๑ วิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาตามแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้จัดทำ นางลันดร โมขศักดิ์ สังกัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต ๕ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนวิชา ภาษาไทย ประจำปีการศึกษา ๒๕6๖
๒ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือจากนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชน บ้านนาโพธิ์ ที่ได้ให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน รวมทั้งฝ่าย วิชาการของโรงเรียนที่ได้ให้การสนับสนุนให้คุณครูได้ทำการวิจัย เพื่อให้เล็งเห็นถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข ปัญหาอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้วิจัยขอแสดงความขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ลันดร โมขศักดิ์
๓ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของการวิจัย 5 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 ขอบเขตของการวิจัย 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรในการวิจัย 7 กรอบแนวคิด 7 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 7 สมมติฐานในการวิจัย 7 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 8 การสุ่มตัวอย่าง 8 การเก็บรวบรวมข้อมูล 8 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 8 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 10 บทที่ 3 วิธีการศึกษา 18 บทที่ 4 การวิเคราะห์และอภิปรายผล 21 บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 22 ภาคผนวก ตัวอย่างแบบสอบถาม บรรณานุกรม
๔ บทคัดย่อ ชื่องานวิจัย การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้วิจัย นางลันดร โมขศักดิ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อแก้ปัญหาการเขียนภาษาไทยที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกหัดเขียนไทย 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำก่อนและหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การดำเนินการ 1. ทดสอบนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างก่อนการฝึกแบบการเขียนสะกดคำ 2. ให้นักเรียนฝึกแบบเขียนสะกดคำ ทั้ง 2 ชุด จำนวน 10 ครั้ง 3. ทดสอบนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างหลังการฝึกแบบการเขียนสะกดคำ 4. นำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่าการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเขียน สะกดคำภายหลังการทดลองสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำก่อนทดลอง ร้อยละ 56 อยู่ใน เกณฑ์พอใช้ เพิ่มขึ้น จากเดิม ร้อยละ 24
๕ บทที่ 1 บทนำ 1.1ที่มาและความสำคัญของการวิจัย วิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของการเรียนในทุกวิชา เด็กนักเรียนจึงควรจะมีทักษะ ในการการอ่านและการเขียนได้ถูกต้อง จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กนักเรียนที่เรียนใน ระดับชั้นประศึกษาปีที่ 6 พบว่ามีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เขียนคำในภาษาไทยไม่ถูกต้อง จึงเป็นปัญหาที่ จะต้องแก้ไขและพัฒนาเด็กที่มีปัญหาให้ดีขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องมีการคิดวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานี้ โดยการนำแบบฝึกเขียนไทยมาให้นักเรียน ได้ฝึกทำ เพื่อจะได้เขียนภาษาไทยได้ถูกต้อง และมีผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของเด็กนักเรียนที่เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น 1.2วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อแก้ปัญหาการเขียนภาษาไทยที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ แบบฝึกหัดเขียนไทย 4. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำก่อนและหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1.3 ขอบเขตของการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 คน 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 คน เขียนคำภาษาไทยได้ดีขึ้น 2. นำผลการวิจัยไปดำเนินการเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง
๖ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการศึกษาความสามารถในการอ่านและเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาและรวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. การจัดการเรียนการสอนแบบประสานห้าแนวความคิดหลัก 3. การสอนเขียน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.1 ปรัชญาในการจัดเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วัฒนาพร ระงับทุกข์ ( 2540 : 10-12 ) ได้รวบรวมปรัชญาในการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนี้ 1. ปรัชญาพิพัฒนนิยม ( Progressivism ) มองว่าการศึกษาจะต้องพัฒนาผู้เรียนทุกด้าน ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม อาชีพ และสติปัญญา สิ่งที่เรียนควรเป็นประโยชน์สัมพันธ์ สอดคล้องกับ ชีวิตประจำวันและสังคมของผู้เรียนให้มากที่สุด รวมทั้งส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยทั้งในและนอก ห้องเรียน และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองและสังคม เพื่อผู้เรียนจะได้ปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้อย่างมี ความสุข ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างใดก็ตาม ผู้เรียนจะต้องรู้จักแก้ปัญหาได้ ครูในปรัชญานี้ ทำหน้าที่เตรียม แนะนำและให้คำปรึกษาเป็นหลักสำคัญ ครูอาจจะเป็นผู้รู้ แต่ไม่ ควรไปกำหนดหรือกะเกณฑ์ ( Dictate ) ให้เด็กทำตามอย่าง และควรเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้เข้าใจ และเห็นจริงด้วยตนเอง สำหรับผู้เรียน ปรัชญาสาขานี้ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมาก เพราะถือว่าการเรียนรู้ นั้นจะเกิดได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง หรือลงมือทำด้วยตนเอง ( Learning by doing ) และได้ทำงานร่วมกัน ( Participation ) เพื่อให้การเรียนการสอนตรงตามความต้องการ เหมาะสมกับ ความถนัดและความสามารถของผู้เรียนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็อยู่ร่วมกับคนอื่นได้มากขึ้นด้วย 2. ปรัชญาปฏิรูปนิยม ( Reconstructionism ) จุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในแนวทางนี้คือ การศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อการปรับปรุง พัฒนา และสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าเดิม ครูในปรัชญานี้จะต้องเป็นนักบุกเบิก เป็นนักแก้ปัญหา สนใจและใฝ่รู้ในเรื่องของสังคม และปัญหา สังคมอย่างกว้างขวางและเอาจริงเอาจัง ในขณะเดียวกันก็ต้องสนใจในวิชาการควบคู่กันกันไป ครูจะต้องมี ทักษะในการรวบรวม สรุป และวิเคราะห์ปัญหาให้ผู้เรียนเห็นได้ ในขณะเดียวกันก็แนะนำให้ผู้เรียนศึกษา ทำความเข้าใจเรื่องของสังคมรอบตัวได้ ลักษณะที่สำคัญของครูในปรัชญานี้อีก มีความเป็นประชาธิปไตย ครูไม่ใช่ผู้รู้คนเดียว ไม่ใช่ผู้ชี้ทางแต่เพียงคนเดียว แต่ควรให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันคิดพิจารณาเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ และจะต้องเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ผู้เรียนในปรัชญากลุ่มนี้แตกต่างไปจากปรัชญาพิพัฒนนิยมอยู่มาก ตรงที่จะเห็นประโยชน์ที่เกิด ขึ้นกับตัวเองน้อยลง แต่เห็นประโยชน์ของสังคมมากขึ้น เด็กจะได้รับการปลูกฝังให้ตระหนักในคุณค่าของ สังคม เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายในการแก้ปัญหาของสังคมในอนาคต ผู้เรียนจะได้รับการ ฝึกฝนให้รู้จักเทคนิคและวิธีการต่างๆ ที่จะทำความเข้าใจและแก้ปัญหาของสังคม ในแนวทางของ ประชาธิปไตย
