The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

5.วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanyalak.mee, 2022-11-07 17:30:16

5.วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น

5.วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น

หน่วยที่ 5

วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น

หนว่ ยที่ 5 วงจรไฟฟ้าเบอ้ื งต้น

วงจรไฟฟา้ เบื้องต้น
(Basic Electric Circuit)

กวงจรไฟฟ้าเบ้ืองตน้
วงจรไฟฟา้ คือ การนาเอาแหลง่ จ่ายไฟฟ้ามาจา่ ยแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตวั นา

และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจร เพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าท่ีจ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ใน
วงจรเพ่ือป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดท่ีจะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร
วงจรไฟฟา้ เบอ้ื งต้นท่ีควรศกึ ษา มอี ยู่ ๓ ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนาน และวงจรผสม

๑. องคป์ ระกอบของวงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าคือการนาแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนา

แสดงดังภาพท่ี ๖.๑

Switch

+

+ Load
E

-

ก. สัญลกั ษณ์วงจร -

ข. วงจรเสมอื นจริง

ภาพที่ ๖.๑ องคป์ ระกอบของวงจรไฟฟา้

ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์เป็นตัวเปิดปิดการไหลของ
กระแสไฟฟ้า การท่จี ะทาให้แรงดนั และกระแสไหลผา่ นโหลดได้จะต้องมอี งค์ประกอบของวงจรไฟฟ้าดงั นี้

แหล่งจ่ายไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจ่ายแรงดันและกระแสให้กับวงจร เช่น
แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย, เคร่อื งจ่าย ไฟ, ไดนาโม และเจนเนอรเ์ รเตอร์ เป็นต้น แสดงดงั ภาพท่ี ๖.๒

ภาพที่ ๖.๒ แหลง่ จ่ายไฟ
ลวดตัวนา คือ อุปกรณ์ที่นามาต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า จากข้ัวหนึ่งไปยังอีกข้ัวหน่ึง เพื่อจ่าย
แรงดนั และกระแสไฟฟ้าใหก้ ับโหลด ลวดตวั นาที่นากระแสไฟฟ้าได้ดที ส่ี ุดคอื ทองคา แต่เนอื่ งจากทองคามี
ราคาแพงมาก จึงนิยมใช้ทองแดง ซึ่งมีคุณสมบัติในการนาไฟฟ้าได้ดีพอสมควรและราคาไม่แพงมากนัก
นอกจากน้ียังยังมโี ลหะชนิดอน่ื ๆ ทสี่ ามารถนาไฟฟา้ ได้ เช่น เงนิ , ดีบกุ , เหล็ก, นเิ กลิ , อลมู เิ นยี ม ฯลฯ เป็น
ตน้ แสดงดังภาพที่ ๖.๓

ภาพที่ ๖.๓ อุปกรณท์ น่ี ามาต่อเปน็ ลวดตวั นา
โหลดหรือภาระทางไฟฟา้ คืออปุ กรณท์ างไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ ที่นามาต่อในวงจร เพอ่ื ใช้
งาน เช่นตู้เยน็ , โทรทศั น,์ พัดลม, เคร่ืองปรับอากาศ, เตารีด, หลอดไฟ, ตวั ต้านทาน หรือเครื่องใชไ้ ฟฟ้าอนื่
ๆ เป็นต้น แสดงดงั ภาพที่ ๖.๔

ภาพท่ี ๖.๔ อปุ กรณ์ทน่ี ามาต่อเปน็ โหลดทางไฟฟ้า

สวิตช์ คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีท่ีเปิดวงจรก็จะทาให้ไม่มีกระแสไฟฟ้า
จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติการต่อวงจรไฟฟ้า จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพ่ือทาหน้าท่ีตัดต่อและ
ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า แสดงดังภาพท่ี ๖.๕

ภาพท่ี ๖.๕ อปุ กรณท์ ีใ่ ช้เปน็ สวติ ช์ในวงจร

ฟิวส์ คืออุปกรณ์ท่ีทาหน้าท่ีในการป้องกันไม่ให้วงจรไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย
เน่อื งจากการทางานผิดปกตขิ องวงจร เชน่ โหลดเกนิ หรือ เกดิ การลัดวงจร เมื่อเกิดการผิดปกติฟิวส์จะทา
หน้าท่ีในการเปดิ วงจรทเ่ี รียกวา่ ฟิวส์ขาดนน่ั เอง แสดงดงั ภาพที่ ๖.๖

