน์
นำเสนอ
ดร.ณิชาภา ธพิพัฒน์
2
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์การจัดการศึกษายุคใหม่รายวิชา EDUC1102 ปรัชญาการ
ศึกษาเเละเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องการจัดการศึกษา
ยุคใหม่โดยได้ศึกษาผ่านเเหล่งความรู้ผ่านเว็ปไซต์ต่างๆ
นายอภิรัก เทพนรรัตน เลขที่ 14
3
สารบัญ
คำนำ 2
3
สารบัญ 4-8
บทที่ 1 อิทธิพลของทฤษฏีการเรียนรู้ต่อการจัดการการศึกษา 9-13
บทที่ 2 อิทธิพลของศาสนา เศรษฐกิจเเละวัฒนธรรมต่อการจักการศึกษา 14-16
บทที่ 3 หลักการจัดการการศึกษาที่เป็นฐานของสากล 17-19
บทที่ 4 หลักการจักการการศึกษาที่เป็นฐานคิดวิถีไทย 20-23
บทที่ 5 เเนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่21 24
บรรณานุกรม
4
บทที่ 1
อิทธิพลของทฤษฏีการเรียน
รู้การจัดการการศึกษา
5
ทฤษฎีการเรียนรู้ คือ ?
ทฤษฎีทางการศึกษา ไม่ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้อย่างจริงจังจนกระทั่งช่วงต้น
ศตวรรษที่ 20 โดยก่อนหน้านี้ก็เพียงการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่
สมัยกรีกโบราณ โดยโสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งเป็นการศึกษาและค้นพบว่า
ความรู้และความจริงสามารถพบได้ในตัวเอง (ลัทธิเหตุผลนิยม) หรือผ่านการสังเกตจาก
ภายนอก (ประสบการณ์นิยม)
จนในศตวรรษที่ 19 นักจิตวิทยาเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ด้วยการศึกษาทาง
วิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายคือการเข้าใจอย่างเป็นกลางว่าผู้คนเรียนรู้อย่างไรและ
พัฒนาวิธีการสอนตามนั้น และในศตวรรษที่ 20 ก็มีการถกเถียงกันในหมู่นักทฤษฎีการ
ศึกษา ระหว่าง “ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม” และ “ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยม” ว่าผู้คนเรียนรู้
ผ่านการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก หรือผ่านการใช้สมองเพื่อสร้างความรู้จากข้อมูล
ภายนอกกันแน่
ทฤษฎีการเรียนรู้ ส่งผลต่อการศึกษาอย่างไร ?
เดิมทีหลายคนอาจคิดว่าการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่
เด็กนักเรียนทุกคนต้องพบเจอ เพราะจะยังไงทุกคนก็ต้องไปโรงเรียนและเรียนรู้สิ่ง
เดียวกัน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย นักทฤษฎีทางการศึกษาจำนวนมาก ให้
คำแนะนำว่า จริงๆ แล้วมีแนวทางการจัดการศึกษามากมายที่เข้าใจธรรมชาติของผู้เรียน
และสามารเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนได้ดียิ่งขึ้น อันจะทำให้ครูเหนื่อย
น้อยลง และนักเรียนเองก็เข้าใจเรื่องที่เรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งศาสตร์และศิลป์ของการสอน
เหล่านี้ นักทฤษฎีทางการศึกษาหลายคนได้เป็นผู้บุกเบิกโดยที่ได้ศึกษาและคิดค้น
“ศาสตร์แห่งการเรียนรู้” เพื่อดูว่าสิ่งใดใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อไหร่ และจะเหมาะสมกับใครบ้าง
นั่นเองสำนักการศึกษานานาชาติ กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ดี เป็นกระบวนการที่เกิดมาจาก
การนำประสบการณ์ส่วนตัวและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมารวมกัน และส่งผลให้เกิดการเพิ่ม
คุณค่า และปรับเปลี่ยนมาเป็นความรู้ ทักษะ ค่านิยม ทัศนคติ พฤติกรรม และโลกทัศน์
ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้ ก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนดังกล่าว
โดยทั่วไปแล้ว มีทฤษฎีการเรียนรู้ 5 ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ที่ครูผู้
สอนควรนำไปใช้ในชั้นเรียน ได้แก่
6
ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้สรรคนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้มนุษยนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้ความเชื่อมโยง
นักทฤษฎีการศึกษา ครู และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทฤษฎีเหล่านี้สามารถมอบแนวทางการ
จัดการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จและเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบแผนการ
สอนและพัฒนาหลักสูตร
ทฤษฎีการเรียนรู้ ประเภทต่างๆ
ในปัจจุบัน หลังจากการศึกษาค้นคว้า และอภิปรายจำนวนมาก ได้ก่อเกิดทฤษฎีการ
เรียนรู้ 5 ทฤษฎีดังต่อไปนี้
1. พฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม จะศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้น มีการตอบสนอง
และสังเกตได้ เท่านั้น เนื่องจากสามารถศึกษาได้อย่างเป็นระบบและปรากฎให้เห็นอย่าง
ชัดเจน” การเกิดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีนี้ ขึ้นอยู่กับ ระบบของกิจวัตรที่ “ฝึกฝน” พฤติกรรม
หรือข้อมูลใหม่เข้าสู่สมองของผู้เรียน รวมถึงการเสริมแรงเชิงบวก (Positive Feedback)
จากครูผู้สอนและสถานศึกษาด้วย ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนทำผลงานได้ดีเยี่ยม พวกเขา
จะได้รับคำชมและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้เรียนจึงจะเกิดการเรียนรู้
2. พุทธินิยม (Cognitivism)
ทฤษฎีการเรียนรู้นี้ จะอาศัยทั้งปัจจัยภายนอก (เช่น ความรู้หรือข้อมูล) และ
กระบวนการคิดภายในประกอบกันทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นในปี 1950 โดยเปลี่ยนจากพฤติกรรม
นิยม มาเน้นที่บทบาทของจิตใจในการเรียนรู้ ตามที่สำนักการศึกษานานาชาติ : “ในด้าน
จิตวิทยาความรู้ความเข้าใจ เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นการได้มาซึ่งความรู้ ซึ่งผู้เรียนคือผู้
ประมวลผลข้อมูล ดูดซับ และดำเนินการ เป็นผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และเก็บไว้เป็น
ความจำของตนเอง”
3. สรรคนิยม หรือ คอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism)
ทฤษฎีการเรียนรู้นี้ เชื่อว่า ผู้เรียนจะต่อยอดจากประสบการณ์และความเข้าใจก่อน
หน้านี้เพื่อ “สร้าง” ความเข้าใจใหม่ ซึ่งผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแข็ง
ขัน (Active Engagement) ในสังคมเท่านั้น เช่น การทดลองหรือการแก้ไขปัญหาในโลก
แห่งความจริง เป็นต้น
7
4. มนุษยนิยม (Humanism)
“ แนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ” ซึ่งเน้นศักยภาพมากกว่าวิธีการหรือสื่อ
การเรียนการสอนด้วยความเข้าใจว่าผู้เรียนเป็นผ้าขาว มนุษยนิยมจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้าง
สภาพแวดล้อม อันเปรียบเสมือนการเติมสีไปบนผ้า ซึ่งเอื้อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเอง
ด้วยทฤษฎีนี้ ผู้เรียนจะได้รับการตอบสนอง และพวกเขาก็มีอิสระที่จะกำหนดเป้าหมายของ
ตนเองในขณะที่ครู เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitators) ในการบรรลุเป้าหมายการ
เรียนรู้เหล่านั้น
5. ความเชื่อมโยง (Connectivism)
ในยุคดิจิทัล ทฤษฎีความเชื่อมโยง ถูกแยกออกจาก ทฤษฎีสรรคนิยม โดยการ
ระบุและแก้ไขช่องว่างในความรู้ โดยทฤษฎีนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี ทฤษฎีความเชื่อมโยง มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของผู้เรียนในการจัดหาและ
อัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ การรู้ว่าจะหาข้อมูลที่ดีที่สุดได้อย่างไรและจากที่ใดมี
ความสำคัญพอๆ กับข้อมูล
ทำไมทฤษฎีการเรียนรู้จึงสำคัญ ?
ทฤษฎีการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะของมนุษย์ที่ต้องการความรู้ ด้วยเหตุนี้ นัก
วิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา และผู้นำทางความคิดมากมายจึงอุทิศตนเพื่อศึกษาทฤษฎีการ
เรียนรู้ เพราะการทำความเข้าใจวิธีการที่มนุษย์เรียนรู้เป็นขั้นตอนสำคัญในการเพิ่ม
ประสิทธิภาพกระบวนการเรียนรู้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือ
วิทยาลัยครู รวมถึงการจัดอบรมสัมมนาสำหรับบุคลากรทางการศึกษา จึงใช้เวลาอย่าง
มากในการให้นิสิต และนักศึกษาที่จะมาเป็นครูในอนาคต ศึกษาการพัฒนามนุษย์และ
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งวิธีที่เด็กจะสามารถเรียนรู้และเกิดพัฒนาการทางปัญญา อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ
ครูทุกคนในการเป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดหน้าชั้นเรียน “ไม่มีนักเรียนสองคนไหน ที่
จะเรียนรู้แบบเดียวกันหรือในอัตราที่เท่ากันทุกประการ เช่นเดียวกับการที่ไม่มีคนสองคน
ไหนในโลก จะมีรูปพรรณที่เหมือนกันทุกประการ บุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์การสอนที่ตรงกับความต้องการของนักเรียน
แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กทั้งหมดได้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นก้าวแรกที่สำคัญ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครูธรรม
ดาๆทั่วไป ก้าวผ่านไปสู่ ยอดครูผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ในการสอน”
8
มีทฤษฎีอื่น ๆ ในการศึกษาหรือไม่ ?
เช่นเดียวกับตัวนักเรียน ทฤษฎีการเรียนรู้ในการศึกษามีความหลากหลายและหลากหลาย
นอกเกนือจาก 5 ทฤษฎีที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีทฤษฎีอื่นๆ อีก ได้แก่
ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปฏิรูป (Transformative) : ทฤษฎีนี้มีความเกี่ยวข้องโดย
เฉพาะกับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ ข้อมูลใหม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของเราได้โดยพื้น
ฐานแล้วเมื่อประสบการณ์ชีวิตและความรู้ของเราถูกจับคู่กับการไตร่ตรองอย่างมี
วิจารณญาณ
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social) : ทฤษฎีนี้รวมเอาหลักการโดยปริยายของแรง
กดดันจากเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนสังเกตนักเรียนคนอื่นและจำลอง
พฤติกรรมของตนเองตามนั้น บางครั้งก็เป็นการเลียนแบบเพื่อน บางครั้งก็เป็นการ
แยกแยะตัวเองจากคนรอบข้าง การควบคุมพลังของทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับการดึงดูด
ความสนใจของนักเรียน โดยเน้นที่วิธีที่นักเรียนสามารถเก็บข้อมูล ระบุว่าเมื่อใดจึงจะ
เหมาะสมที่จะสร้างพฤติกรรมก่อนหน้านี้ และกำหนดแรงจูงใจของนักเรียน
ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential) : มีความคิดโบราณและคำอุปมา
มากมายเกี่ยวกับการสอนบางสิ่งโดยการทำสิ่งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะกลายเป็นทฤษฎีการ
เรียนรู้อย่างเป็นทางการจนถึงต้นทศวรรษ 1980 ก็ตาม แนวทางนี้เน้นทั้งการเรียนรู้
เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างและประสบการณ์เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ใน
สถานการณ์จริงได้
ทฤษฎีทางการศึกษา มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้อย่างไร ?
ทฤษฎีการศึกษามีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ สำหรับครู ตัวอย่างทฤษฎีการ
เรียนรู้สามารถส่งผลต่อแนวทางการสอนและการจัดการห้องเรียน การค้นหาแนวทางที่
เหมาะสม (แม้ว่าจะเป็นการรวมทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่ 2 ทฤษฎีขึ้นไป) สามารถก่อให้เกิด
ประสบการณ์และการสร้างแรงบันดาลใจในห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพได้
วิธีประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้
ประสบการณ์ที่เรามีต่อทฤษฎีการเรียนรู้ในฐานะนักเรียน มีอิทธิพลต่อรูปแบบของสภาพ
แวดล้อมในการทำงานที่เราชื่นชอบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่น หากใครก็ตามมีประสบการณ์
ในชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางสังคมในวัยประถม เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ คนๆนั้น จะรู้สึก
ถนัดและทำงานได้อย่างไหลลื่นในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการทำงานร่วมกันสูง เป็นต้น
โดยสรุปทฤษฎีการศึกษา มีการพัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยของโสกราตีส ผู้ที่ซึ่ง
น่าจะเป็นคนบุกเบิกทฤษฎีพฤติกรรมนิยมและทฤษฎีพุทธินิยม และในห้วงแห่งการพัฒนา
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ผ่านมา (และเชื่อว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกในอนาคต) ครูและนักเรียน
จำเป็นจะต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากวิวัฒนาการนี้ให้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ตราบที่เราทุกคน
ต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในการพัฒนาความรู้ของตัวเอง และทำความเข้าใจว่ามนุษย์
จะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร
9
บทที่ 2
อิทธิพลของ ศาสนา เศรฐกิจเเละ
วัฒนธรรมต่อการจัดการศึกษา
10ขอมูลดา นสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการศึกษามีความสําคัญสําหรับการจัดการพัฒนาหลักสูตร
และการจัดการ เรียนการสอน 2 ประการคือ ประการแรกการศึกษาทําหนาท่ีอนุรักษแ ละถา ย
ทอดวัฒนธรรมของสังคมใหไ ปสูอนุชนรุน หลัง และประการที่สองการศึกษาจะทําหนา ที่
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมใหเ ขา กับการเปล่ียนแปลง ทางดา นวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยีตางๆท่ีมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา โดยภาระหนาที่ดังกลา วนี้ การศึกษาจะชวย
ควบคุมการเปล่ียนแปลงสังคมใหเ ปน ไปในทิศทางท่ีพึงปรารถนา โดยเหตุนี้หลักสูตรซึ่งจะนําไป
สอนเหลานั้น จึงมี ความเกี่ยวขอ งสัมพันธกับคา นิยมและสังคมอยางแยกไมออก และโดย
ธรรมชาติของสังคมและวัฒนธรรมนั้นมักจะมี การเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นการ
พัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนจึงมีความจําเปน จะตองคํานึงถึง ขอมูลทางดา นสังคม
และวัฒนธรรมที่เปน อยใู นปจ จุบันอยูเ สมอ ซึ่งจะทําใหหลักสูตรและการสอนนั้นมีความ สอด
คลองกับสภาพปจจุบันของสงั คม สามารถแกป ญ หาและสนองความตอ งการของสังคมไดอยาง
เหมาะสม
คือ
ขอ มูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่จําเปน จะตองนํามาเปนพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรอาจ
แบง ออกไดเปน 4 กลุม
1) ระบบสังคม วัฒนธรรม และคา นิยม
2) ระบบการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ
3) การเปลี่ยนแปลงทางสัมคมและครอบครัว
4) สภาพปญ หาของสังคมและแนวทางการแกป ญหา
1.ระบบสังคม วัฒนธรรม และคา นิยม
สังคมแตล ะแหงจะมีความแตกตา งกันไป ทั้งน้ีเนื่องจากแตล ะสังคมมีวัฒนธรรมและคานิ
ยมเปนของตนเอง หรือจะกลาวไดอีกอยา งหนึ่งวาวัฒนธรรมและคา นิยมในสังคมเปน เอกลัก
ษณประจําชาติ ซึ่งจะใหเ กิดความรูส ึกนึกคิด และความผูกพันวาเปนกลมุ เดียวกัน และมีความ
แตกตา งจากคนในสังคมอื่น ในสังคมหนึ่งๆมักจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาก็ เพ่ือถา ยทอดวัฒนธร
รมใหก ับเยาวชนไดเ รียนรแู ละอยูรว มกัน ชว ยในการอนุรักษสังคม ทําหนาที่เตรียมเยาวชนสําห
รับ จะไดเปนผูใ หญท ี่ดี และชวยพัฒนาเยาวชนแตล ะคนซึ่งเปนสมาชิกของสังคม โดยเหตุนี้การ
จัดการศึกษาในแตล ะสังคม จะมีจุดเนน ที่แตกตางกันออกไป โดยขึ้นกับสังคม วัฒนธรรม
และคานิยมของสังคมน้ันๆ
ขอ มูลทางวัฒนธรรมและคา นิยมในสังคมที่นา จะไดนํามาเปนพื้นฐานของการพัฒนาหลักสูตร
ไดแ ก ระบบ ของสังคม ธรรมชาติของคนในสังคม วัฒนธรรม ศาสนาในสังคม และความเปล่ี
ยนแปลงทางวัฒนธรรม เปนตน สําหรับ การพัฒนาหลักสูตรของไทยน้ันมีความจําเปน จะตอง
พิจารณาถึงขอมูลทางวัฒนธรรมและคา นิยมหลายประการ ในท่ีนี้ จะขอกลา วเพียงบางประการ
เทา นั้น
1.1 ระบบสังคม
อาจกลาวไดว าสังคมไทยแบงออกไดเปน 2 ลักษณะคือลักษณะสังคมเกษตรกรรมหรือสังคม
ชนบทและ สังคมอุตสาหกรรม หรือสังคมเมือง โดยท่ัวไปรอ ยละ 80 จะเปน สังคมชนบท หรือ
สังคมเกษตรกรรม และอีกประมาณ รอยละ 20 จะเปน สังคมเมืองหรือสังคมอุตสาหกรรม ซึ่ง
ปรากฏอยูตามเมืองใหญๆ ในปจ จุบันความเจริญกา วหนาทาง วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีมี
มาก สังคมในชนบทพยายามประยุกตใ ชเ ทคโนโลยีมากขึ้น และรัฐบาลก็มีนโยบายที่จะ สง
เสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมากข้ึน ดังน้ันสังคมอุตสาหกรรมจึงมีแนวโนม เพ่ิมข้ึน
แตอ ยางไรก็ตามสภาพ สังคมสว นใหญของประเทศก็ยังคงมีสภาพสังคมเกษตรกรรมอยู ท้ังนี้
เน่ืองจากสภาพโครงสรา งและองคป ระกอบของ ทรัพยกรภายในประเทศไมเ อ้ืออํานวยตอ การ
เปล่ียนแปลงสภาพสังคมเกษตรกรรมไปสูส ังคมอุตสาหกรรมโดยสิ้นเชิง
11
นั่นเอง ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนจําเปนตอ งคํานึงถึงพื้นฐานทางสังคม
ของประเทศโดย สวนรวม โดยคํานึงการยกระดับการพัฒนาสังคมเกษตรกรรมและเตรียมพ้ืนฐานเพื่อ
การเปลี่ยนแปลงทางดา นสังคม ไปสูการพัฒนาอุตสาหกรรมตามความจําเปน โดยใหสอดคลอ งกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ
1.2คา นยิ มในสังคม
คา นิยมหมายถึง สิ่งที่คนในสังคมเดียวกันมองเห็นวา มีคุณคา หรือเปนท่ียอมรับ หรือเปนท่ีปรารถนา
ของคน ทั่วไปในสังคมนั้นๆอดุล(อดุลวิเชียรเจริญอางถึงในสงัดอุทรานันท, 2532) ไดแบงคา นิยมของ
สังคมไทยเปน 5 ประการดังนี้ 1) ความเฉื่อย ซึ่งเปนคา นิยมท่ีฝงแนน ในประชาชนท่ีอยใู นสังคม
เกษตรกรรม ซ่ึงมักจะถูกมองวา ไม กระตือรือรน ในการทํางาน มีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู ชอบ
ทํางานสบายถึงแมนจะไดเงินนอ ย ไมชอบทํางานที่มี ระเบียบกฎเกณฑ 2) การถือฐานานุรูป 3) การ
ถือความสัมพันธสวนตัว4) การถือประโยชนของตนเอง 5) การถือ อํานาจ
คานิยมในสังคมไทยท่ีกลา วนี้นาจะไดม ีการเปลี่ยนแปลงเพราะไมม ีความเหมาะสมกับสภาพปจจุบัน
เนื่องจากการศึกษาเปน ตัวการที่ทําใหเ กิดการเปล่ียนแปลงในสังคม ดังน้ัน การพัฒนาหลักสูตรและ
การสอนจึงจําเปน จะตอ งคํานึงถึงคานิยมตางๆในสังคมไทยวา คา นิยมชนิดใดสมควรจะไดรับการ
เปลี่ยนแปลง คา นิยมชนิดใดสมควรจะ ไดอนุรักษใหคงอยไู ว หรือคานิยมใดสมควรสรา งข้ึนใหม
เพ่ือใหเกิดความเหมาะสมตามสภาพของสังคมไทยใน ปจจุบันใหมากท่ีสุด
1.3 ธรรมชาติของคนในสังคม
จากสภาพวัฒนธรรมและคานิยมตา งๆในสังคมไทย เปนเหตุใหค นไทยสวนใหญม ีบุคลิกภาพดังน้ีคือ
1)ยึด ม่ันในตัวบุคคลมากกวา หลักการและเหตุผล 2)ยกยอ งคนที่มีความรูหรือไดร ับการศึกษาสูง
3)เคารพและคลอยตามผู มีวัยวุฒิสูง 4)ยกยอ งผมู ีเงิน 5)รักความเปน อิสระและชอบทํางานตามลําพัง
6)นิยมยกยอ งผูม ีอํานาจ 7)เช่ือถือโชค ลางทางไสยศาสตร 8)นิยมการเลนพวก
โดยธรรมชาติของคนไทย ลักษณะบางอยา งก็ควรรักษาไวเพื่อความเปนเอกลักษณห รือลักษณะของ
คนไทย เชน ความสุภาพ ออนนอมตอผูมีวัยวุฒิสูง การยิ้มแยมแจม ใส การรูจักใหอภัย เปน ตน ใน
การพัฒนาหลักสูตรที่จะ ใหก ับคนในสังคมใดก็ตามควรคํานึงถึงลักษณะของคนในสังคมน้ันๆ วา
สมควรจะพัฒนาใหมีคุณลักษณะเชน ใด ลักษณะใดเปนที่ตอ งการในสังคม และลักษณะใดเปน สิ่งที่สม
ควรใหหมดไปในสังคม
1.4 วัฒนธรรมในสังคม
วัฒนธรรมเปนสัญญลักษณอ ันสําคัญท่ีแสดงใหเ ห็นวาเปน คนในสังคมเดียวกันหรือเปนคนชาติเดียวกัน
คนไทย ยอมมีวัฒนธรรมท่ีแตกตางจากชนชาติอื่น ไมว าจะเปน ภาษา วรรณคดี ศิลปกรรม
ประติมากรรม การฟอ นรํา ฯลฯ การ แสดงออกและความซาบซื้งในวัฒนธรรมเหลา น้ี จะเปนสัญลัก
ษณใหรูว า เปนชนในชาติดเดียวกัน วัฒนธรรมในสังคมเปน สิ่งที่สําคัญมากตอ การพัฒนาหลักสูตรและ
การสอน ท้ังนี้เน่ืองจากจุดประสงคท ่ีสําคัญของหลักสูตรและการสอนคือ การ ทํานุบํารุง รักษา
และถายทอดวัฒนธรรมที่ดีงามไว ตลอดจนการสกัดกั้นวัฒนธรรมตา งชาติ เพ่ือปองกัน
ไมใหวัฒนธรรม อ่ืนทําลายความเปน เอกลักษณของชาติโดยคํานึงถึงวัฒนธรรมใดควรจะรักษาไว
วัฒนธรรมใดสมควรไดรับการปรับปรุง แกไขเพื่อใหเหมาะสมกับกาลเวลาและสภาพแวดลอ ม วัฒนธร
รมตางชาติชนิดใดท่ีสมควรจะสกัดกั้นหรือรับไว เปนตน
1.5 ศาสนาในสังคม
ในปจจุบันเกิดขอ โตแ ยง เกี่ยวกับกาารนําเอาศาสนามาบรรจุไวในหลักสูตร โดยฝา ยหนึ่งเห็นวา ไมควร
สอน ศาสนาในโรงเรียน แตอ ีกฝายหนึ่งก็เห็นวา ศาสนาเปน สวนหน่ึงของวัฒนธรรมควรจะไดบ รรจุ
