สอบแก้เทอม ๑ คำสั่ง ให้นักเรียนตอบคำถามลงในกระดาษคำตอบให้ถูกต้อง ๑. ข้อใดกล่าวถึงโครงงานได้ถูกต้อง ก. ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ข. ผู้ทำโครงงานไม่มีสิทธิ์เลือกหัวข้อโครงงานของตนเอง ค. ผู้ทำโครงงานสามารถเลือกดำเนินการได้ตามความพอใจ ง. เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับที่ปรึกษาโครงงาน ๒. การวางแผนเพื่อเขียนโครงงานควรเริ่มจากข้อใด ก. ชื่อหัวข้อโครงงาน ข. ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน ค. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ง. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า ๓. ข้อใดคือความสำคัญของการทำโครงงาน ก. เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ข. พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ค. ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ง. ถูกทุกข้อ ๔. ความสำคัญของโครงงานข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การปฏิบัติงานชัดเจน ข. สร้างอคติต่อบุคคลภายในหน่วยงาน ค. การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ง. ลดความขัดแย้งและความซ้ำซ้อนในหน้าที่ ๕. “การนำผลการศึกษาค้นคว้า มาเขียนเรียบเรียงใหม่ อย่างมีระเบียบแบบแผน” ข้อความนี้กล่าวถึงข้อใด ก. ข่าว ข. รายงาน ค. วิทยานิพนธ์ ง. นวนิยาย ๖. โครงงานประเภทประดิษฐ์ควรคำนึงถึงข้อใดมากที่สุด ก. ความประณีต ข. ความน่าเชื่อถือ ค. ความสวยงาม ง. ความคงทนแข็งแรงและประโยชน์ใช้สอย ผลการเรียนรู้ ๑. วางโครงร่างการเขียนตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธีการเขียนโครงร่าง ๒ .เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการภาษาไทย ความยาว ๒,๕๐๐ คำ
๗. ข้อใดกล่าวถึงส่วนประกอบของโครงงานได้ถูกต้อง ก. ส่วนนำ ส่วนขยาย สรุป ข. ส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย ค. ส่วนนำ ส่วนเนื้อความ ส่วนขยาย ง. ส่วนเนื้อความ ส่วนขยาย ส่วนท้าย ๘. ขั้นตอนการทำโครงงานข้อใดเรียงลำดับถูกต้อง ก. การคิดและการเลือกหัวเรื่อง การวางแผน การดำเนินงาน การเขียนรายงาน การนำเสนอ ข. การคิดและการเลือกหัวเรื่อง การวางแผน การเขียนรายงาน การดำเนินงาน การนำเสนอ ค. การวางแผน การคิดและการเลือกหัวเรื่อง การดำเนินงาน การเขียนรายงาน การนำเสนอ ง. การวางแผน การคิดและการเลือกหัวเรื่อง การเขียนรายงาน การดำเนินงาน การนำเสนอ ๙. เมื่อเลือกหัวเรื่องที่เหมาะสมได้แล้วขั้นตอนต่อไปควรทำตามข้อใด ก. การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล ข. การเรียบเรียงการทำรายงาน ค. กำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่อง ง. เขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน ๑๐. การนำเสนอผลงานทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทโครงงานข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การแสดงบทบาทสมมุติ ข. การใช้งบประมาณจ้างหน่วยงานต่าง ๆ ทำ ค. การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับผลงาน ง. การจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด ๑๑.การวางแผนการทำโครงงานข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การวางแผนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ ข. การวางแผนจะสามารถรู้แหล่งค้นคว้าและรู้งบประมาณการใช้จ่าย ค. การวางแผนสามารถทราบถึงจุดประสงค์เรื่องที่ทำและทราบถึงขอบเขตได้ ง. การวางแผนจะทำโครงงานเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องนำเสนอให้ใครทราบงานก่อน ๑๒. การเลือกหัวข้อโครงงานควรพิจารณาสิ่งใดเป็นลำดับแรก ก. เคยมีผู้ทำแล้ว ข. ใช้ต้นทุนต่ำ ค. ความสามารถของตน ง. สามารถนำไปจำหน่ายได้ ๑๓. นักเรียนไม่ควรเลือกหัวข้อโครงงานใด ก. การสร้างอาวุธสงคราม ข. สบู่สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ค. ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวัน ง. การหาสารพิษในอาหาร ๑๔. ข้อใดเรียงลำดับส่วนประกอบของรายงานโครงงานได้ถูกต้อง ก. บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง วิธีการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงาน ข. เอกสารที่เกี่ยวข้อง บทนำ ผลการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงาน ค. วิธีการดำเนินงาน บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน ง. ผลการดำเนินงาน บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง วิธีการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงาน
๑๕. ข้อใด แสดงว่าผู้ศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า ก. ศักยภาพในการเรียนรู้ ข. ประสบการณ์ในการศึกษาค้นคว้า ค. พื้นฐานการศึกษา ง. การทำความเข้าใจเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า ๑๖. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการเขียนปกรายงาน ก. ให้เขียนชื่อผู้รายงานไว้ตรงกลางของปก ข. ใส่รูปภาพ หรือไม่ใส่ก็ได้ ค. บรรทัดแรกให้เขียนว่า รายงานเรื่อง … ง. กรณีมีผู้จัดทำหลายคน ให้ใส่ให้ครบทุกคน ๑๗. หัวข้อการศึกษาค้นคว้าใด ควรใช้แบบสอบถาม ก. สาเหตุของการหนีเรียนของนักเรียนชั้น ม.๒ ข. การทำวุ้นสวรรค์จากผลไม้ ค. การทำเปเปอร์มาเช่ ง. งานบาติก ๑๘. การเขียนเหตุผล ความเป็นมาของการศึกษาค้นคว้า คือ ก. ที่มาและความสำคัญ ข. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ค. สรุปผลการดำเนินงาน ง. แผนปฏิบัติการ ๑๙. ในส่วนของบทนำเป็นส่วนแสดงรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานที่ประกอบด้วยข้อใด ก. ที่มาและความสำคัญของโครงงานเป้าหมายของการศึกษา ขอบเขตของโครงงาน ข. คำขอบคุณ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน หลักการและทฤษฏี ค. บทคัดย่อ คำขอบคุณ หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ง. ความสำคัญของปัญหา สาขางานวิจัย วิธีดำเนินการ ๒๐. ส่วนประกอบของรายงานโครงงานฉบับสมบูรณ์ ที่อยู่ส่วนท้ายสุดคือข้อใด ก. บทนำ ข. อ้างอิง ค. ภาคผนวก ง. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๒๑. ที่มาและความสำคัญเป็นการเขียนอธิบายอะไร ก. ชื่อสิ่งที่เราทำ ข. ระยะเวลาต่าง ๆ ในการทำงาน. ค. เหตุใดจึงเลือกทำโครงงานนี้ ง. การศึกษาค้นคว้าต่าง ๆ ๒๒. ข้อใดคือขั้นตอนสุดท้ายสุดของการจัดทำโครงงาน ก. การเขียนรายงาน ข. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน ค. การนำเสนอและแสดงโครงงาน ง. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
๒๓. การเขียนเค้าโครงของโครงงานซึ่งเป็นการวางรูปแบบโครงงานไว้ล่วงหน้าจัดอยู่ในขั้นตอนใด ก. การลงมือทำโครงงาน ข. การวางแผนในการทำโครงงาน ค. การเขียนรายงานและแสดงผลงาน ง. การคิดจะเลือกหัวเรื่องหรือปัญหาที่จะศึกษา ๒๔. บทใดมีเนื้อหามากที่สุด ก. บทที่ ๑ ข. บทที่ ๒ ค. บทที่ ๕ ง. ทุกบท ๒๕. สรุป อภิปรายผลคืออะไร ก. การสรุปผลจากบทที่ ๑ ที่ได้ในการทำ ข. สรุปผลจาการเรื่องการดำเนินโครงงานที่ได้ทำมา ค. กำหนดคุณลักษณะของผลงาน และเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา ง. แผนผังในการทำงาน พร้อมระยะเวลาที่ทำในแต่ละช่วง ๒๖. บทคัดย่อ หมายถึงอะไร ก. เรื่องย่อของโครงงานที่ทำ ข. หลักการและทฤษฎีที่ใช้ทำโครงงาน ค. บทสรุปของการวิธีการทำงานทั้งหมด ง. ภาพรวมโดยย่อของโครงงานตั้งแต่ต้นจนจบ ๒๗. กิตติกรรมประกาศ คืออะไร ก. เรื่องย่อของโครงงานที่ทำ ข. การเขียนขอบคุณผู้ให้คำปรึกษาในการทำโครงงาน ค. บทสรุปของการวิธีการทำงานทั้งหมด ง. ภาพรวมโดยย่อของโครงงานตั้งแต่ต้นจนจบ ๒๘. ภาคผนวกมีความสำคัญอย่างไร ก. บอกให้ผู้อ่านทราบว่าส่วนต่อไปคืออะไร ข. บอกรายชื่อทรัพยากรและสารสนเทศที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ค. ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของเนื้อหารูปภาพต่าง ๆ ง. ช่วยค้นเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ๒๙. ข้อใดไม่ใช่จุดประสงค์ของการเขียนรายงาน
