แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี ๑ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๕
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วชิ าภาษาไทย เวลา ๖ ชว่ั โมง
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๒ ภมู ปิ ญั ญาภาษา เวลา ๑ ช่ัวโมง
เรอื่ ง หลกั การสร้างคำสมาส
ผสู้ อน นางวมิ ล บนกลาง โรงเรยี นสุรธรรมพิทักษ์
๑.มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ ๔ หลกั การใชภ้ าษาไทย : ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย
การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตวั ชี้วัด / จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ตวั ชวี้ ดั
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธิบายและวเิ คราะห์หลกั การสรา้ งคำในภาษาไทย
จุดประสงค์การเรยี นรู้
๑. อธิบายและวิเคราะหห์ ลกั การสร้างคำสมาสในภาษาไทยได้ (ภาษา)
๒. สาระสำคัญ
การอธบิ ายและวเิ คราะหห์ ลักการสรา้ งคำสมาสในภาษาไทย
๓. สาระการเรียนรู้
๓.๑ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
๑. หลกั การสรา้ งคำในภาษาไทย
๔. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
- อธิบายหลักการสร้างคำสมาสในภาษาไทย
๕. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๖.ช้ินงาน/ภาระงาน
๑.แบบฝกึ หดั หลักการสรา้ งคำสมาส
๗. การวดั และประเมนิ ผล
๑.การประเมนิ กอ่ นเรียน
-ทำแบบทดสอบก่อนเรยี นหนว่ ยท่ี ๒ เรือ่ ง หลักการสร้างคำสมาส
๒.การประเมนิ ระหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรียน
วธิ ีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์การผ่าน
๑. นักเรียนทำขอ้ ทดสอบกอ่ นเรียน - ข้อทดสอบกอ่ นเรียน - ร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์
๒. นกั เรยี นศึกษาความรเู้ รือ่ งหลักการสรา้ ง - แบบฝึกหดั เร่อื งหลักการสรา้ ง - ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
คำสมาสแลว้ ทำแบบฝกึ หดั คำสมาส - ร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์
๓. นักเรียนทำขอ้ ทดสอบหลังเรยี น - ขอ้ ทดสอบหลังเรยี น
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (วิธีสอนแบบกระบวนการเรียนภาษา)
ช่ัวโมงที่ ๑
แจง้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ดั ให้นกั เรียนทราบ
๑. นักเรยี นและครสู นทนาเกีย่ วกบั หลกั การสรา้ งคำสมาสท่นี ักเรียนเคยเรยี นมาแลว้ มอบหมายให้
นักเรียนรว่ มกนั ตง้ั คำถามและหาคำตอบ เพือ่ ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ (Learning to Question )
๒. นกั เรยี นทำขอ้ ทดสอบก่อนเรยี นเรื่องหลักการสรา้ งคำสมาส จำนวน ๑๐ ขอ้
๓. นกั เรยี นศกึ ษาความรูเ้ รอื่ งหลกั การสรา้ งคำสมาส จากใบความรู้ (Learning to Search)
๔. ครูและนักเรยี นสรปุ ความรเู้ รอ่ื งหลกั การสรา้ งคำสมาส โดยใชเ้ คร่อื งฉายโปรเจ็คเตอรแ์ ละ
สื่อเพาเวอรพ์ อยต์ (Learning to Construct)
๕. นักเรยี นทำแบบฝกึ หัด ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและแก้ไขให้เรียบรอ้ ย (Learning to
Communicate)
๖.นำแบบฝึกหัดนักเรยี นตดิ ป้ายนิเทศเพือ่ ใหเ้ ปน็ ตัวอยา่ งสำหรับนักเรียนอ่ืนๆ ในการพฒั นางานของ
ตนเองตอ่ ไป (Learning to Serve)
๗. นักเรียนทำขอ้ ทดสอบหลังเรยี น
๙. สอื่ / แหล่งการเรียนรู้
๙.๑ สอ่ื การเรียนรู้
๑. ใบความรูเ้ ร่ืองหลกั การสรา้ งคำสมาส
๒. ชุดคอมพิวเตอร์ เครอื่ งฉายโปรเจ็คเตอร์ จอ
๓. ส่อื เพาเวอร์พอยต์ เรอื่ งหลกั การสรา้ งคำสมาส
๙.๒ แหล่งการเรยี นรู้
- หอ้ งสมดุ
- เว็ปไซต์
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบความรู้ ใบความรูท้ ี่ ๑
เรอ่ื ง หลักการสรา้ งคำสมาส ใชป้ ระกอบแผน ฯ ที่ ๑
หน่วยการเรยี นรู้
ชื่อหน่วยภมู ปิ ญั ญาภาษา
การสร้างคำดว้ ยอทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศ
การสรา้ งคำในภาษาไทยมี ๒ ลักษณะ คือ การสร้างคำตามวิธกี ารของไทย ไดแ้ ก่ การประสมคำ
การซ้อนคำ การซำ้ คำ และการสรา้ งคำตามวิธกี ารของภาษาอื่น หรอื การสร้างคำดว้ ยอทิ ธพิ ลของภาษา
ตา่ งประเทศ ได้แก่ การสมาส การสนธิ การแผลงคำ และการลงอุปสรรค
การสร้างคำสมาส
สมาส เปน็ วธิ ีการสรา้ งคำในภาษาบาลแี ละสันสกฤต เช่นเดียวกับคำประสมของไทย โดยนำคำบาลีและ
สันสกฤตต้ังแต่ ๒ คำ มารวมเปน็ คำเดียวกันใหม้ ีความหมายเก่ียวเนอ่ื งกนั คำทเ่ี กดิ จากการสรา้ งคำวธิ นี เ้ี รยี กวา่
คำสมาส ซึ่งแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้
(๑) คำสมาสแบบทีไ่ ม่มีการกลมกลนื เสยี ง เรียกส้นั ๆ วา่ คำสมาส
(๒) คำสมาสแบบกลมกลนื เสยี ง เรยี กว่า คำสมาสที่มีการสนธิ
ลักษณะของคำสมาส
๑. เกิดจากการประสมคำตง้ั แต่ ๒ คำขึ้นไป
๒. ตอ้ งเปน็ คำทีม่ าจากภาษาบาลีและสนั สกฤตเทา่ นน้ั
๓. พยางค์สดุ ทา้ ยของคำหน้าไม่ใสร่ ปู สระอะ และตวั การันต์
อทุ ก + ภัย สมาสกันเปน็ อุทกภยั คณติ + ศาสตร์ สมาสกันเปน็ คณติ ศาสตร์
กาลเทศะ
มนุษย์ + ชาติ สมาสกนั เปน็ มนษุ ยชาติ กาละ + เทศะ สมาสกนั เปน็ แพทยศาสตร์
สาระ + คดี สมาสกนั เปน็ สารคดี แพทย์ + ศาสตร์ สมาสกันเป็น
๔. ตอ้ งออกเสียงสระที่พยางค์สดุ ทา้ ยของคำหน้า ถงึ แมไ้ มม่ ีรูปสระกำกบั
อุณหภมู ิ อ่านวา่ อนุ – หะ – พูม ประวตั ิศาสตร์ อา่ นวา่ ประ – หวดั – ติ - สาด
๕. เรยี งคำหลกั ไวห้ ลังคำขยาย เมื่อแปลก็แปลจากหลงั ไปหน้า
คำสมาส คำขยาย คำหลัก ความหมาย
ราชการ ราช (พระเจ้าแผน่ ดนิ ) การ (งาน) งานของพระเจ้าแผ่นดนิ
เทวบญั ชา เทว (เทวดา) บัญชา (คำสง่ั ) คำส่งั ของเทวดา
วรรณคดี วรรณ (หนังสือ) คดี (เรอ่ื ง) เร่อื งของหนงั สือ
พุทธศาสนา พทุ ธ (พระพุทธเจา้ ) ศาสนา ศาสนาของพระพทุ ธเจา้
หลกั การสร้างคำสมาส หน้า ๒
๖. คำบาลี สันสกฤต ซึ่งมีคำว่า พระ ที่แผลงมาจาก วร ประกอบขา้ งหน้า จัดเป็นคำสมาสดว้ ย
แม้คำวา่ พระ จะประวสิ รรชนยี ์ เช่น พระกรรณ พระขรรค์ พระคฑา พระฉวี พระบาท
๗. คำสมาสสว่ นใหญ่มักจะลงท้ายดว้ ยคำว่า ศาสตร์ ภยั กรรม ภาพ ศึกษา วทิ ยา เชน่ ศกึ ษาศาสตร์
นิตศิ าสตร์ รัฐศาสตรอ์ ทุ กภัย วาตภัย อคั คภี ัย กายกรรม คหกรรม วิศวกรรม อิสรภาพ
ทศั นยี ภาพ กายภาพ
ข้อสงั เกต
๑. การประสมคำบางคำมลี กั ษณะคลา้ ยคำสมาส คอื คำแรกมาจากคำบาลี หรอื สนั สกฤต
คำหลงั เป็นคำไทย เวลาแปลจะแปลจากหน้าไปหลัง อ่านออกเสยี งเหมือนคำสมาส แต่ไม่ถอื วา่ เป็นคำสมาส
เชน่ พลเมือง พลความ ผลไม้ เทพเจา้ กรมท่า
๒. การประสมคำทม่ี ภี าษาอืน่ ที่ไม่ใชค่ ำบาลี สนั สกฤตปนอยู่ คำคำนน้ั ไมถ่ อื เป็นคำสมาส
พละกำลัง มาจาก พล (ป.,ส.) + กำลงั (ข.) พระเขนย มาจาก พระ (ป.,ส.) + เขนย (ข.)
เคมภี ัณฑ์ มาจาก เคมี (อ.) + ภณั ฑ์ (ป.,ส.)คริสต์ศกั ราช มาจาก ครสิ ต์ (อ.) + ศักราช (ส.)
