The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 110พิจิตรา วิเศษบุตร, 2025-02-24 21:35:08

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 DEVELOPMENT OF VIETNAMESE COMPREHENSION SKILL BY 2W3P TECHNIQUE FOR MATHAYOM 6 STUDENTS พิจิตรา วิเศษบุตร รายงานวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567 สงวนลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 DEVELOPMENT OF VIETNAMESE COMPREHENSION SKILL BY 2W3P TECHNIQUE FOR MATHAYOM 6 STUDENTS พิจิตรา วิเศษบุตร รายงานวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567 สงวนลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เสนอโดย นางสาวพิจิตรา วิเศษบุตร สาขาวิชา ภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา นายทรงพล เบ้าหล่อเพชร อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม 1. รองศาสตราจารย์ ดร.ทรงกต ปานเชียงวงศ์ 2. นางสาววัชรี พรมอุบล คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ อนุมัติให้นับรายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ ………………………………………………………………………………… (รองศาสตราจารย์ ดร.ทรงกต ปานเชียงวงศ์) ประธานสาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ วันที่....................เดือน.......................................พ.ศ.................... คณะกรรมการที่ปรึกษา ......................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (นายทรงพล เบ้าหล่อเพชร) ...........................................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (รองศาสตราจารย์ ดร.ทรงกด ปานเชียงวงศ์) ...........................................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางสาววัชรี พรมอุบล)


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางสาวพิจิตรา วิเศษบุตร กรรมการที่ปรึกษา นายทรงพล เบ้าหล่อเพรช ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ ปีที่พิมพ์ 2568 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับ ใจความภาษาเวียดนาม โดยการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน และหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย สุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 แผน 2) แบบประเมินการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบประเมินตามสภาพริง (Scoring Rubric) มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 4 ระดับ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเชื่อมั่น อํานาจจําแนก ดัชนีความสอดคล้อง ประสิทธิภาพ และทดสอบ สมมติฐานด้วยสถิติ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษา เวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เป็นอย่างดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีพัฒนาการด้านทักษะการอ่าน จับใจความภาษาเวียดนามสูงขึ้นจากผลแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดย คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 8.62 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.52 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน มีความ


ข แตกต่างของค่าเฉลี่ยที่ 6.90 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 Thesis Titel Development of Vietnamese comprehension skill by 2W3P technique for mathayom 6 students Author Miss Pijittra Wisetbut Thesis Advisors Mr. Songpon Baolopet Degree Bachelor of Education (Vietnamese and English) Academic Year 2024 ABSTRACT This research aimed to 1) To develop Vietnamese reading comprehension skill by using 2W3P technique for Mathayom 6 students. 2) To compare Vietnamese reading comprehension skill by using 2W3P technique for Mathayom 6 students before and after learning. The sample group was Mathayom 6 students in the second semester of the academic year 2024, Udon Pittayanookul School total 40 people, who were obtained by simple random sampling using the classroom as the random unit. The instruments used in this research were 1) 4 lesson plans to develop Vietnamese reading comprehension skill by using 2W3P technique for Mathayom 6 students. 2) Vietnamese reading comprehension skill assessment by using 2W3P technique for Mathayom 6 students, which which was a scoring rubric with a 4-level rating scale. 3) 20-item Vietnamese reading comprehension test by using 2W3P technique for Mathayom 6 students. The statistics used for data analysis were mean, percentage, standard deviation, reliability, discrimination power, index of consistency, efficiency, and hypothesis testing using the ttest (Dependent Samples). The research results found that 1) the 2W3P technique can develop Vietnamese reading skill of Mathayom 6 students very well. The post-test scores were higher than the pre-test scores at a statistical significance level of .01. 2) The results of the comparison of Vietnamese reading comprehension skill by using 2W3P technique for


ค Mathayom 6 students showed a higher development in Vietnamese reading comprehension skills from the results of the Vietnamese reading comprehension skill assessment. The pre-test scores were 8.62 on average and the post-test scores were 15.52 on average from a full score of 20 points, with a mean difference of 6.90. The students' post-test scores were higher than the pre-test scores at a statistical significance level of .01.


ง กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะได้รับความกรุณาจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ทรงกต ปานเชียงวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ซึ่งได้กรุณาให้คำแนะนำให้ คำปรึกษา ตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้รายงานวิจัยเล่มนี้มีความสมบูรณ์ด้วยความเอาใจ ใส่เป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ทรงกต ปานเชียงวงศ์ อาจารย์ทรงพล เบ้าหล่อเพชร อาจารย์วัชรี พรมอุบล อาจารย์สาขาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้กรุณาให้ความ อนุเคราะห์ ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ และคณาจารย์ คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ทุกท่าน ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ความช่วยเหลือและให้ คำแนะนำ ในการทำวิจัยแก่ผู้วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะครูโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลทุกท่าน ที่อำนวย ความสะดวก ให้ความช่วยเหลือ ดูแล ให้คำแนะนำให้คำปรึกษา ตลอดจนให้กำลังใจในการทำการวิจัยใน ครั้งนี้ ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ทุกคนที่ให้ความ ร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา และสมาชิกทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ครั้งนี้ ที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ ตลอดจนให้กำลังใจ และขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชาภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ และเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ครุศาสตร์บัณฑิตทุกท่าน ที่คอยให้ความ ช่วยเหลือและเป็นกำลังใจตลอดมา คุณค่าและประโยชน์ของรายงานวิจัยเล่มนี้ ขอมอบเป็นเครื่องสักการะแก่คุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ทุกท่านที่กรุณาวางรากฐานการศึกษาให้แก่ผู้วิจัยด้วยดีเสมอมา พิจิตรา วิเศษบุตร


จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................. ก ABSTRACT............................................................................................................................. ข กิตติกรรมประกาศ.................................................................................................................. ค สารบัญ................................................................................................................................... จ สารบัญตาราง......................................................................................................................... ซ สารบัญรูปภาพ....................................................................................................................... ฌ บทที่ 1 บทนำ........................................................................................................................ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา............................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.................................................................................. 5 สมมติฐานของการวิจัย...................................................................................... 5 ขอบเขตของการวิจัย......................................................................................... 5 นิยามศัพท์เฉพาะ.............................................................................................. 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ................................................................................ 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………….……………………………………. 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ.................................................................................... 8 การอ่าน............................................................................................................ 16 การอ่านจับใจความ........................................................................................... 29 การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P…………………………………………………………………. 34 แผนการจัดการเรียนรู้…………………………………………………………………………….. 42 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………… 47 3 วิธีดำเนินการวิจัย...................................................................................................... 51


ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………… 51 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………. 51 ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………........... 52 รูปแบบการวิจัย………........................................................................................ 60 การเก็บรวมรวมข้อมูล....................................................................................... 61 การวิเคราะห์ข้อมูล……...................................................................................... 61 สถิติที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................ 62 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... 66 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………. 66 ลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………..........………… 66 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................... 66 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………………………………………………….. 71 สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………… 71 อภิปรายผลการวิจัย……………………………………………………………………………….. 71 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………….. 73 บรรณานุกรรม........................................................................................................... 75 ภาคผนวก............................................................................................................................... 80 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................ 81 ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม แบบประเมินความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย


ช สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก ข ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือ...................................................................... 132 แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินแบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม ผลการวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่น คะแนนการอ่านออกเสียงก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียน ภาคผนวก ค รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย.......................... 138 ประวัติย่อผู้วิจัย....................................................................................................................... 140


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง................................................................ 12 2 บทบาทของครูและนักเรียนตามกรอบ 3P………………………………………...………. 37 3 วิเคราะห์เนื้อหา.................................................................................................. 52 4 เกณฑ์การประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6................................................................................................ 55 5 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และสร้างแบบทดสอบ วัดทักษะการอ่านภาษาเวียดนาม................................................... 58 6 แบบแผนการทดลองแบบแผนการทดลองแบบ The Single Group Pre-test Post-test Design............................................................................................. 61 7 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษา เวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (??̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent).......................................... 67 8 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านอ่านจับใจความ ภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน.......................................................... 69


ฌ สารบัญรูปภาพ รูปที่ หน้า 1 วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในรูปแบบ-3P.................................................. 36


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สังคมโลกในปัจจุบันเป็นสังคมสารสนเทศที่ก้าวหน้าความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมมีผลกระทบอย่างรวดเร็วและแพร่หลายบุคคลในสังคมจำเป็นต้องเชื่อมโยงถึงกัน มากขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมหรือเศรษฐกิจภาษาต่างประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ สื่อสารความรู้สึกและความคิดและความเข้าใจร่วมกันเจรจาการค้าและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเชื้อชาติได้เนื่องจากเกิดเข้าใจ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละเชื้อชาติจึงสามารถปฏิบัติต่อกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมีความ เข้าใจและภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศสามารถเผยแพร่วัฒนธรรมของ ประเทศนั้นสู่ประชาคมโลกได้แตกต่างจากการเรียนวิชาอื่นๆเนื่องจากผู้เรียนเรียนภาษาไม่ใช่แค่เพื่อเข้าใจ ภาษาเท่านั้นแต่การเรียนรู้ภาษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้อื่นตามความ ต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือในการประกอบอาชีพ ตั้งแต่ปี ค.ศ 1992 อาเซียนได้เสริมการส่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาคโดยมุ่งเน้นการจัดทำ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ข้อตกลงนี้ดำเนินการได้สำเร็จในกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนาทำให้อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีพลวัตมากที่สุดในโลกสภาววะ เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะการพัฒนาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 การพัฒนา อย่างรวดเร็วของการลงทุนข้ามพรมแดนภายหลัง ปี ค.ศ. 2000 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม เป็นไปอย่างราบรื่น เกิดความร่วมมือกันในหลายด้าน เนื่องจากบรรยากาศในโลกที่เน้นในเรื่องของการ ประสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจท าให้เกิดความร่วมมือกันในหลาย ๆ ด้านตามมา ความสัมพันธ์ ระหว่างไทยและเวียดนามในด้านเศรษฐกิจมีความพัฒนามากกว่าในยุคก่อนปี ค.ศ. 2000 มาก ดังจะเห็น ได้จากตัวเลขการค้าและการลงทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัดแต่ความสัมพันธ์อีกด้านที่มีความโดดเด่น ไม่แพ้กันคือ ความสัมพันธ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งด้านวัฒนธรรม ความสัมพันธ์มีการพัฒนาขึ้น ดังจะเห็นได้จากการมีการสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม หรือการใช้กลไกของสมาคมชาวเวียดนาม โพ้นทะเลในการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ด้านวิชาการทั้งสอง ประเทศ เกิดการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษาและความร่วมมือทางวิชาการที่เพิ่มมากขึ้นมีการแปล


2 วรรณกรรมของทั้งสองประเทศ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความเข้าใจกันมาก ยิ่งขึ้น และเป็นผลดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป (จิรายุทธ์ สีม่วง, 2559,น.120) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการแล้ว เราควรเรียนรู้ภาษา อาเซียนอื่นๆ ด้วย ซึ่งสามารถส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงทาง สังคมและวัฒนธรรมภาษาจะเป็นเครื่องมือในการทำให้รัฐสมาชิกทั้งหมดใกล้ชิดกันมากขึ้นและสามารถ สื่อสารเป็นภาษาใดก็ได้ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มอาเซียนของเราซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจประเทศอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศในประชาคมอาเซียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพียงเพราะ ภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารในปัจจุบัน ก็ไม่ได้หมายความว่าการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ อื่นๆ เช่น ภาษาเวียดนามไม่สำคัญ หากเราคิดให้รอบคอบเราจะพบว่าเวียดนามกำลังกลายเป็นประเทศ เพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ที่สำคัญกับไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การท่องเที่ยว การค้า ศิลปะและ วัฒนธรรม ฯลฯ เราจะพบว่าบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศจำนวนมากได้ขยายการลงทุนใน เวียดนาม ดังนั้นผู้ที่เข้าใจภาษาเวียดนามจึงมีความจำเป็นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ดังนั้นในประเทศ ไทยเอง นักเรียนควรเตรียมตัวให้มีความรู้พื้นฐานภาษาเวียดนามเป็นอย่างน้อย มิฉะนั้นเมื่อนักเรียน พบปะหรือทำงานกับชาวเวียดนาม พวกเขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมต่างประเทศ นี่จะเป็นผลเสียต่อ นักเรียน นอกจากนี้การเรียนรู้ภาษายังสามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาตนเองได้อีกด้วย นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับชาติในปจัจุบันว่า กลุ่มสาระการเรยีนรู้ภาษาต่างประเทศเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้หนึ่ง ที่กำหนดให้ผู้เรียนเรียนภาษาอังกฤษตลอดหลักสูตรส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ให้อยู่ในการกำหนดของสถานศึกษาที่จัดให้ผู้เรียนเรียนตามความเหมาะสม ตามแนวทางที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแกนกลาง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551 : 190) และเพื่อเตรียมความ พร้อมให้นักเรียนเข้าสู่อาเซียนสถานศึกษาบางแห่งจึงเปิดสอนภาษาเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาอาเซียน เป็นวิชาเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนสามารถอยู่ร่วมกับชาวเวียดนาม และประชากรในประชาคมอาเซียนได้ อย่างมีความสุข การอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญและจำเป็นมากในการดำรงชีวิตของคนเราในยุคปัจจุบันยิ่ง กว่าทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะขณะนี้วิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆได้เปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้ามากและ เป็นไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญในธุรกิจการงานมากขึ้น จนสภาพของสังคม กลายเป็นสังคมข่าวสาร (Information society) ไปแล้ว เนื้อหาสาระทางวิชาการเป็นอันมาก รวมทั้ง ข้อมูลต่างๆในชีวิตประจำวันจะต้องอาศัยการอ่าน จึงจะสามารถเข้าใจและสื่อความหมายกนได้ถูกต้อง แม้


