TU 106 เรียนอะไร?
เรียนเกี่ยวกับการใช้ความคิด
สร้างสรรค์ของเราสร้างชิ้นงานให้เกิดความ
แปลกใหม่ เอาหลายๆศาสตร์มาผสมรวมกัน
ให้กลายเป็นชิ้นงานที่เกิดจากความคิดของ
เรา วิชานี้อาจารย์เลยไม่ค่อยให้ตัวอย่างงาน
เพราะเขาอยากให้เราออกแบบงานของเรา
เองด้วยตัวเราเอง ไม่อยากให้งานที่ทำออก
มาเป็นแพทเทิร์นเหมือนกันจนหมด ให้เรา
ออกจากกรอบที่เคยอยู่ ได้แสดงความคิด
ของเราผ่านชิ้นงานที่จะสื่อความหมายของ
งานให้กับคนอื่ นได้เข้าใจ
อาจารย์ที่มาบรรยายจะเป็นอาจารย์
จากหลายๆคณะสับเปลี่ยนกันไป เนื้อหาการ
เรียนไม่ใช่วิชาการจ๋า บางเรื่องที่เรียนไม่มี
เนื้อหาวิชาการเลยด้วยซ้ำ แต่เนื้อหาตรงนั้น
ก็เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยง
ไม่ได้ การทำงานจะเป็นงานกลุ่มเป็นหลัก มี
แค่อาทิตย์สุดท้าย 2 อาทิตย์ที่จะเป็นงาน
เดี่ยว ทีมเวิร์คเลยสำคัญมากในการที่จะทำให้
งานออกมาดีและคะแนนปั๊ วปังอย่างที่หวัง :)
Barelybee
Writer
Content
Week 3 Week 4-5 Week 6-7
Week 8 Week 10 Week 11-13
WEEK 3
the language use
and communication
barelybee.
ภาษสาื่แอสลาะกร าร
การสื่อสาร คือ การถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนความคิด การแสดงออกเพื่อ
ติดต่อสื่อสาร และมีการโต้ตอบกัน แต่ละฝ่ายเป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร
ผู้ส่ งสาร สาร ผู้รับสาร
•ความสำคัญของการสื่อสาร •หลักการสื่อสาร
1. เป็ นปั จจัยหนึ่งในการใช้ ชี วิ ต 1. ทำความเข้าใจองค์ประกอบการสื่ อสาร
2. ทำให้เกิ ดการสานสั มพันธ์ระหว่างบุ คคล และปั จจัยทางจิตวิ ทยา ปรับลักษณะการ
และสั งคม เช่ น การสื บทอดวัฒนธรรม มุ ข พู ดให้เข้ากับบุ คลิ กของผู้รับสาร
ปาฐะต่ างๆ 2. บริ บทในการสื่ อสาร เช่ น สถานที่
3. เป็ นปั จจัยในการพัฒนาเจริ ญก้าวหน้า 3. คำนึงถึงกรอบแห่ งการอ้างอิ ง การพู ด
คุ ยกับคนที่มีพื้นบานประสบการณ์/ความ
•จุดมุ่งหมายในการสื่อสาร สนใจเดียวกันทำให้สื่ อสารกันเข้าใจมาก
ขึ้ น
1. เพื่อบอกเล่า : ทำให้ผู้รับสารรับรู้ข้อมู ล 4. ส่ งสารอย่างมีวัตถุ ประสงค์ชั ดเจน
ต่ างๆ ส่ วนใหญ่เป็ นการถ่ ายทอดข้อเท็ จจริ ง 5. การเตรียมตั วล่วงหน้า
เช่ น หนั งสื อเรียน การนำเสนองาน ข่าว 6. การใช้ ทั กษะ เช่ น การฟั ง พู ด อ่ าน
2. เพื่อโน้มน้าว : ส่ งสารเพื่อให้ผู้รับเกิ ด เขียน
ความคล้อยตาม เช่ น การโฆษณา การ 7. คำนึงถึงปฏิ กิ ริ ยาตอบกลับ
