The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 2-2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ann Siriluk, 2024-03-04 10:44:42

วิจัยในชั้นเรียน 2-2566

วิจัยในชั้นเรียน 2-2566

วิจัวิย จั ในชั้น ชั้ เรีย รี น นางสาวศิริลัริ ลักษณ์ ยศศิริ 2 / 2 5 6 6 จัดจัทำ โดย โรงเรียรีนหนองกี่พิทพิยาคม สำ นักนังานเขตพื้นพื้ที่การศึกษามัธมัยมศึกษาบุรีรัรีมรัย์ 091-0531628 Siriluk Yodsiri @Aannsiriluk การพัฒพันาทักษะการอ่านจับจั ใจความโดย ใช้แช้บบฝึกฝึร่วร่มกับการสอนแบบ5W1H ของนักนัเรียรีนชั้นชั้มัธมัยมศึกษาปีที่ปี ที่5 Research


การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โดย ศิริลักษณ์ ยศศิริ วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน (ท32102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้วิจัย นางสาวศิริลักษณ์ ยศศิริ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับ การสอนแบบ 5W1H ก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ ใช้ประกอบวิจัยประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หัวข้อการอ่านจับ ใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแบบฝึก จำนวน 2 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 2 ชั่วโมง 2. แบบฝึก การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน 1 ชุด เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่าน จับใจความ โดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ ตรวจคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านแบบทดสอบก่อนการทำ การทดลอง (Pretest) และหลังเรียน (Posttest) และระดับความคิดเห็นของนักเรียนโดยใช้การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มาเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทดสอบที่แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้1. ตรวจสอบความเหมาะสมของภาษาและความตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนทำการทดลอง (Pretest) และหลัง เรียน (Posttest) และแบบสอบถามความคิดเห็น โดยใช้การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) 2. ตรวจแบบทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การ อ่านจับใจความ โดยใช้การวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามที่เสนอไปแล้วข้างต้น คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่องการอ่านจับ ใจความสำคัญโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อน การจัดการ เรียนรู้ ดังนั้น ควรมีการนำแนวคิดนี้ไปใช้จัดการเรียนรู้กับสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในเนื้อหา อื่น ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้และระดับชั้นอื่น ๆ ที่เนื้อหาสาระมีหลักการกฎเกณฑ์ในการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะ


2 เพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ควบคู่กับ เทคนิคอื่น ๆ เช่น เทคนิคหมวก 6 ใบ เทคนิคจิ๊กซอว์ เทคนิคCIPPA 2. ควรมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในรายวิชาอื่น ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ค าส าคัญ เทคนิค 5W1H การอ่านจับใจความ แบบฝึก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ นักเรียนสามารถอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ได้ นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ผู้สอนมีแนวทางการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H


3 กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณา เอาใจใส่ ให้คำปรึกษาแนะนำ ตลอดจนการตรวจ แก้ไขข้อบกพร่อง คณะผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและทุ่มเทของผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน และ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์สันติภาพ ชารัมย์ อาจารย์ ดร. สินทรัพย์ ยืนยาว และ อาจารย์อรรถพล ธรรมรังษีผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ให้คําแนะนํา ช่วยเหลือ ตรวจแก้ไข และปรับปรุงงานวิจัยจนทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อนึ่งผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดให้แก่เหล่าอาจารย์ ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอมอบความกตัญญูกตเวทิตา คุณแก่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สำหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น คณะผู้วิจัยขอน้อม รับผิดและยินดีที่จะรับฟังคำแนะนําจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป


4 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………….………………………………………………………………..ก กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………………….ค บทที่ 1...................................................................................................................................................6 บทน า....................................................................................................................................................6 1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา..............................................................................................................................................................................6 2. วัตถุประสงค์...................................................................................................................................................................................................................8 3. คำถามการวิจัย..............................................................................................................................................................................................................8 4. สมมติฐาน........................................................................................................................................................................................................................8 5. ขอบเขตของการวิจัย...................................................................................................................................................................................................8 5.1 กลุ่มเป้าหมาย....................................................................................................................................................................................................8 5.2ตัวแปรที่ศึกษา...................................................................................................................................................................................................8 5.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา.........................................................................................................................................................................................8 5.4ระยะเวลาในการวิจัย......................................................................................................................................................................................9 6. กรอบแนวคิดการวิจัย..................................................................................................................................................................................................9 7. นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................................................................................................................10 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ......................................................................................................................................................................................10 บทที่ 2...................................................................................................................................................7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................................7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย...............................................................7 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ...............................................................................................................................................................11 การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H.................................................................................................................................................................................19 แบบฝึก................................................................................................................................................................................................................................23 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.........................................................................................................................................................................................................28 1. งานวิจัยในประเทศ..........................................................................................................................................................................................28 2. งานวิจัยต่างประเทศ........................................................................................................................................................................................30 บทที่ 3.................................................................................................................................................32 วิธีด าเนินการวิจัย.................................................................................................................................32


5 กลุ่มเป้าหมาย...................................................................................................................................................................................................................32 แบบแผนการวิจัย............................................................................................................................................................................................................32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...............................................................................................................................................................................................33 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................................................................................................................36 การวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................................................................................................................37 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................................................................................................37 บรรณานุกรม .......................................................................................................................................38


6 บทที่ 1 บทน า 1. ที่มาและความส าคัญของปัญหา การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ประกอบด้วยการเขียน การอ่าน การพูด การฟัง ถ้าแบ่งเป็นคู่ซึ่ง ประกอบด้วย การส่งสารและการรับสารก็จะได้สองคู่คือ การเขียนเป็นการส่งสารที่คู่กับการอ่านซึ่งเป็นการรับ สาร การพูดเป็นการส่งสารที่คู่กับการฟังซึ่งเป็นการรับสาร การส่งและการรับนี้อาจเป็นไปทางเดียวหรือสอง ทางก็ได้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2561 : 4) การใช้ภาษาทั้งสี่ทักษะนี้ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ในที่นี้จะกล่าวถึง หนึ่งในสี่ทักษะสำคัญคือ การอ่าน ศิวกานท์ ปทุมสูติ กล่าวไว้ว่า การอ่านเริ่มต้นตั้งแต่ปฏิสนธิโน่นแล้ว เพียงแต่ ว่าการอ่านครั้งกระนั้นของทารกตัวน้อยยังเป็นเพียงการอ่านผ่านการเรียนรู้โดยสัญชาตญาณชีวิตของสัตว์โลก คือรับรู้และซึมซับผ่านสายรก สายเลือด เซลล์ และพลังงานชีวิตจากแม่ กระทั่งการเรียนรู้โดยสัญชาตญาณได้ บรรสานกับการเรียนรู้ของกาย จิต อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิด เมื่อเดินทางจากอุทรมาสู่โลก การอ่านสิ่งที่ได้ ยิน ได้เห็น ได้จับต้อง และได้สัมผัสรับรู้ ทั้งจากธรรมชาติ จากสิ่งที่มนุษย์สร้างทำขึ้น หรือสมมติขึ้นก็ล้วน เกี่ยวข้องกับชีวิตที่ต้องเรียนรู้ อ่าน คิด เพื่อดำรงชีวิตให้สอดคล้อง พึงพอใจ ปลอดภัย และมีความสุข (2557 : 34) ทั้งยังกล่าวอีกว่า การอ่านไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาภาษาไทย หรือวิชาภาษาใด ๆ แต่มันเป็น “เครื่องมือแห่ง ชีวิต” ที่ทุกคนจะต้องเป็นนักอ่าน การอ่านอย่างมีคุณภาพที่ลุ่มลึกและแหลมคม ทะลุทะลวงมิติต่าง ๆ ของสาร เข้าถึงสารอยู่สมบูรณ์ถ่องแท้อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ได้พบสิ่งใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ วิถีทางใหม่ ๆ เสพสนุกในอรรถรสแห่งการอ่าน (2562 : 311) บ้างกล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะการรับสารจากสื่อที่เป็นลาย ลักษณ์อักษรเพื่อรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญและใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็น ทักษะที่ใช้แสวงหาสรรพวิทยาการต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิต การสร้างความสำเร็จในชีวิตและการพัฒนา สติปัญญาความสามารถให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตมากขึ้น (มุกดา ลิบลับ. 2543 : 121) สอดคล้องกับไพฑูรย์ สิลารัตน์ และคณะ กล่าวไว้ว่า การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาวิชาการ ต่าง ๆ การอ่านทำให้เราทราบความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญา ทราบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา ตลอดจนทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงหนังสือต่าง ๆ การที่เราจะเข้าใจและเข้าถึง หนังสือต่าง ๆ ได้เราจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะการอ่านเป็นอย่างดี (2538 : 55) เพราะพลานุภาพของการ อ่านเป็นปฏิสัมพันธ์สำคัญกับความคิด ซึ่งอำนาจของปฏิสัมพันธ์นี้จะส่งพลังให้เกิดความคิดและความเชื่อ ร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แผ่ขยายไปในดวงใจเพื่อนมนุษย์ ข้ามแผ่นดินและพรมแดนแห่งยุคสมัย บางครั้ง เป็นดั่งฝนโปรยหล้า บางคราเป็นดั่งไฟลามโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอ่านและการคิดของใครจะถูกใช้ในทางดีหรือ ร้าย (ศิวกานท์ ปทุมสูติ. 2557 : 16 และ 17) ผู้ที่มีการฝึกการอ่านอย่างถูกต้อง และเป็นอย่างดี ย่อมจะ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการอ่าน ย่อมเป็นการสร้างค่านิยมที่ดี อันเป็นเจตคติที่ดี อันเป็นพื้นฐานต่อ การเรียนรู้ต่าง ๆ ต่อไป (สุดาพร ไชยะ. 2552 : 104) ส่วน ศิริวรรณ เสนา (2541, อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู. 2560 : 4) กล่าวว่า ความเข้าใจในการอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญของการอ่าน เพราะว่า ถ้าผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจ


