ก า ร สื บ ค้ น ข้ อ มู ล
แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล แ ล ะ บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ วิ ธี ก า ร ค้ น ห า แ ล ะ เ ข้ า ถึ ง แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล
และบริการสุ ขภาพ
แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล แ ล ะ บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ
แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล แ ล ะ บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง วิ ธี ก า ร ค้ น ห า แ ล ะ เ ข้ า ถึ ง แ ห ล่ ง
กั บ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ด้ ว ย อ า ห า ร แ ล ะ ก า ร ข้ อ มู ล แ ล ะ บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ
ออกกำลังกายเพื่ อป้องกันโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูง มีอยู่หลายที่สามารถแบ่ง 1. การใช้อินเตอร์เน็ตในการ
สืบค้นข้อมูล ได้แก่ การสืบค้นจาก
ใ ห ญ่ ๆ ไ ด้
1. หน่ วยบริการข้อมูลสุขภาพ เช่น เว็บไซด์ต่าง ๆ
โรงพยาบาล ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ 2. การสอบถามผ่านทางโทรศัพท์
ต่ า ง ๆ ใ น ชุ ม ช น
2. สื่ อต่างๆ เช่น ก า ร ส น ท น า อ อ น ไ ล น์ ผ่ า น
โปรแกรมต่าง ๆ
• สื่ อบุคคล เช่น แพทย์ พยาบาล
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักโภชนาการ 3. การอ่าน การฟัง
เ ป็ น ต้ น 4. การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้
• สื่ อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์
• สื่ อท้องถิ่ น ได้แก่ วิทยุชุมชน
หอกระจายข่าว เสียงตามสาย
• สื่ อสิ่ งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร
ต่าง ๆ แผ่นพับ โปสเตอร์เป็นต้น
• สื่ อออนไลน์ ได้แก่ อินเตอร์เน็ต
เฟสบุ๊ค ยูทูป ทวิตเตอร์ เว็บไซด์ต่าง ๆ
51
ก า ร สื บ ค้ น ข้ อ มู ล
แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล ที่ น่ า เ ชื่ อ ถื อ การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล
1. เจ้าของข้อมูล การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลเบื้อง
เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับข้อมูลนั้นๆ ต้น (กรณีเว็บไซต์)
สามารถให้ข้อมูลได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
มากกว่าบุคคลอื่นที่รับฟังข้อมูลมาเล่าต่อ ซึ่ง ตรวจสอบความน่าเชื่อของแหล่ง
อาจจดจำมาผิด และอาจเสริมแต่งทำให้ข้อมูล ข้อมูลสารสนเทศที่สืบค้นมาได้ ผู้สืบค้น
นั้นผิดเพี้ยนไปได้ เช่น แพทย์ให้ความรู้เรื่อง สามารถประเมิน ความน่าเชื่อถือของแหล่ง
การป้องกันการตั้งครรภ์ นักจิตวิทยา แนะนำ ข้อมูลได้ ดังนี้
เรื่องการคบเพื่อน
2. หน่วยงานหรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ 1. บอกวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือ
เฉพาะด้าน เผยแพร่ข้อมูลไว้ในเว็บไซต์