ภาพที่ ๖.๖ อปุ กรณ์ท่ีใชเ้ ป็นฟวิ สใ์ นวงจร

๖.๑กกวงจรอนุกรม (Series Circuit)
๖.๑.๑กกลักษณะวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม
วงจรอนุกรมคือ การนาโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลาย

ของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหน่ึงหมายถึง การนาโหลดต้ังแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทาให้
กระแสไหลทิศทางเดียวกัน หากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดตัวใดตัวหน่ึงเปิดวงจรหรือขาด จะทาให้วงจร
ท้งั หมดไมท่ างาน ลักษณะการตอ่ วงจรแสดงดังภาพท่ี ๖.๗

R1 R2 R3

(ก) รูปวงจร R3

R1 R2

(ข) สญั ลักษณ์วงจร
ภาพที่ ๖.๗ การต่อโหลดแบบอนกุ รม

๖.๑.๒กกการคานวณและวดั คา่ ความตา้ นทานของวงจรอนุกรม
การคานวณค่าความตา้ นทาน
สมการหาค่าความตา้ นทานรวมของวงจรอนุกรม

RT = R1 + R2 + R3 +……..+ Rn ……... (๑)

เมอ่ื RT = ค่าความต้านทานรวมของวงจร มีหนว่ ย Ω
R1, R2, R3, = ค่าความตา้ นทานของตวั ต้านทานแต่ละตวั
Rn = ค่าความตา้ นทานตัวสดุ ท้ายของวงจร

ตัวอย่างท่ี ๖.๑ จงหาค่าความตา้ นทานรวมของวงจรตามภาพท่ี ๖.๘

R1 R2 R3

10Ω 20Ω 20Ω

RT

ภาพที่ ๖.๘ วงจรตัวตา้ นทานแบบอนกุ รม

วิธที า RT = R1 + R2 + R3
จากสมการ RT = 10Ω + 20Ω + 20Ω
แทนค่า
∴ RT = 50Ω

การวัดคา่ ความตา้ นทาน
๑. นามัลติมเิ ตอรต์ งั้ ย่านวดั ความต้านทาน ในกรณที ่เี ปน็ มิเตอรแ์ บบเข็มให้ทาการ

ปรบั คา่ ศูนย์ (Zero Ohm Adjust) กอ่ นทจี่ ะดาเนนิ การขน้ั ตอนต่อไป แสดงดังภาพท่ี ๖.๙ (ก)
๒. นาสายวดั ของมัลตมิ ิเตอร์เส้นทีห่ นึ่งสัมผสั กบั ขาของตวั ต้านทานดา้ นหนึง่
๓. นาสายวดั ของมลั ตมิ ิเตอรเ์ สน้ ทีส่ องสมั ผสั กับขาของตวั ต้านทานอีกดา้ นหนึ่ง แสดง

ดงั ภาพที่ ๖.๙ (ข)
๔. อา่ นคา่ ความตา้ นทาน

(ก) ทาการปรับคา่ ศูนย์ (ข) วดั คา่ ความตา้ นทาน

ภาพที่ ๖.๙ การวัดคา่ ความตา้ นทาน

การวดั ค่าความตา้ นทานรวมของวงจร
๑. นามัลติมเิ ตอร์ต้งั ยา่ นวดั โอหม์ แล้วทาการปรบั คา่ ศนู ย์ (Zero Ohm Adjust)
๒. นาสายวดั ของมัลตมิ ิเตอรเ์ ส้นท่ีหนง่ึ สมั ผสั กับขาของตวั ต้านทานตัวแรก
๓. นาสายวัดของมัลติมิเตอรเ์ ส้นท่ีสองสัมผัสกับขาของตัวต้านทานตัวสุดท้าย แสดง