ไวในหลักสูตร อยา งไรก็ ตามทางออกที่ดีท่ีสุดควรมีความยืดหยนุ ในการสอนศาสนาในโรงเรียน ควร
บรรจุหลักธรรมในศาสนาตางๆ และควร เปรียบเทียบหลักธรรมของศาสนาเหลา น้ันเพื่อใหผ ูเรียน
ไดท ราบวาทุกศาสนาตา งก็มีเปา หมายเพื่อสอนใหเปน คนดี เพื่อความสงบสุขในการอยูรวมกันในสังค
มน่ันเอง
12
1.6 ความเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเปน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา วัฒนธรรมในสังคมจะเปล่ียนแปลงเร็วหรือชา ก็ข้ึนอ
ยูก ับ สังคมนั้นมีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมภายนอกไดสะดวกมากหรือนอ ยเพียงใด ประเทศชาติที่
เปนประเทศเปด คือมีการ ติดตอ กับประเทศอ่ืนอยา งกวางขวาง โอกาสท่ีวัฒนธรรมตา งชาติหรือวิทยา
การตางๆ เขาสูสังคมของประเทศน้ันก็ยอ ม มีมาก และยอมมีผลกระทบตอ วัฒนธรรมภายในประเทศ
นอกจากนั้นปจ จุบันวิทยาการตางๆกาวหนาไปมาก ประกอบกับมีระบบอินเทอรเ น็ตเชื่อมตอถึงกันทั่ว
โลก จึงทําใหสังคมไทยซึ่งเปนสังคมเปด ไดรับผลกระทบจากความเจริญ เกิดการเปลี่ยนแปลงดา
นวัฒนธรรมอยา งรวดเร็ว จึงมีความจําเปนตอการพัฒนาหลักสูตรและการสอนใหสอดคลอ งกับกระแส
การเปล่ียนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม
2. กระแสโลกาภิวัฒนากับแนวโนม การจัดการศึกษาไทย 2. กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอยา ง
รวดเร็ว
ปจ จุบันสังคมโลกกําลังอยูใ นยุคที่เรียกกันวา"โลกาภิวัฒน" (globalization) ความเจริญกา วหนา ของ
การ ส่ือสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยปจ จุบันทําใหโ ลกแคบลง สามารถติดตอ สื่อสาร
ขอความถึงกันและ กันไดอ ยา งรวดเร็ว ทําใหว ัฒนธรรม วิถีชีวิตความเชื่อ ความคิดของสังคม
สามารถเผยแพรกระจายและถายโอนกันได งา ยและรวดเร็ว เกิดลัทธิเอาอยางตามกระแสชาวโลก
และเปน ไปอยางรวดเร็ว จึงเปน การยากที่จะควบคุมการ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดตอสังคมได การเปล่ียน
แปลงดังกลา วหากเปน ไปรวดเร็วในอัตราท่ีเกินจะรับได สังคมก็จะมี ปญ หาขาดความสมดุลทางสังคม
แตห ากการเปลี่ยนแปลงเปน ไปในอัตราที่พอรับได ประชาชนในสังคมนั้นก็จะสามารถ ดํารงชีพอ
ยูไ ดอ ยางพอสุข การศึกษาจะเปนสิ่งท่ีสามารถนําสังคมไปในทิศทางท่ีปรารถนา และนําไปสูเ ปา หมายที่
ตองการ การจัดการศึกษาใหส อดคลองกับสังคมในยุคปจจุบันและในอนาคตจึงเปน สิ่งท่ีสําคัญและ
จําเปน อยางย่ิง
2.1 การเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน
การเปลี่ยนของโลกจากเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเปนเศรษฐกิจยุคหลังอุตสาหกรรม ซึ่งเปน การเปลี่ยน
เปน ระบบเดียวทั่วโลกหรือที่เรียกวา"เศรษฐกิจโลกภิวัฒนา" ระบบเศรษฐกิจนี้เปน เศรษฐกิจระบบทุน
นิยมท่ียกระดับสูง ขึ้นมาอีกระดับหน่ึง ซ่ึงสามารถเอาชนะอุปสรรคตา งๆ ที่เกิดจากความแตกตางทาง
อุดมการณก ารเมือง เชน สังคมนิยม หรือเผด็จการ เสนแบงวัฒนธรรม เชน ลัทธิชาตินิยม ศาสนาหรือ
การเหยียดผิว เปน ตน ทําใหโลกมีระบบเศรษฐกิจ เดียว นอกจากนั้น การปฏิวัติเทคโนโลยีการส่ือสาร
ทําใหระบบเศรษฐกิจในโลกทุกๆจุดเชื่อมโยงเขา ดวยกันโดยไม เสียเวลา เปนผลใหม ีการปรับตัวใน
ระดับโลกของเศรษฐกิจในทุกๆดาน กฏเกณฑข องเศรษฐกิจโลกาภิวัฒนก ็คือ การ ขยายมุมมองในการ
หาแหลง เงินทุน ตลาด การจัดจําหนาย แรงงาน เทคโนโลยี ยี่หอ สินคา ในขอบเขตท่ัวโลก โดยไม จํา
กัดเฉพาะขอบเขตของตน ทั้งนี้เพ่ือใหเกิดการไดเปรียบในการแขงขัน ซึ่งไมไ ดจ ํากัดอยูท่ีราคาหรือยึด
ราคาเปน หลัก เพียงอยางเดียวตอไป แตเปน เร่ืองการผลิตใหท ันเวลา เพราะสินคา อุปโภคบริโภคมีการ
เปลี่ยนแปลงไปมาก หรือการ เปลี่ยนแปลงการผลิตใหสอดคลองกับกระแสความคิดของสังคมในเร่ือง
การอนุรักษส ิ่งแวดลอ ม สิทธิมนุษยชน เปนตน แนวโนม เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในประเทศตะวันตก
จะเคลื่อนตัวเขาสูภ าคบริการขั้นสูงมากขึ้น เชน การบริการ สาธารณะ การเคหะ และการบริการที่เก่ี
ยวพันกับขอมูล ขา วสาร การเงิน การทอ งเที่ยว การบันเทิง การผลิตชอฟแวร เปนตน
2.2. การเปลี่ยนจากสังคมสมัยใหม มาเปนสังคมหลังสมัยใหม
ระบบความคิดหรืออุดมการณของผูค นกําลังปฏิวัติตนเองจากระบบความคิดแบบสมัยใหม มาเปน
ความคิด แบบหลังสมัยใหม โดยเฉพาะระบบความคิดของโลกตะวันตกเปล่ียนแปลงใหญๆมาหลาย
ครั้ง แตล ะครั้งจะนําไปสู วิกฤตที่เพิ่มมากขึ้น และท่ีวิกฤติใหญท ่ีสุดก็คือคร้ังนี้ ในทวีปยุโรปยุคแรกๆ
ของคริสตกาลสามารถอธิบายเร่ืองโลก ชีวิต
13
และสิ่งลี้ลับดวยกฎเกณฑค วามเชื่อทางศาสนาและเชื่อในพระเจา ตอมาประมาณคริสตศวรรษที่ 16
ความคิดของ ชาวตะวันตกก็เปลี่ยนแปลงมาเปนระบบความคิดสมัยใหมค ือ อารยธรรมอุตสาหกรรม
ซ่ึงมีลักษณะดังนี้คือ
1) สนใจคน ควาเกี่ยวกับมนุษย มากกวา สนใจเร่ืองพระเจา และความเชื่อพระเจา
มนุษยจะสนใจเขาใจธรรมชาติและศักยภาพของมนุษยใ นแงต า งๆเปน คร้ังแรก เพื่อใหมนุษยไ ดพัฒนา
ตนเองมาสูจ ุดสูงสุด ที่จะไดร ับพระกรุณาจากพระเจา ปลดเปลื้องใหพ นจากบาป ระบบความคิดจึง
กลายเปน ลัทธิมนุษย นิยม เปน การศึกษามนุษยเ พื่อความกาวหนา ของมนุษยเ อง มนุษยเ ช่ือในเรื่อง
ความกา วหนาของโลก เชื่อในเรื่องปจ เจก ชนนยิ มอันเปน พ้ืนฐานเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและเปน พื้น
ฐานของประชาธิปไตย
2) เชื่อในระบบเหตุผลนิยม
ซ่ึงเชื่อวา วิทยาศาสตรเปน จุดสุดยอดของความรู มนุษยเ ลิกเชื่อและปฏิเสธศาสนาและวัฒนธรรม
ไมสนใจใน เรื่องจิตวิญญาณและสุนทรียะ แนวความคิดระบบเหตุผลนิยมนี้เปนความกาวหนา ซึ่งสิ่งนี้
สอถึงความนาสะพึงกลัวใน การที่มนุษยจะทําลางลา งโลกและธรรมชาติอยา งไมป รานีปราศัย ตัว
อยางเชน สงครามอา วเปอรเ ซีย เปน ตน วิทยาศาสตรปลอดปลอ ยมนุษยจากความครอบงําของศาสนา
ก็จริง แตวิทยาศาสตรก ็จะทําใหเกิดเทคโนโลยีครอบงํา ธรรมชาติ วิทยาศาสตรไมมีชีวิตจิตใจ จึงมอง
มนุษยเปนเพียงเส้ียวหนึ่งของธรรมชาติ วิทยาศาสตรครอบงําธรรมชาติ และในที่สุดก็ครอบงํา
มนุษยดว ยตัวมนุษยก ็กลายเปน ตัวถูกศึกษาหรือวัตถุที่ถูกศึกษา(object) เหมือนๆกับกรวด หิน ดิน
ทราย ย่ิงเศรษฐกิจทุนนิยมยังทําใหส ่ิงที่เคยสูงสง กลายเปนของไรค า และไรค วามขลัง ศิลปะศรัทธา
ของมนุษย กลายเปนพุทธพาณิชย หรือ พาณิชยศิลป วัฒนธรรมกลายเปนวัตถุสินคา เพื่อการขาย
ธรรมชาติกลายเปนทรัพยากร เพื่อการคา ทุกๆอยางจะเต็มไปดว ยขอสงสัย และสุดทา ยก็จะหันมาตั้ง