๗ 3. ปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ( Existentialism ) ปรัชญาการศึกษานี้ เห็นว่าในสภาวะของโลก ปัจจุบันมีสรรพสิ่งหรือทางเลือกมากมายเกินความสามารถที่มนุษย์เราจะเรียนรู้ จะศึกษา และจะมี ประสบการณ์ได้ทั่วถึง ฉะนั้นมนุษย์เราควรจะมีสิทธิหรือโอกาสที่จะเลือกเรียนหรือศึกษาสรรพสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวของตัวเองมากกว่าที่จะให้ใครมาป้อนหรือมอบให้ กระบวนการเรียนการสอนยึดหลักให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรู้จักตนเอง โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นโดยใช้ คำถามนำไปสู้เป้าหมายที่ผู้เรียนแต่ละบุคคลต้องการ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ในหน้าที่ของตน 4. ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสนา ( Buddhistisc Philosophy of Education ) เป็นปรัชญาที่อาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาในการอธิบายเรื่องของชีวิตโลก และ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีปัญหา ไม่มีตัวตน และไม่มีอะไรที่ยั่งยืนโดยไม่เปลี่ยน ทั้งยังเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาตามแรงกรรม ซึ่งรวมทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ( Innately good and bad ) กรรมและการกระทำของมนุษย์เกิดขึ้นจากตัณหาหรือกิเลสซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ แต่มนุษย์มีศักยภาพที่จะ สามารถขจัดกิเลสและควบคุมพฤติกรรมของตนให้เป็นไปในแนวทางที่ดี จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน จะมุ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้กระทำเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วัฒนาพร ระงับทุกข์ ( 240 : 19-20 ) ได้รวบรวมแนวคิดของนักการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการ เรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไว้ดังต่อไปนี้ อัจฉรา วงศ์โสธร กล่าวว่า การเรียนที่มีผู้เรียนเป็นศุนย์กลางของกระบวนการเรียนการสอน นั้น ครูผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ ช่วยเอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นได้ โดยการเตรียมการด้าน เนื้อหา วัสดุอุปกรณ์ สื่อการเรียนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ตลอดจนเป็นผู้คอยสอดส่อง สำรวจ ในขณะผู้เรียนฝึก และให้ข้อมูลป้อนกลับ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองและเกิดพัฒนาการ ขึ้น สงบ ลักษณะ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนที่นักเรียนได้รับการยอมรับนับถือในการ เป็นเอกัตตบุคคล ได้เรียนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับความสามารถ ได้เรียนสิ่งที่สนใจ ต้องการหรือ ประโยชน์ ได้ปฏิบัติตากระบวนการเพื่อการเรียนรู้ ได้รับการเอาใจใส่ ประเมิน และช่วยเหลือเป็น รายบุคคล และได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และสำเร็จตามอัตภาพ โกวิท ประวาลพฤกษ์ กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตร หมายถึง กระบวนการใดๆ ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการ เช่น กระบวนการกลุ่มทักษะ กระบวนการ 9 ขั้น กระบวนการสร้างความตระหนัก กระบวนการสร้างเจตคติ โกวิท วรพิพัฒน์ กล่าวว่า การเรียนการสอนที่พึงประสงค์ หมายถึง กระบวนการพัฒนาให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ทิศนา แขมมณี ได้เสนอหลักในการจัดเรียนการสอน ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่ง การจัด กิจกรรมการเรียนการสอนควรมีคุณสมบัติดังนี้ ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง ( construct ) ความรู้ด้วย ตนเอง ทำความเข้าใจ สร้างความหมายของสาระข้อความรู้ให้แก่ตนเอง ค้นพบข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง 2. ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ( Interaction ) ต่อกันและได้เรียนรู้จากกันและกันได้แลกเปลี่ยน ข้อมูลความรู้ ความคิดและประสบการณ์แก่กันและกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
๘ 3. ช่วยให้ผู้เรียนมีบทบาท มีส่วนร่วม ( Participation ) ในกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุด 4. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ “ กระบวนการ “ ( process ) ควบคู่ไปกับ “ ผลงาน “ ( Product ) 5. ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ( Application ) วิเศษ ชิน วงศ์ ( 2544 : 35 ) ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. สมองของมนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด ผู้เรียนต้องอาศัยระบบประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องสนใจและให้ผู้เรียนได้พัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่างสมอง ( Head ) จิตใจ ( Heart ) และสุขภาพองค์รวม ( Health ) 2. ความหลากหลายของสติปัญญา หรือพหุปัญญา จัดกระบวนการเรียนรู้ควรจัดกิจกรรมที่ หลากหลายเพื่อส่งเสริมศักยภาพความเก่ง ความสามารถของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้แต่ละคนได้ พัฒนาความถนัด ความเก่งตามศักยภาพของตน 3. การเรียนรู้เกิดจากประสบการณ์ตรง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( วิเศษ ชินวงศ์. 2544 : 35 ) ได้รวบรวมแนวคิด ทางทฤษฏีการเรียนรู้และเสนอแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้ 1. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนได้พัฒนา เต็มความสามารถทั้งด้านความรู้ จิตใจ อารมณ์ และทักษะต่าง ๆ 2. ลดการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาลง ผู้เรียนกับผู้สอนควรมีบทบาทร่วมกันใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ในการแสวงหาความรู้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เป็นประโยชน์และสัมพันธ์กับ ชีวิตจริง เรียนรู้ความจริงในตนเองและความจริงในสิ่งแวดล้อมจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ครูทำหน้าที่ เตรียมการจัดสิ่งเร้า ให้คำปรึกษา วางแนวกิจกรรม และประเมินผล และนงเยาว์ แข่งเพ็ญแข ( 2540 : 35 ) กล่าวว่า การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังโดยให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการคิด การวิเคราะห์ การวิจัย สร้าง องค์ความรู้ได้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มีนักการศึกษาท่านอื่น ๆ ที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับหลักในการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ดังต่อไปนี้ ดอนน่า แบรด์ และพอล กินนิส ( Brandes and Ginnis. 1988 : 163 ) กล่าว ว่า การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ระบบการจัดการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยความเชื่อ ที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนเอง ผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมให้เข้าร่วมและ รับผิดชอบการเรียนรู้ของตน แฮลมัท แลงค์ ( Lang. 1995 : 148 ) และคนอื่น ๆ ได้เสนอหลักในการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาครบถ้วน ด้วยวิธีการของแต่ละ บุคคลที่อาจแตกต่างกันไปเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น และมี ปฏิสัมพันธ์
