หนังสือ
วิชาเอกเทศสัญญา 2
การระงับสิ้นของ
สัญญาจ้าง
แรงงาน
คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
คำนำ
ผู้จัดทำหนังสือฉบับนี้สร้างเพื่อให้บุคคลที่มี
ความสนในค้นคว้าในรายวิชาเอกเทศสัญญา
2 ในส่วนของเนื้อหา การระงับสิ้นของ
สัญญาแรงงาน หวังว่าหนังสือฉบับนี้จะเป็น
ประโยนชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้ อย
จัดทำโดย
นาย กีรติ กียะ รหัสนิสิต 622081051
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
สารบัญ หน้า
เรื่อง 1
2
ความหมายการระงับสิ้นสัญญาจ้างแรงงาน 5
คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาโดยใช้สิทธิทางกฎหมาย 7
คู่สัญญาฝ่ ายหนึ่ งบอกเลิกสัญญาซึ่งเป็ นสัญญา
จ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา
วิธีการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มี
กำหนดเวลา
วิชาเอกเทศสัญญา 2 1
การระงับสิ้นของสัญญาจ้างแรงงาน
ความระงับสิ้นของสัญญาจ้างแรงงาน
1. คู่สัญญาตกลงเลิกสัญญา
2. สัญญาจ้างแรงงานระงับเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา
3. ลูกจ้างตาย
4. นายจ้างตายในกรณีที่สาระสำคัญอยู่ที่นายจ้าง
ความระงับสิ้นของสัญญาจ้างแรงงาน
1 กรณีคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากัน
ความระงับของสัญญาจ้างแรงงานประการแรกคือกรณีที่คู่สัญญาตกลงยกเลิกสัญญากัน ซึ่ง
การตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวนี้คู่สัญญาสามารถตกลงยกเลิกกันได้ทุกเมื่อและย่อมมีผลให้สัญญาระงับทันที
แม้ว่าสัญญาจ้างแรงงานจะมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ตาม (winder.LGGA,2020)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1397/2544
จำเลยทำคำเสนอให้โจทก์ลาออกโดยยอมจ่ายเงินเพื่อตอบแทนการลาออก ซึ่งโจทก์มีคำสนองรับคำ
เสนอของจำเลยโดยการลาออก จึงเกิดสัญญาขึ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์และมีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันที่
โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออก การที่ภายหลังจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของ
หน้ า 36
จำเลยอย่างร้ายแรงกระทำทุจริตต่อหน้ าที่และกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างก็หามีผลตามกฎหมายไม่
เพราะขณะนั้นโจทก์และจำเลยมิได้มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งมิใช่เหตุตามข้อสัญญา
หรือบทบัญญัติของกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 จำเลย
จึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวมาเพื่อบอกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์ได้
2 สัญญาจ้างแรงงานระงับเพราะครบกำหนดระยะเวลาจ้าง
สัญญาจ้างแรงงานกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน กรณีมีกำหนดระยะเวลาไว้ สัญญาย่อมสิ้นสุด
ลงทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้าง
3 สัญญาจ้างแรงงานระงับเพราะลูกจ้างตาย
สัญญาจ้างแรงงานย่อมระงับไปโดยทันทีและไม่ตกทอดแก่ทายาทของลูกจ้าง
4 นายจ้างตายในกรณีที่สาระสำคัญอยู่ที่นายจ้าง
มาตรา 584 “ถ้าจ้างแรงงานรายใดมีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลผู้เป็นนายจ้าง ท่านว่าสัญญา
จ้างเช่นนั้นย่อมระงับไปด้วยมรณะแห่งนายจ้าง”
ตัวอย่าง ก.ป่วยหนักเลยจ้าง ข. ที่เป็นพยาบาลมาเฝ้ าดูแล เช่นนี้ถือว่าสัญญาจ้างแรงงานมี
สาระสำคัญอยู่ที่ตัว ก. หาก ก. เสียชีวิตสัญญาจ้างก็ระงับไปทันที
2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2549
ว. จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างในหน่วยวิคตอรี่ของบริษัท อ. แม้ต่อมา ว. จะถึงแก่ความตาย แต่หน่วย
วิคตอรี่ก็ยังคงสามารถดำรงอยู่และบริการลูกค้าของบริษัท อ. ต่อไปได้โดยมิได้ยุบไปในทันทีที่ ว. ถึงแก่ความ
ตาย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ ว. จึงหามีสาระสำคัญอยู่ที่ตัว ว. ผู้เป็นนายจ้างไม่ แม้ ว. จะถึงแก่
ความตาย สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวก็ไม่ระงับสิ้นไป
คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาโดยใช้สิทธิตามกฎหมาย
นายจ้างโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกโดยลูกจ้างมิได้ยินยอม
มาตรา 577 วรรคหนึ่ง “นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้เมื่อ
ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย”