ขอ สงสัยในแนวความคิดระบบเหตุผลนิยมเสียง เอง นั่นคือมนุษยเ องเปนผูรับผิดชอบศีลธรรม ความ
เชื่อ ไมใ ชพระเจา ซึ่งจะทําใหมนุษยมีความเครียด วิตกกังวล สับสนในการตัดสินหรือเลือกความถูก
ตอง ความงาม ความจริง ดว ยตัวเอง และเมือมีการเปล่ียนแปลงตอไปอีก ระบบ คุณคา ก็จะไมม ีทั้ง
พระเจา มนุษย เหตุผล หรือความจริงใดๆ มาเปน ฐานรองรับ
2.3. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
การเปลี่ยนแปลงอยางรุนแรงหรือการปฏิวัติทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอรแ ละขาวสาร นอกจาก
จะทําใหเ กิดการ เปลี่ยนแปลงอยางมากในทางเศรษฐกิจแลว ยังทําใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงท่ีสําคัญยิ่ง
ดังนี้คือ การเกิดโลกของสัญญาณ ขาวสาร ซึ่งการเกิดโลกของสัญญาณขาวสารหรือcyberspace กลาว
คือเปน การจินตนาการวาโลกทั้งโลกถูกหอมลอ ม ดวยสัญญาณขอ มูล ทั้งดา นธุรกิจการเงิน
อุตสาหกรรม เพลง ภาพยนตร การศึกษา การเมือง การแพทย ขอมูลทาง เศรษฐกิจ ฯลฯ ท่ีเชื่อมโยง
ถึงกันหมด สัญญาณขอมูลเหลา นี้มองไมเ ห็นและนับวันจะมีมากขึ้นและมีความสําคัญมาก ขึ้น มีอิทธิ
พลตอ วิถีชีวิตมากขึ้น และมีมูลคา สูงกวา มูลคาจริงๆหลายเทาตัว ดังนั้นชีวิตของมนุษยบ นโลกนี้จึง
สามารถ เชื่อมโยงและมีกิจกรรมตอ กัน โดยอาศัยเครือขายคอมพิวเตอรท่ัวโลกท่ีเช่ือมตอถึงกันท่ี
เรียกวา อินเทอรเ น็ต จะ สามารถสงผานขอมูลไดพรอ มกันอยางรวดเร็ว
3.ผลกระทบของโลกาภิวัตนต อลักษณะสังคมและวัฒนธรรม
ดังไดก ลา วมาแลว โลกาภิวัตน เปนการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งยิ่งใหญ ที่มีผลตอ โครงสรางทางการเมือง
สังคม และวัฒนธรรมของสังคมหลังสมัยใหม ซ่ึงลักษณะของสังคมยุคโลกาภิวัฒนพอสรุปไดด ังน้ี
1) พรหมแดนทางวัฒนธรรมจะถูกลบลาง
ประเทศและประชาชนชาติตา งๆจะเสมือนเคลื่อนเขามาใกลกันมากย่ิงขึ้น อันเน่ืองจากเครือขายขอมูล
สามารถเชื่อมโยงถึงกัน จึงทําใหค วามแตกตา งเร่ืองเวลาและสถานที่หมดไป ในทศวรรษท่ี 21
จะเปนปที่ประชาชน เคลื่อนยายไปอาศัย หรือไปทํางานในสถานที่ตา งๆทั่วโลก สามารถรับรูขอมูล
ไดถ ึงกันอยางเปน ปจจุบัน ผลก็คือจะมี การปะทะสังสรรคค ละเคลาทางวัฒนธรรมขนานใหญในทุกๆ
สังคม จนกลาวไดวาไมมีสังคมใดที่ไมม ีลักษณะ
14
บทที่ 3
หลักการจัดการศึกษาที่
เป็นฐานคิดของสากล
1.หลักการทางการศึกษาที่เป็นฐานคิดสากล : ปฏิญญาว่า ด้วยการ 15
จัดการศึกษาของ UNESCO
มาตรฐานสากลตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ผู้
เรียนมีศักยภาพเป็นพลเมืองโลก เพื่อต่อยอดคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ที่เป็นมาตรฐานชาติ ได้ คนเก่ง รู้สังคมไทย สังคมสากล มีความ
สามารถเฉพาะทาง คิดสร้างสรรค์ ทันสมัย ทันเหตุการณ์ทันโลก ทัน
เทคโนโลยีแสวงหา และ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คนดี ดำเนินชีวิตอย่าง
มีคุณภาพดี ทั้งจิตใจและพฤติกรรม มีวินัยต่อตนเองและสังคม
ควบคุมตนเองได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้พัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ และ
มีความสุข ร่างกายแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง มีความสุขใน
การเรียนรู้และการทำงาน
ปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ทั้ง ๔ ด้าน คือ
Learning to know: หมายถึง การเรียนเพื่อรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อันจะ
เป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่ การแสวงหาให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ต้องการ
การต่อยอดความรู้ที่มีอยู่และรวมทั้งการสร้างความรู้ขึ้นใหม่
Learning to do: หมายถึงการเรียนเพื่อการปฏิบัติหรือลงมือทำ ซึ่ง
อาจนำไปสู่การประกอบอาชีพจากความรู้ที่ได้ศึกษามารวมทั้งการ
ปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม
Learning to live together: หมายถึงการเรียนรู้เพื่อการดำเนินชีวิต
อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขทั้งการดำเนินชีวิตในการเรียน
ครอบครัว สังคม และการทำงาน
Learning to be: หมายถึงการเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ รู้
ถึงศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ ของตนเอง สามารถใช้ความรู้
ความสามารถของตนเองให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เลือกแนวทางการ
พัฒนาตนเองตามศักยภาพ วางแผนการเรียนต่อ การประกอบอาชีพที่
สอดคล้องกับศักยภาพตนเองได้
การดำเนินการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” อาศัยกรอบ
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาหลายประการ ได้แก่ ปฏิญญาสากล
ว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO มาตรฐานการศึกษาชาติ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ แนวคิด
ทฤษฎีการเรียนรู้
16
การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21
การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะ
(perspectives) จากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (tradition paradigm)
ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm) ที่ให้โลกของนักเรียนและ
โลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ เป็นการ
เรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ ไปสู่การเน้ นพัฒนา
ทักษะและทัศนคติ — ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะ
องค์การ ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความ
สร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความ
เชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง และความตระหนักใน
สภาพแวดล้อม และเหนืออื่นใด คือ ความสามารถใช้ความรู้อย่าง
สร้างสรรค์ (the ability to handle knowledge effectively in order
to use it creatively) ถือเป็นทักษะที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็น
นักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาเรียน
เพื่ออนาคต ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วน
บุคคล เพื่อเผชิญกับอนาคตด้วยภาพในทางบวก (optimism) ที่มีทั้ง
ความสำเร็จและมีความสุข
7.3 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะ
สำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และ
นวัตกรรม หรือ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้
3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน (Writing) และ
คณิตศาสตร์ (Arithmetic)
4 C (Critical Thinking – การคิดวิเคราะห์, Communication- การ
สื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิด
สร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อ
และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่
17
บทที่4
หลักการจัดการการศึกษา
ที่เป็นฐานคิดวิถีไทย
1.หลักการทางการศกึษาที่เป็นฐานคิดวิถีไทย อดีต -ปัจจุบัน 18
2.การศึกษาไทยในอดีต นักเรียนจะค้นคว้าหาความรู้ได้จากแหล่งข้อมูลเฉพาะห้องสมุด
ในสถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาบางแห่งเท่านั้น สถานที่ในการเรียนการสอนจะ
ถูกจัดไว้ตามห้อเรียนเพียงอย่างเดียว นักเรียนไม่สามารถจัดการเวลาในการเรียนได้
และปัจจุบันประเทศ ไทยเห็นความสำคัญของการศึกษาโดยกำหนดแนวทางการ
พัฒนาการศึกษา ไว้ในกฎหมายและนโยบายต่างๆ ของประเทศ การจัดการศึกษาต้อง
เป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้
และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างมีความสุข ในการจัดการศึกษาโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อนาผู้เรียนเพื่อก้าว
ไปสู่ความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจอารมณ์สังคมและสติปัญญา คือ การ
สร้างผู้เรียนให้เป็นคนดีคนเก่งและมีความสุข หรือกล่าวอีก็คือ ต้องการได้ผู้เรียนที่มี
ความรู้คู่คุณธรรม ภายใต้ความคิดและประสบการณ์ที่หลากหลาย
3.2.หลักการทางการศึกษาที่เป็นฐานคิดวิถีไทย : พรบ การศึกษา 2542
4.1) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กําหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร
ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสําเร็จการ
ศึกษาที่แน่นอน
5.2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกําหนดจุดมุ่งหมาย รูป
แบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็น
เงื่อนไขสําคัญของการสําเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะ
สมสอดคล้องกับสภาพปั ญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
6.3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความ
สนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม
สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
7.3.คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ฐานคิดวิถีไทย
8.ประกอบไปด้วยหลัก 3R-8C
9.3R คือ Reading – อ่านออก Writing – เขียนได้ Arithmetic – มีทักษะในการ
คำนวณ
10.8C คือ
11.Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่าง
มีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้
12.Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
13.Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และ
ภาวะผู้นำ
14.Communication Information and Media Literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้
เท่าทันสื่อ
15.Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
19
1.Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทัน
เทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
อย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุเปรียบเสมือนเป็น
Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายที่จะเรียนรู้แม้ว่าจะสูงอายุแล้วก็ตาม
2.Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
3.Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้น
ฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็นคุณลักษณะที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี
4.4.แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ในสังคมประชาธิปไตย
5.1) สร้างความรู้ความเข้าใจที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เช่น หลักและแนวคิดเกี่ยว
กับการปกครอง สถาบันการเมือง รัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายและนโยบาย หลัก
นิติธรรม หลักฉันทามติ หลักการจัดการความขัดแย้ง เป็นต้น ความรู้เหล่านี้จะช่วย
ให้สามารถแยกการปกครองรูปแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ วิเคราะห์การใช้อำนาจและ
ความสามารถรัฐได้ วิเคราะห์ได้ว่าการไม่สนใจเสียงข้างน้ อยเลย ทำให้รัฐล้มได้
6.2) สร้างทักษะแห่งความเป็นพลเมือง อันประกอบไปด้วย ทักษะทางสติปัญญา
สามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประเด็นสาธารณะ เกี่ยวข้องกับ
ประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศชาติ และสามารถตัดสินใจในประเด็นเหล่านั้นได้
รวมถึงทักษะการมีส่วนร่วม ที่ทำให้พลเมืองสามารถคิดและแสดงสิทธิของตน ผลัก
ดันให้พลเมืองมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะได้
7.3) การสร้างทัศนคติหรือเจตคติต่อประชาธิปไตย ผู้เรียนมีความตระหนัก เต็มใจ
และมีทัศนคติประชาธิปไตยต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การเคารพกฎหมาย การ
เคารพและรับฟังในความเห็นต่าง การมีวินัย ให้อภัย การมีส่วนร่วมในกิจสาธารณะ
การทำหน้ าที่ของตนอย่างเต็มที่และเหมาะสม
8.5.แนวคิดการจัดการศึกษาสร้างสรรค์(Creative Education)
9.การจัดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับกระบวนการสำคัญคือ “ความคิด
สร้างสรรค์” ซึ่งมีเทคนิคสำคัญ คือ การมองโลก 95% ที่เป็นด้านบวกแทนการมอง
โลกเพียงแค่ 5% ที่เป็นด้านลบ และการเปิดใจให้กว้าง ยอมรับในความคิดเห็นของ
คนอื่น ตลอดจนเปลี่ยนวิธีการตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการจินตนาการมากขึ้น
10.การศึกษาไทย 4.0
11.การจัดการเรียนการสอนที่ ให้ผู้เรียน นําเอาองค์ความรู้ ซึ่งมีอยู่ทุกแห่งหนบนโลกใบ
นี้ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถเหล่านี้
12.การคิดวิเคราะห์ (analytical thinking)
13.การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)
14.การคิดสร้างสรรค์(creative thinking)
15.การคิดผลิตภาพ (productive thinking)
16.การคิดรับผิดชอบ (responsible thinking
20
บทที่ 5
เเนวคิดการจัดการการศึกษาใน
