The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanyalak.mee, 2021-11-09 16:59:29

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 2

ความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับงานไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์

หน่วยที่ 2 ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกีย่ วกบั ไฟฟา้

ความรูเ้ บื้องต้นเกี่ยวกับไฟฟ้า

(Basic knowledge about electricity)

๒.๑ ความรเู้ บื้องต้นเก่ียวกับไฟฟา้
๒.๑.๑ โครงสร้างของอะตอม
๒.๑.๑ ทุกส่ิงทุกอย่างที่เรามองเห็นบนโลกน้ีล้วนเป็นสสาร (Matters) ท้ังส้ิน สสารเป็นสิ่งท่ีมี

น้าหนัก ต้องการทอ่ี ยู่อาศยั โดยทว่ั ไปจะมอี ยู่ 3 สถานะคอื ของแข็ง, ของเหลว และ ก๊าซ
ธาตุ (Elements) ประกอบจากสสาร จนกลายเป็นธาตุชนิดต่าง ๆ เช่น ทองแดง, อลูมิเนียม,

เงนิ , ทองคา้ , ปรอท เป็นต้น
อะตอม (Atom) คืออนุภาคท่ีเล็กทีส่ ุดของธาตุ ไมส่ ามารถอยู่ตามล้าพังได้ ต้องอยรู่ วมกัน เป็น

โมเลกุล (Molegul) ภายในอะตอมจะประกอบไปดว้ ยท่ีอยู่แกนกลางคือนิวเครียส (Neucleus) ภายในนิว
เครียสประกอบด้วยโปรตรอน ซึ่งมีศักย์ไฟฟ้าเป็นบวก (Positive Charge) และนิวตรอน (Neutron) มี
สภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วนที่อยู่รอบนอกมีวงโคจรความเร็วสูง อาจมีวงเดยี วหรอื หลายวงก็ได้ วงนอก
สุดนนั้ เรยี กว่าอิเล็กตรอน (Electron) ซง่ึ มคี ุณสมบัติทางไฟฟ้าเป็นลบ (Negative Charge) โครงสร้างของ
อะตอมแสดงดงั ภาพที่ ๒.๑ ๑.๑.๑

ภาพท่ี ๒.๑ โครงสรา้ งของอะตอม

๒.๑.๒ สารทางไฟฟ้า
๒.๑.๑ สารทางไฟฟ้าสามารถแบง่ ออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ
๒.๑.๑ ๑. ตัวนา้ เปน็ สารทอี่ ย่วู งนอกสุดประมาณ ๑-๓ ตวั เม่ือให้พลงั งานเพียงเล็กน้อย จะทา้
ให้อิเล็กตรอนหลุดออกจากวงโคจรเคล่ือนที่ไปในชั้นสารได้ง่าย มีผลท้าให้สารน้ันเป็นตัวน้าได้ เช่น
ทองแดง, อลมู เิ นียม ฯลฯ เป็นตน้
๒.๑.๑๒. ฉนวน เป็นสารอิเล็กตรอนวงนอกสุด ท่ียึดเกี่ยวกับอะตอมอ่ืน ๆ ท้าให้
อิเล็กตรอนอสิ ระนอ้ ย จงึ ไม่เกดิ การน้ากระแส เชน่ ไมก้า, เซรามิค ฯลฯ เป็นตน้
๒.๑.๑ ๓. สารกึ่งตัวน้า เป็นสารท่ีมีอิเล็กตรอนวงนอกสุด ๔ ตัว เมื่อได้รับอุณหภูมิสูงขึ้นจะ
เปลีย่ นสภาพเป็นสภาวะตัวน้า ที่นา้ มาทา้ เป็นสารกงึ่ ตวั นา้ ไดแ้ ก่ ซลิ ิกอน และเยอรมันเนียม เปน็ ตน้

๒.๑.๓ การเกิดประจไุ ฟฟา้
๒.๑.๑ ประจุไฟฟ้า (Charge of Electricity) หมายถึง ปริมาณของกระแสไฟฟ้าท่ีไหลไปใน
ตัวน้าไฟฟ้า การขัดสีระหว่างวัตถุ ๒ ชนิด เช่น การเอาแท่งแก้วถูกับผ้าไหม แท่งแก้วจะถ่ายทอด
อิเล็กตรอนให้แก่ผ้าไหม ท้าให้แท่งแก้วเกิดประจุบวก และผ้าไหมเกิดประจุลบ เมื่อมีการน้าเอาวัตถุ ๒
ชนิดที่มีประจุไฟฟ้าไม่เท่ากันมาวางใกล้ ๆ กันจะไม่เกิดการถ่ายเทอิเล็กตรอน ซ่ึงไม่สามารถท้าให้ประจุ
ไฟฟ้าถ่ายเทเข้าหากันได้ ซึ่งมีผลท้าให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล เรียกว่า ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity)
ทิศทางของสนามไฟฟ้าแสดงดงั ภาพที่ ๒.๒ และ ๒.๓

(ก) ทศิ ทางสนามไฟฟา้ ของประจบุ วก (ข) ทิศทางสนามไฟฟา้ ของประจุลบ
ภาพที่ ๒.๒ ทศิ ทางสนามไฟฟา้ ของประจบุ วกและประจุลบ

(ก) ประจตุ า่ งกันดดู กนั (ข) ประจุเหมือนกันผลักกนั

ภาพที่ ๒.๓ การดูดและผลักของประจุไฟฟา้ บวกและประจไุ ฟฟา้ ลบ
ประจุไฟฟ้าใช้สัญลักษ์ Q มีหน่วยวัดเป็นแอมแปร์-วินาที (Ampere-Second) ใช้ตัวย่อของ
หนว่ ยวัดเปน็ As หรือ C

1 แอมแปร์ – วนิ าที = 1 คลู อมบ์
= อเิ ลก็ ตรอนจานวน 6.24 x 1018
1 คลู อมบ์

การเกิดประจุไฟฟ้า คือ การที่ท้าให้อิเล็กตรอนหลุดออกจากวงโคจร จะมีผลท้าให้เกิดประจุ
ไฟฟ้า ซึ่งมีหลายวธิ ี ได้แก่