ปราศรัย คำขวัญ
3. เพื่อจรรโลงใจ : สร้างความบั นเทิ งให้
แก่ผู้รับ เช่ น การ์ตู น เพลง นิ ทาน
ภาษสาื่แอสลาะกร าร
•ภาษาในการสื่ อสาร คือ ระบบการสื่ อสารโดยใช้ สั ญลักษณ์ ซึ่งมากจากสิ่ งที่คนกำหนดขึ้นเพื่อใช้ ใน
การติ ดต่ อสื่ อสารกันให้เกิ ดความเข้าใจ ใช้ แทนสิ่ งที่เป็ นรู ปธรรมและนามธรรม ภาษาอาจถู กกำหนด
ขึ้นตามวัฒธรรมที่แตกต่ างกัน เช่ น สำเนียงในการพู ดแต่ ละท้องถิ่น หรือภาษาที่เกิ ดขึ้นเฉพาะกลุ่ม
เช่ น ภาษาเฉพาะกลุ่มเพศทางเลือก ภาษาถิ่น
•บริ บทในการใช้ ภาษา ควร •จุ ดมุ่งหมายและเนื้ อหาของสาร จะ
คำนึงถึง สถานที่ เวลา และ แตกต่ างกันไป จึงเกิ ดเป็ นภาษา
บุ คคลที่สนทนาด้วย จึงทำให้ เฉพาะแบบขึ้น เช่ น ภาษาที่ใช้
เกิ ด ”ระดับภาษา” ขึ้น อวยพร ภาษาแสลง ภาษาที่ใช้ เรียก
บุ คคล หรือภาษาที่ใช้ ตั้งชื่ อ
ประเภทของภาษาที่ใช้ สื่ อสาร
1. วัจนภาษา เช่ น ภาษาพู ดหรือเขียน การใช้ วัจนภาษาให้ถู กต้องต้องคำนึงถึง
•ลักษณะของคำ
•หน้าที่ของคำ
•ตำแหน่ งของคำ(การเรียงประโยค)
•ความหมายของคำ
•ใช้ ภาษาให้เหมาะกับการสื่ อสาร(คู่สนทนา)
•ใช้ ภาษาให้เหมาะกับงานแต่ ละประเภท เช่ น งานประชุ มควรใช้ ภาษาที่เป็ นทางการ
•ใช้ ภาษาให้เหมาะกับสื่ อ
•ใช้ ภาษาให้เหมาะกับผู้รับสาร
•ใช้ วัจนภาษาที่มีน้ำหนั ก คือ ใช้ คำพู ดที่มีพลัง พู ดให้กิ นใจผู้ฟั ง
•การใช้ วัจนะภาษาให้บรรลุ เป้ าหมาย (เจตนาของการใช้ )
2. อวัจนภาษา เช่ น ท่ าทาง การแสดงออกทางสี หน้า สั ญลักษณ์
ภาษสาื่แอสลาะกร าร
•ความเกี่ยวข้องระหว่ างวั จนภาษากั บอวั จนภาษา
1. ใช้ แทนคำพู ด
2. ใช้ ขยายความ ใช้ ท่ าทางประกอบการพู ด
3. ใช้ ซ้ำความหนั กแน่ น
4. ใช้ เน้นความ เพื่อดึงดู ดความสนใจ
5. ใช้ อวัจนภาษาที่ตรงข้ามกับวัจนภาษา
6. ใช้ ควบคุ มปฏิ สั มพันธ์ระหว่างการสื่ อสาร
•ประเภทอวัจนภาษา
1.กิ ริ ยาท่ าทางและการเคลื่อนไหวร่ างกาย
2.การแสดงออกทางสายตา (เนตรภาษา)
3.การสั มผัส เช่ น การตบไหล่เพื่อปลอบใจ
4.ลักษณะทางกายภาพ เช่ น การแต่ งกาย
5.เสี ยง
6.ช่ องว่าง/ระยะห่ าง เช่ น ตำแหน่ งในการทำงาน สถานที่
7.เวลา
8.กลิ่น/รส
9.ภาพ
10.สี
11.สั ญลักษณ์อื่นๆที่ใช้ แทนภาษา เช่ น ไฟจราจร
12.ลักษณะกระดาษ ตั วอักษร และเครื่องหมายวรรคตอน
ภาษสาื่แอสลาะกร าร
•ลักษณะทั่วไปของภาษา
1. ประกอบขึ้นด้วยเสี ยงและความหมาย
2. ไวยากรณ์แต่ ละภาษา
