The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 2 การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Lalitphat, 2023-06-12 00:57:06

บทที่ 2 การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน

บทที่ 2 การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน

ก การวิเคราะห์บทเรียน เพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน


ก ก คำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนรายวิชา PR 64604 สื่อ แหล่งเรียนรู้ และนวัตกรรมสำหรับครูประถมศึกษา จัดอยู่ในกลุ่มวิชาชีพครู ตามหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง . พุทธศักราช 2564 เปิดสอนสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี เนื้อหาของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เล่มนี้ประกอบไปด้วย เนื้อหาดังต่อไปนี้ความหมาย ประเภท และประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน การสื่อความหมาย การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อ ประเภทของสื่อ ที่เหมาะสม การผลิตสื่อ การใช้สื่อและการเก็บรักษาสื่อ การใช้สื่อการเรียนการสอนชนิดต่าง ๆการผลิตสื่อการเรียน การสอนราคาเยา และการประเมินผลสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนในอนาคต วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566


ข ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค บทที่2 การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียน - ความหมายของการวิเคราะห์บทเรียนเพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอน 1 - องค์ประกอบการวิเคราะห์สื่อการเรียนการสอน 2 - ขั้นตอนการวิเคราะห์บทเรียนก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน 9 - การวิเคราะห์ระบบเพื่อเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 10 - ระบบของการผลิตสื่อการเรียนการสอน 11 - สรุปการวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน 11 - ประเภทของสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม 12 - คุณค่าของสื่อการสอน 13 - หลักการเลือกสื่อการสอน 15 - หลักการใช้สื่อการเรียนการสอน 19 - การตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 21 - สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม 21 - บทสรุป 26 - คำถาม 27 บรรณานุกรม จ


ค สารบัญภาพ ภาพประกอบที่ หน้า 1. องค์ประกอบพื้นฐานของการผลิตสื่อการเรียนการสอน 11 2. การเลือกสื่อการเรียนรู้ 18 3. การตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 21


บทที่ 2 การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน ความหมายของการวิเคราะห์บทเรียนเพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอน ราชบัณฑิตยสถาน (2556:1115) ให้ความหมายคำว่าการวิเคราะห์ หมายถึง ใคร่ครวญ เช่น วิเคราะห์,แยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ เช่น วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ วิเคราะห์ข่าว ทัศนา แขมมณีและคณะ (2549:13) ได้อธิบายการวิเคราะห์ว่า หมายถึง การจำแนกแยกแยะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อค้นหาองค์ประกอบและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจใน เรื่องนั้นการวิเคราะห์ หมายถึง การกลั่นกรองใจความสำคัญจากข้อมูลและสารสนเทศเพื่อใช้สนับสนุน การวัดผล การตัดสินใจ การปรับปรุงและการสร้างนวัตกรรม การวิเคราะห์รวมถึง การใช้ข้อมูลเพื่อดูแนวโน้ม การคาดการณ์ ตลอดจนการหาความสัมพันธ์ของเหตุและผลซึ่งโดยปกติแล้วอาจไม่เห็นเด่นชัด การวิเคราะห์อาจใช้สนับสนุน จุดมุ่งหมายต่าง ๆ เช่น การวางแผน การทบทวนผลการดำเนินการโดยรวม การปรับปรุง การปฏิบัติงาน และการ บรรลุเป้าหมายของการบริหารความเปลี่ยนแปลง และการเปรียบเทียบผลการดำเนินการกับคู่แข่งขัน หรือ เทียบเคียงกับสถาบันที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ การวิเคราะห์ หมายถึง การจำแนกแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อค้นหา ที่มา ความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้น การวิเคราะห์จึงเป็น การศึกษาค้นคว้าหรือการศึกษาหาคำตอบอย่างละเอียดรอบคอบตามกระบวนการวิเคราะห์ต่อประเด็นที่เกิดขึ้น เป็นการนำข้อมูลที่จัดทำไว้มาวิเคราะห์โดยเลือกใช้สถิติให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ และลักษณะ ของข้อมูลโดยที่การวิเคราะห์ข้อมูลมีองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ ข้อมูลที่ใช้ในการ วิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ และหลักหรือตรรกวิทยาของการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ หมายถึง การศึกษาค้นคว้าหรือการศึกษาหาคำตอบอย่างละเอียดรอบคอบตาม กระบวนการวิเคราะห์ต่อประเด็นตามที่เกิดขึ้นเป็นการนำข้อมูลที่จัดทำไว้มาวิเคราะห์โดยเลือกใช้สถิติให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์/วิจัย และลักษณะของข้อมูล สถิติ (Statistics) หมายถึงศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่ง ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดหมวดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลความหมายข้อมูลเมื่อนำ คำว่า “วิเคราะห์” มารวมกับ “บทเรียน” คำว่าวิเคราะห์บทเรียนจึงหมายถึง การใคร่ครวญ พิจารณา เนื้อหาใน บทเรียนได้ถ่องแท้การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอน จึงหมายถึง การที่ผู้สอนพิจารณา ใคร่ครวญเนื้อหาให้ละเอียดถ่องแท้ ก่อนจะไปผลิตสื่อการเรียนการสอน ไปประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อให้สื่อที่ผลิตใช้ได้เกิดประโยชน์และส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนได้


2 องค์ประกอบการวิเคราะห์สื่อการเรียนการสอน ในการวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน มีองค์ประกอบในการวิเคราะห์สื่อการเรียนการสอน ดังนี้ วิเคราะห์บทเรียน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์ ศึกษาก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน ในการ วิเคราะห์บทเรียนนั้นไม่เพียงแต่การพิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะสมเท่านั้น แต่จะต้องมีข้อมูลการวิเคราะห์อย่าง น้อย 5 ประการ คือ 1. คุณค่าของบทเรียนจะมีผลต่ออนาคตมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ การสอนในบทเรียนนั้นๆ มีความจำเป็นจริง หรือไม่ บทเรียนมีความทันสมัยหรือล้าหลัง 2. บทเรียนนั้นๆ มีความสัมพันธ์เชิงบรูณาการกับบทเรียนอื่นหรือวิชาอื่นหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมสนับสนุน และ เอื้อประโยชน์ในการเรียนซึ่งกันและกัน 3. บทเรียนนั้นๆ มีความสัมพันธ์กับระบบชุมชน ทั้งในทางเศรษฐกิจสังคมของชุมชน หรือขัดแย้งกับสภาพของ ชุมชนหรือไม่ เพราะในการจัดการเรียนการสอน และการใช้สื่อการสอน สามารถใช้ชุมชนเป็นสื่อการเรียนการสอน ได้ 4. บทเรียนมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับปรุง แก้ไข สอดแทรก ได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการ สอนตรงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากขึ้น 5. วัตถุประสงค์ของบทเรียนและหลักสูตรที่ได้บรรจุไว้นั้น เหมาะสมกับประสบการณ์เดิม อายุและสภาพความเป็น จริงของผู้เรียนหรือไม่ และตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการศึกษา วิเคราะห์ผู้สอน มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และการใช้สื่อการเรียนการสอน ก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน หากได้วิเคราะห์ลักษณะของผู้สอนจะช่วยให้การผลิตสื่อเหมาะสมกับผู้สอนมากยิ่งขึ้น โดยมีลักษณะ ดังนี้ 1 ผู้สอนมีทักษะในด้านใดบ้าง 2 ผู้สอนมีความยืดหยุ่นอย่างไร 3 ผู้สอนมีไหวพริบปฏิภาณในการรับรู้และแก้ปัญหาได้ดีเพียงใด 4 ผู้สอนมีมนุษยสัมพันธ์ดีหรือไม่ 5 ผู้สอนอุทิศเวลาให้กับผู้เรียนมากน้อยเพียงใด 6 ผู้สอนมีเจตคติต่อบทเรียนและวิชาอย่างไร 7 ผู้สอนมีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านใดบ้าง สื่อการเรียนการสอนที่จะใช้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องสัมพันธ์กันระหว่างคุณลักษณะของผู้เรียนกับ เนื้อหาวิชาของสื่อที่นำเสนอ ในการวิเคราะห์ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ทุกด้าน มีเพียงองค์ประกอบในบางส่วน ก็จะสามารถผลิตสื่อการเรียนการสอนที่ดีได้


3 ดังนั้นการผลิตสื่อการเรียนการสอน จึงต้องมีความเข้าใจลักษณะของผู้เรียนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญใน กระบวนการเรียนรู้และเข้าใจสภาพและสถานที่ปฏิบัติงานของผู้เรียน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียน การสอนซึ่งเป็นบริบทของการเรียนรู้ที่มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ในกระบวนการออกแบบการเรียนการ สอนนั้นผู้ออกแบบ การเรียนการสอนมีความมุ่งหวังให้สิ่งที่ออกแบบไว้ไม่ว่าจะเป็นสื่อการเรียนรู้หรือกิจกรรมการ เรียนรู้ สามารถนำไปใช้ได้กับผู้เรียนที่เป็นประชากรเป้าหมาย (target population) ให้ครอบคลุมได้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในการที่จะพิสูจน์และประเมินว่าสิ่งที่ออกแบบไว้นั้นมีประสิทธิภาพใช้ได้เหมาะสม หรือไม่ จำเป็นต้องทดลองกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง (try out learners) ซึ่งเป็นสมาชิกของประชากร กลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่ามาเป็นตัวแทนเพื่อทำการทดลองว่าสิ่งที่ออกแบบไว้นั้น ใช้ได้ดีเพียงใด ก่อนที่จะ อ้างอิงผลการทดลองไปยังประชากรกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของผู้เรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้ ได้แก่ 1. คุณลักษณะทั่วไปของผู้เรียน เช่น อายุ ระดับชั้น ความถนัด พื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม 2. ทักษะที่มีอยู่ก่อนซึ่งมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายการเรียนรู้ หมายถึง ทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่แล้ว ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ทำให้การเรียนรู้เรื่องใหม่ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องไปเรียนรู้ทักษะนั้น 3. ความรู้เดิมในเรื่องที่สอน ความรู้เดิมนี้มีทั้งความรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่หรืออาจเป็น ความรู้ เดิมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ใหม่ก็ได้ หากเป็นความรู้เดิมที่ไม่ถูกต้องผู้สอนจะต้องหาทางแก้ไข ให้ถูกต้องก่อน เรียนรู้เรื่องใหม่ 4. เจตคติที่มีต่อเนื้อหาและระบบการถ่ายทอด 5. แรงจูงใจทางวิชาการ 6. ระดับความสามารถทางการศึกษา 7. ความชอบในการเรียนรู้โดยทั่วไป 8. เจตคติที่มีต่อการเรียนการสอน 9. ลักษณะของกลุ่มผู้เรียนมีลักษณะคล้ายคลึงหรือมีความแตกต่างจากกลุ่มประชากร วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ


4 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่ควรคำนึงอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้สื่อนั้นๆ มีมากน้อยแตกต่างกัน โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สามารถแบ่งได้เป็น 1. ลักษณะของสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นบริบทในการเรียนรู้ เช่น สภาพห้องเรียน สภาพโรงเรียน ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ อุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียนและชุมชนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 2.สภาพทางสังคมหรือบริบททางสังคม ได้แก่ การจัดความสัมพันธ์ของผู้เรียนในการ เรียนรู้ เช่น การจัดให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในลักษณะต่าง ๆ หรือจัดให้ผู้เรียนทำงานอย่างอิสระเป็น รายบุคคล เป็นต้น 3.การสนับสนุนการเรียนรู้จากผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียนและชุมชน เช่น ฝ่ายบริหาร ศึกษานิเทศก์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ปกครอง หน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น เป็นต้น โดยใช้การสังเกตสภาพแวดล้อม จริง เช่น การเยี่ยมห้องเรียน การเยี่ยม โรงเรียน ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี วิธีที่เหมาะสมในการ รวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์ สังเกต หรือการสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้องเพื่อสะท้อนข้อมูลและการอภิปรายเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ทำให้ทราบสภาพขององค์กรและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสถานที่ใน การจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์งานเพื่อการเรียนรู้ การวิเคราะห์งาน (task analysis) คือ การแปลงข้อความที่บอกเป้าหมายการเรียนรู้ไปสู่แนวทางในการ ปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น (Smith & Ragan,1999, p. 63) ดังนั้นการวิเคราะห์งานเพื่อการเรียนรู้จึง เริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ประกอบด้วยเป้าหมายการเรียนรู้ในระดับรายวิชา เป้าหมายการเรียนรู้ ระดับหน่วยการเรียนรู้ และเป้าหมายการเรียนรู้ระดับบทเรียน ในระดับที่ย่อยกว่านี้ไม่นิยมเรียกว่า เป้าหมายการ เรียนรู้ในปัจจุบันเป้าหมายการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้มาจากการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ถ้าเป็นมาตรฐานการเรียนรู้จะบอกเป้าหมายการเรียนรู้ไว้ค่อนข้างกว้างซึ่งจะ บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ได้ภายใน 12 ปี ส่วนตัวชี้วัดนับเป็นเป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ ต่าง ๆ ในแต่ละชั้นปีตัวชี้วัดในสาระการเรียนรู้ใดจะบอกให้ทราบว่าผู้เรียนควรรู้อะไร และสามารถทำอะไรได้หรือ บอกผลการเรียนรู้(learning outcome) ที่คาดหวัง การวิเคราะห์ตัวชี้วัดในสาระการเรียนรู้ใดจึงทำให้ทราบ เป้าหมาย การเรียนรู้หรือผลการเรียนรู้ที่เป็นความรู้และทักษะการปฏิบัติที่ผู้เรียนพึงรู้และทำได้ในสาระการเรียนรู้ นั้น ซึ่งครูหรือผู้ออกแบบการเรียนการสอนจะต้องนำไปดำเนินการต่อในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสื่อที่ จะนำไปใช้เป็นสื่อกลางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่ต้องการต่อไป การวิเคราะห์งานเพื่อการเรียนรู้ จึงมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้


5 1. วิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อกำหนดผลการเรียนรู้ตัวชี้วัดที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พ.ศ. 2551 ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนใน แต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อน ถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดมีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดทำ หน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอนและเป็นเกณฑ์สำหรับการวัด ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552, หน้า 9) จากข้อกำหนดดังกล่าว ตัวชี้วัดจะบอกให้ทราบถึงพฤติกรรมของผู้เรียนที่ คาดหวังและเนื้อหาที่ผู้เรียนพึงรู้ภายหลังการเรียนการสอน จากตัวชี้วัดที่ครูหรือผู้ออกแบบการเรียนการสอน จะต้องวิเคราะห์เป็นผลการเรียนรู้ หลักในการเขียนผลการเรียนรู้ก็คือ ยิ่งผลการเรียนรู้มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจงมากเพียงไร ยิ่งจะช่วยในการออกแบบ กลวิธีการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลเพียงนั้น (Smith & Ragan, 1999, p. 64) ผลการเรียนรู้ ควรเขียนเป็นข้อความที่บอกถึงพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ข้อความในผลการเรียนรู้จะสื่อสารให้รู้ว่า ผู้เรียนเรียนรู้อะไร ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบการเรียนการสอนมีความ สะดวก ไม่ยุ่งยาก ทำให้สามารถ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ได้ผลการเรียนรู้ที่มีความแน่นอน ชัดเจนว่าจะ ก่อให้เกิดผลการเรียนรู้ที่ ต้องการจริง ๆ ผลจากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดจะได้ผลการเรียนรู้ที่ต้องนำไปวิเคราะห์ต่อไป เพื่อกำหนดแนวทาง การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่ต้องการ 2. วิเคราะห์ประเภทผลการเรียนรู้การจัดประเภทผลการเรียนรู้ (type of learning outcomes) สามารถจัดได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบการเรียนการสอนว่าจะยึดถือการจัด ประเภทการเรียนรู้ตาม แนวคิดของใคร ซึ่งในที่นี้จะขอน าแนวคิดที่มีผู้นิยมนำไปใช้ในการจัดประเภทการเรียนรู้ 3 แบบ แต่ไม่ว่าจะยึด ตามแนวคิดของใครก็สามารถเทียบเคียงกันได้ ดังนี้ การจัดประเภทผลการเรียนรู้ตามแนวคิดของกานเย บริกส์ และเวเกอร์ (Gagné, Briggs, & Wager, 1992, p. 44) แบ่งประเภทผลการเรียนรู้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. ทักษะเชาวน์ปัญญา (intellectual skills) 2. กลวิธีการคิด (cognitive strategies) 3. ความรู้ธรรมดา (verbal information or declarative knowledge) 4. ทักษะทางกาย (psychomotor skills) 5. เจตคติ (attitude) การจัดประเภทผลการเรียนรู้ตามแนวคิดของเมอร์ริล (Merrill, 1983 cited in Smith, & Ragan, 1999, p. 65) ได้อธิบายงาน (task) ในมิติของเนื้อหาและการปฏิบัติ (content & performance) เนื้อหา ประกอบด้วย ข้อเท็จจริง (facts) ความคิดรวบยอด (concepts) ขั้นตอนการปฏิบัติ(procedures) และหลักการ (principles) ซึ่งในส่วนเนื้อหานี้ตรงกับความรู้ธรรมดาของกานเย แต่ละเนื้อหาแบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ระดับ คือ 1. ระลึกได้(remember) 2. การใช้(use) 3. การ ค้นพบ (find)


6 ดังนั้นเมื่อนำความสัมพันธ์ของมิติด้านเนื้อหาและการปฏิบัติมาสัมพันธ์กัน จะสามารถจัดประเภทการ เรียนรู้ได้ถึง 12 แบบ การจัดประเภทการเรียนรู้ตามแนวคิดของเมอร์ริลเป็นที่นิยมของนักออกแบบการเรียนการ สอน เช่นเดียวกับรูปแบบของกานเย การจัดประเภทผลการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม (Bloom, 1956 cited in Smith, & Ragan, 1999, p. 65) ได้แบ่งประเภทของการเรียนรู้ตามประเภทของจุดประสงค์ เป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านพุทธิพิสัย (cognitive domain) แบ่งความรู้เป็น 6 ระดับ ได้แก่ การระลึกได้ (recall) ความเข้าใจ-(comprehension) การนำไปใช้-(application) การวิเคราะห์-(analysis) การสังเคราะห์(synthesis) การประเมินค่า (evaluation) 2. ด้านทักษะพิสัย (psychomotor domain) และด้านจิตพิสัย (affective domain) แบ่งเป็น การจัดประเภทการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูมนี้ มีประโยชน์ในการเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งเมื่อเทียบเคียง กับการจัดประเภทการเรียนรู้ของบลูมและกานเย ขั้นการระลึกได้และความเข้าใจ ของบลูมจะตรงกับประเภท การเรียนรู้ที่เป็นความรู้ธรรมดา ของกานเย ส่วนความรู้ในขั้นการนำไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า จะตรงกับประเภท การเรียนรู้ที่เป็นทักษะเชาวน์ปัญญา และความรู้ที่เป็นด้านทักษะพิสัยและจิตพิสัยของบลูมนั้น ตรงกับทักษะทางกายและเจตคติของกานเย 3. วิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เป็นการดำเนินงานเพื่อตอบคำถามว่าผู้เรียนจะต้องปฏิบัติงาน อะไรบ้างและปฏิบัติอย่างไรเพื่อบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้(Smith & Ragan, 1999, p. 63) กระบวนการวิเคราะห์ งานเพื่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการออกแบบขั้นตอนการเรียนการสอนคือ การ ประยุกต์ทฤษฎีการประมวลสารสนเทศมาใช้ในการวิเคราะห์งานย่อย ๆ ที่ผู้เรียน ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลการ เรียนรู้ที่ต้องการ กระบวนการวิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาจากการตั้งคำถามว่าจะต้องทำอะไรจึงจะบรรลุ เป้าหมายหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ง่ายและประหยัดเวลา สมิทและราแกน (Smith & Ragan, 1999, pp. 69-71) ได้เสนอแนะกระบวนการที่ใช้ใน การวิเคราะห์ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ผู้ออกแบบการเรียนการสอนสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดเกี่ยวกับงานและเนื้อหาที่เกี่ยวกับผลการเรียนรู้ จากนั้นสร้างคำถาม ที่เกี่ยวกับความรู้และทักษะที่ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุผลการเรียนรู้นั้นเพื่อนำไปสอบถาม จากผู้เชี่ยวชาญใน เรื่องนั้น เช่น ถ้าต้องการทราบว่าการแกะสลักน้ำแข็งทำอย่างไร ก็ควรรวบรวมความรู้ เกี่ยวกับการแกะสลักน้ำแข็ง ให้มากที่สุด สรุปขั้นตอนการแกะสลักน้ำแข็งไปสอบถามผู้ที่มีความชำนาญงาน 2. แปลงผลการเรียนรู้ให้เป็นรายการคำถาม คำถามที่ตั้งขึ้นนี้จะช่วยในการอธิบายให้รู้ว่าความรู้ อะไรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เช่น ผู้ที่แกะสลักน้ำแข็งได้ต้องมีความรู้ในเรื่องอะไร


