รายงานการวิจัยปฏิบตั กิ ารในชน้ั เรียน
เรือ่ ง
พฒั นาการความฉลาดทางอารมณ์ของเดก็ ปฐมวัยโดยใช้เกมการศกึ ษา
ฝกึ ทกั ษะสมอง เสรมิ สรา้ งสมาธิ EF Executive Functions
ผ้วู ิจัย
นางสาวองั สมุ าลิน แสนสขุ
ครปู ระจาชั้นอนบุ าลปีที่ 3/3
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์
สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมทุ รปราการ 1
บันทกึ ข้อความ
ส่วนราชการ โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์
ท่ี วันที่ 29 ตลุ าคม 2564
เรือ่ ง รายงานการวจิ ัยในชนั้ เรยี น ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
เรียน ผู้อานวยการโรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์
อ้างถึง คาสัง่ โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ ที่ 116/2564 เร่อื ง แต่งตงั้ คณะกรรมการดาเนินกจิ กรรมการวิจัย
ในชัน้ เรยี นเพอ่ื การพัฒนาคุณภาพครูและนักเรยี น ปีการศกึ ษา 2564 ส่ัง ณ วันท่ี 4 ม.ิ ย. 2564
ดว้ ยข้าพเจ้า นางสาวองั สมุ าลิน แสนสุข ตาแหนง่ ครู
โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ สังกัดสานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
ไดจ้ ัดทารายงานวิจยั ในชนั้ เรยี นภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564 เร่อื ง พฒั นาการความฉลาดทางอารมณ์ของ
เดก็ ปฐมวัยโดยใชเ้ กมการศึกษา ฝกึ ทักษะสมอง เสรมิ สรา้ งสมาธิ EF Executive Functions
ซึง่ เป็นการแกไ้ ขปัญหาและหรอื พัฒนาคุณภาพผู้เรยี น รายวิชา ปฐมวยั กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ปฐมวยั
ชน้ั อนบุ าลปีท่ี 3/3 รายละเอียดตามเอกสารแนบ
จงึ เรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา
ลงชอ่ื อังสุมาลนิ แสนสขุ ผรู้ ายงาน
( นางสาวองั สุมาลิน แสนสขุ )
ตาแหนง่ ครูประจาชน้ั อนุบาล 3/3
ความเหน็ ของหัวหน้าสายช้ัน
รับทราบรายงานการวจิ ัยในชั้นเรียน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
ข้อเสนอแนะ ________________________________________________________________
ลงชื่อ สายสุนยี ์ ชาญนทีกุล
( นางสาวสายสนุ ยี ์ ชาญนทีกลุ )
หวั หน้าสายชน้ั อนบุ าล 3
ความเห็นของหัวหนา้ งานบริหารวชิ าการ
รบั ทราบรายงานการวจิ ยั ในช้นั เรียน ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
ขอ้ เสนอแนะ ________________________________________________________________
ลงชื่อ
(นายธนนิ ทร์ ฐั กฤษฎ์ฉิ ันทัชท์ ศริ ิวิศาลสวุ รรณ)
หวั หน้างานบรหิ ารวชิ าการ
ความเหน็ ของรองผอู้ านวยการโรงเรียนฝ่ายงานบริหารวิชาการ
รบั ทราบรายงานการวจิ ัยในช้ันเรยี น ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ขอ้ เสนอแนะ ________________________________________________________________
ลงชอื่
(นายเสรมิ ชัย เลศิ ศักดิ์พณชิ ย์)
รองผอู้ านวยการโรงเรียนฝ่ายงานบรหิ ารวชิ าการ
ความเห็นของผู้อานวยการโรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์
รับทราบรายงานการวิจัยในชั้นเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ขอให้ครูผู้สอนนาผลการวิจัย
มาพัฒนาผู้เรยี นให้มคี ณุ ภาพและยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนใหส้ ูงข้ึนตอ่ ไป
ลงชือ่
(นางสาวณฐมน บญุ มาเลิศ)
ผอู้ านวยการโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์
บทนา
ความเป็นมาและสาคญั ของปัญหา
เดก็ ปฐมวัยถอื ได้วา่ เป็นชว่ งท่ีความสาคัญทส่ี ุดในการวางรากฐานของชีวิต เนื่องดว้ ยเป็น วยั เร่ิมต้นของ
ชีวิต เป็นวัยแห่งพัฒนาการด้านต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซ่ึงหากเด็ก ไม่ได้รับการพัฒนาให้
ถูกตอ้ งในช่วงเวลาที่สาคญั นี้แลว้ จะสรา้ งให้เกดิ ขึ้นภายหลังได้ยาก สาหรับ การจัดการศึกษาให้กับเด็กนั้น ต้อง
คานึงถงึ เรื่องการส่งเสริมพัฒนาการท่ีครอบคลมุ ท้ัง 4 ดา้ น ได้แก่ พฒั นาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม
และสติปัญญา โดยลักษณะของพัฒนาการใน แต่ละด้านเป็นไปตามข้ันตอนอย่างต่อเน่ือง และมีความสัมพันธ์
ซ่ึงกันและกัน หากพัฒนาการด้าน หนึ่งบกพร่องจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในด้านอ่ืนๆ เช่น หากเด็ก
เจ็บป่วยในด้านร่างกายก็จะ ส่งผลโดยตรงต่อด้านอารมณ์ ซ่ึงอาจทาให้เด็กหงุดหงิด โมโหง่าย และมีแนวโน้ม
วา่ จะมีผลกระทบ ต่อพัฒนาการด้านสตปิ ญั ญาตามมาอกี ด้วย
สาหรับพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเกิดอารมณ์ หรือ
ความรู้สกึ เมอื่ เผชญิ เหตุการณต์ ่างๆ สว่ นพัฒนาการด้านสังคมเปน็ การเปลี่ยนแปลงความสามารถใน การสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอ่ืน รวมทั้งการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจาวัน ซ่ึงพัฒนาการด้าน
อารมณ์ จิตใจและสังคมมีความเก่ียวข้องไม่แยกจากกัน เพราะการเปล่ียนแปลงของ พฤติกรรมทางอารมณ์
อาจหมายถึง พฤตกิ รรมดา้ นจติ ใจและสังคมด้วย ดงั ที่ สริ ิมา ภญิ โญอนันตพงษ์ (2556: 38) กล่าววา่ พฒั นาการ
ด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย โดยทั่วไปแล้วมีพฤติกรรมการ แสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย
ตรงไปตรงมา เปลี่ยนแปลงง่ายเพราะช่วงของระยะความสนใจส้ัน และเปน็ ความสามารถในการรู้สึกและแสดง
ความรู้สึกของเด็ก เช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกลียด โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่าง
เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ตลอดจนสร้าง ความรู้สึกท่ีดีและนับถือตนเอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ
พฒั นาการด้านสังคมจงึ รวมเป็นพฒั นาการด้าน อารมณ์จิตใจและสงั คม (Psycho - social Development) ท่ี
มีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนา บุคลิกภาพเม่ือเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังที่อิริคสัน (Erikson. 1968: 44-45)