๓. มคี ำสมาสบางคำไม่ออกเสยี งสระตรงพยางคท์ า้ ยของคำหน้า
รสนยิ ม อา่ นวา่ รด - นิ - ยม สภุ าพบรุ ษุ อานวา่ สุ – พาบ – บุ – หรุด
สามัญศกึ ษา อ่านว่า สา – มัน – สึก – สา สุพรรณบรุ ี อ่านวา่ สุ – พัน – บุ – รี
สาธกโวหาร อ่านว่า สา – ทก – โว - หาน
ประโยชนข์ องคำสมาส
๑. เปน็ ความเจริญทางดา้ นภาษาเมือ่ ตอ้ งการใชค้ ำใหส้ ละสลวย กส็ ร้างคำขนึ้ ใหม่ใหพ้ อใช้
๒. เปน็ ประโยชนใ์ นการแต่งคำประพนั ธ์ ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เพ่อื ให้เขา้ ตามลกั ษณะ
บังคับของคำประพนั ธ์ชนิดนนั้ ๆ
๓. เพื่อให้อ่าน เขียน ไดถ้ ูกต้อง คืออ่านต่อเน่ืองกัน และเขียนได้ถูกต้องตามหลกั คำสมาสที่อา่ นและ
ออกเสยี งสระอะโดยไม่ตอ้ งประวสิ รรชนยี ์
ตัวอยา่ งคำสมาส
ศลิ ปวทิ ยา ศิลปกรรม ภมู ศิ าสตร์ อนิ ทรยี วัตถุ พุทธศักราช อกั ขรวธิ ี อาชวี ศึกษา
สาธารณกุศล ยุทธวิธี ทัศนคติ อบุ ตั ิเหตุ ชาติภมู ิ มนุษยธรรม จนั ทรคติ สิทธบิ ตั ร
ทารณุ กรรม ลหุโทษ หัตถกรรม สมณเพศ นติ กิ รรม ปรโลก อดุ มศกึ ษา วยั วฒุ ิ ชราภาพ
วรี กรรม ทศพร ราชรถ พัฒนากร โบราณกาล บทจร นฤบดี นขลิขติ ไตรจวี ร ไตรทวาร ไตรจกั ร
ตฤณชาติ ธรรมสตู ร ชัยภูมิ ชยั มงคล จารกรรม จัตุบาท จตรุ งค์ พงศกร ปิตภุ มู ิ บาปกรรม
บุพชาติ บพุ นิมติ สตั บรุ ุษ สาธารณประโยชน์ สาธารณภยั สตั ยธรรม สตั บุรุษ อธิกมาส อรรถศาสตร์
อสรุ กาย อัศวเทพ นรบดี นรเศรษฐ์ นรชาติ ธรรมศาลา
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ แบบฝึกหัด แบบฝึกหดั ฉบบั ที่ ๑
หน่วยการเรยี นรู้ เรอื่ ง หลกั การสรา้ งคำสมาส ใชป้ ระกอบแผน ฯ ท่ี ๑
ชื่อหนว่ ยภมู ิปัญญาภาษา
ช่อื ………………………………………..เลขที่………..ชนั้ ม.๕/…….กลุ่ม………………………………
จุดประสงค์การเรียนรู้
๑.๑ อธิบายหลักการสร้างคำสมาสได้
ใหพ้ น่ี ักเรยี นพจิ ารณาวา่ คำสมาสต่อไปนี้
สรา้ งจากคำอะไรนะครบั
คำสมาส คำท่ี ๑ คำที่ ๒ คำอ่าน
ตัวอยา่ ง ยุทธ์ ศาสตร์ ยุด – ทะ – สาด
ยุทธศาสตร์
สมณเพศ
ราชสำราญ
จตั ุรงคโชค
คชยุทธ์
โภคสมบรู ณ์
ราชรถ
เศวตฉัตร
สมณพราหมณ์
รัตนอินทนลิ
ยุทธการ
ใหพ้ ่นี ักเรยี น หาคำมาเข้าสมาสกบั คำท่ี แบบฝึกหดั การสรา้ งคำสมาส หนา้ ๒
กำหนดให้ เขียนคำสมาสที่ได้ รวมท้ัง
คำอ่าน
บอกคำอ่านดว้ ยครับ…. พัน – ทุ - กำ
คำท่ี ๑ คำที่ ๒ คำสมาส
ตวั อยา่ ง กรรม พันธุกรรม
พันธุ์ กรรม
ศาสตร์
แพทย์
ไตร ภาพ
เศรษฐ์
สาธารณะ ธรรม
ศิลปะ ประทาน
นร กาล
ภูมิ
สาร
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ขอ้ ทดสอบ ข้อทดสอบฉบับที่ ๑
เรอื่ ง หลกั การสรา้ งคำสมาส ใชป้ ระกอบแผน ฯ ท่ี ๑
หน่วยการเรยี นรู้
ชอ่ื หนว่ ยภูมิปญั ญาภาษา
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลกั การสรา้ งคำสมาสได้
คำชแี้ จง ใหน้ กั เรียนพจิ ารณาคำตอบทีถ่ กู ทีส่ ุดแล้วทำเคร่ืองหมายกากบาทลงในกระดาษคำตอบเพยี งข้อเดยี ว
๑. ข้อใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. เกิดจากการประสมคำตัง้ แต่ ๒ คำข้นึ ไป
ข. ตอ้ งเป็นคำทีม่ าจากภาษาบาลแี ละสันสกฤตเท่าน้นั
ค. พยางค์สุดทา้ ยของคำหนา้ ไม่ใส่รูปสระ อะ และตวั การันต์
ง. การแปลความหมายของคำต้องแปลจากคำหลงั มาคำหนา้
จ. สามารถนำคำไทย คำภาษาอน่ื มาประสมกบั คำภาษาบาลีและสันสกฤตได้
๒. การเข้าสมาสในขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ ง
ก. โภค + สมบรู ณ์ ไดค้ ำว่า โภคสมบูรณ์
ข. สมณะ + พราหมณ์ ได้คำวา่ สมณพราหมณ์
ค. รตั น์ + อินทนิล ไดค้ ำวา่ รตั นอินทนลิ ขอ้ ทดสอบ หนา้ ๒
ง. ยทุ ธ์ + การ ไดค้ ำวา่ ยทุ ธ์การ
จ. กาฬ + ปักษ์ ได้คำวา่ กาฬปักษ์
๓. การเขา้ สมาสในขอ้ ใดไมถ่ ูกต้อง
ก. พุทธ + จกั ร ได้คำวา่ พทุ ธะจกั ร
ข. ศลิ ปะ + วทิ ยา ได้คำว่า ศลิ ปวทิ ยา
ค. จติ ร + กรรม ไดค้ ำวา่ จิตรกรรม
ง. กต + เวทติ า ไดค้ ำว่า กตเวทิตา
จ. ฌาปน + กจิ ไดค้ ำวา่ ฌาปนกิจ
๔. การเขา้ สมาสในขอ้ ใดไมถ่ กู ต้อง
ก. สาธารณะ + ประโยชน์ ไดค้ ำวา่ สาธารณประโยชน์
ข. ศลิ ปะ + ศาสตร์ ไดค้ ำว่า ศิลปะศาสตร์
ค. เกษตร + กรรม ไดค้ ำวา่ เกษตรกรรม
ง. นร + ชน ได้คำว่า นรชน
จ. ราช + ฐาน ได้คำวา่ ราชฐาน
๕. ขอ้ ใดไมใ่ ช่การสรา้ งคำโดยวธิ ีการเขา้ สมาส
ก. คำวา่ พทุ ธ กับคำวา่ มนต์ ไดค้ ำวา่ พุทธมนต์
ข. คำว่า บรม กบั คำว่า ธาตุ ไดค้ ำวา่ บรมธาตุ
ค. คำว่า สวัสด์ิ กับคำวา่ มงคล ไดค้ ำว่า สวสั ดมิ งคล
ง. คำวา่ มหา กับคำวา่ อศิ วร ไดค้ ำวา่ มเหศวร
จ. คำวา่ ไทย กับคำวา่ ธรรม ไดค้ ำวา่ ไทยธรรม
๖. คำสมาสในขอ้ ใดอา่ นไมถ่ กู ต้อง
ก. มนษุ ยชาติ อา่ นวา่ มะ – นุด – สะ – ยะ - ชาด
ข. อบุ ตั ิเหตุ อ่านวา่ อุ – บัด – เหด
ค. ชลประทาน อา่ นวา่ ชน – ละ – ประ – ทาน
ง. อดุ มศึกษา อา่ นว่า อุ – ดม – มะ – สึก – สา
จ. ประวตั ศิ าสตร์ อ่านวา่ ประ – หวัด – ติ - สาด
๗. การอา่ นคำสมาสในข้อใดไม่ถกู ตอ้ ง
ก. โบราณกาล อ่านวา่ โบ – ราน - กาน
ข. บุพนมิ ิต อา่ นว่า บุบ – พะ – นิ - มดิ
ค. อธิกมาส อา่ นวา่ อะ - ทกิ – กะ - มาด
ง. นขลขิ ติ อา่ นวา่ นะ – ขะ – ลิ – ขิด
จ. อุดมคติ อ่านวา่ อุ – ดม - คะ – ติ
๘. การอา่ นคำสมาสในข้อใดไม่ถกู ตอ้ ง
ก. อรรถศาสตร์ อ่านว่า อัด – ถะ – สาด
ข. สตั ยธรรม อา่ นว่า สัด – ตะ – ยะ - ทำ
ค. เมรมุ าศ อ่านวา่ เมน - รุ - มาด
ง. ชัยมงคล อา่ นวา่ ชยั – มง – คน
จ. กรรมกร อา่ นวา่ กำ – มะ – กอน
๙. การอ่านคำสมาสในข้อใดไม่ถกู ตอ้ ง
ก. ตฤณชาติ อา่ นวา่ ตริน – นะ - ชาด
ข. ประวัติศาสตร์ อา่ นวา่ ประ – หวัด – ติ - สาด
ค. คชศาสตร์ อ่านว่า คด - ชะ - สาด
ง. สพุ รรณบรุ ี อา่ นวา่ สุ – พนั – นะ – บุ – รี
จ. ปรากฏการณ์ อา่ นวา่ ปรา – กด – กาน
๑๐. ขอ้ ใดเป็นประโยชน์ของการสรา้ งคำสมาส
ก. เปน็ ความเจรญิ ทางดา้ นภาษาเมือ่ ต้องการใชค้ ำให้สละสลวย ก็สร้างคำขึ้นใหมใ่ หพ้ อใช้
ข. เป็นประโยชน์ในการแต่งคำประพันธ์ ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
ค. สามารถอา่ นและออกเสียงสระ อะ โดยไมต่ ้องปะวิสรรชนีย์
ง. เพือ่ ให้อา่ น เขียน ไดถ้ กู ต้องตามหลักคำสมาส