7 3. สอบถามขั้นตอนการปฏิบัติงานจากผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติงานและ ประสบ ความสำเร็จเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับวิธีการในการทำงาน โดยเลือกทำจากกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลาย กิจกรรมที่เสนอแนะต่อไปนี้ สังเกตวิธีการที่คนเหล่านี้ปฏิบัติงานให้เขาแสดงวิธีการพร้อมอธิบายขั้นตอนใน การทำงานไปด้วย สังเกตว่าเขาทำงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไรและบันทึกขั้นตอนการ ทำงาน ถามขั้นตอนการทำงานจากคนเหล่านี้ทีละคนพร้อมกับให้เขาบันทึกขั้นตอนการ ทำงาน ของตนเอง (4)ขอให้แต่ละคนบันทึกขั้นตอนของการปฏิบัติงานที่ทำจนงานสำเร็จ จากกิจกรรมที่เสนอแนะ ข้างต้นจะเห็นว่ากิจกรรมที่ 1 และ 2 เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ได้ข้อมูล ที่ต้องการอย่างชัดเจน เพราะผู้มีความชำนาญ ในการปฏิบัตินั้นมักจะทำงานนั้นโดยอัตโนมัติจนอาจจะ ไม่ทันได้นึกถึงขั้นตอนในรายละเอียด ดังนั้นจึงควรให้ผู้มี ความชำนาญในการปฏิบัติงานได้แสดงให้ดูและ พูดถึงกระบวนการปฏิบัติของตนเองไปด้วย นอกจากจะทำให้เห็น วิธีการอย่างชัดเจนแล้วยังทำให้เข้าใจ ถึงแนวคิดหรือกระบวนการคิดที่บุคคลใช้ในการปฏิบัติงานด้วย การสอบถาม วิธีการจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะช่วยให้เห็นแนวทางที่มีลักษณะแปลกและแตกต่างกันที่บุคคลใช้ในการท างานให้ ประสบความสำเร็จ ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เขียนไว้หรือย้อนดูเทปที่บันทึกไว้ของ ผู้เชี่ยวชาญ สอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระบวนการในการปฏิบัติงานและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการท างานจาก คำถามต่าง ๆ ให้รอบด้านซึ่งไม่สามารถเห็นได้จากการปฏิบัติงาน หาข้อสรุปจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับขั้นตอนที่ธรรมดาสามัญที่สุดที่ใช้ในการ ปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ ระบุขั้นตอนที่สั้นที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุดที่นำไปสู่ความสำเร็จของงาน ระบุเงื่อนไขพิเศษหรือข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา ซึ่ง ต้องใช้ขั้นตอน ในการปฏิบัติงานหลายขั้นตอนมากกว่าการท างานในภาวะปกติ คัดเลือกสถานการณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งใช้กับขั้นตอนการปฏิบัติงานแบบ พื้นฐานและ แบบพิเศษที่มีความซับซ้อน โดยเริ่มจากสถานการณ์ปกติที่ใช้ขั้นตอนการปฏิบัติงานแบบพื้นฐานก่อน จากนั้นจึงกล่าวถึงสถานการณ์พิเศษที่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนขึ้น กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่ต้องการอย่าง เป็นลำดับขั้น โดยปกติขั้นตอนในการปฏิบัติที่มีความเหมาะสมควรอยู่ในช่วงตั้งแต่ 3-12 ขั้น (รวมขั้นตอนย่อย) เพราะ อยู่ในวิสัยที่สมองจะสามารถรับรู้และจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรนำผลการวิเคราะห์นี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มอื่นช่วยตรวจสอบเพื่อสร้าง ความมั่นใจใน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน กระบวนการทั้ง 10 ขั้นตอน ที่กล่าวมานี้ ผู้ออกแบบการเรียนการสอน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการวิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่ต้องการได้เอง อย่างไร ก็ดีเนื่องจากผล การเรียนรู้แต่ละประเภทมีกระบวนการและขั้นตอนในการปฏิบัติไม่เหมือนกัน


8 สมิทและราแกน (Smith & Ragan, 1999, pp. 71-82) จึงได้เสนอขั้นตอนการปฏิบัติงานของผลการ เรียนรู้แต่ละประเภทไว้ดังนี้ 1. การเรียนรู้ความคิดรวบยอด (concept learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ รวบรวมลักษณะสำคัญของความคิดรวบยอดที่ต้องการเรียนรู้ เปรียบเทียบตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์กับลักษณะสำคัญของความคิดรวบยอด นั้นว่ามี ลักษณะที่ตรงกับลักษณะสำคัญของความคิดรวบยอดนั้นหรือไม่อย่างไร ตัดสินตัวอย่างนั้นว่าเป็นความคิดรวบยอดนั้นหรือไม่ ถ้าตัวอย่างที่นำมาศึกษามี ลักษณะสำคัญที่ตรงกับลักษณะสำคัญของความคิดรวบยอดนั้นครบทุกลักษณะก็แสดงว่าเป็นความคิด รวบยอดนั้น 2. การเรียนรู้หลักการ (principle learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้ พิจารณาว่ามีความคิดรวบยอดหรือตัวแปรใดที่เกี่ยวข้องกับหลักการ พิจารณาหลักการนั้นว่าสัมพันธ์กับความคิดรวบยอดอย่างไร ทบทวน ระลึกถึงหลักการนั้น พิจารณาว่าความคิดรวบยอดหรือตัวแปรใดที่แปรเปลี่ยนไป โดยพิจารณาขนาด และ ทิศทางในการแปรเปลี่ยน พิจารณาว่าความคิดรวบยอดหรือตัวแปรใดที่ได้รับผลกระทบ พิจารณาถึงขนาดและทิศทางของผลกระทบที่มาจากความคิดรวบยอดและตัว แปรนั้น ตรวจสอบคำตอบและความสมเหตุสมผลของผลที่เกิดขึ้น 3. การเรียนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (procedure learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ พิจารณาว่าขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ต้องการนำมาประยุกต์ใช้นั้นเป็นอย่างไร ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานนั้น ประยุกต์ใช้ขั้นตอนการปฏิบัติงานตามลำดับที่กำหนดไว้ สรุปผลที่ได้จากการปฏิบัติตามขั้นตอนว่าเป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่อย่างไร 4. การเรียนรู้การแก้ปัญหา (problem solving learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ พิจารณาว่ารู้อะไร ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปัญหานั้น ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข ทบทวนกฎหรือหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา วิเคราะห์กฎที่เกี่ยวข้องและการประยุกต์ใช้ ประยุกต์ใช้กฎในการแก้ปัญหา สรุปผลการประยุกต์ใช้ว่าปัญหานั้นได้แก้ไขแล้วหรือไม่ 5. การเรียนรู้เจตคติ (attitude learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ วิเคราะห์สถานการณ์ พิจารณาสาเหตุของการเกิดสถานการณ์ ตัดสินใจว่าอะไรเป็นสาเหตุจะป้องกันหรือแก้ไขมิให้เกิดสาเหตุนั้น


9 ลงมือปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตัดสินใจเลือก 6. การเรียนรู้ทักษะทางกาย (psychomotor learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ พิจารณาว่าทักษะทางกายที่ต้องการเรียนรู้คืออะไร ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติทักษะทางกายที่เรียนรู้ ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ ฝึกจนมีความมั่นใจว่าการแสดงทักษะทางกายนั้นถูกต้อง 7. การเรียนรู้ขั้นตอนกลวิธีการคิด (cognitive strategies learning) มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ พิจารณาลักษณะของงานที่จะต้องทำ รวบรวมกลวิธีการคิดที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้น คัดเลือกกลวิธีการคิดที่ดีที่สุดในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ประยุกต์ใช้กลวิธีการคิดที่เลือกไว้ ประเมินประสิทธิภาพของกลวิธีการคิดที่ใช้ หากกลวิธีการคิดที่นำไปใช้มีประสิทธิภาพก็ใช้กลวิธีนั้นต่อไป ถ้าไม่มี ประสิทธิภาพก็ยกเลิก การวิเคราะห์งานทำให้ทราบว่าการเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องปฏิบัติอะไรบ้าง มีขั้นตอนการปฏิบัติ อย่างไร ขั้นตอนเหล่านี้บอกให้รู้ว่าคนที่รู้อะไรหรือทำอะไรได้นั้นเขามีขั้นตอนในการปฏิบัติ หรือเรียนรู้อย่างไรซึ่ง จะนำไปสู่การออกแบบสื่อการเรียนการสอน ขั้นตอนการวิเคราะห์บทเรียนก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน การวิเคราะห์บทเรียนก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. การวางแผน (Planning) “การวางแผนที่ดีเป็นรากฐานของความสำเร็จ” การวางแผนเป็นศิลปะที่ ต้องการความสามารถ ความฉลาดและความพิถีพิถันอย่างสูง ในแง่ของการผลิตสื่อการกำหนดรูปแบบวิธีการ นำเสนอ การเตรียมการผลิตทุกขั้นตอน การจัดหาและบริหารบุคลากร จัดเตรียมงบประเมิน การปรับปรุง แก้ไข ตลอดจนการเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนที่ผลิตทั้งหมดนี้รวมอยู่ในการวางแผน ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ขั้นแรก สุดที่ผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนต้องปฏิบัติ 2. หลักการ เป็นพื้นฐานของการวางแผน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตสื่อการเรียนการสอน ผู้ผลิตสื่อ จะต้องตอบคำถาม 4 ข้อ คือ 3W 1H คือ WHY? WHO? WHAT? HOW? WHY? : วัตถุประสงค์อะไร คือ การผลิตสื่อในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร การกำหนด วัตถุประสงค์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น มีผลต่อแนวทางที่ใช้นำทางสื่อนั้นๆ