7 ในสิ่งที่อ่านและไม่สามารถจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่านได้ ผู้อ่านก็ไม่สามารถที่จะนำสาระความรู้และ ข้อเสนอไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองได้ การอ่านนั้นถือเป็นการอ่านที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวสรุป ได้ว่าการอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ใน การดำเนินชีวิตและการอ่านจับใจความ ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้อ่านรับรู้สาระเรื่องราวของเรื่องที่อ่านด้วย ความเข้าใจและสามารถนำสาระความรู้จากเรื่องที่อ่านมาพัฒนาปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์การ เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไพฑูรย์ สิลารัตน์ และคณะ ให้ความหมาย การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ ว่าหมายถึง การอ่านเพื่อ เก็บสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน เช่นเก็บจุดมุ่งสำคัญของเรื่อง เก็บเนื้อเรื่องที่สำคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่ น่าสนใจ ตลอดจนแนวความคิดหรือทัศนคติของผู้เขียน คำว่า ใจความสำคัญ (Main idea) คำนี้มักใช้พิจารณา เนื้อความแต่ละย่อหน้าซึ่งหมายถึง ใจความสำคัญและเด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถ ครอบคลุมเนื้อความในประโยคอื่น ๆ ในย่อหน้านั้น หรือเป็นประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหน้านั้นได้ ถ้าตัดเนื้อความของประโยคอื่นออกหมด หรือสามารถเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยว ๆ ได้โดยไม่ต้องมีประโยค อื่นประกอบในแต่ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ประโยค ใจความสำคัญอาจเป็นประโยคต้นหรือประโยคท้ายย่อหน้าก็ได้ (2538 : 66) ขณะที่ มุกดา ลิบลับ ให้ ความหมายว่า อ่านแล้วสามารถจับใจความเรื่องที่อ่าน แล้วสรุปสาระสำคัญเน้นข้อความสั้น ๆ ได้โดยการพูด หรือการเขียน การอ่านจับใจความเป็นพื้นฐานในการอ่านเพื่อตอบคำถาม เพื่อตีความและเพื่อแสดงความคิด หรือเพื่อวิจารณ์ (2542 : 134) สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วคือ ประสบการณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ ซึ่งจุไรรัตน์ ลักษณะศิริ เสนอแนวคิดปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านจับใจความ สำคัญโดยสรุปว่า ถ้ามีประสบการณ์ด้านการอ่านมาก ใช้เวลาในการอ่านน้อย แต่สามารถอ่านได้จำนวนหลาย หน้า จะช่วยทำให้มีทักษะในการอ่านสูง สามารถจับประเด็น หรือจับใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว และช่วย พัฒนาความคิดอย่างสม่ำเสมอ มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับข้อมูล และเรื่องราวที่อ่าน จะทำให้ผู้อ่าน เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ดี และช่วยจับใจความได้รวดเร็ว มีประสบการณ์ด้านภาษาและการใช้ภาษา ทั้งการใช้ ความหมายโดยตรงและโดยนัย สำนวนต่าง ๆ คำแสลง คำสัญลักษณ์ จะช่วยให้จับใจความได้ดี มี ประสบการณ์ด้านความคิด เป็นผู้ที่ชอบคิดหาเหตุผล ตั้งคำถามการอ่านอยู่เสมอ ๆ จะทำให้เป็นผู้ที่มีความคิด กว้างไกลและลึกซึ้ง จะช่วยให้อ่านได้รวดเร็ว สามารถเข้าใจเรื่องราวที่ซับซ้อนได้ง่าย (อ้างถึง สาขาวิชา ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. 2561 : 62) จากสภาพปัญหาในด้านการอ่านจับใจความและเห็นถึงความสำคัญของการอ่านว่าเป็นทักษะที่ควร ได้รับการพัฒนา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกร่วมกับ การสอนแบบ 5W1H โดยเป็นเทคนิคการคิดวิเคราะห์โดยใช้คำถามวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย Who (ใคร) What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไร) Why (ทำไม) และ How (อย่างไร) (สุวิทย์ มูลคำ อ้างถึงใน จำเรียง ยศบุญเรือง. 2550 : 5) ประกอบการอ่านจับใจความ ร่วมกับการใช้แบบฝึก โดย สุนันทา สุนทร ประเสริฐ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 30) กล่าวว่าแบบฝึกเป็นสื่อที่ใช้ในการฝึกทักษะการคิดการ


8 วิเคราะห์ การแก้ปัญหา การปฏิบัติของนักเรียน นิยมใช้ในกลุ่มภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงาน และพื้นฐานอาชีพ และกล่าวอีกว่าความสำคัญของการฝึกฝนว่าเมื่อครูได้สอนแนวคิดหลักการให้กับนักเรียน และนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นแล้ว ขั้นต่อไปครูต้องจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกฝนเพื่อให้มีความ ชำนาญคล่องแคล่วแม่นยำและรวดเร็วหรือที่เรียกว่าฝึกฝนเพื่อเกิดทักษะ นอกจากนี้แบบฝึกยังเป็นสื่อการสอน ทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาให้เข้าใจฝึกฝนจนรู้และชำนาญมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการอ่านจับใจความ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ภาษาไทย 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ก่อน เรียนและหลังเรียน 2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบ ฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H 3. ค าถามการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ก่อนเรียนและหลังเรียน สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้หรือไม่ 4. สมมติฐาน ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงขึ้นเมื่อได้รับการสอนด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ก่อนเรียนและหลังเรียน 5. ขอบเขตของการวิจัย 5.1 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม อำเภอ หนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 5.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น : แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ตัวแปรตาม : ความสามารถในการอ่านจับใจความ 5.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ฝึกในการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้แก่ 5.3.1 เรื่องสั้น เรื่อง ชายชรากับลังเหล็ก


9 5.3.2 เรื่องสั้น เรื่อง ขอแรงหน่อยเถอะ 5.3.3 บทความจากสารานุกรมฯ ไทย 5.4 ระยะเวลาในการวิจัย ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 คาบ (1 ชั่วโมง) เป็น 2 ชั่วโมง รวมระยะเวลาทั้งสั้น 4 ชั่วโมง (เมื่อนับรวมเวลาทดสอบก่อนเรียน 1 ชั่วโมงและหลังเรียน 1 ชั่วโมง) 6. กรอบแนวคิดการวิจัย การสอนแบบ 5W1H เทคนิค 5W1H หมายถึงเทคนิคในการตั้งคำถามรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้ เกิดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และเขียนสรุปความ ซึ่ง ประกอบไปด้วย 1. What ? (อะไร) เป็นการถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีรายละเอียด เป็นอย่างไร 2. Where ? (ที่ไหน) เป็นการถามว่า สถานที่ หรือ ตำแหน่งแห่งหนที่ ชัดเจน 3. When ? (เมื่อใด) เป็นการถามว่า ที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะ เกิดขึ้นเมื่อใด เหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก 4. Why ? (ทำไม) เป็นการถามว่า เพราะเหตุใดเรื่องนั้นจึงเกิดขึ้น กล่าวถึง ทำไมแต่ละเหตุการณ์ จะต้องเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ 5. Who ? (ใคร) เป็นการถามว่า ใครที่เป็นต้นเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นบุคคลสำคัญ เป็นตัวประกอบ หรือ เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบอัน อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบ 6. How ? (อย่างไร) เป็นการถามถึง รายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือกำลังจะ เกิดขึ้นว่าจะมีความเป็นไปในลักษณะใด (ธงชัย ชิวปรีชา อ้างถึงใน นรินธน์ นนทมาลย์. 2554 : 37) แบบฝึก แบบฝึก หมายถึง สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้ว เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และช่วย เพิ่มทักษะความชำนาญ และฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทำให้ผู้สอนทราบ ความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน ฝึกให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นและสามารถ ประเมินผลของตนเองได้ ช่วยพัฒนาตามความแตกต่าง นอกจากนี้แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้เรียนประสบ ผลสำเร็จใน การฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับ ผู้สอนทำให้ลดภาระการสอนลงได้ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่และ เพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การเรียนรู้เกิดความสนุกสนาน คงทน ผู้เรียนสามารถรู้ข้อบกพร่องและความก้าวหน้าของตนเองและยังสามารถ นำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองหลังจากที่ได้เรียนมาแล้ว ความสามารถใน การอ่านจับใจความ ผลฤทธิ์ทางการ เรียน หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน


10 7. นิยามศัพท์เฉพาะ การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านเพื่อหาสาระสำคัญของเรื่อง เป็นข้อความที่ครอบคลุมเนื้อ เรื่องทั้งหมด โดยผู้เรียนสามารถตอบคำถาม ลำดับเหตุการณ์ และเขียนสรุปความจากเรื่องที่อ่านได้ เทคนิค 5W1H หมายถึง กระบวนการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ขั้นที่ 1 ให้อ่านเรื่อง ขั้น ที่ 2 จับใจความเรื่องโดยใช้เทคนิค 5W1H ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้คำถามในการ กระตุ้น ประกอบไปด้วย Who (ใคร) What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร่) Why (ทำไม) How (อย่างไร) และสรุปข้อมูลของเรื่อง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการอ่านจับใจความสำคัญ แบบฝึก หมายถึง สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่ เรียนรู้มาแล้ว เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญ และฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทำให้ผู้สอนทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน ฝึกให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผล ของตนเองได้ ช่วยพัฒนาตามความแตกต่าง 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 8.1 นักเรียนสามารถอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ได้ 8.2 นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H 8.3 ผู้สอนมีแนวทางการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ศึกษาตำรา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 2. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ 2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ 2.2 ประเภทของการอ่านจับใจความ 2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ 2.4 ความสำคัญของการอ่าน 2.5 ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ 2.6 หลักการอ่านจับใจความ 3. การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H 4. แบบฝึก 4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึก 4.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 4.3 หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ 4.4 ประโยชน์ของแบบฝึก 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศไทย 5.2 งานวิจัยจากต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1. วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่ มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ


8 2. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 2.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ เลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 2.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ สิ่งแวดล้อม 2.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ การอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 2.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 3. เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การ อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน • การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของ การเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์


9 • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม กับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลง พื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสม สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 4. คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 • อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำ ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่านและ เห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน • มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและ เขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพ ความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียน แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน • พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้ง คำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดูรวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด • สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและ หน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำ สุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 • เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของ ท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดได้


10 5. สาระ มาตรฐาน และตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ 1 สาระ มาตรฐาน และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.5 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บท ร้อยกรองได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและ ข้อความที่เป็นโวหาร การอ่านออกเสียงและการบอกความหมายของ บทร้อยแก้ว และบทร้อยกรอง ประกอบด้วย - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ - อักษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน - วัน เดือน ปีแบบไทย - ข้อความที่เป็นโวหารต่าง ๆ - สำนวนเปรียบเทียบ การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้น ๆ อย่างหลากหลาย โดย จับเวลาแล้วถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่อง ที่อ่าน 5. อธิบายการนำความรู้และความคิด จาก เรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหา ใน การดำเนินชีวิต การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - เรื่องสั้น ๆ - นิทานและเพลงพื้นบ้าน - บทความ - พระบรมราโชวาท - สารคดี - เรื่องสั้น - งานเขียนประเภทโน้มน้าว - บทโฆษณา - ข่าว และเหตุการณ์สำคัญ การอ่านเร็ว