3. เกิ ดจากการเรียนรู้โดยมีสิ่ งแวดล้อมเป็ นตั วกำหนด
4. มีจำนวนประโยคไม่รู้จบ
5. มีการเปลี่ยนแปลง
6. กำหนดลักษณะร่ วมกัน คือ คนในสั งคมต้องยอมรับ
•ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
1. มีภาษาเป้ นของตนเอง
2. เป็ นคำโดด
3. เป็ นคำพยางค์เดียว มีความหมายในตั วเอง
4. คำเดียวอาจมีหลายความหมาย หลายหน้าที่ ถ้า
อยู่ในตำแหน่ งที่ต่ างกัน
5. มีลักษณะนาม
6. มีระบบเสี ยงสู งต่ำ วรรณยุ กต์
7. มีระดับภาษา
8. ภาษาที่ใช้ ในการแต่ งกวี
ภาษสาื่แอสลาะกร าร
•ความสั มพันธ์ระหว่างภาษากับการสื่ อสาร
1. ใช้ ในการสื่ อสาร
2. เป็ นหั วใจของการสื่ อสาร
3. ช่ วยให้เกิ ดการพัฒนาสิ่ งต่ างๆในโลก
ระดับภาษา มี 3 ระดับ ทางการ กึ่งทางการ แบบแผน
ภาษาทางการ แบ่ งเป็ น 2 ระดับ คือ ระดับพิ ธีการ ใช้ ในงานราชพิ ธี วรรณกรรมชั้ น
สู ง เช่ น รวมเกียรติ และระดับราชการ/มาตรฐาน เช่ น หนั งสื อราชการ การกล่าวเปิ ด
การประชุ ม การกล่าวเปิ ดสั มมนา คำทั บศั พท์ จะไม่ใช้ ในภาษาระดับทางการ ไม่ใช้
คำฟุ่ มเฟื อย(คำซ้ำซ้อน)
ภาษาแบบกึ่งทางการ ใช้ ในภาษาเขียน หรือภาษาพู ดที่ไม่เป็ นทางการมากแต่ ยัง
ต้องการความสุ ภาพ ไม่เคร่ งในเรื่องการใช้ คำและรู ปประโยคมาก เช่ น การประชุ ม
กลุ่ม การสอนในห้องเรียน ข่าว
ภาษาไม่เป็ นทางการ แบ่ งเป็ น ภาษาระดับสนทนา ใช้ พู ดในชี วิ ตประจำวัน มีคำ
แสลงบ้าง แต่ ไม่ใช่ คำหยาบ ใช้ ในงานเขียน การรายงานข่าว และภาษาระดับกันเอง/
ภาษาปาก ใช้ กับคนที่เราสนิ ทมากๆ
•องค์ประกอบโฆษณา •โครงสร้างโฆษณา
1. ผู้โฆษณา = เจ้าของสิ นค้า 1.หั วเรื่อง / พาดหั ว
2. สิ่ งโฆษณา 2.พาดหั วรอง
3. สื่ อโฆษณา เช่ น โทรทั ศน์ 3.ข้อความโฆษณา เพิ่มรายละเอียด
นิ ตยสาร จากพาดหั ว
3. กลุ่มผู้บริ โภคเป้ าหมาย
4.ภาพประกอบ
5. ส่ วนสรุ ป โค้ดสั้ นๆ
รีวิวความรู้สึกหลังเรียน
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารระหว่างบุคคล ผ่านทางการพูดหรือการเขียน การ
ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักการและสถานการณ์ในขณะนั้นสำคัญมากที่จะทำให้ผู้รับสารเข้าใจใน
สิ่งที่เราต้องการสื่อได้อย่างถูกต้อง
คาบนี้ตอนเรียนอารมณ์เหมือนเรียนหลักภาษาตอนม.ปลาย5555 แต่มีความแตกต่างตรงที่
มันดูเป็นเนื้อหาวิชาการแต่มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ตอนแรกเราสงสัยนะว่าเรียน