๒.๑.๑ ๑. การขดั สี (Friction)
๒.๑.๑ ๑. ไฟฟ้าทเ่ี กิดจากการเสียดสี เป็นไฟฟ้าท่ีถูกคน้ พบมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว เกิดข้ึน
ได้จากการน้าวัตถุต่างกัน ๒ ชนิดมาขัดสีกัน เช่น จากแท่งยางกับผ้าขนสัตว์ แท่งแก้วกับผ้าแพร แผ่น
พลาสติกกบั ผ้า และหวีกบั ผม เปน็ ต้น ผลของการขัดสีดังกล่าวท้าให้เกิดความไม่สมดุลข้ึนของประจุไฟฟ้า
ในวัตถุท้ังสอง เนอ่ื งจากเกิดการถ่ายเทประจไุ ฟฟา้ วัตถุทัง้ สองจะแสดงศักย์ไฟฟ้าออกมาต่างกัน วัตถุชนิด
หนึ่งแสดงศักย์ไฟฟ้าบวก (+) ออกมา วัตถุอีกชนิดหน่ึงแสดงศักย์ไฟฟ้าลบ (-) ออกมา ไฟฟ้าเกิดจากการ
เสียดสี แสดงดงั ภาพท่ี ๒.๔

ภาพท่ี ๒.๔ การน้าเอาวัตถตุ ่างชนิดมาถกู นั

๒.๑.๑ ๒. ความรอ้ น (Heat)
๒.๑.๑ ๑. ไฟฟ้าท่ีเกิดจากความร้อน เกิดขึ้นได้โดยน้าแท่งโลหะหรือแผ่นโลหะต่างชนิดกันมา
๒ แท่ง หรือ ๒ แผ่น เช่น ทองแดง และเหล็ก น้าปลายข้างหนึ่งของโลหะทั้งสองต่อติดกันโดยการเชื่อม
หรือยึดด้วยหมุด ปลายที่เหลืออีกด้านน้าไปต่อกับเข้ามิเตอร์วัดแรงดัน เมื่อให้ความร้อนที่ปลายด้านต่อ
ติดกันของโลหะทั้งสอง ส่งผลให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้า เกิดศักย์ไฟฟ้าข้ึนที่ปลายด้านเปิดของ
โลหะแสดงค่าออกมาท่ีมิเตอร์ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน เทอร์โมคัปเปิลเป็นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิโดยใช้
หลักการเปล่ียนแปลงอุณหภมู หิ รือความรอ้ นเป็นแรงเคลอื่ นไฟฟ้า แสดงดงั ภาพที่ ๒.๕

ภาพท่ี ๒.๕ เทอร์โมคปั เปลิ

๒.๑.๑ ๓. แรงกดดัน (Pressure)
๒.๑.๑ ๑. เมื่อเราพูดไปในไมโครโฟนหรือโทรศัพท์แบบต่าง ๆ คลื่นของความแรงกดดันของ
พลังงานเสียงจะท้าให้แผ่นไดอะแฟรมเคลื่อนไหว ซ่ึงแผ่นไดอะแฟรมจะท้าให้ขดลวดเคล่ือนที่ผ่าน
สนามแม่เหล็กจงึ ทา้ ใหเ้ กิดพลังงานไฟฟ้าซ่ึงถูกส่งไปตามสายจนถึงเครือ่ งรบั บางทีไมโครโฟนทใี่ ช้กับเครือ่ ง
ขยายเสียงหรอื เคร่อื งวิทยุกใ็ ชห้ ลักการเช่นนี้เหมือนกัน อยา่ งไรกต็ ามไมโครโฟนทุกชนดิ มีหลกั การทา้ งานท่ี
เหมือนกัน คอื ใช้เปลี่ยนคลื่นแรงกดของเสียงให้เป็นไฟฟ้าโดยตรงน่ันเอง ผลึกของวตั ถุบางอยา่ งถ้าถูกกรด
จะทา้ ให้เกิดประจไุ ฟฟ้าขึ้นได้ เช่น หนิ เขี้ยวหนุมาน หินทูมาลีน และเกลือโรเลล์ ซงึ่ แสดงให้เห็นได้อย่างดี
ว่าแรงกดเป็นต้นก้าเนิดไฟฟ้าถ้าเอาผลึกท่ีท้าจากวัสดุเหล่านี้สอดเข้าไประหว่างโลหะ ทั้งสอง น้ันจะมาก
นอ้ ยเพยี งใดย่อมข้นึ อยกู่ ับแรงกดหรอื อาจจะใช้ผลึกนีเ้ ปลย่ี นพลงั งานไฟฟา้ เปน็ พลังงานกลไดโ้ ดยจ่ายประจุ
เข้าที่แผ่นโลหะท้ังสองเพราะจะท้าให้ผลึกน้ันหดตัวและขยายตัวออกได้ตามปริมาณของประจุ ต้นก้าเนิด
ไฟฟ้าท่ีใช้แรงกดน้ีน้าไปใช้ได้แต่มีขอบเขตจ้ากัดคือ ใช้ได้เฉพาะกับอุปกรณ์ท่ีใช้ก้าลังต่้ามาก เช่น
ไมโครโฟนชนิดแร่ หูฟังชนิดแร่ หัวเข็มรับเคร่ืองเล่นจานเสียง และเครื่องโซนาซึ่งใช้ส่งคลื่นใต้น้า เหล่าน้ี
ล้วนแต่ใช้ผลึกท้าให้เกิดไฟฟ้าด้วยแรงกด ท้ังสิ้น ดังน้ันเวลากรอกเสียงพูดลงในไมโครโฟนหรือ
เคร่ืองโทรศัพท์ แผ่นไดอะแฟรมซ่ึงเชื่อมโยงติดกับคริสตอลจะเกิดแรงดันไฟฟ้ามากนอ้ ยแลว้ แต่จังหวะพูด
ในขณะท่ีเสียงพูดกระทบแผ่นไดอะแฟรมก็จะถูกเปล่ียนเป็นอ้านาจแม่เหล็กไฟฟ้า ไหลเข้าสู่เครื่องขยาย
เสียง เพื่อให้ออกมาเป็นเสียงดังทางล้าโพงขยายเสียงต่อไป การกดดันของผลึกในสารบางชนิด เช่น
ผลึกควอทช์ (Quartz) ท้าให้เกดิ ประจไุ ฟฟ้า แสดงดังภาพที่ ๒.๖

ภาพท่ี ๒.๖ การกดดันของผลึกในสารบางชนิด

๒.๑.๑ ๔. แสงสว่าง (Light)
๒.สารบางชนดิ เมือ่ อยู่ในท่มี ืดจะไม่แสดงปฎิกิรยิ าใด ๆ ออกมา แต่เมอื่ ถกู แสงแดดแล้ว