11 6. อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม การอ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม - การใช้พจนานุกรม - การปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกันในสังคม - ข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน และการ ใช้สถานที่สาธารณะในชุมชนและท้องถิ่น ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.5 7. อธิบายความหมายของข้อมูล จากการ อ่านแผนผัง แผนที่ แผนภูมิและกราฟ การอ่านข้อมูลจากแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ 8. อ่านหนังสือตามความสนใจ และอธิบาย คุณค่าที่ได้รับ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ 1. ความหมายของการอ่านจับใจความ การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญอันจำเป็นต้องใช้ในชีวิต ทุกขณะ ทุกสภาวะ เป็นพื้นฐานของการรับ และส่งสารของมนุษย์มีผู้ให้ความหมายของการอ่านไว้มาก ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายคำว่า “อ่าน” ว่า (1) ก. ว่าตามตัวหนังสือ, ถ้าออกเสียงด้วย เรียกว่า อ่านออกเสียง, ถ้าไม่ต้องออกเสียง เรียกว่า อ่านในใจ (2) ก. สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมปาก อ่านใจ (3) ก. ตีความ เช่น อ่านรหัส อ่านลายแทง (4) ก. คิด, นับ วรรณี โสมประยูร (2553:128) กล่าวว่าการอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตา สัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์โดยออกมาเป็นความหมายที่


12 ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่านสามารถนำเอาความหมายนั้น ๆ ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ศรีรัตน์เจิงกลิ่นจันทร์ (อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู. 2560 : 19) ได้ให้ความหมายการอ่านหมายถึง การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิดและนำความคิดนั้นไปใช้ประโยชน์ตัวอักษรเป็น เครื่องหมายแทนคำพูดและคำพูดเป็นเพียงที่ใช้แทนของจริงอีกทีหนึ่งเพราะฉะนั้นหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่ การเข้าใจความหมายของคำ แม้นมาศ ชวลิต (อ้างถึงใน จิราภรณ์ บุญณรงค์. 2554 : 20) กล่าวถึงการอ่านว่า การอ่านเป็น กระบวนการทางสมองในการรับสารซึ่งแสดงด้วยถ้อยคำที่เขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์และอักษรโดยใช้อวัยวะ สำหรับรับสารคือตาเมื่อสมองรับภาพลักษณ์หรืออักษรมาแล้วสมองจะจดลงในหน่วยความจำทันทีและบอกให้ ได้ทันทีว่า“ รู้” หรือ“ ไม่รู้” อัตราความเร็วของกระบวนการในการรับสารจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้น ฐานความรู้เดิมของผู้อ่าน อ้อมขวัญ แสงคล้อย(อ้างถึงใน สุพันธ์วดี ไวยรูป. 2555 : 9) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการอ่านว่า การอ่าน คือ กระบวนการทางสมองอย่างหนึ่ง ที่แปลสัญลักษณ์ต่างๆหรือตัวอักษรออกมาเป็นคำพูดและ ถ่ายทอดเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน โดยหัวใจที่สำคัญของการอ่านนั้น คือ การเข้าใจ ความหมายของสิ่งที่อ่าน และการพิจารณาเลือกความหมายที่ดีที่สุดไปใช้ประโยชน์ ซึ่ง ในการอ่านนั้นผู้อ่าน จะต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง เช่น การผสมผสานตัวอักษร การวิเคราะห์คำ การตีความและการเชื่อมโยง ประสบการณ์เดิมกับสิ่งที่อ่าน จึงจะทำให้การอ่านและการแปล ความหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากความหมายที่มีผู้ให้ไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า การอ่าน หมายถึง ความสามารถในการรับสาร การ แปลความหมายของตัวอักษร สัญลักษณ์ต่างๆ เป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่าน เพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์สาร จับใจความ ตีความ เพื่อพัฒนาตนเองทั้งด้านสติปัญญาอารมณ์และสังคม การอ่านจับใจความเป็นหัวใจสำคัญในการอ่านหนังสือทุกชนิด เพราะถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับ ใจความได้ ก็จะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยของเนื้อความในหนังสือที่อ่านได้ การอ่านจับ ใจความเป็นการอ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และจับประเด็นของเรื่องได้ สุพันธ์วดี ไวยรูป (2555 : 9) การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง ความสามารถในการอ่านอย่าง เข้าใจ จับ ประเด็นสำคัญของเรื่อง คาดเดาเหตุการณ์ หาคำตอบ และสามารถสรุปสาระที่สำคัญของเรื่องที่ อ่านได้ แววมยุรา เหมือนนิล (2556 : 12) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของ เรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มว่าคืออะไรซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ส่วนที่เป็นใจความสำคัญ และส่วนที่ ขยายใจความสำคัญหรือส่วนประกอบเพื่อให้เรื่องชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีเรื่องที่อ่านมีย่อหน้าเดียว ในย่อหน้านั้น จะมีใจความสำคัญอย่างหนึ่งนอกจากนั้นเป็นส่วนขยายใจความสำคัญหรือส่วนประกอบซึ่งอาจมีได้หลาย ประเด็น


13 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (2561 : 61) กล่าวไว้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็นการอ่านระดับต้น เป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของการอ่านหนังสือทุก ประเภท เพราะไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ประเภทใด เราก็จำเป็นที่จะต้องใช้การอ่านจับใจความ เพื่อ หาสาระสำคัญของสิ่งที่อ่านเสมอ ในแต่ละงานเขียนจะมีข้อความหลายย่อหน้า ในแต่ละย่อหน้าก็จะมีใจความ สำคัญปรากฏอยู่อาจจะเป็นประโยคที่อยู่ต้นข้อความ หรือเป็นประโยคอยู่กลางข้อความ หรือเป็นประโยคอยู่ ท้ายข้อความ หรือเป็นการอ่านจับใจความที่ผู้อ่านใช้การอ่านสรุปจากเนื้อความทั้งหมด แล้วเขียนเป็นข้อความ ที่ครอบคลุมเนื้อทั้งหมด ด้วยตัวผู้อ่านเอง โดยปกติแต่ละย่อหน้าจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ใจความสำคัญ และรายละเอียด กรมวิชาการ (อ้างถึงใน สุพันธ์วดี ไวยรูป. 2555 :14 ) ได้กล่าวถึง ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการอ่าน จับใจความสำคัญไว้ดังนี้การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่ม ที่เป็น ส่วนใจความสำคัญ และส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่อง ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิด สำคัญของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือความคิดหลัก ของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความ สำคัญก็คือ สิ่งที่ เป็นสาระที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั่นเอง ใจความสำคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็น ประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ใน ส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องใน แต่ละย่อหน้ามากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสำคัญไว้ก่อนแล้วจึงขยายรายละเอียดให้ชัดเจน รองลงมาคือ ประโยคตอนท้ายย่อหน้า โดยผู้เขียนจะบอก รายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็น ประเด็นไว้ภายหลัง จากความหมายของการอ่านจับใจความข้างต้น สรุปได้ว่า เป็นการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่อง เน้นข้อความสั้น ๆ จับประเด็นของเรื่อง อ่านเพื่อมุ่งเก็บสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน โดยการพูดหรือการเขียน ในย่อหน้านั้นจะมีใจความสำคัญอย่างหนึ่งนอกจากนั้นเป็นส่วนขยายใจความสำคัญหรือส่วนประกอบซึ่งอาจมี ได้หลายประเด็น 2. ประเภทของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความมีหลายประเภทในการอ่านจับใจความเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพนั้นผู้อ่านต้องมี หลักและวิธีการอ่านเพื่อให้บรรลุตามที่ต้องการ วารุณี อุดมธาดา (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 20) ได้กล่าวถึงประเภทของการอ่านจับใจความสำคัญว่ามี 2 ประเภท คือ การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวมและการ อ่านเพื่อจับใจความสำคัญซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ 2.1 การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม เป็นหัวใจในการอ่านหนังสือทุกชนิด เพราะถ้าผู้อ่านไม่ สามารถอ่านจับใจความส่วนรวมได้ ก็จะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยของเนื้อความในหนังสือ หรือเรื่องที่อ่านได้การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวมนี้เป็นความเข้าใจในเนื้อหาของเรื่องที่อ่านเพื่อให้มองเห็น ความสัมพันธ์ของรายละเอียดต่าง ๆ และเข้าใจจุดหมายสำคัญของเนื้อเรื่องหรือข้อความที่อ่าน การอ่านเพื่อ จับใจความส่วนรวมทำได้ด้วยการพลิกดูหรือกวาดสายตาผ่านหัวข้อ ต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่ามีโครงเรื่องโดยย่อ อย่างไร แต่ละหัวข้อมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยวิธีการเชื่อมโยง


14 เนื้อหาและแนวความคิดตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ซึ่งขั้นนี้อาจมีการจดบันทึกย่อ เพื่อป้องกันการลืม ได้อีกทางหนึ่ง การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวมนี้จะให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านในหลาย ๆ ด้านคือ 2.1.1 สามารถตัดสินได้ว่าหนังสือนั้นมีคุณค่าหรือสาระพอที่จะอ่านอย่างละเอียดหรือไม่ 2.1.3 สามารถรู้ได้ว่าผู้อ่านมีพื้นความรู้และประสบการณ์ที่จะอ่านโดยตลอดเล่มหรือไม่ 2.1.3 เป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถไปค้นคว้าจากหนังสือที่ปรากฏอยู่ในบรรณานุกรมมา ประกอบการอ่านนั้นด้วย 2.1.4 เป็นการประหยัดเวลาแก่ผู้อ่านที่มีเวลาจำกัด เช่นในห้องสมุดหรือร้านขายหนังสือที่ ต้องใช้เวลาอันจำกัด 2.1.5 ช่วยในการเตรียมตัวสอบ เพราะในการจัดลำดับโครงร่างส่วนรวมของหนังสือด้วยวิธีนี้ ทำให้จดจำเนื้อหาส่วนรวมได้แม่นยำ 2.2 การอ่านเพื่อจับใจความส าคัญ เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง หรือข้อความ ผู้อ่านที่มีความชำนาญอาจไม่จำเป็นต้องอ่านทุกตัวอักษร ในขณะที่ผู้อ่านที่มีประสบการณ์น้อย ต้องอ่านอย่างพินิจ พิจารณา จึงจะสามารถจับใจความสำคัญของเนื้อเรื่องหรือข้อความนั้น ๆ ได้ ใจความ สำคัญนั้นมิได้มีความหมายจำกัดเพียงแค่เนื้อเรื่องที่สำคัญเท่านั้น นักอ่านที่ดีอาจจะเก็บสาระสำคัญของหนังสือ อาจกล่าวว่าหาแก่นของย่อหน้า หาข้อความที่สำคัญที่สุด หาข้อความที่เด่นที่สุด วิธีในการอ่านจับใจความ สำคัญนั้นผู้อ่านจะต้องพิจารณาตัดส่วนต่าง ๆ ที่เป็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยในเรื่องในแต่ละย่อหน้าคือ 1) ตัวอย่างที่ประกอบในย่อหน้า 2) ส่วนขยายความหรือรายละเอียดต่าง ๆ 3) สำนวนโวหารอุปมาอุปไมย ข้อความเปรียบเทียบทั้งหลาย 4) ตัวเลขสถิติวันเดือนปีและ 5) คำถามหรือคำพูดของผู้เขียนซึ่งเป็นส่วนขยาย ใจความสำคัญ จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าการอ่านจับใจความมี 2 ประเภท ได้แก่ การอ่านจับใจความ ส่วนรวม และการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความส่วนรวมเป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจในเนื้อหา เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์ของรายละเอียดว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ส่วนการอ่านจับใจความสำคัญเป็นการอ่าน เพื่อทำความเข้าใจใจความสำคัญของเนื้อเรื่องหรือข้อความ 3. จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาวิชาการต่างๆ การอ่านทำ ให้เราทราบความรู้สึกนึกคิดของคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ปัญหาตลอดจนทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงหนังสือต่างๆ การที่เราจะเข้าใจและเข้าถึงหนังสือต่างๆ ได้เรา จำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะการอ่านเป็นอย่างดี นภดล จันทร์เพ็ญ (อ้างถึงใน จิราภรณ์ บุญณรงค์. 2554 : 22) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่าน ได้ว่าการอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้เป็นการอ่านเพื่อมุ่งให้ได้ความรู้ในเรื่องที่ต้องการศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวนั้น ๆ อ่านเพื่อความเพลิดเพลินบันเทิงใจการอ่านนี้มุ่งที่จะผ่อนคลายอารมณ์ทำให้เกิด ความเพลิดเพลินอ่านเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ต้องการซึ่งหมายถึงการคิดค้นในเรื่องที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษและ


15 ท้ายสุดคืออ่านเพื่อฝึกทักษะในการอ่านออกเสียงเป็นการฝึกฝนตนเองในการอ่านออกเสียงเพื่อให้ผู้อ่านฟังแล้ว เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในอรรถรส ผอบ โปษะกฤษณะ (อ้างถึงใน จิราภรณ์ บุญณรงค์. 2554 : 22) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ การอ่านไว้ว่าการอ่านไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่จุดประสงค์ที่มาก่อนคือเพื่อให้รู้เช่นการอ่านสลากยา การอ่านตำรา และเพื่อให้เกิดความบันเทิง การอ่านเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน หนังสือสามารถสร้าง จินตนาการ และเร้าอารมณ์ของผู้อ่านให้คล้อยตามและเกิดความสนุกสนานได้เป็นอย่าง ส่วน กอบกาญจน์วงศ์สิทธิ์ (อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู. 2560 : 11) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ การอ่านว่า 1. เพื่อค้นหาคำตอบหรือความรู้ผู้อ่านรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วยการอ่าน เพื่อนำประโยชน์ที่ได้มา พัฒนาศักยภาพทั้งทางการรับรู้กระบวนการคิด การกระทำ และทำให้ผู้อ่านมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี 2. เพื่อความบันเทิงหรือตอบสนองความต้องการทางอารมณ์การอ่าน นอกจากจะได้สาระแล้ว ยัง ก่อให้เกิดความสุขจากการอ่านและจรรโลงใจแก่ผู้อ่านด้วย 3. เพื่อประโยชน์ในการฝึกทักษะออกเสียงให้ถูกต้อง เป็นการอ่านที่ผู้อ่านต้องเปล่งเสียงออกมาตาม ตัวอักษรที่ปรากฏเป็นถ้อยคำต่าง ๆ โดยต้องสื่อความหมายให้ชัดเจนสอดคล้องกับเรื่องราวที่จะนำเสนอ 4. เพื่อประโยชน์ในการยกระดับจิตใจของผู้อ่าน เป็นการอ่านเพื่อพัฒนาความคิด จิตใจ และ การกระทำต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางที่ดีเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การอ่านเรื่อง เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้มีชื่อเสียง การอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นต้น สรุปได้ว่า ผู้อ่านมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้อ่านที่ต้องการ ค้นหาจากสิ่งที่อ่านเป็นสำคัญและนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป 4. ความส าคัญของการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้ทุกสาขาวิชาไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้าน การเรียนทุกระดับทุกวิชาชีพ เป็นความรู้ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดหรือความรู้รอบตัวทั่ว ๆ ไป ซึ่งแม้ว่าจะเป็น เพียงเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ หากได้อ่านแล้วจดจำนำไปใช้ในโอกาสที่ถูกต้องเหมาะสม ย่อมจะทำให้เกิด ประโยชน์ได้เช่นกัน การอ่านมากก็ย่อมทำให้รู้มาก อีกทั้งการอ่านเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความคิดอ่านและความฉลาด รอบรู้ในปัจจุบัน เรารู้ข่าว เหตุการณ์เรื่องราวความเคลื่อนไหว และความรู้ต่าง ๆ จากการอ่านหนังสือพิมพ์ รายวัน นิตยสาร วารสาร หนังสือต่าง ๆ มากมายที่ให้ความรู้ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ในด้านการศึกษา การอ่านเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ขุมคลังแห่งวิทยาการทั้ง ปวงโดยเฉพาะในการเรียนด้านภาษา การอ่านเป็นทักษะสำคัญในบรรดาทักษะทั้งสี่คือ การฟัง การพูด การ อ่าน และการเขียน ดังที่ สุจริต เพียรชอบ กล่าวไว้ว่า ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญและใช้มากใน ชีวิตประจำวันเพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรพวิทยาการต่าง ๆ เพื่อความบันเทิงและการพักผ่อน หย่อนใจ ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและมีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการอ่านสูงย่อมแสวงหาความรู้และศึกษา


16 เล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูดและการเขียนได้เป็นอย่างดี ในต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ได้มีการส่งเสริมทักษะการอ่านเป็น อย่างมาก ทั้งในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษา จะเห็นได้ว่าหนังสือและการอ่านมีความสำคัญต่อบุคคลทั่วไปและต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะครูซึ่งเป็นผู้สอนภาษาและสอนวิชาใด ๆ ก็ตามจะต้องเป็น“ นักอ่าน” ซึ่งอ่านเป็น มิใช่เพียงอ่านมาก แต่อย่างเดียว การอ่านไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาภาษาไทย หรือวิชาภาษาใด ๆ แต่มันเป็น “เครื่องมือแห่งชีวิต” ที่ ทุกคนจะต้องเป็นนักอ่าน การอ่านอย่างมีคุณภาพที่ลุ่มลึกและแหลมคม ทะลุทะลวงมิติต่าง ๆ ของสาร เข้าถึง สารอยู่สมบูรณ์ถ่องแท้อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ได้พบสิ่งใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ วิถีทางใหม่ ๆ เสพสนุก ในอรรถรสแห่งการอ่าน (2562 : 311) บ้างกล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะการรับสารจากสื่อที่เป็นลายลักษณ์ อักษรเพื่อรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญและใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะ ที่ใช้แสวงหาสรรพวิทยาการต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิต การสร้างความสำเร็จในชีวิตและการพัฒนาสติปัญญา ความสามารถให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตมากขึ้น (มุกดา ลิบลับ. 2543 : 121) ความสำคัญของการอ่านหนังสือมีความสำคัญต่อมนุษย์ เป็นสื่อที่มนุษย์บันทึกความรู้ความคิด และประสบการณ์เพื่อถ่ายทอดให้ผู้อื่นทราบ หนังสือจะช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ทำให้เกิดความรู้ ประสบการณ์และความคิด ทำให้เป็นคนรอบรู้ทันต่อเหตุการณ์เกิดความเฉลียวฉลาด นอกจากนั้นหนังสือบาง เล่มยังช่วยสร้างความรื่นรมย์ให้แก่มนุษย์ ช่วยสร้างคุณค่าทางอารมณ์หนังสือบางเล่มยังช่วยให้แนวทางการ ดำเนินชีวิตแก่มนุษย์ หนังสือจึงช่วยเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ทำให้มนุษย์ประสบผลสำเร็จในการดำเนิน ชีวิต หนังสือเป็นเพื่อนช่วยให้หายเหงาและช่วยให้มนุษย์รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ผู้ที่รักการอ่านหนังสือจะ มีความสุขกับการอ่าน สามารถใช้หนังสือค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนสร้างเสริมชีวิตให้ สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ผู้อ่านทันสมัยทันเหตุการณ์ มีความรอบรู้มากขึ้น นักเรียน นิสิต นักศึกษาจะต้องใช้การอ่าน เป็นเครื่องมือของการเรียนและ การแสวงหาความรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ทำให้เกิดความคิด ขยายความคิดให้กว้างไกลและลึกซึ้งยิ่งขึ้น การอ่านจึงเป็นการพัฒนาผู้อ่าน ในปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร การอ่านจึงมีบทบาทสำคัญต่อบุคคลทั่วไปทั้งชายและหญิง ทั้ง เด็กและผู้ใหญ่ ต่อบุคคลทุกอาชีพ เพื่อนำการอ่านไปใช้ประโยชน์ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “สำคัญ” หมายถึง มีคุณค่า ส่วน “ประโยชน์” หมายถึง ผลที่ได้ตาม ต้องการจากความหมายดังกล่าวจึงกำหนดเป็นนิยามได้ว่า ความสำคัญของการอ่าน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อบุคคล เพื่อการนำไปใช้ให้บังเกิดผลดีต่อไป ส่วนประโยชน์ของการอ่านเป็นผลที่เกิดจากการที่ผู้อ่านได้อ่านสารเสร็จ แล้ว เกิดเป็นความรู้ต่อผู้อ่านหรืออาจทำให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิงใจก็ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เมื่อกล่าวถึงความสำคัญของการอ่านเป็นการพิจารณาล่วงหน้าก่อนที่ พฤติกรรมการอ่านจะบังเกิดขึ้น แต่เมื่อกล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านเป็นการมองผลที่ได้รับภายหลัง พฤติกรรมการอ่านได้สิ้นสุดลง การอ่านมีความสำคัญ ซึ่งให้คุณค่าหลายประการต่อผู้อ่านดังนี้