ทำไม เราก็พูดภาษาไทยได้ ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่พอได้เรียนแล้วก็รู้เลยว่ายังมีบางอย่างที่เราที่เป็น
คนไทยแท้ๆยังไม่เข้าใจเลย แปลกแต่จริง บางทีเราแค่สลับคำนิดหน่อย แต่ความหมายที่คนฟัง
เข้าใจก็เปลี่ยนไปแล้ว เราเลยคิดว่าจำเป็นมากที่เราจะต้องพูดหรือสื่อสารให้เข้าใจ เพราะเราเจอ
ปัญหาพูดไม่รู้เรื่องบ่อยมากจากประสบการณ์ตรง แล้วยิ่งเราเรียนนิติ เวลาสอบต้องเขียนตอบ
หมายความว่าก็ต้องใช้ภาษาสื่อสารให้อาจารย์เข้าใจคำตอบของเราอีก อ.สมยศเคยบอกว่า
‘ภาษาไม่ใช่กฎหมาย แต่กฎหมายต้องอาศัยภาษา’ ประโยคนี้จำได้แม่นเลยว่าแบบถ้าทักษะการ
สื่อสารทางภาษาเราดีเราก็จะเข้าใจถ้อยคำที่เป็นภาษากฎหมายได้มากขึ้น ตีความคำๆนั้นได้ดีขึ้น
เป็นประโยชน์มากสำหรับการเอาไปเขียนตอบข้อสอบให้อาจารย์เข้าใจตรงกันกับเรา
งานกลุ่มจากการ
เรียนคาบนี้
WEEK 4-5
Creativity and
Classical music
barelybee.
ดนตรีตะวันตก
1.5 ท่อนฮุก 1.1 บันไดเสียง เสียง 8 เสียงไล่จาก
ต่ำไปสูง หรือสูงไปต่ำ ประกอบด้วย
เมเจอร์ ไมเนอร์ โครมาติก และการ 1.3 การสวนทำนอง
เปลี่ยนคีย์
1.ทำนอง คือ กลุ่มของโน๊ตดนตรีที่ 1.2 ความดังเบาระหว่างโน๊ต
เรียงตามกันมา และทำให้เกิด 2.จังหวะ คือ การเรียบเรียงโดยผ่าน
จังหวะเฉพาะและรูปลักษณ์ของ มิติเวลา มีการเน้น beat
ดนตรี •กระสวนจังหวะ
•เร็วขึ้น vs ช้าลง
1.4 ความรู้สึกส่วนตัว •จังหวะคร่อม เพื่อดนตรีจะได้ไม่
จำเจ
องค์ประกอบดนตรีตะวันตก
4.รูปฟอร์ม คือ โครงสร้างของผลงานดนตรีที่มาจาก 3.เสียงประสาน เพื่อทำให้ทำนองไม่น่าเบื่อ
การเล่าคำซ้ำความแตกต่างและการแปรทำนอง •consonanance
•ทำนองหลักเดียว •คอร์ดพื้นฐาน คือ major , minor
•ไบนารี •ขั้นคู่เสียง คือ major second , major third
•ไทนารี •ตอนจบวลีดนตรี
•รอนโด้
•ฟานตาซี
ดนตรีตะวันตก
5.เทกส์เจอร์ คือ วัสดุที่ใช้ร้อยเรียงกันเป็นดนตรี
•monophony >> นักร้อง/นักดนตรีเล่นแต่ทำนองหลัก
•homophony >> นักร้อง/นักดนตรีเล่นทำนองและมีนักร้อง/นัก
ดนตรีเล่นประสานเสียง
•polyphony >> นักร้อง/นักดนตรีเล่นทำนองคนละทำนอง จะ
ประสานกันไปโดยอัตโนมัติ ถือส่าดนตรีเป็นอิสะซึ่งกันและกัน
องค์ประกอบดนตรีตะวันตก
6.สีสันดนตรี เกิดจากเครื่องดนตรีและ/หรือ 7.ลีลา
นักร้อง ในแง่ของจำนวนและความหลากหลาย •ดนตรีคลาสสิก
•เครื่องดนตรี •แจส/บลูส์
•เสียงขับร้องของมนุษย์ •ร็อค/ซอฟต์ร็อค
•คันทรี
•อาร์ แอนด์ บี
•ลาติน