ก. เพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลความรู้ ข. เพื่อชักจูงให้เชื่อถือ ค. เพื่อแสดงตัวตนของผู้เขียน ง. เพื่อประโยชน์ในเชิงพานิชย์เป็นสำคัญ ๓๐. ข้อใด คือ ความหมายของสมมุติฐาน ก. วิธีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์โดยเริ่มต้นจากการตั้งประเด็นปัญหา ข. ข้อคิดเห็น หรือถ้อยแถลงที่ใช้เป็นมูลฐานของการหาเหตุผล ค. การรวบรวมข้อมูลเพื่อคาดคะเนคำตอบ ง. การคาดคะเนคำตอบให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ๓๑. ข้อใดเป็นจริง ก. สมมุติฐานตั้งขึ้นหลังจากศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลแล้ว ข. สมมุติฐานตั้งขึ้นก่อนการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูล ค. สมมุติฐาน ไม่ต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าก็ได้ ง. สมมุตติฐาน ตั้งขึ้นก่อนการตั้งประเด็นปัญหา ๓๒. สมมุติฐานการศึกษาค้นคว้า ควรตั้งขึ้นเมื่อใด ก. การศึกษาค้นคว้าไม่ต้องตั้งสมมุติฐานก็ได้ ข. ก่อน หรือหลังการเก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้ ค. หลังการเก็บรวบรวมข้อมูล ง. ก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล ๓๓. ผลการทดสอบสมมุติฐาน จะต้องตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ ก. ตรง ข. ไม่ตรง ค. ตรง หรือไม่ตรง ก็ได้ ง. สรุปแน่นอนไม่ได้ ๓๔. ข้อใดเป็นประโยชน์ของสมมุติฐาน ก. ใช้ตรวจสอบ ข. จำกัดขอบเขตการศึกษาค้นคว้า ค. ใช้ตรวจสอบ จำกัดขอบเขต ช่วยให้เข้าใจเรื่อง ง. แสดงความสัมพันธ์ของผลการศึกษาค้นคว้า ๓๕. ข้อใดควรปฏิบัติเป็นลำดับแรก ก. การเก็บรวบรวมข้อมูล ข. การตั้งสมมุติฐาน ค. การสรุปผลการศึกษาค้นคว้า ง. การรายงานผลการศึกษาค้นคว้า ๓๖. ข้อใดเป็นลักษณะของสมมุติฐานที่ดี ก. ตั้งขึ้นก่อนการกำหนดจุดมุ่งหมาย ข. ตั้งขึ้นก่อนการรวบรวมข้อมูล ค. สามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูล หลักฐานต่าง ๆ ง. ใช้ภาษาที่แสดงรายละเอียดให้มากที่สุด ๓๗. สมมุติฐาน ทดสอบได้จากอะไร ก. ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา ข. ข้อมูลที่มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว ค. ข้อมูลจากผลการศึกษาค้นคว้าที่ เกี่ยวข้อง ง. สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ผลการเรียนรู้ ๑.ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ ๒.ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ
๓๘. ข้อใดเป็นจริง ก. สมมุติฐานควรมีข้อเดียว ข. สมมุติฐานจะมีข้อเดียว หรือมีหลายข้อก็ได้ ค. สมมุติฐานควรมีหลายข้อ ง. สรุปแน่นอนไม่ได้ ๓๙. ควรปฏิบัติอย่างไรให้สมมุติฐานมีความสมเหตุสมผล ก. มีเหตุผล ข. มีเหตุผล และตามทฤษฏี ค. มีเหตุผลตามทฤษฏีและผลการศึกษา ง. มีผู้เชี่ยวชาญรับรอง ๔๐. ข้อใดสำคัญที่สุดในการศึกษาค้นคว้า ก. การกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า ข. การกล่าวถึงความเป็นมาของปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้า ค. การอธิบายปัญหาที่จะทำการศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจน ง. การเลือกเรื่องเพื่อตั้งประเด็นปัญหา