10 WHO? : เพื่อใคร คือ ใครคือผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น เด็กวัยรุ่น นักเรียน ครูอาจารย์ ปัญญาชน คนชรา ผู้ พิการ เป็นต้น WHAT? : เรื่องหรือเนื้อหาอะไร คือ ผู้ผลิตสื่อต้องกำหนดเนื้อหาสาระที่จะนำเสนอ โดยให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น HOW? : ใช้สื่ออะไร นำเสนออย่างไร เมื่อได้ผ่านกระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนแล้ว การพิจารณาการ ใช้สื่อในขั้นนี้จะต้องพิจารณาว่า วัตถุประสงค์นั้น กลุ่มเป้าหมายนั้น จะเลือกใช้สื่อประเภทใด และวิธีการนำเสนอ อย่างไรจึงเกิดประสิทธิผลสูงสุด 3. ระยะเวลา โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นจะมีสมาธิหรือสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความ น่าสนใจของสิ่งนั้นๆ ในการผลิตสื่อการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาการนำเสนอสื่อนั้นๆเอาไว้ ล่วงหน้า 4. การเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหา ไม่มีสื่อการเรียนการสอนชนิดใดที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว สื่อแต่ ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะของตัวเอง ข้อสำคัญคือผู้ใช้จะต้องพยายามค้นหาประโยชน์จากข้อดีของสื่อแต่ละ ชนิด นำข้อดีหลายๆข้อมารวมกันเพื่อสร้างสื่อให้สมบูรณ์แบบตามเจตนาของผู้ผลิตสื่อ 5. ข้อมูลและผู้ร่วมงาน หากการผลิตสื่อการเรียนการสอนครั้งนี้มีเพื่อนร่วมงานในกรผลิต ควรมีการ จัดการบริหารทีมงานให้ดี เพราะอาจเกิดปัญหาต่างๆได้ อีกทั้งการค้นคว้าหาข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสื่อ เพราะหากข้อมูลผิดเพี้ยนไปแล้ว สื่อที่ผลิตอาจจะผิดวัตถุประสงค์ได้ การวิเคราะห์ระบบเพื่อเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน ในการนำเสนอสื่อการเรียนการสอนมาใช้ให้มีประสิทธิภาพนั้น มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการ จัดระบบการเรียนการสอน เพื่อให้ทั้งสองสิ่งนี้ส่งผลดีต่อผู้เรียนและสร้างความสะดวกรวดเร็วแก่ผู้สอน การ วิเคราะห์ระบบก่อนการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาและทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง องค์ประกอบของระบบในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของระบบดังนี้ 1. ปัจจัยนำเข้า (INPUT) หมายถึง ทรัพยากรต่างๆ ข้อมูลต่างๆที่เราจะนำเอาไปใช้ในการ ดำเนินงาน เช่น วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ข้อมูลตัวเลขและสาระข้อมูลที่กำหนดไว้ 2. กระบวนการ (PROCESS) หมายถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน โดยนำเอาทรัพยากรมา ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการและขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้


11 3. ผลลัพธ์ (OUTPUT) คือผลที่ได้รับออกมาผ่านกระบวนการต่างๆเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลที่ได้ ออกมาจะเป็นอย่างไร มีอะไรบกพร่องมากน้อยเพียงใด จะมีอะไรบกพร่องมากน้อยเพียงใด จะมีอะไรบ้างที่ต้อง ปรับปรุงแก้ไข ถือเป็นผลย้อนกลับของระบบ 4. ผลย้อนกลับ (FEEDBACK) เป็นผลสืบเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการ ทั้งหมดนั้นต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หรือได้ผลตามจุดมุ่งหมายแล้ว ระบบของการผลิตสื่อการเรียนการสอน ในระบบของการจัดการเรียนการสอน มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่เรียกง่ายๆ คือ Input Process และ Output ซึ่งเป็นระบบในการกำหนดการจัดการเรียนการสอน ส่วน ในแง่ของการผลิตสื่อการเรียนการสอนนั้นก็สามารถนำวิธีการระบบมาจัดลำดับการผลิตสื่อได้ดังนี้ ระบบของการผลิตสื่อการเรียนการสอน การวางแผน กระบวนการผลิตสื่อ สื่อที่ได้ - ศึกษาหลักสูตร - การวัดผล - การกำหนดรูปแบบ - การประเมิน การเรียนการสอน คุณภาพของสื่อ - การเตรียมการเพื่อการผลิตสื่อ - การติดต่อประสานงาน - การทำตารางการผลิต การปรับปรุงสื่อ ภาพประกอบที่ 1 องค์ประกอบพื้นฐานของการผลิตสื่อการเรียนการสอน


12 องค์ประกอบพื้นฐานของการผลิตสื่อการเรียนการสอนตามวิธีระบบมี 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1. ขั้นวางแผนการผลิตสื่อ เพื่อศึกษาหาข้อมูลโดยการหาวิธีการเลือกวัตถุดิบต่างๆ ที่จะนำมาผลิต สื่อ 2. ขั้นกระบวนการผลิตสื่อในรูปแบบต่างๆ 3. ขั้นที่ได้สื่อออกมาเป็นชิ้นงาน แล้วพิจารณาถึงการวัดผล ประเมินคุณภาพของสื่อเพื่อหา ข้อบกพร่องของสื่อ และจะได้ปรับปรุงแก้ไขสื่อให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น สรุปการวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน การวิเคราะห์บทเรียนเพื่อการสร้างสื่อการเรียนการสอน หมายถึง การใคร่ครวญเนื้อหาข้อมูลต่างๆก่อนที่ จะทำการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยองค์ประกอบของการวิเคราะห์สื่อการ เรียนการสอน จะต้องวิเคราะห์บทเรียนว่ามีเนื้อหาอะไร มีจุดประสงค์การเรียนรู้อะไร แล้วก็นำมาวิเคราะห์ตัว ผู้สอนว่า มีทักษะอะไร ถนัดแบบไหน มีความเชี่ยวชาญอย่างไร นอกจากวิเคราะห์ตัวผู้สอนแล้วยังต้องมีการ วิเคราะห์ตัวผู้เรียนด้วย ว่ามีคุณลักษณะทั่วไปเป็นอย่างไร เช่น อายุ การศึกษา ความถนัด หรือพื้นฐานทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นอีกปัจจัยในการผลิตสื่อการเรียนการสอน ว่ามี ลักษณะเอื้ออำนวยต่อการใช้สื่อการเรียนการสอนแบบไหน หรือจะต้องปรับสื่ออย่างไรให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพ และการวิเคราะห์อย่างสุดท้าย คือการวิเคราะห์งานเพื่อการเรียนรู้ ว่างานนี้มีตัวชี้วัดอะไร มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์แบบไหน เผื่อที่จะมาเป็นเกณฑ์ในการผลิตสื่อการเรียนการสอนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ วางไว้ตั้งแต่ต้น ฉะนั้นการวิเคราะห์บทเรียนก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการ จัดการเรียนรู้ เพราะการจัดการเรียนรู้ที่ดีได้จะต้องมีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่ดี ตรงวัตถุประสงค์ ตรงตาม เนื้อหาที่เรียน การวิเคราะห์บทเรียนก่อนการผลิตสื่อการเรียนการสอนจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเภทของสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม สื่อและวัสดุอุปกรณ์การสอนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยดีการสอนที่ มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ประกอบการเรียนนอกจากจะทำให้นักเรียนเห็นความเป็นรูปธรรมของสิ่งที่ครูสอนและ เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของนักเรียนให้เด่นชัดและง่ายขึ้นแล้วการสอนที่มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอน ยังช่วยเพิ่มบรรยากาศของการสอนให้น่าสนใจ เนื่องจากมีการแปรเปลี่ยนสิ่งเร้าหลายๆ อย่าง และครูยังสามารถใช้ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างสนุกสนานอีกด้วยด้วย (ประดินันท์ อุปรมัย, 2540: 176-177) อย่างไรก็ตามสื่อการสอนจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อครูได้นำไปใช้อย่างเหมาะสม และถูกวิธี ดังนั้นก่อนที่จะนำสื่อแต่ละอย่างไปใช้ ครูจึงควรที่จะศึกษาได้ถึงลักษณะและคุณสมบัติของสื่อการ สอน ข้อดีและข้อจำกัดอันเกี่ยวเนื่องกับตัวสื่อและการใช้สื่อแต่ละอย่าง ตลอดจนการผลิต และใช้สื่ออย่าง


13 เหมาะสมกับสภาพการเรียนการสอนด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การจัดกิจกรรมการสอนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายและ วัตถุประสงค์ที่วางไว้(กิดานันท์ มลิทอง,2531: 81-82 อ้างถึงใน อาภรณ์ ใจเที่ยง, 2546: 18) คุณค่าของสื่อการสอน คุณค่าของสื่อการสอน สื่อการสอนนับว่าเป็นสื่อสำคัญในการเรียนรู้เนื่องจากเป็นตัวกลางในการถ่ายทอด เนื้อหาจากผู้สอนไปยังผู้เรียน หรือเป็นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นสื่อการสอนจึงนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้ง กับผู้เรียนและผู้สอน ดังนี้ สื่อกับผู้เรียน มีความสำคัญและคุณค่าต่อผู้เรียนดังนี้ 1. เป็นสิ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เข้าใจเนื้อหาบทเรียนที่ ยุ่งยากซับซ้อนได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสั้น และช่วยให้เกิดความคิด รวบยอดในเรื่องนั้นได้อย่างถูกต้องและ รวดเร็ว 2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความเข้าใจให้กับผู้เรียนทำให้เกิดความรู้สนุกสนาน และไม่รู้สึกเบื่อหน่าย การเรียน ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันหากเป็นเรื่องของนามธรรมและยาก ต่อความเข้าใจ และช่วยให้เกิด ประสบการณ์ร่วมกันในวิชาที่เรียน 3. สื่อช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน ทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี ในระหว่างผู้เรียนด้วย กันเองและกับผู้สอนด้วย 4. สร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด สร้างสรรค์และช่วย แก้ปัญหาเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลจากการใช้สื่อรายบุคคล ศักดิ์ศรี ปาณะกุล (2550: 7-8 ) กล่าวถึงคุณค่าของสื่อการเรียนรู้ต่อนักเรียนหลายประการดังนี้ 1. ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่ สามารถสัมผัสและเข้าใจได้ง่ายขึ้น 2. ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้มากขึ้นในเวลาที่กำหนดหรือรวดเร็วกว่าการไม่ใช้สื่อ 3. ช่วยให้นักเรียนจดจำสิ่งที่เรียนได้มาก แม่นยำและคงทนถาวรยิ่งขึ้นเพราะความประทับใจใน ประสบการณ์ที่ได้รับจากสื่อนั้นๆ 4. ช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องราวต่างๆตรงกัน และเกิดประสบการณ์ร่วมในเรื่องราวเดียวกัน 5. ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตปัจจุบัน และคาดว่า จะเกิดขึ้นในอนาคต 6. ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง แปลกใหม่และมีคุณค่าซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ที่บรรลุเป้าหมาย และคาดหวังของนักเรียน สื่อกับผู้สอน สื่อการเรียนการสอนมีความสำคัญและคุณค่าต่อผู้สอนดังนี้