หากนายจ้างโอนสิทธิของลูกจ้างนั้นให้บุคคลภายนอกโดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอม เช่นนี้ลูกจ้าง
สามารถบอกเลิกสัญญาได้ตามกฎหมาย
ตัวอย่าง นายจ้างให้ลูกจ้างไปทำงานที่บริษัทในเครือ ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก
บริษัทเดิม หรือให้ลูกจ้างไปทำงานกับนายจ้างหรือผู้ประกอบการอื่น
ลูกจ้างให้บุคคลภายนอกทำงานแทนโดยนายจ้างมิได้ให้ความยินยอม นายจ้างมีสิทธิ
บอกเลิกสัญญาโดยวาจาหรือลายลักษณ์ อักษรได้
มาตรา 577 วรรคสอง “ลูกจ้างจะให้บุคคลภายนอกทำงานแทนตนก็ได้เมื่อนายจ้างยินยอม
พร้อมใจด้วย”
กรณีดังกล่าวเนื่องจากสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นสัญญาเฉพาะตัว ดังนี้การที่ลูกจ้างให้บุคคล
อื่นมาทำงานแทนตนโดยที่นายจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้
ข้อสังเกต หากนายจ้างให้ความยินยอม เพราะ ลูกจ้างเจ็บป่วย ติดธุระ โดยเป็นงานที่ไม่ต้อง
ใช้ฝีมือเฉพาะ เมื่อลูกจ้างกลับมาทำงานนายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง อีกทั้งนายจ้างไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ
กับบุคคลที่ทำงานแทน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งมีผลให้
นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้ าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการ
โอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577
วรรคหนึ่ง ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอม
พร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้วลูกจ้างนั้นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือ
คำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่า
เป็นการเลิกจ้างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.
2518 มาตรา 10 วรรคสาม มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การ
โอนย้ายโจทก์จากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9
เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ
ทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่อง
กำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กำหนด
เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ
ทำงานของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี บริบูรณ์จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนด
เกษียณอายุ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2ที่ปฏิบัติกันทั่วไป มิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่
เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
3
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2551
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างไม่ว่า
นายจ้างนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้ าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้าง
ที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้นกรณี
ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้าง
ยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้วลูกจ้างนั้นจึงต้องปฏิบัติตาม
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน เมื่อปรากฏว่าในระหว่างที่
โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเกษียณอายุเมื่อครบ 65 ปีบริบูรณ์ ต่อมา
จำเลยที่ 1 โอนย้ายโจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุ
ครบ 60 ปีบริบูรณ์ และจำเลยที่ 2 โอนย้ายโจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการ
ทำงานกำหนดเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งการโอนย้ายโจทก์จากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ไปทำงาน
กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 แม้จะเป็นเหตุให้
สิทธิในการเกษียณอายุของโจทก์ต้องลดลงก็ตาม แต่เมื่อการโอนย้ายดังกล่าวโจทก์ยินยอมพร้อมใจ โจทก์จึง
ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างใหม่ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65
ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 กับนายจ้างใหม่ได้ การที่จำเลยที่ 3 เลิกจ้างโจทก์
มิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้งแต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็น
ธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 - 1771/2544
นายจ้างหยุดกิจการเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง แม้นายจ้างจะโอนย้ายลูกจ้างให้ไป