๙ ซึ่งกันและกัน แมกซี่ ดิสโคลส์ ( Driscoll. 1994 : 78 ) มองการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ กล่าวว่า ผู้เรียนมิได้เป็นเพียงผู้รับการเรียนการสอนที่ผู้อื่นออกแบบให้เท่านั้น แต่พวกเขาจะต้อง เข้าร่วมอย่างกระตือรือร้น ในการกำหนดสิ่งที่ต้องการเรียน และวิธีการที่ความต้องการเหล่านั้นจะสัมฤทธิ์ ผลด้วย เมื่อประมวลแนวคิดของนักการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า แนวคิดการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ แนวทางในการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนเป็น สำคัญในการพัฒนา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการ เรียนรู้ และการลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนได้เรียนกระบวนการควบคู่ไปกับผลงาน ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วย ตนเองและสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองและเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ หลักการในจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วัฒนา ระงับทุกข์ ( 2542 : 3-4 ) ได้เสนอหลักการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ ครูมีบทบาทเป็น ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และให้บริการด้านความรู้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนจะรับผิดชอบตั้งแต่การเลือกการวางแผน สิ่งที่ตนจะเรียน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือก และจะเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการศึกษา ค้นคว้า รับผิดชอบการเรียนตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. เนื้อหาวิชามีความสำคัญ และมีความหมายต่อการเรียนรู้ในการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยเนื้อหาวิชา ประสบการณ์เดิม และความต้องการของผู้เรียน การเรียนรู้ที่สำคัญและมีความหมายจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่สอน ( เนื้อหา ) และวิธีที่ใช้สอน ( เทคนิคการสอน ) 3. การเรียนรู้จะประสบผลสำเร็จ หากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับ ความสนุกสนานจากการเรียน หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ได้ค้นพบ ข้อคำถามและคำตอบใหม่ ๆ สิ่งใหม่ ๆ ประเด็นที่ท้าทายและความสามารถในเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบรรลุผลสำเร็จของงานที่พวกเขาริเริ่มด้วยตนเอง 4. สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้เรียน การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มจะช่วยส่งเสริม ความเจริญงอกงาม การพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ การปรับปรุงการทำงาน และการจัดการกับชีวิตของแต่ละบุคคล สัมพันธภาพที่ เท่าเทียมกัน ระหว่าสมาชิกในกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของ ผู้เรียน 5. ผู้เรียนได้เห็นความสามารถของตนในหลาย ๆ ด้าน การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมุ่ง ให้ผู้เรียนมองเห็นความสามารถของตนในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ผู้เรียนจะมีความมั่นใจในตนเองและ ควบคุมตนเองได้มากขึ้น สามารถเป็นในสิ่งที่อยากเป็น มีวุฒิภาวะสูงมากขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตน ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น 6. ผู้เรียนได้พัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้หลาย ๆ ด้านพร้อมกันไป การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผู้เรียนหลาย ๆ ด้าน คุณลักษณะด้านความรู้ ความคิด ด้านการ ปฏิบัติและด้านอารมณ์ ความรู้สึกจะได้รับการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน
๑๐ 7. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ให้บริการความรู้ ในการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ครูจะต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน เป็นแหล่งความรู้ที่ ทรงคุณค่าของผู้เรียน และสามารถค้นคว้าจัดหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือครู จะต้องเต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้เรียน เป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน จากหลักการดังกล่าว สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ผู้เรียน ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง การเรียนรู้ที่สำคัญขึ้นอยู่กับสิ่งที่สอน ( เนื้อหา ) และวิธีที่ใช้สอน ( เทคนิคการสอน ) การเรียนรู้จะประสบความสำเร็จผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้และ สัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และผู้เรียนได้เห็นความสามารถของตนเอง พร้อมกับได้พัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ในหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งครูจะเป็นผู้อำนวยความ สะดวกเป็นผู้ให้บริการความรู้แก่เด็ก หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ( วัฒนาพร ระงับทุกข์ , 2540 : 21 ) เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างได้ผล การจัดประสบการณ์ เรียนรู้ควรยึดหลักต่อไปนี้ 1.3.1.1 ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียน การสอนอย่างทั่วถึง และมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การที่ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้กระทำจะช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความพร้อมและกระตือรือร้นที่จะเรียนอย่างมีชีวิตชีวา และรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน 1.3.1.2 ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญ โดยให้ผู้เรียนมีโอกาสไปปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม ได้พูดคุย ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น และการเรียนรู้จะปรับตัวให้สามารถ อยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้ดี 1.3.1.3 ยึดการค้นพบด้วยตนเอง เป็นวิธีการสำคัญ การเรียนรู้โดยผู้สอนพยายาม จัดการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะการค้นพบความจริง ใด ๆ ด้วยตนเองนั้นผู้เรียนมักจะจดจำได้ดี และมีความหมายโดยตรงต่อผู้เรียน และเกิดความคงทนของ ความรู้ 1.3.1.4 เน้นกระบวนการ ( Process ) ควบคู่ไปกับผลงาน ( Product ) โดยการ ส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดผลงาน มิใช่มุ่งจะพิจารณาถึงผลงานแต่ เพียงอย่างเดียว เพราะประสิทธิภาพของผลงานขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของกระบวนการ 1.3.1.5 เน้นการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดหาแนวทาง ที่จะนำความรู้ ความเข้าใจไปใช้ในชีวิตประจำวัน พยายามส่งเสริมให้เกิดปฏิบัติจริง และพยายามติดตาม ผลการปฏิบัติของผู้เรียน จากหลักการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สรุปได้ว่า ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดยึดการค้นพบด้วยตนเอง เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองและจดจำได้ดี เน้นกระบวนการควบคู่กันไปพร้อมกับผลงานและ เน้นการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