14 1. การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอนน่าสนใจ ยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สอนมีความกระตือรือร้นในการสอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว และเป็น การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้เพิ่มขึ้นด้วย 2. ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหาเพราะสามารถนำสื่อมาใช้ซ้ำได้ และบางอาจให้ นักศึกษาเนื้อหาจากสื่อได้เอง 3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลผลิตวัสดุและเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อ การสอนตลอดจนคิดค้นเทคนิควิธีการต่างๆเพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น ศักดิ์ศรี ปาณะกุล (2550: 6-7) กล่าวถึงคุณค่าของสื่อการเรียนรู้ต่อครูดังนี้ 1. ช่วยสร้างบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ที่ดี น่าสนใจ สนุกสนาน มีความน่าเชื่อถือจึงสร้างความเชื่อมั่น ให้กับครูได้เป็นอย่างดี และนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่บรรลุเป้าหมายของครูในที่สุด 2. ช่วยแบ่งเบาภาระการจัดการเรียนรู้เช่น ทำให้ครูพูดน้อยลง ถ่ายทอดเนื้อหาด้วยตนเองน้อยลง โดยที่ นักเรียนเรียนรู้ได้เองภายใต้การกำกับดูแลหรือเงื่อนไขของครูไม่ต้องเตรียมและสอนซ้ำซากเพราะได้เตรียมสื่อและ วิธีการใช้สื่อไว้แล้วเป็นอย่างดีจนทำให้สามารถนำไปใช้ในครั้งต่อๆไปได้ทันที 3. ช่วยกระตุ้นให้ครูเตรียมผลิต หรือพัฒนาสื่อใหม่ๆ รวมทั้งคิดค้นวิธีการที่น่าสนใจ 4. ช่วยแก้ปัญหาและทดแทนสิ่งที่ครูไม่ถนัด เช่น พูดไม่เก่ง จดจดข้อมูลได้ไม่มากพอ ขาดความเชื่อมั่นใน ตนเอง และการปรากฏตัวต่อหน้าคนจำนวนมาก 5. ช่วยให้ครูสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบ สำหรับการสอนที่เป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย และเป็นรายบุคคล โดยอาศัยสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมประกอบ 6. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโดยตรง เพราะทำให้ครูผู้สอนสามารถสอนได้เร็วถูกต้อง แม่นยำ ใช้เวลาสั้นลง แต่ทำให้นักเรียนเรียนได้มากขึ้น 7. ช่วยให้ครูมีปฏิสัมพันธ์และติดตามดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพราะใช้เวลาในด้านการบรรยาย ถ่ายทอดเนื้อหาสาระ การเตรียมการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ น้อยลงจึงมีเวลาเพิ่มขึ้น 8. ช่วยให้ครูสามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ได้ตรงจุดมุ่งหมายในทุกขั้นตอน 9. ช่วยให้ครูสามารถนำประสบการณ์จากแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่มากมายภายนอกห้องเรียนมานำเสนอต่อ นักเรียนและทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ที่มีความหมาย 10. ช่วยให้ครูได้รับทราบผลป้อนกลับจากนักเรียน และนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาสื่อและ การจัดการเรียนรู้ของตนได้ตลอดเวลา คุณค่าของสื่อการเรียนการสอน ยังสามารถจำแนกออกได้อีก 3 ด้าน คือ คุณค่าด้านวิชาการ 1. ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรง 2. ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าและมากกว่าไม่ใช้สื่อการสอน 3. ลักษณะที่เป็นรูปธรรมของสื่อการสอน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างขวาง และเป็นแนวทางให้เข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น


15 4. ส่วนเสริมด้านความคิด และการแก้ปัญหา 5. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ถูกต้อง และจำเรื่องราวได้มากและได้นาน 6. สื่อการสอนบางชนิด ช่วยเร่งทักษะในการเรียนรู้ เช่น ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง เป็นต้น คุณค่าด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ 1. ทำให้เกิดความสนใจ และต้องเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น 2. ทำให้เกิดความคิดรวบยอดเป็นเพียงอย่างเดียว 3. เร้าความสนใจ ทำให้เกิดความพึงพอใจ และยั่วยุให้กระทำกิจกรรมด้วยตนเอง คุณค่าด้านเศรษฐกิจการศึกษา 1. ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้าเรียนได้เร็วและมากขึ้น 2. ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ 3. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกันครั้งละหลาย ๆ คน 4. ช่วยขจัดปัญหาเรื่องเวลา สถานที่ ขนาด และระยะทาง หลักการเลือกสื่อการสอน กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545,หน้า10-11) ได้กล่าวเกี่ยวกับการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ไว้ว่า ใน การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันนั้นเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติและเครือข่ายการเรียนรู้ คือ บ้าน โรงเรียน ชุมชน สังคม และโลก ดังนั้นการเรียนรู้ของผู้เรียนจะไม่จำกัด เฉพาะการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกต่อไป ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้จากสภาพจริง ทั้งที่เป็นสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม ข้อมูลข่าวสารรูปแบบต่างๆและความเจริญทางเทคโนโลยีใน ทุกๆด้าน ด้วยเหตุนี้สื่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ จึงต้องมีความ หลากหลายและเพียงพอ ผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเลือกและใช้สื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ เนื่องจากผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและมีความเหมาะสมกับ กระบวนการจัดการเรียนการสอนและผู้เรียน การที่ผู้สอนจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีนั้น จะต้องตะหนักว่า “ความรู้มีอยู่ทุกหนแห่ง” ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หนังสือ เอกสาร และวัสดุอุปกรณ์ และที่สำคัญคือ สิ่งแวดล้อมที่เป็น ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นต้นว่า โบราณสถาน โบราณวัตถุ อาคารสถานที่และอื่นๆ ปัจจุบัน หน่วยงานต่างๆเห็นความสำคัญในการให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป จึงได้ผลิตสื่อการเรียนรู้หลายลักษณะที่เกี่ยวข้อง กับภาระงานของหน่วยงานนั้นๆ และจัดพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง มีทั้งหนังสือ แผ่นพับ วีดีทัศน์ ฯลฯ ผู้สอน อาจสอบถามได้จากหน่วยงานต่างๆเหล่านี้เพื่อขอรับหรือขอยืมมาใช้ นอกจากนี้จะต้องเสาะแสวงหาข้อมูลด้วย


16 วิธีการอื่นๆ แล้วนำข้อมูลแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมได้ จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบเพื่อเป็น “คลังข้อมูลแหล่ง เรียนรู้” สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน การมีข้อมูลเช่นนี้มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ของ ผู้สอน ในการจัดการเรียนการสอนทุกครั้ง ผู้สอนจะต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าและเลือกสื่อการ เรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งมีหลักการสำคัญที่ผู้สอนควรคำนึงคือ 1. การเลือกสื่อการเรียนรู้ต้องสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายและเนื้อหาที่จะสอน การจัดการเรียนการสอนแต่ละ ครั้ง ผู้สอนจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง ผู้เรียนควรมีความรู้ใน เรื่องใด สามารถทำอะไรได้บ้าง และมีเจตคติที่ถูกต้องอย่างไร จากนั้นจึงจะพิจารณาว่าเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ ประเภทใดที่เหมาะสมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่กำหนดจุดมุ่งหมายไว้ ทั้งนี้เพราะสื่อการเรียนรู้แต่ละ ประเภทมีประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แตกต่างกัน ตัวอย่างของการเลือกสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกิจกรรมและเนื้อหาของบทเรียน เช่น ถ้าต้องการให้ ผู้เรียนสามารถแปรงฟันได้ถูกต้อง ก็ควรสาธิตโดยใช้ของจำลองหรือดูวีดีทัศน์ เพราะเป็นการปฏิบัติที่ผู้เรียนควรจะ ได้เห็นขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือหากต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ในเมือง และคนที่อยู่ในชนบทว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร สื่อที่ดีที่สุดและเหมาะสมมากที่สุดก็คือวีดีทัศน์ เพราะบางครั้งการนำผู้เรียนไปศึกษาจากสภาพจริงอาจมีความยุ่งยาก ไม่สะดวก ส่วนบางเรื่องที่ต้องเรียนรู้จาก สภาพจริง เช่น เรื่องพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดก็ควรจะเป็นใบไม้จริงๆ นอกจากนี้ธรรมชาติของเนื้อหาสาระบางเรื่องอาจต้องเรียนรู้จากการอ่าน สื่อการเรียนรู้ก็ต้องเป็นประเภทสิ่งพิมพ์ ต่างๆ เนื่องจากสื่อการเรียนรู้แต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงไม่มีสื่อการเรียนรู้ใดที่สามารถสนอง จุดมุ่งหมายทุกเรื่องในการจัดการเรียนการสอนได้ ผู้สอนจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของสื่อการเรียนรู้ แต่ละประเภทด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ภาพนิ่ง เป็นสื่อการเรียนรู้ที่บอกลักษณะหรือส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ สามารถใช้ประกอบการอธิบาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ภาพนิ่งอาจจะนำไปจัดทำเป็นภาพชุดหรือสไลด์เพื่อความเหมาะสมกับกิจกรรม และกลุ่มของผู้เรียน เป็นสื่อการเรียนรู้ที่จัดทำหรือจัดหาได้ง่าย ราคาไม่แพง ใช้สะดวก และเหมาะสมกับผู้เรียนทุก ระดับ วีดีทัศน์ มีคุณสมบัติที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจความคิดรวบยอดหรือขั้นตอนการปฏิบัติ ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ปรากฏการณ์บางอย่างได้ เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ การใช้ชีวิตของสัตว์ เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ง่ายและ สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง หากจะให้ผู้เรียนปฏิบัติข้อจำกัดของวีดีทัศน์คือกระบวนการจัดทำค่อนข้างยุ่งยาก คอมพิวเตอร์ช่วยสอน สื่อการเรียนรู้ประเภทนี้สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ โดยการตอบสนอง ผู้เรียนเมื่อผู้เรียนตอบคำถามก็จะให้ข้อมูลป้อนกลับทันที มีทั้งภาพ สี เสียง มีการเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้ผู้เรียนสนุก และเร้าความสนใจ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของตนเองโดยไม่จำกัดเวลา ในด้าน