ทำงานกับบุคคลภายนอกก็ต้องให้ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยจึงต้องถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอันมีผล
ตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างหยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีเลิกจ้าง
นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 เมื่อนายจ้าง
เลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้ า นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ า
ให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 582 ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 852 - 919/2543
เดิมโจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาบริษัท พ. ผู้เช่าเข้ามาเช่าและดำเนินกิจการต่อจาก
จำเลย การที่จำเลยได้โอนกิจการของตนไปให้บริษัท พ. เช่าดำเนินการต่อ และบริษัท พ. ได้รับโจทก์ทั้งหมดไป
ทำงานให้แก่บริษัท พ. โดยโจทก์ทั้งหมดมิได้ใช้สิทธิปฏิเสธไม่ยินยอมโอนไปทำงานกับบริษัท พ. ตามที่ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ให้สิทธิไว้ อีกทั้งเมื่อบริษัท พ. ค้างชำระค่าจ้าง โจทก์ทั้งหมดก็ฟ้ องคดี
เรียกค่าจ้างค้างชำระเอาแก่บริษัท พ. กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งหมดได้ยอมรับการเปลี่ยนตัวนายจ้างจากจำเลย
ไปเป็นบริษัท พ. และยินยอมโอนไปทำงานให้แก่บริษัท พ. แล้ว บริษัท พ. จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหมด
ตามคำนิยามของคำว่า "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" ในข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครอง
แรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2515 โจทก์ทั้งหมดจึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลย
4
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 46/2537
การที่จำเลยได้สั่งโอนโจทก์ไปทำงานกับบริษัท ซ. ที่เมืองฮ่องกง เป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างจากจำเลย
ไปเป็นบริษัท ซ.ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยโดยให้โจทก์ไปทำสัญญากับบริษัทซ. ใหม่ และให้ตำแหน่ง
ของโจทก์ในบริษัทจำเลยสิ้นสุดลงกับจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนเช่นนี้ เป็นการโอนสิทธิของนายจ้างไปยัง
บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย
จึงจะกระทำได้ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมโดยไม่ยอมทำสัญญาจ้างฉบับใหม่กับบริษัท ซ. แต่จำเลยก็ยังให้โจทก์พ้น
จากตำแหน่งและจ้างบุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทน กรณีจึงเป็นเรื่องจำเลยเลิกจ้างโจทก์ คำให้การจำเลยไม่ได้
ระบุว่าโอนย้ายโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดใด ๆ และตามหนังสือจำเลยที่มีถึงโจทก์ก็ระบุชัดว่าจำเลยยินยอม
ให้โอนโจทก์ไปทำงานในบริษัท ซ. ที่เมืองฮ่องกง ให้ตำแหน่งของโจทก์ในบริษัทจำเลยสิ้นสุดลง เมื่อฟังได้ว่า
การสั่งโอนโจทก์ไปทำงานที่เมืองฮ่องกงเป็นการเลิกจ้าง การเลิกจ้างโจทก์ครั้งนี้จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์
ไม่ได้กระทำผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14420 - 14423/2553
กรณีจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี
แรงงาน พ.ศ.2522 หรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ ว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือสมควร
เพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อบริษัท น. และบริษัท ป. เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย การที่จำเลยซึ่ง
เป็นนายจ้างสั่งโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่จากบริษัทจำเลยไปทำงานที่บริษัท น. และบริษัท ป. จึงเป็นการเปลี่ยนตัว
นายจ้างไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จึงต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอมไปทำงานที่บริษัท น. และบริษัท ป. จำเลยจึง
เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น
ธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671 - 675/2530
บริษัทจำเลยและบริษัท บ. เป็นบริษัทในเครือเดียวกันและมีผู้บริหารชุดเดียวกัน แต่บริษัทดังกล่าวก็มี
ฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันการที่จำเลยเลิกกิจการแล้วมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานที่บริษัท บ.