รีวิ วความรู้สึ กหลังเรียน
สัปดาห์นี้เป็นอะไรที่เรารู้สึกเข้าไม่ถึงจริงๆ5555 ไม่ใช่
อาจารย์สอนไม่ดีนะ แต่เป็นเราเองที่แบบไม่เก็ทเรื่องพวก
ดนตรีอยู่แล้วตั้งแต่แรก แล้วก็ไปอบรม e-port มาด้วย
ช่วงแรกๆเลยไม่ได้เข้าเรียน พอมาเรียนเลยงงว่าเอ๊ะ ถึง
ไหน อะไร ยังไง ;-; สัปดาห์เราเลยไม่ค่อยได้อะไรที่มี
สาระมาก แต่ก็ช่วยเพื่อนทำงานได้อยู่5555 แต่อจ.สอน
ดีมากประหนึ่งเราเป็นนักศึกษาคณะดุริยางคศิลป์เลย
รับรู้ถึงความตั้งใจของอจ.เลย แต่พอที่จะได้ความรู้มา
บ้างก็คือ เพลงคลาสสิกจริงๆมันมีหลายจังหวะนะ แล้ว
จังหวะพวกนั้นก็สื่อสารอารมณ์เพลงให้คนฟังรู้สึกได้
แตกต่างกันด้วย
WEEK 6-7
folk medias
สื่อ
พื้น
บ้าน
barelybee.
สื่อพื้นบ้าน I Folk medias
สื่อพื้นบ้าน
คือ รูปแบบการสื่อสารผ่านวัฒนธรรม เกิดขึ้นก่อนสื่อมวลชน ในปัจจุบันยังคงอยู่
แต่อาจมีการเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง หรือแปรสภาพเข้ามาอยู่ในสื่อมวลชน สื่อพื้น
บ้างดั้งเดิมจะเกิดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร สื่อสาร
อารมณ์ความรู้สึกของสมาชิกในสังคมและมีการสืบทอดต่อกันมา มีการถ่ายทอด
ออกมาในวิธีที่ต่างกัน
มุขปาฐะ การแสดง
สื่อพื้นบ้านที่ถ่ายทอดด้วยภาษา สื่อพื้นบ้านที่ถ่ายทอดด้วยลีลา
ถ้อยคำ ทั้งปากเปล่าและขับร้องเป็น ท่าทาง อาจมีเรื่องราวหรือไม่มี
ทำนอง เช่น นิทานพื้นบ้าน (เรื่อง เรื่องราวในการแสดงนั้นก็ได้ ใช้
เล่มของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง อาจ อุปกรณ์แสดงแทนคนก็ได้ เช่น
เป็นเรื่องจริง) , เพลงพื้นบ้าน (ใช้ หุ่นละครเล็ก หุ่นกระบอก หนัง
เพื่อความบันเทิง,พิธีกรรม) , ตะลุง หนังใหญ่ หรือการละเล่น
สำนวน พื้นบ้าน
ประเพณี
สื่อพื้นบ้านที่ถูกถ่ายทอดผ่านแบบแผน
พฤติกรรมการแสดงออก มีกระบวนการที่
นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมีการสั่งสม
และสืบทอดต่อกันมา บางประเพณีไม่ได้มี
ฐานจากความเชื่อ แต่เป็นความจำเป็น
อย่างอื่น
วัตถ
ุ
สถาปั ตยกรรมพื้นบ้าน เช่น บ้าน วัด โบสถ์ ประติมากรรมพื้นบ้าน พบทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
จิตรกรรมพื้นบ้านตามผนังอุโบสถที่แสดงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น หัตถกรรมพื้นบ้านสามารถสื่อถึงความคิดของคนที่
ประดิษฐ์ หรือเรื่องราวที่ผู้ประดิษฐ์ต้องการสื่อ เช่น ผ้าทอ อาหารพื้นบ้าน มีเรื่องความเชื่อหรือพิธีกรรมอยู่ในอาหารนั้น