จ. ทุกประการทก่ี ล่าวมา
แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี ๒ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๕
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วชิ าภาษาไทย เวลา ๖ ช่ัวโมง
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ ภูมปิ ัญญาภาษา เวลา ๒ ชัว่ โมง
เร่อื ง หลักการสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ
ผู้สอน นางวมิ ล บนกลาง โรงเรียนสรุ ธรรมพทิ กั ษ์
๑.มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย : ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติ
ของชาติ
ตวั ชว้ี ัด / จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ตวั ช้วี ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธบิ ายและวิเคราะหห์ ลักการสรา้ งคำในภาษาไทย
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธบิ ายและวิเคราะหห์ ลกั การสร้างคำสมาสแบบสนธใิ นภาษาไทยได้ (ภาษา )
๒. สาระสำคญั
การอธบิ ายและวิเคราะหห์ ลักการสร้างคำสมาสแบบสนธิในภาษาไทย
๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
๑. หลกั การสรา้ งคำในภาษาไทย
๔. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร
- อธิบายหลกั การสร้างคำสมาสแบบสนธิในภาษาไทย
๕. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
๖.ช้นิ งาน/ภาระงาน
๑.แบบฝกึ หดั หลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ
๗. การวัดและประเมินผล
๑.การประเมินก่อนเรียน
-ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหนว่ ยท่ี ๒ เรือ่ ง หลกั การสร้างคำสมาสแบบสนธิ
๒.การประเมนิ ระหวา่ งการจดั กจิ กรรมการเรียน
วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑก์ ารผ่าน
- ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
๑. นักเรยี นทำข้อทดสอบกอ่ นเรยี น - ขอ้ ทดสอบก่อนเรยี น
๒. นกั เรียนศึกษาความรเู้ รอื่ งหลกั การสรา้ ง - แบบฝึกหัดเรื่องหลักการสรา้ ง - ร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์
คำสมาสแบบสนธิแลว้ ทำแบบฝึกหัด คำสมาสแบบสนธิ - ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
๓. นักเรียนทำขอ้ ทดสอบหลงั เรยี น - ขอ้ ทดสอบหลังเรยี น
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (วิธีสอนแบบกระบวนการเรยี นภาษา)
ช่ัวโมงท่ี ๑ - ๒
แจ้งมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วดั ใหน้ กั เรียนทราบ
๑. นักเรียนและครูสนทนาเกย่ี วกับหลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ ท่นี ักเรยี นเคยเรยี นมาแลว้ ครู
มอบหมายใหน้ ักเรยี นตั้งคำถามและหาคำตอบรว่ มกัน เพอื่ ทบทวนความรู้ ความเขา้ ใจ ( Learning to
Question)
๒. นักเรยี นทำขอ้ ทดสอบกอ่ นเรยี นเรือ่ งหลักการสร้างคำสมาสแบบสนธิ จำนวน ๑๐ ข้อ
๓. นักเรยี นศกึ ษาความร้เู รือ่ งหลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิจากใบความรู้ ( Learning to Search)
๔. ครแู ละนักเรยี นสรุปความรู้เรอื่ งหลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ โดยใชเ้ คร่ืองฉายโปรเจ็คเตอรแ์ ละ
สอ่ื เพาเวอรพ์ อยต์ ( Learning to Construct)
๕. นักเรยี นทำแบบฝกึ หัด ตรวจสอบความถูกตอ้ งและแกไ้ ขให้เรียบรอ้ ย ( Learning to
Communicate)
๖.นำแบบฝกึ หัดนักเรียนท่ถี ูกต้องติดปา้ ยนิเทศเพอ่ื เปน็ แบบอย่างให้กบั นกั เรียนคนอื่น ๆ เพอื่ พัฒนางาน
ของตนเองต่อไป ( Learning to Serve)
๗. นักเรียนทำข้อทดสอบหลงั เรียน
๙. สอื่ / แหลง่ การเรยี นรู้
๙.๑ สื่อการเรียนรู้
๑. ใบความรูเ้ รื่องหลกั การสร้างคำสมาสแบบสนธิ
๒. ชดุ คอมพิวเตอร์ เครอื่ งฉายโปรเจ็คเตอร์ จอ
๓. สอื่ เพาเวอรพ์ อยต์ เรอื่ งหลกั การสร้างคำสมาสแบบสนธ
๙.๒ แหล่งการเรียนรู้
- หอ้ งสมดุ
- เวป็ ไซต์
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบความรู้ ใบความรู้ฉบบั ที่ ๑
หน่วยการเรยี นรู้ เรอื่ ง หลักการสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ ใช้ประกอบแผน ฯ ท่ี ๒
ชอ่ื หน่วยภูมิปัญญาภาษา
การสนธิ เป็นการสร้างคำสมาสโดยเปล่ียนแปลงเสียงตามหลักภาษาบาลี และสนั สกฤต เม่ือเสยี งสอง
เสยี งอยใู่ กลก้ ันจะมกี ารกลมกลนื เป็นเสยี งเดียวกนั โดยมกี ารเปลยี่ นแปลงพยัญชนะ สระ และนคิ หิตทม่ี าเชอ่ื ม
เพ่อื การกลมกลืนเสยี งใหเ้ ปน็ ธรรมชาตขิ องการออกเสยี ง และทำใหค้ ำเหลา่ นั้นมเี สยี งสน้ั เข้าคำสมาสท่ี
มกี ารเปลย่ี นแปลงเสยี งขณะเมื่อนำ ๒ คำมารวมเปน็ คำเดียวกนั เรียกวา่ คำสมาสที่มกี ารสนธิ
๑. ลักษณะของการสนธิ
๑) เกิดจากคำมลู ต้ังแต่ ๒ คำขึ้นไป
๒) ตอ้ งเปน็ คำท่มี าจากภาษาบาลสี ันสกฤต
๓) มกี ารเชื่อมคำโดยเปล่ียนแปลงสระ พยัญชนะ หรือนิคหิต ของคำเดิม
๔) เรยี งคำหลกั ไวห้ ลงั คำขยาย ในการแปลความหมายมกั จะแปลจากหลงั ไปหน้า
๒. ชนิดของการสนธิ
การสนธิ แบง่ ออกเปน็ ๓ ชนดิ ตามลกั ษณะการเปล่ียนแปลงของอกั ษร คือ สระะสนธิ พยญั ชนะ
สนธิ และ นคิ หิตสนธิ
๑. สระสนธิ เป็นการนำคำทล่ี งทา้ ยดว้ ยสระไปสนธกิ ับคำท่ขี ้นึ ตน้ ดว้ ยสระ ซงึ่ มี ”อ” เปน็ พยญั ชนะ
ต้น และตวั “อ”นจี้ ะตัดท้ิง กอ่ นเข้าสนธิ เม่ือสนธิแล้ว จะมกี ารเปล่ียนแปลงรปู สระ เพ่ือให้เสียงสระ ๒ เสียง
ไดก้ ลมกลนื เป็นเสยี งสระเดียวกนั มวี ิธกี ารดังนี้
วิธีการท่ี ๑ ลบสระท่ีพยางค์ท้ายคำหนา้ ออก แลว้ ใช้สระของพยางค์หนา้ คำหลงั แทน โดยไมต่ อ้ ง
เปล่ยี นแปลงรูปสระ เชน่
วทิ ย + อาลยั เปน็ วิทยาลัย กต + อัญชลี เปน็ กตญั ชลี
คช + อินทร์ เปน็ คชนิ ทร์ นร + อนิ ทร์ เป็น นรนิ ทร์
มหา + โอสถ เปน็ มโหสถ มหา + โอฬาร เปน็ มโหฬาร
อน + เอก เปน็ อเนก ธน + อาคาร เป็น ธนาคาร
มุนี + อนิ ทร์ เปน็ มุนนิ ทร์ รตั น์ + อาภรณ์ เปน็ รัตนาภรณ์
วิธีการที่ ๒ ลบสระของคำหน้า ใช้สระของคำหลงั แทนแต่ต้องเปล่ยี นรปู สระจากเสยี งสั้นเป็นเสียงยาว
อะ เปน็ อา , อิ เป็น อี หรอื เอ , อุ เป็น อู หรอื โอ เชน่
เทศ + อภบิ าล เป็น เทศาภิบาล ราช + อปุ ถมั ภ์ เปน็ ราชูปถมั ภ์