โดยโจทก์ไม่ยินยอมด้วย จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577โจทก์ไม่ปฏิบัติ
ตามจึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2526
เดิมโจทก์ทำงานกับบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัท ช. จำเลยต่อมาจำเลยรับโอนโจทก์
มาทำงานกับจำเลยโดยโจทก์ยินยอมโจทก์ย่อมขาดจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท อ. และ เป็นลูกจ้างของ
4.1.5.3 กรณีลูกจ้างรับรองโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าตนเป็นผู้มีฝีมือพิเศษ แต่ปรากฏว่าไร้ฝีมือ
นายจ้างบอกเลิกสัญญาได้
มาตรา 578 “ถ้าลูกจ้างรับรองโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายว่าตนเป็นผู้มีฝีมือพิเศษ หาก
มาปรากฏว่าไร้ฝีมือเช่นนั้นไซร้ ท่านว่านายจ้างชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้”
5
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2530
คำฟ้ องที่ศึกษาว่าจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการธนาคารของโจทก์สาขาตลาดพลู มีหน้ าที่
ตามที่จำเลยได้สัญญาไว้ในใบสมัครงาน คือจะปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความขยันหมั่นเพียรและ
ซื้อสัตย์สุจริต หากประพฤติผิดคำรับรองใด ๆ โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีและจำเลยยอมรับผิดชดใช้
ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ข้อความในใบสมัครงานถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์จำเลย
แล้ว จำเลยต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ในคำขอท้ายคำฟ้ องของโจทก์ก็ระบุว่าให้จำเลยชำระค่าเสียหายตาม
สัญญาจ้างด้วย ถือว่าเป็นการศึกษาฟ้ องเพื่อขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูล
ละเมิด ซึ่งสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึง
ต้องใช้กำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164
คู่สัญญาฝ่ ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาซึ่งเป็ นสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา
(1) กรณีสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แน่นอน
ตัวอย่าง เช่น บริษัท มารวย จำกัด รับ นายชวด เข้าทำงานเป็นช่างทำสีรถใน
โรงงานของตนซึ่งให้ทำไปเรื่อย ๆไม่มีการตกลงเรื่องระยะเวลาการจ้างไว้ โดยให้สินจ้างเดือนละ 15,000 บาท
ซึ่งหากสัญญาจ้างแรงงานนั้นไม่ได้กำหนดเวลาไว้การบอกเลิกสัญญาก็จะเป็ นไปตาม
มาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือใช้วิธีการบอกล่วงหน้ าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึง
กำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้ า
ก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ ากว่าสามเดือน ซึ่งจะอธิบายในส่วนของวิธีการบอกเลิกสัญญาต่อไป
มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไรท่านว่า
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้ าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใด
คราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้ าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้อง
บอกกล่าวล่วงหน้ ากว่าสามเดือน”
(2) สัญญาจ้างแรงงานที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แต่แรกแต่ต่อมากลายเป็ นสัญญาจ้างแรงงานที่มิได้มี
กำหนดระยะเวลาไว้แน่ นอน
กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่หากว่าสัญญาจ้างแรงงานที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แต่แรก เมื่อครบ
กำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วสัญญาก็จะระงับไป แต่หากลูกจ้างยังทำงานต่อไปอีกและนายจ้างรู้ดังนั้นแต่ก็
ไม่ได้ทักท้วง ถือว่าได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกับสัญญาเดิม ซึ่งพิจารณาได ้ มาตรา 581 แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(winder.LGGA,2020)
มาตรา 581 “ถ้าระยะเวลาที่ได้ตกลงว่าจ้างกันนั้นสุดสิ้นลงแล้วลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ต่อไป
อีก และนายจ้างรู้ดังนั้นก็ไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดย
ความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิม แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะเลิกสัญญาเสียได้ด้วยการบอกกล่าวตาม
ความในมาตราต่อไปนี้”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2551
สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเดิมเป็ นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอนระหว่างวันที่
14 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 13 เมษายน
2544 แล้วจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ ยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไป ทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงต้องถือว่าได้ทำ
สัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 581 กลายเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มี