ผู้นาทฤษฎจี ติ สังคมกลา่ วว่า ประสบการณใ์ นวัยเด็กที่ไดร้ บั การตอบสนองให้เด็กมีความสุข มองโลกในแง่ดีก็จะ
มีความเช่ือมั่นในตนเองและเข้าใจผู้อื่น แต่หากประสบการณ์รอบตัวทาให้เด็กขาดความสุข เด็กจะมองโลกใน
แง่ร้าย และขาดความเช่ือม่ันในตนเอง ประสบการณ์รอบตัวตอบสนองความพึงพอใจในชว่ งอายุนั้นๆ เด็กก็จะ
พฒั นาบคุ ลกิ ภาพดี
ความฉลาดทางอารมณ์ หรอื EQ (Emotional Quotient) เป็นพฒั นาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ ของเด็กปฐมวยั ที่
ไม่ควรมองขา้ มในขณะที่การจดั การศึกษาปฐมวยั ในปัจจุบนั ใหค้ วามสาํ คญั กบั การ พฒั นาสมอง และระดบั สติปัญญา
มากกว่าพฒั นาการทางดา้ นพฤติกรรมและสงั คมนิสยั ทั้งนีเ้ ป็น เพราะการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี การจดั การศกึ ษาจาํ เป็นตอ้ งให้ เด็กเป็นคนเก่ง ฉลาด และรอบรู้ เพ่ือใหส้ ามารถเอาตวั รอดไดใ้ นสงั คมปัจจบุ นั ที่
มีการแข่งขนั กนั สงู สง่ ผลใหม้ ีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ คือ ไม่มีนา้ํ ใจ ไม่รูจ้ ักเอาใจเขามาใสใ่ จเรา และเห็นแก่ประโยชน์
ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวยั ท่ีถูกตอ้ งควรส่งเสริมพฒั นาการทุกดา้ นให้ สมดุล เพ่ือสรา้ ง
รากฐานคณุ ภาพชีวิตใหเ้ ด็กพฒั นาไปสคู่ วามเป็นมนษุ ยท์ ี่สมบรู ณ์ (สาํ นกั งาน คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน. 2547:
5)
ลกั ษณะธรรมชาติโดยท่วั ไปแลว้ เด็กปฐมวยั มีความอยากรูอ้ ยากเห็นหรือกลา่ วไดว้ า่ เป็น วยั ที่กาํ ลงั เรียนรูค้ วาม
เป็นตวั ของตวั เอง (Self Identity) กิจกรรมท่ีสามารถพฒั นาความฉลาดทาง อารมณส์ าํ หรบั เดก็ ปฐมวยั ควรเป็นกิจกรรม
ท่ีเด็กตอ้ งไดเ้ ผชิญสถานการณด์ ว้ ยตนเองท่ีทา้ ทาย ฝึกคิด แสดงเหตผุ ล ความรูส้ ึกที่เป็นจริง จะทาํ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจ
อารมณข์ องตนเองและผอู้ ี่นทาํ ใหเ้ กิด ความสมั พนั ธท์ ่ีดีระหวา่ งตนเองกบั ผอู้ ่ีนและดาํ เนินชีวติ อยา่ งมคี วามสขุ ดงั ที่รเี บคกา
(Rebecca. 1998: 204) กล่าวถึงวิธีพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในหอ้ งเรียนสาํ หรบั เด็ก คือให้เด็กได้แสดงออก
ทางการรบั รูข้ องตนเองโดยการบอกเลา่ ใหเ้ พ่ือนฟัง การแสดงท่าทาง การรอ้ งเพลง การวาดรูปท่ี ช่วยใหเ้ ด็กไดแ้ สดงออก
ทางความรูส้ กึ เกิดความรูส้ กึ ผอ่ นคลาย รูจ้ กั ควบคมุ อารมณพ์ อใจ ภาคภมู ิใจใน งานของตน การใชด้ นตรแี ละการเตน้ ราํ
โดยใหเ้ ด็กไดแ้ สดงออกกับเพ่ือนๆ ฝึกการเป็นผนู้ าํ และผตู้ าม การใชก้ ิจกรรมวิทยาศาสตรใ์ นรูปแบบของการดแู ลสตั ว์
สามารถชว่ ยพฒั นาความรูส้ กึ เมตตาในการ ปกปอ้ งดแู ล กิจกรรมการเลน่ กบั เพื่อน ทาํ ใหเ้ ดก็ ฝึกการแกป้ ัญหาจากการเลน่
ไดแ้ สดงออกอยา่ งอิสระ ช่วยระบายความเครยี ด และฝึกการแบง่ ปัน กิจกรรมบทบาทสมมติอาทกิ ารฟังนทิ านช่วยสะทอ้ น
ความรูส้ กึ ของเด็กที่มีตอ่ บคุ คลอื่น เขา้ ใจความรูส้ กึ ของตวั ละคร นอกจากนี้ การใชเ้ หตกุ ารณท์ ่ีเกิดขึน้ ในหอ้ งเรียนเป็นสื่อ
ใหแ้ สดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดโอกาสใหเ้ ด็กไดม้ ี ปฏิสมั พนั ธ์เป็นกล่มุ กับเพ่ือน การใช้
กิจกรรมดนตรี เพลง หรอื การเคลื่อนไหวรา่ งกายช่วยใหเ้ ด็กได้ แสดงออกตอบสนองต่อเสียงเพลง เพราะการเคล่ือนไหว
รา่ งกายจะทาํ ใหเ้ ด็กมีโอกาสไดแ้ สดง ความรูส้ ึกตามจินตนาการของตนเองอย่างอิสระเสรี ทาํ ใหม้ ีอารมณร์ า่ เรงิ แจ่มใส
และสนกุ สนาน (สริ ิมา ภิญโญอนนั ตพงษ์. 2557: 27) ฉะนนั้ การพฒั นาความฉลาดทางอารมณจ์ งึ เป็นปัจจยั สาํ คญั ท่ีจะ
ช่วยกระตนุ้ ใหเ้ ด็กปฐมวยั เกิดการเรยี นรูก้ ารพฒั นาความเป็นตวั ของตวั เอง เกิดความ รบั ผิดชอบโดยรูเ้ ท่าทนั ในอารมณ์
ต่างๆ และเขา้ ใจวา่ ตนเองอยใู่ นอารมณใ์ ด รูจ้ กั ควบคมุ อารมณ์ รวมทงั้ การเขา้ ใจความรูส้ ึกของผอู้ ่ืนดว้ ยการแสดงออก
อยา่ งเหมาะสม ทาํ ใหไ้ มม่ ีปัญหาในการ ปรบั ตวั เขา้ กบั ผอู้ ื่น
ดว้ ยเหตผุ ลตามที่กลา่ วมาขา้ งตน้ ผวู้ ิจยั จึงสนใจท่ีจะพฒั นาความฉลาดทางอารมณใ์ หก้ บั เด็กปฐมวยั ผา่ นเกม
การศกึ ษาฝึกทกั ษะสมองเสรมิ สรา้ งสมาธิ EF Executive Functions ในการจดั การเรยี นรูซ้ ง่ึ เป็นรูปแบบการจดั การเรยี นรู้
ท่ีสามารถ พฒั นาใหเ้ ด็กปฐมวยั รูจ้ ักและเขา้ ใจอารมณต์ นเองและผอู้ ื่นมีพฤติกรรมที่สามารถควบคุมอารมณ์ ตนเอง มี
ความสนกุ สนาน รา่ เรงิ กลา้ แสดงออก อดทน รอคอย มีความม่งุ ม่ันพยายาม รูจ้ กั การเอา ใจเขามาใสใ่ จเรา และมีมนษุ ย
สมั พนั ธท์ ่ีดีกบั ผอู้ ่ืนเหมาะสมตามวยั และเป็นทางเลือกอีกทางหน่ึงท่ีครู สามารถนาํ ไปพฒั นาการจดั การเรียนรูใ้ หเ้ ด็กมี
ความฉลาดทางอารมณ์ พรอ้ มท่ีจะเผชิญกบั ชีวติ ในยคุ ปัจจบุ นั ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั
1. เพอื่ เปรยี บเทยี บพัฒนาการด้านความฉลาดทางอารมณก์ ่อน-หลงั การทดลอง
2. เพอ่ื เปรียบเทียบความรู้เรื่องดา้ นความฉลาดทางอารมณก์ ่อนและหลังการทดลอง
3.เพือ่ พฒั นาการความฉลาดทางอารมณ์สาหรับเด็กปฐมวยั
ขอบเขตการวิจัย
1.ขอบเขตด้านประชากร/ กลุ่มตัวอย่าง
ประชากรในการวิจัยได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กาลังศึกษาช้ันอนุบาล 3
โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ตาบลปากคลองบางปลากด อาเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
จานวน 16 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กาลังศึกษาช้ันอนุบาล 3
โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ตาบลปากคลองบางปลากด อาเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรเจดีย์ ปี
การศึกษา 2564 จานวน 16 คน เพยี ง 1 ห้องเรียน
การได้มาของตัวอย่าง ด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นวธิ ีเลอื กแบบเจาะจง
(Purposive Random Sampling)