3.หน่วยงานของรัฐ
2. การเสนอเนื้อหาตรงตาม
เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลซึ่งมีผลต่อความ วัตถุประสงค์ในการสร้างหรือเผยแพร่
เป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาประเทศ ข้อมูลของเว็บไซต์
เนื่องจากข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐจะนำไปใช้
ในการกำหนดนโยบาย วางแผน ลงมือปฏิบัติ 3. เนื้อหาเว็บไซต์ไม่ขัดต่อกฎหมาย
งาน และใช้อ้างอิง จึงเป็นข้อมูลที่สำคัญต้องมี ศีลธรรม และจริยธรรม
การรวบรวม เก็บรักษา หรือสร้างข้อมูลขึ้น
อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อมูล 4. มีการระบุชื่อผู้เขียนบทความหรือ
ที่ถูกต้องและเป็นจริง เช่น แหล่งข้อมูลจาก ผู้ให้ข้อมูลบนเว็บไซต์
กระทรวงสาธารณสุข
5. มีการให้ที่อยู่ (E-mail
ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ address) ที่ผู้อ่านสามารถติดต่อผู้ดูแล
เว็บไซต์ได้
https://www.moph.go.th/
http://www.hed.go.th/ 6. มีการอ้างอิงหรือระบุแหล่งที่มา
https://www.dpe.go.th/home ของข้อมูลของเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์
https://www.thaihealth.or.th/
7. สามารถเชื่อมโยง (Link)ไป
เว็บไซต์อื่นที่อ้างถึงได้
8. มีการระบุวันเวลา ในการเผย
แพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์
9. มีการระบุวันเวลา ในการ
ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุด
10. มีช่องทางให้ผู้อ่านแสดงความ
คิดเห็น
11. มีข้อความเตือนผู้อ่านให้ใช้
วิจารณญาณในการตัดสินใจใช้ข้อมูลที่
ปรากฏบนเว็บไซต์
12. มีการระบุว่าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว
หรือระบุแหล่งที่ให้การสนับสนุนในการ
สร้างเว็บไซต์
52
บทที่ 5
ก า ร ไ ต่ ถ า ม
53
การไต่ถาม
ปกติบุคคลทั่วไปใช้ชีวิตด้วยการตั้งคำถาม ซึ่ งคำถามจะทำให้เรา
ได้รับความรู้ใหม่ๆ ความคิดใหม่ หรือได้แนวทางใหม่ๆ ดังนั้นการตั้ง
คำ ถ า ม จึ ง จำ เ ป็ น ม า ก สำ ห รั บ ก า ร เ รี ย น รู้
ประเภทของการตั้งคำถาม ใหญ่ๆ มี 4 แบบ
1. ถามข้อเท็จจริง ถามเพื่ อที่จะตรวจสอบหรือได้ข้อมูลบางอย่างเพิ่ ม
ขึ้ น เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เหตุการณ์เกิดขึ้ นเมื่ อไหร่ ถามแบบตรง
ไปตรงมาเพื่ อให้ได้ข้อมูลเพิ่ มขึ้ น
2. ถามความรู้สึก ถามความคิด เช่น คุณรู้สึกอย่างไรที่คุณทำแบบนี้
คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่ องราวเหล่านี้ คุณคิดอย่างไรกับประเด็นที่
เกิดขึ้ น ถามเพื่ อให้ขยายสิ่ งที่เกิดขึ้ น
3. ถามเพื่ ออธิบายเพิ่ ม ในกรณี ที่เขากำลังเล่าเรื่ องราวอยู่และมีบาง
อย่างที่เราสงสัย ถ้าเรารู้จะทำให้เข้าใจมากยิ่ งขึ้ น อาจพูดว่า สิ่ งที่คุณ
พูดน่ าสนใจมากเลย เราอยากให้คุณอธิบายส่วนนี้ เพิ่ มเติมหน่ อยได้
ห รื อ เ ป ล่ า
4. ถามเพื่ อให้เกิดการใคร่ครวญสะท้อนคิด เหมือนการส่องกระจก
ถามกลับเข้าไปข้างในตัวเรา เนื่ องจากบางสิ่ งบางอย่างเขาได้ทำอยู่