สารนั้นสามารถท่ีจะปล่อยอิเล็กตรอนได้ เป็นเวลาหลายสิบปีนักวิทยาศาสตร์พยายามท่ีจะเปลี่ยนแปลง
พลังงานไฟฟ้าแต่ยังน้าแสงสว่างมาใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก เช่น อุปกรณ์ชนิดหนึ่งท่ีเรียกว่า โฟโตวอลเท
อิกเซลล์ ซ่ึงประกอบด้วยวัตถุวางเป็นช้ัน ๆ เมือ่ ถูกกบั แสงสว่างอิเล็กตรอนท่ีเกิดขึ้นจะวิ่งจากด้านบนไปสู่
โวลต์มิเตอร์แล้วไหลกลับมาชั้นล่างเมื่อดูที่เข็มของโวลต์โฟโต้เซลล์มิเตอร์จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามี
กระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น ยังมีหลอดอีกชนิดหน่ึงท่ีเรียกว่า โฟโต-วอลเทอิกเซลล์ (อิเล็กตริกอาย หรือ พี.อี.
เซลล์) ซ่ึงใช้มากในวงการอุตสาหกรรม เช่น ในกล้องถ่ายรูปท่ีมีเคร่ืองวัดแสงโดยอัตโนมัติ ระบบไฟฟ้า
อัตโนมัตหิ น้ารถยนต์ เคร่อื งฉายภาพยนตร์ เสียงสวิตชป์ ิดเปิดประตูอตั โนมัติ โดยจะมหี ลักการท้างานแบบ
ง่าย ๆ เมื่อล้าแสงตกกระทบโฟโตเซลล์ก็จะเกิดอิเล็กตรอนไหลในวงจรนั้น ๆ ได้ ปัจจุบันได้มีการพัฒนา
โดยใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์ หรอื โซลาร์เซลล์ (solar cell) เพื่อทดแทนพลังงาน
หลักที่ใช้อยู่เดมิ แสดงดงั ภาพที่ ๒.๗

ภาพท่ี ๒.๗ เซลล์แสงอาทิตย์
๒.๑.๑ ๕. แม่เหลก็ (Magnetism)
๒.๑.๑ ๑. จากการทดลองของไมเคิล ฟาราเดย์นักวิทยาศาสตรช์ าวอังกฤษพบว่า เม่ือน้าแท่ง
แม่เหล็กเคล่ือนที่ผา่ นขดลวดหรอื น้าขดลวดเคล่ือนท่ีผ่านสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวน้าขึ้น
ในขดลวดนั้น และยงั สรปุ ตอ่ ไปได้อีกวา่ กระแสไฟฟ้าจะเกดิ ไดม้ ากหรอื นอ้ ยข้นึ อยกู่ บั
๑.๑ จา้ นวนขดลวด ถ้าขดลวดมจี า้ นวนมากก็จะเกดิ แรงดันไฟฟ้าเหนย่ี วนา้ มากดว้ ย
๑.๒ จา้ นวนเส้นแรงแมเ่ หล็ก ถา้ เส้นแรงแม่เหล็กมจี า้ นวนมากจะเกดิ แรงดนั ไฟฟ้าเหนย่ี วนา้ มาก
๑.๓ ความเร็วในการเคลื่อนท่ีของแม่เหล็ก ถ้าเคลื่อนท่ีผ่านสนามแม่เหล็กเร็วขึ้นก็จะเกิด
แรงดันไฟฟ้าเพ่ิมขึ้น ซ่ึงต่อมาได้ น้าหลักการนี้มาคิดประดิษฐ์เป็นเคร่ืองก้าเนิดไฟฟ้าหรือเจนเนอเรเตอร์
แสดงดงั ภาพท่ี ๒.๘

ภาพที่ ๒.๘ เจนเนอเรเตอร์

๒.๑.๑ ๖. ปฏิกิริยาเคมี (Chemical Action)
๒.๑.๑ ๑. เมอ่ื นา้ โลหะ ๒ ชนิดท่ีแตกตา่ งกนั เช่น สงั กะสีกับทองแดง จุม่ ลงในสารละลายอเิ ล็ก
โทรไลท์ โลหะท้ังสองจะท้าปฏิกิริยาเคมี กับสารละลายอิเล็กโทรไลต์ โดยอิเล็กตรอน (ประจุลบ) จาก
ทองแดงจะถูกดูดเข้าไปยัง ข้ัวของสังกะสี เม่ือทองแดงขาดประจุลบจะเปลี่ยนความต่างศักย์ไฟฟ้า เป็น
บวกทันทีเรยี กวา่ ข้ัวบวก ส่วนสังกะสีจะเป็นขั้วลบตามความตา่ งศกั ย์ ส่วนประกอบของไฟฟ้าเกิดจากการ
ทา้ ปฏิกิรยิ าทางเคมแี บบเบอื้ งต้นน้ี ถูกเรียกวา่ โวลตาอกิ เซลล์ (Voltaic Cell) แสดงดงั ภาพที่ ๒.๙

ภาพที่ ๒.๙ ไฟฟา้ เกิดจากการท้าปฏกิ ริ ยิ าทางเคมี
ไฟฟ้าเกดิ จากการทา้ ปฏกิ ิรยิ าทางเคมีทผ่ี ลิตข้ึนมาใชง้ านจริงนนั้ ไดน้ า้ เอาหลกั การของโวลตาอิก
เซลล์ไปใช้งานโดยการสร้างเซลล์ไฟฟ้าท่ีให้ศักย์ไฟฟ้าสูงมากข้ึนคือให้แรงดันเพ่ิมข้ึน ตัวอย่างเช่น
แบตเตอรี่ และถ่านไฟฟา้ ฉาย เปน็ ต้น แสดงดังภาพที่ ๒.๑๐

ภาพท่ี ๒.๑๐ แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย
๒.๑.๔ ความสมั พันธข์ องแรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และความตา้ นทาน
๒.๑.๑ ๑. แรงดนั ไฟฟ้า ( Electrical Voltage ) เกดิ จากการแยกประจุบวกและประจลุ บออก
จากกัน เพ่ือท้าให้ประจุทั้งสองเป็นกลาง ซึ่งมีผลท้าให้เกิดความต่างศักย์ทางไฟฟ้า แรงดัน ๑ โวล์ท คือ
แรงดันที่ท้าให้กระแส ๑ แอมแปร์ไหลผา่ นเขา้ ไปในความต้านทาน ๑ โอห์ม