จุฬา + อลงกร เป็น จฬุ าลงกรณ์ หลกั การสรา้ งคำสนธิ หนา้ ๒
นร + อศิ วร เปน็ นเรศวร
สุรยิ ะ + อทุ ัย เป็น สุรโิ ยทัย นร + อินทร์ เป็น นเรนทร์
ราช + อปุ โภค เปน็ ราชปู โภค ราชนิ ี + อปุ ถมั ภ์ เป็น ราชินปู ถมั ภ์
ปรุ สิ + อดุ ม เป็น ปุริโสดม คช + อินทร์ เป็น คเชนทร์
วธิ ีการที่ ๓ เปล่ียนสระของคำหนา้ เปน็ พยัญชนะ อิ อี เปน็ ย, อุ อู เปน็ ว แล้วใชส้ ระของคำหลงั แทน
โดยจะเปล่ียนรูป หรอื ไม่เปลีย่ นรูปก็ได้ เช่น
รังสี + โอภาส เป็น รังสโยภาส
สินธว + อานนท์ เปน็ สนิ ธวานนท์
สูตรสน้ั ๆ ในการเข้าสระสนธิ
๑. ลบสระคำหน้า ใช้สระคำหลัง โดยไมต่ อ้ งเปล่ยี นรูป
๒. ลบสระคำหนา้ ใช้สระคำหลงั แต่เปลย่ี นรปู คอื อะ เปน็ อา , อิ เปน็ อี หรือ เอ ,
อุ เปน็ อู หรอื โอ
๓. เปลย่ี นสระคำหน้าเปน็ พยญั ชนะ อิ หรือ อี เปน็ ย, อุ หรอื อู เปน็ ว แล้วใช้สระ
ของคำหลงั โดยจะเปลย่ี นหรือ ไมเ่ ปล่ียนรปู ก็ได้
๒. พยัญชนะสนธิ เป็นการเช่ือมคำระหว่างพยญั ชนะกบั พยญั ชนะโดยมกี ารเปลยี่ นแปลงพยัญชนะ
คำเดิมก่อนนำมาสนธิ ซง่ึ เปน็ วธิ กี ารรวมคำในภาษาบาลี สันสกฤต ไทยรบั มาใช้เพยี งไมก่ ่ีคำพยญั ชนะสนธิ
คือ พยางค์ท้ายคำหนา้ จะลงทา้ ยดว้ ย ส เช่น ทุส ให้แปลง ส เปน็ “ร” หรอื สระโอ แล้วจงึ เขา้ สนธิ
สว่ นคำหลัง ขึ้นตน้ ด้วยพยัญชนะวรรคทัว่ ไป
มนส + ภาพ = มโนภาพมนส + ธรรม = มโนธรรม
รหส + ฐาน = รโหฐาน เตชส + ธาตุ = เตโชธาตุ
นสิ + ภยั = นิรภัย ศริ ส + เมธน์ = ศิโรเมฐน์
นสิ + ทุกข์ = นิรทุกข์ นสิ + โรค = นริ โรค
ทสุ + คติ = ทรุ คติ ทสุ + ลกั ษณ์ = ทรลกั ษณ์
๓. นิคหิตสนธิ เป็นการนำคำทล่ี งทา้ ยดว้ ยนิคหติ ไปสนธกิ ับคำทขี่ นึ้ ตน้ ดว้ ยพยญั ชนะ หรือ
สระก็ได้ มหี ลกั เกณฑด์ ังนี้
๓.๑ นคิ หติ สนธกิ ับ สระ แปลงนคิ หติ เปน็ ม เช่น
สํ + อาทาน = สมาทาน สํ + อาคม = สมาคม
สํ + โอรส = สโมสร สํ + อาจาร = สมาจาร
สํ + อทิ ธิ = สมทิ ธิ สํ + อทุ ัย = สมุทยั
หลักการสรา้ งคำสนธิ หน้า ๓
๓.๒ นคิ หิต สนธกิ ับ พยัญชนะวรรค แปลงนิคหิตเป็นพยญั ชนะตวั สดุ ทา้ ยของ
วรรคนั้น ๆ เชน่
สํ + กร = สังกร สํ + ขาร = สงั ขาร
สํ + จร = สัญจร สํ + ชาติ = สญั ชาติ
สํ + ฐาน = สัณฐาน สํ + ธาน = สันธาน
สํ + นิบาต = สนั นบิ าต สํ + พนธ = สัมพันธ์
๓.๓ นิคหติ สนธกิ ับ เศษวรรค (ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ) แปลงนิคหติ เป็น ง เช่น
สํ + โยค = สังโยค สํ + สาร = สงั สาร
สํ + วาส = สงั วาส สํ + วร = สังวร
สํ + สนทน = สงั สนั ทน์ สํ + สรรค์ = สงั สรรค์
ตัวอยา่ งคำสนธิ
กบนิ ทร์ กมลาสน์ กรรมาธกิ าร ขีปนาวุธ คณาจารย์ จันทรปุ ราคา จริ าภรณ์ จินตนาการ
ฉันทานุมตั ิ ชลาลยั ฐานันดร ฐานานศุ กั ดิ์ ดารินทร์ ตุริยางค์ ทรพั ยากร ทพิ ยาภรณ์
ธนาณตั ิ ธรรมาสน์ นราภรณ์ บรรณาธกิ าร บรุ พาจารย์ พนั ธนาการ พทุ ธานุญาต
โภชนาการ มหิทธานุภาพ ศลิ ปาชีพ ประชาธปิ ไตย อภินนั ทนาการ ยทุ โธปกรณ์ ราชนิ ปู ถมั ภ์
พุทธางกูร พัสตราภรณ์ ทิวากร ภัตตาคาร ธนาคาร สรุ ิโยทัย นโิ ลบล ราเชนทร์ ธานนิ ทร์
ราชานุญาต มเหสี นเรศวร นริ นั ดร วชริ าวธุ ภักษาหาร รตั นาภรณ์ เดชานภุ าพ ศักดานภุ าพ
ภยันตราย สุขาภบิ าล ศพั ทานกุ รม วเิ ทโศบาย ชโลธร นโยบาย จฬุ าลงกรณ์ สรรพากร จราจร
ราชูปถัมภ์ สาธารณูปโภค โกสินทร์ พหปุ การ มนุ นิ ทร์ กุศโลบาย ศาสโนวาท ศาสนปู ถัมภก
ศิวาลัย ศาสตราจารย์ ราชาธริ าช ราชกิจจานเุ บกษา เลขาธิการ เลขานกุ าร โลกันตร์
ศักรินทร์ ศาสนูปถมั ภก สจั จาธษิ ฐาน สงั ฆาธิการ
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ แบบฝึกหัด แบบฝึกหดั ฉบับท่ี ๑
หนว่ ยการเรียนรู้ เรือ่ ง หลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ ใช้ประกอบแผน ฯ ท่ี ๒
ชือ่ หน่วยภมู ปิ ัญญาภาษา
ชอ่ื ……………………………………………..…………..เลขท…่ี ……..ช้นั ม.๕/…….
กลุ่ม………………………………
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลกั การการสร้างคำสมาสแบบสนธิได้
๑. ใหเ้ พอ่ื น ๆ พจิ ารณาว่าคำสนธทิ มี่ ีอยใู่ นวรรณคดี และจาก
เร่ืองลิลติ ตะเลงพ่ายตอ่ ไปนี้ เกิดจากการสนธิคำใดบ้าง และเป็น
การสนธิชนิดใด
คำสนธิ คำที่ ๑ คำท่ี ๒ เป็น………สนธิ
ตวั อย่าง โหรา อาจารย์ สระสนธิ
โหราจารย์
นเรศวร สระสนธิ
สญั จร นคิ หิตสนธิ
ไชยานุภาพ สระสนธิ
นราธิป สระสนธิ
รโหฐาน พยัญชนะสนธิ
นโรดม สระสนธิ
กฤษฎาภนิ ิหาร สระสนธิ
บุรนิ ทร์ สระสนธิ
สมทิ ธิ นคิ หติ สนธิ
อมรินทร์ สระสนธิ
ฤทธานนท์ สระสนธิ
ศกั ดานภุ าพ สระสนธิ
รัตนาภรณ์ สระสนธิ
แบบฝกึ เรื่อง หลักการสรา้ งคำสนธิ หนา้ ๒
๒. ใหพ้ ี่ ๆ แสดงการสนธคิ ำท่ียกมาให้ และบอก
ด้วยว่าเป็นการสนธชิ นิดใด
คำท่ี ๑ คำที่ ๒ สนธเิ ปน็ เปน็ ……สนธิ
มหา โอฬาร
มนส คติ
สํ วร
ปถพี อินทร์
สุข อุทยั
คช อนิ ทร์
สํ นิบาต
ทสุ ชน
ราม อนิ ทร์
วิเทศ อบุ าย
กิตติ อากร
สนิ ธุ อานนท์
สังฆ อธกิ าร
ธรรม อาสน์
ราชกจิ อนเุ บกษา
จันทร อุปราคา
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ข้อทดสอบ ข้อทดสอบฉบบั ที่ ๑
หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง หลกั การสรา้ งคำสมาสแบบสนธิ ใชป้ ระกอบแผน ฯ ท่ี ๒
ชอ่ื หน่วยภมู ิปัญญาภาษา
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. อธิบายหลักการสรา้ งคำสมาสแบบสนธิได้
คำช้แี จงใหน้ ักเรียนพจิ ารณาคำตอบท่ีถูกที่สุดแลว้ ทำเครือ่ งหมายกากบาทลงในกระดาษคำตอบเพยี งข้อเดยี ว
๑. ข้อใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. เกิดจากการประสมคำตั้งแต่ ๒ คำขน้ึ ไป
ข. ต้องเป็นคำทมี่ าจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านนั้
ค. การแปลความหมายของคำต้องแปลจากคำหลงั มาคำหนา้
ง. มกี ารเช่ือมคำโดยเปล่ยี นแปลงสระ พยัญชนะ หรอื นิคหิต ของคำเดมิ
จ. สามารถนำคำไทย คำภาษาอืน่ มาประสมกบั คำภาษาบาลีและสันสกฤตได้
๒. “ศสั ตราวธุ อรินทร์ ฤๅถูก องคเ์ อย”
ข้อใดอธบิ ายลกั ษณะของคำทขี่ ีดเสน้ ใต้ทุกคำไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. คำทีข่ ดี เส้นใต้ท้งั สองคำ เป็นคำสนธิ ชนิดสระสนธิ