2. ด้านตวั แปร
ตวั แปรในการวิจยั ประกอบดว้ ย
1.ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยเกมการศึกษาฝึกทักษะสมองเสริมสร้าง
สมาธิ EF Executive Functions เพอ่ื พฒั นาความฉลาดทางอารมณเ์ ด็กปฐมวยั
2.ตัวแปรตาม คือ พัฒนาการอารมณ์จิตใจหลังจากการใช้เกมการศึกษาฝึกทักษะสมองเสริมสร้าง
สมาธิ EF Executive Functions เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็กปฐมวยั
3. ดา้ นเน้อื หา การวจิ ัยน้ีดาเนนิ การโดยใชท้ กั ษะ EF Executive Function ทงั้ 9 ด้าน
ทักษะ EF หรือ Executive Functions มีทั้งหมด 9 ดา้ น โดยแบง่ ออกเปน็ ทกั ษะพ้นื ฐาน (Basic) 3 ดา้ น และ
ทกั ษะสงู (Advance) 6 ด้าน ไดแ้ ก่
ทักษะพ้นื ฐาน (Basic) ประกอบไปด้วย
1) Working Memory (ความจาเพ่ือใช้งาน) คือ ความสามารถในการเกบ็ ขอ้ มูลเพ่ือประมวลผลและดึง
ขอ้ มูลที่เก็บในคลงั สมองออกมาใช้ในสถานการณ์ท่ตี ้องการ
2) Inhibitory Control (ยงั้ คดิ ไตรต่ รอง) คือ ความสามารถในการยงั้ คดิ ไตรต่ รอง สามารถควบคุมความ
ตอ้ งการ หยุดคิดก่อนทจี่ ะทาหรือพูดได้
3) Shifting หรอื Cognitive Flexibility (ยดื หย่นุ ความคดิ ) คอื ความสามารถในการยืดหย่นุ ทางความคดิ
รว่ มแก้ไขปัญหาท่ีแตกต่างกัน ร้จู กั พลิกแพลงและปรับตัว เป็นจุดเริม่ ตน้ ของการมีความคิดสร้างสรรค์และคิด
นอกกรอบ
ทักษะสูง (Advance) ประกอบไปดว้ ย
4) Focus หรอื Attention (จดจอ่ ใสใ่ จ) คือ ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กบั สิ่งที่ทาอยา่ งต่อเนอ่ื งใน
ชว่ งเวลาหนงึ่ ๆ โดยไมว่ อกแวก รู้จกั การทางานใหเ้ สร็จเป็นอยา่ ง ๆ ไป
5) Emotional Control (ควบคุมอารมณ์) คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณใ์ ห้อยใู่ นระดับท่ี
เหมาะสม จดั การกับอารมณต์ นเองไม่ให้รบกวนผู้อนื่ ไมโ่ กรธเกรีย้ ว ฉุนเฉียว หงุดหงิดงา่ ยเกินไป รจู้ กั แสดง
อารมณ์อย่างถกู วิธี
6) Self – Monitoring (ติดตาม ประเมินตนเอง) คอื การประเมินตนเองเพื่อหาจุดบกพร่องแล้วนามาแก้ไข
และพัฒนาให้ดีข้ึน รู้จกั ไตรต่ รองวา่ ตวั เองทาอะไร รวู้ ่าตวั เองทาอะไร และรู้ว่าใกล้จะเสรจ็ หรอื เรียบร้อยแลว้
7) Initiating (รเิ ร่มิ และลงมือทา) คอื ความสามารถในการริเรมิ่ และลงมือทา กลา้ คดิ กล้าทา ลงมอื ทาทันที
ไม่ผดั วนั ประกันพรุ่ง
8) Planning and Organizing (วางแผน จัดระบบ ดาเนินการ) คอื การวางแผนจัดการตนเองอย่างเปน็
ขนั้ ตอน ดาเนินการตัง้ แต่วางเปา้ หมาย มองเหน็ ภาพรวม รู้จักจดั ลาดับความสาคัญ จดั ระบบ ดาเนนิ การ และ
ประเมนิ ผล
9) Goal – Directed Persistence (มงุ่ เป้าหมาย) คอื การวางเป้าหมายที่ชดั เจน มีความพากเพยี รและ
ความม่งุ มนั่ ในการบรรลุเป้าหมาย รู้จกั ฝ่าฟันอุปสรรค หากลม้ ตอ้ งรูจ้ กั ลุกขึน้ มาตอ่ ส้เู พ่อื ไปให้ถงึ เปา้ หมาย
ใชเ้ วลาทดลอง 9 สัปดาหส์ ปั ดาหล์ ะ 1 วนั วนั ละ 60 นาที รวม 9 ครง้ั
นิยามศพั ท์เฉพาะในการวิจัย
เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กชาย- หญิง อายรุ ะหว่าง 5-6 ปี จานวน 16 คน ที่กาลังศึกษาอยใู่ นชัน้
อนุบาลปีที่ 3 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์
ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์มาจากคาในภาษาอังกฤษ คือ Emotional
Intelligence หรือ Emotional Quoten เรียกย่อว่า EQ ส่วนในภาษาไทยยังไม่มีการบัญญัติศัพท์คานี้อย่าง
เป็นทางการมีแต่ผู้แปลมาจาก Emotional Intelligence ใช้คาว่า เชาว์ปัญญา หรือความฉลาดทางอารมณ์
สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทยใช้คาว่า ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ โดย ทศพร ประเสริฐสุข
(2543 : 91) สติปัญญาทางอารมณ์ โดย วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี (2542 : 63) ความฉลาดทางอารมณ์ โดย เทิด
ศกั ด์ิ เดชดง (2548 : 16)
พฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย หมายถึง กรมสุขภาพจิต (2544, หน้า1) ได้ให้ความหมาย
ความฉลาดทางอารมณ์ไว้ คือ ความสามารถทางอารมณ์ในการดาเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข
ขณะที่พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโต พัฒนาการทางด้านอารมณ์ก็เช่นเดียวกัน เด็ก
วัยอนุบาลจะแสดงออกด้านอารมณ์เด่นชัดขึ้น มีความสนใจในเรื่องต่างๆค่อนข้างสั้น เวลาดีใจ เสียใจ โกรธ
หรือกลัว ก็จะแสดงอารมณ์ออกมาเต็มท่ี ได้แก่ กระโดด กอด ตบมือ โวยวาย ร้องไห้เสียงดัง ทุบตี ขว้างปา
ส่ิงของ ไม่พอใจเม่ือถูกห้าม ฯลฯ เพียงชั่วครู่ก็จะหายไป ความฉลาดทางอารมณ์ในด้านการรู้จักตนเอง และ
รับรู้ความรู้สึก ของคนอื่น ซ่ึง สุรพงษ์ อาพันวงษ์ (2541, หน้า8) กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นการรู้จัก
ตนเองรู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไรในชีวิต สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ มีวินัยสูง
บังคับใจตนเองได้ รู้จักผิดชอบช่ัวดี สามารถจัดการอารมณ์ผู้อ่ืน มีอารมณ์ร่วมกับผู้อ่ืน สอดคล้องกับมนัส บุญ
ประกอบ (2545, หน้า55) กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นความสามารถที่จะอ่านใจเขาใจเราของบุคคล
รู้จักควบคุมและใช้อารมณ์ความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม มองโลกในแง่ดีมีความเป็นผู้นา และรู้จักรักษา
สัมพันธภาพกับบุคคลอ่ืนไว้ได้ และ เทิดศักด์ิ เดชคง (2543, หน้า54) กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์
หมายถึง ความสามารถทางอารมณ์ในการรับรู้และเข้าใจตนเองเข้าใจเห็นใจผู้อื่นมีความมุ่งม่ัน อดทน รอคอย
เพ่ือไปยังเป้าหมาย มองโลกในด้านที่เป็นบวกและรู้จักจัดการกับความขัดแย้งของตนเองได้ ความหมายของ
โครงสรา้ งและองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณเ์ ดก็ อายุ 3-5 ปี ของ
กรมสขุ ภาพจิต (2546, หนา้ 45) แยกเปน็ 3 องคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. ดี คอื ความพรอ้ มทางอารมณท์ ีจ่ ะอยู่ร่วมกับผู้อื่น