หน่วยของแรงดนั ไฟฟา้

1 เมกกะโวลต์ (Megavolt) = 1 MV = 1,000,000 V = 1 x 106 V
1 กิโลโวลต์ (Kilovolt) 1 x 103 V
1 โวลต์ (Volt) = 1 KV = 1,000 v = 1 x 100 V
1 มลิ ลโิ วลต์ (Millivolt) 1 x 10-3 V
1 ไมโครโวลต์ (Microvolt) = 1,000 mV = 1v = 1 x 10-6 V

= 1 mV = 1 / 1,000 v =

= 1 µV = 1 / 1,000,000 v =

๒.๑.๑ ๒. ชนดิ ของแรงดนั ไฟฟา้
๒.๑.๑ ๒. ๒.๑ แรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Voltage) ขนาดของขั้วแรงดันไฟฟ้าจะ
คงทีต่ ลอด ไม่มีการเปลยี่ นแปลงสญั ลักษณ์ (-) แสดงดงั ภาพที่ ๒.๑๑ (ก)
๒.๑.๑ ๒. ๒.๒ แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Voltage) ขนาดและข้ัวของ

แรงดนั ไฟฟ้า จะมกี ารเปลยี่ นแปลงตลอดเวลา มลี ักษณะเปน็ Sine Wave (~) แสดงดังภาพที่ ๒.๑๑ (ข)

(ก) แรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (ข) แรงดันไฟฟา้ กระแสสลับ
ภาพที่ ๒.๑๑ ชนดิ ของแรงดนั ไฟฟา้

๒.๑.๕ แหลง่ กาเนิดไฟฟา้
๒.๑.๑ แหล่งก้าเนิดไฟฟ้า หรือแหล่งจ่ายไฟฟ้า หมายถึงแหล่งพลังงานท่ีสามารถจ่ายพลังงาน
ไฟฟา้ ออกมาใชก้ ับอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ทว่ั ๆ ไปได้ มีดังตอ่ ไปน้ีคอื
๒.๑.๑ ๑. แบตเตอรี่ (Battery) เปน็ แหลง่ ก้าเนดิ ไฟฟา้ โดยอาศยั การเปล่ยี นแปลงทางด้านเคมี
ท่ีบรรจุภายใน ซึ่งเซลล์แต่ละเซลล์ของแบตเตอร่ีจะต่อเป็นอนุกรม ขนาน หรือแบบผสมข้ึนอยู่กับขนาด
ของแรงดนั และกระแสท่ตี ้องการ แสดงดังภาพท่ี ๒.๑๒

ภาพท่ี ๒.๑๒ แบตเตอร่ีและโครงสร้างภายใน

แรงดนั ไฟฟา้ ชนิดตา่ ง ๆ ทไี่ ดจ้ ากเซลลแ์ บตเตอรี่ขึ้นอยู่กับวัสดุท่ใี ชใ้ นการสร้าง สามารถแบง่ ออก
ไดเ้ ป็น ๒ กลมุ่ คอื แบตเตอร่ีแบบปฐมภมู ิ (Primary Cell) และ แบตเตอร่แี บบทุตยิ ภมู ิ (Secondary Cell)

แบตเตอรี่แบบปฐมภูมิ คือแบตเตอร่ีทใ่ี ชแ้ ลว้ เกิดการท้าปฏิกิริยาเคมีภายใน ไม่สามารถน้ามาใช้
ใหม่ เช่น ถา่ นไฟฉาย, ถ่านนาฬกิ า, ถา่ นในรีโมทคอนโทรล อุปกรณ์ต่าง ๆ เปน็ ต้น แสดงดังภาพที่ ๒.๑๓

ภาพท่ี ๒.๑๓ แบตเตอร่ีแบบปฐมภมู ปิ ระเภทตา่ ง ๆ

แบตเตอร่ีแบบทุตยิ ภมู ิ คือแบตเตอรที่ ่ีใชแ้ ลว้ สามารถน้ามาชาร์จไฟเขา้ ไปใหมไ่ ด้ แสดงดังภาพท่ี
๒.๑๔

ภาพที่ ๒.๑๔ แบตเตอรแ่ี บบทตุ ยิ ภมู แิ บบต่าง ๆ

ความจขุ องแบตเตอร่ี (Q) คอื ความสามารถที่จะจ่ายไฟของแบตเตอร่ี หรือเก็บความจนุ ั้นขนึ้ อยู่
กบั เซลลข์ องแผ่นธาตุ มีหนว่ ยวัดเปน็ แอมแปร์ตอ่ ชัว่ โมง (Ah) ดงั นน้ั จงึ สามารถเขยี นเปน็ สมการได้ดงั นี้

Q=Ixt ……... (๑)

การนาแบตเตอรไ่ี ปใช้งาน
ใช้ส้าหรับขับเคล่ือนเคร่ืองยนต์ ให้แสงสวา่ งในรถยนต์ เรือ และใช้ในการสื่อสารต่าง ๆ เป็นต้น
แบตเตอรจ่ี า้ พวกนส้ี ว่ นมากเป็นชนิดแบตเตอรตี่ ะกั่วกรด (Lead-Acid )
แบตเตอร่ีชนิดนิเกิล-เหล็ก (Nickel-Iron) เป็นแบตเตอรี่ที่บรรจุในกล่องเหล็กกล้าชุบนิเกิล
สามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงมาก ข้ัวบวกท้ามาจากนิเกิลไฮดรอกไซด์ ใช้โปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์เป็น
น้ายาอิเล็กโตรไลต์ท่ีนิยมใช้คือในเคร่ืองไฟฉุกเฉิน(Emergency Lighting) ในรถโฟคลิฟ (Electric
Forklifts) แต่ไม่นิยมใชใ้ นการสตารท์ รถยนต์แก๊สโซลนี และดเี ซล
แบตเตอร่ีชนิดนเิ กิล-แคดเมียม (Nickel-Cadmium : Ni-Cad) โครงสรา้ งคล้ายแบตเตอร่ีนิเกิล-
เหลก็ ขว้ั บวกเปน็ ชนิดนิเกิลไฮดรอกไซด์ ข้ัวลบจะเป็นแคดเมียมและเหลก็ ละเอียด น้ายาอิเล็กโตรไลต์ ทใี่ ช้
ภายในคือ โปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ แบตเตอร่ีชนิดน้ีทนต่อการใช้งาน เสียหายยาก ใช้งานได้นาน ให้

แรงดันต่อเซลล์ประมาณ ๑.๒ โวลท์ เมื่อใช้ไฟหมดแล้วสามารถประจุไฟใหม่ได้ นิยมใช้ในนาฬิกา, เคร่ือง
คิดเลข, แฟลชของกลอ้ งถา่ ยรปู อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์ตา่ ง ๆ เป็นตน้