๑๑ 2. การจัดการเรียนการสอนแบบประสานห้าแนวคิดหลัก รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบประสานห้า แนวคิดหลักหรือแบบซิปปา ( CIPPA MODEL ) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจก็คือการจัดการเรียนการสอนโดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปา CIPPA หรือแบบประสาน 5 แนวคิดหลักที่พัฒนาโดย รศ. ดร. ทิศนา แขมณี สาระสำคัญของหลักการสอนแบบ CIPPA ซึ่งระบุไว้ว่าในการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง จะต้องประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. นักเรียนจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ ( Construction ) แนวคิดการสรรค์สร้างความรู้ หมายถึง การส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ตามแนวคิดของ ( Constructivism ) การมีโอกาสปฏิสัมพันธ์และเรียนรู้จากผู้อื่น ( Interaction ) นักเรียนจะมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือความรู้กันภายในกลุ่ม ในห้องเรียน ในโรงเรียน หรือในชุมชนที่นักเรียนอยู่ เรียกว่าเป็นการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม นอกจากจะได้รับความรู้ ยัง มีโอกาสเรียนรู้การอยู่ด้วยกันในสังคมหรือการปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ คือมีโอกาสรับรู้ความรู้สึกจากสิ่งต่าง ๆ หรือมีอารมณ์ร่วมต่อเหตุการณ์ได้ด้วยตนเอง 3. นักเรียนจะต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ( Physical Praticipation ) นักเรียนได้มีโอกาส แสดง บทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทรับรู้ของผู้เรียนตื่นตัว กระฉับกระเฉง นักเรียนจะได้มีส่วนร่วมทางร่างกายและเกิดความพร้อมในการเรียนรู้ 4. นักเรียนจะต้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ ( Process Learning ) นักเรียนได้มีโอกาส ใช้กระบวนการเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ หรือการได้รับความรู้จากการตอบคำถาม การอภิปราย การ แลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อน เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ อันเป็นเครื่องมือที่ ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตนักเรียนจะต้องมีโอกาสนำความรู้ไปใช้ ( application ) นักเรียนมี โอกาส นำความรู้ที่สร้างขึ้นเองไปใช้ประโยชน์ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องกัน การส่งเสริม ให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้อันจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ ( นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ . 2542 : 16-17 ) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา กรมวิชาการ ( 2544 : 64-65 ) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปา มี องค์ประกอบสำคัญ ดังกล่าว ครูสามารถเลือกรูปแบบ วิธีสอน หรือกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ที่สามารถทำให้ ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ตามองค์ประกอบทั้ง 5 การจัดกิจกรรมสามารถจัดกิจกรรมใดก่อน - หลัง ได้โดยมิต้องเรียงลำดับ และเพื่อให้ครูผู้สอนที่ต้องการนำหลักการของรูปแบบซิปปาได้สะดวก รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ได้จัดลำดับขั้นตอนการสอนเป็น 7 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นการตรวจสอบความรู้เดิม ( Cl ) - ผู้เรียนแสดงความรู้เดิมของตนที่จำเป็นในการสร้างความรู้ใหม่
๑๒ - ผู้เรียนตรวจสอบและปรับแก้ไขความรู้เดิมของตนให้ถูกต้อง - ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นท้าทายให้ไตร่ตรองเพื่อสร้างความรู้ใหม่ 2. ขั้นการสร้างความรู้ใหม่จากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม ( ClPP ) - ผู้เรียนร่วมปฏิบัติกิจกรรมที่มุ่งให้ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมด้วยการลงมือกระทำที่ สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน - ผู้เรียนใช้กระบวนการ ทักษะ ในการทำความเข้าใจและสร้างความหมายแก่ขอมูล จาก กาปฏิบัติกิจกรรม - ผู้เรียนสรุปและบันทึกข้อค้นพบเกี่ยวกับ หลักการความรู้ ความคิดรวบยอดเป็น ความรู้ใหม่ของตน 1. ขั้นศึกษาความเข้าใจความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ( CIPP ) - ผู้เรียนสร้างความหมายของข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่ - ผู้เรียนสรุปความเข้าใจแล้วเชื่อมโยงกับความรู้เดิม 2. ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ ( CIPP ) - ผู้เรียนนำเสนอความรู้ใหม่ที่ได้แก่กลุ่ม - ผู้เรียนตรวจสอบความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ - ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปทดลองใช้ เพื่อแลกเปลี่ยน ตรวจสอบ - ขยายประสบการณ์ให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 3. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ ( CIPPA ) - ผู้เรียนสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมด ทั้งความรู้ใหม่และเก่า - ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้มาเรียบเรียงให้ได้ใจความสาระสำคัญครบถ้วน เพื่อสะดวกแก่การจดจำ 4. ขั้นแสดงผลงาน ( CIPPA ) - ผู้เรียนแสดงผลงานการสร้างความรู้ด้วยตนเอง - ผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจของตนเองด้วยการได้รับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อื่น 5. ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ( CIPPA ) - ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ - ผู้เรียนสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างผลงานต่าง ๆ
๑๓ จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมการสอนแบบห้าแนวคิดหลัก สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งกาย สติปัญญา และสังคม ส่วนการมีส่วนร่วมในด้านอารมณ์นั้น จะเกิดควบคู่ ไปกับทุกด้านอยู่แล้ว ถ้าผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแบบดังกล่าว การจักการเรียนรู้ก็จะมี ลักษณะผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 3. การสอนการเขียน การเขียนคำให้ถูกต้องเป็นสาขาหนึ่งของการเขียน การเขียนคำเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่าง ยิ่งต่อชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ของบุคคลในยุคปัจจุบัน เพราะการเขียนคำให้ถูกต้องจะช่วยให้อ่าน หนังสือออกและเขียนหนังสือได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนวิชาต่าง ๆและเพื่อการศึกษาใน ระดับสูง ๆ ต่อไป ( สุนันท์ จงธนสารสมบัติ. 2525 : 146 ) ซึ่งความเห็นดังกล่าวตรงกับที่ รอง รัตน์ อิสรภักดี และเทือก กุสุมา ณ อยุธยา กล่าวไว้ว่า การสอนเขียนคำเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้อง รู้จักการเขียนคำที่ถูกต้องก่อนที่จะเขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ ( รองรัตน์ อิสรภักดี และเทือก กุสุมา ณ อยุธยา . 2526 : 145 ) ดังนั้นการจะสอนให้เด็กมีความสามารถในการเขียนคำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการ เอาใจใส่ ความสนใจจากครูผู้สอน และส่งเสริมให้นักเรียนมีประสิทธิภาพทางการเขียนให้มากที่สุดเพื่อ ประโยชน์ดังกล่าว รองรัตน์ อิสรภักดี และ เทือก กุสุมา ณ อยุธยา ( 2526 : 126 ) ได้กล่าวถึงหลักการ สอนเขียนต้องคำนึงถึงหลักการต่อไปนี้ 1. สอนคำที่อยู่ใกล้ตัวเด็กและสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน 2. สอนคำที่เด็กสนใจและเข้าใจความหมาย 3. ช่วยเหลือเด็กที่เรียนอ่อนเป็นพิเศษ เด็กบางคนยังจำสระและพยัญชนะไม่ได้ ย่อมจะเขียนคำ ไม่ได้ ดังนั้นครูจำเป็นต้องเอาใจใส่ให้เด็กจำสระและพยัญชนะให้ได้เสียก่อน นอกจากนี้ เมื่อเด็กเรียน การเขียนคำไปแล้วครูไปพบคำเหล่านี้ในวิชาอื่น ต้องทบทวนให้เด็กระลึกถึงคำนี้ด้วย เพื่อให้จำได้แม่นยำ ยิ่งขึ้น 4. ทุกครั้งที่สอนคำใหม่ต้องมีการทบทวนคำเก่าที่เรียนมาแล้วเสียก่อน 5. การทดสอบต้องทำกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะทราบว่าเด็กมีความสามารถในการเขียนคำมาก น้อยเพียงใด 6. มีการบันทึกผลงานของเด็กแต่ละคนไว้ตั้งแต่เริ่มแรกเด็กเขียนคำได้มากน้อยเพียงใด เด็ก พัฒนาขึ้นหรือไม่ 7. ดำเนินการสอนที่ถูกต้องให้แก่เด็ก โดยช่วยเหลือเด็กเป็นขั้น ๆ ดังนี้ 7.1 ให้เด็กได้ยินคำที่สะกดอย่างชัดเจน 7.2 ให้เด็กเขียนสะกดคำอย่างระมัดระวัง 7.3 ให้เด็กอ่านคำที่สะกด 7.4 ทบทวนคำที่สะกดนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ 8. ครูเขียนคำใหม่ลงในกระดานแล้วให้นักเรียนลอกตาม ครูต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กลอกผิด 9. เมื่อสะกดคำไปแล้ว เด็กคนใดสะกดผิดครูต้องแก้บนกระดานอย่างชัดเจน อ่านง่าย