3 จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสาร แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการอ่านได้ ตรงกันข้ามยุคนี้กลับ จะต้องอ่านเพิ่มขึ้นอีก ฉะนั้นคนเราจำเป็นต้องมีทักษะการอ่าน กล่าวคือ ต้องอ่านได้รวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ เพื่อเสาะแสวงหาความรู้ทั้งหลาย จนสามารถเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงและความ เจริญกาวหน้าทางวิทยาการ รวมทั้งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นได้เนื่องจาก “การอ่านเป็นการเรียนรู้” และ” คนเราเมื่ออ่านมากก็ยิ่งมีความรู้มาก” นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบันมีหนังสือ หรือเอกสารไว้เพื่อ การอ่านอยู่มากมาย ดังปรากฏตามห้องสมุดทั่วไป ทั้งในสถาบันการศึกษาและภายในชุมชนทุกแห่ง ผู้มี ประสิทธิภาพในการอ่านสูงจึงได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และการบันเทิง เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ในชีวิต จึงปรากฏว่าผู้ที่อ่านเก่งและอ่านมากเป็นผู้ที่ได้เปรียบคนอื่นๆ และมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง ดังที่ เบคอน (Francis Bacon) กล่าวไว้วา “การอ่านทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์” (Bacon อ้างถึงใน ฉวี ลักษณ์บุญยะกาญจน, 2525) การอ่านมีหลากหลายรูปแบบ แต่การอ่านที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ต่อยอดไปสู่การอ่าน ประเภทอื่นได้ดีก็ คือ การอ่านจับใจความ ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2541: 17) ได้กล่าวถึงการอ่านจับ ใจความว่า เป็นความเข้าใจเรื่องที่อ่านในระดับต้น และเป็นพื้นฐานสำคัญมากสำหรับการอ่านระดับสูง ต่อไป เช่น ถ้านักเรียนอ่านจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ ก็คงไม่สามารถอ่านเพื่อวิจารณ์ว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ ดีได้เลยในทำนองเดียวกันกอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551: 111) กล่าวว่าการอ่านจับใจความ เป็นทักษะ เบื้องต้นที่ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนตนเองเพื่อ ให้สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ เพราะจะเป็นส่วน สำคัญที่ทำให้ผู้อ่าน ทำความเข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนนำเสนอมายังผู้อ่าน โดยผู้อ่านควร เริ่มต้นค้นหาข้อคิดสำคัญที่ปรากฏในเรื่องให้ได้ก่อน แล้วนําข้อคิดที่ได้เหล่านั้นมาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ใจความสำคัญของเรื่องนั้น ๆ ผู้อ่านจึงต้องทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ทั้งความหมายของคํา ประโยค และเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งบางครั้งความหมายของคํานั้น ๆ ก็อาจมีนัยสําคัญทางความหมาย ดังนั้น ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจกับบริบทของเนื้อหาด้วย การอ่านจับใจความมีความสำคัญอย่างมากกับการอ่านที่จะทำให้การอ่านนั้นเกิดประโยชน์จุไร รัตน์ ลักษณะศิริ และ บาหยัน อิ่มสำราญ (2547: 42) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความว่า การ อ่านจับใจความมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุค ข้อมูลข่าวสาร เพราะการอ่านและการฟังจะทำให้ผู้คนได้รับข่าวสารข้อมูลความรู้ และได้รับทราบความ เคลื่อนไหวตลอดจนข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้คนในสังคม ผู้รับสารจะได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ ถ้าผู้รับสารสามารถรับสารที่ผู้ส่งสารส่งให้อ่านอย่างครบถ้วนและถูกต้อง กระบวนการสำคัญที่สุดที่จะทำ ให้ผู้รับสารสามารถรับสารจากเรื่องที่อ่านได้ก็คือการอ่านจับใจความฉะนั้นการอ่านจับใจความ จึงนับเป็น หัวใจของการอ่านนอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 2) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับ


4 ใจความไว้ว่า “การอ่านจับใจความเป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในด้านการศึกษา การประกอบ อาชีพ รวมทั้งการใช้เวลาว่างก็ใช้การอ่านจับใจความเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น สารที่อ่านจึงมีทั้งสารวิชาการ ให้ความรู้ด้านต่าง ๆ และสาระบันเทิงที่ให้ความสนุกสนานคลายความเครียด” จากการศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสาร ซึ่งถูกพัฒนากระบวนการเรียนรู้มาจากการจัดเรียนการสอนตามแนวธรรมชาติ ความรู้ ความสามารถในระยะยาวของผู้เรียนภาษา จะต้องอาศัยการจัดระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นขั้นเป็น ตอน หรือเรียบเรียงขั้นตอนการเรียนรู้ ซึ่งครูจะต้องจัดระบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน (อัจฉรา วงศ์โสธร, 2557) กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวธรรมชาติเป็นเหตุ ให้มีการพัฒนาการจัดการ เรียนรู้ตามแนวทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะครบทั้ง 4 ด้านของผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ 2W3P ได้ถูกบูรณาการมาจากการจัดการเรียนรูแบบ 3P มารวมเข้ากับ 2W ซึ่งสถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2559) และ ภุชงค์ มัชฌิมโม (2559) ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สามารถแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน (Warm Up) เป็นขั้นตอนการ กระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียน 2) ขั้นนาเสนอบทเรียน (Presentation) เป็นขั้นตอนที่ครูถ่ายทอดความรู้ใหม่ให้กับผู้เรียน 3) ขั้นฝึก (Practice) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะได้นำ ความรู้มาใช้ฝึกเพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้นั้นได้อย่างถูกต้อง 4) ขั้นการใช้ (Production) เป็นขั้นตอน การฝึกความคล่องแคล่ว 5) ขั้นสรุปบทเรียน (Wrap Up) เป็นขั้นตอนของการสรุปองค์ความรู้ที่เรียนมา ทั้งหมด ดังเช่นผลงานวิจัยของ ชรินทร์ทิพย์ ปฏิมาประกร (2565, หน้า 6) ได้ศึกษาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน พบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับเกมมิฟิเคชันสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และ 2) นักเรียนที่ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ชอบและสนุกกับการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับ เกมมิฟิเคชันและสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น จากประสบการณ์ที่ผู้วิจัยเคยสอนวิชาภาษาเวียดนามได้พบปัญหาและอุปสรรคว่าผู้เรียนส่วนมาก ประสบกับปัญหาในการอ่านจับใจความและการเข้าใจความหมายของคำ อีกทั้งขาดความเชื่อมั่นในการ คิดวเคราะห์จึงทําให้ผู้เรียนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนภาษาเวียดนามได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ที่หลักสูตรกําหนด ผู้วิจัยพบว่าสาเหตุสําคัญที่ทําให้ผู้เรียนไม่สามารถประสบผลสําเร็จในการเรียนภาษา เวียดนามนั้น คือผู้เรียนส่วนมากไม่ได้ให้ความสําคัญกับการฝึกอ่านจับใจความภาษาเวียดนามเท่าที่ควร


5 เนื่องจากจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนมาก ประกอบกับผู้เรียนเองขาดความเชื่อมั่นในการคิดวเคราะห์ และสรุบใจความสำคัญในการอ่าน จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ที่ส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความภาษา เวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามแก่ นักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพนำไปสู่การยกระดับผลการ จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนให้สูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด อีกทั้งยังเป็นการศึกษาค้นคว้าพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาเวียดนามให้มีความ หลากหลายมากยิ่งขึ้นอันจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของไทยโดยรวมต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน สมมุติฐานการวิจัย ทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม หลังการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล จำนวน 21 ห้อง รวม จำนวนทั้งสิ้น 808 คน 2) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม


6 2. ด้านตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1) ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P 2) ตัวแปรตาม คือ ทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม 3. ด้านเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาเวียดนามเพิ่มเติม (ต30206) ปีการศึกษา 2567 ภาคเรียนที่ 2 เอกสาร ประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 6, 7, 8 ,9 ประกอบด้วย 1) หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 Cho tôi một phòng đơn 2) หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 Chuẩn bị đi Việt Nam 3) หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 Bánh Chưng 4) หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 Cà phê Viêt Nam ผู้วิจัยได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 แผน ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้ที่ 1 เรื่อง Cho tôi một phòng đơn 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนการรู้ที่ 2 เรื่อง Chuẩn bị đi Việt Nam 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนการรู้ที่ 3 เรื่อง Bánh Chưng 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนการรู้ที่ 4 เรื่อง Cà phê Viêt Nam 3 ชั่วโมง 4. ด้านระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยทำการวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เดือน ตุลาคม-ธันวาคม จำนวน 12 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P หมายถึง กระบวนการในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารตาม ธรรมชาติประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน (Warm up) เพื่อทบทวนความรู้เดิม และเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่บทเรียนต่อไป ขั้นที่ 2 นำเสนอ (Presentation) เพื่อสอนศัพท์ใหม่ และ รูปแบบประโยคสื่อสารเป็นภาพรวมเน้นความถูกต้องของภาษา ขั้นที่ 3 ฝึกภาษา (Practice) นักเรียนได้ ฝึกพูดให้เกิดความคล่องแคล่วทางภาษา ขั้นที่ 4 การใช้ภาษา (Production) นักเรียนนาความรู้ที่ได้เรียน


7 มาใช้ในกิจกรรมสื่อสาร เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่วและความสนุกสนาน และขั้นที่ 5 สรุป (Wrap up) เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนมาแล้ว 2. การอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถของผู้อ่านที่จะจับใจความสำคัญของเรื่องที่ อ่านได้ถูกต้อง ตลอดจนรู้คุณค่าสิ่งที่ตนอ่านได้อย่างมีเหตุผล และความสามารถอ่านขั้นรายละเอียดที่ต้อง รับรู้เนื้อเรื่อง ความสำคัญว่ากล่าวถึงใครหรืออะไรและความหมายของเรื่องว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนาม เพื่อใช้เป็นพื้นฐานใน การศึกษาระดับสูงต่อไป 2. ครูสามารถนำผลการวิจัยไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านออกเสียง ภาษาเวียดนามให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3. สถานศึกษามีแนวทางการพัฒนาหลักสูตรภาษาเวียดนามและส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้า และพัฒนาความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพและบริบทของท้องถิ่นต่อไป


8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. การอ่าน 3. การอ่านจับใจความ 4. การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P 5. แผนการจัดการเรียนรู้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ความสำคัญของการเรียนภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การ ประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความ หลากหลาย ทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อ การ ใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่าย และกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรแกนกลาง การศึกษา ขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะ จัดทำรายวิชา และจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 3)


9 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในการเรียนภาษาต่างประเทศ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานที่กาหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 6) 1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการ ตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ ดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการทางานและการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศไว้ 4 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดง


10 ความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดย การพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้ อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นและเป็น พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตนเอง สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม จากที่ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศพบว่า สาระที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา และความสำคัญของปัญหาในการวิจัย คือ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยจึงจำเป็นต้องศึกษาคุณภาพผู้เรียนว่าเมื่อจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว คุณภาพผู้เรียนต้องเป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้ คุณภาพผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการ (2551, น. 224) ได้กล่าวถึง หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนว่า เมื่อผู้เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนจะต้องมีคุณภาพ ดังนี้ 1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้งานต่าง ๆ คำชี้แจง คำอธิบาย และคำบรรยายที่ฟังและ อ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครสั้นถูกต้องตามหลักการ อ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ ที่อ่าน รวมทั้ง ระบุ และเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน จับ


11 ใจความสำคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็น สารคดีและบันเทิงคดี พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เลือกและใช้ คำขอร้อง คำชี้แจง คำอธิบาย และให้คำแนะนำ พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความ ช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริงอย่าง เหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ เรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและ แสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมี เหตุผล 3. พูดและเขียนนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและประเด็น ต่าง ๆ ตามความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ แก่นสาระที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 4. เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา โอกาส และสถานที่ ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มา ของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม แนะนำ และจัดกิจกรรมทางภาษา และ วัฒนธรรมอย่างเหมาะสม 5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สำนวน คำพังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย วิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้ อย่างมี เหตุผล 6. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษาชุมชน และสังคม 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปความรู้/ข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติเป็นภาษาต่างประเทศ