17 1) จะช่วยสร้างความคิดให้เกิดขึ้นกับผู้อ่าน ทั้งนี้เพราะสารแต่ละประเภท ผู้เขียนได้ สอดแทรกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านรู้จัก นอกจากนั้น ยังได้สอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียน ลงไปในเนื้อหา นอกจากจะได้รับความรู้และความคิดของผู้เขียนแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดใหม่ที่เป็นของ ตนเองโดยอาศัยแนวทางความคิดของผู้เขียนเป็นพื้นฐาน 2) จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความรู้ให้กับผู้อ่าน สารแต่ละประเภทจะสอดแทรกความรู้ที่ แตกต่างกัน บางเรื่องอาจเกี่ยวข้องกับการเรียน บางเรื่องอาจเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน รวมทั้ง อาจมีความรู้ใหม่ ที่ช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้รอบรู้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมที่อยู่ใกล้ตัวหรือสังคมที่อยู่ไกลออกไป ล้วนแล้วแต่ มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น 3) จะช่วยท าให้เกิดทักษะการสรุปข้อมูลที่ได้จากการอ่าน กล่าวคือข้อมูลที่ปรากฏในสาร มักจะกระจัดกระจาย ดังนั้น การอ่านจะช่วยให้ผู้อ่านจัดข้อมูลเป็นหมู่พวกแล้วสรุปแต่ละพวกให้เหลือแต่แก่น หรือแนวคิดเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป 4) จะช่วยท าให้เข้าใจสังคม เพราะสารแต่ละยุคสมัยเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของสังคม ดังนั้น การอ่านจึงมีคุณค่าที่ช่วยทำให้เห็นฉากของสังคมในอดีต ปัจจุบัน และรวมถึงอนาคตซึ่งต้องการบุคคลที่ มีความสามารถมาช่วยตัดสินความถูกต้องในเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งนี้โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการอ่านเป็น พื้นฐานในการตัดสินนั่นเอง 5) จะช่วยให้เห็นรูปแบบของสารประเภทต่าง ๆ สารแต่ละประเภทย่อมมีรูปแบบของการ นำเสนอที่แตกต่างกัน เช่น การนำเสนอสารวิชาการให้ความรู้ย่อมมีรูปแบบของการนำเสนอที่แตกต่างจาก สารคดีบันเทิง ซึ่งมีรูปแบบของการนำเสนอที่แตกต่างออกไปการอ่านสารหลายประเภทย่อมเห็นข้อที่แตกต่าง กันอันจะนำไปสู่การพัฒนาอัตราเร็วในการอ่านให้สูงขึ้น กล่าวโดยสรุป การอ่าน มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ รอบตัวส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในความรู้และความคิดมองโลกที่กว้างไกลเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านสื่อการอ่าน 5. ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ ประโยชน์เป็นผลที่เกิดขึ้นตามจุดประสงค์ การอ่านที่ผู้อ่าน สามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้องและเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านโดยตลอด ถือว่าเป็นประโยชน์ หาก กล่าวอีกนัยหนึ่งจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการอ่านเกิดขึ้นจากองค์ประกอบสองประการ คือ ผู้อ่านกับผลที่ได้ จากการอ่าน ดังนั้น ผู้อ่านจะเป็นบุคคลใดก็ได้ที่สามารถใช้การอ่านให้เกิดผลตามจุดประสงค์และผลที่ได้ถือว่า เป็นประโยชน์ดังนี้ 5.1 ความรู้ที่ได้รับจากการอ่านสามารถพัฒนาอาชีพ การงาน และการศึกษาให้กว้างขวางทัน ต่อเหตุการณ์ช่วยให้เจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วยเหตุที่ความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงและ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ในแต่ละวัน ถ้ามิได้มีการติดตามข่าวสารตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เหมือนกับบุคคล ผู้นั้นได้ก้าวถอยหลังไปวันละ 1 ก้าว


18 5.2 ผลของการอ่านและเข้าใจในเรื่องที่อ่านจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสังคม ยิ่งอ่านมากก็จะเห็น ความแตกต่างของสภาพของสังคมต่าง ๆ บนพื้นโลก การอ่านจึงช่วยสร้างมโนธรรมความเมตตา กรุณา ช่วยเหลือ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เช่น สภาพสังคมที่มีปัญหาอันเนื่องมาจากเกิดสงคราม ยาเสพติด และ โรคติดต่อเหล่านี้เป็นต้น ความรู้สึกของผู้อ่านสารช่วยสร้างความเข้าใจบุคคลในสังคมให้ดีขึ้น 5.3 ผู้อ่านที่อ่านอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงเวลาที่ผ่านไปสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ภาษาที่แตกต่างกันตามช่วงเวลานั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลทางภาษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อแสดงให้ เห็นถึงพัฒนาการทางภาษา อันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับเยาวชนคนรุ่นหลัง 5.4 ผู้อ่านที่อ่านสารประเภทต่าง ๆ ได้พบว่าระดับการใช้ภาษาของผู้เขียนสารแตกต่างกัน แม้ในฉบับเดียวกัน เช่น หนังสือพิมพ์ซึ่งมีการใช้ภาษาในข่าว บทความ และโฆษณาก็แตกต่างกัน ดังนั้น สาร ต่าง ๆ จึงเป็นแหล่งรวมปฏิบัติงานของตนได้ภาษาเขียนที่ใช้หลากหลายผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ความแตกต่าง เหล่านั้น เพื่อเลือกภาษาที่เหมาะสมไปใช้ในการติดตามข่าวสารต่าง ๆ ด้วยการอ่านอย่างสม่ำเสมอทุกวัน นอกจากจะทำให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในการอ่านสูงขึ้นแล้วยังสามารถติดตามความก้าวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปใน ทางการพัฒนา ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งสามารถนำส่วนที่เห็นว่าเหมาะสมกับ สังคมไทยมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป 5.5 การอ่านช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ทางหนึ่งโดยการอ่านสารที่ให้ความเพลิดเพลินอีก ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ฉะนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากการอ่านจับใจความจึงมากมาย สมบัติ จำปาเงิน และ สำเนียง มณีกาญจน์ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2548 : 23) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านจับใจความ สรุปได้ ว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่ทำให้เป็นคนที่น่าสนใจ เพราะการอ่านมากทำให้มีความคิดลึกซึ้งและ กว้างขวาง ดังนั้น การอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเรียนและใช้ชีวิตประจำวัน 6. หลักการอ่านจับใจความ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวถึง วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้ 1) อ่านเรื่องที่จะจับใจความทั้งหมด ผู้อ่านต้องอ่านข้อความในย่อหน้าในแต่ละย่อหน้า เพื่อให้ทราบว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร และอาจจะพิจารณาจากชื่อเรื่องที่มักจะแสดงแนวคิดสำคัญของเรื่องประกอบด้วย การอ่านจับใจความทั้งหมด หรือทั้งเรื่องจึงเป็นการอ่านที่ผู้อ่านจะมองเห็นหรือเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ผลกล้วย เมื่อยังดิบอยู่ เปลือกจะมีสีเขียว พอสุกเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวย เนื้อนิ่ม ละมุน หอมหวาน อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ตำรายา บางขนานยังใช้กล้วยเป็นยารักษาอาการไม่ สบายบางชนิด เช่น กล้วยดิบกินแก้ท้องเสียได้ชะงัด แต่น่าแปลกที่เรากลับกินกล้วยสุกเป็นยาระบาย แก้ท้องผูกได้ นับว่ากล้วยมีคุณประโยชน์มากมายจริง ๆ


19 ความคิดสำคัญของย่อหน้าคือ กล้วยมีคุณประโยชน์มาก 2) การจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านเรื่องที่ละย่อหน้า เพื่อจับใจความสำคัญแต่ละย่อหน้า ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ใจความสำคัญและส่วนขยายหรือรายละเอียด ใจความสำคัญของย่อหน้า คือ “เช็งเม้ง” เป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยรายละเอียด หรือส่วนขยาย มี 3 ส่วน ได้แก่ 1. ช่วงเวลาในการทำพิธีเช็งเม้งของคนจีน 2. ช่วงเวลาในการทำพิธีเช็งเม้งของ คนจีนในประเทศไทย 3. ความเก่าแก่ของพิธีเช็งเม้ง การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ธงชัย ชิวปรีชา (อ้างถึงใน นรินธน์ นนทมาลย์. 2554 : 37) กล่าวถึงเทคนิค 5W1H หมายถึงเทคนิคใน การตั้งคำถามรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และเขียนสรุปความ ซึ่ง ประกอบไปด้วย 1) What ? (อะไร) เป็นการถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้างและมีรายละเอียด เป็น อย่างไร 2) Where ? (ที่ไหน) เป็นการถามว่า สถานที่ หรือ ตำแหน่งแห่งหนที่ชัดเจน 3) When ? (เมื่อใด) เป็นการถามว่า ที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นเมื่อใด เหตุการณ์จะ เกิดขึ้นอีก 4) Why ? (ทำไม) เป็นการถามว่า เพราะเหตุใดเรื่องนั้นจึงเกิดขึ้น ทำไมแต่ละเหตุการณ์ จะต้อง เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ใจความสำคัญ หรือ Main ideas หมายถึง เนื้อความหรือข้อความที่ครอบคลุมเนื้อหาย่อหน้านั้น ๆ รายละเอียด หรือส่วนขยาย หรือพลความ หรือ Details เป็นการขยายใจความสำคัญ อาจจะเป็น การยกตัวอย่าง ตัวเลข สถิติ เหตุผล การให้รายละเอียด การเปรียบเทียบฯลฯ ที่จะช่วยทำให้ผู้อ่าน เข้าใจใจความสําคัญได้ดีขึ้น “เช็งเม้ง” เป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย ในช่วงเดือน 3 ของจีน โดยกำหนดจากปีหนึ่ง แบ่งเวลาเป็น 24 ช่วง เดือนหนึ่งมี 2 ช่วง การไหว้เช็งเม้ง ถือเอาช่วงหนึ่งของเดือน 3 เป็นช่วงเวลา ของการไหว้ ธรรมเนียมนี้มีผู้รู้เล่าว่าได้สืบทอดต่อกันมาประมาณ 3,800 ปี โดยคนจีนในไทย นิยม ไหว้ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งตกอยู่ในช่วงเดือน 3 ของจีน (จิตรา ก่อนันทเกียรติอ้างถึงใน สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. 2561 : 63 )