แล้ว เราเพียงแต่ให้เขาใคร่ครวญเล็กน้อยว่าระหว่างทางนั้นเกิดอะไร
ขึ้ น
54
การไต่ถาม
ทักษะการไต่ถามที่ดี ประกอบด้วย
ก า ร ว า ง แ ผ น ใ ช้ คำ ถ า ม
ก า ร จั ด เ ต รี ย ม คำ ถ า ม
ก า ร ใ ช้ คำ ถ า ม
ก า ร ป ร ะ เ มิ น คำ ถ า ม
ก า ร ว า ง แ ผ น ใ ช้ คำ ถ า ม
การวางแผนใช้คำถามว่าสิ่ งที่เราต้องการรู้นั้นต้องวางแผนก่อนว่า
จะถามใคร ที่ไหน เมื่ อไหร่ อย่างไร ก่อนเจอสถานการณ์จริงๆ
ก า ร จั ด เ ต รี ย ม คำ ถ า ม
เตรียมคำถามอย่างน้อย 3 คำถาม คำถามที่ดีต้องชัดเจนตรง
ประเด็น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และเป็นคำถามที่มีประโยชน์ต่อการ
ปฏิบัติตัว ชวนหาคำตอบ โดยคำถามที่ไม่ดี คือ คำถามที่ผู้ตอบไม่
กล้าตอบ เช่นเรื่ องที่ทำให้อับอาย หรือเรื่ องส่วนตัว คำถามที่ไม่
ชัดเจนคิดได้หลายแง่มุม คำถามที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด
ก า ร ใ ช้ คำ ถ า ม
คือ การใช้คำถามที่จัดเตรียมมาโดยต้องดูบริบท เหตุการณ์
บรรยากาศก่อนการถามเพื่ อให้สามารถใช้คำถามได้อย่างราบรื่ น
แ ล ะ มี โ อ ก า ส ไ ด้ คำ ต อ บ ที่ ต้ อ ง ก า ร
ก า ร ป ร ะ เ มิ น คำ ถ า ม
โดยตรวจสอบคำถามของตนเองว่าเป็นคำถามที่ ใช้ภาษาง่ายๆ มี
ประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่ น และเป็นคำถามปลายปิ ดหรือไม่ และ
ไ ด้ คำ ต อ บ ต า ม ที่ ต้ อ ง ก า ร ห รื อ ไ ม่
ข้ อ ค ว ร ร ะ วั ง
การถามเรื่ องส่วนตัว หรือการเจาะจงข้อมูลที่มีลักษณะตีตรา
เช่น คุณมีค่า BMI เท่าไหร่ คุณจะออกกำลังกายถึงเมื่ อไหร่
ไ ม่ ค ว ร ถ า ม
55
การไต่ถาม
เทคนิคการไต่ถาม
เทคนิคการใช้คำถามสำคัญ 3 ข้อ ( Ask Me 3)
การใช้คำถามสำคัญ 3 ข้อ หรือ ถามฉัน 3 ข้อ (Ask Me 3)
เ ป็ น ก ล วิ ธี ที่ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ บุ ค ค ล ใ ส่ ใ จ ต่ อ ปั ญ ห า สุ ข ภ า พ แ ล ะ ข้ อ มู ล ข่ า ว ส า ร ค ว า ม รู้
ที่ได้รับ เพื่ อเตือนตนเองให้มีสติอยู่ตลอดเวลาโดยแนะนำให้ใช้คำถามสำคัญ
3 ข้อ ทุกครั้งในการพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ และผุ้รับบริการ
วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
เพื่ อให้ผู้รับบริการทบทวนปัญหาสุขภาพของตนเอง และมีสติต่อการได้รับ
ข้อมูลเพื่ อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในระหว่างขั้นตอนการรับบริการสำหรับ
การนำไปใช้ในการปฏิบัติตัว เพื่ อให้สามารถดุแลสุขภาพตามแนวปฏิบัติที่ถูก
ต้องได้ และใช้คำถาม 3 ข้อ เป็นเครื่ องมือสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ
ให้กับตนเองและบุคคลอื่ น
การใช้คำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่
คำถามที่ 1 ฉัน/หนู/ผม มีปัญหาสุขภาพในเรื่ องอะไร
คำถามที่ 2 ฉัน/หนู/ผม ต้องทำอะไรบ้าง
คำถามที่ 3 สิ่ งที่ฉัน/หนู/ผม จะต้องทำ......สำคัญอย่างไร
* * * * ก า ร ตั้ ง คำ ถ า ม ที่ ดี นำ ไ ป สู่ สุ ข ภ า พ ที่ ดี * * * *