12 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่างและ นันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 1,000 – 3,750 คำ (คำศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่างกัน) 10. ใช้ประโยคผสมและประโยคขับซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่าง ๆ ในการสนทนา ทั้งที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการ จากการศึกษาคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือ การใช้งานต่าง ๆ คำชี้แจง คำอธิบาย และคำบรรยายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครสั้นถูกต้องตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อ ความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ ที่อ่าน รวมทั้งระบุ และเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบต่าง ๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน จับใจความสำคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดี พร้อมทั้งให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เป็นกลุ่มทดลองในการวิจัยครั้งนี้ จึง จำเป็นต้องเสริมทักษะการอ่านขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานของหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 ดังตัวชี้วัดต่อไปนี้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเหตุผล ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.6 1. ปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำ คำขอร้องและการบรรยาย การอธิบายที่ ฟังหรืออ่าน - คำแนะนำ การบรรยายที่เกี่ยวกับสถานการณ์ใน ชีวิตประจำวัน เช่น การทำอาหาร การบรรยาย ลักษณะของบุคคลและสิ่งของ และคำแนะนำ เกี่ยวกับสุขภาพ


13 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวอย่าง - Cách nấu ăn/cơm. - Cô giáo em tóc dài và đeo kính. - Không nên uống rượu vì không tốt cho sức khỏe. - Bạn nên nghe tiếng Việt hàng ngày. - Bác sĩ khuyên anh ấy nên tập thể dục mỗi ngày. - Giùm….. เช่น Bạn mua 2 cân cam giùm tôi. - Giúp tôi..… เช่น Em mua giúp anh 1 cân cam. - Để..… เช่น Để tôi gọi điện thoại giùm chị., Để em mua giúp cô 1 cái/ổ bánh mì. ม.6 2. อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ บทสนทนา ข่าว ประกาศ โฆษณาหรือบทละคร สั้นถูกต้องตามหลักการอ่าน - ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง นิทานและบทละครสั้น - หลักการอ่านออกเสียง เช่น การออกเสียง ประโยค หรือข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา สำนวน สุภาษิต และนิทาน ตัวอย่าง - Dự báo thời tiết, Thể thao, Giáo dục, Giải trí, v.v.. - Bảng thông báo: Thuê nhà, Tuyển sinh, Xin việc làm, v.v.. - Quảng cáo buôn bán - Bài thơ -Tục ngữ, Thành ngữ


14 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.6 2. อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ บทสนทนา ข่าว ประกาศ โฆษณาหรือบทละคร สั้นถูกต้องตามหลักการอ่าน - ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง นิทานและบทละครสั้น - หลักการอ่านออกเสียง เช่น การออกเสียง ประโยค หรือข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา สำนวน สุภาษิต และนิทาน ตัวอย่าง - Dự báo thời tiết, Thể thao, Giáo dục, Giải trí, v.v.. - Bảng thông báo: Thuê nhà, Tuyển sinh, Xin việc làm, v.v.. - Quảng cáo buôn bán - Bài thơ -Tục ngữ, Thành ngữ 3. อธิบายและเขียนประโยค และ ข้อความให้สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความ เรียง รูปแบบต่างๆ ที่อ่าน รวมทั้งระบุ และเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบ ต่างๆ ให้สัมพันธ์กับประโยคและ ข้อความที่ฟังหรืออ่าน - ประโยคและข้อความที่เกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเดินทาง การท่องเที่ยว ลม ฟ้าอากาศ การซื้อ-ขาย งาน อดิเรก การแต่งกาย เทศกาล การศึกษา อาชีพ - สื่อที่ไม่ใช่ความเรียง เช่น กราฟ แผนภูมิ แผนผัง ตาราง สื่อมัลติมีเดีย ตัวอย่าง - Hôm nay trời mưa. - Ăn nhanh không tốt cho sức khoẻ. - Hà Nội là thủ đô của Việt Nam. - Tết Nguyên Đán là lễ hội quan trọng nhất đối với người Việt Nam. - คำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญ เช่น ใคร ทำอะไร ที่ ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม ใช่หรือไม่


15 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น สรุปความ การให้เหตุผล และการยกตัวอย่าง - ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น สรุปความ การให้เหตุผล และการยกตัวอย่าง ตัวอย่าง - Theo em anh ấy làm không đúng vì..… - Đối với em Hà Nội hiện nay phát triển hơn nhiều so với trước đây. - Em nghĩ là..… - Tôi thấy cô giáo của tôi rất đẹp. - Cái túi này đẹp quá. Tôi có thể mua được ở đâu? - Tại sao thành phố này thường bị kẹt xe? - Mặc dù … , Nếu … thì, Nếu … vẫn, Kéo - Vì, Bởi vì, Tại vì, v.v.. - Cuối cùng, Tóm tắt, Tóm lại, v.v.. - ví dụ, như, chẳng hạn như, v.v.. จากการศึกษาสาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยเห็นว่า ตั้วชี้วัดที่ ต 1.1 ม6/2. อ่านออกเสียงประโยคข้อความ บทสนทนา ข่าว ประกาศ โฆษณาหรือบทละครสั้น ถูกต้องตามหลักการอ่าน และ ต 1.1 ม6/4. จับใจความสำคัญ สรุปความ และแสดงความคิดเห็น จากการ ฟังและอ่านบทอ่าน บทสนทนา และเรื่องเล่า พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ เป็นตัวชี้วัดที่ สอดคล้องกับความสำคัญกับปัญหาในการวิจัยครั้งนี้โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่อง คือ Cho tôi một phòng đơn, Bạn bị làm sao?, Em thích chơi thể thao และ Bánh Chưng


16 การอ่าน ความหมายการอ่าน มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556, หน้า 13-64) ได้อธิบายความหมายของ การอ่านว่า “อ่าน” หมายถึง “ว่าตามตัวหนังสือ ออกเสียงด้วย เรียกว่า อ่านออกเสียง ถ้าไม่ออกเสียง เรียกว่าอ่านในใจ สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมฝีปาก อ่านใจ, ตีความเช่น อ่านรหัส อ่านลายแทง, คิด, นับ. (ไทยเดิม) ” สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2546, หน้า 70) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายจากข้อความหรือถ้อยคําที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งที่พิมพ์หรือจารึกไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษรให้ปรากฏ หรือปรากฏในรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สามารถแปลความหมายหรือตีความได้ จันทราวดี กองเงิน (2547, หน้า 14) ได้อธิบายว่า การอ่าน คือ ความเข้าใจความหมายของสิ่งที่ อ่านโดยผ่านกระบวนการทางความคิดของสมอง สามารถแปลความ ตีความ ขยายความโดยที่ผู้อ่าน จะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนเขียน ตลอดจนรู้ถึงวิธีการเขียนและความคิดของผู้เขียน หรือโครงสร้าง ของข้อเขียนนั้น ๆ ผู้อ่านต้องสามารถจับความสําคัญและรายละเอียดได้สรุปความคิดและเข้าใจเจตนาของ ผู้เขียนจากเรื่องที่อ่านได้ ชวาล แพรัตกุล (ม.ป.ป. อ้างถึงใน ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน, 2547, หน้า 4) กล่าวว่าการอ่านนั้น อ่านเพื่อพฤติกรรม 3 ประการ ซึ่งเป็นพื้นฐานสําคัญของปัญหาประกอบด้วย 1. การแปลความ (Translation) คือ การแปลเรื่องราวเดิมให้ออกมาเป็นคําใหม่ ๆ ภาษาใหม่หรือ แบบใหม่ 2. การตีความ (Interpretation) คือ การเก็บความเดิมมาบันทึกใหม่ เรียบเรียงใหม่หรือร้อย กรองใหม่ เป็นการมองเรื่องราวเดิมในแง่ใหม่ ค้นหาแล้วเปรียบเทียบทั้งความสําคัญและความสัมพันธ์ของ ส่วนย่อย ๆ ภายในเรื่องราวนั้น ๆ ย่นย่อเรื่องต่าง ๆ จนเป็นข้อสรุปได้ 3. การขยายความ (Extrapolation) คือการอนุมานหรือขยายความคิดให้กว้างลึกหรือไกลกว่า ข้อเท็จจริงที่ประจักษ์อยู่ในเรื่องนั้น ๆ การแปลความเป็นพื้นฐานให้คนเกิดความเข้าใจ เมื่อแปลความแล้ว จึงสามารถตีความได้การตีความต้องการสมรรถภาพที่สูงกว่าการแปลความ และการขยายความต้องการ สมรรถภาพที่สูงกว่าการตีความ มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2549, หน้า 18) กล่าวว่า การอ่านหมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่าน รับรู้ ข่าวสารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึกและความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการใช้ความคิด


17 มนตรี นิวัตนุวงศ์ (2549, หน้า 10) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การสื่อสารอย่างหนึ่งโดยใช้ ตัวอักษรเป็นสื่อกลางระหว่างผู้เขียน (Writer) และผู้อ่าน (Reader) โดยผู้ส่งสาร จะใช้ตัวอักษรเป็นรหัส ความคิดส่งไปให้ผู้อ่านนั้นถอดรหัสความคิดของผู้เขียน ดังนั้นผู้รับสารจึงต้องอาศัยทักษะและกลวิธีต่าง ๆ ในการอ่านเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการอ่านที่มีประสิทธิภาพก็คือ การที่ผู้อ่านสามารถ สื่อความหมายของตัวอักษรได้ตรงกับจุดประสงค์ของผู้เขียนที่ส่งผ่านตัวอักษร บัณฑิต ฉัตรวิโรจน์ (2549, หน้า 3) กล่าวว่า การอ่าน คือ กระบวนการแปลความหมายสัญลักษณ์ ทางภาษา โดยผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ตามความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่านและตีความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายของเรื่องที่อ่าน ตามความต้องการของผู้เขียนที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ สมุทร เซ็นเชาวนิช (2549, หน้า 1) กล่าวว่า การอ่าน คือ การสื่อความหมายเป็นการสื่อ ความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้เขียนพูด ผู้อ่านแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ และอาจจะโต้ตอบกับผู้อื่น ด้วยการสื่อความหมายในการอ่านนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ผู้เขียน ผู้อ่าน และรายงาน แฮริสและซิเพย์ (Harris & Sipay, 1979, p. 119) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การอ่านเป็นรูปแบบ ของการสื่อความหมายเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ข่าวสารระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้เขียนจะแสดง ความคิดของตนเองลงบนกระดาษด้วยภาษาซึ่งเป็นไปตามลักษณะการเขียนของแต่ละคนผู้อ่านพยายาม อ่านเอาความหมายจากการเขียนของผู้เขียน เอสคีย์ (Eskey, 1986, pp. 6-7) ได้ให้ความหมายของการอ่านพอสรุปได้ว่าเป็นกระบวนการทาง สติปัญญาที่สมองจะทําหน้าที่ทั้งหมดในการตีความของข้อความที่อ่าน โดยสมองจะเริ่มทํางานเมื่อตาของ ผู้อ่านรับข้อมูลที่ได้จากการอ่าน แล้วนําความรู้เดิมที่ได้สะสมไว้ในสมองมาช่วยในการตีความหมายข้อมูลที่ อ่าน ซึ่งข้อมูลใหม่ที่ได้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ในเรื่องดังกล่าวที่เพิ่มเติมขึ้น และสามารถนํามาใช้ ในคราวต่อ ๆ ไป คูเปอร์ (Cooper, 1988, p. 3) ได้นิยามการอ่านว่า หมายถึงกระบวนการสร้างความหมายของ ผู้อ่านจากเนื้อหาที่เป็นตัวอักษรโดยอาศัยความรู้ หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่มาช่วยในการทําความเข้าใจ ในสิ่งที่อ่าน ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและเนื้อความ เดย์ และแบมฟอร์ด (Day & Bamford, 1998, p. 12) ได้ให้ความหมายว่า การอ่านเป็นการสร้าง ความหมายจากข้อความที่เขียนหรือพิมพ์ ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้กระบวนการคิดเชื่อมโยงระหว่างข้อความหรือ ข้อมูลที่อ่านกับความรู้และประสบการณ์เดิม เพื่อให้สามารถเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้ อย่างถูกต้อง จากการให้ความหมายของนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านดังกล่าว พอสรุปได้ว่า การ อ่าน คือ การเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านโดยผ่านกระบวนการทางความคิด สามารถแปลความ ตีความ