ดงั ภาพที่ ๖.๑๐
๔. อ่านคา่ ความตา้ นทาน

ภาพท่ี ๖.๑๐ การวดั คา่ ความต้านทานรวม

๖.๑.๓กกการวดั คา่ แรงดันตกคร่อมของวงจรอนกุ รม
๑. นามัลติมเิ ตอร์ตั้งยา่ นวดั แรงดนั ไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจา่ ย (E)
๒. นาสายด้านไฟบวกของมลั ติมเิ ตอร์ สมั ผสั กับดา้ นไฟบวกของตัวตา้ นทาน R1
๓. นาสายด้านไฟลบของมัลตมิ ิเตอร์ สัมผสั กับดา้ นไฟลบของตัวต้านทาน R1
๔. อ่านคา่ แรงดนั ตกครอ่ มความต้านทาน R1
๕. ทาข้ันตอนที่ ๑-๔ เพ่อื วัดคา่ แรงดนั ตกคร่อมตัวตา้ นทาน R2 และ R3 แสดงดังภาพ

ท่ี ๖.๑๑

ภาพท่ี ๖.๑๑ การวดั คา่ แรงดนั ตกครอ่ มตวั ตา้ นทานแตล่ ะตวั ในวงจรอนกุ รม
๖.๑.๔กกการวัดค่ากระแสไฟฟ้าของวงจรอนกุ รม

๑. นามลั ตมิ ิเตอร์ตั้งยา่ นวดั กระแส (mA) ใหม้ คี า่ สงู ไว้ก่อน
๒. นาสายดา้ นไฟบวกของมลั ติมเิ ตอร์ต่ออนกุ รมเขา้ กับด้านไฟบวกของแหลง่ จา่ ยไฟ
๓. นาสายด้านไฟลบของมัลติมเิ ตอร์ตอ่ อนกุ รมเข้ากบั ดา้ นไฟลบของแหล่งจา่ ยไฟ
๔. อา่ นค่ากระแสทไี่ หลผ่านในวงจร แสดงดงั ภาพท่ี ๖.๑๒

ภาพที่ ๖.๑๒ การวัดค่ากระแสไฟฟา้ ในวงจรอนกุ รม
สรุปคุณสมบัติท่สี าคัญของวงจรอนกุ รม

๑) กระแสไฟฟ้าจะไหลผา่ นเท่ากันและมีทิศทางเดียวกันตลอดทงั้ วงจร
เน่ืองจากกระแสไฟฟ้าภายในวงจรอนุกรมมีการไหลในทิศทางเดียว ดังนั้น

กระแสไฟฟ้าภายในวงจรอนกุ รมจะมคี ่าเทา่ กนั ทุกจดุ
IT = I1 = I2 = I3 =…= In

ในวงจรรวมกนั ๒) ความต้านทานรวมของวงจรจะมคี ่าเทา่ กับผลรวมของความตา้ นทานแตล่ ะตวั
ตัวมารวมกัน ค่าความตา้ นทานรวมในวงจรอนกุ รมนน้ั คานวณได้โดยนาค่าความต้านทานแต่ละ

RT = R1 + R2 + R3+…+ Rn

๓) แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่าง ๆ ของวงจร เม่ือนามารวมกันแล้วจะเท่ากับ
แรงดันไฟฟ้าทแี่ หล่งกาเนิด แรงดันไฟฟ้า ในวงจรอนกุ รมจะปรากฏค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทานทุกตัว
ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านซึ่งแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะมีค่าไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับค่าค วามต้านทานที่
กระแสไฟฟ้าไหลผา่ น ดงั นน้ั จงึ ทาใหแ้ รงดันไฟฟ้าภายในวงจรอนกุ รมแตล่ ะจุดมีคา่ ไม่เท่ากนั

E = VR1 + VR2 + VR3+…+ VRn

๔) กาลังและพลังงานไฟฟ้าท่ีเกิดขึ้นในตัวต้านทานแต่ละตัวของวงจร เมื่อนามา
รวมกันจะมคี ่าเทา่ กบั กาลังและพลงั งานไฟฟา้ ทั้งหมดในวงจร

PT = P1 + P2 + P3+…+ Pn

๖.๒กกวงจรขนาน (Parallel Circuit)
๖.๒.๑กกลักษณะวงจรไฟฟา้ แบบขนาน
เป็นการนาเอาต้นของเครอื่ งใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากบั แหล่งกาเนิดท่ี