20 5) Who ? (ใคร) เป็นการถามว่า ใครที่เป็นต้นเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นบุคคลสำคัญ เป็นตัว ประกอบ หรือ เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบ 6) How ? (อย่างไร) เป็นการถามถึง รายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือกำลังจะ เกิดขึ้นว่าจะ มีความเป็นไปในลักษณะใด การตั้งประเด็นถามตอบเพื่อให้นักเรียนได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยใช้ คําถาม 5W1H ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของคำถาม 6 ประเภทตามความคิดของบลูม (Bloom) วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน และ อมลวรรณ วี ระธรรมโม (2549, น.85-86) ได้กล่าวไว้และมีความ สอดคล้องกับระดับความสามารถในการอ่านจับใจความที่ ผู้วิจัยนำมาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1) Who (ใคร) บุคคลสำคัญที่เป็นตัวประกอบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านบวก และด้านลบ เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง ใครน่าจะเป็นคนที่ทำให้ เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มากที่สุด 2) What (อะไร) ปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ นี้ หลักฐานที่สำคัญที่สุดคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้คืออะไร 3) Where (ที่ไหน) สถานที่หรือตำแหน่งที่เกิดเหตุการณ์ เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้ น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด 4) When (เมื่อไร) เวลาที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้น เมื่อไร เวลาใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ 5) Why (ทำไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถาน ที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น ทำไมจึงเกิดเรื่องนี้ 6) How (อย่างไร) รายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นว่ามีความเป็นไปได้ใน ลักษณะใด เช่น เขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ลำดับเหตุการณ์นี้ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มี หลักในการพิจารณาคนดีอย่างไรบ้าง (อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู. 2560 : 23 และ 24) สอดคล้องกับ สุวิทย์ มูลคํา (2550, อ้างถึงใน อุบล ภัททิยากุล. 2552 : 34 และ 35 ) อธิบายว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดโดยใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เป็นการคิดเชิงลึก คิดอย่างละเอียด จากเหตุไปผล ตลอดจนการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่ เกี่ยวข้อง เทคนิคการคิดวิเคราะห์อย่างง่ายที่นิยมใช้ คือ 5W1H ซึ่งประกอบด้วย What (อะไร) ปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น - เกิดอะไรขึ้นบ้าง - มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ - หลักฐานที่สำคัญที่สุด คืออะไร - สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คืออะไร Where (ที่ไหน) สถานที่หรือตำแหน่งที่เกิดเหตุ


21 - เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน - เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด When (เมื่อไร) เวลาที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้น - เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร - เวลาใดบ้างที่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ Why (ทำไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น - เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้ - เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น - ทำไมจึงเกิดเรื่องนี้ Who (ใคร) บุคคลสำคัญเป็นตัวประกอบหรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านบวก และด้านลบ - ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง - ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง - ใครน่าจะเป็นคนที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นมากที่สุด - เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ How (อย่างไร) รายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นว่ามีความเป็นไปได้ใน ลักษณะใด - เขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร - ลำดับเหตุการณ์นี้ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง - เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร - มีหลักในการพิจารณาคนดีอย่างไร การคิดวิเคราะห์ด้วยเทคนิค 5W1H จะสามารถไล่เลียงความชัดเจนในแต่ละเรื่องที่เรากำลังคิด เป็นอย่างดี ทำให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น ในบางครั้งการเริ่มคิดวิเคราะห์ของท่าน ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ขอแนะนำให้เริ่มต้นถามตัวท่านเอง โดยใช้คำถามจาก 5W1H ถามตัวท่านเอง เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549, อ้างถึงใน อุบล ภัททิยากุล. 2552 : 35) อธิบายว่าการคิดเชิง วิเคราะห์แท้จริงคือการตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับ “ความสงสัยใคร่รู้” ของผู้ถาม เมื่อเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว อยากรู้เกี่ยวกับ สิ่งนั้นมากขึ้นในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ความเข้าใจใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ ต่อ การอธิบาย การประเมิน การแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ขอบเขตของคำถามที่ เกี่ยวข้อง กับการคิดเชิงวิเคราะห์ จึงเกี่ยวข้องกับการจำแนกแจกแจงองค์ประกอบ และการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างเรื่องที่วิเคราะห์กับเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแนวคำถามจะอยู่ใน ขอบข่าย 5W's1H เพื่อนำไปสู่ การค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ปรากฏ ใคร (Who) ทำอะไร (What)


22 ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) อย่างไร (How) เพราะเหตุใด, ทําไม (Why) คำถามเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ทุกข้อ เพราะการตั้งคำถามมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด ความชัดเจน ครอบคลุม และตรงประเด็นที่เราต้องการสืบค้น การตั้งคำถามจึงแตกต่างไปตาม วัตถุประสงค์ ของการวิเคราะห์ ขอบเขตของการตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์จะต้องตั้งให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่เรา ต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยเราสามารถตั้งคำถามครอบคลุมหลัก 5W's1H ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะ เหตุใด ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ใคร (Who) ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง ใครน่าจะเป็นคนทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะเหตุใด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ อะไร (What) มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง เกี่ยวข้องกันอย่างไร อะไรน่าจะเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุด เพราะเหตุใด ที่ไหน (Where) เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดที่ใดมากที่สุด เพราะเหตุใด เมื่อไร (When) เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเหตุใด เวลาใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะเหตุใด (Why) เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้น อย่างไร (How) เขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร สรุปได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการคิดวิเคราะห์อย่างง่ายคือ การฝึกใช้คำถามให้ครอบคลุม วัตถุประสงค์ที่ต้องการทราบ ข้อเท็จจริงด้วยการใช้คำถามให้ครอบคลุมหลัก 5W1H ได้แก่ What (อะไร)


23 Where (ที่ไหน) When (เมื่อไร) Why (ทําไม) Who (ใคร) และ How (อย่างไร) ในประเด็นต่าง ๆ (อ้างถึงใน อุบล ภัททิยากุล. 2552 : 35 – 37) แบบฝึก 1. ความหมายและความส าคัญของแบบฝึก 1.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแบบฝึก แบบฝึกเป็นสื่อที่ใช้ในกิจกรรมการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่ง มีไว้ให้นักเรียนฝึกฝนเพื่อเพิ่ม ทักษะ แบบฝึกเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยในการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ มีความคงทนในการจำ โดยเฉพาะอย่างในการจัดการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับการฝึกทักษะ ต่าง ๆ มีนักการศึกษาและผู้รู้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกไว้ดังนี้ เชาวนี คำเลิศลักษณ์ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 29) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสิ่งที่ นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียนมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมพึงกระทำอาจกำหนดแยกเป็น หน่วยหรืออาจรวมเล่มก็ได้ ไพบูลย์ มูลดี (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 30) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ คือ ชุดฝึก การเรียนรู้ที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้ว เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและช่วยเพิ่ม ทักษะความชำนาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทั้งยังมีประโยชน์ในการลดภาระ การสอนให้กับครูอีกทั้ง พัฒนาความสามารถของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 30) กล่าวว่าแบบฝึกเป็นสื่อ ที่ใช้ในการฝึกทักษะการคิดการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การปฏิบัติของนักเรียน นิยมใช้ในกลุ่มภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานและพื้นฐานอาชีพ และกล่าวอีกว่าความสำคัญของ การฝึกฝนว่าเมื่อครูได้ สอนแนวคิดหลักการให้กับนักเรียน และนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นแล้ว ขั้นต่อไปครูต้องจัด กิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกฝนเพื่อให้มีความชำนาญคล่องแคล่วแม่นยำและรวดเร็วหรือที่เรียกว่าฝึกฝนเพื่อเกิด ทักษะ นอกจากนี้แบบฝึกยังเป็นสื่อการสอนทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาให้เข้าใจฝึกฝนจนรู้และชำนาญมี ทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สุวิทย์ มูลคำ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 30) ได้สรุปความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิด การเรียนรู้และ เข้าใจได้เร็วขึ้นชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสำเร็จอย่าง มีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยได้ศึกษาความหมายและความสำคัญของแบบฝึกแล้วพอสรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง สื่อ การเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทำให้ผู้สอนทราบความเข้าใจ ของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน ฝึกให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ช่วยพัฒนาตาม ความแตกต่าง นอกจากนี้แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้


24 เป็นอย่างดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับผู้สอนทำให้ลดภาระการสอนลงได้ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตนเองได้เต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดีช่วยให้การเรียนรู้เกิดความสนุกสนานคงทน ผู้เรียนสามารถรู้ข้อบกพร่องและความก้าวหน้าของตนเองและยังสามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วย ตนเองหลังจากที่ได้เรียนมาแล้ว 2. ลักษณะของแบบฝึกที่ดี แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้แก่ผู้เรียน การสร้างแบบฝึกให้มี ประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึกเพื่อใช้ให้เหมาะสม ซึ่ง อมรรัตน์ คง สมบูรณ์ (อ้างถึงใน พิศเรณู รัตนวิจารณ์. 2550 : 36) กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1) ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการฝึกทักษะในด้านใด 2) ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับวัยผู้เรียน 3) มีรูปแบบที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนหลายรูปแบบ 4) สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนให้เป็นไปตามลำดับความยากง่าย 5) ใช้เวลาในการฝึกเหมาะสมไม่นานจนเกินไป 6) คำนึงถึงความสามารถและความแตกต่างของนักเรียนเป็นสำคัญโดยดูความพร้อมทาง สติปัญญา 7) แบบฝึกที่ดีควรสร้างขึ้นเพื่อฝึกสิ่งที่จะสอนมิใช่ทดสอบว่านักเรียนเรียนรู้อะไร 8) แบบฝึกหนึ่ง ๆ ควรเกี่ยวกับโครงสร้างเฉพาะของสิ่งที่จะสอนอย่างเดียว 9) สิ่งที่สำคัญที่จะฝึกควรเป็นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยู่แล้ว เช่น จากการพูดคุย 10) ข้อความที่นำมาฝึกในแต่ละแบบฝึกควรสั้นเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความยุ่งยากใจ 11) แต่ละแบบฝึกควรออกเสียงให้มากที่สุดจะเป็นการสร้างนิสัยการออกเสียง 12) แบบฝึกควรเป็นแบบที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่พึงปรารถนาเท่านั้น 13) แบบฝึกที่เกี่ยวกับโครงสร้างของภาษาไม่ควรใช้คำศัพท์มากนัก 14) แบบฝึกควรเป็นแบบออกเสียงจนกว่านักเรียนจะออกเสียงได้ถูกต้อง 15) สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปก็คือการฝึกออกเสียงโดยใช้คำสัมผัสและร้อยกรอง แต่จะต้องเลือก คำศัพท์เนื้อหาและโครงสร้างให้เหมาะสมกับระดับของผู้เรียน ฐานิยา อมรพลัง (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 32) ได้เสนอลักษณะที่ดีของ แบบฝึก คือ แบบฝึกที่เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัย หลักจิตวิทยาในการจัดกิจกรรมหรือจัดแบบฝึกให้สนุก ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของนักเรียนมี คำสั่งคำชี้แจงสั้น ๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายมีตัวอย่างประกอบ มีการจัดกิจกรรมการฝึกที่เร้าความสนใจ และ แบบฝึกหัดควรทันสมัยอยู่เสมอ ถวัลย์มาศจรัส และคณะ (อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน. 2558 : 32) ได้อธิบายถึงลักษณะของ แบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะที่ดีดังนี้