18 ขยายความ โดยที่ผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียน สื่อความเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้อ่านและผู้เขียน โดยอาศัยตัวอักษรเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายที่ ผู้เขียนต้องการสื่อได้ โดยอาศัยกระบวนการทางสมองถอดรหัสตัวอักษรที่ถูกจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็น ระเบียบแทนคำพูด ซึ่งจากโครงสร้างรายวิชา การอ่าน คือ การเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน สามารถ อ่านออกเสียงคำ สะกดคำ อ่านกลุ่มคำประโยค ข้อความง่าย ๆ และบทพูดถูกต้องตามหลักการอ่าน ขั้นตอนการสอนอ่าน ปัจจุบันแนวทางการสอนอ่านมีหลากหลายวิธี ซึ่งผู้สอนอ่านควรเลือกและหาวิธีการที่เหมาะสม สำหรับผู้อ่าน เพื่อให้การอ่านเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นในการสอนอ่านผู้สอนควรคำนึงถึงหลักการสอน อ่านเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของผู้อ่านนักวิชาการได้เสนอแนวทางและ ขั้นตอนการสอนอ่าน ดังนี้ ทิพวัลย์ มาแสง (2532, หน้า 66-67) ได้เสนอขั้นตอนการสอนอ่าน ดังนี้ 1) ครูให้นักเรียนอ่านเรื่องในใจ พยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องโดยดูภาพประกอบด้วยในครั้ง แรกให้อ่านเรื่องโดยตลอด เพื่อดูว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร ครั้งที่สองให้อ่านใหม่ คำใดที่นักเรียนไม่ รู้จักให้ลองเดาความหมายจากเนื้อความโดยรอบของคำนั้นและดูภาพประกอบด้วย 2) ครูเขียนคำที่นักเรียนต้องการเดาความหมายบนกระดานให้ลองอ่านออกเสียงและบอก ความหมายของคำใหม่นั้น หรือจะชะลอการถามความหมายของคำใหม่ไว้ภายหลังที่นักเรียนตอบคำถาม เกี่ยวกับเรื่องแล้วก็ได้ 3) นักเรียนจับกลุ่ม 3-4 คน ปิดหนังสือแล้วเล่าเรื่องให้ฟังเพื่อตรวจสอบว่าเรื่องที่อ่านตรงกัน หรือไม่ การปิดหนังสือจะช่วยให้นักเรียนไม่ใช้วิธีอ่านโดยการแปลคำต่อคำ 4) เมื่อนักเรียนปรึกษากันแล้ว ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาเล่าเรื่อง 5) ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เพื่อให้นักเรียนหาคำตอบจากคำหรือประโยคในเรื่อง อ่านออกเสียงตามครู ลงเสียงเน้นหนักถูกต้อง หากเนื้อเรื่องมีการแสดงอารมณ์ก็ฝึกให้นักเรียนอ่านให้มี อารมณ์ตามท้องเรื่องด้วย ฝึกอ่านภายในกลุ่มครูอาจให้นักเรียนคัดลอกเรื่องที่อ่านลงสมุด เป็นการฝึกคัด ลายมือด้วย ทิพพดี อ่องแสงคุณ (2535, หน้า 26) ได้เสนอกิจกรรมในการสอนอ่านภาษาอังกฤษ ดังต่อไปนี้ 1) กิจกรรมก่อนการอ่าน (Pre-Reading activities) เป็นการสร้างความสนใจให้แก่ นักเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ปูพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องและคำศัพท์ 1.1) ครูตั้งคำถามนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน 1.2) ครูให้นักเรียนแข่งขันเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของคำศัพท์


19 1.3) นักเรียนจับคู่ภาพกับคำศัพท์ 1.4) นักเรียนเล่นเกมประสมตัวอักษรจากภาพ เพื่อให้เกิดเป็นคำศัพท์ 2) กิจกรรมระหว่างการอ่าน (While-reading activities)กิจกรรมที่ครูนำมาใช้ฝึกทักษะในขณะที่ อ่านเนื้อเรื่องช่วยฝึกทักษะการอ่าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น 2.1) เกมตัดต่อข้อความ (Jigsaw reading) ให้นักเรียนต่อข้อความด้วยตนเองแล้วอ่าน 2.2) นักเรียนเรียงลำดับเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน 2.3) เกมสะกดจิตเพื่อให้นักเรียนอ่านเรื่องด้วยเสียงดังชัดเจน 2.4) อ่านตามความรู้สึก (Reading theatre) โดยกำหนดให้นักเรียนอ่านเรื่องด้วย ความรู้สึกโกรธบ้าง ดีใจบ้าง เป็นต้น ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกสนุกสนานในการอ่าน 2.5) นักเรียนฟังการอ่านจากเทปเจ้าของภาษา แล้วให้นักเรียนอ่านอัดเสียงลงเทปบ้าง นักเรียนจะได้ฟังเสียงตนเอง 3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-reading activities) เป็นกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความสามารถเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ประเมินผลความเข้าใจเรื่องจากการอ่านของนักเรียน โดยใช้ กิจกรรมดังต่อไปนี้ 3.1) นักเรียนตอบคำถามจากเรื่อง 3.2) นักเรียนช่วยกันสรุปเล่าเรื่อง 3.3) นักเรียนบอกประโยชน์ในการอ่านเรื่อง 3.4) นักเรียนแสดงบทบาทสมมติจากเรื่อง 3.5) นักเรียนเขียนบทสนทนาจากเรื่อง 3.6) นักเรียนแข่งกันเขียนประโยคจากเรื่องที่อ่าน กระทรวงศึกษาธิการ (2539, หน้า 33) ได้กำหนดรูปแบบการสอนอ่านภาษาอังกฤษไว้ทั้งหมด 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 กิจกรรมก่อนการอ่าน (Pre–Reading Activities) ผู้สอนสามารถทำกิจกรรมที่กระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดความอยากรู้และสนใจสิ่งที่จะอ่านโดยสร้าง Schema กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิม ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับสิ่งที่จะอ่านและสร้างแนวทางในการคิดหาความรู้ใหม่ได้โดยใช้สื่อการเรียนการ สอนต่าง ๆ เช่น เกมเพลง การแสดงละครใบ้ เป็นต้น ขั้นที่ 2 กิจกรรมขณะอ่าน (While–Reading Activities) เป็นการเสนอเรื่องที่จะอ่านเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจจะสามารถอ่านได้ทั้งอ่านนออกเสียงและอ่านในใจขั้นตอนนี้มีจุดใหญ่ตรงที่การสร้างกระบวนการ คิดด้วยวิธีการต่าง ๆ วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนคำถามนั้น


20 จะต้องใช้เวลาเพียงพอในการคิดหาคำตอบด้วยตนเองและการถามจะต้องใช้รูปแบบการถามถึงข้อมูล ย้อนกลับและความรู้เพิ่มขึ้นทีละนิด ใช้คำถามย้ำเพื่อจรวจสอบความเข้าใจเป็นระยะ ขั้นที่ 3 กิจกรรมหลังการอ่าน (Post–Reading Activities)เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสอนอ่านมี จุดประสงค์เพื่อย้ำความเข้าใจของเรื่องที่อ่านให้มากขึ้นและสร้างความประทับใจด้วยกิจกรรมที่สนุกสนาน และเน้นเรื่องการแสดงออกถึงความเข้าใจในสิ่งที่เรียน สุมิตรา อังวัฒนกุล (2539, หน้า 178-179) และวิสาร์ จัติวัตร์(2543, หน้า 52-57) ได้กล่าวถึง แนวการสอนทักษะการอ่านไว้ว่าในขั้นตอนการสอนอ่านสามารถจัดกิจกรรมได้เป็น 3 ช่วง คือ 1) กิจกรรมก่อนการอ่าน (Pre-reading Activities) สำหรับขั้นนี้เป็นการสร้างความสนใจและปู พื้นฐานความรู้ในเรื่องที่อ่าน เช่น ให้คาดคะเนเรื่องที่จะอ่านเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดถึงความรู้เดิม แล้วนำมาสัมพันธ์กับเรื่องที่อ่านการคาดคะเน อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ และให้เดาความหมายของคำศัพท์ จากบริบทโดยดูจากประโยคข้างเคียงจากรูปภาพหรือการแสดงท่าทาง 2) กิจกรรมระหว่างการอ่าน (While-reading Activities)ขั้นนี้เป็นการทำความเข้าใจโครงสร้าง และเนื้อความในเรื่องที่อ่าน เช่น ให้ลำดับเรื่องโดยตัดเรื่องออกมาเป็นส่วน ๆ อาจจะเป็นย่อหน้า หรือ ประโยคก็ได้ แล้วให้ผู้เรียนในกลุ่มลำดับข้อความกันเอง หรือเขียนแผนผังโยงความสัมพันธ์ของเนื้อเรื่อง เติมข้อความลงไปในแผนผังของเนื้อเรื่องและเล่าเรื่องโดยสรุป 3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-reading Activities) ขั้นนี้เป็นการตรวจสอบความเข้าใจของ ผู้เรียนกิจกรรมที่ทำอาจเป็นการถ่ายโยงไปสู่ทักษะอื่น ๆ เช่น ทักษะการพูดและทักษะการเขียน คือให้ แสดงบทบาทสมมุติให้เขียนเรื่องหรือเขียนโต้ตอบ และเขียนจดหมาย เขียนบทสนทนา วาดรูปและพูด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เป็นต้น วิภาดา ประสารทรัพย์ (2542, หน้า 76) ยังได้กล่าวถึงการสอนอ่านว่าความสามารถในการอ่าน เป็นความสามารถที่ใช้ในการรับสาร เช่นเดียวกับความสามารถในการฟัง และมีความสำคัญมากในยุคนี้ เนื่องจากผู้คนเป็นจำนวนมากที่สื่อสารกันด้วยตัวหนังสือ ในการสอนทักษะการอ่าน ได้แบ่งกิจกรรม ออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ 1) กิจกรรมการสอนช่วงก่อนการสอน เป็นการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีความ สนใจ หรือเพื่อเป็นการโน้มน้าวให้นักเรียนเข้ามาสู่เรื่องที่จะอ่าน โดยอาศัยกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การคาดการณ์ล่วงหน้า นั่นคือก่อนที่นักเรียนจะได้อ่านเรื่องราวของบทเรียนที่ครูได้เตรียมมาสอนก็จะให้ นักเรียนลองคาดเดาเรื่องราวนั้น ๆ ก่อน ประกอบกับการใช้ประสบการณ์เดิมเข้าช่วยโดยอาศัยข้อมูล เบื้องต้นเป็นแนวทาง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ 1.1) ใช้ชื่อเรื่อง รูปภาพประกอบเรื่องที่อ่านและคำถามนำเป็นแนวทางในการโน้มน้าว


21 นักเรียนมาสู่เรื่องที่จะเรียน 1.2) ให้ชื่อเรื่องและรายการคำศัพท์มาจำนวนหนึ่งแล้วให้นักเรียนเดาว่าจะมีคำศัพท์ใด อยู่ในเรื่องที่จะเรียนบ้าง 1.3) ใช้รูปภาพที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะสอนเป็นสื่อให้นักเรียนล่วงหน้าจากเรื่องที่อ่าน 1.4) ใช้รูปภาพของเรื่องที่จะใช้สอนเป็นสื่อในการให้นักเรียนลองแต่งประโยคล่วงหน้า จากคำศัพท์ในเรื่อง 2) กิจกรรมการสอนระหว่างอ่าน เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจเรื่องที่จะได้อ่านมากขึ้น โดยจะยึดหลักว่าจุดมุ่งหมายของการอ่านครั้งนี้คืออะไรแล้วพยายามทำกิจกรรม เพื่อให้ได้สิ่งนั้น ดัง ตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้ 2.1) การอ่านแบบจิ๊กซอว์ (Jigsaw reading) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีความ รับผิดชอบต่อส่วนที่ตนเองจะต้องอ่าน เพื่อนำมาแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อน เพื่อทำให้งานที่ได้รับมอบหมาย จากการอ่านสำเร็จ 2.2) ให้นักเรียนจับคู่รูปภาพและคำบรรยายจากเรื่องที่อ่าน 2.3) ให้นักเรียนเรียงลำดับก่อน-หลังจากการอ่าน 3) กิจกรรมการสอนหลังการอ่านจัดได้ว่ามีประโยชน์มากเพราะนอกจากจะเป็นเหมือนการสรุป เรื่องที่อ่านแล้วยังสามารถใช้เวลานี้ในการรวบรวมความคิดในด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องคำศัพท์ สำนวนจาก เรื่องและยังสามารถนำมาบูรณาการกับความสามารถอื่น ๆ ได้ ดังตัวอย่าง 3.1) ถ่ายโอนความคิดของนักเรียนจากเรื่องที่อ่านและค้นคว้าเพิ่มเติม 3.2) โครงงานเขียนหลังการอ่าน กุศยา แสงเดช (2545, หน้า 139-143) กล่าวว่า ในการสอนทักษะการอ่าน เป็นการส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเรื่องที่อ่านได้มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ขั้นก่อนการอ่าน ขั้นระหว่างอ่าน และขั้น หลังการอ่าน ดังนี้ 1) ขั้นก่อนการอ่าน (Pre-Reading) แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.1) Personalization เป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้เรียนโดยถาม-ตอบ สนทนา เพื่อทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียน เป็นการเตรียมรับความรู้ใหม่จากการอ่าน 1.2) Prediction เป็นการเดาเรื่องราวที่จะอ่านจาก picture diagrams หรือ title ของเรื่อง โดยให้ผู้เรียนทายหรือเดาเรื่องราวที่จะอ่านว่าเป็นอย่างไร และควรอธิบายคำศัพท์ใหม่ ให้กับผู้เรียน โดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้ 1.2.1) Vocabulary predicting