จุดหนึ่ง นาปลายสายของทุก ๆ ตัวมาต่อรวมกันและนาไปต่อกับแหล่งกาเนิดอีกจุดหนึ่งท่ีเหลือ ซึ่งเมื่อ
เคร่อื งใช้ไฟฟ้าแตล่ ะอนั ตอ่ เรียบร้อยแลว้ จะกลายเปน็ วงจรยอ่ ย กระแสไฟฟ้าท่ีไหลจะสามารถไหลไดห้ ลาย
ทางข้ึนอยู่กับตัวของเคร่อื งใช้ไฟฟ้าทนี่ ามาตอ่ ขนานกนั ถ้าเกิดในวงจรมเี ครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนงึ่ ขาดหรือเปิด
วงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าท่ีเหลอื ก็ยังสามารถทางานได้ ในบา้ นเรือนท่ีอยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบ
นี้ทัง้ สนิ้ ลกั ษณะการต่อวงจรแสดงดงั ภาพที่ ๖.๑๓

+ E R1 R2 R3
E R1 R2 R3

-

(ก) รูปวงจร (ข) สัญลกั ษณว์ งจร

ภาพท่ี ๖.๑๓ การต่อโหลดแบบขนาน

๖.๒.๒กกการคานวณและวดั ค่าความต้านทานของวงจรขนาน
การคานวณคา่ ความตา้ นทาน
สมการหาคา่ ความต้านทานรวมของวงจรขนาน

1 = 1 + 1 + 1 +....... + 1 ……... (๒)
RT R1 R2 R3 Rn

ในกรณที ่ีมตี วั ตา้ นทาน เพียง 2 ตัวต่อขนานกัน สามารถคานวณหาคา่ RT ได้จาก

สมการ

RT = R1 × R2 ……... (๓)
R1 + R2

เม่อื RT = ค่าความตา้ นทานรวมของวงจร มหี น่วย Ω
R1, R2, R3, = ค่าความตา้ นทานของตัวต้านทานแต่ละตวั
Rn = ค่าความต้านทานตัวสุดท้ายของวงจร

ตวั อย่างท่ี ๖.๒ จงหาค่าความต้านทานรวมของวงจรตามภาพที่ ๖.๑๔

R1 R2 R3

RT 10Ω 20Ω 20Ω

ภาพท่ี ๖.๑๔ วงจรตัวตา้ นทานแบบขนาน

วธิ ีทา 1 = 1+1+1
จากสมการ RT R1 R2 R3
แทนคา่
1 = 1 + 1 + 1
 RT 10 20 20

1 = 2+1+1 = 4
RT 20 20
20
RT = 4 = 5

ตัวอยา่ งที่ ๖.๓ จงหาคา่ ความต้านทานรวมของวงจรตามภาพท่ี ๖.๑๕

RT R1 R2

20Ω 20Ω

ภาพท่ี ๖.๑๕ วงจรตวั ตา้ นทานแบบขนาน (กรณขี นานกนั สองตวั )

วธิ ที า RT = R1 × R2
จากสมการ R1 + R2

แทนคา่ RT = 20 × 20
20 + 20

RT = 400 = 10
40

ในการคดิ คานวณค่าความต้านทานท่ีต่อขนานกัน ๒ ตัว จะใช้สูตรใดในการคานวณกไ็ ด้ ผลรวม
จะไดเ้ ท่ากัน และถ้าค่าความตา้ นทานมีคา่ เทา่ กนั ทงั้ ๒ ตัว คาตอบท่ีได้จะมคี ่าลดลงครง่ึ หนงึ่

การวัดค่าความตา้ นทานรวมของวงจร
การวดั คา่ ความตา้ นทานรวมของวงจรขนานสามารถทาการวดั ในลักษณะเดียวกนั กับ

วงจรอนกุ รม

๖.๒.๓กกการวัดคา่ แรงดันตกคร่อมของวงจรขนาน
๑. นามลั ตมิ เิ ตอรต์ งั้ ย่านวดั แรงดนั ไฟตรง (DCV) ใหม้ ากกว่าแหล่งจ่าย (E)
๒. นาสายด้านไฟบวกของมลั ติมเิ ตอร์ สมั ผสั กบั ด้านไฟบวกของตวั ตา้ นทาน R1
๓. นาสายดา้ นไฟลบของมลั ติมิเตอร์ สัมผสั กับดา้ นไฟลบของตัวตา้ นทาน R1
๔. อา่ นคา่ แรงดนั ตกคร่อมความต้านทาน R1
๕. ทาข้ันตอนที่ ๑-๔ เพ่อื วดั ค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3 แสดงดังภาพ