๑๔ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กลอกผิด นอกจากนี้ พิทซ์ เจอรัลด์ ( FitZgerald . 1967 : 38 ) ได้เสนอแนะลำดับขั้นการ เขียนคำไว้ดังนี้ 1. ต้องให้นักเรียนรู้ความหมายของคำนั้นเสียก่อน โดยครูเป็นผู้บอก หรือโดยอาศัย พจนานุกรม แล้วให้นักเรียนอภิปรายซ้ำ ข้อสำคัญ คำนั้นต้องเป็นคำที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 2. ต้องให้นักเรียนอ่านออกเสียงคำได้ถูกต้องชัดเจน จะช่วยให้นักเรียนรู้จักคำนั้นได้แม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งรูปคำ และการออกเสียง 3. ต้องให้นักเรียนเห็นรูปคำนั้น ๆ ว่าประกอบด้วย สระ พยัญชนะ อะไรบ้าง ถ้าเป็นคำหลาย พยางค์ ควรแยกให้เด็กดูด้วย ถ้าทำได้ 4. ต้องให้นักเรียนลองเขียนคำนั้น ๆ ทั้งดูแบบและไม่ดูแบบ 5. ต้องสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนนำคำนั้น ๆ ไปใช้ ซึ่งอาจใช้ในการเขียนบรรยายเรื่องราว หรือ เขียนในกิจกรรมการเรียนที่เหมาะสมกับวัย ฮอร์น ( Horn . 1954 : 19 - 20 ) ได้เสนอแนะกิจกรรมการสอนเขียนเพื่อให้เด็กสนใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อการสอนเขียนคำ ไว้ดังนี้ 1. ให้นักเรียนได้รู้ถึงคุณค่าในความสามารถของตน ที่จะนำการเขียนคำไปใช้กับวิชาอื่น ๆ 2. ให้นักเรียนเข้าใจถึงการเขียนคำในบทเรียนต่าง ๆ และมีการแก้ไขได้ถูกต้อง 3. ให้นักเรียนได้ทราบถึงผลการเขียนด้วยตนเอง ครูเป็นผู้กระตุ้นชี้แนะเท่านั้น 4. ในแต่ละสัปดาห์ครูทำแผนภูมิก้าวหน้าในการเขียนคำของนักเรียนแต่ละคน 5. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตั้งจุดมุ่งหมายของการเขียน อันจะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการ แสดงความดิดเห็นและรับผิดชอบอีกด้วย 6. ครูและนักเรียนควรจะได้แสดงท่าทางประกอบเพื่ออธิบายความหมายของคำให้เข้าใจยิ่ง ขึ้นด้วย 7. นักเรียนที่เก่งได้ช่วยเหลือนักเรียนที่อ่อน ไพฑูรย์ ธรรมแสง ( 2519 : 23 - 24 ) ได้เสนอความคิดเห็นว่า วิธีการฝึกเขียนสะกดคำ ควรใช้กิจกรรมหลาย ๆ อย่างปนกัน เช่น 1. ก่อนอื่นต้องให้เด็กรู้จุดมุ่งหมายของการเขียนคำ เพื่อให้เด็กเขียนสะกดคำได้ถูกวรรคตอนและ ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย 2. ให้เด็กรวบรวมคำที่เขียนผิดบ่อย ๆ จากหนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณา พร้อมทั้งอธิบายได้ว่าผิด ตรงไหน 3. ให้มีการสะกดตัวบนกระดานดำ 4. ให้ช่วยกันเขียนคำยากด้วยอักษรงาม ๆ ปิดแผ่นป้ายประกาศในห้องเรียน 5. ผูกคำยากเป็นร้อยกรองให้ท่องจำ 6. ส่งเสริมให้เปิดพจนานุกรมเมื่อสงสัย 7. กำหนดศัพท์ให้เขียนเป็นประโยค หรือเป็นเรื่องราว 8.ใช้กิจกรรมเขียนประกาศ โฆษณา ชี้แจงการเขียนรายงาน เป็นกิจกรรมร่วมกับการเขียนคำ บอก
๑๕ 9. ถ้าบอกให้เขียนเป็นเรื่องราว ต้องให้เด็กทำความเข้าใจเรื่องที่จะเขียนได้อีกด้วยก่อน รวมทั้ง คำศัพท์ที่ยากด้วย 10. เมื่อเขียนผิด ชี้แจงให้เด็กทราบว่าผิดอย่างไร แล้วแก้ไข การเขียนคำที่ถูกต้องนั้น คือความสามารถเขียนคำโดยเรียงได้ลำดับพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกดได้ถูกต้อง การสอนเขียนคำเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจึงต้องใช้กิจกรรมหลายๆ อย่าง เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน และจดจำคำต่าง ๆ ได้แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพด้วย 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จิรนันท์ บุญเรือน ( 2544 : 120 –121 ) ได้ศึกษาผลการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการ สอน แบบซิปปา ( CIPPA MODEL ) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ทางภาษา ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการ สอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปา ( CIPPA MODEL ) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ทางภาษา ที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยในด้านทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนสูงกว่านักเรียน ที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านเจตคติพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอน โดยใช้รูปแบบซิปปา ( CIPPA MODEL ) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ทางภาษา มีคะแนนเจตคติต่อการเรียน ภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
๑๖ บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ตัวแปรในการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 คน ตัวแปรอิสระ แบบฝึกเขียนไทย ตัวแปรตาม ความสามารถในการเขียนสะกดคำของนักเรียน ตัวแปรควบคุม จำนวนนักเรียน กรอบแนวคิด การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ วิชาภาษาไทยของ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 คน ผู้วิจัยได้ทำแบบฝึกเขียนสะกดคำ เกี่ยวกับวิชาภาษาไทยซึ่ง มีความยากง่ายแตกต่างกัน จำนวน 10 ชุด นิยามศัพท์ปฏิบัติการ การเขียนสะกดคำ ความถูกต้องในการประสมอักษรที่มีความหมายตรงกับคำที่ต้องการ สมมติฐานในการวิจัย สมมติฐานที่ 1 แบบฝึกเขียนไทยมีผลต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำของนักเรียนดีขึ้น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้าน นาโพธิ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่มีพฤติกรรมการเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2 ชุดๆ ละ 5 แบบ ฝึกรวมแบบฝึกทั้งสิ้น 10 แบบฝึก 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ในการเขียนสะกดคำแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
๑๗ การสุ่มตัวอย่าง การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใช้ตัวอย่างแบบเจาะจง โดยเลือกจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ มีพฤติกรรมการเขียนสะกดคำไม่ถูก ต้อง จำนวน 5 คน ได้แก่นักเรียนที่มีรายชื่อดังนี้ ลำดับที่ ชื่อ - สกุล ชั้น 1. เด็กชายอมรเทพ โคตถา ป.6 2. เด็กชายธนพล ทานะพิมพ์ ป.6 3. เด็กชายคุณากร สัตย์ธรรม ป.6 4. เด็กหญิงรุจิรัตน์ หารสาร ป.6 5. เด็กหญิงพาขวัญ วรรณรมย์ ป.6 ตารางที่ 1 แสดงชื่อ – นามสกุล และชั้น นักเรียนที่ศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมแบบทดสอบโดยการให้กลุ่ม ตัวอย่างได้ลงมือฝึกแบบทดสอบเขียนไทย ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเริ่มตั้งแต่ 5 สิงหาคม 256๔ - 22 กันยายน 2565 ที่ กิจกรรม ช่วงเวลา 1. ทดสอบความสามารถในการสะกดคำก่อนการฝึกและสรุปผล สัปดาห์ที่1 2. ฝึกเขียนคำครั้งที่ 1 ทั้ง 2ฉบับ สัปดาห์ที่1 3. ฝึกเขียนคำครั้งที่ 2 ทั้ง 2ฉบับ สัปดาห์ที่2 4. ฝึกเขียนคำครั้งที่ 3 ทั้ง 2ฉบับ สัปดาห์ที่2 5. ฝึกเขียนคำครั้งที่ 4 ทั้ง 2ฉบับ สัปดาห์ที่3 6. ฝึกเขียนคำครั้งที่ 5 ทั้ง 2ฉบับ สัปดาห์ที่3 7. ทดสอบความสามารถในการสะกดคำหลังการฝึกและสรุปผล สัปดาห์ที่4 8. สรุปรายงานวิจัย สัปดาห์ที่4 ตารางที่ 2 แสดงระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย การสร้างเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบฝึกเขียนไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. วิธีการสร้างเครื่องมือ 1.1 ศึกษาจากผู้รู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.2 วางแผนสร้างเครื่องมือ (แบบสอบถามพฤติกรรม) 1.3 จัดพิมพ์แบบทดสอบเขียนไทย 1.4 ตรวจสอบความถูกต้องก่อนใช้
๑๘ 1.5 นำแบบทดสอบเขียนไทยมาใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2. ส่วนประกอบ / เนื้อหาสาระของเครื่องมือ ส่วนที่ 1 แบบทดสอบเขียนไทย ก่อนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบฝึกเขียนไทยแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 5 ชุด ส่วนที่ 3 แบบฝึกเขียนไทยแบบอัตนัย 18 ข้อ จำนวน 5 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ การอภิปรายผลร้อยละ ช่วงคะแนน 0 - 49 หมายถึง ต้องปรับปรุง 50 - 69 หมายถึง พอใช้ 70 - 79 หมายถึง ดี 80 – 100 หมายถึง ดีมาก