25 1. จุดประสงค์ 1.1 จุดประสงค์ชัดเจนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม สาระการเรียนรู้ 2. เนื้อหา 2.1 ถูกต้องตามหลักวิชา 2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม 2.3 มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจนง่ายต่อการปฏิบัติตาม 2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้และความแตกต่างระหว่าง บุคคล 2.6 มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชา 2.7 มีกลยุทธ์การนำเสนอและการตั้งคำถามที่ชัดเจน น่าสนใจ ปฏิบัติได้สามารถให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นลักษณะของแบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ น่าจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการ ฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี และแบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระ การสอนลงได้ ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตนเพื่อความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นครูยังจำเป็นต้องศึกษา เทคนิควิธีการขั้นตอนในการฝึกทักษะต่าง ๆ มีประสิทธิภาพที่สุด อันส่งผลให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่และแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ด้านตรงตามเนื้อหา เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของผู้เรียน 3. หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะเป็นสื่อที่จัดเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ของบทเรียนนั้น ๆ ต้องมีหลักในการสร้างแบบฝึกได้มีผู้กล่าวถึงไว้ดังนี้ ประสิทธิ์ เดชครอง (อ้างถึงใน ไพรินทร์ พึ่งพงษ์. 2556 : 72) อธิบายถึงหลักการสร้าง แบบฝึกว่า แบบฝึกต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียนและควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการแก้ปัญหาดังนี้ 1) สร้างแบบฝึกหลาย ๆ ชนิดเพื่อเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ 2) แบบฝึกนั้นต้องให้ผู้เรียนแยกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละข้อต้องให้ทำอะไร 3) ให้ผู้เรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกหัดแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบว่ามีวิธีการตอบอย่างไร 4) ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนองสิ่งเร้าดังกล่าวด้วยการแสดงออกทางความสามารถและ เข้าใจลงในแบบฝึก 5) ผู้เรียนนำสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงเป้าหมายที่สุด


26 คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (อ้างถึงใน ไพรินทร์ พึ่งพงษ์. 2556 : 72 73) ได้สรุป ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะดังนี้ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการโดยการศึกษาจากการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากเป็นไปได้ควรศึกษาความต่อเนื่องของปัญหาในทุกระดับชั้น 2) วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะย่อย ๆ เพื่อใช้ในการ สร้างแบบทดสอบและบัตรฝึกหัด 3) พิจารณาวัตถุประสงค์รูปแบบและขั้นตอนการใช้แบบฝึกเช่นจะนำแบบฝึกไปใช้อย่างไรแต่ ละชุดประกอบด้วยอะไรบ้าง 4) สร้างแบบทดสอบเชิงสำรวจแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยข้อบกพร่องแบบทดสอบ ความก้าวหน้าเฉพาะเรื่องเฉพาะตอนแบบทดสอบที่สร้างจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาหรือทักษะที่วิเคราะห์ไว้ใน ขั้นตอนที่ 2 5) สร้างแบบฝึกหัดเพื่อใช้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะในแต่ละบัตรจะมีคำถามให้ผู้เรียน ตอบการกำหนดรูปแบบขนาดของบัตรพิจารณาตามความเหมาะสม 6) สร้างบัตรอ้างอิงเพื่อใช้อธิบายคำตอบหรือแนวทางการตอบแต่ละเรื่องการสร้างบัตร อ้างอิงนี้อาจทำเพิ่มเติมเมื่อได้นำบัตรฝึกหัดไปทดลองแล้ว 7) สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้าเพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรียนโดย ทำเป็น ตอนเป็นเรื่องเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าเป็นระยะ ๆ สอดคล้องกับแบบทดสอบความก้าวหน้า 8) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องคุณภาพของแบบฝึกและคุณภาพ แบบทดสอบ 9) ปรับปรุงแก้ไขตามข้อบกพร่อง 10) รวบรวมเป็นชุดจัดทำคำชี้แจงคู่มือการใช้สารบัญเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป สรุปได้ว่าหลักการสร้างแบบฝึกต้องคำถึงจิตวิทยา ภาษา รูปแบบเพราะจะช่วยให้แบบฝึกมีความ น่าสนใจ เร้าใจ เหมาะสมกับวัยและสามารถสนองตอบต่อความต้องการของผู้เรียนช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ได้อย่างเต็มตามศักยภาพ 4. ประโยชน์ของแบบฝึก การฝึกทางภาษาไทยต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่เป็นประจำ แบบฝึกจึงเป็นสื่อที่อำนวยประโยชน์ต่อ การเรียนภาษาไทย ดังนั้นแบบฝึกจึงมีประโยชน์ดังต่อไปนี้ เพ็ตตี้ (อ้างถึงใน ไกรษร ประดับเพชร. 2561 : 26) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า 1) เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลด ภาระครูได้มาก 2) ช่วยเสริมทักษะในการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะการใช้ภาษาได้ ดีขึ้น แต่จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย


27 3) ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา แตกต่าง กัน การให้เด็กทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถเขาจะช่วยให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น 4) แบบฝึกส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน โดยฝึกหัดหลังจากเด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ฝึก ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 5) ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนแล้ว 6) ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนิน การปรับปรุง แก้ไข ปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 7) ช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลานักเรียนไม่ต้องเสียเวลาในการคัดลอกแบบฝึก ทำให้มี เวลาและโอกาสได้ฝึกฝนมากยิ่งขึ้น 8) แบบฝึกที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในบทเรียน จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ 9) ประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วยังให้ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้า ของตนเอง ได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ ถวัลย์ มาศจรัส (อ้างถึงใน ไกรษร ประดับเพชร. 2561 : 27) ได้สรุปประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1) เป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 2) ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด และการเขียน 3) เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ไขปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน 4) พัฒนาความรู้ทักษะ และเจตคติด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน แบบฝึกมีความสำคัญมากเพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ของนักเรียน ในการฝึก ทักษะให้เกิดความชำนาญ และปลูกฝังคุณค่าและคุณลักษณะนิสัยที่ถูกต้องดีงามในหลายประการ หากแต่ ครูผู้สอนจำเป็นต้องรู้จักการนำไปใช้อย่างถูกวิธีให้นักเรียนได้รับการฝึกหลาย ๆ รูปแบบ หลาย ๆ ครั้ง เหมาะสมกับวัย เวลา และความสามารถของเด็กแต่ละคน จึงจะทำให้แบบฝึกเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการ สอนอย่างแท้จริง แบบฝึกช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกิดทักษะ ความชำนาญ เกิดความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ น้ำอ้อย อริยะสุขสกุล, หรรษา บุญนายืน (อ้างถึงใน ไกรษร ประดับเพชร. 2561: 27 ) ดังนั้นการใช้แบบฝึก เป็นการฝึกทักษะที่ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง เข้าใจ บทเรียน ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนและหาแนวทางในการปรับปรุงการ เรียนการสอนให้นักเรียนอย่างดีที่สุด ตามความสามารถของแต่ละคน การฝึกจะทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น สามารถประเมินผลงานของตนเองได้ตลอดจนฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย สามารถทำงานด้วยตนเองได้ตามลำพัง


28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ ดวงพร เฟื่องฟู (2560 : บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้ เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้ เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนสาธิตคริสเตียนวิทยา อำเภอ เมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H จำนวน 4 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง 2) ชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชา ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความ พึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H โดยมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 81.25 2) ชุดกิจกรรมการอ่านจับ ใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H มีประสิทธิภาพ 84/87.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3) นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.34, S.D. = 0.58) ตรีทิพย์นิภา จี่มุก (2562 : บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้เทคนิค 5W1H 1) สร้างและ หาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เปรียบเทียบความสามารถ การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านวังจาน จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความโดยใช้ เทคนิค 5W1H จำนวน 5 แผน รวม 10 ชั่วโมง แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับ ใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H แบ่งเป็น 4 ระดับ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบเติมคำตอบ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อย ละ และนำเสนอข้อมูลด้วยตารางประกอบคำบรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้


29 เทคนิค 5W1H เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคุณภาพใน ระดับดีมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนโดยภาพรวม ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H นักเรียนมีความก้าวหน้าของความสามารถในการอ่านจับ ใจความดีขึ้นและผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด กมลพร ทองนุช และ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ (2561 : บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ระหว่าง การ จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H และการสอนปกติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัด การเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค 5W1H กับการสอนปกติ (2) เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H (3) เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้การสอนปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 79 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองซึ่งจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H จำนวน 40 คน กับกลุ่มควบคุมซึ่ง จัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนปกติ จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัด ความสามารถในการอ่านจับใจความ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H กับแผนการจัด การเรียนรู้การอ่านจับใจความกับการสอนปกติ ระยะเวลาใน การทดลอง 8 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ทดสอบค่า t และวิเคราะห์ ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถใน การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสอนปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้เทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความสามารถในการอ่าน จับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสอนปกติหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2558 : บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึกการวิจัย ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก 2) เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้เทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนมัธยมสาธุการวิทยา จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 40 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ใช้เวลาในการทดลอง 10 ชั่วโมง เป็นการ วิจัยเชิงทดลอง แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการ


30 เรียนรู้การอ่านจับใจความด้วยเทคนิค KWL แบบฝึก การอ่านจับใจความด้วยเทคนิค KWL สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัด ความสามารถในการอ่านจับใจความและแบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent samples - test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึกหลังเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึกภาพรวมอยู่ในระดับมาก นงเยาว์ ทองกำเนิด (2558 : บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านศรีประชา กลุ่มเครือข่ายเขาชะเมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาระยอง เขต 2 ปีการศึกษา 2557 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ใช้เวลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิจัยข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ประกอบด้วยแบบ ฝึกย่อย 5 แบบฝึกและมีประสิทธิภาพ 82.42/83.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง มีระดับคะแนนสูงกว่าก่อนการได้รับการเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. งานวิจัยต่างประเทศ (ซาวาดซ์กา 2007, อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู.2560:38) ศึกษาการใช้กลวิธีการสอนแบบ PQ4R เพื่อ ส่งเสริมการจำคำศัพท์โดยใช้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาริทาม เมืองสซชิน ประเทศโปแลนด์ ผลการวิจัย พบว่า การใช้กลวิธีการสอนแบบ PQ4R เป็นเทคนิคช่วยจำคำศัพท์และใช้เป็นเครื่องมือในการจำบทความ ซึ่ง ขั้นตอนในแต่ละขั้นตอนของ PQ4R ยังกระตุ้นและสนับสนุนการอ่านเพื่อความเข้าใจและการจำ การใช้เทคนิค กลวิธีการสอน PQ4R ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะช่วยส่งเสริมความจําและความเข้าใจรวมถึงช่วย ส่งเสริมการคิดในแต่ละขั้นตอน กระบวนการของ PQ4R