1.1 รู้จักอารมณ์ รู้จักลักษณะอารมณ์ของตนเองและการแสดงออกทางอารมณ์ของตนเอง และผู้อื่น
1.2 มนี า้ ใจ รูจ้ ักแสดงความสนใจแบ่งปันและช่วยเหลอื ผอู้ ่นื
1.3 ร้วู ่าอะไร ถกู อะไรผิด อะไรควร อะไรไมค่ วร
2. เกง่ คอื ความพร้อมทางอารมณท์ ่จี ะพัฒนาตนเองไปสู่ความสาเร็จ
2.1 กระตือรือรน้ /สนใจใฝร่ ู้ เปน็ ความสนใจใฝร่ ูใ้ นสงิ่ แวดล้อม
2.2 ปรบั ตัวต่อการเปล่ยี นแปลง เปน็ การยอมรับและยืดหยนุ่ เม่อื เกิดการเปลีย่ นแปลง
2.3 กลา้ พดู กลา้ บอก เปน็ การกลา้ พูดบอกถึงความรูส้ ึก ความต้องการหรือ เรื่องราวต่างๆ กับผอู้ ่ืน
3. สุข ความพร้อมทางอารมณข์ องบุคคลที่ทาให้เกดิ ความสุข
3.1 ร้จู ักพอใจ เปน็ ความรู้สกึ พอใจจากการได้รบั ความรกั ความสนใจ และ ความชื่นชมจากผู้อ่ืน
3.2 อบอนุ่ ใจ เปน็ ความรสู้ กึ ทเี่ กิดจากการไดร้ ับการดูแลปกป้องคุ้มครอง
3.3 สนุกสนานร่าเริง เป็นความสามารถในการสนุกสนานกับการเล่นทากิจกรรมตามลาพัง และ
ร่วมกับผู้อื่น วลัยลักษณ์ พิริยะสุรวงศ์ (2545, หน้า18) ได้อธิบายว่า การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่
เดก็ นักเรียน สามารถเริ่มกระทาได้ต้ังแต่วัยอนุบาล โดยผา่ นกจิ กรรมตา่ งๆ เชน่
1.สอนใหเ้ ด็กรู้จกั ตนเอง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
2.ฝึกพดู และเขยี นทแี่ สดงอารมณ์ ความรู้สึก
3.ให้เด็กแบง่ กลุ่มทางานร่วมกบั เพ่ือน เรยี นรู้การปรับตัวเข้ากับผอู้ น่ื และการแบง่ ปนั
4.เลอื กตวั อยา่ งท่ีดี หรอื ตัวละครมาให้นักเรียนวเิ คราะห์ผลจากพฤติกรรมเหลา่ นัน้
การเล่น จะมีความสาคัญต่อพัฒนาการทางสติปัญญาจากการเล่น เด็กจะสามารถแยกแยะส่ิง
ตา่ ง ๆ จากสิง่ เร้าได้ และขณะทเ่ี ด็กตอบสนองสง่ิ เร้า เขาจะสามารถรบั ร้สู ิง่ ต่าง ๆ เข้ามาในสมอง
เพียเจท์ยังได้พดู ถงึ การเล่นเอาไว้ 3 ประการคือ
1. บทบาทของการเลน่ คอื การระบายอารมณ์
2. การเล่นชว่ ยใหเ้ ข้าใจถงึ สิง่ ทเี่ ปน็ นามธรรม
3. การเล่นเป็นการเรยี นรทู้ างสงั คม
รูบนิ และ คณะ (Rubin and Other, 1983) ได้กล่าวถึงความสาคญั ของการเล่นไว้ดังน้ี
1. การเลน่ เป็นความสมั พันธท์ ่ีเดก็ กาหนดข้ึนด้วยตนเอง โดยมีอิสระจากกฎเกณฑ์
2. การเล่นเปน็ สิง่ สาคัญและควบคมุ โดยเด็ก
3. การเลน่ เป็นกิจกรรมของชีวติ จริงทีส่ ามารถทาไดต้ ลอดเวลา
4. การเล่นมีความสาคญั ทกี่ ระบวนการของกิจกรรมมากกว่าผลท่ีไดจ้ ากการเล่น
5. การเลน่ ตอ้ งมีปฏิสัมพันธ์และการรว่ มมือกนั ของเด็ก
หรรษา นลิ วเิ ชยี ร (2534 : 114 – 116) ได้กล่าวไวว้ ่า การเลน่ เปน็ ส่วนสาคญั ของ
ชีวติ เด็กเล็ก และมีคุณคา่ ต่อการพฒั นาทงั้ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสติปัญญา และการเล่นของเด็ก
จะมีผลต่อพัฒนาการมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึง ครู พ่อ และแม่ ที่
จะตอ้ งเขา้ ไปมีส่วนร่วมในการชว่ ยเหลอื ดว้ ย
สรวงธร นาวาผล (2542 : 5) และ เกษลดา มานะจุติ (2529 : 2 – 3) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการ
เล่นไว้คล้ายคลึงกันซึ่งพอสรุปได้ว่า การเล่นช่วยใหเ้ ด็กเกิดการพัฒนาดา้ นต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ด้านร่างกาย จะ
ช่วยให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ เพิ่มทักษะการใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ด้านอารมณ์จะช่วยให้เด็กเป็นผู้มี
อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน สนุกสนาน ด้านสังคมจะช่วยเสริมสร้างให้เด็กเป็นผู้มีความเช่ือมั่นในตนเอง กล้า
แสดงออก สามารถร่วมเล่นกับเพ่ือนได้อย่างสร้างสรรค์ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน ทาให้เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับ
ส่ิงแวดล้อมได้ง่าย มีทักษะในการสื่อสาร ด้านสติปัญญาจะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักคิดท้ังด้านการคิดอย่างมี
เหตผุ ล การคดิ อยา่ งสรา้ งสรรคแ์ ละจนิ ตนาการ สามารถรจู้ ักวางแผน รจู้ ักแกป้ ญั หา มนี ้าใจ มคี วามอดทน เปน็
การปลูกฝงั จรยิ ธรรม คณุ ธรรมใหแ้ กเ่ ดก็ ดว้ ย
เชริษา ใจแผ้ว (2532 : 49) ยังได้กล่าวถงึ ความสาคัญของการเลน่ ว่า การเลน่ ของเด็กเป็น
กจิ กรรมทส่ี นองความต้องการเด็กในวยั น้ัน ๆ เด็กไดร้ บั ความสนุกสนาน เพลิดเพลนิ ดงั นน้ั จงึ มีความสาคัญเท่า
ๆ กับการทางานของผู้ใหญ่ในแต่ละวัน ชีวิตของเด็กจะมีความสุขและมีคุณค่าเม่ือเด็กได้เล่นและใช้ประสาท
สัมผัสทั้งห้า ช่วยให้เข้าใจส่ิงต่าง ๆ ได้ดีข้ึน และมีประสบการณ์มากยิ่งข้ึน เพราะการเล่นกับสื่อการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมกบั วุฒิภาวะของเด็กแต่ละวัย
นอกจากนี้ หรรษา นิลวเิ ชยี ร (2535 : 85 – 86) ได้สรปุ ถงึ คณุ ค่าของการเลน่ ไว้ดงั น้ี
1. การเลน่ เปน็ สว่ นสาคญั ของชวี ติ เดก็ เล็กและมีคณุ คา่ ต่อการพัฒนาท้ังทางดา้ น
ร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสติปัญญา
1. การเล่นชว่ ยสรา้ งบรรยากาศของความเปน็ อันหน่ึงอันเดียวกัน ในขณะทีเ่ ดก็ เล่น
ดว้ ยกนั เดก็ จะเรยี นรกู้ ารแบ่งปัน การเลน่ ดว้ ยกันกับเพ่ือน ๆ เรียนรู้การระวงั รักษาของเล่นกบั เพ่อื นและเรียนรู้
การเขา้ สังคม
1. การเลน่ ทาให้เดก็ เรยี นรกู้ ารรู้จกั ดัดแปลง คดิ ยืดหย่นุ เชน่ การใชก้ า้ นกล้วยสมมติ
เปน็ ม้า เป็นต้น
1. การเล่นเป็นการใหเ้ ด็กเรียนรกู้ ารรอคอย ฝึกความอดทน ซง่ึ จะเป็นลกั ษณะนิสัย
ท่ตี ิดตัวและเปน็ ประโยชน์ตอ่ เด็กในอนาคต
1. การเลน่ เกีย่ วกบั บทบาทตา่ ง ๆ ของบุคคลในชุมชน ทาให้เด็กเรียนร้เู กยี่ วกับ
อาชพี ต่าง ๆ รวมถงึ การเรียนร้เู กีย่ วกบั สงั คม ซึ่งจะมีผลทาใหเ้ ดก็ คิดถึงอนาคตและบทบาทของบุคคลตา่ ง ๆ ใน
สังคม
1. การเลน่ ช่วยให้เดก็ เรียนรแู้ ละพัฒนาความร้สู กึ เหน็ อกเห็นใจผู้อ่ืน โดยเฉพาะ
อย่างยงิ่ ในขณะทีเ่ ลน่ สวมบทบาทผู้อื่น เด็กจะเร่ิมเข้าใจวา่ คนอืน่ รู้สึกอยา่ งไรเมื่อมคี วามทกุ ขห์ รอื ความสขุ