การสร้างบรรยากาศให้เกิดความกล้าที่จะถาม (Shame-free)
การสร้างบรรยากาศให้เกิดความกล้าที่จะถาม (Shame-free) มีความจำเป็นต่อการ
สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสังคมที่มีวัฒนธรรมความอายเป็นฐาน
(shame-based culture) มักจะกำหนดพฤติกรรมบุคคลให้ไปในทิศทางเดียวกัน
ประชาชนส่วนหนึ่ งจึงมีการเก็บงำความสงสัยส่านตัวไว้ ปิ ดบังความไม่รู้ของตน และ
พยายามทำให้ผู้อื่ นมองว่าตนเองรู้ พยายามข่มความอยากรู้เอาไว้
56
การสื่อสารเชิงบวก สื่ อสารเชิงบวก ด้ วยวิธี 6 วิธี
การสื่อสารเชิงบวกด้วย I- ได้ แก่
message เป็นการสื่อสารอย่าง
สร้างสรรค์ แสดงความรู้สึกนึกคิด 1. บอกความรู้สึกตนเอง เช่น -
ของผู้พูด ให้อีกฝ่ายเข้าใจ ทำให้ทั้ง ฉันคิดว่า... - ฉันรู้สึก
สองฝ่ายเกิดการยอมรับซึ่งกันและ
กัน 2. ถามและรับฟังความคิดเห็น
ข อ ง อี ก ฝ่ า ย
• สื่อสารด้วย I-message
ไม่ใช่ You-Message 3. ชื่นชม ขอบคุณ และให้
เ กี ย ร ติ กั น
• การสื่อสารด้วย I-message
ผู้พูดสื่อสารบอกความรู้สึกของ 4. เนื้ อหาชัดเจน เฉพาะเจาะจง
ตนเองกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ตรงกับคนที่ เราสื่ อสาร
• บอกความคิดเห็น....อยากให้ 5. คำพู ดและการกระทำควร
เป็นอย่างไร ส อ ด ค ล้ อ ง กั น
• บอกสิ่งที่อยากให้เกิด แทน 6. หลีกเลี่ยงการสื่ อสารทางลบ
การบอกให้ทำ เช่น พู ดคลุมเครือไม่ชัดเจน
พู ดสั่งสอน ติเตี ยน ประชด
• เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ประชัน พู ดไม่ตรงกับที่ รู้สึก
ความร่วมมือ
You-Message
เป็นการสื่อสารด้วยคำพูดกล่าวโทษ
ตำหนิ ใช้อารมณ์และไม่เปิดโอกาสให้
อีกฝ่ายพูด
57
บทที่ 6
ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
การตัดสินใจ
ก า ร ตั ด สิ น ใ จ เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ท า ง เ ลื อ ก แ ล ะ ผ ล ข อ ง ก า ร เ ลื อ ก นั้ น นำ ไ ป สู่
การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่ องราวในการดำเนิ นชีวิต หากบุคคลมีการตัดสินใจใน
การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพของบุคคลนั้น
การฝึ กการตัดสินใจมีวัตถุประสงค์เพื่ อพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป้
นผล ฝึ กคิดอย่างเป็นระบบ ฝึ กคิดแก้ไขปัญหา คิดอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้ผู้
ที่ได้รับการฝึ กมีหลักในการคิดวิเคราะห์ด้วยความรอบคอบ ทันเวลา ถูกต้อง
แ ล ะ เ ห ม า ะ ส ม กั บ ส ถ า น ก า ร ณ์
ก ร ะ บ ว น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ทักษะที่ใช้ในการตัดสินใจ
ทั ก ษ ะ ก า ร ป ฏิ เ ส ธ
มีขั้ นตอน 4 ขั้ นตอนดังนี้ คือ ก า ร รู้จั ก ป ฏิ เ ส ธ อ ย่ า ง ถู ก วิ ธี จ ะ ช่ ว ย
ใ ห้ ทุ ก ค น ร อ ด พ้ น จ า ก ภั ย เ สี่ ย ง
ต่างๆ ที่จะตามมาและยังช่วย
ขั้ นตอนที่ 1