22 1.2.2) Vocabulary matching 1.2.3) Vocabulary dictionary working 2) ขั้นระหว่างการอ่าน (While-Reading) ในระหว่างการอ่านครูสามารถดำเนินกิจกรรม ดังต่อไปนี้เพื่อส่งเสริมและตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน เช่น - Matching เป็นกิจกรรมการจับคู่ - Ordering เป็นกิจกรรมการเรียงเหตุการณ์ให้สมบูรณ์ถูกต้อง - Completing เป็นกิจกรรมการเติมข้อความให้สมบูรณ์ - Correction เป็นกิจกรรมการแก้ไขคำ ข้อความรูปภาพdiagram ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่อง - Deciding เป็นการเลือกว่าอย่างไหนดี - Supplying/Identifying เป็นการหาความคิดรวบยอดการสอน While-Reading ขั้นตอนนี้เป็น การนำเสนอเรื่องที่อ่านเป็นครั้งแรก ในขั้นนี้ควรตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียน โดยการตั้ง คำถามและควรทำกิจกรรมต่อเนื่องกับขั้น Pre-reading 3) ขั้นหลังการอ่าน (Post-Reading) เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการสอนอ่านเช่นเดียวกับ การสอนฟัง คือ มีจุดประสงค์ที่จะย้ำความเข้าใจของเรื่องราวที่อ่านให้มากขึ้น สร้างเจตคติที่ดีให้กับผู้เรียน โดยดำเนินกิจกรรมให้สนุกสนานและสามารถแสดงออกเกี่ยวกับความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน ควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ - การอ่านควรเน้นความเข้าใจไม่ใช่โครงเรื่อง (Structure) - ใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายและความเข้าใจ ไม่มุ่งเน้นการทดสอบคำศัพท์ - คำถามที่เกี่ยวข้องควรเกี่ยวเฉพาะเรื่องที่อ่าน - ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป ควรให้เวลาในการคิดและเรียบเรียงคำตอบ - คำถามที่ใช้ควรแตกต่างจากบทเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ - ใช้คำถามที่หลากหลาย เช่น Free response, True-Falseคละกันไป ความสําคัญของการอ่าน การอ่านเป็นพื้นฐานสําคัญของการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และการประกอบ อาชีพ สร้างความงอกงามทางสติปัญญา ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสําคัญของการ อ่านไว้ ดังนี้ บันลือ พฤกษะวัน (2534, หน้า 10-11) ได้กล่าวถึง ความสําคัญของการอ่าน ได้ดังนี้


23 1) การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการเรียนรู้ หากอ่านไม่ได้ การเรียนการสอนย่อมเกิดอุปสรรค ใหญ่หลวง พฤติกรรมการเรียนของเด็กก็จะเปลี่ยนไป ดังนั้นครูจําเป็นต้องเอาใจใส่ ช่วยเหลือ แก้ไขซ่อม เสริม ตั้งแต่เริ่มอ่านบทเรียนแรกทันที 2) เด็กที่อ่านได้ย่อมได้รับการยอมรับ สามารถร่วมเรียน ร่วมเล่นกับเพื่อน ๆ ได้ดีตรงกันข้ามการ ที่เด็กมีอุปสรรคในการอ่าน ย่อมขาดความอบอุ่น ขาดความมั่นใจในตนเอง 3) การอ่านได้ อ่านเป็น อ่านสิ่งที่ส่งเสริมให้เด็กได้รับความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม เพราะไม่ว่า โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาใดในโลกก็ไม่อาจจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด 4) การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการประกอบธุรกิจ การปรับปรุงอาชีพ และเมื่อพ้นวัย ประถมศึกษาอาจเรียนรู้จากกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนได้อีกทางหนึ่ง 5) การอ่านมีความจําเป็นต่อการเป็นพลเมืองดีที่จะรู้ข่าวสาร เหตุการณ์ของบ้านเมืองการ ปกครองที่พลเมืองดีจะต้องให้ความร่วมมือแก่ทางราชการได้ดี 6) การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการพินิจ เลือกตัดสินใจที่จะเลือกตัวแทนในการเมืองการ ปกครองอันเป็นรากฐานสําคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 7) การอ่านย่อมเป็นกิจกรรมที่สําคัญที่จะช่วยให้เด็กประถมศึกษา หรือวัยอื่น ๆ สามารถใช้เวลา ว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่าน 8) การอ่านจะทวีความสําคัญมากขึ้นโดยลําดับ ที่ช่วยให้รอบรู้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การ สื่อสาร การพยากรณ์อากาศ เพื่อการปรับปรุงตน ปรับปรุงอาชีพ ยิ่งสังคมเจริญมากขึ้นเพียงใด การอ่านก็ จะทวีความสําคัญมากขึ้นเพียงนั้น สุมิตรา อังวัฒนกุล (2540, หน้า 49) ได้อธิบายว่า ทักษะการอ่านเป็นทักษะจําเป็นและสําคัญ อย่างยิ่งในชีวิตประจําวัน เนื่องในปัจจุบันเราจะได้เห็นและอ่านภาษาอังกฤษมีมากขึ้นเพราะในประเทศ ไทยเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา การรับเอาเทคโนโลยีและวิชาการสมัยใหม่ รวมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ต่างประเทศจึงเข้ามามีบทบาทมากในชีวิตของคนไทย ทักษะการอ่านจึงมีความสําคัญมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น การติดต่อทําสัญญา ค้าขาย หรือแม้แต่การอ่านฉลากของสินค้าอุปโภคบริโภคล้วนแต่ต้องอาศัยความ เข้าใจในการอ่านทั้งสิ้น เพราะการอ่านไม่ใช่อ่านเพียงตัวอักษรออกเท่านั้นแต่ต้องมีความเข้าใจด้วย ดังนั้น ทักษะการอ่านจึงจําเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝนจากการเรียนในห้องเรียนจากครูผู้สอนจนชํานาญก่อน แล้วจึงไปฝึกเพิ่มเติมในห้องเรียน ซึ่งต่างจากการฝึกทักษะการฟัง-พูด ซึ่งสามารถฝึกได้เองในเทปฝึก หรือ แหล่งต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งอยู่นอกห้องเรียน เมื่อนักเรียนได้ฝึกการอ่านจนชํานาญแล้วทักษะการอ่านก็จะติด ตัวนักเรียนต่อไป ถึงแม้จะไม่ได้เรียนในห้องเรียนแล้วก็ตาม จึงนับว่าทักษะการอ่านเป็นทักษะที่ติดทนกับ นักเรียนนานที่สุด


24 ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542, หน้า 11) ได้กล่าวว่า การอ่านมีความสําคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิด จนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทําให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูล ข่าวสาร ทําให้ผู้อ่านมีความสุข มีความหวัง และมีความอยากรู้อยากเห็น อันเป็นความต้องการของมนุษย์ ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษาพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทํา ให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และสนองความอยากรู้อยากเห็น นอกจากนั้นการพัฒนาประเทศให้ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่าน นั่นเอง สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545, หน้า 1) ได้กล่าวว่า การอ่านเป็นวิธีการที่สําคัญวิธีหนึ่งที่มนุษย์ใช้ ในการศึกษาหาความรู้ให้ตนเองตลอดมา การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ การรู้ และใช้วิธีการอ่านที่ถูกต้องจึงจําเป็นสําหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสมํ่าเสมอ จะช่วยให้เกิด ความชํานาญและมีความรู้กว้างขวางขึ้นอีกด้วย สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2548, หน้า 6) สรุปว่า การอ่านมีความสําคัญ ดังนี้ 1) การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจําเป็นต้อง อ่านหนังสือเพื่อการศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ 2) การอ่านเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนํา ความรู้ที่ได้จากการอ่านไปพัฒนาคนและพัฒนางาน 3) การอ่านเป็นเครื่องมือสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นต่อไป 4. การอ่านเป็นการส่งเสริมให้คนมีความคิดและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน เมื่อเก็บสะสมเพิ่มพูนนานวันเข้า ก็จะทําให้เกิดความคิด เกิดสติปัญญา เป็นคนฉลาดรอบรู้ได้ 5) การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหนึ่งในการแสวงหา ความสุข ให้แก่ตนเองที่ง่ายที่สุดและได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด 6) การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทําให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพ เพราะเมื่ออ่านมากย่อมรู้มาก สามารถนําความรู้ไปใช้ในการดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุข 7) การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์และ สังคม 8) การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสาร และการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่าง ๆ มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2549, หน้า 19) กล่าวว่าการอ่านช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถของ ผู้อ่าน การอ่านมากทําให้ผู้นั้นมีความรอบรู้ ที่สําคัญทําให้มีความคิดกว้างไกลและมีวิสัยทัศน์เนื่องจากการ


25 อ่านเป็นการจุดประกายความคิดของผู้อ่าน ทําให้เกิดการพัฒนาการทางสติปัญญาด้วยการนําความรู้ที่ได้ จากการอ่านไปบูรณาการกับความคิดของตนเอง เกิดเป็นความคิดใหม่ในการพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นไปอีก สรุปได้ว่า การอ่านมีความสําคัญและจําเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจําวัน เป็นเครื่องมือสําคัญในการ แสวงหาความรู้ ช่วยเพิ่มพูนและพัฒนาสติปัญญา ทําให้คนมีความฉลาดรอบรู้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทัน โลกทันเหตุการณ์ เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพในอนาคตสามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข จุดมุ่งหมายของการอ่าน ผู้อ่านจะมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างบุคคลความ ต้องการและสถานการณ์ของแต่ละคน การตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพ ดังที่ นักการศึกษาได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2542, หน้า 4) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านว่า จุดมุ่งหมายของ การอ่าน คือการตอบสนองอารมณ์ที่ผู้อ่านสนใจ เช่น การอ่านเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อน อ่านเพื่อหา ความรู้ ซึ่งผู้อ่านต้องมีพื้นฐานทางการอ่านพอสมควร และต้องมีการจับใจความสําคัญของเรื่อง มีการจด บันทึกไว้ ในบางครั้งต้องอาศัยการท่องจําด้วย และอ่านเพื่อเสริมความคิด ผู้อ่านต้องมีความรู้ความเข้าใจ เรื่องที่อ่านเป็นอย่างดี ตั้งปัญหาถามตัวเองอยู่เสมอในขณะที่อ่านและตอบปัญหาให้กับตัวเองจะเป็นการ ช่วยเสริมความคิดได้เป็นอย่างดี สมพร แฟงพิพัฒน์ (2534, หน้า 9) ได้จําแนกจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ 4 ประการ คือ 1) การอ่านเพื่อความรู้ เป็นการอ่านเพื่อค้นหาคําตอบของสิ่งที่ต้องการ เพื่อนําไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ เช่น การเขียนตําราวิชาการ เป็นต้น 2) การอ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อการพักผ่อน เช่น การอ่านนิทาน นวนิยาย เป็นการ อ่านหลังจากเสร็จงานประจําวัน 3) การอ่านเพื่อความคิดแปลกใหม่ เป็นการอ่านที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 4) การอ่านเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ การอ่านเพื่อก่อให้เกิดความรู้ ความคิด และทัศนคติที่ดี ผู้อ่านมากจึงมีความรู้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม การอ่านจึงช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ มัทนา นาคะบุตร (2544, หน้า 12) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ 1) อ่านเพื่อศึกษาความรู้ ต้องการหาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อนําไปปฏิบัติ หรือเพิ่มพูน ความรู้ การอ่านลักษณะนี้เป็นการอ่านที่เจาะจงศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้อ่านอาจต้องการความรู้ ผิวเผินหรือลึกซึ้งก็ได้ ลักษณะการอ่านต้องอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทําความเข้าใจเรื่องที่อ่าน และควรมี


26 การจดบันทึกหรือจดข้อความสําคัญไว้อ้างอิงต่อไป การอ่านตําราวิชาการหรืองานเขียนเฉพาะเรื่อง เฉพาะ กิจ ผู้อ่านมักตั้งจุดมุ่งหมาย อ่านเพื่อการศึกษาหาความรู้ 2) อ่านเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลายอารมณ์ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน ผู้อ่านมุ่งหวังความสุข ความสบายใจจากการอ่านเป็นสําคัญ 3) อ่านเพื่อหาคําตอบ เป็นการอ่านเพื่อการค้นหา ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริง หรือเหตุผลมาประมวล เป็นคําตอบให้หายสงสัย หรือกังวลใจ การอ่านลักษณะนี้ ผู้อ่านต้องอ่านและทําความเข้าใจเรื่องที่อ่านทั้ง ต้องมีวิจารณญาณในการคิดสรุปเพื่อหาคําตอบนั้น ๆ ด้วยว่าสิ่งที่ได้อ่านนั้น เป็นความรู้ ข้อเท็จจริง หรือมี เหตุผลที่ทําให้เชื่อถือได้เพียงใด 4) อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์ ผู้อ่านต้องอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน พยายามจับประเด็นสําหรับ วิเคราะห์ วิจารณ์ให้เด่นชัด บางครั้งการอ่านลักษณะนี้ จําเป็นต้องมีลักษณะการอ่านแบบจับผิดหรือหา ประเด็นโต้แย้ง หรือคล้อยตามรวมอยู่ด้วย วิธีการอ่านก็เช่นเดียวกับการอ่านเพื่อความรู้ คือต้องอ่าน ละเอียด มีความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ประกอบกับมีความรู้ด้านการวิเคราะห์ วิจารณ์มีความเที่ยงธรรมในการ ติชม เพื่อให้การวิเคราะห์หรือวิจารณ์นั้นมีเหตุมีผลเป็นที่น่าเชื่อถือ 5) อ่านเพื่อฝึกทักษะในการออกเสียง เป็นการฝึกตนเองให้อ่านชัดถ้อยชัดคํา มีจังหวะ ลีลา การอ่านที่เป็นธรรมชาติ และรู้จักแบ่งวรรคตอนในการอ่านได้ถูกต้องเหมาะสม ผู้อ่านจําเป็นต้องรู้ ลักษณะเฉพาะของงานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เพื่อจะได้อ่านได้ถูกต้องตามลักษณะของงานเขียน นั้น ๆ แฮริส และซิเพย์ (Harris & Sipay, 1979, p. 121) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้3 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถภาพในการอ่าน 2) เพื่อจับใจความสําคัญ 3) อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน สรุปได้ว่า การอ่านโดยทั่วไปมักมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ความคิดและสติปัญญาในการ พัฒนาตนเอง เพื่อจับใจความ ตีความ และการสรุปความ เพื่อทําให้เข้าใจเรื่องที่อ่านรวมทั้งอ่านเพื่อความ บันเทิง การอ่านมาก รู้มากย่อมทําให้บุคคลเป็นที่ยอมรับในสังคม ประเภทของการอ่าน สุพรรณสิริ วัฑฒกานนท์ (2545 น. 34-35) ได้กล่าวถึงประเภทการอ่านไว้ ดังนี้ 1) การอ่านแบบคร่าวๆหรือการอ่านแบบมุมกว้าง คือ การอ่านเพื่อค้นหาข้อมูล ตามความ ต้องการของผู้อ่านว่าต้องการข้อมูลอะไร