การเชื่อมต่อแบตเตอรี่เพ่ือใช้งานสามารถท้าได้หลายรูปแบบตามความต้องการ หากต้องการให้
ไดแ้ รงดันเพ่มิ ขนึ้ แตก่ ระแสเท่าเดมิ จะตอ้ งทา้ การต่อแบตเตอร่ีแบบอนุกรม แสดงดังภาพท่ี ๒.๑๕ แต่หาก
ต้องการเพื่อให้ค่ากระแสเพิ่มขึ้นแต่แรงดันเท่าเดิมจะต้องท้าการต่อแบตเตอร่ีแบบขนาน แสดงดังภาพท่ี
๒.๑๖

ภาพท่ี ๒.๑๕ การต่อแบตเตอร่แี บบอนุกรมเพ่ือให้ได้แรงดันเพมิ่ ข้นึ แตก่ ระแสเทา่ เดิม

ภาพท่ี ๒.๑๖ การต่อแบตเตอรแี่ บบขนานเพ่ือใหค้ า่ กระแสเพม่ิ ขึ้นแต่แรงดันเท่าเดิม
๒.๑.๑ ๒. เซลลแ์ สงอาทติ ย์ (Solar Cells)
๒.๑.๑ ๒. เซลล์แสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์ส่ิงประดิษฐ์ทางวิศวกรรม โดยประยกุ ต์ให้มีคุณสมบัติ
ทางด้านสารก่ึงตัวน้า เม่ือมีแสงมากระทบจะท้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้เป็น
พลังงานไฟฟ้า เซลล์แสงอาทิตย์ในปัจจุบันท้ามาจากธาตุซิลิกอน (Silicon) ซึ่งเป็นธาตุที่พบมากที่สุดบน
โลก สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิดใหญ่ ๆ คือ แบบผลึกและแบบอะมอร์ฟัส โครงสร้างของเซลล์
แสงอาทติ ย์ แสดงดงั ภาพที่ ๒.๑๗

ภาพท่ี ๒.๑๗ โครงสรา้ งและรายละเอยี ดของเซลลแ์ สงอาทิตย์

การสร้างจะท้าไดโ้ ดยใช้ P-N Junction ประกอบข้ึนเป็นพนื้ ฐานโดยให้แรงดนั ไฟฟา้ ประมาณ
๐.๕ โวลต์ สว่ นกระแสจะแปรผนั ตามแสงบนพ้ืนท่ขี องเซลล์ ในการรับแสงของซิลกิ อนแบบผลกึ เดี่ยว ให้
กระแสได้ประมาณ ๒ แอมแปร์ตอ่ พน้ื ที่ ๑ ตารางเมตร เม่ือตอ้ งการแรงดนั ไฟฟา้ สงู ขน้ึ ตอ้ งน้าเซลล์
แสงอาทติ ยม์ าต่อเพ่มิ แบบอนุกรมเพื่อใหไ้ ด้แรงดนั ตามต้องการ ถ้าตอ้ งการกระแสเพิม่ สูงข้นึ ให้น้าเซลล์
แสงอาทติ ยม์ าต่อขนานกนั การตอ่ แบบน้มี ลี กั ษณะเป็นโมดลู เม่ือเอาโมดลู มาประกอบเพือ่ ตดิ ต้ังใชง้ านจะ
เรยี กวา่ แผง (Array) แผงที่ติดตั้งในปัจจบุ นั จะมอี ายุการใช้งานประมาณ ๒๐-๒๕ ปี แต่ในขณะนี้ไดม้ กี าร
พยายามคดิ ค้นและพัฒนา เพอ่ื ให้มอี ายุการใชง้ านมากกวา่ ๓๐ ปี

จุดเด่นของไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เนื่องจากแหล่งพลังงานคือดวงอาทิตย์ เพราะฉะน้ันจะ
ใช้ได้ตลอดไปและไม่เสียค่าใช้จ่าย แหล่งพลังงานอื่น ๆ ที่เอามาใช้กันเช่น น้ามัน, ถ่านหิน, กา๊ ซธรรมชาติ
ซ่ึงแหล่งพลังงานเหล่านี้จะหมดไปได้ไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์เกิดจากการเ ปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานไฟฟ้าโดยตรง ไม่ใช้ น้ามัน, ถ่านหิน หรือก๊าซเป็นเช้ือเพลิง ซึ่งท้าให้เกิดมลภาวะต่อส่ิงแวดล้อม
สามารถสรา้ งไฟฟ้าได้ทกุ ขนาด ต้งั แต่ขนาดเลก็ ท่สี ามารถน้าไปใชก้ ับเครือ่ งคดิ เลขจนถึงระบบโรงงานไฟฟ้า
ขนาดใหญ่ระดับ ๑๐๐ KW ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์สามารถให้ประสิทธิภาพเท่ากนั ปัจจุบันน้าไปใช้กับเคร่อื ง
คดิ เลข, ป๊ัมน้า, รถยนต์ไฟฟ้า, เรือไฟฟ้า, ระบบไฟฟา้ ตามบ้าน เป็นต้น มีการประยุกต์น้าเซลล์แสงอาทิตย์
ไปใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟส้าหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทเช่น เคร่ืองหมายสัญญาณจราจร, ไฟฟ้าบริเวณ
ถนนต่าง ๆ, เครื่องทวนสัญญาณวทิ ยแุ ละโทรศัพท์ และใช้ติดบนหลงั คารถยนต์

๒.๑.๑ ๓. แหลง่ จา่ ยไฟแบบอเิ ลก็ ทรอนิกส์
๒.๑.๑ ๒. แหล่งจ่ายไฟแบบอเิ ล็กทรอนิกส์ (Electronic Power Supplies) ท่ีใช้ในปัจจุบันได้
น้าไปประยุกต์ใช้กับ วิทยุ, โทรทัศน์, วิดีโอเทป, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์, ระบบส่ือสารต่างๆ เป็นต้น
แหล่งจ่ายไฟแบบนี้เป็นแหล่งจ่ายไฟท่ีท้าหน้าท่ีแปลงไฟฟ้ากระแสสลับจากไฟบ้าน ๒๒๐ โวลต์เป็นไฟฟ้า
กระแสตรงแรงดันต้่า เพื่อจ่ายให้แก่วงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถท้างานได้ แสดงดังภาพที่ ๒.๑๘ และ
๒.๑๙