1. การเล่นสมมติจะชว่ ยใหเ้ ด็กฝกึ จินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ เด็กจะสร้าง
ภาพพจน์เร่ืองราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเอง เด็กจะฝึกเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ เสียงพูด
ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ เด็กจะค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ เด็กจะเรียนรู้สง่ิ แวดล้อมและเรียนรู้ที่
จะแยกออกว่าอะไรเปน็ ความจรงิ และอะไรเป็นความฝัน
สานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (2534 : 12 – 14) ได้กล่าวว่าการเล่นมีความสาคัญ
ต่อพฒั นาการและการเรยี นร้ขู องเด็กปฐมวยั ดงั น้ี
1. เปน็ การตอบสนองพัฒนาการทางอารมณข์ องเด็ก เพราะในขณะท่เี ลน่ เด็กจะแสดงออก
ได้อย่างเต็มท่ี มีความสดช่ืน สนุกสนาน เบิกบาน ทาให้เด็กรู้สึกเป็นสุขเพราะได้เล่นตามท่ีตนเองต้องการ ได้
เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยใหเ้ ดก็ ลดความตึงเครียดทางด้านจิตใจและชว่ ยใหเ้ กดิ ความแจม่ ใส
2. เป็นการตอบสนองความต้องการของเด็กในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านความอยากรู้อยาก
เห็น ซึ่งเด็กแสดงออกโดยการทดลอง หยิบ จับ สารวจ เขย่าฟังเสียง หรือขว้างปา ด้านความต้องการทาง
ร่างกาย ความต้องการทางจิตใจ และเปน็ การทดแทนความตอ้ งการของเด็กซ่งึ เด็กแสดงออกโดยการเลน่ สมมติ
3. เป็นการเรยี นรู้ของเด็กทจ่ี ะชว่ ยให้เดก็ ไดเ้ รยี นรใู้ นสง่ิ ตา่ ง ๆ ทอ่ี ยรู่ อบ ๆ ตวั
เช่น เรียนรู้เรื่อง ขนาด น้าหนัก สี รูปร่าง ความเหมือน ความแตกต่าง เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น รู้ว่าชอบ
หรือไม่ชอบทาอะไร ทาสิ่งใดได้หรือไม่ได้ เรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การผลัดเปลี่ยนกันเล่น การ
รอคอย การแบง่ บัน การตดั สินปญั หาต่าง ๆ และเรยี นร้ถู งึ หน้าที่และความรับผิดชอบของตนท่ีมีต่อชุมชน เช่น
หน้าทขี่ องพอ่ แม่ ลกู ตารวจ กานนั หมอ ซึง่ เด็กจะเรียนรไู้ ดม้ ากจากการเล่นสมมตแิ ละจากการสังเกต
4. ช่วยพฒั นาคณุ สมบัตหิ ลายประการที่จะช่วยให้เด็กได้รับความสาเร็จในการทางานเม่ือเด็ก
เตบิ โตขึ้นเปน็ ผใู้ หญ่ ฉะนน้ั ทักษะท่เี ด็กไดร้ ับจากการเล่นจะเปน็ พ้นื ฐานในการทางานของเด็กในอนาคต เพราะ
ขณะท่ีเด็กเล่น เด็กจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงภารกิจและหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่ เป็นการฝึกนิสัยในเร่ืองรักการ
ทางาน มคี วามรบั ผดิ ชอบและการรู้จักใช้เวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
5. เปน็ การเตรยี มชวี ติ ของเดก็ เปน็ การฝกึ ให้เด็กร้จู ักหน้าที่ ท่ีตนเองตอ้ งทาในอนาคต
ฝกึ การพ่ึงตนเอง การเอ้อื เฟื้อเผือ่ แผ่ การแบ่งปนั การเปน็ ผนู้ าและผู้ตามทด่ี ี
6. เพือ่ ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการออกกาลังกาย และเพอ่ื เป็นแนวทางในการท่ีจะไปเล่นกีฬาประเภท
อื่น ๆ ตอ่ ไป
7. ช่วยพัฒนาเดก็ ในทุก ๆ ดา้ น คอื
ดา้ นร่างกาย การเล่นเป็นการใชพ้ ลงั งานส่วนเกินในร่างกายของเด็กเป็นการฝึกกลา้ มเนื้อให้
ทางานประสานกันอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ด้านอารมณ์และจิตใจ การเล่นจะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจให้มั่นคง
แขง็ แรง รจู้ ักปรบั อารมณใ์ หเ้ ขา้ กบั ภาวะแวดล้อม และการเลน่ จะชว่ ยลดความคับข้องใจของเดก็
ด้านสังคม การเล่นจะช่วยให้เด็กพัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นการเรียนรู้ที่
จะอย่รู วมกล่มุ ร้จู ักบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม ฝกึ การสมาคม และฝึกเดก็ ในเรื่องของการปรบั ตวั
ด้านสติปญั ญา การเลน่ ถอื ว่าเปน็ การฝกึ การเรยี นรูด้ ้วยตนเองของเดก็ เป็นการฝึกในเร่ืองการ
คดิ และส่งเสรมิ จิตนาการของเด็ก
ดังนั้นสรุปได้ว่า การเล่นมีความสาคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้าน
การเตรียมประสบการณ์เพื่อการอย่ใู นสงั คมอย่างมีความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากนก้ี ารสร้าง
และแสดงออกทางจินตนาการอันเป็นหัวใจสาคัญของกิจกรรมทางความคิดของเด็กท่ีมีอย่างมากมายให้เด็กได้
เลือกเล่นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าการเล่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญา
กรอบแนวคิดในการวิจัย โกแมน (Goleman. 1998 : Unpaged) ได้เสนอกรอบแนวคิดและโมเดล
ความฉลาดทางอารมณ์ เกี่ยวกับสมรรถนะด้านเชาว์อารมณ์ (The Emotional Competence Frame-work)
ไว้ 5 องคป์ ระกอบ ดังน้ี (วีระวัฒน์ ปนั นิตามยั . 2551 : 83 -87)
1. การตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง (Self - Awareness) คือ การท่ีบุคคลรู้ว่าตนรู้สึกอย่างไรใน
ขณะน้ัน สามารถบอกความรู้สึกของตนเองได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย รู้ว่าเกิดอารมณ์ของตนเองมีสาเหตุมา
จากสงิ่ ใด และจะมผี ลตอ่ ตนเองผู้อืน่ และการปฏบิ ัติงานอย่างไร สาเหตุความวติ กกังวลความคับข้องใจ มีสติอยู่
ตลอดเวลา รูจ้ ดุ เด่นจุดด้อยของตนเอง มคี วามม่ันใจในตัวเอง สามารถตัดสินคณุ ค่าของส่ิงตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างมน่ั ใจ
2. การจัดการกับอารมณ์ของตนเอง (Self - Regulation) คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
และแรงกระตุ้นได้อย่างเหมาะสม สามารถคิดอย่างมีเหตุผล ยอมรับและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ใช้
คาพูดอยา่ งระวังเหมาะสมกบั สถานการณต์ า่ งๆ ยอมรับความล้มเหลวและหาทางออกไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล
3. การจูงใจตนเอง (Motivation) คือ การใช้พลังความรู้สึกภายในเพ่ือเป็นส่ิงกระตุ้นเตือนให้ตนทา