27 2) การอ่านเพื่อการศึกษา คือ การอ่านเพื่อต้องการข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประกอบ การเรียน หรือนำ ข้อมูลที่อ่านไปปฏิบัติเพื่อศึกษาเพิ่มเติม 3) การอ่านเอาเรื่อง คือ การอ่านเพื่อต้องการทราบเรื่องของข้อมูลนั้นๆว่ามีความ เป็นมาอย่างไร หรือมีลำดับเรื่องและความสำคัญของเรื่องอย่างไร 4) การอ่านอย่างซาบซึ้งจรรโลงใจ คือ การอ่านซ้ำหรือการอ่านทบทวนข้อมูลนั้น เพื่อให้เกิด ความรู้สึกเข้าใจในลีลาของผู้เขียนมากยิ่งขึ้น 5) การอ่านเพื่อปฏิบัติ คือ การอ่านเพื่อนำข้อแนะนำหรือข้อเสนอแนะในหนังสือ ไปปฏิบัติตาม เพื่อให้ได้ตามความประสงค์ 6) การอ่านเพื่อการพักผ่อนและความบันเทิง การอ่านชนิดนี้ไม่ต้องการความ เข้าใจที่ลึกซึ้ง ผู้อ่าน สามารถอ่านจะช้าหรือเร็วก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้อ่าน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2551 น. 17-20) ได้แบ่งลักษณะการอ่านเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1) การอ่านอย่างคร่าว ๆ เป็นการอ่านเพื่อค้นหาเอกสารอ้างอิงสำหรับใช้ในการ ค้นหาหรือการ หาสื่อใหม่ ๆ ในห้องสมุด โดยอ่านเพียงชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง อ่านสารบัญเรื่องว่ามี อะไรบ้างหรืออ่านเนื้อหา บางตอนอย่างรวดเร็ว 2) การอ่านเร็ว เป็นการอ่านหนังสือพิมพ์ รายงาน หรือหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่ ต้องการรายละเอียด มากนัก อาจใช้อ่านสารที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น อ่านนิทาน อ่านนิยาย นวนิยายและสื่อการอ่าน อื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้อ่านได้รับการผ่อนคลายทางจิตใจ 3) การอ่านปกติ เป็นการอ่านเพื่อค้นหาข้อมูลและตอบคำถาม อาจใช้ในการทำ แบบฝึกหัดหรือ การทำรายงาน อ่านแล้วจดบันทึกเพื่อสรุปเนื้อเรื่องแต่ละตอน พัฒจิรา จันทร์ดำ (2554, น. 52) ได้แบ่งลักษณะการอ่านเป็น 5 ชนิด ดังนี้ 1) การอ่านอย่างคร่าวๆ เป็นการอ่านเพื่อสำรวจว่า ควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียดต่อไป หรือไม่ โดยอ่านเพียงชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง คำนำ หรือการอ่านเนื้อหาบาง คอนโดยรวดเร็ว 2) การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญเป็นการอ่านเพื่อเก็บแนวคิดที่ต้องการและอ่าน ข้ามตอบที่ไม่ ต้องการ 3) การอ่านเพื่อสำรวจเนื้อหา เป็นการอ่านเพื่อทำเป็นบันทึกย่อหรือทบทวนเพื่อ สรุปสาระสำคัญ ของเรื่องทั้งหมด 4) การอ่านเพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้ง เป็นการอ่านละเอียด เพื่อให้เข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างชัดเจน 5) การอ่านเพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ เป็นการอ่านละเอียด เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาว่ามีความหมาย และมีความสำคัญอย่างไร รวมทั้งแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน


28 พรพิมล ศิริกุล (2559, น. 87) ได้แบ่งประเภทของการอ่านอย่างกว้างๆ ไว้ด้วยกัน 2 ประเภท คือ การอ่านในใจ (Silent Reading) และการอ่านออกเสียง (Oral Reading) ดังนี้ 1) การอ่านในใจ (Silent Reading) เป็นการถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็นความคิดโดยตรง โดย ผู้อ่านมีจุดมุ่งหมายจะจับใจความอย่างรวดเร็ว รู้เรื่องเร็ว และถูกต้อง การอ่านในใจช่วยให้เข้าใจเนื้อความ ได้เร็วกว่าการอ่านออกเสียง เพราะผู้อ่านไม่ต้องแบ่งสมองไว้สำหรับการแปลงความคิดออกมาเป็นเสียง เมื่อเบื่อก็หยุดพักได้ หลักสำคัญของการอ่านในใจ คือ ความแม่นยำในการ จับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อน สายตา จากคำค้นวรรคไปสู่คำท้ายวรรค และการแบ่งช่วยระหว่างวรรคหนึ่งผ่านไปสู่วรรคหนึ่ง ความ แม่นยำในการกวาดสายตาเป็นสิ่งที่จะต้องฝึกให้เร็ว จึงจะสามารถเก็บคำได้ครบทุกคำ การเปลี่ยนบรรทัด ต้องคล่องแคล่ว เมื่อจบย่อหน้าหนึ่งควรหยุดคิด เล็กน้อย เพื่อสรุปความคิดว่าย่อหน้าที่อ่านจบลงกล่าวถึง อะไร เนื้อความสำคัญอยู่ที่ใด 2) การอ่านออกเสียง (Oral Reading) การอ่านออกเสียง เป็นการอ่านที่ต้องการความถูกต้องใน เรื่องของเสียง เสียงสูงต่ำจังหวะ การหยุดวรรคตอนให้ถูกต้องชัดเจน เป็น กระบวนการต่อเนื่องระหว่าง สายตา สมองและ การเปล่งเสียงออกทางช่องปาก นั่นคือ สายตาการอ่านออกเสียง (Oral Reading) การ อ่านออกเสียง เป็นการอ่านที่ต้องการ ความถูกต้องในเรื่องของเสียง เสียงสูงต่ำจังหวะ การหยุดวรรคตอน ให้ถูกต้องชัดเจน เป็นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมองและการเปล่งเสียงออกทางช่องปาก นั่น คือ สายตาจะต้องจับจ้องตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆ ที่เขียนไว้แล้วสมองจะต้องประมวลให้เป็นถ้อยคำ จากนั้นจึงเปล่งเสียงออกมา การอ่านออกเสียงจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฟังด้วย เพราะเป็นวิธีสื่อ ความหมาย ให้เกิดความเข้าใจกันได้ ภารกิจของผู้อ่านคือ อ่านสารเดิมที่มีผู้เขีจนไว้แล้ว ถ่ายทอด ไปสู่ผู้ฟัง โดยที่ จะต้องพยายามรักษาสารเดิมเอาไว้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด สรุปได้ว่า ประเภทของการอ่านมี 2 ประเภท ได้แก่ 1. การอ่านในใจ (Silent Reading) คือการ อ่านแบบเงียบไม่ออกเสียง 2. การอ่านออกเสียง (Oral Reading) คือการอ่านที่เปล่งเสียงตามตัวอักษร ความถูกต้องในเรื่องของเสียง เสียงสูงต่ำจังหวะ การหยุดวรรคตอนให้ถูกต้องชัดเจน และแบ่งตามลักษณะ การอ่านเป็น 3 ชนิด ดังนี้1. การอ่านอย่างคร่าว ๆ 2. การอ่านเร็ว 3. การอ่านปกติ


29 การอ่านจับใจความ ความหมายของการอ่านจับใจความ สมบัติ จำปาเงิน และลำเนียง มณีกาญจน์ (2548, หน้า 94) ได้อธิบายว่า “การอ่านจับใจความ มี จุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถจับใจความสำคัญ ในแต่ละย่อหน้าหรือหลาย ๆ ย่อหน้าได้อย่างรวดเร็วและ แม่นยำ” จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559, หน้า 136) กล่าวว่า การจับใจความ คือ การแยกได้ว่าส่วนใดเป็น ใจความหลัก ส่วนใดเป็นใจความรอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสารได้ตรงตามเจตนาของผู้ส่งสารการอ่าน จับใจความ เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ เป็นประโยชน์สำหรับการจดจำและ ทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน การอ่านเพื่อให้ใด้รับความรู้ต้องอ่านด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ สามารถเก็บสาระสำคัญ ให้ทราบข้อเท็จจริง จับประเด็นสำคัญหรือความคิดของเรื่องที่อ่านจึงควรฝึกฝน ให้เกิดความชำนาญสามารถจับใจความจากเรื่องที่อ่านทุกประเภททั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง สารคดี และ บันเทิงคดี สายใจ ทองเนียม (2560, หน้า 100) กล่าวไว้ว่า “การอ่านจับใจความ คือการอ่านในใจที่มุ่งค้นหา สาระสำคัญของเรื่องใจความหลัก เพื่อให้ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรอย่างไร ทำไม และมีใจความรองหรือใจความขยาย ซึ่งเป็นรายละเอียดเพื่อสนับสนุนใจความหลักให้ชัดเจน” สถิตาภรณ์ ศรีหิรัญ (2560, หน้า 66) “ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่าเป็น กระบวนการสำคัญที่ผู้อ่านงานเขียนเชิงวิชาการหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออ่านงานเขียนเชิงวิชาการผู้อ่านต้อง อ่านเรื่องทางวิชาการนั้นอย่างคร่าว ๆ อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนที่จะอ่านอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจ” สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่องแปล ความหมายของเนื้อหา เพื่อค้นหาสาระสำคัญของเรื่อง เพื่อให้ทรายว่าใคร ทำอะไร ที่ไหนอย่างไร เมื่อไร ทำไม ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจสารได้ตรงตามเจตนาของผู้ส่งสาร ความสำคัญของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความเป็นทักษะการอ่านที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้านักเรียนมีพื้นฐานและทักษะ ที่ดีแล้วสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีดังที่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการอ่านหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความ ดังนี้ เยาวภา ดาสันทัด (2553, หน้า 31) ได้กล่าวว่า “การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะการอ่านที่ มีความสำคัญมาก เพราะถ้านักเรียนมีพื้นฐานและทักษะที่ดีแล้วสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหา ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี” ชื่นพจี มนต์ขลัง (2550, หน้า 21) กล่าวถึงการสอนอ่านจับใจความสำคัญให้ได้ผลดี ดังนี้


30 1) อธิบายคำบางคำที่มีความหมายพิเศษหรือคำที่อ่านควรทราบความหมายก่อนเพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาในการเข้าใจความหมายขณะจับใจความ 2) ให้ผู้เรียนรู้จักความหมายในการอ่าน หรืออาจมีการตั้งคำถามเพื่อให้ค้นคว้าหาคำตอบจะช่วย ให้ผู้เรียนอ่านจับใจความได้ดียิ่งขึ้น 3) มีการสนทนาเกี่ยวกับเค้าโครงเรื่องที่จะอ่านก่อน หรือสนทนาเกี่ยวกับภาพหรือประสบการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง 4) กำหนดเนื้อหาและเวลาที่อ่านได้เหมาะสมกับระดับ วัย และความสามารถ 5) ควรจัดกิจกรรมต่อเนื่องหลังการอ่าน เช่น การให้ตอบคำถาม การสรุปเรื่องราวเพื่อทดสอบ ความเข้าใจหรือกิจกรรมการอ่านออกเสียงซ้ำในเนื้อหานั้นอีก จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559, หน้า 126) กล่าวโดยสรุปถึงบทบาทสำคัญของการอ่านจับใจความใน ยุคข้อมูลข่าวสารมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาหาความรู้ การใช้ความรู้จากการอ่านมาพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จึงกล่าวได้ว่าการอ่านจับใจความในยุคข้อมูลข่าวสารมีส่วนช่วยพัฒนาในเรื่องดังกล่าว การอ่านจับใจความในยุคข้อมูลข่าวสารที่บุคคลสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้รวดเร็วมีบทบาทสำคัญใน ด้านพัฒนาทางการศึกษาด้วยการพัฒนาความรู้ของตนเอง พัฒนาด้านเศรษฐกิจด้วยการนำความรู้มา พัฒนาอาชีพ และระบบการใช้จ่ายการพัฒนาด้านการเมืองด้วยการนำความรู้มาคิดวิเคราะห์เพื่อเข้าร่วม ในกิจกรรมการเมือง และการพัฒนาสังคมด้วยการนำความรู้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตในครอบครัว การอ่าน จับใจความจึงมีบทบาทสำคัญ การที่จะสามารถอ่าน จับใจความสำคัญและเล่าเรื่องจากการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาการอ่านของตน หมั่นฝึกฝนสม่ำเสมอเพื่อเป็นการพัฒนา ฝึกฝนทักษะการอ่านและการเขียนไป ในคราวเดียวกัน มะลิวัลย์ อ่วมน้อย (2562, หน้า 23) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความ คือการอ่านจับ ใจความมีความสำคัญอย่างมาก จึงจำเป็นต้องเน้นทักษะเบื้องต้นตั้งแต่ในวัยเด็กที่สำคัญผู้อ่านจะต้องหมั่น ฝึกฝนตนเอง เพื่อให้เกิดทักษะทางการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าผู้เรียนสามารถจับใจความสำคัญของ เรื่องได้ก็จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ต่อไป สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนเป็นการอ่านที่ คนเราใช้กันมากในชีวิตประจำวัน ถ้าผู้อ่านมีความสามารถในการอ่านจับใจความก็สามารถจะเข้าใจ ความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ่านได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว


31 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นการอ่านจับใจความสำคัญ ผู้อ่านจะต้องตั้งเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมาย ในการอ่านจะทำให้การอ่านนั้นประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ซึ่งมีนักการศึกษาได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่าน จับใจความสำคัญไว้หลายประการ ดังนี้ อุไรวรรณ์ บุญล้อม (2550, หน้า 39) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ 1) อ่านเพื่อจับใจความสำคัญ ไม่ใช่อ่านเพื่อให้หมดเวลาเท่านั้น ไม่ควรอ่านจากหนังสือ ทั้งเล่ม ควรมีเวลาเฉพาะในการอ่านและทำแบบฝึกในชั่วโมง 2) ผู้อ่านสามารถบอกรายละเอียดจากเรื่องที่อ่านว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้างให้รายงาน อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะถือว่าผู้อ่านมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านมากที่สุด 3) อ่านเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ 4) ฝึกการใช้สายตา เพราะการอ่านต้องอาศัยทักษะในการอ่านเร็ว และตอบคำถามได้ ถูกต้องและแม่นยำ 5) ให้สรุปและย่อได้ว่าเรื่องที่อ่านเกี่ยวข้องกับอะไร แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ให้สามารถบอก ได้บ้างโดยไม่ละเอียดนักก็ตาม 6) อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ว่าเรื่องที่อ่านจะลงเอยแบบใด 7) อ่านและทำรายงานย่อได้ โดยการโน้ตย่อ 8) อ่านเพื่อหาความจริงและแสดงข้อคิดเห็นประกอบ ปรีชญา วันแว่น (2551, หน้า 23) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความสำคัญว่า“การอ่าน จับใจความสำคัญมีจุดมุ่งหมายที่เน้นให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และจับใจความสำคัญของเรื่องที่ อ่าน ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ข้อความ หรือแนวคิดในเรื่องที่อ่านได้” เอื้อมพร โชคสุชาติ (2556, หน้า 41) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความสำคัญว่า “ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถค้นหาสาระสำคัญของเรื่องได้ บอกรายละเอียดของเรื่อง รวมถึงสามารถวิเคราะห์ข้อความหรือเรื่องที่อ่าน นำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้” สุนันทา มั่นเสรษฐวิทย์ (2545, หน้า 166 - 168) ให้คำอธิบายที่สรุปได้ว่า เป้าหมายของการอ่าน จับใจความเป็นจุดประสงค์ที่ผู้อ่านได้กำหนดไว้ก่อนการอ่าน โดยมีเป้าหมายที่มุ่งให้ผู้อ่านจับใจความสารที่ อ่านได้ และผู้อ่านต้องมีความคิดเกิดขึ้น โดยความคิดนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ปรากฏอยู่ในสาร อย่างไรก็ ตาม เป้าหมายของการอ่านจับใจความสามารถแบ่งเป็นได้ 3 ระดับ คือระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง ซึ่งแต่ละระดับมีรายละเอียดที่พอสรุปได้ดังนี้ 1) ระดับต้น เป็นระดับพื้นฐานของการอ่านจับใจความผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจคำ


32 กลุ่มคำ ประโยค และข้อความที่ปรากฏอยู่ในสาร โดยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆดังเช่น เข้าใจความหมายของภาพที่ปรากฏ คำ กลุ่มคำ ประโยคที่สำคัญ ซึ่งประเด็นสำคัญของเรื่องได้จำ รายละเอียดปลีกย่อย จำขั้นตอนและเหตุการณ์สำคัญได้ แยกประเภทสารที่อ่านได้ถูกต้อง เป็นต้น 2) ระดับกลาง เป็นความคิดระดับกลาง ผู้อ่านจะตอบคำถามโดยอาจมีความคิดเห็นปะปนอยู่ใน คำตอบแต่ละข้อเพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยจะประกอบด้วยคำถามต่าง ๆ ดังเช่น ทำนายผลที่อาจจะ เกิดขึ้นจากสมมติฐาน บอกลักษณะนิสัยของบุคคลในเรื่อง บอกแนวคิดหรือแก่นของเรื่องใช้เนื้อหาเป็น แนวทางในการกำหนดกฎเกณฑ์ เข้าใจเหตุและผล แปลความ เข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ย่อหรือสรุป ความเรื่องที่อ่านได้ เลือกใช้สุภาษิต คำพังเพย หรือสถานการณ์เพื่อเปรียบเทียบแนวคิดของเรื่องได้เป็นต้น 3) ระดับสูง เป็นระดับการคิดวิจารณญาณ ผู้อ่านต้องมีพื้นฐานการพัฒนาจากระดับต้น และระดับกลาง ความคิดในระดับวิจารณญาณจะประกอบด้วยคำถามต่าง ๆ ดังเช่นบอกความเกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้องของเหตุการณ์ในเรื่อง เข้าใจความหมายของถ้อยคำโฆษณา ชวนเชื่อแยกข้อจริงและข้อ เท็จออกจากเนื้อหา บอกเหตุผลที่ผิดหลักความจริง ผู้อ่านควรตอบคำถามให้ครบถ้วนบางข้ออาจต้องอ่าน เนื้อเรื่องหลายครั้งจึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559, หน้า 128) กล่าวว่า “เป้าหมายของการอ่านจับใจความแบ่งเป็น3 ระดับ คือ ระดับต้นเป็นระดับพื้นฐาน ระดับกลางเป็นระดับที่มีความคิดเห็นปะปน และระดับสูงเป็นการ คิดวิจารณญาณ” จากจุดมุ่งหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความที่จะประสบผลสำเร็จนั้นนักเรียนต้องรู้ จุดมุ่งหมายของการอ่านว่า จะอ่านเพื่ออะไร หรือจะอ่านอะไร ประการสำคัญต้องพยายามจับใจความ สำคัญของเรื่องให้ได้รู้แนวคิดของเรื่องว่าเป็นอย่างไร องค์ประกอบที่มีผลต่อการอ่านจับใจความ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545, หน้า 162-164) ให้คำอธิบายว่า องค์ประกอบที่มีผลต่อ ความสามารถในการจับใจความของผู้อ่านมีหลายประการพอสรุปได้ดังนี้ 1) ประสบการณ์ของผู้อ่าน ประสบการณ์ หมายถึง เหตุการณ์ที่ได้พบเห็น หรือจากการอ่านและ การได้ยิน ทั้งประสบการณ์ตรงและประสบการณ์รอง ทั้งจากการฟัง การอ่าน ถ้าผู้อ่านได้อ่านเรื่องที่ตนมี ประสบการณ์มาก่อนก็จะช่วยให้อ่านได้รวดเร็ว และสามารถจับใจความได้ถูกต้อง 2) ความรู้พื้นฐาน ความรู้พื้นฐานของผู้อ่าน หมายถึง ความรู้เดิมเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วย ให้ผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องได้เข้าใจและจับใจความได้ครบถ้วน 3) วัฒนธรรมของผู้อ่าน วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ คือ ภาษาพูดของผู้อ่านที่ มิได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาพูด อาทิ ประชาชนที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นภาษาพูด จะมีผลต่อการออกเสียงคำใน


33 ภาษาไทยเพี้ยนไปจากเดิม อาจทำให้เข้าใจความหมายของคำผิดไปการจับใจความเรื่องที่อ่านก็อาจ ผิดพลาดได้ 4) ความสนใจของผู้อ่าน ความสนใจของผู้อ่าน เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการอ่านจับ ใจความ ความสนใจที่มีต่อการอ่านจะจูงใจให้ผู้อ่านต้องการอ่านเรื่องที่ตนสนใจ ผู้อ่านแต่ละคนจะมีความ สนใจแตกต่างกัน อาจกล่าวได้ว่าความสนใจของผู้อ่านเกี่ยวข้องกับการศึกษา และอาชีพผู้อ่านมีความ สนใจอ่านสารที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนเองรับผิดชอบ ซึ่งจะมีส่วนช่วยพัฒนาการอ่านจับใจความได้ถูกต้อง และรวดเร็ว 5) การเรียนรู้ของผู้อ่าน ความสามารถในการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ ความหมายของคำ และจับใจความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง การอ่านจับใจความจะเกี่ยวข้องกับการจำและ การเข้าใจ การจำคำ กลุ่มคำ หลักเกณฑ์ และทฤษฎีที่ได้จากการอ่าน ส่วนการเข้าใจจะเรียงลำดับ เหตุการณ์ แล้วสรุปเป็นใจความสำคัญ ซึ่งผู้อ่านจะต้องอาศัยความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์เดิมช่วยใน การตัดสินความหมายก่อนที่จะสรุปเป็นใจความสำคัญ 6) การทำงานของสายตา การอ่านจับใจความจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของสายตาปัญหาทาง สายตาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ คือ สายตาที่ผิดปกติ ซึ่งได้แก่ การมองเห็นไม่ชัดสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง สายตาจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการอ่านจับใจความ 7) พื้นฐานทางภาษา พื้นฐานทางภาษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้อ่าน ถ้ามีพื้นฐานทางภาษาถูกต้อง ในเรื่องเกี่ยวกับคำ ความหมายของคำและหลักภาษา ก็จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถจับใจความสารที่อ่านได้ ถูกต้อง จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559, หน้า 127) กล่าวว่า “การอ่านจับใจความ เป็นกระบวนการบูรณาการ ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่าน ได้แก่ ประสบการณ์ ความรู้พื้นฐานวัฒนธรรม ความสนใจ การเรียนรู้การทำงานของสายตา และพื้นฐานทางภาษา หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะทำให้ผู้อ่านไม่ สามารถจับใจความได้สมบูรณ์ ก่อให้เกิดปัญหาทำให้ผู้อ่านอ่านช้าและจับใจความได้ไม่ถูกต้อง” แนวทางการสอนอ่านจับใจความ การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไรระดับ ไหน เพราะถ้าไม่สามารถจับใจความสำคัญได้แล้วนักเรียนจะไม่ได้ประเด็นจากการอ่านเท่าที่ควร ในการ สอนอ่านให้มีประสิทธิภาพ จะต้องฝึกให้ผู้เรียนสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่จะอ่านได้ซึ่งจะทำให้ อ่านหนังสือได้รวดเร็ว มีนักการศึกษาหลายท่านได้เสนอวิธีการสอนอ่านเพื่อจับใจความไว้ดังนี้