ข. คำว่า ศัสตราวธุ มาจากการเขา้ สนธคิ ำว่า ศสั ตรา และ อาวุธ
ค. คำวา่ อรนิ ทร มาจากการเขา้ สนธคิ ำวา่ อริ และ อินทร์
ง. อธิบายถูกทกุ ข้อ
จ. ไมม่ ีข้อใดถูกตอ้ ง
๓. ขอ้ ใดอธบิ ายการสรา้ งคำไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. นเรศวร เกดิ จากการสนธิคำวา่ นร กบั คำวา่ อศิ วร
ข. วชิราวุธ เกดิ จากการสนธิคำวา่ วชริ ะ กบั คำวา่ อาวธุ
ค. นิรทกุ ข์ เกิดจากการสนธิคำวา่ นสิ ฺ กบั คำว่า ทุกข์
ง. สังสาร เกดิ จากการสนธิคำวา่ สง กับคำว่า สาร
จ.ราชานุภาพ เกดิ จากการสนธคิ ำวา่ ราชา กับคำว่า อานภุ าพ
๔. การสรา้ งคำดว้ ยวิธีการสนธใิ นข้อใดไมถ่ กู ต้อง
ก. วิเทศ + อบุ ายได้คำวา่ วิเทโศบาย
ข. มหา + อรรณพ ไดค้ ำวา่ มหรรณพ
ค. ชวี ติ + อนิ ทรีย์ ไดค้ ำวา่ ชวี ิตนิ ทรีย์
ง. นิส + ภัย ได้คำวา่ นโิ รภยั
จ. นิล + อบุ ลล ได้คำวา่ นลิ ุบล
ขอ้ ทดสอบ หน้า ๒
๕. การสรา้ งคำดว้ ยวธิ กี ารสนธใิ นข้อใดถกู ต้อง
ก. เทศ + อภบิ าล เปน็ เทศอภิบาล ข. ราช + อุปถัมภ์ เปน็ ราชาปถมั ภ์
ค. จฬุ า + อลงกร เปน็ จฬุ าลงกรณ์ ง. สังฆ + อธิการ เป็น สงั ฆธกิ าร
จ. กติ ติ + อากร เป็น กติ ติอากร
๖. การสรา้ งคำดว้ ยวธิ ีการสนธิในข้อใดถูกตอ้ ง
ก. มหทิ ธ + อานุภาพ เปน็ มหทิ ธอานภุ าพ ข. สรุ ิยะ + อทุ ัย เปน็ สุริโยทัย
ค. ธานี + นินทร์ เป็น ธานนิ ทร์ ง. ภตั ตา + คาร เปน็ ภัตตาคาร
จ. ศักดา + นภุ าพ เปน็ ศกั ดานภุ าพ
๗. ข้อใดไม่ใช่สระสนธิ
ก. ฉนั ท + อนุมัติ ไดค้ ำวา่ ฉนั ทานมุ ัติ
ข. บรรณ + อธกิ าร ไดค้ ำวา่ บรรณาธกิ าร
ค. ชีวติ + อนิ ทรีย์ ได้คำวา่ ชวี ิตนิ ทรยี ์
ง. นิส + ทกุ ข์ ไดค้ ำวา่ นิรทกุ ข์
จ. สาธารณ + อุปโภค ไดค้ ำวา่ สาธารณูปโภค
๘. ข้อใดไมใ่ ช่พยญั ชนะสนธิ
ก. มนสฺ + ธรรม ได้คำวา่ มโนธรรม
ข. รหสฺ + ฐาน ไดค้ ำวา่ รโหฐาน
ค. คช + อาภรณ ไดค้ ำวา่ คชาภรณ์
ง. เตชส + ธาตุ ได้คำวา่ เตโชธาตุ
จ. นริ ส + ภัย ไดค้ ำวา่ นริ ภัย
๙. การสรา้ งคำด้วยวธิ กี ารนคิ หติ สนธใิ นขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. ส + ฐาน ไดค้ ำวา่ สัณฐาน
ข. ส + อิทธิ ได้คำวา่ สมาธิ
ค. ส + พนั ธ์ ได้คำวา่ สัมพนั ธ์
ง. ส + สรรค์ ได้คำวา่ สงั สรรค์
จ. สํ + อุทยั ไดค้ ำวา่ สมทุ ยั
๑๐. การสรา้ งคำดว้ ยวธิ กี ารนิคหติ สนธใิ นขอ้ ใดไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. สํ + อทิ ธิ ไดค้ ำวา่ สมิทธิ
ข. สํ + ธาน ไดค้ ำวา่ สมาธาน
ค. สํ + ฐาน ได้คำวา่ สณั ฐาน
ง. สํ + ชาติ ได้คำวา่ สัญชาติ
จ. สํ + อาคม ไดค้ ำวา่ สมาคม
แผนการจัดการเรียนรู้ ท่ี ๓ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๕
กล่มุ สาระการเรียนรู้ วชิ าภาษาไทย เวลา ๖ ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๒ ภมู ิปัญญาภาษา เวลา ๑ ชว่ั โมง
เร่ือง การสรา้ งคำแผลง
ผสู้ อน นางวิมล บนกลาง โรงเรยี นสุรธรรมพิทักษ์
๑.มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย : ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัตขิ องชาติ
ตัวช้ีวัด / จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ตัวชวี้ ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธิบายและวิเคราะห์หลักการสรา้ งคำในภาษาไทย
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. อธิบายและวิเคราะหห์ ลกั การสร้างคำแผลงในภาษาไทยได้ ((ภาษา)
๒. สาระสำคัญ
การอธิบายและวเิ คราะหห์ ลกั การสรา้ งคำแผลงในภาษาไทย
๓. สาระการเรียนรู้
๓.๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. หลักการสรา้ งคำในภาษาไทย
๔. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
๔.๑ ความสามารถในการสอื่ สาร
- อธบิ ายหลักการสรา้ งคำแผลงในภาษาไทย
๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
๖.ชนิ้ งาน/ภาระงาน
๑.แบบฝกึ หดั หลักการสรา้ งคำแผลง
๗. การวดั และประเมนิ ผล
๑.การประเมินกอ่ นเรียน
-ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหน่วยที่ ๒ เรอ่ื ง หลักการสร้างคำแผลง
๒.การประเมนิ ระหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรียน
วิธกี าร เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารผ่าน
- รอ้ ยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
๑. นักเรียนทำขอ้ ทดสอบก่อนเรียน - ข้อทดสอบกอ่ นเรียน
๒. นักเรยี นศกึ ษาความรเู้ รื่องหลักการสรา้ งคำ - แบบฝกึ หดั เรอ่ื งหลกั การสรา้ ง - ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
- ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
แผลง แลว้ ทำแบบฝกึ หัด คำแผลง
๓. นกั เรียนทำข้อทดสอบหลังเรียน - ข้อทดสอบหลงั เรียน
๘. กิจกรรมการเรียนรู้ (วิธีสอนแบบกระบวนการเรียนภาษา)
ชัว่ โมงที่ ๑
แจง้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชวี้ ดั ให้นักเรยี นทราบ
๑. นกั เรียนและครสู นทนาเก่ยี วกับหลกั การสรา้ งคำแผลง ทีน่ กั เรยี นเคยเรียนมาแล้ว ครมู อบหมายให้
นักเรยี นร่วมกนั ตง้ั คำถามและหาคำตอบ เพอ่ื ทบทวนความรู้ ความเขา้ ใจ (Learning to Question)
๒. นักเรยี นทำข้อทดสอบก่อนเรยี นเรอื่ งหลักการสรา้ งคำแผลง จำนวน ๑๐ ขอ้
๓. นกั เรียนศกึ ษาความรเู้ รอื่ งหลักการสรา้ งคำแผลงจากใบความรู้ (Learning to Search)
๔. ครูและนกั เรยี นสรุปความรเู้ รอื่ งหลักการสรา้ งคำแผลง โดยใช้เครือ่ งฉายโปรเจ็คเตอรแ์ ละ
สื่อเพาเวอรพ์ อยต์ (Learning to Construct)
๕. นกั เรยี นทำแบบฝกึ หัด ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและแก้ไขให้เรียบรอ้ ย (Learning to
Communicate)
๖.นำแบบฝกึ หดั ท่ถี ูกต้องของนกั เรียนตดิ ปา้ ยนเิ ทศเพ่ือเป็นแบบอย่างให้กับนกั เรียนอนื่ ๆ ในการพฒั นา
งานของตนเองต่อไป (Learning to Serve)
๗. นักเรียนทำข้อทดสอบหลังเรียน
๙. สือ่ / แหล่งการเรยี นรู้
๙.๑ สือ่ การเรยี นรู้
๑. ใบความรู้เร่ืองหลกั การสรา้ งคำแผลง
๒. ชดุ คอมพิวเตอร์ เครอื่ งฉายโปรเจค็ เตอร์ จอ