ร ะ บุ ปั ญ ห า ห รือ ป ร ะ เ ด็ น ที่ ต้ อ ง ตั ด สิ น ใ จ รักษาสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่ นด้วย
ขั้ นตอนที่ 2 หลักการ
กำ ห น ด ท า ง เ ลื อ ก ปฏิเสธอย่างจริงจังทั้งคำพูด
เป็นการพิจารณาทาง เลือกจากความ นำ้เสียงและท่าทาง
หลากหลายทางความคิด และวิธีการ ใช้ความรู้สึกเป็นข้ออ้าง
ว่ า จ ะ ก ร ะ ทำ ห รื อ ไ ม่ ก ร ะ ทำ บอกให้ชัดเจน
ขอความเห็นชอบ และแสดง
ขั้ นตอนที่ 3 ความขอบคุณ
ประเมินทางเลือก วิเคราะห์ผลดี ผล หากถูกเซ้าซี้ ให้ใช้การ
ปฏิเสธซำ้ ต่อรอง และ ผัดผ่อน
เ สี ย
พิจารณาทางเลือกทั้ งด้านความ
เป็นไปได้ การใช้ทรัพยากร ค่าใช้จ่าย
ความเสี่ยง หรือความไม่แน่ นอนของผล
จากนั้ นนั บและข้อเสียและให้น้ำหนั ก
ขั้ นตอนที่ 4
แสดงจุดยืน ตัดสินใจเลือกหนึ่ งทาง
เ ลื อ ก
ที่มีผลเสียน้ อยที่สุด การตัดสินใจที่ดี
ต้องมีความชัดเจน มั่ นคง
59
บทที่ 7
ก า ร จั ด ก า ร ต น เ อ ง เ พื่ อ ป รั บ
เ ป ลี่ ย น พ ฤ ติ ก ร ร ม
การวางแผน สร้างเป้าหมาย พัฒนาสุขภาพตนเอง
ก า ร ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย เ ชิ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ส า ม า ร ถ ติ ด ต า ม ผ ล แ ล ะ
ประเมินตนเองได้ว่าทำได้มากน้อยอย่างไร หากทำได้ตามเป้าหมายก็จะเกิด
ความภาคภูมิใจ และเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้ น แต่ถ้าทำได้น้อยหรือทำไม่ได้ ก็จะ
นำไปสู่การค้นหาอุปสรรคที่ขัดขวาง และหาทางปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและ
เป็นไปได้มากยิ่ งขึ้ น โดยพบว่าบุคคลที่มีการเตือนตนเอง และการจัดการ
ต น เ อ ง ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จำ วั น ไ ด้ ดี จ ะ ส่ ง ผ ล ดี ต่ อ สุ ข ภ า พ
การเตือนตนเอง (Self-monitoring)
ผู้ที่ มีวิธีเตือนตนได้ ดี จะสามารถทำ ขั้ น ต อ น ก า ร ฝึ ก เ ตื อ น ต น เ อ ง
กิจกรรม หรือปฏิ บัติได้ อย่างต่ อเนื่ อง
เข่น ออกกำลังกายทุกวัน รับประทาน
อาหารเพื่ อสุขภาพทุกมื้อ เลือกรับ 1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
ประทานของที่ มีประโยชน์ต่ อร่างกาย 2. ระบุเวลาที่จะสังเกตุและบันทึก
เป็นต้ น พ ฤ ติ ก ร ร ม
3. กำหนดวิธีการและเครื่องมือที่จะใช้
วิ ธี ก า ร เ ตื อ น ต น เ อ ง 4. ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม
ตนเอง
1. ฝึกสมาธิ 5. แสดงผลการบันทึกด้วยแผนภาพ
2. ทำบันทึ กประจำวัน หรือจดข้อความ
ห รื อ อื่ น ๆ
สั้นๆ ไว้ใกล้ตัว 6. วิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึก เพื่อเป็น
3. ฝึกใช้อุ ปกรณ์ เช่น ปฏิ ทิ นเตือน ข้อมูลย้อนกลับ และพิจารณาผลการ
สายวัดรอบเอวเตือน เครื่ องชั่งน้ำหนัก
เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
สายรัดข้อมือ ฯลฯ 7. กำหนดวิธีการที่สอดคล้องกับการ
4. ฝึกใช้นาฬิกา หรือ แอปพลิเคชัน
ใ ช้ ชี วิ ต ข อ ง ต น เ อ ง อ ยู่ เ ส ม อ
ช่ ว ย เ ตื อ น
5. ฝึกคิดเป็นภาพ เช่น การรับ
ประทานอาหารแบบ 2:1:1
61