ศตวรรษที่21
ภาพอนาคตของโลก 21
1. กระแสโลกาภิวัตน์ โลกที่ไร้พรหมแดนเปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนย้ายทุนและ ปัจจัยการผลิต ระหว่าง
ประเทศได้อย่างคล่องตัว ความได้เปรียบของประเทศทั้งหลายใน อนาคตมิได้ขึ้นกับความร่่ารวยของ
ทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างเดียวหากแต่ขึ้นอยู่กับพร้อมด้าน ก่าลังคนและเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ทรัพยากร
บุคคลที่มีขีดความสามารถสูงจะสามารถ น่าประเทศไปสู่ความก้าวหน้ าและมั่นคง
2. ความเป็นพลโลก พลเมืองแต่ละประเทศ ต้องมีความเป็นพลเมืองดีของโลก ต้องมีขีด ความสามารถสูง
ขึ้น มีความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์และเข้าใจเพื่อนร่วมโลกได้ดี
3. ความเป็นพลวัต ประเทศต่างๆต้องมีพลวัตหรือความสามารถในการปรับตัวสูง คนในชาติมีความสามารถ
ในการเรียนรู้และปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆท้ังทางเศรษฐกิจและ สังคมได้ดี
4. โลกพหุวัฒนธรรม ในแต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมผสมผสาน ประเทศต่างๆต้องมี แนวทางที่ดีในการ
สงวนรักษาเอกลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง ต้องเตรียม เผชิญความขัดแย้งทางวัฒนธรรม
และความเชื่อ คนในชาติจึงต้องมีปัญญาที่จะใตร่ตรอง ใคร่ครวญและมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุมี
ความพอดีระหว่างการแสวงหาปัจจัยต่างๆ ในการด่ารงชีวิตกับการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงาม
5.การศึกษา การศึกษาเป็นปัจจัยส่าคัญต่อความส่าเร็จของประเทศชาติใดที่ประชาชน มีการศึกษาสูงก็
สามารถใช้สติปัญญาความคิดและพลังสร้างสรรค์จากประชาชนในการพัฒนา ชาติได้มากมีความจีรังยั่งยืนใน
การพัฒนา เป็นก่าลังปัญญาในการช่วยให้ประเทศสามารถ แสวงหาโอกาสอย่างเหมาะสม สามารถหลีกเลี่ยง
ภัยคุกคามต่างๆได้อย่างทันการ
สังคมไทยในอนาคต
1.แนวโน้ มประชากรและการสาธารณสุข สัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงในขณะท่ี
1
ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาอัตราการพึ่งพิงของประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้น มีความ จ่าเป็นในการ
พัฒนาการสาธารณสุขพื้นฐานและคุณภาพประชากรทุกระดับอย่าง ต่อเนื่องเพื่อ ขยายช่วงวัยแรงงานให้นาน
ออกไป
2.แนวโน้ มเศรษฐกิจ จะมีความส่าเร็จระดับมหภาคแต่สร้างปัญหาการกระจายรายได้และ ความเหลื่อมล้่าทาง
สังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในภาคเกษตร
3.แนวโน้ มสังคมวัฒนธรรม กระแสวัฒนธรรมใหม่ที่มากับสื่อสารสนเทศและสื่อบันเทิง ต่างๆ จากนอก
ประเทศ ก่าลงั เข้าแทนที่เอกลักษณ์และคุณค่าแบบดั้งเดิมของสังคมไทย นับตั้งแต่อุปนิสัยแบบไทย ค่านิยม
เรื่อง ศาสนา ค่านิยมทางเพศ การเห็นคุณค่าใน ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยและการด่ารงตน
อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ น่ามาซึ่ง ปัญหาสังคมอีกหลายเรื่อง เช่นปัญหามนุษยสัมพันธ์และความเอื้ออาทร
ระหว่าง สมาชิกร่วมสังคม ปัญหาครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวหย่าร้าง ปัญหาคุณภาพชีวิตของเด็ก และสตรี
4.แนวโน้ มการเมือง มีความเป็นธุรกิจการเมืองมากขึ้นโครงสร้างอ่านาจทางการเมือง สลับซับซ้อน มีกลุ่ม
พลังทางการเมืองที่หลากหลายขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย
5.แนวโน้ มระบบราชการ มีขนาดเล็กลงระบบราชการดึงดูดคนดีคนเก่งเข้าสู่ระบบ ไดน้้อยลงภาพรวมของ
ระบบราชการจึงมีพลังในการสร้างสรรค์และพัฒนาน้ อยลงกระแสวัตถุ นิยมในสังคมและแรงกดดันทาง
เศรษฐกิจกัดกร่อนอุดมคติดั้งเดิมของข้าราชการที่ เน้ นการอุทิศ ตัวเสียสละด้วยความสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินให้
อ่อนแอลง
5.แนวโน้ มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังคงมีความก้าวหน้ าต่่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศชั้นน่าทั้ง
หลาย อิทธิพลของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศจะน่าการ เปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกสาขา ทั้งการผลิต
การบริการและการเรียนรู้ของประเทศ
6.แนวโน้ มดา้ นสิ่งแวดล้อม เกิดการท่าลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน น้่า ป่า อย่างรุนแรง และรวดเร็วจน
เข้าถึงขีดภาวะวิกฤตเพราะขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม ดูแลการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
22
ความรู้และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มนุษย์ในศตวรรษที่21ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษาแมแ่ละภาษา
ส่าคัญ
ของโลกศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้ าที่พลเมืองเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ โดยวิชาเหล่านี้จะน่ามาสู่การก่าหนดเป็นกรอบแนวคิดส่าคัญต่อ การจัดการเรียนรู้ในเนื้อหา
เชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary)โดยสอดแทรกทักษะ แห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชาพื้นฐานได้แก่
ความรู้เกี่ยวกับโลกความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการ
เป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้าน สุขภาพ ความรู้ด้านส่ิงแวดล้อม
สาหรับทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทจ่ี ะเป็นตัวก่าหนดความพร้อมของ
2
นักเรียนเข้าสู่โลกการท่างานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นใน ปัจจุบัน ได้แก่ความริเริ่มสร้างสรรค์ และ
นวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือ ทักษะด้านสารสนเทศ
สื่อ และเทคโนโลยี ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ(ความยืดหยุ่น และการปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็น
ตัวของตัวเองทักษะสังคม และสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต และความรับผิดชอบเชื่อถือ
ได้ ภาวะผู้น่าและความรับผิดชอบ)
โดยสรุป ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การ เรียนรู้ 3R x 7C
3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และทักษะใน การแก้
ปั ญหา)
Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่าง กระบวนทัศน์)
Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การ
ท่างานเป็นทีม และภาวะผู้น่า)
Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรู้เท่าทนัสื่อ)
Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร)
Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้ นผู้เรียน เป็นส่าคัญ คือแนวการ
จัดการเรียนการสอนที่เน้ นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่โดยการใช้กระบวนการทาง
ปัญญา(กระบวนการคิด) กระบวนการทางสังคม (กระบวนการกลุ่ม)และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วน
ร่วมในการเรียนสามารถน่าความรู้ไป ประยุกตใ์ช้ได้โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อ่านวยความสะดวกจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้ นผู้เรียนเป็นส่าคัญต้องจัดให้สอดคล้องกับ
ความสนใจ ความสามารถและความถนัดเน้ นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ใช้หลากหลายวิธี
การสอน หลากหลายแหล่งความรู้ สามารถพัฒนาปัญญาอย่างหลากหลายคือ พหุปัญญา รวมทั้งเน้ นการ
วัดผลอย่างหลากหลายวิธี
การเรียนการสอนที่เน้ นผู้เรียนเป็นส่าคัญ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีลักษณะ ดังนี้
1) ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ บทบาทของผู้สอน คือ ผู้สนับสนุน
(Supporter) และเป็นแหล่งความรู้ (Resource Person) ของผู้เรียน ผู้เรียนจะรับผิดชอบตั้งแต่เลือกและ
วางแผนส่ิงที่ตนจะเรียนหรือเข้าไปมี
23
ส่วนร่วมในการเลือกและจะเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการศึกษาค้นคว้ารับผิดชอบ การเรียน
ตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2) เนื้อหาวิชามีความส่าคัญและมีความหมายต่อการเรียนรู้ในการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัย
ส่าคัญที่จะต้องน่ามาพิจารณาประกอบด้วยได้แก่เนื้อหาวิชา ประสบการณ์เดิมและความต้องการของผู้
เรียน การเรียนรู้ที่ส่าคัญและมีความหมายจึง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่สอน (เนื้อหา) และวิธีที่ใช้สอน (เทคนิค
การสอน)
3)การเรียนรู้จะประสบผลส่าเร็จหากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้เรียนจะได้รับ
ความสนุกสนานจากการเรียน หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ท่างาน ร่วมกันกับเพื่อน ๆ ได้
ค้นพบข้อค่าถามและค่าตอบใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ประเด็นที่ท้าทาย และความสามารถในเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิด
ขึ้นรวมทั้งการบรรลุผลส่าเร็จของงานที่พวกเขา ริเริ่มด้วยตนเอง
4)สัมพันธภาพระหว่างผู้เรียน การมีสัมพันธภาพในกลุ่มจะช่วยส่งเสริม ความเจริญงอกงาม การ
พัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ การปรับปรุงการท่างานและการจัดการ กับชีวิตของแต่ละบุคคล สัมพันธภาพ
ระหว่างสมาชิกในกลุ่มจึงเป็นสิ่งส่าคัญที่จะช่วย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซ่ึงกันและกันของผู้
เรียน
5)ผู้สอนคือผู้อ่านวยความสะดวกและเป็นแหล่งความรู้ ในการจัดการเรียนการสอน แบบเน้ นผู้เรียน
เป็นส่าคัญ ผู้สอนจะต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการท่ีแท้จริงของ ผู้เรียน เป็นแหล่งความ
รู้ท่ีทรงคุณค่าของผู้เรียนและสามารถค้นคว้าหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ ที่เหมาะสมกับ ผู้เรียน สิ่งที่ส่าคัญที่สุด
คือความเต็มใจของผู้สอนที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้สอนจะให้ทุกอย่างแก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น
ความเชี่ยวชาญ ความรู้ เจตคติ และการฝึกฝน โดยผู้เรียนมีอิสระที่จะรับหรือไม่รับการให้นั้นก็ได้
6)ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม การจัดการเรียน การสอนที่เน้ นผู้เรียนเป็นส่า
คัญ มุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างออกไป ผู้เรียนจะ มีความมั่นใจในตนเอง และ
ควบคุมตนเองได้มากขึ้นสามารถเป็นในสิ่งที่อยากเป็น มีวุฒิภาวะสูงมากขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ตนให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วม กับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น
7) การศึกษาคือการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหลายๆ ด้านพร้อมกันไปการเรียนรู้ที่
เน้ นผู้เรียนเป็นส่าคัญ เป็นจุดเริ่มของการพัฒนาผู้เรียนหลายๆ ด้าน เช่นคุณลักษณะด้านความรู้ ความ
คิด ด้านการปฏิบัติ และด้านอารมณ์ ความรู้สึก จะได้รับการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน
อีก 2 แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ส่าหรับศตวรรษที่ 21 คือ สอนน้ อยลงท่าให้ เรียนรู้ได้มากขึ้น
(teach less , learn more) `หมายถึง ครูใช้วิธีสอนแบบบรรยายหรือ ครูคอยบอกเล่าให้น้ อยลง แต่
สนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ส่วนอีกแนวคิดคือ การเรียนรู้โดยตรง (Active
learning) โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ในลักษณะท่ีให้ผู้เรียนได้มีโอกาส
4
เรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด โดยผ่านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ลงมือปฏิบัติ คิด แก้ปัญหา ริเริ่ม
สร้างสรรค์ ท่างานเป็นกลุ่ม สรุปเป็นความรู้และสามารถน่าเสนอได้อย่างเหมาะสม
24
บรรณานุกรม
ข้อมูลจาก : https://manitrub.wordpress.com/2014/12/15/%E0%
B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E
%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B
8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%
E0%B8%A9%E0%B8%B2-educational-theory/
https://ams.kku.ac.th/aalearn/resource/edoc/tech/
2social.pdf
https://il2iszaa.wordpress.com/2016/11/23/%E0%B8%AB
%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89
%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88
-7-
%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81
%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97
%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2/