กำหนดระยะเวลาการจ้างกันไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้ าให้โจทก์ทราบ
เมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง
คราวถัดไป
6
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2540
จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่ องบินมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง5ปี นับ
แต่วันที่26กุมภาพันธ์2516ตามสัญญาจ้างได้ระบุเงื่ อนไขไว้ว่าเมื่ อจ้างกันครบกำหนด5ปี แล้วจำเลยจะจ้างโจทก์
ต่ออีกคราวละ1ปี ต่อเมื่ อจำเลยได้พิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งและประสิทธิภาพการทำงาน
ของโจทก์เป็ นที่พอใจแล้วเมื่ อสัญญาจ้างครบกำหนดจำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่ออีก1ปี โดยระบุเงื่ อนไข
เพิ่มเติมไว้ว่าหากสิ้นสุดระยะเวลาว่าจ้างตามสัญญานี้แล้วและมิได้มีการแจ้งให้ท่านทราบเป็ นลายลักษณ์อักษร
ก็ให้ถือว่าการจ้างสิ้นสุดลงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ต่อมาหลังจากสัญญาจ้างฉบับหลังสิ้นสุดลง
แล้วจำเลยหาได้แจ้งแก่โจทก์เป็ นลายลักษณ์อักษรว่าจะต่อสัญญาจ้างให้โจทก์อีกหรือไม่และจำเลยคงให้โจทก์
ทำงานในตำแหน่งเดิมและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตลอดมาการที่ตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเช่นโจทก์
จะต้องผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานและตรวจสุขภาพทุกปี ก็เพื่ อพิจารณาความเหมาะสมในตำแหน่งและ
ประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้นจึงหามีผลเป็ นการต่อสัญญาจ้างเป็ นรายปี ไม่ดังนั้นเมื่ อสัญญาจ้างฉบับหลัง
สิ้นสุดลงและจำเลยจ้างโจทก์ต่อมาจึงเป็ นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนแต่ยังคงไว้ซึ่งความอย่าง
เดียวกันกับสัญญาเดิมซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใดก็ได้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้ าตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา581,582การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะต่ออายุสัญญา
จ้างให้โจทก์คราวละ5ปี ตามสัญญาจ้างที่ปรับปรุงใหม่ขอให้โจทก์แจ้งความประสงค์ภายในวันที่25
กุมภาพันธ์2537หากพ้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไปและจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์นั้น
โดยจำเลยบอกกล่าวล่วงหน้ าโดยให้ระยะเวลาถึง11เดือนแก่โจทก์ในการตัดสินใจและเป็นสัญญาจ้างใหม่ที่เป็น
คุณกว่าเดิมทั้งเป็ นผลสืบเนื่ องจากการยื่ นข้อเท็จจริงของสหภาพแรงงานพนักงานต้อนรับบนเครื่ องบินเพื่ อให้
เกิดความทัดเทียมกันในหมู่พนักงานต้อนรับบนเครื่ องบินด้วยกันและเป็ นระเบียบเดียวกันแม้โจทก์จะไม่เป็ น
สมาชิกของสหภาพแรงงานดังกล่าวและมิได้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องก็ตามแต่เมื่อโจทก์ไม่ยอมผูกพันตาม
สัญญาจ้างที่ปรับปรุงใหม่ดังกล่าวกรณีเช่นนี้จำเลยก็ย่อมมีเหตุผลสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ไม่ถือว่าเป็ นการ
เลิกจ้างที่ไม่เป็ นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2188/2531
เมื่อระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแต่จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์คงจ้าง ต่อมาอีก กรณีต้องถือว่า
จำเลยจ้างโจทก์ต่อไปใหม่ โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะบอกเลิกสัญญา
เสียได้ด้วยการบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 581 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลย
มีปัญหาด้านการเงินดังนี้เป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด และไม่บอกกล่าวล่วงหน้ า จำเลยจึงต้องจ่าย
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ าและค่าชดเชยแก่โจทก์ สัญญาจ้างที่มีระยะเวลาการจ้างขาดช่วงไม่
ต่อเนื่องกันต้องถือว่าจำเลยจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาการจ้างของสัญญาแต่ละฉบับ ปัญหาว่าสัญญาจ้าง
เป็ นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนหรือไม่เป็ นปั ญหาข้อกฎหมาย
7
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141 - 1142/2529
กรณีที่สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนการเลิกจ้างซึ่งจะถือว่าเป็ นการเลิกจ้างตาม
กำหนดระยะเวลาตามความในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการค้มครองแรงงานข้อ46วรรคสามซึ่งจะทำ
ให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้นได้แก่การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างในวันที่ครบกำหนดตามสัญญาจ้างหรือ
เลิกจ้างในวันที่ระยะเวลาที่ได้ตกลงว่าจ้างสิ้นสุดลงมิได้หมายความว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างแล้ว
นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อใดก็ได้เมื่อสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายครบกำหนดในวันที่20เมษายน2528จำเลยมิได้
เลิกจ้างโจทก์โดยให้โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งยินยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญา
จ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา581
สัญญาจ้างครบกำหนดในระหว่างที่โจทก์ทำงานอยู่บนเรือนั้นไม่ใช่เหตุซึ่งจะทำให้จำเลยไม่สามารถเลิกจ้าง
โจทก์ไม่ได้ดังนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่24เมษายน2528ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุของสัญญาจ้างใหม่จึง
ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ า
คำพิพากษาฎีกาที่ 887/2524
สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยครั้งแรกได้กำหนดระยะเวลาไว้โดยมีข้อสัญญาว่า “เมื่อครบกำหนด
แล้วสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับต่อไปโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และต้องทำสัญญากันใหม่อีกชั้นหนึ่ง” เมื่อ
ครบกำหนดตามสัญญาฉบับแรกแล้วได้มีการทำสัญญากันใหม่อีกโดยกำหนดเวลาไว้เช่นกันและข้อกำหนดใน
สัญญาเช่นเดิม ดังนี้ ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมิใช่เงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้เปลี่ยนแปลงไป แต่มี
ความหมายเพียงว่าถ้าโจทก์จำเลยประสงค์จะว่าจ้างกันต่อไปก็ต้องตกลงกันใหม่เป็ นคราวๆถ้าไม่มีการตกลงทำ
สัญญากันใหม่ หรือไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยยอมให้โจทก์ทำงานต่อไป สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยก็เป็น
อันสิ้นสุดลงสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวจึงเป็ นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน
วิธีการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดเวลา
จะต้องบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผล
สัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้ า
มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไรท่านว่าฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้ าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง
เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้ าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าว
ล่วงหน้ ากว่าสามเดือน
อนึ่งในเมื่อบอกกล่าวดั่งว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึง
เวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียว แล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทำได้
ตัวอย่าง กำหนดจ่ายสินจ้างกันทุกวันที่ 1 ของเดือน หากคู่สัญญาบอกกล่าวเลิกสัญญาในวันที่ 1
กุมภาพันธ์ อันเป็นวันกำหนดจ่ายสินจ้าง สัญญาจ้างแรงงานนี้ก็จะระงับวันที่ถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป
คือ 1 มีนาคม นั้นเอง ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้ าเกิน 3 เดือน(winder.LGGA,2020)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561
สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558
ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้ าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมี
ผลเป็ นการเลิกสัญญาเมื่ อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้าง
วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอก
กล่าวล่วงหน้ า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง
มีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5ต่อ
ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด ให้ชำระดอกเบี้ย
ระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้ องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
8
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560
ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้าง
กรณีปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็น
ธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว
ล่วงหน้ าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์
ฟ้ องเรียกเอาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ าซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
มาตรา 5บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงิน
ประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณี
นายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
พ.ศ.2541มาตรา 17 และ ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้ องของโจทก์อายุความจึงต้อง
เริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป
เมื่อโจทก์ฟ้ องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2558
การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยให้มีผล
วันที่ 10 พฤษภาคม 2552 แม้จะเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิ
แสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายยินยอม แต่ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผล
บังคับ
นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1
เสียหายและประมาททำให้จำเลยที่ 1 เสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24