ก า ร ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย
การตั้งเป้าหมายเป็นกลวิธีที่มุ่งให้บุคคลมีการกำหนด “พฤติกรรมทาง
บวกที่ต้องการ” เพื่ อเป็นจุดหมายที่ต้องการให้ไปถึง โดยการกระทำของตนเอง
เป้าหมายในที่นี้ คือ สิ่ งที่บุคคลต้องการจะกระทำให้สำเร็จตามนั้น การปรับ
เปลี่ยนหรือพัฒนาพฤติกรรม โดยใช้กลวิธีการตั้งเป้าหมาย มุ่งความสนใจและให้
คุณค่าต่อความพยายามในการกระทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ด้วยความคาด
หวังต่อผลดีที่จะเกิดขึ้ นในอนาคต ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายอาจใช้
ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย SMART ได้แก่
•
SMART
S – Specific (เฉพาะเจาะจง) คือ มีการระบุเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
กระชับ เป็นเป้าหมายย่อยที่ส่งผลต่อเป้าหมายใหญ่ ควรระบุพฤติกรรม
เป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลจะมีพฤติกรรมอะไรหรือ เท่าใด การตั้ง
เ ป้ า ห ม า ย ที่ มี ค ว า ม เ ฉ พ า ะ เ จ า ะ จ ง ทำ ใ ห้ บุ ค ค ล ส า ม า ร ถ ป ร ะ เ มิ น ต น เ อ ง ไ ด้
อย่างถูกต้อง และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนั้นได้
• M - (Measurable (วัดได้) คือ สามารถวัดได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
ในเชิงปริมาณได้ เช่น เดิมกินน้ำหวาน สัปดาห์ละ 7 ขวด จะลดลงเหลือ
สัปดาห์ละ 2 ขวด
• A - Attainable (ทำได้) เป็นสิ่งที่เราลงมือปฏิบัติได้ และเป้าหมายอยู่
บ น พื้ น ฐ า น ข อ ง ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง
• R - Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่) เป้าหมายเป็นไปใน
ทิ ศ ท า ง เ ดี ย ว กั บ เ ป้ า ห ม า ย ใ ห ญ่
• T – Time-limit (ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจน) มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
เช่น จะออกกำลังกายทุกวันวันละครึ่งชั่วโมง เป็นเวลา 1 เดือน
การเลือกเป้าหมาย ควรเลือกเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้สูงก่อน
62
ก า ร ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย
เป้าหมายและการจัดทำแผนเพื่ อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีขั้นตอนดั งนี้
1. ระบุเป้าหมายเชิงพฤติกรรมให้ชัดเจน
• ทำอะไร เช่นลดการกินข้าว
• ทำอย่างไร เช่น จะตักข้าวสวยใส่จานแค่ 1 ทัพพี ถ้าหมดแล้วแต่ยังไม่อิ่มจะไม่ตักเพิ่ม แต่จะกิน
ผัก หรือกับข้าวเพิ่มให้อิ่ม
• จำนวน/ปริมาณ เช่น จากทัพพี/มื้อ เป็น 1 ทัพพี/มื้อ
• ที่ไหน เช่น ทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าวที่บ้าน หรือนอกบ้านก้ตาม
• เมื่อไหร่ เช่น ทุกมื้อ
• ระยะเวลา เช่น ทำ 1 เดือน
2. เตรียมความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ เช่น การเตรียม
ของทดแทน : เพิ่มผักนึ่งในทุกมื้ออาหาร เพื่อที่เมื่อลดปริมาณข้าวลง ก็จะได้กินผักเพิ่มเพื่อให้