กจิ กรรมต่างๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายทต่ี ้ังไว้ โดยไมค่ านึงถงึ สิ่งจงู ใจภายนอก เช่น เงินหรอื สิ่งตอบแทนอื่นๆ มคี วาม
พอใจที่จะปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม สามารถสร้างทางเลอื กใหม่ในการทางานที่จะสามารถนาไปสู่เป้าหมาย
ท่ีดี มองโลกในแง่ดี ไม่ท้อถอยต่ออปุ สรรคและความล้มเหลว
4. การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (Empathy) คือ ความรับรู้ถึงความรู้สึก ความต้องการของผู้อ่ืน
สามารถรับรู้ สนใจเข้าใจในแง่คิดทรรศนะของผู้ท่ีอยู่รอบข้างตัดสินใจทาสิ่งใดโดยคานึงถึงความรู้สึกของผู้อ่ืน
ไมใ่ ช่ความคิดของตนเปน็ หลกั
5. การมีทักษะทางสังคม (Social Skill) คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
สามารถเป็นมิตรกับบุคคลได้ทุกประเภท มีความสามารถในการพูดโน้มน้าว ชักจูงให้ผู้อ่ืน คล้อยตามกับสิ่งที่
เป็นประโยชนต์ ่อส่วนรวม เสริมสร้างความร่วมมือในการท างานและความสามัคคีในหมู่คณะ สามารถทา ให้ผู้
ท่อี ย่รู อบขา้ งมีความสุข
แสดงไดด้ ังแผนภาพตอ่ ไปนี้
การใช้ชุดกจิ กรรมฝึกทักษะ ประกอบด้วย ความสามารถทางอารมณ์
-แบบทดสอบความฉลาดทางอารมณ์ -ทกั ษะการจัดการตนเอง
-ใบงาน -ทกั ษะการมีปฏิสัมพันธก์ บั ผู้อ่ืน
-แบบทดสอบความรู้ -การรจู้ ักและควบคมุ อารมณ์
-การเรยี นรวู้ ่าอะไรผิดอะไรถูกและการยอมรับผดิ
-ความสนกุ สนานร่าเรงิ
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบ One- Group Pretest – Posttest Design เก็บรวม
รวมข้อมูลจาก เด็กชาย - หญิง อายุระหว่าง 5-6ปี ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในช้ันอนุบาลปีท่ี 3 โรงเรียนอนุบาลพระ
สมทุ รเจดีย์ จงั หวัดสมุทรปราการ 16 คน
เครอ่ื งมือวิจัย ได้แก่
1. คลปิ วดี ิโอการจัดกจิ กรรมเกมการศึกษา EF Executive Functions จานวน 9 กิจกรรม
2. ส่ือการสอนเกมการศึกษา
3. แบบประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์
4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านอารมณจ์ ิตใจ
ขน้ั ตอนการพฒั นาเครื่องมือ
1.กาหนดแหล่งข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ด้านอารมณ์
และจิตใจและหนังสือคู่มือพัฒนาทักษะสมอง EF Executive Functions สาหรับครูปฐมวัย เพ่ือนามาใช้ใน
การ แก้ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์สาหรับเด็กปฐมวัย ให้
สอดคล้องกับ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของการพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจการ
แสดงออกทางอารมณ์ ได้เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อ่ืน ท้ังนี้ ผู้วิจัยได้นา
ปัญหาการพัฒนาการ ด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์สาหรับเด็กปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลพระ
สมุทรเจดีย์ โดยใช้คู่มือ EF Executive Functions มาใช้ในการสร้างส่ือและคลิปวดิ ีโอกิจกรรมเกมการศึกษา
เพอื่ เสรมิ สร้างความฉลาดทางอารมณข์ อง เดก็ ปฐมวัย
2.ดาเนนิ การสงั เคราะหข์ อ้ คน้ พบของงานวจิ ยั
โดย ขั้นท่ี 1 ทาการศึกษาข้อค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาการพัฒนาการของเด็ก
ปฐมวัย ด้านอารมณ์จิตใจ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวัย ของโรงเรียนอนุบาลพระสมุทร
เจดีย์ จานวนท้ังส้ินจานวน 16 คน พบปัญหาซ่ึงส่งผลมีนักเรยี นไม่สามารถในการควบคุมอารมณ์ไม่มีสมาธิ ไม่
สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่มีความสามารถในการรับรู้ถึงความต้องการของคนอื่นและไม่รู้จักมารยาททาง
สงั คม แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก ชอบจะทาใหผ้ ู้ใหญ่พอใจมคี ณุ ลักษณะไม่พึงประสงค์ซ่ึงปญั หาดังกล่าวทาให้
การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัยไม่เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการกาหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ไว้ใน
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ว่าด้วย การพฒั นาหนังสือและศึกษาหนังสอื นทิ านประกอบภาพ
เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย รวมท้ังศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อนามาใช้ใน การ
แกป้ ัญหาทีเ่ กิดจากกระบวนการเรยี นการสอนเพื่อสร้างพฒั นาการด้านความฉลาดทางอารมณ์
ขั้นที่ 2 ทาการอ่านข้อค้นพบของงานวิจัยให้เข้าใจ แล้วทาการเรียบเรียงสาระสาคัญของข้อค้นพบ
ดว้ ยกัน
ข้ันท่ี 3 นาเสนอผลการวิจัยซ่ึงเป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อค้นพบ เพื่อนาไปพัฒนาจัดทารูปแบบเกม
การศกึ ษาเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของเดก็ ปฐมวยั จานวน 9 ดา้ น
3.นาคลิปและสื่อกิจกรรมเกมการศึกษา EF ทั้ง 9 ด้าน ไปใช้กับเด็กปฐมวัย ของโรงเรียนอนุบาลพระ
สมุทรเจดยี ์ ช้นั อนุบาล 3/3 จานวน 16 คน ท่เี รยี นระดบั ปฐมวัยใน ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
เบอื้ งต้นการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื
นาเครอ่ื งมือทสี่ ร้างเสรจ็ แล้ว เสนอครพู เ่ี ลี้ยงแก้ไขปรับปรุงใหถ้ กู ต้องและชดั เจน เหมาะสม ทัง้
ทางด้านเนื้อหา จากนนั้ นามาจดั เปน็ แบบทดสอบทักษะทางอารมณ์ และแบบทดสอบความรู้
กระบวนการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การเกบ็ และรวบรวมขอ้ มลู ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นการวจิ ยั แบบเจาะจง (Purposive sampling)
1. กาหนดขอ้ มลู และตวั ชวี้ ดั
2. กาหนดแหล่งข้อมูล
3. เลือกกลุ่มตวั อย่าง
4. เลอื กวธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
5. นาเคร่อื งมือรวบรวมข้อมูลไปทดลองใช้
6. ลงมือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ระยะเวลาการเกบ็ ขอ้ มูล
การศกึ ษาครัง้ น้ีทาการเกบ็ ข้อมูลในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 ระยะเวลาเกบ็ ขอ้ มลู ตั้งแต่