31 (ร็อดลิ 2009, อ้างถึงใน ดวงพร เฟื่องฟู.2560:38) ได้ทำการวิจัยสอนการอ่านใน MAN Mojokerto ซึ่งความสามารถในการอ่านของนักเรียนยังไม่มีเพียงพอ การวิจัยนี้ออกแบบเพื่อพัฒนาความเข้าใจในการอ่าน ของนักเรียนเมื่อใช้กลวิธี PQ4R ในกิจกรรมที่ใช้ PQ4R นี้นักเรียนได้รับมอบหมายให้จับใจความเนื้อเรื่องด้วย ขั้นตอน preview, question , read , reflect , recite และ review นักเรียนกลุ่มทดลองมีอายุ 10 ปี จำนวน 42 คน เป็นนักเรียนของ MAN Mojokerto ใน East Java ปีการศึกษา 2008/2009 การวิจัยนี้ทำ 2 รอบ แต่ ละรอบมีการประชุมกัน 2 ครั้ง ข้อมูลจากการ วิจัยประกอบด้วย 1) เอกสารการสังเกตการณ์ เป็นข้อมูล เกี่ยวกับกิจกรรมของครูและของนักเรียน และขั้นตอนระหว่างการเสริมด้วยกลยุทธ์ PQ4R 2) บันทึกเกี่ยวกับ การติดตามเอกสาร การสังเกตการณ์ 3) ทดสอบเพื่อระบุความคืบหน้าความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน ซึ่ง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการให้การเสริมด้วยกลยุทธ์ PQ4R ในการสอนความเข้าใจในการอ่านสามารถส่งเสริม ทักษะความเข้าใจของนักเรียนให้ดีขึ้นได้ ระบุว่าหลังจากใช้กลยุทธ์แล้วมีผลช่วยเพิ่มจำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 65 คะแนนในรอบแรกที่มีนักเรียนเพียง 25 คน จากจำนวนนักเรียน 42 คนหรือ คิดเป็น 59.52 % แต่ในรอบที่ 2 นักเรียนได้รับคะแนนมากกว่า หรือเท่ากับ 65 คะแนนเป็น 34 คนจากจำนวน นักเรียน 42 คน หรือคิดเป็น 80.45 % ถือเป็นการประสบความสำเร็จในการทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นักเรียนในชั้นเรียนยังมีการแบ่งปันความคิด การดูก่อนอ่าน การตอบคําถาม การอ่าน การสะท้อน การท่อง และการตรวจทาน ด้วยกลยุทธ์ PQ4R


บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ 5W1H ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H ก่อนเรียน และหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H และผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 4. การสร้างและการหาคุณภาพ 5. ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนการวิจัย ความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน การเรียนด้วยการใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H T2 แทน การทดสอบหลังเรียน T1 X T2


33 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หัวข้อการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแบบฝึก จำนวน 2 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 2 ชั่วโมง 2. แบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน 1 ชุด เป็น ข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้แบบฝึก ร่วมกับการสอนแบบ 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือทั้ง 4 ชนิด โดยเก็บรวบรวม ข้อมูลด้วยตนเอง ทั้งนี้จะแสดงรายละเอียดของการดำเนินการสร้างเครื่องมือแต่ละชนิดตามลำดับดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หัวข้อการอ่านจับใจความ โดยจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H ร่วมกับแบบฝึก จำนวน 2 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 2 ชั่วโมง 1.1 ศึกษาหลักการและวิธีการสอน โดยใช้เทคนิค 5W1H จากเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง 1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในรายวิชาภาษาไทย เรื่องการ อ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยศึกษาสาระการเรียนรู้ มาตรฐาน การเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1.3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชาและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 2 ชั่วโมง ดังนี้ 1.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เรื่อง ชายชรากับลังเหล็ก 1.3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เรื่อง ขอแรงหน่อยเถอะ 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้ อาจารย์ที่ปรึกษาพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล ให้ข้อเสนอแนะและปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของอาจารย์ ที่ปรึกษา 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในแผนการจัดการเรียนรู้ด้านภาษาและ ความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content validity) จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรม การเรียนการสอน การวัดผล


34 ประเมินผล ความชัดเจน ความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้และนำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) (Rovinelli & Hambleton, 1977, p.49-60) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนความ คิดเห็นในการพิจารณา ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแผนจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด -1 หมายถึง แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด เกณฑ์ค่า IOC มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H มีค่า IOC เท่ากับ 0.88 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ไปปรับปรุงแก้ไขตาม คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการดำเนินการวิจัยต่อไป 2. แบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ประกอบด้วยแบบฝึกทั้งหมด 2 ชุดได้ทำการสร้างตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักการและวิธีการสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความจากเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง 2.2 ศึกษาเทคนิค 5W1H และสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความขึ้นมาให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด และแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 2 แผน จำนวน 2 แบบฝึก รวม 2 ชั่วโมง ดังนี้ 1) แบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เรื่องชายชรากับลังเหล็ก 2) แบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เรื่องขอ แรงหน่อยเถอะ 2.3 นำแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้อาจารย์ที่ปรึกษา พิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียน การสอนการวัดผลประเมินผลให้ข้อเสนอแนะและปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา 2.4 นำแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เสนอผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ด้านภาษาและความเที่ยงตรงของเนื้อหา ( Content validity) จุดประสงค์การเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอนการวัดผลประเมินผลความชัดเจนความถูกต้อง เหมาะสมของภาษาที่ใช้และนำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) (Rovinelli & Hambleton, 1977, p.49-60) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนความคิดเห็นในการพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบฝึกมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบฝึกมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบฝึกไม่มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด เกณฑ์ค่า IOC มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป แบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H มีค่า IOC เท่ากับ 0.94


35 2.5 นำแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญและนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการดำเนินการวิจัยต่อไป 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ ได้ทำการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับ ใจความ 3.2 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ตัวชี้วัดจุดประสงค์การเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเพื่อ วิเคราะห์และวัดความสามารถด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ความจำความเข้าใจการนำไปใช้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชา ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการวัดความชัดเจน ของคำถามและความถูกต้องด้านภาษาและปรับปรุงตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา 3.5 นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านวัดผล จำนวน 3 คนตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการวัดความชัดเจน ของคำถามและความถูกต้องด้านภาษาและนำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหา ค่าดัชนีความสอดคล้องและนำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณห าค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) (Revinelli & Hambleton, 1977, p.49-60) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนความคิดเห็นในการพิจารณาดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบไม่มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัด เกณฑ์ค่า IOC มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความมีค่า IOC เท่ากับ 0.80 3.6 นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความที่ได้รับการตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญแล้วไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 4. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค SWIH กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ฉบับได้ทำการสร้างตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อเป็น แนวทางในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแบบฝึก


36 4.2 กำหนดเกณฑ์ในการให้คะแนนเนื้อหาที่จะวัดและเลือกรูปแบบเครื่องมือที่จะวัด 4.3 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแบบฝึก โดยสอบถามความพึงพอใจด้านกิจกรรมการเรียนรู้ด้านบรรยากาศการเรียนรู้และ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับลักษณะของรูปแบบการวัดเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert Scale) โดยมีระดับคะแนนดังนี้ 5 หมายถึง มีความระดับความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีความระดับความพึงพอใจระดับ มาก 3 หมายถึง มีความระดับความพึงพอใจระดับ ปานกลาง 2 หมายถึง มีความระดับความพึงพอใจระดับ น้อย 1 หมายถึง มีความระดับความพึงพอใจระดับ น้อยที่สุด ใช้เกณฑ์ในการแปลความหมายดังนี้ (บุญชมศรีสะอาด. 2545, น. 105-106) ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ น้อยที่สุด โดยระดับความพึงพอใจของแบบสอบถามความพึงพอใจด้านกิจกรรมการเรียนรู้ด้านบรรยากาศการ เรียนรู้และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก กล่าวคือ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.37 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองสอนนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม อำเภอ หนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้ 1. อธิบายและชี้แจงกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิชาภาษาไทยให้นักเรียนเข้าใจ 2. ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยจำนวน 2 แผน แผนละ 1 ชั่วโมงรวมเวลา 2 ชั่วโมง 3. เมื่อเสร็จสิ้นการสอนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้นักเรียนทำแบบทดสอบระหว่างเรียน 4. หลังจากดำเนินการสอนครบทั้ง 2 แผนนักเรียนทำการทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับ ใจความแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ 5. เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำไปประมวลผลและวิเคราะห์


37 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. ตรวจสอบความเหมาะสมของภาษาและความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผน การจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนทำการทดลอง (Pretest) และหลังเรียน (Posttest) และแบบสอบถาม ความคิดเห็น โดยใช้การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) 2. ตรวจแบบทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้ การวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ 3.วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านแบบทดสอบก่อนการทำการทดลอง (Pretest) และหลัง เรียน (Posttest) โดยใช้การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (x̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มาเปรียบเทียบโดยใช้ สถิติทดสอบที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent) 4. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H โดยใช้ การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) 5. วิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัด การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกร่วมกับการสอนแบบ 5W1H โดยใช้ ค่าเฉลี่ย (x̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าเฉลี่ย (x̅) 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2. สถิติในการหาคุณภาพเครื่องมือ 2.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 2.2 ดัชนีความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ 2.3 หาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดส


บรรณานุกรม ไกรษร ประดับเพชร. (2561). “การพัฒนาแบบฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริม จินดารัตน์ ฉัตรสอน. (2558). “การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก” วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร จิราภรณ์ บุญณรงค์. (2554). “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วย KWL กับวิธีสอนแบบปกติ” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ดวงพร เฟื่องฟู. (2560). “การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริม การอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาไทย. ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนไตรคามประชาสรรค์” ครู ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนไตรคามประชาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 พิศเรณู รัตนวิจารณ์. (2550). “การพัฒนาความสามารถในการอ่านแจกลูกค าตามมาตราตัวสะกดไทยของ นักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน” วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปกร ไพรินทร์ พึ่งพงษ์. (2556). “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและเขียนสะกดค าที่มีสระประสมของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ยุทธวิธีพหุปัญญา แผนผังความคิดและแบบฝึกเสริมทักษะ” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปกร แววมยุรา เหมือนนิล. (2556). การอ่านจับใจความ. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (2557). คู่มือการอ่าน คิด วิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ ๕. สุพรรณบุรี: ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม สุพันธ์วดี ไวยรูป. (2555). “การพัฒนาการอ่านจับใจความส าคัญจากนิทานโดย (K.W.L) ของชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


ประวัติผู้วิจัย ชื่อ-สกุล นางสาวศิริลักษณ์ ยศศิริ วัน เดือน ปีเกิด 14 กุมภาพันธ์ 2542 ที่อยู่ปัจจุบัน 681/34 ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ 31110 ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2554 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2560 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2565 ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โทรศัพท์ 0910531628 อีเมล [email protected]


โรงเรีย รี นหนองท ยาคม สำ นัก นั งานเขตพื้น พื้ ที่ก ที่ ารศึก ศึ ษาธ ยมก ษาม


Click to View FlipBook Version