๑๙ บทที่ 4 การวิเคราะห์และอภิปรายผล จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบแบบฝึกการเขียนสะกดคำ ก่อนและหลังฝึก เรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ที่ ชื่อ - สกุล คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน 1. เด็กชายอมรเทพ โคตถา 6 11 2. เด็กชายธนพล ทานะพิมพ์ 9 10 3. เด็กชายคุณากร สัตย์ธรรม 9 14 4. เด็กหญิงรุจิรัตน์ หารสาร 7 10 5. เด็กหญิงพาขวัญ วรรณรมย์ 7 11 ตารางที่ 3 แสดงคะแนนที่นักเรียนสอบได้จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ที่ ชื่อ - สกุล คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 1. เด็กชายอมรเทพ โคตถา 30 % 55 % 2. เด็กชายธนพล ทานะพิมพ์ 45 % 50 % 3. เด็กชายคุณากร สัตย์ธรรม 45 % 70 % 4. เด็กหญิงรุจิรัตน์ หารสาร 35 % 50 % 5. เด็กหญิงพาขวัญ วรรณรมย์ 35 % 55 % รวม 32 % 56 % ตารางที่ 4 แสดงค่าร้อยละของคะแนนที่นักเรียนสอบก่อนเรียนเทียบกับหลังเรียน อภิปรายผล จากตารางด้านบน หลังดำเนินการคะแนนราม ร้อยละ 56 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์พอใช้ หมายความว่านักเรียนเมื่อฝึกแบบทดสอบการสะกดคำแล้วทำให้สามารถเขียนสะกดคำได้ดีขึ้น
๒๐ บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ จากการวิจัยพฤติกรรมของนักเรียนที่เขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๖ ของโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ จำนวน 5 คน พบว่าการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภายหลังการทดลองสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำก่อน ทดลอง ร้อยละ 56 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ เพิ่มขึ้น จากเดิม ร้อยละ 24 ซึ่งแต่ละคนมีคะแนน สูงขึ้นคือ ที่ ชื่อ - สกุล คะแนนเฉลี่ยก่อน เรียน คะแนนเฉลี่ยหลัง เรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1. เด็กชายอมรเทพ โคตถา 30 % 55 % 25 2. เด็กชายธนพล ทานะพิมพ์ 45 % 50 % 5 3. เด็กชายคุณากร สัตย์ธรรม 45 % 70 % 25 4. เด็กหญิงรุจิรัตน์ หารสาร 35 % 50 % 15 5. เด็กหญิงพาขวัญ วรรณรมย์ 35 % 55 % 20 เฉลี่ย 38 55.8 17.18 1. เด็กชายอมรเทพ โคตถา เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 2. เด็กชายธนพล ทานะพิมพ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 3. เด็กชายคุณากร สัตย์ธรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 4. เด็กหญิงรุจิรัตน์ หารสาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 5. เด็กหญิงพาขวัญ วรรณรมย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่าการใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ทำให้นักเรียนมีความสามารถในการเขียนสะกดคำสูงขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในด้านการเรียนการสอน 1.1 จากผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากทำให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรได้รับการส่งเสริมให้ครูผู้สอนได้มีการสร้างแบบ ฝึกโดยวิเคราะห์ คำมาก่อนว่าคำใดเป็นคำยากสำหรับนักเรียนและใช้แบบฝึกเข้าช่วยใน การสอนสะกดคำ จะเป็นการ ช่วยลดภาระและเวลาในการสอนของครูลงไปได้ เพราะ แบบฝึกลักษณะนี้สามารถใช้สอนนอกเวลาได้ และเด็กเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล ได้อีกด้วย 1.2 การสอนเขียนสะกดคำเป็นเรื่องที่เด็กไม่ค่อยชอบเรียน โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาด้าน การเขียนจะรู้สึกเบื่อหน่ายและวิตกกังวลทุกครั้งที่จะต้องเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำ ดัง นั้นครูจึง ต้องหาวิธีและรูปแบบที่จะทำบทเรียนให้สนุกสนานน่าสนใจ โดยหากิจกรรม แปลก ๆ ใหม่ ๆ มา ประกอบการสอนอยู่เสมอ การใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำจะช่วยแก้ ปัญหาความแตกต่างระหว่าง
๒๑ บุคคลในเรื่องนี้ได้และเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้นักเรียนไม่เบื่อ หน่ายการเรียน ในการสร้างแบบฝึกหัด สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษานั้นควรมีรูป ภาพประกอบให้มากและรูปภาพนั้นต้องแจ่มชัด พอที่จะสื่อความหมายได้ตามระดับ ความสามารถของเด็ก แบบฝึกแต่ละชุดไม่ควรให้มีคำมากและใช้ เวลาในการทำนานจน เกินไป 1.3 ในการสอนเขียนสะกดคำ ครูควรเน้นที่ความหมายของคำก่อนเพราะจะช่วยทำให้นัก เรียนเขียนสะกดคำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคำพยางค์เดียวเพราะมีคำพ้องเสียงอยู่มาก ถ้าครู สอนยังไม่มี แบบฝึกหัด อย่างน้อยควรใช้บัตรคำ บัตรความหมายคำ เปิดโอกาสให้นัก เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการ เรียนการสอนด้วย จากการที่ผู้วิจัยสังเกตพบในกลุ่มควบคุม ถ้า ครั้งใดที่ครูผู้สอนใช้บัตรคำและบัตร ความหมาย นักเรียนจะสนใจและรู้สึกสนุกสนานที่ จะได้เข้าร่วมกิจกรรมกับครู ดังนั้นครูไม่ควรสอน การเขียนสะกดคำวิธีการให้นักเรียน เขียนตามคำบอกและทำแบบฝึกหัดคำถูก-ผิด เท่านั้น ควรสอน คำและความหมายของคำ ก่อนทุกครั้งที่จะมีการเขียนตามคำบอก จะช่วยให้นักเรียนเขียนสะกดคำได้ ดีขึ้น 1.4 ควรมีการสนับสนุนและร่วมมือกันในกลุ่มครูผู้สอนกลุ่มทักษะภาษาไทย โดยการ สร้าง แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำในแต่ละบทเรียน โดยนำคำที่มีความยากปานกลาง ถึงยากมากใน บทเรียนนั้น ๆ มาสร้างเป็นแบบฝึก เพื่อให้สัมพันธ์กับคู่มือการสอนภาษา ไทย แบบเรียนภาษาไทย ให้เด็กได้ฝึกในเวลาทำการสอนแต่ละบทเรียน 1.5 ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการเขียนสะกดคำให้แก่เด็ก และครูทุกคนในโรงเรียนควร ร่วมมือกันแก้ไข ถ้าพบว่าเด็กนักเรียนคนใดเขียนสะกดคำผิดจะต้องแก้ไขให้ถูกต้องทันที อย่าปล่อยทิ้ง ไว้ เพราะจะทำให้นักเรียนเกิดความคงทนในคำผิดนั้น ๆ 1.6 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากของผู้วิจัยได้สร้างขึ้นนี้ ได้รวบรวมคำยากของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องเรียนตลอดทั้งปีมาสร้างเป็นแบบฝึก จึงสมควร ใช้แบบฝึกนี้ เพื่อสอนซ่อมเสริมนักเรียนตอนปลายปี หรือเลือกสอนเฉพาะแบบฝึกที่ สัมพันธ์กับเนื้อหาในแต่ละ บทเรียน 1.7 ในการทำแบบฝึกแต่ละครั้งของนักเรียน ครูผู้สอนจะต้องเฉลยทันทีและชี้แจงข้อ บกพร่อง ข้อสังเกตในการที่จะแก้ไขและจดจำ เพื่อให้นักเรียนทราบความสามารถของ ตน พร้อมทั้ง แนวทางในการแก้ไขและพัฒนาความสามารถในการเขียนสะกดคำของตน ให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อไปได้ 1.8 ในการสอนเขียนสะกดคำแต่ละครั้ง ควรมีทั้งคำที่ค่อนข้างง่ายจนไปถึงคำยาก ส่วนคำ ที่ มีความยากมากครูจะต้องใช้เวลาฝึกให้มากยิ่งขึ้นและควรสอนให้มีความสัมพันธ์กันทั้ง ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยเฉพาะการอ่านสะกดคำจะมีส่วนช่วยให้ นักเรียนเขียนสะกดคำ ได้ถูกต้องขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1ควรศึกษาผลความก้าวหน้าในการเขียนสะกดคำจากการสอนซ่อมเสริมเด็กที่อ่อนทาง ด้าน การเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก 2.2 ควรศึกษาผลของการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก เปรียบเทียบกับการใช้ เกม หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในการสอนเขียนสะกดคำ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำของนักเรียน
๒๒ เอกสารอ้างอิง นายประยงค์ โชติการณ์. การทดลองสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนสะกดคำยากกลุ่มทักษะ ภาษา ไทย กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 . กาฬสินธุ์ , 2533 นางภัทรานิษฐ์ ธรรมศิริรักษ์. การแก้ปัญหาการเขียนคำภาษาไทยไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกหัดเขียนไทย.