การแต่งกายพื้นบ้าน สื่อถึงความเป็นตัวตนของคนๆนั้นหรือท้องถิ่นนั้น
รีวิวความรู้สึกหลังเรียน
สื่อพื้นบ้านเป็นสื่อที่มีอยู่ในทุกประเทศและทุกชนชาติ เกิดจาก
ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนในชาตินั้นการเรียนเกี่ยว
กับสื่อพื้นบ้านครั้งนี้ไม่ได้เรียนให้แค่รู้ว่าสื่อพื้นบ้านไทยมีอะไรบ้าง
แล้วจบไป แต่อาจารย์ยังให้เราฝึกที่จะนำสื่อพื้นมาผสมผสานกับ
ศาสตร์อื่นๆให้เกิดเป็นผลงานชิ้นใหม่ๆอีกด้วย คาบนี้อจ.สอนสนุก
มาก ได้เรียนรู้สื่อพื้นบ้านไทยที่บางอย่างเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแบบนี้ก็
เป็นสื่อพื้นบ้านได้ อย่างเช่น การพากย์เรือ
งานกลุ่มที่อาจารย์สั่งให้เอาสื่อพื้นบ้านมาผสมผสานกับสื่ออื่นเพื่อ
รณรงค์ในแคมเปญที่กลุ่มเราสนใจ กลุ่มเราตัดสินใจทำเรื่องการท่อง
เที่ยวที่ในภาวะโควิดทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก กลุ่มเราจึง
ตัดสินใจรณรงค์การท่องเที่ยว หลังจากสถานการณ์โคสิดดีขึ้นอยาก
ให้เราออกมาเที่ยวกันเยอะๆหลังจากที่อยู่บ้านกันมา 2 ปี สื่อพื้นที่เรา
นำมาใช้ก็จะมีดนตรีไทย กลอน และศาสนสถานต่างๆมาผสมกับ
ดนตรีและเพลงป๊อปซึ่งเป็นเพลงสมัยใหม่ แต่งเนื้อร้องใหม่เกิดเป็น
เพลงและmv รณรงค์การท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่ม 39 ขึ้นมา
WEEK 8
midterm exam
showcase
barelybee.
รีวิวความรู้สึก
หลังเรียน
สั ปดาห์ นี้เป็ น Midterm exam showcase ที่เราจะต้อง
นำความรู้จากที่เรียนมา คือ เพลงคลาสสิ ก สื่ อพื้นบ้าน
และการใช้ ภาษาในการสื่ อสาร มาสร้างเป็ นนวัตกรรมใหม่
ขึ้น เหมือนง่ายแต่ ก็ ยากเพราะต้องดึงเอาความรู้ที่เคย
เรียนมาใช้ แต่ กลุ่มเราก็ ช่ วยกันคิดจนได้งานมา กลุ่มเรา
เลือกทำเครื่องทำความชื้ นกลิ่นสมุ นไพรพร้อมด้วยเพลง
คลาสสิ กขึ้น ชื่ อว่า “Swan hiding dream” เป็ นเครื่อง
ทำความชื้ นที่จะช่ วยให้ผ่ อนคลายความเครียดด้วยเพลง
คลาสสิ กและกลิ่นสมุ นไพร งานนี้ถือว่าหนั กหน่ วงมาก
สำหรับเรา เพราะต้องทำทั้งเว็ บไซต์ ออกแบบชิ้ นงาน
และพรีเซนต์ ซึ่งสุ ดท้ายกลุ่มเราก็ ผ่ านมันไปได้ด้วยดี
55555 อย่างที่บอกทีมเวิ ร์คสำคัญมาก ทุ กคนช่ วยกัน
ทำงาน เราเลยผ่ านงานที่โครตหิ นกันมาได้ ขอบคุ ณ
เพื่อนกลุ่ ม39มากค้าบ
ผลงานกลุ่ม 39
WEEK 10
Creativity and
humankind
Judge
barelybee.
กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ตำรวจ : จับและสืบสวน การคุมประพฤติ
อัยการ : ตรวจสอบหลักฐาน
และสำนวนคดี >> บุคคลอายุเกิน 18 ปี
ศาล : รับฟ้องและ >> เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
ไต่สวนมูลฟ้อง >> พักการลงโทษ/ลดวันต้องโทษ
ตามเงื่อนไขกรมราชทัณฑ์
>> รายงานตัว ทำงานบริการสังคม
ฝึกอาชีพ เข้าโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู
ห้ามออกนอกบ้านในเวลาที่กำหนด
กรมราชทัณฑ์ : ดำเนินการให้
รับโทษทางอาญาหรือคุมประพฤติ
ทางเลือกแทนการจำคุก ทำไมต้องคุมประพฤติ?
คุ มประพฤติ เนื่องจากการจำคุ กระยะสั้ นไม่
ติ ดกำไลEM เหมาะสม การคุ มประพฤติ มีประโยชน์
พักการลงโทษ : นั กโทษที่จำคุ ก กว่าสำหรับโทษจำคุ กไม่เกิ น 5 ปี
ในเรือนจำมาระยะนึ งแล้วมีความ >> ลดค่าใช้ จ่ายภาครัฐ
ประพฤติ ดีจะได้รับการปล่อยตั ว >> ลดความแออัดในเรือนจำ
ก่อนกำหนด 1 ปี >> ผู้เสี ยหายได้รับการชดใช้
ทำงานบริ การสั งคมแทนค่าปรับ >> ครอบครัวเป็ นสุ ข
การบำบั ดยาเสพติ ด >> ไม่เรียนรู้วิ ธีการกระทำผิ ดกฎหมาย
>> ไม่มีประวัติ ต้องโทษจำคุ ก
รีวิวความรู้สึกหลังเรียน
“โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ” ไม่เพียงแต่กับผู้ที่เคยกระทำความผิดที่ควรได้รับโอกาส
ในการเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นทุกคนที่อยากจะทำอะไรใหม่ๆขึ้นมา คนเหล่านั้นก็สมควรได้
รับโอกาสเช่นกัน หมายความว่า การได้รับโอกาสนำไปสู่การเกิดสิ่งที่ดีได้นั่นเอง และ
อีกสิ่งที่สำคัญที่ได้ก็คือ ผู้ที่กระทำผิดบางคนไม่ได้มีความตั้งใจให้ความผิดนั้นเกิด
บางคนทำไปด้วยความประมาท หรืออารมณ์ชั่ววูบ เมื่อเป็นกรณีดังกล่าวกฎหมายก็
อนุโลมให้คนเหล่านี้อาจไม่ต้องรับโทษจำคุกแล้วเปลี่ยนเป็นการคุมประพฤติแทนได้
ทำให้ผู้กระทำความผิดได้มีโอกาสแก้ไขความผิดของตัวเองที่เคยทำไว้ ทำให้เขาได้รู้ว่า
ตัวเองสามารถเป็นคนที่ดีขึ้นได้และเราไม่ควรเอาการกระทำผิดเพียงครั้งเดียวที่เกิด
ขึ้นในชีวิตมาตัดสินชีวิตเราทั้งชีวิตว่าต่อไปนี้จะเป็นยังไง
WEEK 11-13
The play
barelybee.