ที่ ๖.๑๖

ภาพที่ ๖.๑๖ การวัดค่าแรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทานแตล่ ะตัวในวงจรขนาน

๖.๒.๔กกการวัดค่ากระแสไฟฟา้ ของวงจรขนาน
๑. นามลั ติมิเตอร์ตง้ั ย่านวดั กระแส (mA) ให้มีค่าสงู ไวก้ อ่ น
๒. นาสายดา้ นไฟบวกของมลั ติมเิ ตอรต์ อ่ อนุกรมเขา้ กบั ด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟ
๓. นาสายดา้ นไฟลบของมลั ตมิ ิเตอร์ตอ่ อนกุ รมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟ
๔. อา่ นคา่ กระแสท่ีไหลผา่ นในวงจร แสดงดงั ภาพที่ ๖.๑๗

ภาพที่ ๖.๑๖ การวัดคา่ กระแสไฟฟา้ ในวงจรขนาน

สรุปคุณสมบตั ทิ ส่ี าคญั ของวงจรขนาน
๑) กระแสไฟฟา้ รวมของวงจรขนาน จะมีคา่ เท่ากับกระแสไฟฟ้ายอ่ ยที่ไหลในแตล่ ะ
สาขาของวงจรรวมกนั

IT = I1 + I2 + I3 +…+ In

๒) แรงดนั ไฟฟ้าตกครอ่ มสว่ นต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับแรงดันไฟฟา้ ที่แหลง่ กาเนิด
สาหรับค่าแรงดันไฟฟ้าในวงจรขนานท่ีตกคร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวน้ัน มีค่าเท่ากับค่าแรงดันไฟฟ้าของ
แหลง่ จ่ายไฟ

E = VR1 = VR2 = VR3 =…= VRn

๓) ความตา้ นทานรวมของวงจร จะมีค่านอ้ ยกวา่ ความต้านทานตวั ท่นี อ้ ยท่ีสุดที่ต่อ
อยูใ่ นวงจร

1 = 1+1+1
RT R1 R2 R3

กรณีทีต่ อ่ ขนาน ๒ ตัว หาไดจ้ ากสตู ร

RT = R1 x R2
R1 + R2

๔) กาลังและพลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในตัวต้านทานแต่ละตัวของวงจร เม่ือนามา
รวมกนั จะมคี า่ เทา่ กับกาลัง และพลังงานไฟฟ้าทง้ั หมดในวงจร

PT = P1 + P2 + P3 +…+ Pn

๖.๓กกวงจรผสม (Compound circuit)

๖.๓.๑กกลักษณะวงจรไฟฟา้ แบบผสม

วงจรผสม คอื การนาโหลดมาต่ออนกุ รมและขนานรว่ มกันภายในวงจรเดียวกัน ลักษณะ

การต่อวงจรแสดงดังภาพที่ ๖.๑๗

R1 R2 R1 R2

+ R6 R3
E R6 R3 E

- R5 R4

R5 R4 (ข) สญั ลักษณว์ งจร

(ก) รูปวงจร

ภาพท่ี ๖.๑๗ การต่อโหลดแบบผสม

๖.๓.๒กกการคานวณและวดั ค่าความต้านทานของวงจรผสม
การคานวณคา่ ความต้านทาน
การคานวณค่าความต้านทานจะใช้วิธีพิจารณาวงจร ในกรณีที่ต่อแบบอนุกรมจะนาค่า

ความต้านทานมาบวกกัน ในกรณีท่ีวงจรต่อแบบขนาน จะใช้สูตรขนานในการคิดคานวณ จากภาพที่
๖.๑๘ สามารถท่ีจะคานวณค่าความต้านทานได้ดงั น้ี