เมษายน 2552 ก่อนถึงวันที่การลาออกมีผลได้หาใช่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนด
ตามความประสงค์ที่โจทก์ได้แสดงเจตนาลาออกแต่อย่างใดไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13524/2557
โจทก์เป็นพนักงานการเงินของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีหน้ าที่เก็บเงินค่าไฟฟ้ าจากผู้ใช้ไฟฟ้ า แต่ไม่
ดำเนินการนำเงินค่าไฟฟ้ าที่เก็บมาได้ฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารด้วยตนเอง ให้ถูกต้องตามระเบียบการ
ปฏิบัติงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยสูญเสียรายได้ในกิจการไป ถือได้ว่าเป็น
การฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของนายจ้าง และเป็นความผิดทางวินัยกรณีที่ร้ายแรง จำเลยชอบที่จะเลิกจ้างหรือมี
คำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ า ค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ
9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2550
การบอกกล่าวล่วงหน้ าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง เพียงแต่ให้คู่สัญญาฝ่ายที่จะเลิก
สัญญาบอกกล่าวล่วงหน้ าแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ทราบล่วงหน้ าว่าจะเลิกสัญญา โดยต้องบอกกล่าวใน
เมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งอันจะก่อให้เกิด
ผลเป็นการเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้ า
ภายในเวลางานตามปกติแต่อย่างใด การบอกกล่าวเลิกสัญญาจึงมีผลนับแต่ที่คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับการบอก
กล่าวได้รับทราบการบอกกล่าวล่วงหน้ านั้น โจทก์รับทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30
สิงหาคม 2545 และจำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันที่ 25 ของเดือน การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของ
จำเลยที่ 1 จึงเป็นผลให้เลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เมื่อ
จำเลยที่ 1 ให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก
กล่าวล่วงหน้ าแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 53 วัน
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ ามิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยใน
ระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่เมื่อทวงถาม เมื่อไม่
ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้ อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6701/2549
การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ใน ป.พ.พ.
บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้กำหนดว่าการบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ส่วนที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา 17 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา
นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้ าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบนั้น ก็มิได้
ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือ
ก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อเป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป
ข้างหน้ าเท่านั้น การบอกเลิกจ้างจึงอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6787/2548
สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอาจแสดงเจตนาบอก
เลิกสัญญากันได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. มาตรา 386 และมาตรา 582 โดยนายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิก
สัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้ าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผล
เลิกสัญญากันเมื่อกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้ า แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ ากว่าสามเดือน จำเลย
กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่
29 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 31 มกราคม 2546 ย่อมมีผลเป็นการเลิก
สัญญาจ้างกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้ า แม้จำเลยจะมี
ระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.บ.ครูฯ กำหนดให้การลาออกของลูกจ้าง
ของจำเลยต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาก่อน จำเลยก็มิได้โต้แย้งหรือสั่งให้ระงับ
ใบลา
ออกของโจทก์ จนกระทั่งการสอบสวนที่กล่าวหาว่าโทษกระทำผิดสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยก็
มิได้สั่งการเกี่ยวกับใบลาออกของโจทก์แต่กลับจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แสดงว่า
จำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยปริยายแล้ว
เป็นไงกันบ้าง อ่านเเล้วทำให้เข้าใจในเนื้อหาใน
เรื่องการระงับสิ้นสัญญาจ้างแรงงานมั้ย หวังว่า
หนังสือนี้จะเป็ นประโยชน์ต่อตัวคุณตามความ
ประสงค์ของผู้จัดทำหนังสือนี้ขึ้นมา
ขอบคุณครับ/ค่ะ