ภาพท่ี ๒.๑๘ แหล่งจ่ายไฟระบบสวติ ช์ชิง่ เพาเวอร์ซพั พลาย

(ก) บอกค่าแรงดนั และกระแสแบบเข็ม (ข) บอกคา่ แรงดันและกระแสแบบตัวเลข

ภาพที่ ๒.๑๙ แหล่งจ่ายไฟแบบอิเลก็ ทรอนิกส์ปรบั ค่าแรงดนั และกระแสได้

๒.๑.๑ ๔. เจนเนอเรเตอร์ (Generators)
๒.๑.๑ ๒. เจนเนอเรเตอร์ เปน็ อปุ กรณ์ท่ที า้ หน้าที่เปลีย่ นพลงั งานกลใหเ้ ป็นพลังงานไฟฟา้ โดย
ใชห้ ลักการเหนีย่ วนา้ ของสนามแมเ่ หลก็ ตดั ผา่ นขดลวดเหน่ยี วนา้ ทา้ ให้เกิดแรงเคลอื่ นไฟฟา้ ผ่านลวดตวั นา้
ขณะหมนุ ท้าใหเ้ กดิ แรงดันไฟฟ้าออกมา แสดงดังภาพท่ี ๒.๒๐ และ ๒.๒๑

ภาพที่ ๒.๒๐ การเกิดแรงดันไฟฟา้ จากลวดตวั นา้ ตดั ผา่ นแมเ่ หล็กไฟฟ้า

ภาพท่ี ๒.๒๑ การเกิดไฟฟ้าสลับจากการตัดผา่ นขดลวดเหน่ยี วนา้ ในรปู ของคลน่ื ซายน์

๒.๒ กฎของโอห์ม กาลังไฟฟ้าและพลังงานไฟฟา้
๒.๒.๑ กฎของโอห์ม
กฎของโอห์มเป็นกฎของความสัมพันธ์กันระหว่างกระแสไฟฟ้า แรงเคล่ือนไฟฟ้า และ

ความต้านทานไฟฟ้า ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ดังกล่าว คือนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ช่ือ จอร์จ ไซมอน
โอห์ม (George Simon Ohm) ซ่ึงได้ท้าการทดลองพบว่า “ในวงจรไฟฟ้าใด ๆ กระแสไฟฟ้าจะแปรผัน
ตรงกับแรงดันไฟฟ้า และแปรผกผนั กับความต้านทาน”

จากกฎดังกลา่ วสามารถเขียนเปน็ สตู รไดด้ ังน้ี

I = E ……... (๒)
R

เมื่อ I คือ กระแสไฟฟา้ ในวงจร มีหนว่ ยเปน็ แอมแปร์ (A)
E คือ แรงดันไฟฟ้าในวงจร มหี น่วยเป็น โวลท์ (V)
R คือ ความต้านทาน มหี น่วยเป็น โอห์ม (Ω)

๒.๒.๒ การใชส้ มการกฎของโอห์มและการแก้โจทยป์ ัญหา
เพ่อื ใหก้ ารใช้งานกฎของโอห์มถูกตอ้ งแมน่ ยา้ ใช้งานไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และสามารถจ้าได้

ตลอดเวลา จงึ เขยี นสมการกฎของโอห์มให้อยู่ในรปู สามเหล่ียม แสดงดงั ภาพที่ ๒.๒๒

ภาพท่ี ๒.๒๒ สามเหล่ยี มความสมั พนั ธข์ องกระแสไฟฟา้ แรงดันไฟฟา้ และความตา้ นทานตามกฎของโอห์ม

จากภาพท่ี ๒.๒๒ ถา้ ต้องการทราบค่าใด ให้ปดิ ค่าน้ัน คา่ ทเี่ หลอื คอื สตู รทีต่ ้องการ เชน่ ถา้

ตอ้ งการหาค่ากระแสไฟฟ้า (I) ใหป้ ิดที่ I E
R
จะได้ I =

หรอื ถ้าตอ้ งการทราบคา่ แรงดนั ไฟฟา้ (E) ให้ปิดท่ี E

จะได้ E = IR

หรือ ถ้าต้องการทราบค่าความตา้ นทานไฟฟ้า (R) ให้ปดิ ท่ี R

จะได้ R = E
I

จากภาพท่ี ๒.๒๓ เมื่อน้าความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับแรงดันไฟฟ้ามาพิจารณาผลลัพธ์
ออกมา แสดงดงั ตารางที่ ๒.๒.๑ นา้ มาเขียนเป็นกราฟ จะได้ผลลพั ธ์แสดงดงั ภาพท่ี ๒.๒๔

0-30V R = 10Ω

ภาพที่ ๒.๒๓ วงจรแสดงความสมั พันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับแรงดนั ไฟฟา้
ตารางที่ ๒.๒.๑ แสดงความสัมพนั ธ์ของกระแสไฟฟ้ากบั แรงดนั ไฟฟา้

แรงดันไฟฟ้า (V) I = E (A)
R
0 0
5
10 0.5
15
20 1
25
30 1.5

2

2.5

3

ภาพที่ ๒.๒๔ กราฟแสดงความสัมพันธข์ องกระแสไฟฟา้ กับแรงดันไฟฟา้

จากภาพท่ี ๒.๒๕ เมื่อน้าความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับค่าความต้านทานมามาพิจารณา
ผลลพั ธอ์ อกมา แสดงดังตารางท่ี ๒.๒.๒ น้ามาเขียนเปน็ กราฟ จะได้ผลลพั ธแ์ สดงดงั ภาพท่ี ๒.๒๖

100V R

ภาพท่ี ๒.๒๕ วงจรแสดงความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟา้ กับค่าความตา้ นทาน
ตารางท่ี ๒.๒.๒ แสดงความสัมพนั ธ์ของกระแสไฟฟา้ กบั ค่าความตา้ นทาน

ความตา้ นทาน (Ω) I = E (A)
R
10 10
20
30 5
40
50 3.33
60
2.5

2

1.67

ภาพที่ ๒.๒๖ กราฟแสดงความสัมพนั ธ์ของกระแสไฟฟ้ากบั คา่ ความตา้ นทาน

ตัวอย่างที่ ๒.๑ ตัวต้านทานตัวหน่ึงมีค่าความต้านทาน 100 Ω ต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟฟ้า

กระแสตรงตวั หน่ึงมคี ่าแรงดันไฟฟ้า 12 V จงหากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตวั ต้านทานตัวน้นั

วธิ ที า้ จากกฎของโอห์ม

I = E
R
12
I = 100 = 0.12 A

ตัวอย่างที่ ๒.๒ จะตอ้ งใช้แรงดนั ไฟฟ้าเท่าไหร่ เพื่อท้าให้มกี ระแสไฟฟ้า 4 แอมแปร์ ไหลผ่าน
ความต้านทาน 6 โอห์ม