ตัวอย่างท่ี ๖.๔ จงหาค่าความต้านทานรวมของวงจรตามภาพท่ี ๖.๑๘

R1 R2

5Ω 5Ω

RT 20Ω R6 5Ω R3

5Ω 10Ω

R5 R4

ภาพท่ี ๖.๑๘ วงจรตวั ต้านทานแบบผสม

วิธที า RT1 = R2 + R3 +R4
จากสมการวงจรอนุกรม RT1 = 5 + 5 + 10
RT1 = 20Ω

เขียนวงจรใหมไ่ ด้ดงั นี้ 20Ω R6 20Ω RT1

R1

5Ω

RT

5Ω

R5

RT1 // R6 RT2 = RT1 x R6
สมการวงจรขนาน RT1 + R6

RT2 = 20 x 20
20 + 20

RT2 = 400 = 10
40

เขยี นวงจรใหม่ไดด้ งั นี้

R1

5Ω

RT 10Ω RT2

5Ω

R5

สมการวงจรอนุกรม RT = R1 + RT2 +R5

RT = 5 + 10 + 5 = 20Ω

∴ ความต้านทานรวมของวงจรเท่ากบั 20 โอห์ม

ตวั อย่างที่ ๖.๕ จงหาค่าความตา้ นทานรวมของวงจรตามภาพที่ ๖.๑๙
R1 = 10Ω R2 = 24Ω R3 = 20Ω

R4 = 32Ω R5 = 22Ω

RT

ภาพท่ี ๖.๑๙ วงจรตวั ตา้ นทานแบบผสม

วธิ ีทา RT1 = R1 + R2 +R3
จากสมการวงจรอนุกรม RT1 = 10 + 24 + 20

∴ RT1 = 54Ω

สมการวงจรอนุกรม RT2 = R4 + R5
∴ RT2 = 32 + 22

RT2 = 54Ω

สมการวงจรขนาน RT = RT1 x RT2
RT1 + RT2
54 x 54
RT = 54 + 54

RT = 2,916 = 27
108
∴ ความตา้ นทานรวมของวงจรเท่ากับ 27 โอห์ม

๖.๓.๓กกการวดั คา่ แรงดันตกครอ่ มของวงจรผสม
การวัดค่าแรงดันตกคร่อมในวงจรผสมจะใช้หลักการวัดแบบเดียวกับวงจรอนุกรม และ

วงจรขนาน โดยเช่ือมต่อมัลตมิ ิเตอร์แบบขนานกับตัวต้านทานตัวท่ีตอ้ งการทราบค่าแรงดันตกคร่อม โดยมี
วธิ ดี งั น้ี

๑. นามัลติมเิ ตอรต์ งั้ ย่านวดั แรงดนั ไฟตรง (DCV) ใหม้ ากกวา่ แหลง่ จา่ ย (E)
๒. นาสายดา้ นไฟบวกของมลั ติมเิ ตอร์ สัมผสั กบั ดา้ นไฟบวกของตวั ต้านทานท่ีจะวดั
๓. นาสายด้านไฟลบของมลั ติมเิ ตอร์ สมั ผสั กบั ดา้ นไฟลบของตวั ตา้ นทานท่จี ะวัด
๔. อา่ นคา่ แรงดันตกครอ่ มความตา้ นทาน

๖.๓.๔กกการวดั คา่ กระแสไฟฟ้าของวงจรขนาน
การวัดค่ากระแสไฟฟา้ ในวงจรผสมจะใชห้ ลกั การวัดแบบเดียวกบั วงจรอนุกรม และวงจร

ขนาน โดยเชอ่ื มต่อมัลติมิเตอร์แบบอนกุ รมกบั ตวั ต้านทานตวั ทตี่ ้องการทราบค่ากระแสไฟฟา้ โดยมีวิธดี ังน้ี
๑. นามลั ตมิ ิเตอรต์ ้งั ยา่ นวดั กระแส (mA) ให้มีคา่ สูงไว้ก่อน
๒. นาสายดา้ นไฟบวกของมลั ตมิ เิ ตอร์ต่ออนกุ รมเข้ากับดา้ นไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟ
๓. นาสายดา้ นไฟลบของมลั ตมิ เิ ตอรต์ อ่ อนุกรมเข้ากบั ด้านไฟลบของแหลง่ จ่ายไฟ
๔. อา่ นคา่ กระแสท่ีไหลผา่ นในวงจร

คาสั่ง ใหท้ าเคร่อื งหมายกากบาท (X) หนา้ ข้อคาตอบทถ่ี กู ทส่ี ุดเพียงข้อเดยี ว

๑. ขอ้ ใดไมใ่ ชอ่ งค์ประกอบของวงจรไฟฟ้า ข. ลวดตวั นา
ก. แหลง่ จา่ ยไฟ ง. โหลดหรือภาระทางไฟฟา้
ค. แผงวงจรไฟฟ้า