17 ข้อจำกัดนั้น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีราคาแพง ต้องใช้เป็นรายบุคคล และประเทศเรายังมีการพัฒนา โปรแกรมด้านการศึกษาน้อย 2. การเลือกสื่อการเรียนรู้ต้องเหมาะสมกับผู้เรียน ผู้สอนจำเป็นต้องวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน เพื่อจะได้รู้ พัฒนาการด้านต่างๆทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของผู้เรียน ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างมากกับ ความสามารถในการเรียนรู้ ดังพบว่าในวัยเด็กเล็กจะเรียนรู้ได้ดีด้วยการกระทำ สื่อที่ควรเลือกใช้จึง ได้แก่ เกม ของ เล่น เมื่อโตขึ้นก็จะเรียนรู้ด้วยการใช้สายตาและความคิดมากขึ้น สื่อจึงอาจจะเป็นประเภทภาพ และต่อมาจึงจะ เรียนรู้โดยอาศัยสัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรมหรือภาษา สื่อที่จะนำมาใช้อาจเป็นหนังสือต่างๆ นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้เต็มศักยภาพ เพราะบุคคลมีวิธีการเรียนรู้ได้ดีแตกต่างกัน ผู้เรียนบางคนชอบที่จะปฏิบัติ บางคนชอบดูภาพ บางคนชอบอ่านหนังสือ หรือบางคนชอบการบอกเล่า ผู้สอนจึงควรจะได้ศึกษาวิธีการเรียนรู้แต่ละคน ดังนี้ - ศึกษาว่าผู้เรียนมีความรู้ ประสบการณ์ หรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับสาระการเรียนรู้ที่จะต้องเรียนรู้เพียงใด - ศึกษาว่าผู้เรียนมีความรู้หรือทักษะในสิ่งที่จะต้องเรียนรู้บ้างหรือไม่ - ศึกษาว่าผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานด้านภาษา การคำนวณ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยในการเรียนรู้ใน ระดับใด - ศึกษาว่าผู้เรียนมีเจตคติอย่างไรต่อสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ปรับเจตคติของ ผู้เรียนให้เป็นไปในทางที่พึงประสงค์ 3. พิจารณาความเป็นไปได้และค่าใช้จ่าย มีสื่อการเรียนรู้หลายชนิดที่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ได้ เป็นต้นว่าหากต้องการให้ผู้เรียนรู้จักบางสิ่งบางอย่าง เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ แหล่ง ธรรมชาติที่เป็นป่าเขาลำเนาไพร การทำเครื่องปั้นดินเผา หรือสิ่งของต่างๆ ควรนำผู้เรียนไปเรียนรู้ในสถานที่จริง เพื่อสร้างประสบการณ์ตรง แต่ถ้ามีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและความไม่สะดวกอื่นๆ การใช้สื่อการเรียนรู้ประเภท ภาพสไลด์ น่าจะเหมาะสม ทั้งนี้หากพิจารณาเห็นว่าการนำผู้เรียนไปเรียนรู้จากสถานที่จริงกับการดูจากสื่ออื่นจะ ให้ผลการเรียนรู้ไม่แตกต่างกันมาก ก็ควรเลือกใช้วิธีการที่ประหยัดกว่าและมีความเหมาะสมมากกว่า 4. พิจารณาความสะดวกและความสามารถในการใช้สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้บางชนิดเป็นสื่อสมัยใหม่ ที่ผู้ใช้อาจไม่มีความชำนาญในการใช้ดีพอ เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้จะต้องศึกษาและใช้สื่อนั้นๆให้เข้าใจอย่างถ่อง แท้หรือขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ สื่อบางชนิด เช่น สื่อที่เป็นภาพยนตร์ สไลด์มัลติวิชั่น มีความยุ่งยากในการ จัดหาและเทคนิคการใช้ อาจจำเป็นต้องเลือกใช้สื่อชนิดอื่นที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีเช่นเดียวกันแทนได้ นอกจากนี้ สื่อบางชนิดต้องใช้เวลามากในการเตรียมและจัดทำ ซึ่งอาจให้ผลไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เช่น การนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมเพาเวอร์พอยท์ อาจใช้แผ่นใสแทน หรือกรณีที่พิจารณาเห็นว่าสื่อนั้นแม้ วิธีการจัดทำยุ่งยาก แต่ให้ผลการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงก็อาจจะจัดทำและเผยแพร่ให้มีการใช้อย่างคุ้มค่า


18 ภาพประกอบที่ 2 การเลือกสื่อการเรียนรู้ที่มา (กรมวิชาการ กระทรงศึกษาธิการ ,2545,หน้า11) การเลือกสื่อการสอนเพื่อนำมาใช้ประกอบการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยผู้สอนจะต้องตั้งวัตถุประสงค์นั้นเป็นตัวชี้นำในการเลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีหลักการอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณา คือ 1. สื่อนั้นต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาบทเรียนและจุดมุ่งหมายที่จะสอน 2. มีเนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจและเป็นสื่อที่ให้ผลต่อการเรียนการสอนมากที่สุด ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ เนื้อหานั้นได้ดีเป็นลำดับขั้นตอน 3. เป็นสื่อที่เหมาะสมกับวัย ระดับชั้น ความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน 4. มีความสะดวกในการใช้ มีวิธีใช้ไม่ซับซ้อนยุ่งยากจนเกินไป 5. ต้องเป็นสื่อที่มีคุณภาพ มีเทคนิคการผลิตที่ดี 6. มีความชัดเจนและเป็นจริงและ 7. มีราคาไม่แพงจนเกินไป หรือถ้าจะผลิตเองควรคุ้มกับเวลาและการลงทุน Carlton W.H. Erickson นักวิชาการทางด้านการใช้สื่อกล่าวถึงเกณฑ์การเลือกสื่อการสอนดังนี้ 1. สื่อการสอนมีประโยชน์ต่อหน่วยการสอนและมีกิจกรรมในการแก้ปัญหาหรือให้ประสบการณ์เฉพาะ หรือไม่ 2. เนื้อหาวิชาที่จะสื่อความหมายด้วยการใช้สื่อการสอนนี้เป็นประโยชน์และสำคัญแก่นักศึกษาในชุมนุม และสังคมหรือไม่ 3. สื่อการสอนมีความเหมาะสมกับจุดประสงค์ของการสอน หรือเป้าหมายของผู้เรียนหรือไม่ สื่อสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายและเนื้อหาที่สอน ความสะดวกในการนำไปใช้ ความเป็นไปได้ ในการจัดหาและค่าใช้จ่าย สื่อต้องเหมาะสมกับผู้เรียน การเลือกสื่อการเรียนรู้


19 4. สื่อการสอนช่วยให้มีการตรวจสอบระดับความแตกต่างของจุดประสงค์ของการสอน ในด้านเกี่ยวกับ ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติและทักษะการฝึกปฏิบัติหรือไม่ 5. สื่อการสอนช่วยให้นักศึกษาได้คิดตอบสนอง อภิปรายและศึกษาค้นคว้าหรือไม่ 6. สื่อการสอนได้ช่วยแก้ปัญหาในการเรียนเนื้อหา และช่วยเสริมกิจกรรมนักศึกษาหรือไม่ 7. สื่อการสอนช่วยให้การเสนอแนวคิดมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ 8. สื่อการสอนได้ช่วยในการเสนอเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับระดับอุณหภูมิ น้ำหนัก ความลึก ระยะทาง การ กระทำกลิ่น เสียง สี ความมีชีวิตและอารมณ์ได้ดีหรือไม่ 9. สื่อการสอนมีความแน่นอนและทันสมัยหรือไม่ 10. สื่อการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการสอนที่พึงปรารถนาได้หรือไม่ 11. สื่อการสอนช่วยให้แสดงถึงรสนิยมยินดีหรือไม่ 12. สื่อการสอนสามารถใช้ในห้องเรียนธรรมดาได้หรือไม่ ความรู้ในเนื้อหาในสื่อการสอนมีตัวอย่างมากพอ หรือไม่ หลักเกณฑ์ของการเลือกสื่อการสอน ของ Carlton W.H. Erickson ทั้ง 12 ประการข้างต้น พอสรุปเป็น หลักสำหรับการพิจารณาเลือกสื่อเพื่อใช้ในการเรียนการสอนได้ดังนี้ 1. รูปแบบของขบวนการเรียนการสอน (Types of Learning) 2. ระดับของประสิทธิภาพของสื่อ (Degrees of Proficiency) 3. ประเภทของสื่อ (Types of Media) 4. ราคาในการผลิต (Production Cost) 5. การเลือกสื่อให้สัมพันธ์กับรูปแบบการเรียน (Learning Type-Media Matches) แนวคิดการเลือกสื่อการสอนของโรมิสซอว์สกี้Romiszowski (1999) ได้เสนอแนวทางอย่างง่ายในการ พิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนไว้ว่า ในการเลือกสื่อการสอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกสื่อที่จำเป็นต้อง นำมาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ 1. วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรกที่ควบคุมการเลือกสื่อ หรือ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่จำกัดทางเลือกของการใช้สื่อการสอนในการนำเสนอ เช่น ถ้าเลือกใช้วิธีการสอนแบบ อภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันระหว่าง 2. งานการเรียนรู้ (Learning Task) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกสื่อการสอนอีกประการหนึ่งคือ งานการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เพราะสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จำกัดหรือควบคุมการเลือกวิธีการสอน ตัวอย่างเช่น การ ฝึกอบรมผู้ตรวจการ หรือทักษะการบริหารงาน 3. ลักษณะของผู้เรียน (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้เรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มี อิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า โดยการใช้หนังสือหรือเอกสาร เป็นสื่อการสอน จะเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในกระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียนกลุ่มนี้ควรเรียนรู้ จากสื่ออื่นๆ ที่ทำการรับรู้และเรียนรู้ได้ง่ายกว่านั้น