The Play
การสื่อสาร + ความสร้างสรรค์
ละคร
ประเภทละคร
• dramatic arts = ศิลปะการละคร >> given circumstance
• performing arts ศิลปะการแสดง >> ทุกอย่างที่เป็นการโชว์
• performance arts = ศิลปะการแสดงสด >> ไม่เป็นโชว์ที่เป็น
เรื่องราว แต่มีการสื่อสารบางอย่างออกมาให้คนดูเกิดความรู้สึก
ร่วมขณะดู/เข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร เช่น ภาพวาด เต้น
>>ละครเวที : ใช้สมาธิสูงมาก เล่นสด เสื้อผ้าสามารถสะท้อน
สังคมในยุคสมัยนั้นได้
>>ละครโทรทัศน์ : สมาธิคนดูน้อยกว่า ตัวละครจึงต้องแสดง
อารมณ์และท่าทางออกมาเยอะ(ขยี้)
>>ภาพยนตร์ : คนดูมีสมาธิมากกว่าละครทีวี ตัวละครเล่น
น้อยแต่ผู้ชมรู้สึกถึงอามรมณ์ที่นักแสดงส่งผ่านมาได้มาก
well-rounded = มองสังคมในมิติที่รอบด้านมากขึ้น ว่า
ลักษณะนิสัยบางอย่างของบุคคลเกิดขึ้นจากอะไร ปัจจัยอะไรที่
ทำให้เขาเป็นแบบนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุและผล เราจึงไม่
สามารถตัดสินคนได้จากการมองเขาเพียงด้านเดียว
รีวิวความรู้สึกหลังเรียน
“Don’t judge a book by its cover”
ด้วยความที่อาจารย์ที่มาบรรยายเขาทำงานเกี่ยวกับละครโดยตรง เรา
เลยได้แง่คิดใหม่ๆเกี่ยวกับละครด้วย เวลาดู ละครเชื่ อว่าจะต้องมีกันบ้าง
ที่จะรู้สึ กว่าทำไมเรื่องนี้พระเอกโง่จัง ทำไมนางเอกอ่ อนแอจัง แล้ว
ทำไมตั วร้ายก็ ร้ายจัง ร้ายแบบอิ นฟิ นิ ตี้ไม่มีที่สิ้ นสุ ด หลายครั้งที่ดู ก็ เลย
รู้สึ กหงุ ดหงิ ดไปด้วย แต่ พอได้มาฟั งอาจารย์บรรยายแล้วว่าการเทรนด์
การเป็ นนั กแสดงเราจะต้องเข้าใจตั วละครนั้ นจริ งๆ ต้องเชื่ อในตั วละคร
และการกระทำของเขาที่เกิ ดขึ้นในเนื้ อเรื่องมันมีเหตุ ผล มันเลยทำให้เรา
คิดว่าเราต้องทำความเข้าใจและใช้ เหตุ ผลกับการกระทำของตั วละคร
แต่ ละตั วมากขึ้นว่าเขาทำแบบนี้เพราะอะไร เขาร้าย เขาเลวเพราะอะไร
คงไม่มีใครเกิ ดมาแล้วก็ เลวเลยอย่างไร้เหตุ ผล แง่คิดตรงนี้มันทำให้เรา
สามารถนำมาปรับใช้ กับชี วิ ตประจำวันของเราเองได้ว่า “อย่าตั ดสิ นใคร
จากการกระทำของเขาเพียงอย่างเดียว” แต่ ให้เราทำความเข้าใจการกระ
ทำของเขาอย่างเป็ นเหตุ เป็ นผลแทน ถ้าเราคิดได้อย่างนี้เราคิดว่าเราจะ
เข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น และมองคนอื่นอย่างไม่อคติ ทั้งที่บางคนเราไม่
เคยรู้จักเขาด้วยซ้ำ
ผลงานกลุ่ม39
โดย : 220 นันท์นภัส สุวัตธิกะ (เดียร์)