๓. สือ่ เพาเวอรพ์ อยต์ เรอ่ื งหลกั การสร้างคำแผลง
๙.๒ แหลง่ การเรยี นรู้
- ห้องสมดุ
- เว็ปไซต์
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบความรู้ ใบความร้ฉู บบั ท่ี ๑
หน่วยการเรยี นรู้ เรือ่ ง หลักการสรา้ งคำแผลง ใช้ประกอบแผน ฯ ท่ี ๓
ชอ่ื หน่วยภูมปิ ญั ญาภาษา
การแผลงคำ
การแผลงคำ คอื การเปลย่ี นแปลง รูปสระ พยญั ชนะ หรือวรรณยุกต์ที่มอี ยใู่ นคำเดมิ ให้ผิดไปจากเดิม
โดยความหมายไม่เปลีย่ นแปลง การแผลงคำเป็นวธิ ีท่ีไทยได้แบบมาจากเขมรและอนิ เดยี คำท่ีใชแ้ ผลงนนั้
โดยท่ัวไปมี ๓ ชนดิ ดังนี้
๑) คำไทย เช่น ช่วย แผลงเป็น ชำรว่ ย, แตง่ แผลงเปน็ ตำแหนง่
๒) คำเขมร เช่น ผกาย แผลงเป็น ประกาย, เจริญ แผลงเปน็ จำเริญ
๓) คำบาลสี นั สกฤต เช่น พจิ ติ ร แผลงเปน็ ไพจติ ร, พัชร แผลงเปน็ เพชร
๑. วธิ กี ารแผลงคำ การแผลงคำในภาษาไทยมี ๓ วธิ ดี งั นี้
๑) การแผลงสระ คอื การเปลีย่ นแปลงเสยี งสระให้แตกตา่ งไปจากเดิม ซงึ่ ทำไดง้ า่ ย เพราะภาษาไทย
มีเสยี งสระมาก คำทเ่ี ราแผลงมักเปน็ คำมาจากภาษาบาลสี ันสกฤต เชน่
การแผลงสระ เปลยี่ นเป็น คำเดมิ คำแผลง เปลยี่ นเป็น
สระ ชยะ เปลยี่ นเปน็ คำเดมิ อปั มงคล
เทวะ ชยั อปมงคล โอชา
สระอะ ไม้หันอากาศ วชิ ระ เทวา โอชะ พริ ณุ
อา อญั ชลี วิเชียร วรุณ เชตุพน
อิ ชวน อญั ชลุ ี เชตพน เนาวรัตน์
อุ เชาวน์ นวรัตน์
เอา มณิ มณี คติ คดี
ศกิ ษา ศึกษา มหมิ า มหึมา
สระอิ อี นริ คุณ เนรคณุ ดิรจั ฉาน เดรัจฉาน
อึ
เอ
เอยี ศิระ เศยี ร สถิระ เสถยี ร
ไอ พิศาล ไพศาล วิหาร ไพหาร
สระอุ อุว สุภา สวุ ภา สุคนธ์ สวุ คนธ์
อู พหุ พหู ครุ ครู
เอา ยุวะ เยาว์ ยวุ ดี เยาวดี
โอ บุราณ โบราณ สุภาคย์ โสภาคย์
หลกั การสงั เกตคำแผลง หน้า ๒
๒) การแผลงพยญั ชนะ
การแผลงพยัญชนะ คอื การเปลีย่ นรูปพยัญชนะตวั หน่ึงให้เป็นอีกตัวหน่งึ อาจเป็นการเติมพยัญชนะลงไป
หรอื ตดั พยัญชนะ หรอื เปลีย่ นพยัญชนะกไ็ ด้ การแผลงพยญั ชนะนไ้ี ด้หลกั มาจากวิธีสนธิ
ในภาษาบาลสี นั สกฤต และการเพ่ิมคำในภาษาเขมร เช่น
การแผลง การแผลง คำแผลง แผลงเปน็ คำเดมิ แผลงเปน็
พยญั ชนะ คำเดิม
การเปล่ยี น บุษบา ปาป บาป
พยัญชนะ ป → บ บษุ ป ดิถี เตชะ เดช
พนา วิศาล พศิ าล
การเพิ่ม ต → ด ติถี ฉลาก สมิ พลี ฉมิ พลี
พยญั ชนะ ปฎิ ก ฏกี า ฎีกา
ว → พ วนา ผนวช บวก ผนวก
การตดั
พยัญชนะ ส → ฉ สลาก ประชมุ ทับ ประทับ
ประมูล เดิม ประเดิม
ฏ → ฎ ปฏิ ก
บำเพ็ญ บดั บำบัด
บ → ผ บวช บนั ดาล ดล บนั ดล
บรรเลง ทม บรรทม
เพิ่ม ประ ลง ชุม บังเกิด อาจ บังอาจ
หน้าคำเดมิ มูล ตำรวจ อาจ อำนาจ
ชำนาญ คลั คำนัล
เพิม่ บำ บนั เพ็ญ ชำรดุ ทูล ทำนูล
บรร บัง ลงหน้า ดาล สีกา อญั ชลี ชลี, ชุลี
พินจิ ,วินจิ พาราณสี พารา
คำเดิม เลง
เกิด
เติม อำ, อำ-น ตรวจ
ลงกลางคำ ชาญ
ทรดุ
ตดั คำหนา้ อุบาสิกา
ตดั คำหลัง วินิจฉยั
๓) การแผลงวรรณยุกต์ คือ การเปลย่ี นรูปหรอื เสยี งของวรรณยุกต์ หรือเพิ่มรปู วรรณยกุ ต์ลงไป
ในคำบางคำ เพ่อื ใหเ้ สียงหรอื รปู ของวรรณยุกต์ผดิ ไปจากเดมิ อาจเปน็ คำไทยหรือคำภาษาอืน่ ที่นำมาใชใ้ น
ภาษาไทยกไ็ ด้ การแผลงวรรณยกุ ต์แบง่ ออกเปน็ ๓ วธิ ดี งั น้ี
หลักการสงั เกตคำแผลง หนา้ ๓
๓.๑ แผลงโดยวิธีเปลีย่ นวรรณยุกต์ วธิ นี ี้มักใชใ้ นการแผลงคำไทย เพ่อื ประโยชน์ทางการแตง่
บทประพันธป์ ระเภทโคลงและร่าย ซึง่ ตอ้ งการใหค้ ำมรี ปู วรรณยุกตถ์ กู ตอ้ งตามลักษณะบังคบั
เขยี น ฉว้ ย แทน ชว่ ย เมือ่ ตอ้ งการคำโท เขียน ขว้ำ แทน ควำ่ เมอื่ ตอ้ งการคำโท
เขยี น หง้าย แทน ง่าย เมื่อตอ้ งการคำโท เขียน ค่งึ แทน ข้ึง เมอ่ื ตอ้ งการคำเอก
เขยี น เซ่น แทน เสน้ เม่ือต้องการคำเอก เขยี น ปม่ิ แทน ปิ้ม เมอ่ื ตอ้ งการคำเอก
๓.๒ แผลงโดยวิธีเปลีย่ นเสยี งวรรณยกุ ต์ คือ เตมิ รปู วรรณยกุ ต์ลงในคำบางคำ จะเปน็ คำไทยหรือ
คำทมี่ าจากภาษาอนื่ กไ็ ด้ เชน่
จึง เสยี ง สามัญ แผลงเป็น จ่งึ เสียง เอก
ดัง เสยี ง สามัญ แผลงเป็น ด่ัง เสียง เอก
ไท เสยี ง สามญั แผลงเปน็ ไท้ เสียง ตรี
บ เสยี ง สามญั แผลงเป็น บ่ เสยี ง เอก
เพียง เสยี ง สามัญ แผลงเปน็ เพ้ยี ง เสียง ตรี
๓.๓ แผลงโดยวธิ เี พิ่มรปู วรรณยุกต์ ในคำบาลี สันสกฤต เพ่อื ออกเสียงให้สนั้ ลง เช่น
เทห (สองพยางค์) แผลงเป็น เทห่ ์ (พยางค์เดียว)
พยหุ (สามพยางค์) แผลงเป็น พย่หู ์ (สองพยางค์)
เสนห (สามพยางค์) แผลงเป็น เสนห่ ์ (สองพยางค์)
เลห (สองพยางค์) แผลงเปน็ เล่ห์ (พยางค์เดียว)
พาห (สองพยางค์) แผลงเปน็ พา่ ห์ (พยางค์เดยี ว)
๒. การแผลงคำแบบแปลงคำ
การแผลงคำเป็นแบบแปลงคำ คอื การเปลย่ี นแปลงรปู และเสยี งของคำให้ผดิ เพย้ี นไปจากเดมิ
เป็นการแผลงหมดทงั้ คำไมใ่ ช่แผลงแต่เพียงสระ พยัญชนะ หรอื วรรณยกุ ต์ คำชนิดนม้ี ีอยู่ในภาษาไทยมาก
และส่วนมากเปน็ คำทม่ี าจากภาษาอนื่ ซึง่ ฟังสำเนยี งไมช่ ดั หรอื บางทีก็ฟงั ชัดแตส่ ำเนียงขัดกับล้นิ ของคนไทย
จงึ แผลงเสยี ใหมใ่ หส้ ะดวกแกก่ ารออกเสยี ง บางคำก็แผลงใช้ตามความนยิ มของกวี เพอ่ื ให้มเี สียงเป็นอักษรควบ
หรอื อกั ษรนำ ซึ่งนยิ มกนั ว่าเป็นความไพเราะ (รสเสนาะ) บางคำได้แผลงผดิ จากคำเดิมและใช้กันมานาน
จนไมส่ ามารถทราบได้วา่ มาจากภาษาใด ดังตัวอย่าง
กรี ติ (ส.) ไทยใช้ เกยี รติ ฟรานซ (ฝ.) ไทยใช้ ฝรั่งเศส องิ ลชิ (อ.) ไทยใช้ องั กฤษ
๓. ประโยชน์ของคำแผลง คำแผลงมีประโยชนต์ อ่ ภาษาดงั น้ี
๑. ทำใหเ้ สียงไพเราะและรปู คำสละสลวยกวา่ เดมิ
๒. มีประโยชน์ในทางการประพนั ธ์
๓. ช่วยใหอ้ อกเสียงคำภาษาตา่ งประเทศได้สะดวก
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ แบบฝกึ หัด แบบฝึกหดั ฉบบั ท่ี ๑
หนว่ ยการเรียนรู้ เร่ือง หลักการสรา้ งคำแผลง ใช้ประกอบแผน ฯ ท่ี ๓
ชอ่ื หนว่ ยภมู ิปญั ญาภาษา
ชื่อ………………………………………………………………..…..เลขท่ี………..ชน้ั ม.๕/…….กลุ่ม………………………………
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. อธิบายหลักการสงั เกตคำแผลงได้
ให้เพอื่ น ๆ พิจารณาคำเดมิ ของคำแผลงต่อไปนี้ และบอก
ดว้ ยว่าเป็นการแผลงคำวิธีใด
คำแผลง คำเดมิ เป็นการแผลง คำแผลง คำเดมิ เป็นการแผลง.