20 4. ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดทั้ง ทางด้านการจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกใช้วิธีการสอนและ สื่อการสอน เช่น สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น 5. ผู้สอนหรือครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่าจะมีข้อดีอย่างไร แต่อาจไม่ถูกนำไปใช้เพียงเพราะ ผู้สอนไม่มีทักษะในการใช้สื่อนั้นๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่องทัศนคติของผู้สอน ก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นกัน แนวคิดการเลือกสื่อการสอนของเคมพ์และสเมลไล Jerrold E. Kemp และ Don C. Smelle (1989) เสนอว่า นอกจากงานการเรียนรู้หรือสถานการณ์การเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดถึงสื่อที่จะเลือกใช้แล้ว สิ่ง สำคัญประการต่อมาในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนคือ คุณลักษณะของสื่อ ซึ่งผู้สอนควรศึกษาคุณลักษณะของ สื่อแต่ละชนิดประกอบในการเลือกสื่อการสอนด้วย คุณลักษณะของสื่อ (Media Attributes) หมายถึง ศักยภาพ ของสื่อในการแสดงออกซึ่งลักษณะต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว สี และเสียง เป็นต้น หลักการใช้สื่อการเรียนการสอน หลักการใช้สื่อที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ให้เกิดประสิทธิภาพกับผู้เรียนนั้นยังสามารถจำแนก หลักการใช้สื่อออกได้เป็น 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ผู้สอนควรศึกษาถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ หลักสูตรกำหนดไว้ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึงวัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละส่วนของเนื้อหาย่อย ไม่ใช่วัตถุประสงค์ ในภาพรวมของหลักสูตร 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียน เนื้อหาของบทเรียนอาจมีลักษณะแตกต่าง กันไป เช่น เป็นข้อความ เป็นแนวคิด เป็นภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่งการเลือกสื่อการสอนควร เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา 3. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน ลักษณะเฉพาะตัวต่างๆ ของผู้เรียนเป็นสิ่งที่มี อิทธิพลต่อการรับรู้สื่อการสอน ในการเลือกสื่อการสอนต้องพิจารณาลักษณะต่างๆ ของผู้เรียน เช่น อายุ เพศ ความถนัด ความสนใจ ระดับสติปัญญา วัฒนธรรม และประสบการณ์เดิม ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เป็น นักเรียนระดับประถมศึกษาควรใช้เป็นภาพการ์ตูนมีสีสันสดใส 4. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับจำนวนของผู้เรียน และกิจกรรมการเรียนการสอน ในการสอนแต่ละ ครั้งจำนวนของผู้เรียนและกิจกรรมที่ใช้ในการเรียนสอน ในห้องก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันในการ ใช้สื่อการสอน เช่น การสอนผู้เรียนจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ซึ่งสื่อการสอนที่นำมาใช้อาจ เป็นเครื่องฉายต่าง ๆ และเครื่องเสียง เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นและได้ยินอย่างทั่วถึง ส่วนการสอนผู้เรียนเป็น รายบุคคล อาจเลือกใช้วิธีการสอนแบบค้นคว้า สื่อการสอนอาจเป็นหนังสือบทเรียนแบบโปรแกรม หรือบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น 5. เลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมในที่นี้อาจได้แก่ อาคาร สถานที่ ขนาด พื้นที่ แสง ไฟฟ้า เสียงรบกวน อุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือ บรรยากาศ สิ่งเหล่านี้ควรนำมาประกอบการ พิจารณาเลือกใช้สื่อการสอน ตัวอย่างเช่นการสอนผู้เรียนจำนวนมากซึ่งควรจะใช้เครื่องฉายและเครื่องเสียง


ภาพประกอบที่ 3 การตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 21 6. เลือกสื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจและดึงดูดความสนใจ ควรเลือกใช้สื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจ และดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของ เสียง สีสัน รูปทรง ขนาด ตลอดจนการออกแบบและการ ผลิตด้วยความประณีต สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้สื่อการสอนมีความน่าสนใจและดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ 7. เลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งาน เก็บรักษา และบำรุงรักษาได้สะดวก ในประเด็นสุดท้ายของการ พิจารณา ควรเลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งานได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก และหลังใช้งานควรเก็บรักษาได้ง่ายๆ ตลอดจนไม่ต้องใช้วิธีการบำรุงรักษาที่สลับซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง การตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนมีอยู่มากมายหลายชนิด และสื่อแต่ละชนิดจะมีข้อเด่น ข้อด้อยและความเหมาะสม กับวิธีการสอนแต่ละวิธีแตกต่างกันไป ผู้สอนจึงจำเป็นต้อง พิจารณาเลือกใช้สื่อให้เหมาะสม เพื่อให้มีประสิทธิภาพ การเรียนการสอนสูงสุด ซึ่งมีแนวทางกว้างๆดังรูป การตัดสินใจเลือกใช้สื่อ เริ่ม ฝึกทักษะ เสนอภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสนอเสียง สไลด์เทป แผ่นใสสไลด์Comp. Present ภาพประกอบที่ 3 การตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์สาธิต หุ่นจำลอง สถานการณ์จำลอง ฝึกปฏิบัติ ใช่ เทป Audio CD แผ่นเสียง วิทยุ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ใช่ วีดีทัศน์ ภาพยนตร์ CAI Computer Presentation Animation A ใช่ เอกสาร ตำรา สิ่งพิมพ์ สื่อโปรแกรม แผ่นใส สไลด์ Computer Presentation ไม่ใช่ ไม่ใช่ ใช่


22 สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมนั้น ส่วนใหญ่จะต้องคำนึงถึงช่วงอายุ ระดับการศึกษา สภาพแวดล้อมทาง สังคมและวัฒนธรรมเป็นหลัก โดยประเภทของสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมสามารถจำแนกออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับปฐมวัย แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็น 2 ลักษณะ 1. สื่อและแหล่งเรียนรู้ภายในห้องเรียน 2. สื่อและแหล่งเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน สภาพแวดล้อมต่าง ดร.ชัยวงศ์ พรหมวงศ์ นักเทคโนโลยีทางการศึกษา ได้แบ่งสื่อการสอนออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. สื่อการสอนประเภทวัสดุ หมายถึง สิ่งช่วยสอนที่มีการสิ้นเปลือง เช่น ชอล์ก ฟิล์ม ภาพถ่าย ภาพยนตร์ สไสด์เป็นต้น 2. สื่อการสอนประเภทอุปกรณ์ หมายถึง สิ่งช่วยสอนที่เป็นเครื่องมือ ซึ่งได้แก่ เครื่องเสียง เช่น เครื่องรับวิทยุและเครื่องเล่นเทปบันทึกเสียงกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ทั้งเครื่องเสียงและเครื่องฉาย เช่น กระดานดำ ม้า หมุน และกระดานหก 3. สื่อการสอนประเภทวิธีการหรือกระบวนการ ได้แก่ การจัดระบบการสาธิต การทดลอง เกม และกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ครูจัดทำขึ้นแต่มุ่งให้นักเรียนเข้ามีส่วนในการปฏิบัติ เช่น การเล่น บทบาทสมมติ การจัดสถานการณ์จำลอง และการจัดศูนย์การเรียน เป็นต้น สำหรับเด็กปฐมวัยสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมนั้น ควรเป็นสื่อที่สร้างสรรค์และเครื่องเล่น เป็นส่วน ใหญ่ โดยสื่อที่สร้างสรรค์และเครื่องเล่นมีอยู่หลายประเภทดังนี้ บล็อก เครื่องเล่นสัมผัส เกมการศึกษา ชุดฝึกทักษะการเคลื่อนไหว หนังสือภาพนิทาน หุ่นต่าง ๆ ศิลปะสร้างสรรค์ ชุดฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพลงและดนตรี เล่นบทบาทสมมติหรือเลียนแบบชีวิตจริง


23 การใช้สื่อสร้างสรรค์ เป็นสื่อการสอนที่ดีที่สามารถถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ทัศนคติ แนวคิด และ ทักษะในการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพตามจุดมุ่งหมาย การวางแผนสร้างสรรค์สื่อการสอนหรือการปรับปรุงสื่อการ สอนให้มีประสิทธิภาพและมีสภาพที่ดี การสอนสำหรับเด็ก ต้องให้เหมาะสมกับลักษณะและความสามารถหรือพัฒนาการด้าน ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และจิตใจของเด็กปฐมวัยอีกทั้งยังต้องเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ได้ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้ด้วย ตนเองให้มากที่สุด ระดับประถมศึกษา สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทต่อการเรียนของเด็กประถมศึกษา (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2525 : 24 – 25) ดังต่อไปนี้ 1. สื่อการสอนเป็นตัวกระตุ้นความสนใจของเด็กต่อเรื่องที่จะเรียน เมื่อเด็กเกิดความสนใจก็จะเกิดความ พยายามเรียนรู้เรื่องนั้นขึ้นมาเองโดยครูไม่ต้องเสียเวลาพูดหรืออธิบายมากมายนัก เช่น การนำนิทาน ภาพถ่าย หรือเพลงที่มีเนื้อหาตรงกับบทเรียน มาเป็นสื่อการเรียนการสอน 2. สื่อการสอนเป็นเครื่องมือที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ โดยที่เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดด้วยการ ลงมือทำ หากไม่มีสื่อการสอนให้เป็นเครื่องมือ เด็กก็ไม่ทราบว่าจะทำอะไร เพราะการบอกให้เด็กลงมือทำกิจกรรม นั้นเพียงแต่การบอกให้ทำโดยไม่มีเครื่องมือช่วยย่อมเป็นเรื่องยาก เช่น การทดลอง การลงมือปฏิบัติจริง 3. สื่อการสอนช่วยให้ประสบการณ์รูปธรรมแก่เด็ก เพราะสื่อการสอนจะช่วยให้เด็กเห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือทั้งสองอย่างเห็นการเคลื่อนไหว มีโอกาสเห็นของจริงหรือจำลอง และบางครั้งอาจได้รับประสบการณ์ตรง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียน เช่น คลิปวีดีโอการสาธิตบทเรียนต่างๆ ที่ครูไม่สามารถพานักเรียนไปเห็นจากสถานการณ์จริงได้ 4. ในการเรียนแนวคิดบางอย่าง นักเรียนจะเรียนได้ดีจากการดูตัวอย่างหรือตัวแบบ สื่อการสอนจึงมี บทบาทเป็นตัวแบบที่ดีสำหรับการเรียนของเด็กและสามารถทำให้เด็กเรียนได้รวดเร็วขึ้น หากไม่มีสื่อการสอนเป็น ตัวแบบจะทำให้ครูเสียเวลาอธิบาย เนื่องจากนักเรียนไม่เข้าใจ เช่น หนังสือ นิทาน แผ่นพับ วารสารต่างๆ 5. สื่อการสอนในรูปของกิจกรรมหรือวิธีการต่าง ๆ จะทำให้เกิดบรรยากาศของความเป็นกันเอง โดยครูมี เวลาสังเกตและใกล้ชิดกับนักเรียนที่ต้องการครูมากขึ้น เพราะครูไม่จำเป็นต้องสอนโดยการพูด หรืออธิบาย ตลอดเวลา ครูจะไม่เหนื่อย แต่จะรู้สึกสนุกสนานไปกับการเรียนของเด็ก ครูจะมีความสุข บรรยากาศในห้องก็จะดี ขึ้น เช่น กิจกรรมการลงฐาน การทำงานกลุ่ม 6. สื่อการสอนช่วย สร้างสภาพการณ์ที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยการจัดสื่อในรูปของชุดการ สอนที่มีการเตรียมการล่วงหน้า ครูจึงเปิดโอกาสให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ได้ซักถามคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยที่ครูไม่ต้อง