รู้สึกอิ่ม การเตรียมคนรอบข้าง : บอกคนในบ้านว่าให้เปลี่ยนจากซื้อขนมหวานเป็นซื้อผลไม้ที่ไม่
หวานจัดมาแทน การเตรียมอุปกรณ์: เช่นต้องเตรียมจักรยานสำหรับปั่นออกกำลังกาย เป็นต้น
3. คาดคะเนถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น
การคาดคะเนถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะเตรียมตัวรับมืออุปสรรค
นั้น ๆ ไว้ล่วงหน้า หรืออาจเตรียมการป้องกันได้ เช่นตั้งเป้าหมายว่าจะเดินออกกำลังกายที่สวน
สาธารณะทุกวัน ซึ่งบ่งวันฝนอาจจะตก ทำให้ไปเดินไม่ได้ จะทำอย่างไร
4. หาแรงเสริมทางบวก
แรงเสริมทางบวก หรือแรงจูงใจที่จะช่วยหนุนให้เกิดกำลังใจที่จะทำตามเป้าหมาย เช่น
การคิดถึงผลดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง การหาบุคคลที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมาย อาจ
เป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อน คอยบอก คอยเตือน หรือคอยให้กำลังใจ การตั้งรางวัลให้ตัวเอง
เช่นเมื่อออกไปปั่นจักรยานได้ครบ 7 วัน จะได้ดูหนัง 1 เรื่อง
ตัวอย่าง การกำหนดเป้าหมาย
เ ป้ า ห ม า ย
ระยะยาว ลดน้ำหนักด้วยการเพิ่มผัก ลดข้าว
ระยะสั้ น กินผักวันละ 400 กรัม
แ ผ น ก า ร เ พิ่ ม ป ริ ม า ณ ผั ก ต่ อ วั น
1. ฝึกการชั่ง คำนวณน้ำหนักผัก
2. จดรายการผักที่ชอบกิน และบอกแผนกับบิดา มารดา
3. กินผัก กับกับข้าวก่อน ถ้าไม่อิ่มให้กินข้าวตามได้
4. บันทึกรายการอาหารที่กินต่อวัน
เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2565-30 เมษายน 2565
63
บทที่8
ก า ร บ อ ก ต่ อ ข้ อ มู ล ท า ง
สุ ข ภ า พ
การบอกต่อข้อมูลสุขภาพ
ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู้ ห รื อ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ด้ า น สุ ข ภ า พ จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ
จริงจนเกิดผลดีด้านสุขภาพให้กับบุคคลอื่ น ถือเป็นเรื่ องที่ดีการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนก็จะยั่งยืน เป็นชุมชนสุขภาพดีปลอดโรค
เมื่ อคนในชุมชนสามารถจัดการสุขภาพตนเองได้โดยรูปแบบของการ
ถ่ายทอดหรือนํ าเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพ สามารถทำได้หลายรูป
แบบ ดังนี้
การบอกต่อเรื่องราวสุขภาพ
1.การพดคุยสนทนาระหวางสมาชิกในครอบครั ว และคนในชุมชน ที่
ทำงาน ในรู ปแบบการนั่งล้อมวงคุยกันมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เล่า
เรื่ องราวด้านสุขภาพที่ทำแล้วได้ผลดีต่อสุขภาพมาแบ่งปั นให้คนใน
ครอบครั ว และคนในชุมชนได้รั บรู้ เพื่อนําไปปรั บใช้ให้เข้ากับวิถีของ
แ ต่ ล ะ ค น
2.การเล่าประสบการณ์ ด้านสุขภาพในเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในชุมชน
งานต่างๆ โดย การใช้เวทีสำคัญๆ ของคนชุมชน เล่าประสบการณ์
ด้านสุขภาพที่ทำแล้วเกิดผลดีมาเล่าสู่กันฟังในเวทีสาธารณะเป็ นการ
ขยายผลในวงกว้างให้รั บรู้ ร่ วมกัน