๒๓ ภาคผนวก
๒๔ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน จงเลือกข้อที่สะกดผิดและแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. ศิลปะ ข. ธรรมชาติ ค. รามเกรียรติ์ ง. มหานที ........................... ๒. ก. หนุมาร ข. วานร ค. เนรมิตกาย ง. กรุงลงกา .......................... ๓. ก. จิตรกรรม ข. วรรณกรรม ค. เวณกรรม ง. กรรมกร ........................... ๔. ก. มรดก ข. ลายลักษณ์ ค. ราชสำนัก ง. ข้าราชบริพาล ................... ๕. ก. อิเหนา ข. ลิลิตรตะเลงพ่าย ค. ไตรภูมิพระร่วง ง. พระอภัยมณี ..................... ๖. ก. ประสบการณ์ ข. เหตุการณ์ ค. เทศกาล ง. จินตนาการณ์ ................... ๗. ก. การประพันธ์ ข. พันธุ์ทาง ค. เพาะพันธุ์ ง. สัมพันธ์ ............................ ๘. ก. ช้างเอราวัลย์ ข. พรรณนา ค. การ์ตูน ง. พิศวง ............................... ๙. ก. ภูติ ข. ครุท ค. นาค ง. ม้านิลมังกร........................ ๑๐. ก. กล่อมเกลา ข. ปรารถนา ค. เพลิดเพลิน ง. มหรศพ ............................ ๑๑. ก. พากย์หนัง ข. ผจลภัย ค. วรรณคดี ง. อารมณ์ ............................. ๑๒. ก. คุณธรรม ข. โบราณ ค. สุภาษิต ง. ร่ายมนต์ ........................... ๑๓. ก. โคลงโลกนิต ข. กฤษณาสอนน้อง ค. อิศรญาณภาษิต ง. นิราศ ............................... ๑๔. ก. อุธทาหรณ์ ข. พินาศ ค. อหังการ ง. ใคร่ครวญ ......................... ๑๕. ก. วรรณศิลป์ ข. สร้างสรรค์ ค. กลวิธี ง. ภาพพจณ์ .......................... ๑๖. ก. พยัญชนะ ข. ร้อยกรอง ค. ตรองติ ง. โสฬส ............................. ๑๗. ก. เจดีย์ ข. เกียรติ์ยศ ค. อนิจจัง ง. สรรพสิ่ง ........................... ๑๘. ก. ปรักหักพัง ข. สูนสลาย ค. ถาวรวัตถุ ง. จิตภาพ ........................... ๑๙. ก. พสุธา ข. เมรุมาศ ค. สาคอน ง. อาจารย์ ............................. ๒๐. ก. อุปมา ข. อุปมัย ค. นามธรรม ง. รูปธรรม ...........................
๒๕ ครั้งที่ ๑ วันที่ .................................. เดือน ..................................................................... พ.ศ. .......................... จงเลือกข้อที่สะกดผิด และแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. กาลเทศะ ข. รามเกรียรติ์ ค. ศิลปะ ง. ไตรภพ ๒. ก. กิจจะลักษณะ ข. ขมุกขมัว ค. ขโมย ง. ขมุกขมอม ๓. ก. ขะมักเขม้น ข. ขบถ ค. คนอง ง. คณนา ๔. ก. คะเน ข. คนึง ค. คะแนน ง. จระบี ๕. ก. สะพรั่ง ข. โพงพาง ค. สาหร่าย ง. แขหนง ๖. ก. พร้อมเพียง ข. อิสระ ค. เกร็ดความรู้ ง. เกล็ดปลา ๗. ก. อานุภาพ ข. สำราญ ค. ประยูรวงศ์ ง. สัจะธรรม ๘. ก. ชนิด ข. ชนวน ค. ชะเอม ง. ชลอ ๙. ก. ชะลอม ข. ชะนัก ค. ชะลูด ง. ทนาย ๑๐.ก. ทแยง ข. ทยอย ค. ทลาย (ผลไม้) ง. ทชี ๑๑.ก. ทะโมน ข. ทะลึ่ง ค. ทะยาน ง. ทะลุ ๑๒.ก. ตะเภา ข. ตะวัน ค. ตลึง ง. ตะขาบ ๑๓. คำแรก “ใช้ไม่ได้” ขาดทุนไปจ่ายหมดเปลือง เติมเอกไม่ขุ่นเคือง เป็นคนรวยด้วยเงินทอง ๑๔.อาการเดินช้า ๆ ตามสบาย __ อ __ น่ __ __ ๑๕.ชื่อไม้พุ่ม ต้นเป็นเหลี่ยม มีหนามแหลมรอบต้น___ ___ ___ ___ ซ ___ ___
๒๖ ครั้งที่ ๒ วันที่ ......................................... เดือน ......................................................................... พ.ศ. .................................. จงเลือกข้อที่สะกดผิด และแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. บุบผา ข. นิมนตร์ ค. เข็ญใจ ง. สรวล ๒. ก. เวณกรรม ข. อารยชน ค. วรรณศิลป์ ง. อารมณ์ ๓. ก. ปะรำ (ที่พัก) ข. สัประยุทธ์ ค. สับปะรด ง. ปะทุม (บัว) ๔. ก. พนาย ข. พนอ ค. พสุธา ง. พยุง ๕. ก. การประพันธ์ ข. พันทาง ค. สัมพันธุ์ ง. พันธุ์ไม้ ๖. ก. มะกรูด ข. มะลาย (ทำลาย) ค. สะพาน ง. สะพาย ๗. ก. สะท้อน ข. สะพรั่ง ค. สะบาย ง. สะดวก ๘. ก. สะกิด ข. สะอาด ค. สะกัด ง. สะกด ๙. ก. สบง ข. สไบ ค. สบู่ ง. สบัด ๑๐.ก. เสบียง ข. สอาง ค. สะดม (ปล้น) ง. สดมภ์ (หลัก) ๑๑.ก. สะเทือน ข. สะเดาะห์ ค. เครื่องเพชร ง. ภาพพจน์ ๑๒.ก. เพ็ดทูล ข. บึงบอระเพ็ด ค. เพชฌฆาต ง. เพ็ชรหึง ๑๓. ฟังชื่อเหมือนเจ้า เหตุใดเล่าถูกใช้งาน มะพร้าวหรือต้นตาล เขาเหยียบผ่านเจ้าขึ้นไป จงเขียนคำอ่าน ๑๔. ประณต อ่านว่า ................................................................................................ ๑๕. ผนวช อ่านว่า ................................................................................................