วิธที ้า จากกฎของโอหม์

E = IR

E = (4)(6)
E = 24 V

ตัวอย่างที่ ๒.๓ หลอดไฟฟ้าทใ่ี ช้กับแบตเตอร่ี 24 V หลอดไฟจะมคี วามตา้ นทานเท่าไหร่ ถ้า
กระแสไหลผ่านหลอด 0.5 A

วิธที ้า จากกฎของโอหม์

R = E
I
24
R = 0.5

R = 48 

๒.๒.๓ กาลังไฟฟา้ (Electrical Power)
ก้าลังไฟฟ้า หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัตราของการท้างานจาก

ลักษณะหนง่ึ ไปส่อู ีกลักษณะหนึง่ เขียนแทนดว้ ยสัญลกั ษณ์ P และมหี น่วยเป็น Watt (W) ก้าลังไฟฟา้ เป็น
ผลคณู ของแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า ซ่ึงเขยี นเปน็ สมการไดด้ งั นี้

P = EI ……... (๓)

เม่ือ P = กา้ ลงั ไฟฟ้า มีหน่วยเป็น วัตต์ (W)
E = แรงดนั ไฟฟา้ มีหน่วยเปน็ โวลท์ (V)
I = กระแสไฟฟ้า มีหนว่ ยเป็น แอมแปร์ (A)

จากกฎของโอหม์ E = IR P = (IR)I
แทนคา่ E ใน (๓) จะได้
P = I2R
……... (๔)

จากกฎของโอหม์ I = E
R
E
แทนคา่ I ใน (๔) จะได้ P = E R

P = E2 ……... (๕)
R

โดยปกติก้าลังไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าจะบอกหน่วยเป็นวัตต์ แต่ก้าลังไฟฟ้าของมอเตอร์ไฟฟ้า
นิยมบอกมาในรปู ของกา้ ลังมา้ หรือแรงมา้ (Horse Power : H.P.) ซึง่ แรงม้าเปรียบเทยี บกับก้าลังไฟฟ้าจะ
ได้

๑ แรงมา้ (H.P.) = ๗๔๖ วตั ต์ (Watt)

ตวั อยา่ งที่ ๒.๔ เตารีดไฟฟ้าขนาด 1,000 W 220 V ขณะใชง้ านมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเทา่ ไหร่

และมีคา่ ความตา้ นทาน เท่าใด

วิธีท้า จาก P = EI

I = P
E
1, 000
I = 220

และจาก I = 4.55 A

P = E2
R
E2
R = P

R = 2202
1, 000

R = 48.4 

ตัวอยา่ งที่ ๒.๕ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงขนาด 4 H.P. 200 V ขณะใช้งานมีกระแสไฟฟ้าไหล
ผา่ นเทา่ ไร

วธิ ีทา้ จาก
1 H.P. = 746 W

4 H.P. = 4 x 746 W

4 H.P. = 2,984 W

และจาก

I = P
E
2,984 W
I = 200 V

I = 14.92 A

๒.๒.๔ พลงั งานไฟฟา้
พลังงานไฟฟ้า หมายถึง ก้าลังไฟฟ้าท่ีถูกน้าไปใช้ในระยะเวลาหนึ่ง ซ่ึงก็คือผลคูณของ

ก้าลงั ไฟฟ้ากับระยะเวลาทีใ่ ช้งาน เขียนแทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ W

W = Pt ……... (๖)

เม่ือ W คือ พลงั งานไฟฟา้ มีหน่วยเปน็ จูล (Joule) หรอื ยูนติ (Unit)

P คือ ก้าลังไฟฟ้า มีหนว่ ยเป็น วัตต์ (Watt)

T คือ เวลา มหี น่วยเปน็ วนิ าที (second) หรอื ช่วั โมง (hour)

หน่วยวัดพลังงานไฟฟา้
วัตต์ - วินาที ( Watt - Second) คือ พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเนื่องจากใช้ก้าลังไฟฟ้า

๑ วัตต์ เป็นเวลา ๑ วนิ าที หรอื มพี ลงั งานไฟฟา้ ๑ จลู (Joule)
กิโลวัตต์ – ช่ัวโมง (kilowatt – hour) คือ พลังงานไฟฟ้าท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจากใช้

ก้าลงั ไฟฟ้า ๑,๐๐๐ วัตตเ์ ปน็ เวลา ๑ ชวั่ โมง หรือ มพี ลังงานไฟฟ้า ๑ ยูนติ (Unit)

ตัวอยา่ งท่ี ๒.๖ เครื่องปรับอากาศขนาด 220 V 4.5 A ใช้วนั ละ 10 ชั่วโมง ในเวลา 30 วัน จะ
เสยี ค่าไฟเท่าไหร่ ถ้าค่าไฟฟา้ ยูนติ ละ 1.30 บาท

วธิ ที ้า จาก
P = EI

P = 220(4.5)

P = 990 Watt

1 วนั ใช้ 10 ชั่วโมง ได้พลงั งานไฟฟา้ = 10(990)

= 9,900

= 9, 900
1, 000

= 9.9 Unit

ดงั น้ัน ใช้ 30 วัน จะได้ก้าลังงานไฟฟ้า = 9.9 x 30

= 297 Unit
ค่าไฟ ยนู ติ ละ 1.30 บาท ดังน้นั ตอ้ งจ่ายคา่ ไฟ

= 1.30(297)

= 386.10 บาท

คา้ สัง่ ใหท้ ้าเครอ่ื งหมายกากบาท (X) หน้าขอ้ ค้าตอบทถี่ กู ตอ้ งทีส่ ุดเพียงขอ้ เดียว

๑. สว่ นทเ่ี ลก็ ทสี่ ุดของธาตุ เรยี กวา่ อะไร

ก. นิวเคลยี ส ข. โมเลกลุ ค. อะตอม ง. ธาตุ

๒. ส่วนทีเ่ คลอื่ นทต่ี ลอดเวลาในอะตอมของธาตคุ อื อะไร

ก. นวิ เคลยี ส ข. โปรตรอน ค. นวิ ตรอน ง. อเิ ลก็ ตรอน

๓. โครงสร้างของอะตอมประกอบดว้ ยอะไรบ้าง

ก. โปรตรอนและนวิ ตรอน ข. นิวตรอนและอิเลก็ ตรอน

ค. โปรตรอน นิวตรอน และนวิ เคลยี ส ง. นิวเคลยี สและอเิ ลก็ ตรอน

๔. คา้ ว่า “กระแสไหล” ในส่วนของอะตอม หมายถงึ สิ่งใดมกี ารเคลื่อนท่ี

ก. โปรตรอน ข. นวิ ตรอน ค. นวิ เคลยี ส ง. อเิ ลก็ ตรอน

๕. วตั ถุ สสาร ธาตุ ทกุ ชนดิ มปี ระจไุ ฟฟา้ ภายในตวั เอง เพราะเหตุใดในสภาวะปกติจงึ ไม่แสดงอ้านาจ