3. บอกเล่าผ่านสื่อโซเซียล
65
เทคนิคการโน้มน้าวใจ
1.นํ าเข้าสู่เรื่ องให้น่ าสนใจ กําหนดให้ชัดเจนว่าต้องการ ให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงอะไร หรือต้องการเชิญชวนให้ กระทำการ
อย่างใด อย่าไปเสียเวลากับการอารัมภบทหรือเล่าเรื่ องราวที่ไม่
เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ป ร ะ เ ด็ น ที่ จ ะ พู ด
2. ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่ องสำคัญ จําเป็น บอกผลดีผลเสีย
3. ให้ข้อแนะนํ าที่มองเห็นได้ ชัดเจน สามารถปฏิบัติตามได้
4. เรียงลำดับก่อนหลัง เรียงลำดับการพูดก่อน-หลังให้ดี
ว่าอะไรควรพูดก่อน ไม่ควรทำให้คนฟังสับสน
5.นำเรื่ องรอบโลกมาใช้เมื่ อเหมาะสม
6.เพิ่ มรายละเอียดเพื่ อให้เห็นภาพชัดเจน
7. จบลงด้วยการขอร้อง วิงวอนหรือเชิญชวนให้กระทำตาม
ก ล วิ ธี ก า ร โ น้ ม น้ า ว ใ จ ภ า ษ า โ น้ ม น้ า ว ใ จ
1. แสดงความน่ าเชื่ อถือ ของผู้โน้มน้าว 1.ภาษาเชิงเสนอแนะ การเสนอแนะ
ใจ ยกประเด็นประสบการณ์มาเล่า ประโยชน์ โน้มน้าวให้ปฏิบัติตาม
2. แสดงด้วยเหตุผลที่หนักแน่ น 2.ภาษาเชิงขอร้อง ใช้ภาษาในเชิง
3. ทำให้เกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ ขอร้อง ให้ทำในสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ ง
ร่วมกัน มีความนิ ยมเรื่ องเดียวกัน 3. ภาษาเชิงวิงวอน การใช้ภาษาใน
4. แสดงให้เห็นทั้งด้านดีและด้านเสีย การอ้อนวอน ให้ผู้อ่านเห็นใจและ
ใ ห้ เ ป รี ย บ เ ที ย บ ย อ ม ป ฏิ บั ติ
5. การสร้างความหรรษา ให้แก่ผู้ถูก 4. ภาษาเชิงเร้าใจ ใช้ภาษากระตุ้น
โน้มน้าว สร้างอารมณ์ขัน ยกตัวอย่าง อารมณ์ให้ ผู้อ่านเกิดคล้อยตาม อาจ
เรื่ องตลก ใช้การชมเชย เยินยอ
6. เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า
เ ร้ า ใ ห้ เ กิ ด อ า ร ม ณ์ ค ล้ อ ย ต า ม
66
บรรณานุกรม
กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. (2561). การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้
ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ. สืบค้นจาก
http://www.hed.go.th/new/3909
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง. (2564). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ กระบวนการ ปฏิบัติการ
เครื่ องมือประเมิน. กรุงเทพฯ: ไอดี ออล ดิจิตอล พริิ้ น จำกัด.
ชนิ ดา ปโชติการ. (2557). อาหาร&สุขภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: บริษัท
เสริมมิตร พริ้ นติ้ ง จำกัด.
ชินตา เตชะวิจิตรจารุ. (2561). ความรอบรู้ทางสุขภาพ: กุญแจสำคัญสู่พฤติกรรม
สุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพที่ดี. วารสารพยาบาทหารบก, 19(ฉบับพิเศษ),
1-11.
สูตรคำนวณพลังงาน. (2557). สืบค้นจาก http://www.health.kapook.com
หทัยชนก รักประยูร, ศุภวรรณ ขุนนางจ่า. (2564).รายการอาหารแลกเปลี่ยนและ
การแลกเปลี่ยนอาหารต่างหมวด. สืบค้น
จากhttps://www.si.mahidol.ac.th