๒๗ ครั้งที่ ๓ วันที่ ......................... เดือน ......................................................................... พ.ศ. .......................... จงเลือกข้อที่สะกดผิด และแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. อดิศร ข. นิพาน ค. บพิต ง. ตรุษสารท ๒. ก. คนพาน ข. แสนเข็ญ ค. สมถะ ง. บัลลังก์ ๓. ก. พระเมรุ ข. เสภา ค. โวหาร ง. กลิ่นสุคน ๔. ก. พระวสา ข. ทัศนา ค. ทิวา ง. วิญญาญ์ ๕. ก. สะล้าง ข. เกสร ค. ภัยพาล ง. นิโรธ ๖. ก. วาสนา ข. ศิลา ค. สาระพัด ง. ทรมาน ๗. ก. สะลอน ข. อัมพร ค. คะนึง ง. โสมนัส ๘. ก. โบสถ์ ข. ผนัง ค. อะร่าม ง. ฉวัดเฉวียน ๙. ก. คลาดคลา ข. พฤกสา ค. ธรณี ง. เอกา ๑๐.ก. พร่างพราย ข. เพียว ค. พร้อมหน้า ง. พระพาย ๑๑.ก. ขะเหม่า ข. เทวา ค. ระอา ง. คะเน ๑๒.ก. บงกช ข. บทสี ค. วิปริต ง. อนาถ ๑๓. หมาเป็นสัตว์ที่น่ารัก พวกเรามักจะเอ็นดู หมาใดใคร่อยากรู้ ทำรังอยู่บินได้ไว .............................................................................. จงขียนคำจากคำอ่าน ๑๔. หะ - นุ - มาน = __________________________________________ ๑๕. มอ - ระ - ดก = __________________________________________
๒๘ ครั้งที่ ๔ วันที่ ......................... เดือน ......................................................................... พ.ศ. .......................... จงเลือกข้อที่สะกดผิด และแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. ปรนนิบัต ข. ดาษดา ค. สานุศิษย์ ง. ตบะ ๒. ก. ตุ๊ดตู่ ข. ปุ้งกี๋ ค. เกี้ยมอี๋ ง. แก็ป ๓. ก. ยั้วเยี้ย ข. กู๊ดเยียร์ ค. ยับยั้ง ง. ยาคู้ ๔. ก. มโนรา ข. มคธ ค. มยูร ง. มรคา ๕. ก. กระจุกกระจิก ข. กระหนุงกระหนิง ค. กระต้วมกระเตี้ยม ง. กระเซ้ากระซี้ ๖. ก. กระจุ๋มกระจิ๋ม ข. ตระเวน ค. เวนคืน ง. เวณกรรม ๗. ก. บรรจง ข. บรรจบ ค. บรรจุ ง. บรรดาล ๘. ก. บรรทัด ข. บรรเทิง ค. บรรเทา ง. บรรทม ๙. ก. บรรทุก ข. บรรดา ค. บรรลือ ง. บรรโลม ๑๐.ก. บรรเลง ข. บรรลุ ค. บรรลัย ง. บรรได ๑๑.ก. อัมพาต ข. อัมพร ค. อัมพัน ง. อัมพา ๑๒.ก. อัมมาตย์ ข. อัมพุช ค. อำมหิต ง. อำมฤต ๑๓. คล้ายดวงไฟในราตรีริบหรี่ระยับ บินเกาะจับต้นไม้และใบหญ้า เข้าบ้านเรือนตัวน้อยน้อยเคลื่อนคล้อยมา ช่วยกันหาตัวอะไรรู้ไหมเธอ …………………………………………………… จงเติมตัวสะกดลงในช่องว่าง ๑๔. ช้างเอราวั__ ๑๕. ข้าราชบริพา__
๒๙ ครั้งที่ ๕ วันที่ ......................... เดือน ......................................................................... พ.ศ. .......................... จงเลือกข้อที่สะกดผิด และแก้ไขให้ถูกต้อง ๑. ก. กำมะลอ ข. กำยาน ค. กัมประโด ง. กัมปะนาท ๒. ก. สัมปหลังข. สัมพันธ์ ค. สัมปทาน ง. สัมฤทธิ์ ๓. ก. คำภีร์ ข. อำพราง ค. จำปา ง. กำปั่น ๔. ก. อัมพัน ข. สัมผัส ค. สัมภาษณ์ ง. สัมภาระ ๕. ก. สัมโนครัว ข. สัมปชัญญะ ค. เข้าฌาน ง. ปฏิภาณ ๖. ก. ประณาม ข. ประนม ค. ประณต ง. ประนีต ๗. ก. อาจารย์ ข. วิจารย์ ค. ศาสตราจารย์ ง. ปรมาจารย์ ๘. ก. แพนง ข. พิรี้พิไร ค. เพียญชนัง ง. พรายพรรณ ๙. ก. ทักษิณ ข. บูรพา ค. อาคเน ง. อุดร ๑๐.ก. อภิวันท์ ข. ตระหง่าน ค. อานิสงฆ์ ง. บริบูรณ์ ๑๑.ก. แกงบวด ข. กล้วยบวดชี ค. พุทรา ง. ชมพู่ ๑๒.ก. สันดาน ข. สถูบ ค. สมถวิล ง. สถิต ๑๓. ใส่แล้วเพิ่มเติมได้ไม่ต้องต่อ ใส่แล้วย่อไกลมาใกล้ไม่หม่นหมอง ก่อนจะใส่ทุกคนต้องมาลอง ยามชราเราต้องใส่ทุกคน ................................................................................................................ ๑๔. ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาอ้างให้เห็น , สิ่งหรือเรื่องที่ยกขึ้นมาเทียบเคียงเป็นตัวอย่าง อุ ....... ........ ....... ....... ณ์ ๑๕. การเล่นรื่นเริงมีโขนละครเป็นต้น ม ...... ....... ....... ........
๓๐ แบบฝึกเขียนไทย ชื่อ – นามสกุล …………………………………. ชั้น ป.6 /……. เลขที่…………… คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสะกดคำตามคำบอกตามที่กำหนด ๑. ……………………………………………………………………………………………………………………….………………. ๒. ………………………………………………………………………………………….……………………………………………. ๓. ……………………………………………………………………………………………..…………………………………………. ๔. …………………………………………………………………………………………………..…………………………………… ๕. …………………………………………………………………………………………………….…………………………………. ๖. ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ๗. ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ๘. …………………………………………………………………………………………………….…………………………………. ๙. ……………………………………………………………………………………………………………………..…………………. ๑๐. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. ๑๑. ………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ๑๒. …………………………………………………………………………………………………………………….…………… ๑๓.………………………………………………………………………………………………………………………….…………… ๑๔.……………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๕.……………………………………………………………………………………………………………………………..………. ๑๖. ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๗.……………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๘.…………………………………………………………………………………………………………..………………………… แก้คำผิด ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..…………………… …………………………………………………………………………………………………………………….……………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………….……………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….