34 อุไรวรรณ์ บุญล้อม (2550, หน้า 41) ได้สรุปหลักปฏิบัติในการอ่านจับใจความว่า “ให้หนังสือห่าง สายตา 1 ฟุต ตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่ กวาดสายตาตลอดบรรทัดจากซ้ายไปขวาไม่อ่านย้อนกลับ ไม่ส่งเสียง ดังหรือทำปากขมุบขมิบไม่ชี้นิ้วตามตัวอักษร” จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559, หน้า 157-158) วิธีจับใจความสำคัญมีทักษะที่จำเป็น คือการค้นหา ความสำคัญของเรื่อง และการสรุปเพื่อให้ได้แนวคิด ใจความสำคัญหลัก คือ ใจความหลักที่ตอบผู้อ่านได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อใด ส่วนใจความรอง คือ ส่วนของข้อความที่ใช้ขยายให้ใจความหลัก ชัดเจนขึ้น โดยกลวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ ผู้อ่านต้องพิจารณาเรื่องที่อ่านให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ใจความสำคัญอยู่ตอนใด อาจอยู่ที่ประโยคตอนต้นย่อหน้า ตอนท้ายย่อหน้าตอนกลางย่อหน้า หรือไม่ ปรากฏในประโยคใดอย่างชัดเจน ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาให้ได้ซึ่งกระบวนการอ่านจับใจความอย่าง รวดเร็วที่ผู้อ่านควรฝึกฝนเพื่อการอ่านที่มีประสิทธิภาพมีประเด็นการฝึกอ่านเพื่อให้บรรลุผล อาทิ ท่าทาง ในการอ่าน การจับหนังสือให้ถูกท่า การใช้สายตากวาดจับ การเคลื่อนสายตา การย้อนกลับ และการอ่าน ข้ามคำ วิธีการอ่านจับใจความ ดังนี้ 1) อ่านชื่อเรื่อง และทำความเข้าใจความหมายของชื่อเรื่องก่อนที่จะอ่านเนื้อเรื่องต่อไปการ พิจารณาชื่อเรื่องจะสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อเรื่องได้ 2) อ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียด โดยเริ่มอ่านในแต่ละย่อหน้า และทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านให้ ถูกต้องแม่นยำ เพราะข้อความตอนหนึ่งหรือย่อหน้าหนึ่งจะมีใจความสำคัญที่สุดในย่อหน้านั้นเพียงอย่าง เดียว และเมื่อนำประเด็นสำคัญในแต่ละย่อหน้ามาพิจารณาร่วมกันแล้วจะทำให้สามารถจับแก่นเรื่องหรือ แนวคิดสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมดได้ง่ายขึ้น 3) นำใจความสำคัญของเรื่องมาเรียบเรียง เพื่อให้ได้เนื้อความที่สั้น ครบถ้วน และเนื้อหาสมบูรณ์ กล่าวโดยสรุป วิธีการอ่านจับใจความผู้อ่านควรอ่านชื่อเรื่องและทำความเข้าใจความหมายของชื่อ เรื่อง แล้วอ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียด ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน พิจารณาใจความสำคัญและเรียบเรียง ถ้อยคำให้ได้ความครบถ้วนมีเนื้อหาสมบูรณ์การสอนอ่านจับใจความสำคัญมีหลากหลายวิธีการ อีกทั้งมี ทฤษฎีที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการอ่าน ทำให้การอ่านบรรลุวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P เป็นการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ซึ่งถูกพัฒนา กระบวนการเรียนรู้มาจากการจัดเรียนการสอนตามแนวธรรมชาติ กล่าวคือ ครูจะต้องมีความเชื่อว่าการ


35 จัดการเรียนการสอนภาษา ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละบุคคล ถ้าผู้เรียน มีความสนใจที่อยากจะเรียน พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้น โดยครูต้องออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนของผู้เรียน ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อพัฒนาองค์ ความรู้ของนักเรียนได้ การจัดการเรียนการสอนของครู ความสําเร็จในการเรียนภาษาจะต้องอาศัยการ จัดการเรียนการสอนที่สร้างเข้าใจให้กับผู้เรียนอย่างเป็นแบบแผน ให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีในการเรียน ภาษาและยังช่วยให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนดียิ่งขึ้น สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550) สอดคล้องกับ อัจฉรา วงศ์โสธร (2557) กล่าวว่า ความรู้ความสามารถในระยะยาวของผู้เรียนภาษา จะต้องอาศัยการจัดระบบการเรียนการสอนอย่างเป็น ขั้นเป็นตอน หรือเรียบเรียงขั้นตอนการเรียนรู้โดยไม่จําเป็นต้องใช้การสอนอย่างเป็นทางการเพียงแค่ครู จัดระบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนนอกจากนี้การจัดสภาพแวดล้อมในรูปแบบของการ สอนภาษาธรรมชาติ เป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการเรียนภาษาให้สอดคล้องกับเนื้อหาหรือกิจกรรม ต่าง ๆ อาจจะเปลี่ยนพื้นที่ภายในห้องเรียนเป็นมุมหนังสือ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้ โดยให้มุมหนังสือ เปรียบเสมือนโลกแห่งภาษา ทั้งนี้ครูควรคํานึงถึงเหมาะสมและความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือความ สนใจของผู้เรียนด้วย ณัฐพร พรมวัง (2562) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสอนแบบ 3P ซึ่งได้ถูกพัฒนามาจากการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนตามแนวธรรมชาติ โดยแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นตอนการนําเสนอ (P1: Presentation) การนําเสนอบทเรียนเรียนของครูในรูปแบบของ ประโยคเพื่อการสื่อสาร เช่น การนําเสนอคําศัพท์ ประโยค เป็นต้น การสอนในขั้นนี้ครูควรหลีกเลี่ยงการ แปล ซึ่งจะต้องมีตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนด้วย 2) ขั้นตอนการใช้กิจกรรมการฝึก (P2: Practice) ขั้นตอนการสอนนี้จะใช้เวลาเนื่องจากเป็น ขั้นตอนที่นักเรียนจะได้ฝึกการใช้ภาษา การฝึกใช้ภาษามีได้หลายรูปแบบ เช่น การฝึกแบบเปลี่ยนคู่ ให้ นักเรียนได้มีโอกาสฝึกทุกคน หรือการฝึกเป็นคู่เพื่อน เมื่อนักเรียนฝึกกับเพื่อนแล้วจึงให้เปลี่ยนมาฝึกเดี่ยว กับครู โดยอาจจะสุ่มนักเรียนออกมาสนทนาเป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนในห้องเรียนได้ ครูมีหน้าที่คอยเป็นที่ ปรึกษา สร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้สนุกสนาน โดยยึดนักเรียนให้เป็นศูนย์กลางของห้องเรียน 3) ขั้นตอนการนําเสนอผลงาน (P3: Production) เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนนําความรู้ที่ได้รับจาก การเรียนที่ผ่านมา สร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน หรือ การทําแบบฝึกหัด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหา จากขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเหตุให้ มีการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะ ครบทั้ง 4 ด้านของผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน ซึ่ง


36 ผู้เรียนสามารถนําทั้งทักษะเหล่านี้มาใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบุคคล โอกาส และกาลเทศะ ซึ่งสอดคล้องกับ องอาจ นามวงศ์ (2559) การเรียนการสอนตามกรอบ 3P เป็นประโยชน์อย่างมากในการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษสามารถบูรณาการเนื้อหาต่างๆ ได้ และยังสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการฟัง ด้านการพูด ด้านการอ่าน และด้านการเขียนโดยครูมีบทบาทสําคัญในการเรียน การสอน ซึ่งครูจะต้องเน้นผู้เรียนให้สามารถฝึกใช้ภาษา นอกจากนั้น Hedge (2000 อ้างถึงใน องอาจ นามวงศ์, 2559) ได้กําหนดวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม ในรูปแบบ 3P ไว้ดังภาพนี้ • นําเสนาเสนอเนื้อหาใหม่ในบริบทที่มีความหมายชัดเจน • นําเสนอรูปแบบภาษาในการพูดหรือการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้นักเรียนเห็นการใช้ ในการสนทนา ขั้นการนําเสนอเนื้อหา • เชื่อมโยงรูปแบบภาษาใหม่กับสิ่งที่นักเรียนรู้แล้ว • ตรวจสอบความเข้าใจ • กระตุ้นและดึงความรู้รูปแบบภาษาจากนักเรียนเท่าที่จะเป็นไปได้และประโยชน์จากสิ่งที่ นักเรียนรู้ • ช่วยให้นักเรียนจดจํารูปแบบของภาษา • ช่วยให้นักเรียนสร้างลําดับคํา ขั้นการฝึกปฏิบัติ • ฝึกโดยการให้นักเรียนทําซํ้า ๆ อย่างเข้มงวด • ให้โอกาสสะท้อนผลกลับและแก้ไขข้อผิดพลาด • ฝึกการออกเสียงรูปแบบภาษาใหม่ • พัฒนาความมั่นใจของนักเรียน • ลดการควบคุมและกระตุ้นให้นักเรียนค้นหาสิ่งที่นักเรียนทําได้ ขั้นการใช้ภาษา • กระตุ้นให้นักเรียนใช้รูปแบบของภาษาในการพูดเนื้อหาเพื่อการสื่อสารของตนเอง • ช่วยให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของเนื้อหาที่ได้เรียน • ตรวจสอบเนื้อหาที่ได้เรียนและวินิจฉัยปัญหา รูปที่ 1 วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม ในรูปแบบ 3P ที่มา: องอาจ นามวงศ์, 2559 นอกจากนี้ Bake and Westrup (2000 อ้างถึงใน องอาจ นามวงศ์, 2559) ได้สรุปบทบาทของ ครูและนักเรียนตามกรอบ 3P ไว้ดังตารางนี้


37 ตารางที่ 2 บทบาทของครูและนักเรียนตามกรอบ 3P ขั้นการนําเสนอเนื้อหา ขั้นการฝึกปฏิบัติ ขั้นการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร กิจกรรมของครู เป็นแม่แบบและอธิบาย ความหมายของเนื้อหา ใหม่ตรวจสอบว่า นักเรียนเข้าใจ ความหมาย การสะกด คํา ไวยากรณ์ และการ ออกเสียง นําการฝึกพูด จัดการ ฝึกแบบแนะนําและกึ่ง ควบคุม ผ่านทางการ พูด การฟัง การเขียน และการอ่าน จัดกิจกรรมการฝึก อิสระและกิจกรรมฝึก ความคล่องในการใช้ ภาษาตรวจสอบการ ทํากิจกรรมและ บันทึกข้อผิดพลาด ของนักเรียน การมีส่วนร่วมของ นักเรียน ฟังและเข้าใความหมาย ของเนื้อหาใหม่ พูดฝึกซํ้า ฝึกการพูด การอ่าน การเขียนและ เนื้อหาใหม่การฟัง เป็น คู่ ฝึกใช้เนื้อหาใหม่และภาษา ที่รู้แล้วกับคู่หรือกลุ่มใน กิจกรรมการฝึกอิสระและ กิจกรรมฝึกความคล่องใน การใช้ภาษา การควบคุมของครู ควบคุมชั้นเรียนอย่าง เข้มงวดขั้นการนําเสนอ เนื้อหา ควบคุมการฝึกพูดซํ้า อย่างเข้มงวด และลด การควบคุมลงระหว่าง การฝึกแล้วชี้นําขั้นการ ฝึกปฏิบัติ ควบคุมการฝึกอย่างเงียบๆ และควบคุมชั้นเรียนอีกครั้ง ในการแก้ไขความถูกต้อง ในการแก้ไขความถูกต้อง ในชั้นเรียนหลังจาก กิจกรรมการฝึกอิสระหรือ กิจกรรมฝึกความคล่องใน การใช้ภาษา ขั้นการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร


38 ตารางที่ 2 บทบาทของครูและนักเรียนตามกรอบ 3P (ต่อ) ขั้นการนําเสนอเนื้อหา ขั้นการฝึกปฏิบัติ ขั้นการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร การแก้ไขความถูกต้อง ครูแก้ไขข้อผิดพลาดที่ เกิดขึ้น ครูแก้ไขข้อผิดพลาด และช่วยนักเรียนแก้ไข ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แล้วลดการแก้ไขที่ ชัดเจนน้อยลงใน ภายหลัง ครูบันทึกข้อผิดพลาดแต่จะ ไม่แก้ไขข้อผิดพลาดใน ระหว่างการทํากิจกรรม ที่มา: Bake & Westrup, 2000 อ้างถึงใน องอาจ นามวงศ์, 2559 จากภาพและตารางดังกล่าว จะเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ 3P ครูมีหน้าที่คอยควบคุมกิจกรรม ให้กับนักเรียน คอยตรวจสอบความเข้าใจ หาข้อบกพร่องต่าง ๆ และแก้ไขปัญหา หรือจะเรียกได้ว่าครูคือ ผู้อํานวยความสะดวกให้กับผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถฝึกใช้ภาษาได้อย่างเต็มที่ ต่อมาได้มีการบูรณาการ เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ 3P เข้ากับ 2W จนกลายเป็น 2W3P ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความหมายของวิธีการสอน 2W3P ดังนี้ สำนักศึกษานิเทศก์และพัฒนามาตรฐานการศึกษา (2542, น. 25) ได้อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P ว่าเป็นวิธีการสอนภาษาตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมหรือขั้นเข้าสู่บทเรียน (Warm up) เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนมีความ พร้อมที่จะเรียนเนื้อหาใหม่ อาจจะเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วหรืออาจเป็นการนำเข้าสู่ เนื้อหาใหม่ที่กาลังจะเรียนต่อไป กิจกรรมที่ใช้ในขั้นตอนนี้อาจจะเป็นเพลงเกม นิทาน การสนทนา หรือ การแสดงต่าง ๆ เป็นต้น ขั้นที่ 2 ขั้นการนำเสนอ (Presentation) เป็นการให้ตัวป้อนภาษา (Language Input) แก่ผู้เรียน ที่เป็นตัวอย่างภาษาที่ใช้ในชีวิตจริงและตัวอย่างภาษาที่ครูผู้สอนเลือกใช้ในห้องเรียนครูผู้สอนแสดง บทบาทเป็นผู้ให้ข้อมูล (Informant) และให้ผู้เรียนมีหน้าที่ฟังและสังเกต ขั้นที่ 3 ขั้นฝึก (Practice) เป็นการฝึกภาษาในสถานการณ์เดียวกันกับที่ครูผู้สอนนำเสนอ ในขั้น ที่นำเสนอ (Presentation) ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในสถานการณ์ที่เสมือนจริง


Click to View FlipBook Version