24 เกรงว่าจะสอนเด็ก และตอบคำถามเด็กไม่ได้ เพราะสื่อการสอนทุกชนิดจะมีคำตอบ และวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไว้ แล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน Internet จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้น สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทต่อการเรียนรู้ของเด็กประถมศึกษา ในด้าน ต่าง ๆ สื่อเป็นแม่แบบที่สำคัญสำหรับการเรียนของผู้เรียนโดยเฉพาะด้านการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เป็น เครื่องมือที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง สื่อยังสามารถสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มี ความอบอุ่นเป็นกันเอง ระดับมัธยมศึกษา สื่อการสอนที่เหมาะสมในการนำมาใช้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรเป็นสื่อ การสอนที่มีความหลากหลาย สามารถสอดแทรกเนื้อหาให้ผู้เรียนได้เกิดองค์ความรู้ โดยเน้นวิธีการให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติ โดยให้ครูเป็นผู้ออกแบบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้วัสดุอุปกรณ์จัดทำ เป็นสื่อ การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการใช้สื่อสามารถช่วยให้ครูสื่อสารหรือถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับผู้เรียนได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง แต่การใช้สื่อต้องมีความสอดคล้องกับเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ อีกทั้งยังต้องมี ความเหมาะสมกับระดับการศึกษา เพื่อให้การสื่อนั้นมีประสิทธิภาพ จึงได้นำทฤษฎีกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) ของเอดการ์ เดล (Edgar Dale) ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ และ ขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละประเภท โดยเริ่มจากนามธรรมไปจนถึงรูปธรรม มาใช้เป็น แนวทางในการจัดทำสื่อให้สอดคล้องกับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ สื่อการสอนที่เหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีดังนี้ 1. การสาธิต (Demonstration) เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จากการดูการแสดงหรือการกระทำ ประกอบคำอธิบาย เพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น ๆ เช่น การสาธิตการอาบน้ำเด็กแรกเกิด การ สาธิตการผายปอด การสาธิตการแกะสลักผลไม้ เป็นต้น 2. การศึกษานอกสถานที่ (Field Trip) การพานักเรียนไปศึกษายังแหล่งความรู้นอกห้องเรียนในสภาพ จริง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้หลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การศึกษาความรู้จากสถานที่ สำคัญ เช่น โบราณสถาน โรงงาน อุตสาหกรรม เป็นต้น 3. นิทรรศการ (Exhibition) คือ การจัดแสดงสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งมีการสาธิตและการฉายภาพยนตร์ ประกอบเพื่อให้ประสบการณ์ในการเรียนรู้ด้วยการดู แก่ผู้เรียนหลายด้าน ได้แก่ การจัดป้ายนิทรรศการ การจัด แสดงผลงานนักเรียน


25 สื่อการสอนที่เหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีดังนี้ 1. ประสบการณ์นาฏการหรือการแสดง (Dramatized Experience) เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จาก ประสบการณ์ ในการแสดงบทบาทสมมติ หรือการแสดงละคร เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นแทนประสบการณ์ตรง หรือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีตหรืออาจเป็นความคิด เพื่อเป็นนิยมใช้สอนในเนื้อหาที่ข้อมีจำกัดเรื่องยุคสมัย 2. ประสบการณ์จำลอง (Contrived experience) เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดแต่ไม่ใช่ความเป็นจริง อาจเป็นสิ่งของจำลอง หรือสถานการณ์จำลอง เป็นกรณีที่ ประสบการณ์หรือของจริงมีข้อจำกัดจำเป็นต้องจำลองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาศึกษาแทน เช่น หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง การแสดงเหตุการณ์จำลองทางดาราศาสตร์ เป็นต้น 3. ประสบการณ์ตรง (Direct or Purposeful Experiences) เป็นประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด สื่อการสอนที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงและได้สัมผัสด้วยตนเองจากประสาทสัมผัสทั้งห้า ตัวอย่างเช่น การทดลองผสมสารเคมี การฝึกหัดทำอาหาร การฝึกหัดตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น ระดับอุดมศึกษา สื่อการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสม โดยสื่อการสอนที่เหมะสมจะต้องยึดวัตถุประสงค์การเรียนการ สอนและวิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนที่ใช้ในระดับอุดมศึกษาเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) โดยมีวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบการศึกษาด้วยตนเอง การอภิปราย กลุ่ม การบรรยาย โดยสื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ข้อนี้ คือ เอกสาร ตำรา สิ่งพิมพ์ของจริง หุ่นจำลอง สื่อ โปรแกรม เทป วิทยุสไลด์ แผ่นใส สไลด์ เทป วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ สื่อประสม คอมพิวเตอร์: E-mail, CAI 2. จิตพิสัย (Affective Domain) โดยมีวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ การฝึกปฏิบัติ การวิจัย การอภิปรายกลุ่ม การศึกษานอกสถานที่ โดยสื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ข้อนี้ คือ คู่มือฝึกปฏิบัติเอกสาร ตำราสิ่งพิมพ์ของจริง หุ่นจำลอง สถานที่ศึกษาดูงาน และ ฝึกงาน สื่อประสม 3. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) โดยมีวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ การสาธิต สถานการณ์จำลอง การปฏิบัติในห้องปฏิบัติการการฝึกงาน โดยสื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ข้อนี้ คือ อุปกรณ์ประกอบการสาธิตของ จริง หุ่นจำลองคู่มือฝึกปฏิบัติอุปกรณ์ และเครื่องมือปฏิบัติการ สถานที่ฝึกปฏิบัติงาน สื่อประสม คอมพิวเตอร์: Simulation, CAI


26 บทสรุป สื่อและวัสดุอุปกรณ์การสอนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยดีการที่มีสื่อ การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับทั้งครูผู้สอนและตัวผู้เรียนจะช่วยสื่อให้เห็นถึงบทเรียนหรือเนื้อหาในสาระวิชานั้นๆ ได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของนักเรียนให้เด่นชัดและง่ายขึ้น และสื่อการสอนที่ดีจะต้อง ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการจะสื่อให้ผู้เรียนได้รู้ มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ สนุกสนาน สามารถดึงดูดความสนใจ จากตัวผู้เรียนมาสู่บทเรียนหรือเนื้อหาได้ สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาอีกด้วย ถ้าเป็นระดับชั้นปฐมวัย – ประถมศึกษา สื่อที่เหมาะสมควรเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย มีความน่าสนใจ สนุกสนาน เช่น ภาพถ่าย วีดีทัศน์ หนังสือนิทาน การ์ตูนคุณธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา สื่อ การเรียนการสอนที่เหมาะสมควรเป็นสื่อที่มีความทันสมัย น่าสนใจ และเป็นสื่อที่สามารถลงมือปฏิบัติหรือไปใน สถานการณ์หรือสถานที่จริง เช่น การลงพื้นที่ การศึกษาดูงาน การฝึกประสบการณ์ การมีสื่อที่ดีก็ควรมีผู้ที่ใช้สื่อที่ดี ด้วย ควรช่วยกันดูแลรักษา เก็บสื่อให้มีสภาพที่สามารถใช้งานได้ และสื่อที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ผู้สอน สามารถนำวัสดุเหลือใช้มาทำสื่อการเรียนการสอนได้


27 คำถาม 1.สื่อการสอนมีความสำคัญและคุณค่าต่อผู้เรียนอย่างไร 2. องค์ประกอบของระบบในการจัดการเรียนการสอนผู้สอนต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของระบบอะไรบ้าง 3.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพมีประโยชน์ต่อการเรียนอย่างไรและสามารถแบ่งได้กี่ประเภท 4.สื่อการสอนมีความสำคัญอย่างไรต่อการเรียน 5. สื่อการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมจะต้อง มีวัตถุประสงค์อย่างไร


28 บรรณานุกรม กรมสุขภาพจิต. (2550). บทความด้านสุขภาพจิต:นวัตกรรมวิทยาศาสตร์สมอง. [ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1051. (26 ธันวาคม 2562). กิดานันท์ มะลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ อรุณการพิมพ์. เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง.(2555). การพัฒนาสื่อนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊ค. ไกรยส ภัทราวาท. (2558). 10 เป้าหมายการศึกษาโลก ปี 2030 เมื่อเป้าหมายการจัดการศึกษาไม่ได้หยุดแค่ในรั้ว โรงเรียนอีกต่อไป. วารสารจดหมายถึงเพื่อนสมาชิก. ขัณธ์ชัย อธิเกียรติ และธนารักษ์ สารเถื่อนแก้ว. (2561). การสอนแบบทันสมัยและเทคนิควิธีสอนแนวใหม่. [ระบบออนไลน์].แหล่งที่มาhttp://regis.skru.ac.th/RegisWeb/ datafiledownload/25590714-15.pdf. (23 ธันวาคม 2562).


Click to View FlipBook Version