วันที่ กรกฎาคม 2564 ถึง วนั ที่ ตลุ าคม 2564 จานวน 9 ครั้ง
การวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิจยั ครง้ั นว้ี เิ คราะห์ข้อมลู ดว้ ยวธิ ี
1.นาคาตอบจากแบบประเมินผลการพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก
ปฐมวัย มาตรวจให้คะแนน โดยให้คะแนน 1 คะแนนสาหรับข้อท่ีตอบถูก และให้ 0 คะแนน สาหรับข้อที่ตอบ
ผิด หรือตอบมากกว่า 1 ขอ้ หรือไมต่ อบ
2.นาคะแนนของเด็กปฐมวยั ท้งั หมดมาหาค่าเฉลี่ยและความเบ่ียงเบนมาตรฐาน
3.เปรยี บเทียบแบบประเมนิ ผลการพฒั นาการดา้ นอารมณจ์ ติ ใจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
ด้วยการทดสอบความมีนัยสาคัญของความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ียท่ีได้จากการทดสอบก่อนและหลังการ
ทดลองโดยใชส้ ูตร t-test Dependent
4.เปรียบเทียบผลการพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยของกลุ่ม
ทดลองระหว่างก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทานประกอบภาพเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก
ปฐมวยั
การเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการพฤติกรรมด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อน
- หลงั การทดลอง
ตารางที่1 ผลเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการพฤติกรรมด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่ม
ตัวอย่าง กอ่ น – หลังการทดลอง (คะแนนเตม็ 15 คะแนน)
คนที่ คะแนนพฒั นาการพฤตกิ รรมดา้ นอารมณ์จติ ใจ ความแตกต่างของคะแนนก่อน
ก่อนทดลอง หลังทดลอง และหลงั การทดลอง
1 11 15 4
2 9 13 4
3 9 14 5
4 9 13 4
5 7 12 5
6 12 15 3
7 8 14 6
8 9 14 5
9 11 14 3
10 10 15 5
11 11 15 4
12 11 15 4
13 11 14 3
14 9 14 5
15 9 14 5
16 8 13 5
X 9.62 14 4.37
s 1.41 .89 .88
∑x 154 224 70
จากตารางที่ 1 แสดงวา่ คะแนนพัฒนาการพฤติกรรมดา้ นอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของ
กลมุ่ ตวั อย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และการกระจายของคะแนนหลงั การทดลองมีน้อยกวา่
กอ่ นการทดลอง โดยกลมุ่ ตัวอยา่ งไดค้ ะแนนเฉลีย่ กอ่ นการทดลอง 9.62 และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน 1.41 ได้
คะแนนเฉล่ยี หลงั การทดลอง 14 และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.5
เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการพฤตกิ รรมดา้ นอารมณจ์ ิตใจความฉลาดทางอารมณข์ องกล่มุ
ตวั อย่าง กอ่ นและหลังการทดลอง
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลในสว่ นน้ี มุ่งตรวจสอบกล่มุ ตัวอยา่ งท่ีได้รบั การจดั กจิ กรรม มีพฒั นาการพฤติกรรม
ด้านอารมณ์จติ ใจความฉลาดทางอารมณ์เพ่มิ มากข้นึ หรือไม่ เม่อื เปรยี บเทียบระหว่างก่อนและหลงั จากท่ีได้รับ
การจดั กิจกรรม ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บค่าคะแนนเฉลี่ยพฒั นาการพฤตกิ รรมดา้ นอารมณจ์ ิตใจความ
ฉลาดทางอารมณ์ของเดก็ ปฐมวยั โดยการทดสอบค่าที (t-test) จากคะแนนกอ่ นและหลังการทดลอง มี
รายละเอยี ด ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ผลการเปรยี บเทยี บพัฒนาการด้านอารมณจ์ ิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของกลุม่ ตวั อย่าง
ก่อนและหลงั การทดลอง
การทดลอง n x S.D t Sig
ก่อนการทดลอง 16 9.62 1.41 2.36 .00
หลังการทดลอง 16 14 .89
จากตารางท่ี 2 แสดงว่าหลังจากที่เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
หนังสือนิทานประกอบภาพ พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์เพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ ที่ระดับ .01 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมจัดประสบการณ์การเรียนรู้
หนังสอื นทิ านประกอบภาพมีพฒั นาการดา้ นอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึน้
การเปรยี บเทยี บคะแนนความรเู้ ร่ืองความฉลาดทางอารมณข์ องเด็กปฐมวยั ของกลุ่มตวั อย่าง กอ่ นและหลัง
การทดลอง
ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนความร้เู รื่องความฉลาดทางอารมณ์ของเดก็ ปฐมวัยของกล่มุ ตวั อยา่ ง
ก่อนและหลังการทดลอง (คะแนนเต็ม 5 คะแนน)
คนที่ คะแนนความรูเ้ ร่ืองความฉลาดทางอารมณ์ ความแตกตา่ งของคะแนนกอ่ น
กอ่ นทดลอง หลังทดลอง และหลงั การทดลอง
135 2
224 2
324 2
424 2
513 2
634 1
713 2
824 2
935 2
10 2 4 2
11 4 5 1
12 4 5 1
13 4 5 1
14 4 5 1
15 2 4 2
16 3 5 2
X 2.62 4.31 1.69
s 1.02 70 .47
∑x 42 69 27
จากตารางท่ี 3 แสดงวา่ คะแนนความร้เู ร่ืองความฉลาดทางอารมณ์หนังสือนิทานประกอบภาพ
อารมณ์ดียิ้มอารมณ์เสียใจร้องไห้อารมณ์แบ่งปันอารมณ์รักกันอารมณ์ไม่สบายของเด็กปฐมวัยหลังการทดลอง
สูงกว่าก่อนการทดลอง และการกระจายของคะแนนหลังการทดลองมีน้อยกว่าก่อนการทดลอง โดยกลุ่ม
ตัวอย่างได้คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 2.62 และค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน 1.02 ไดค้ ะแนนเฉลย่ี หลงั การทดลอง
4.31 และคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.70
เปรียบเทยี บคะแนนเฉลีย่ ความรเู้ ร่ืองความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลงั การทดลอง
การวิเคราะหข์ ้อมลู ในสว่ นนี้ ม่งุ ตรวจสอบกลุ่มตวั อย่างท่ไี ดร้ ับการจัดกจิ กรรม มคี วามสามารถ
ในการ พัฒนาการความรู้อารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยเพ่ิมมากข้ึนหรือไม่ เม่ือ
เปรียบเทียบ ระหว่างก่อนและหลังจากท่ีได้รับการจัดกิจกรรม ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉล่ีย
ความสามารถใน การพัฒนาการความรู้อารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวยั โดยการทดสอบค่า
ที (t-test) จาก คะแนนก่อนและหลังการทดลอง มีรายละเอียด ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบ
พัฒนาการความรูเ้ รือ่ งอารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณข์ องเด็กปฐมวยั กอ่ นและหลงั การทดลอง
การทดลอง n x S.D t Sig
ก่อนการทดลอง 16 2.62 1.02 2.71 .00
หลงั การทดลอง 16 4.31 .70
จากตารางท่ี 4 แสดงว่าหลังจากท่ีเด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
หนังสือนิทานประกอบภาพ มีพัฒนาการความรู้อารมณ์จิตใจความฉลาดทางอารมณ์เพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยส าคัญ
ทางสถิติ ทีร่ ะดบั .01 ซง่ึ เป็นไปตามสมมตฐิ านว่าเด็กปฐมวยั ท่ีไดร้ ับการจัดกจิ กรรมจดั ประสบการณ์การเรียนรู้
หนังสือนทิ านประกอบภาพ มพี ัฒนาการความรู้อารมณ์จติ ใจความฉลาดทางอารมณ์เพ่มิ ข้ึน
การสะทอ้ นผลการเรียนรู้
ประโยชน์ต่อผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาจนเกิดทักษะ การใช้การวิจัยในการแสวงหาความรู้เรยี นรู้
ทฤษฎีแนวคิด หลักการและข้อค้นพบท่ีมีความหมายมีความเท่ียงตรง รู้จักวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การ
แก้ปัญหาหรือการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผล นาผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ผู้เรียนมีโอกาสได้รับการ
พัฒนาทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการบริหารจัดการเวลา ทักษะการส่ือสาร ทักษะประมวลผล
และทกั ษะการเรยี นรตู้ ลอดชีวิต
ประโยชน์ต่อครู ทาให้ครูมีการวางแผนทางานในหน้าท่ีของตนอย่างเป็นระบบ ได้แก่ วางแผนการจดั
ประสบการณ์ออกแบบกิจกรรมโดยให้ผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับ
ผู้เรยี น ประเมนิ ผลการทางานเป็นระยะโดยมเี ปา้ หมายชัดเจนว่าจะทาอะไรเม่ือไร เพราะอะไร และทาให้ทราบ
ผลการกระทาว่าบรรลุเป้าหมายได้อยา่ งไร
ประโยชน์ต่อการศึกษา ผลของการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยที่มีการวิจัยเป็นฐานสามารถ
นามาเป็นข้อมูล ในการแลกเปล่ียนเรียนรูข้ องครูเก่ียวกับวธิ ีการจดั ประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยเพื่อพฒั นา
ผู้เรียนของครูแต่ละคน ซึ่งครูแต่ละคนสามารถจะประยุกต์และนาไปใช้เพ่ือพัฒนาการจัดการจัดประสบการณ์
สาหรับเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่าการจัดประสบการณ์สาหรับเดก็ ปฐมวัยโดยใช้การวจิ ัยเป็นฐานชว่ ย
ให้ผู้เรียนได้รู้จักวิธีการแสวงหาความรู้จนกระท่ังสามารถนาไปใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ท่ีมีอยู่รอบตัวและ
เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือเรียกว่าเป็นการศึกษาตลอดชีวิต ผู้เรียนจึงต้องเรียนรู้ท่ีจะแสวงหาความรู้ได้ด้วย
วิธีการของตนเอง การเรียนรู้ที่ตัวเนื้อหาแต่อย่างเดียว จึงไม่ใช่เป้าหมายสาคัญของการเรียนการสอนในยุค
ปฏริ ปู การศึกษาอกี ต่อไป
ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้สูงข้ึน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็น
ฐาน ผู้เรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้ท่ีดี ประสบผลสาเร็จในการเรยี นรู้ ผู้เรียนมีความสขุ กับการเรยี น กระตุ้น
ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ผ่านกระบวนการแก้ปัญหา การเสาะ แสวงหา และการวิเคราะห์การ
ประเมินซึ่งเปน็ ทักษะทจี่ าเปน็ สาหรับการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปพฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา แผนการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยที่เอาข้อดีของการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานมาเป็นสื่อทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในบทเรียน ได้วิจัยและลงมือ
ปฏิบัติจริง มีการร่วมกิจกรรมในช้ันเรียนอย่างตั้งใจ ไม่เกิดความเบื่อหน่ายและมีความสุขทาให้ผู้เรียนมีความ
เขา้ ใจในบทเรยี นได้ง่ายขนึ้ ส่งผลต่อการเรยี นรไู้ ดด้ แี ละมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน
เอกสารอา้ งองิ
[1] ค่มู ือหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560
[2] กุลยา ตนั ตผิ ลาชวี ะ การใชห้ นังสอื ภาพสาหรับเดก็ ปฐมวยั กรงุ เทพฯ:โชตสิ ขุ การพมิ พ์ 2551
[3] จารณุ ี ศรเี ผอื ก.(2554).การเปรยี บเทยี บพฤติกรรมทางสงั คมของเดก็ ปฐมวัย ท่ีมรี ะดับความฉลาด
ทาง อารมณ์ต่างกัน.ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการการเรียนรู้: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พระนครศรอี ยุธยา
[4] บุษบารัตน์ ศรีนวลไสว (2553) .การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้หนังสือ
นิทาน ประกอบภาพ.ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน: มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม
ภาคผนวก
1. คลปิ วดิ ีโอเกมการศึกษาฝกึ ทักษะสมอง EF Executive Functions ท้งั 9 ด้าน
2. แบบทดสอบความรู้ เร่ือง อารมณ์ดีย้ิม อารมณ์เสียใจ ร้องไห้อารมณ์แบ่งปัน อารมณ์รักกัน
อารมณ์ไมส่ บาย
3. แบบสังเกตพฤติกรรมด้านอารมณจ์ ติ ใจ
4. รปู ภาพ
แบบทดสอบความรคู้ วามฉลาดทางอารมณ์
คาสง่ั ให้นักเรียน x ภาพทต่ี รงกับคาถาม (ข้อละ 1 คะแนน)
1.เดก็ คนใดแสดงถงึ อารมณด์ ี
มีความสุข
2.เดก็ คนใดแสดงถงึ อารมณ์ไมด่ ี
เศร้า เสยี ใจ
3.เด็กคนใดรจู้ ักแบ่งปัน มีน้าใจ
4.เดก็ คนใดแสดงถึงความรักกัน
หว่ งใยกนั
5.เดก็ คนใดร้สู ึกเจ็บป่วยไม่สบาย
คลปิ วดิ ีโอเกมการศึกษาฝึกทักษะสมอง EF Executive Functions ทั้ง 9 ดา้ น
คลปิ วิดโี อเกมการศึกษาฝกึ ทักษะสมอง EF Executive Functions
คลปิ วิดโี อเกมการศึกษาฝกึ ทักษะสมอง EF Executive Functions
คลปิ วิดโี อเกมการศึกษาฝกึ ทักษะสมอง EF Executive Functions
คลปิ วิดโี อเกมการศึกษาฝกึ ทักษะสมอง EF Executive Functions
ภาพนกั เรียนศึกษาคลปิ และทากจิ กรรม
ภาพนกั เรียนศึกษาคลปิ และทากจิ กรรม
ภาพนกั เรียนศึกษาคลปิ และทากจิ กรรม
ภาพนกั เรียนศึกษาคลปิ และทากจิ กรรม