พริ ณุ
เสถยี ร แผลงพยัญชนะ วิเชียร
โสภาคย์
องั กฤษ แผลงสระ สกี า
จ่งึ
เสน่ห์ แผลงสระ พิศาล
บนั ดาล
เนรคุณ แปลงคำ บังอาจ
เนาวรัตน์
ตำรวจ แผลงวรรณยกุ ต์ ประมลู
ประเดิม
แผลงวรรณยกุ ต์ เล่ห์
แผงพยญั ชนะ เพยี้ ง
แผลงสระ ผนวช
แผลงสระ ฎกี า
แผงพยญั ชนะ ชำนาญ
แผงพยัญชนะ กฤษฎีกา
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ข้อทดสอบ ขอ้ ทดสอบฉบับท่ี ๑
หนว่ ยการเรยี นรู้ เร่ือง หลักการสรา้ งคำแผลง ใชป้ ระกอบแผน ฯ ที่ ๓
ชอ่ื หน่วยภูมิปัญญาภาษา
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลกั การสรา้ งคำแผลงได้
คำชี้แจงให้นกั เรียนพจิ ารณาคำตอบท่ีถูกทสี่ ุดแลว้ ทำเครื่องหมายกากบาทลงในกระดาษคำตอบเพยี งขอ้ เดยี ว
๑. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. คำไทยสามารถแผลงคำไดเ้ ชน่ เดยี วกบั คำเขมรและบาลสี ันสกฤต
ข. การแผลงคำมี ๓ ชนดิ ได้แก่ แผลงสระ พยญั ชนะ และวรรณยกุ ต์
ค. คำแผลง คอื การเปลย่ี นแผลงรูป แตย่ งั คงรักษาความหมายเดิม
ง.การแปลงคำ คอื การเปลีย่ นแปลงรปู และเสียงของคำใหผ้ ดิ เพ้ียนไปจากเดมิ
จ. การแผลงคำ คอื การเปลยี่ นแปลง รปู สระ พยญั ชนะ หรอื วรรณยกุ ตใ์ นคำเดิม
และความหมายของคำจะเปลยี่ นแปลงดว้ ย
๒. ขอ้ ใดอธบิ ายไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. คำว่า “ผนวช” แผลงมาจากคำวา่ “บวช”
ข. คำวา่ “เชาวน์” แผลงมาจากคำวา่ “ชวน”
ค. คำว่า “ครุ ุ” เป็นคำเดิมของคำวา่ “ครู”
ง. คำวา่ “อสนุ ”ี แผลงมาจากคำวา่ “อสุนบี าต”
จ. คำว่า “ เกยี รต”ิ แผลงมาจากคำว่า “ กรี ติ ”
๓. การแผลงคำในข้อใดไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. คำว่า “เล่ห์” แผลงมาจากคำวา่ “เลห”
ข. คำวา่ “ดฤษถี” แปลงมาจากคำวา่ “กตกิ า”
ค. คำว่า “นสุ นธิ์” แผลงมาจากคำวา่ “อนุสนธ์ิ
ง. คำวา่ “ตรลบ” แผลงมาจากคำวา่ “ตลบ”
จ. คำวา่ “คำนึง” แผลงมาจากคำวา่ “คะนึง”
๔. ข้อใดไม่ใช่การแผลงสระทุกคำ
ก. วิเชียร อญั ชลุ ี ข. เดรัจฉาน ศกึ ษา
ค. ครู เยาว์ ง. ไพศาล ตำรวจ
จ. โอชา วเิ ชียร
ขอ้ ทดสอบ หนา้ ๒
๕. ข้อใดไมใ่ ช่การแผลงสระทุกคำ ข. เทวา เนาวรตั น์
ก. เสถยี ร บุษบา ง. อญั ชลุ ี บนั ดาล
ค. โสภาค พิหาร
จ. สรุ ีย์ ไพจิตร ข. บาป ผนวช
ง. บรรทม บังเกิด
๖. ข้อใดไมใ่ ช่การแผลงพยญั ชนะทุกคำ
ก. สวุ ภา ประเดิม
ค. ประชมุ บำเพ็ญ
จ. กำเนดิ กำรา้ บ
๗. ข้อใดไม่ใช่การแผลงพยญั ชนะทุกคำ
ก. พนา ผนวก ข. บรรเลง บังอาจ
ค. ชำนาญ อำนาจ ง. พารา เยาวดี
จ. สำแดง บำเพ็ญ
๘. ข้อใดถกู ตอ้ ง
ก. ขวำ้ แทน ควำ่ เปน็ การเปล่ียนวรรณยกุ ต์
ข. เพยี ง เปน็ เพย้ี ง เปน็ การเปลีย่ นเสยี งวรรณยกุ ต์
ค. เสนห เปน็ เสนห่ ์ เป็นการเพ่ิมรูปวรรณยกุ ต์
ง. พุธโธ เป็น พุธโธ่ เปน็ การเปล่ียนเสยี งวรรณยกุ ต์
จ. ถูกทกุ ข้อ
๙. ข้อใดไม่ใช่คำทมี่ าจากการแปลงคำ
ก. เหยือก ข. ฟุตบอล
ค. องั กฤษ ง. ฝรัง่ เศส
จ. โปรตุเกส
๑๐. ขอ้ ใดเปน็ ประโยชน์ของคำแผลง
ก. ทำใหเ้ สียงไพเราะและรปู คำสละสลวยกวา่ เดมิ
ข. มปี ระโยชน์ในทางการประพนั ธ์
ค. ช่วยให้ออกเสยี งคำภาษาตา่ งประเทศได้สะดวก
ง. ทำให้ถ้อยคำสละสลวย
จ. ทุกประการรวมกนั
แผนการจดั การเรยี นรู้ ท่ี ๔
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วชิ าภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๕
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ ภูมิปญั ญาภาษา เวลา ๖ ชั่วโมง
เร่ือง การวเิ คราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากสื่ออิเลก็ ทรอนสิ ์ เวลา ๒ ชว่ั โมง
ผสู้ อน นางวิมล บนกลาง โรงเรยี นสุรธรรมพิทักษ์
๑.มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย : ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย
การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
ตัวช้วี ัด / จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ตัวชวี้ ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๗ วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสือ่ ส่ิงพมิ พแ์ ละสื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. อธบิ ายลักษณะการใช้ภาษาจากส่ืออิเล็กทรอนกิ ส์ได้ (ภาษา)
๒. วิเคราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากสอื่ อิเลก็ ทรอนกิ สไ์ ด้ (เหตผุ ล)
๒. สาระสำคญั
การประเมนิ การใชภ้ าษาจากสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ สาระการเรียนร้แู กนกลาง
๑. การประเมนิ การใช้ภาษาจากส่ืออิเล็กทรอนกิ ส์
๔. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอื่ สาร
- อธบิ ายลกั ษณะการใชภ้ าษาจากสอ่ื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
๔.๒ ความสามารถในการคิด
- ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์
๔.๒ ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
- กระบวนการทำงานกลุ่ม
๔.๓ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
- ใช้เทคโนโลยีในการศกึ ษาคน้ ควา้
๕. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มีความมุง่ มนั่ ในการทำงาน
๖.ชิน้ งาน/ภาระงาน
๑.ใบงานท่ี ๑ การวเิ คราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์
๗. การวัดและประเมนิ ผล
๑.การประเมนิ ก่อนเรยี น
-ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหนว่ ยที่ ๒ เรอื่ ง การวเิ คราะห์และประเมินการใช้ภาษา
จากสอื่ อิเลก็ ทรอนิกส์
๒.การประเมินระหวา่ งการจดั กจิ กรรมการเรยี น
วธิ กี าร เครอื่ งมอื เกณฑ์การผ่าน
๑. นกั เรยี นวเิ คราะห์และประเมนิ การใช้ภาษา - ใบงานท่ี ๑ - รอ้ ยละ ๘๐ ผ่านเกณฑ์
จากส่ืออิเล็กทรอนิกส์ (ช้นิ งานรวบยอด) - แบบประเมนิ / ระดับคุณภาพ ๓ ผา่ น
เกณฑ์
๒. สังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั งิ าน - ระดบั คณุ ภาพ ๒ ผ่าน
เกณฑ์
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (วธิ สี อนแบบกระบวนการกลมุ่ )
ชว่ั โมงท่ี ๑ - ๒
แจ้งมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชี้วดั ใหน้ ักเรยี นทราบ
๑. นักเรยี นและครสู นทนาเก่ียวกับลกั ษณะการใช้ภาษาจากสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ท่ีนกั เรยี นเคยพบเห็น
ในการศกึ ษาค้นควา้ มาแล้ว ครมู อบหมายให้นักเรยี นร่วมกันต้ังคำถามและหาคำตอบ เพื่อทบทวนความรู้
ความเขา้ ใจ (Learning to Question)
๒. ใหน้ ักเรียนเทียบเคยี งลักษณะภาษาจากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์กบั ภาษาในสื่อสิ่งพมิ พ์ (Learning to
Search)
๓. แบง่ นักเรียนเป็นกลุ่มยอ่ ย กลุ่มละ ๒ คน ปฏบิ ตั งิ านตามใบงานท่ี ๑ วิเคราะห์และประเมนิ การใช้
ภาษาจากสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์ (ชน้ิ งานรวบยอด) (Learning to Construct) , (Learning to Communicate)
๔.นกั เรียนนำผลงานเสนอหน้าช้ันเรยี นเพ่อื แลกเปลย่ี นเรียนรู้ (Learning to Serve)
๙. สอ่ื / แหล่งการเรยี นรู้
๙.๑ ส่ือการเรยี นรู้
๑. ใบงานที่ ๑ วิเคราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์
๙.๒ แหลง่ การเรียนรู้
- ห้องสมุด
- เวป็ ไซต์