๒. การตอ่ โหลดเรยี งกนั โดยให้ปลายของโหลดตวั แรกตอ่ กบั ปลายของโหลดตวั ถดั ไป เปน็ ลักษณะของ

วงจรไฟฟ้าแบบใด

ก. วงจรอนุกรม ข. วงจรขนาน

ค. วงจรผสม ง. ไมแ่ น่นอน

๓. การนาโหลดมาตอ่ อนกุ รมและขนานรว่ มกนั ภายในวงจรเดียวกนั เป็นลักษณะของวงจรไฟฟ้าแบบใด

ก. วงจรอนกุ รม ข. วงจรขนาน

ค. วงจรผสม ง. วงจรอันดบั

๔. การต่อวงจรที่ทาใหโ้ หลดมีคา่ ความตา้ นทานเพมิ่ ขึน้ คือข้อใด

ก. วงจรอนุกรม ข. วงจรขนาน

ค. วงจรผสม ง. ไม่แน่นอน

๕. การต่อวงจรที่ทาใหโ้ หลดมคี า่ ความต้านทานลดลงคอื ขอ้ ใด

ก. วงจรอนุกรม ข. วงจรขนาน

ค. วงจรผสม ง. วงจรอันดับ

๖. นาโหลดทมี่ ีความต้านทาน 500 Ω และ 1.2 kΩ มาต่อในลักษณะอนุกรม ในวงจรนี้จะมีความตา้ นทาน

รวมเท่าใด

ก. 700 Ω ข. 850 Ω

ค. 1.3 kΩ ง. 1.7 kΩ

๗. วงจรอนุกรมประกอบด้วย R1 = 5 Ω, R2 = 3 Ω อยากทราบ R3 จะต้องมีค่าเท่าใด จึงจะทาให้วงจรมี
ค่าความตา้ นทานรวมเปน็ 18 Ω

ก. 3 Ω ข. 5 Ω
ค. 8 Ω ง. 10 Ω

๘. วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยความต้านทานสามตัวดังน้ี R1 = 6 Ω, R2 = 9 Ω และ R3 = 18 Ω นามาต่อ
ขนานกนั วงจรไฟฟ้านม้ี คี า่ ความตา้ นทานรวมเท่าใด

ก. 3 Ω ข. 4.5 Ω
ค. 8 Ω ง. 10 Ω

๙. วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยความตา้ นทานส่ีตัวดงั น้ี R1 = 30 Ω, R2 = 20 Ω, R3 = 40 Ω และ R4 = 10 Ω

นามาต่อขนานกนั วงจรไฟฟา้ นมี้ คี า่ ความตา้ นทานรวมเทา่ ใด

ก. 3.3 Ω ข. 4.8 Ω

ค. 6 Ω ง. 12 Ω

๑๐. วงจรไฟฟ้าประกอบดว้ ยตัวต้านทานสามตัวดังนี้ R1 = 14 Ω ต่ออนกุ รมกับ R2 = 16 Ω ซง่ึ ท้งั สองตัว

ตอ่ ขนานอยกู่ บั R3 = 30Ω วงจรไฟฟา้ น้ีมคี า่ ความต้านทานรวมเท่าใด

ก. 5 Ω ข. 10 Ω

ค. 15 Ω ง. 20 Ω

๑๑. การวดั ค่าแรงดันตกคร่อมความตา้ นทานจะตอ้ งนามลั ตมิ เิ ตอรม์ ากระทาในลกั ษณะใด

ก. ต่ออนุกรมกับวงจร ข. ตอ่ ขนานกบั โหลด

ค. ตอ่ อนุกรมกับโหลด ง. ตอ่ ในลักษณะผสม

๑๒. การวดั ค่ากระแสทไ่ี หลในวงจรอนกุ รมจะตอ้ งนามลั ตมิ เิ ตอรม์ ากระทาในลักษณะใด

ก. ต่ออนุกรมกบั วงจร ข. ตอ่ ขนานกับโหลด

ค. ต่ออนุกรมกับโหลด ง. ต่อในลกั ษณะผสม

Thanyalak Meechot


Click to View FlipBook Version