ไฟฟ้าออกมา

ก. ประจุไฟฟ้าเสอื่ มสภาพ ข. ศักย์ไฟฟา้ ถูกซอ่ นเก็บไว้

ค. ศกั ย์ของประจไุ ฟฟ้าสมดลุ ง. พลังงานภายนอกมแี รงต้านมากกว่า

๖. เมื่อนา้ หวไี ปหวีผม แลว้ หวสี ามารถดดู กระดาษชน้ิ เลก็ ๆ ตดิ ขน้ึ มาได้ เรยี กการเกิดไฟฟ้าชนิดนี้ว่าอะไร

ก. ความร้อน ข. แรงกดดัน

ค. การเสยี ดสี ง. สนามแมเ่ หล็ก

๗. อปุ กรณ์ทท่ี ้าให้เกดิ ไฟฟา้ จากแรงกดดันคืออะไร

ก. แร่ควอตซ์ ข. แบตเตอร่ี

ค. โซลาร์เซลล์ ง. เทอร์โมคัปเปลิ

๘. อุปกรณ์ทท่ี ้าใหเ้ กดิ ไฟฟ้าจากแสงสว่างคอื อะไร

ก. แร่ควอตซ์ ข. แบตเตอร่ี

ค. โซลารเ์ ซลล์ ง. เทอรโ์ มคปั เปลิ

๙. ไฟฟา้ แบง่ ออกเป็นก่ีประเภท ข. ๓ ประเภท
ก. ๒ ประเภท ง. ๕ ประเภท
ค. ๔ ประเภท

๑๐. ค่าความต่างศกั ยท์ างไฟฟา้ ๑ โวลต์ คอื แรงดนั ทที่ า้ ให้กระแส ๑ แอมแปรไ์ หลผ่านเข้าไปในความ

ตา้ นทานก่โี อห์ม

ก. ๑ โอหม์ ข. ๒ โอหม์

ค. ๓ โอหม์ ง. ๔ โอหม์

๑๑. ข้อใดไมไ่ ดจ้ ดั อยใู่ นชนดิ ของทศิ ทางการไหลของกระแสไฟฟา้

ก. กระแสนิยม ข. กระแสนวิ ตรอน

ค. กระแสอิเลก็ ตรอน ง. ถูกทกุ ขอ้

๑๒. การเชอ่ื มตอ่ แบตเตอร่ี หากตอ้ งการให้ได้แรงดันเพิ่มขึน้ กระแสเท่าเดมิ ต้องตอ่ แบตเตอรีแ่ บบใด

ก. อนุกรม ข. ขนาน

ค. ผสม ง. หวั ต่อหัวหางต่อหาง

๑๓. นกั วิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้คน้ พบกฎของโอห์ม มชี อื่ ว่าอะไร
ก. ยอรจ์ ไซมอน โอห์ม (George Simon Ohm)
ข. จอหน์ ไซมอน โอห์ม (John Simon Ohm)
ค. ยอรจ์ ลัคกี้ โอหม์ (George Lucky Ohm)
ง. จอหน์ ลัคก้ี โอหม์ (John Lucky Ohm)

๑๔. ตัวตา้ นทานตวั หน่ึงมคี ่าความต้านทาน 200 Ω ต่อเข้ากบั แหลง่ จา่ ยไฟฟา้ กระแสตรงตัวหน่งึ มีคา่

แรงดนั ไฟฟ้า 20 V จงหากระแสไฟฟา้ ทีไ่ หลผา่ นตวั ตา้ นทานตัวนนั้

ก. 0.05 A ข. 0.10 A

ค. 0.15 A ง. 0.20 A

๑๕. จากวงจรรปู ที่ ๑.๑ ถ้าแอมมิเตอรอ์ า่ นคา่ ได้ 30 mA ค่าความต้านทานในวงจรมคี า่ เท่าไร

A
I = 30mA

E = 30V R=?

ก. 100 Ω ภาพท่ี ๑.๑
ค. 1 kΩ
ข. 500 Ω
ง. 1.5 kΩ

๑๖. จากภาพท่ี ๒.๒ ถ้าแอมปม์ เิ ตอร์อา่ นค่ากระแสไฟฟา้ ได้ 50 µA แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟฟา้ ใหก้ ับวงจร
เทา่ ใด

A
I = 50µA

E=? ΩR = 50k

ภาพที่ ๒.๒

ก. 1 V ข. 2 V
ค. 2.5 V ง. 3.5 V

๑๗. เตารดี ไฟฟา้ ขนาด 2,200 W 220 V ขณะใช้งานมีกระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นเท่าใด

ก. 10 A ข. 11 A

ค. 12 A ง. 15 A

๑๘. มอเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสตรงขนาด 0.5 H.P. 12 V ขณะใช้งานมีกระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นเทา่ ใด

ก. 2.54 A ข. 2.78 A

ค. 3.12 A ง. 3.78 A

๑๙. ห้องเช่านกั ศึกษาหอ้ งหนึ่ง มีการใช้งานเครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ดงั น้ี
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ 18 วตั ต์ 2 หลอด ใช้งานวันละ 4 ชัว่ โมง
- เตารีดไฟฟา้ ขนาด 1,000 วตั ต์ 1 เคร่ือง ใช้งานวนั ละ 1 ช่วั โมง
- พดั ลมไฟฟา้ ขนาด 100 วัตต์ 1 เครอ่ื ง ใช้งานวันละ 6 ชว่ั โมง
- หมอ้ หงุ ข้าวไฟฟ้า ขนาด 750 วัตต์ 1 เครอื่ ง ใชง้ านวนั ละ 0.5 ชว่ั โมง

ในเวลา ๑ เดอื น ห้องเช่านี้ ใชพ้ ลังงานไฟฟ้าท้ังหมดกย่ี นู ติ

ก. 53.57 ยูนิต ข. 63.57 ยนู ิต
ค. 73.57 ยนู ิต ง. 83.57 ยนู ิต

Thanyalak Meechot


Click to View FlipBook Version