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบความรู้ ใบความรู้ท่ี ๑
หนว่ ยการเรยี นรู้ การวเิ คราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษา ใช้ประกอบแผน ฯ ที่ ๔
ภูมปิ ัญญาภาษา จากส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์
การวเิ คราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากส่ืออิเล็กทรอนกิ ส์
ภาษาเป็นเครื่องมือในการสอ่ื สารท่ีสำคญั ใช้ถ่ายทอดขอ้ มลู ความรู้ และความคดิ มากมายในชวี ติ
ประจำวันของคนทว่ั ไป มกี ารส่อื สารผา่ นสอ่ื ตา่ ง ๆ ทง้ั สอ่ื ส่ิงพิมพ์และส่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
ในปจั จุบัน การใชภ้ าษาในสือ่ อิเล็กทรอนิกส์มอี ิทธพิ ลต่อผใู้ ชง้ าน โดยเฉพาะปจั จบุ นั เทคโนโลยี
เจรญิ ก้าวหน้าอยา่ งรวดเรว็ มสี อื่ อิเลก็ ทรอนกิ สห์ ลากหลายรปู แบบ เช่น โทรศพั ทเ์ คล่ือนท่ี อินเทอร์เน็ต
สื่อเหล่าน้ที ำให้การใชภ้ าษามลี กั ษณะเปล่ียนแปลงไป เชน่ การใชภ้ าษาแชท หรอื ภาษาเอ็มในโปรแกรมสนทนา
อเิ ลก็ ทรอนกิ สห์ รือในกระดานสนทนา การใช้ภาษาในการรบั สง่ ข้อความส้ัน (sms) ทางโทรศัพทเ์ คลอื่ นท่ี
ดว้ ยรูปแบบของสื่อทีม่ ีความรวดเรว็ ขอ้ จำกัดของรูปแบบในการส่งข้อความสั้น ความต้องการสรา้ งลกั ษณะ
เฉพาะของกลมุ่ ผใู้ ช้งานจงึ ทำใหก้ ารใชภ้ าษาในสือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์มีลักษณะดังนี้
๑. การใช้สระ
- มีการเปลยี่ นรปู สระ คิดถึง - คดิ ถงุ ไม่ - มะ่
- คำท่ีมสี ระเสียงสน้ั เปล่ียนเป็นสระเสียงยาว ใคร – คราย อะไร – อาราย ได้ – ดา้ ย
นา่ รกั – น่ารา๊ กกก
- คำทม่ี ีสระเสียงยาว เปล่ยี นเป็นสระเสียงสั้น มาก ๆ – มก่ั ๆ
- การตดั รปู สระ เรว็ – เรว เป็น – เปน
๒. การใชว้ รรณยุกต์
- เพมิ่ วรรณยกุ ต์ หนู – นู๋
- ตดั รปู วรรณยกุ ต์ เลน่ – เลน
๓. การใชพ้ ยัญชนะ
- เปล่ียนพยัญชนะต้น เธอ – เทอ ภูมใิ จ – พูมจยั เหรอ – เหยอ
- เปลีย่ นพยัญชนะทา้ ย (ตวั สะกด) โทษ – โทด กนิ – กงิ เลน่ – เล่ง เวรกรรม – เวงกำ
๔. การใช้อกั ษรควบกลำ้
- คำท่ีมอี ักษรควบกลำ้ เปลี่ยนเปน็ ไมม่ ีอักษรควบกล้ำ จรงิ – จงิ กลวั – กัว
- คำท่ีไม่มีอักษรควบกล้ำ เปล่ยี นเปน็ มีอกั ษรควบกลำ้ เก๋ – เกร๋ บา้ – บรา้
๕. ใชต้ ัวอกั ษรหรอื ตวั เลขแทนเสยี ง
- ฮิ ฮิ 555 ไป 4 นะ (ไปปสั สาวะนะ)
หน้า ๒
๖. การเปลยี่ นรปู คำ ผม – ป๋ม หรือ – เย๋อ ใชไ่ หม – ชเิ มะ ชิป่ะ โทรศพั ท์ – โทรสับ
๗. การใช้คำแสลง ก๋ิก – ไมใ่ ชค่ รู่ กั แตม่ ากกว่าเพอื่ น เกรียน – บคุ คลทีม่ พี ฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว ใชอ้ ารมณ์
มากกวา่ เหตผุ ล
การใชภ้ าษาดังกลา่ วเปน็ การเปลยี่ นรูปแบบการเขยี นคำและเสยี งของคำให้ต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน
เปน็ การสรา้ งภาษาขึน้ มาใหม่ โดยมจี ดุ มุง่ หมายคอื ความสะดวกรวดเรว็ ในการส่ือสารและตอ้ งการสรา้ งเอกลักษณ์
เฉพาะกลมุ่ ของผู้ใชส้ อ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
แมว้ ่าการใชภ้ าษาในส่ือดงั กล่าว จะอยใู่ นบรบิ ทท่เี ฉพาะเจาะจง แต่ภาษาเหล่านมี้ กี ารขยายเข้ามา
ในการส่อื สารของชวี ติ ประจำวนั ทง้ั ในภาษาพดู และภาษาเขยี น หากผ้ใู ชไ้ ม่ตระหนักถงึ ความถูกต้องของภาษา
ในการนำไปใช้ อาจทำใหไ้ ม่ทราบวา่ ภาษาไทยท่ถี กู ตอ้ งเป็นอยา่ งไร ดังนัน้ สง่ิ ทผี่ ู้ใชต้ อ้ งคำนงึ ถงึ คือ การเรียนรู้
ภาษาไทยทีถ่ กู ต้อง และการใชภ้ าษาไทยใหเ้ หมาะสมกับกาลเทศะเพอ่ื ช่วยกันธำรงภาษาไทยอันเปน็ ภาษาประจำ
ชาติ
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบงาน ใบงานที่ ๑
หน่วยการเรยี นรู้ การวิเคราะห์และประเมนิ การใช้ภาษา ใชป้ ระกอบแผน ฯ ท่ี ๔
ภูมิปญั ญาภาษา จากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. วเิ คราะห์อทิ ธพิ ลภาษาตา่ งประเทศ และภาษาถน่ิ ทม่ี ตี อ่ ภาษาไทยได้
วัสดุ – อุปกรณ์
๑. เว็ปไซต์ต่าง ๆ
การมอบหมายภาระงาน
ใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุม่ ย่อยปฏบิ ัตงิ านตามใบงานที่ ๑ วิเคราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากสื่อ
อิเล็กทรอนกิ ส์ และใหน้ บั เป็นชิน้ งานรวบยอดดว้ ย
รายวชิ าภาษาไทย ท ๓๒๑๐๒ ใบงาน ใบงานที่ ๑
หน่วยการเรียนรู้ การวเิ คราะห์และประเมนิ การใชภ้ าษา
ภูมปิ ญั ญาภาษา
จากสอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ใช้ประกอบแผน ฯ ท่ี ๔
ชอื่ ..........................................................................เลขที่..................ชน้ั ม.๕/...............
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. วเิ คราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์
ท่ี คำ การวิเคราะห์ การประเมนิ
ท่ี คำ การวเิ คราะห์ หน้า ๒
การประเมิน
แบบประเมนิ วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสอื่ อิเล็กทรอนิกส์
หน่วยการเรยี นรูภ้ มู ปิ ัญญาภาษา
กลุ่ม……………………………………..ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๕/……..
สมาชกิ
ประธาน………………………………………….เลขที่………..
สมาชกิ …………………………………………...เลขที่………..
สมาชิก…………………………………………...เลขที่………..
สมาชิก…………………………………………...เลขท่ี………..
สมาชกิ …………………………………………...เลขที่………..
สมาชิก…………………………………………...เลขท่ี………..
สมาชิก…………………………………………...เลขท่ี………..
สมาชิก…………………………………………...เลขที่………..
ท่ี รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๕๔๓๒๑
๑ จำนวนคำจากส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์มปี ริมาณเหมาะสม
๒ ความถกู ตอ้ งในการจำแนกและวิเคราะห์ขอ้ มลู
๓ การเขยี นหนังสอื ถูกต้อง งานสะอาด เรียบร้อย
๔ การทำงานเป็นไปตามกำหนดเวลา
รวมคะแนน
เกณฑ์ระดับคะแนน
๑๙ - ๒๐ ดมี าก
๑๗ - ๑๘ ดี
๑๕ - ๑๖ พอใช้
ตำ่ กว่า ๑๔ ปรับปรงุ
การประเมินชนิ้ งาน / ภาระงาน (รวบยอด)
การอธิบายและวเิ คราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์
ระดับคุณภาพ คะแนน
๕
รวบรวมการใชภ้ าษาจากสอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์กลุ่มละ ๒๖ - ๓๐ คำ อธิบายวิเคราะหแ์ ละประเมิน
ข้อมลู ได้ถกู ต้อง สอดคลอ้ ง มเี หตุมผี ล ๔
รวบรวมการใช้ภาษาจากสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์กลุ่มละ ๒๑ - ๒๕ คำ อธิบายวิเคราะหแ์ ละประเมิน ๓
ขอ้ มลู ไดถ้ กู ตอ้ ง สอดคลอ้ ง มเี หตมุ ีผล
๒
รวบรวมการใช้ภาษาจากสอ่ื อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มละ ๑๖ - ๒๐ คำ อธบิ ายวิเคราะห์และประเมนิ
ข้อมลู ได้ถูกตอ้ ง สอดคลอ้ ง มเี หตมุ ีผล ๑
รวบรวมการใช้ภาษาจากส่อื อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มละ ๑๑ - ๑๕ คำ อธบิ ายวิเคราะห์และประเมิน
ขอ้ มูลไดถ้ ูกต้อง สอดคลอ้ ง มีเหตุมีผล
รวบรวมการใช้ภาษาจากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์กลมุ่ ละ ๑๐ คำ อธบิ ายวเิ คราะหแ์ ละประเมินข้อมูลได้
ถกู ตอ้ ง สอดคลอ้ ง มีเหตุมีผล
เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
๕ ดมี าก
๔ ดี
๓
๒ ปานกลาง
๑ พอใช้
ปรบั ปรงุ